ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสสัมภาษณ์แบบเจอหน้า แต่วันนี้เราได้รับอนุญาตให้แวะมาที่ออฟฟิศของค่ายเพลงสไปร์ซซี่ ดิสก์ เพื่อพูดคุยกับศิลปินน้องใหม่ที่เพิ่งปล่อยเพลงไปสด ๆ ร้อน ๆ

โม-ธันยา เลิศสินธวานนท์ คือสาวใสวัย 26 เจ้าของช่อง MOJIKO ยูทูบแชนแนลแนวไลฟ์สไตล์ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 ล้าน

ก่อนจะเข้าสู่โลกของยูทูบเบอร์ เธอคือเด็กน้อยนักฝันที่มุ่งมั่นในเส้นทางแห่งเสียงดนตรี

โมเริ่มเรียนร้องเพลงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ หลงรักการจับไมค์โดยไม่รู้ตัว จึงเอาจริงเอาจังด้านนี้เรื่อยมา ถึงขนาดที่ว่าเคยพักการเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมไปเรียนต่อด้านเพลงคลาสสิกที่ต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ได้ไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เธอก็เกิดเปลี่ยนใจไม่ไปเรียนต่อ พร้อมหันมาตั้งหน้าตั้งตาทำยูทูบอย่างจริงจัง

ภายในหนึ่งปี ช่อง MOJIKO ก็มีผู้ติดตามทะลุ 8 แสน เธอปล่อยเนื้อหาสัปดาห์ละ 3 ตัว เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 7 ปีจนมีคลิปไม่ต่ำกว่า 800 คลิปให้คนดูได้แวะชม

ขณะที่บทบาทยูทูบเบอร์พาเธอบินสูง ความฝันที่จะเป็นศิลปินก็ไม่เคยหายไปไหน MOJIKO ยังตั้งใจหาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ เผื่อจะเจอเวทีที่ช่วยให้เสียงร้องของเธอถูกส่งถึงผู้ฟัง

เธอต้องผิดหวังจากการส่งคลิปเข้าประกวดรายการ The Voice Thailand 

พยายามอีกสักตั้งกับรายการ The X Factor Thailand แต่ก็ยังไปไม่ถึงฝันอยู่ดี

ในที่สุด เมื่อไม่นานมานี้ เธอได้เปิดตัวในฐานะศิลปินน้องใหม่แห่งค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ พร้อมปล่อยซิงเกิลแรกในชีวิตอย่างเพลง ‘เฮ้อ.. (แทบจะไม่ใช่แฟนคนหนึ่ง)’

แม้จะไปได้ดีในแพลตฟอร์มโซเชียลแบบไม่ต้องสงสัย แต่เส้นทางในฐานะศิลปินของ MOJIKO ยังอีกยาวไกล และมีความท้าทายมากมายรออยู่ เราจึงอยากคุยกับเธอ ทั้งชีวิตฟากที่เป็นศิลปิน หน้าที่ฝั่งยูทูบเบอร์ ตลอดจนตัวตนของเธอเวลาอยู่หลังกล้อง

สาวหมวยในชุดเบลเซอร์สีครีมเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ เสียดายที่หน้ากากอนามัยไม่เปิดโอกาสให้เราได้เห็นรอยยิ้มอันสดใสของเธอ ถึงอย่างนั้น ความขี้เล่นเป็นกันเองไม่ต่างจากที่เห็นในคลิปทำให้นี่เป็นการพูดคุยที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะรู้สึกถึงความสนุกนั้นได้ไม่ต่างกัน

แต่ก่อนที่การถามตอบจะเริ่มต้น เราก็อยากเกริ่นกับทุกคนต่ออีกสักนิดถึงคำว่า ‘รถไฟขบวนแห่งความฝัน’ ในชื่อบทสัมภาษณ์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่ชีวิตของผู้หญิงคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับรถไฟจริง ๆ แต่จะเป็นรถไฟขบวนไหนและเกี่ยวข้องอย่างไรนั้น คงต้องติดตามกันในเรื่องราวที่ทุกคนจะได้อ่านต่อไปนี้

“ป.1 ถึง ป.ตรี ไม่มีวันไหนไม่ร้องเพลง”

การได้มีเพลงแรกในชีวิตเรียกว่าความฝันของคุณเป็นจริงได้รึเปล่า

เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในความฝันมากกว่า

แสดงว่าคุณมีความฝันหลายอย่าง

ใช่ คนเรามีหลายความฝันอยู่แล้ว แต่การออกซิงเกิลก็เป็นหนึ่งในความฝันใหญ่ ๆ ของชีวิต โมเรียนและหลงใหลการร้องเพลงตั้งแต่ ป.1 การได้เป็นศิลปินจึงเป็นหนึ่งในความฝันของเรามาตลอด

ทำไมคุณถึงชอบร้องเพลงขนาดนั้น

เราเริ่มร้องเพลงเพราะที่บ้านส่งไปเรียนตอน ป.1 น่าจะ 6 ขวบเองมั้ง อาโกวส่งไปเรียนเพราะตอนเด็กเราไม่กล้าแสดงออก เขาอยากให้เราเป็นเด็กที่กล้าคุยกับคนอื่นมากขึ้น เรียนไปเรียนมากลายเป็นว่าหลงรักการร้องเพลงโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ตอนนั้น เราก็เรียนมาตลอด ร้องเพลงทุกอาทิตย์ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.3 พอ ม.ปลาย ก็เข้าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล แถมหลังจากนั้นก็เรียนต่อด้านนี้อีก พูดง่าย ๆ คือ ป.1 ถึง ป.ตรี เป็น 20 ปีที่แทบไม่มีวันไหนไม่ร้องเพลง อาบน้ำก็ร้องเพลง เครียดก็ร้องเพลง ขับรถก็ร้องเพลง

ตอนประกวดรายการ The X Factor กับ The Voice แล้วไปไม่ถึงฝัน คุณเคยบอกว่าการเป็นนักร้องอาชีพอาจเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม วันนี้คุณคิดกับเรื่องนี้ยังไง

ทุกวันนี้ไม่กล้ากลับไปดูคลิปตัวเองเลย (หัวเราะ) การเป็นนักร้องคือหนึ่งในความฝันของชีวิตโมจริง ๆ หลังจากวันนั้นที่ตกรอบในรายการ เราก็ค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาเรื่อย ๆ จนวันนี้ได้มีซิงเกิลแรกในชีวิต ก็คิดกับตัวเองว่า ‘เอ๊อ เราก็มาไกลเหมือนกันนะเนี่ย’ (เน้นเสียง)

คุณทำได้ดีในเส้นทางสายยูทูบเบอร์ การพลิกบทบาทมาเป็นศิลปินถือเป็นเรื่องยากสำหรับคุณมั้ย

อย่าเรียกพลิกบทบาทเลย เรียกเพิ่มบทบาทดีกว่า เพราะเราก็ยังเป็นยูทูบเบอร์อยู่ แค่ตอนนี้เป็นศิลปินด้วย นี่เป็นบทบาทในฝันเลยนะ เราสนุกตลอด ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยมากขึ้นเลย ยังอยากทำเต็มที่ มีความสุขมากกับทุกขั้นตอน

จริงๆ คุณทำเพลงลงช่องยูทูบเองก็ได้ เพราะอะไรการอยู่ค่ายเพลงจึงสำคัญกับคุณ

สำคัญเพราะโมรู้สึกว่า การอยู่ค่ายทำให้เราได้อยู่กับมืออาชีพ ทำงานกับคนที่รู้จริงในวงการ เราไม่ต้องนั่งล้มลุกคลุกคลาน เริ่มสร้างใหม่จากศูนย์ สไปร์ซซี่ ดิสก์ ซัพพอร์ตความฝันและความชอบของเราได้ ไม่ว่าจะชอบอะไร ค่ายไม่เคยขัดเลย เขาช่วยต่อยอดจากสิ่งที่เราเป็น

คุณกับค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ เจอกันได้ยังไง

เพราะ พี่ส้ม มารี (มารี เออเจนี เลอเลย์) ค่ะ พี่ส้มทำยูทูบเหมือนกัน เราทั้งคู่รู้จักกันในฐานะยูทูบเบอร์ ก็เลยปรึกษาเขา ถามว่าวงการศิลปินเป็นยังไง มีบ้านไหนบ้าง ควรทำเองหรือควรเข้าค่ายเพลง พี่ส้มเป็นเหมือนประตูบานแรกที่เริ่มทาบทามให้เราเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เข้ามาแล้วก็ต้องทำทุกอย่างตามขั้นตอน ทำเดโม่ส่ง พูดคุยกับผู้ใหญ่เรื่องสัญญาต่าง ๆ ตามกระบวนการเหมือนศิลปินคนอื่น

พูดง่ายๆ ว่าคุณเหมือนมี ส้ม มารี เป็นพี่เลี้ยง

ใช่ ยกให้เขาเป็นเหมือนคนที่จูงมือเราเข้ามาเป็นศิลปิน

MOJIKO ยูทูบเบอร์ผู้ติดตาม 3 ล้าน การไล่ตามฝัน และวันที่ได้เป็นศิลปินค่าย SPICYDISC

“Sign Contract From Home”

การเริ่มต้นชีวิตศิลปินในช่วงโควิดมีอุปสรรคบ้างรึเปล่า

ที่สุด โมน่าจะเป็นศิลปินคนเดียวของค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ ที่ต้องเซ็นสัญญาออนไลน์ เรียกได้ว่าเป็น ‘Sign Contract From Home’ คือต้องมีคนส่งของจากสไปร์ซซี่ ดิสก์ เอาเอกสารให้ พี่ก้อ (ณฐพล ศรีจอมขวัญ) เซ็นก่อน แล้วเขาก็ต้องรับเอกสาร นั่งมอเตอร์ไซค์มาที่บ้านเพื่อให้เราเซ็น ยังไม่จบนะ เราเซ็นเสร็จก็ยังต้องเอาไปที่บ้าน พี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) อีก เป็นการเซ็นสัญญาที่ไม่ได้เจอหน้ากันเลย เรียกว่าศิลปินยุคใหม่ของจริง

อุปสรรคนอกเหนือจากนั้นก็คงเป็นการประชุมออนไลน์ โมมาที่ออฟฟิศยังไม่ถึง 10 ครั้งเลยด้วยซ้ำ อ๋อ ตอนทำมิวสิกวิดีโอก็ลำบาก ออกกองห้ามเกิน 20 คน หรือเพลงที่ 2 ที่กำลังซุ่มทำอยู่ นัดอัดเสียงกัน 3 รอบแล้ว แต่ต้องยกเลิกทั้ง 3 รอบ วันนี้คนนี้เสี่ยง อาทิตย์ถัดมาอีกคนเสี่ยง เป็นแบบนี้เรื่อย ๆ อุปสรรคเยอะ 

คุณคิดว่า MOJIKO เป็นศิลปินแนวไหน

โมยังไม่กล้านิยามตัวเองนะ คงต้องใช้เวลาทำเพลงมากกว่านี้ ตอนนี้เราทำมาแค่เพลงเดียว กลัวว่าพูดไปแล้วจะไม่ใช่การนิยาม แต่เป็นการล้อมกรอบตัวเองแทน ระหว่างนี้ขอนิยามว่าคือศิลปินที่กำลังค้นหาตัวตนของตัวเอง แล้วก็หวังว่าทั้งเราและผู้ฟังจะได้เห็นการเติบโตของ MOJIKO ผ่านผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมา

คนส่วนมากคุ้นกับ MOJIKO ในลุคที่ร่าเริงสดใส ทำไมเพลงแรกที่คุณปล่อยจึงเป็นเพลงเศร้า

ตอนวางโจทย์ เราคิดว่าคนเห็น MOJIKO ในมุมของความสดใสร่าเริงเยอะแล้ว อยากทำให้คนฟังเห็นว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่ร่าเริง ก็มีมุมมองความรักที่หลายครั้งไม่ได้สวยงามเสมอไป ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เลยออกมาเป็นเพลง เฮ้อ.. (แทบจะไม่ใช่แฟนคนหนึ่งแล้ว) เพื่อแสดงออกในมุมมองของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในความรัก

รู้สึกยังไงที่ทำเพลงแรกก็มี พี่เอก Season Five มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้

ดีใจมาก โมชอบเพลงของ พี่เอก (สุดเขต จึงเจริญ) อยู่แล้ว เห็นผลงานที่พี่เอกทำให้ศิลปินหลายคน ตอนทำงานด้วยกันก็สัมผัสได้ถึงความเนี้ยบ เขาเนี้ยบในทุกรายละเอียดจริง ๆ และเราดีใจมากที่พี่เอกให้เรามีส่วนร่วมเยอะมากในเพลง ๆ นี้

คุณมีส่วนร่วมในส่วนไหนบ้าง

ทุกขั้นตอนเลย ตั้งแต่ออกไอเดีย ร่วมทำเมโลดี้ท่อนฮุก ทำดนตรี ประสานเสียง 60 ไลน์ด้วยตัวเอง วันมิกซ์เสียงก็ไปนั่งทำด้วยกัน เรามีส่วนในหลายองค์ประกอบมาก ๆ เขารู้ว่านี่เป็นเพลงแรก เลยอยากให้เราได้แสดงออกอย่างเต็มที่ แสดงความคิดเห็นเต็มที่ โดยที่พี่เอกจะคอยประคับประคองให้อยู่ในสไตล์ ในทิศทางที่ควรจะเป็น

เสียงตอบรับของผลงานชิ้นแรกเป็นยังไงบ้าง

เฮ้ย ว้าวนะ ดีใจมาก วันนี้เท่าไหร่แล้ว 6 แสนวิวมั้ง แต่สิ่งที่เติมเต็มความฝันเรามากที่สุดไม่ใช่ยอดวิวหรอก เราเป็นยูทูบเบอร์ เห็นคลิปตัวเองในยูทูบมาตลอด แต่เราไม่เคยเห็นตัวเองไปโผล่ตามสตรีมมิ่งฟังเพลงมาก่อนเลย พอได้เห็นชื่อและเพลงของตัวเองไปอยู่ตรงนั้นก็ภูมิใจมาก ๆ ตื้นตันที่มีคนฟังเพลงที่เราร้อง

ถึงตรงนี้คุณอยากขอบคุณใครมากที่สุด

ส่วนหนึ่งก็ขอบคุณตัวเองที่พยายามมาถึงตรงนี้ แต่อีกส่วนก็ต้องขอบคุณทีมงานทุกคน เพลงที่ปล่อยออกไปไม่ใช่ผลงานของเราคนเดียว เราแค่เป็นมาสคอตที่อยู่หน้าสุด แต่จริง ๆ แล้วผลงานเป็นของทุกคน

เห็นช่อง MOJIKO ไปคอมเมนต์ขอบคุณทีมงานที่ใต้เพลงด้วย

ใช่ค่ะ ด้วยความเป็นยูทูบเบอร์ก็เลยเคยชินกับการทำงานเบื้องหลัง เรารู้ดีว่างานเบื้องหลังไม่ได้เหนื่อยน้อยกว่างานเบื้องหน้าเลย เผลอ ๆ งานหนักกว่าด้วยซ้ำ แต่ในคลิป ในเพลง หรือกระทั่งในมิวสิกวิดีโอ คนดูจะเห็นแค่คนเบื้องหน้าอย่างเดียว เราที่เห็นการทำงานหนักและความตั้งใจของคนเบื้องหลังมาตลอด ถ้ามีโอกาสก็พยายามขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนเท่าที่ทำได้

MOJIKO ยูทูบเบอร์ผู้ติดตาม 3 ล้าน การไล่ตามฝัน และวันที่ได้เป็นศิลปินค่าย SPICYDISC

“ทุกครั้งที่หันไปมอง จะรู้ว่าความฝันของเราคืออะไร”

7 ปีที่แล้ว แทนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณกลับเลือกอยู่ไทยเพื่อประกอบอาชีพเป็นยูทูบเบอร์ คุณเห็นโอกาสอะไรในงานนี้

จริง ๆ เรื่องนี้เกี่ยวกับการได้เป็นนักร้องในวันนี้ด้วยนะ ตอนแรกโมตั้งใจจะไปเรียนต่อด้านการร้องเพลงคลาสสิก ก็ดรอปเรียนเรียบร้อย พร้อมไป แต่มีอยู่วันหนึ่งเราไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกง ได้เห็นการแสดงที่มีคนยืนร้องเพลงและเต้นบนเวที มีแสงสีเสียงพร้อม มีคนดูเต็มไปหมด วินาทีนั้นเราเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง ได้กลับมาคิดกับตัวเองว่า จริง ๆ แล้วฉันน่ะมีความฝันคืออยากร้องเพลงบนเวที อยากเป็นศิลปิน เลยตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อแล้ว เพราะถ้าไปเรียนต่อด้านเพลงคลาสสิกก็จะไม่มีแสงสีเสียง อดเต้น อดแต่งตัว (หัวเราะ)

พอดูเสร็จปุ๊บ จำได้เลยว่าวันนั้น โมซื้อของชิ้นหนึ่งกลับมาจากดิสนีย์แลนด์ เป็นโมเดลรถไฟ โมตั้งมันไว้ที่บ้าน ทุกครั้งที่หันไปมอง จะรู้เลยว่าจุดยืนของเราอยู่ตรงไหน ความฝันของเราคืออะไร

เหมือนคุณตัดสินใจเลือกรถไฟขบวนนี้แล้ว

ใช่ ๆ เหมือนเราเลือกรถไฟขบวนนี้ แล้วพอตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อ สิ่งที่มาพร้อมกันคือการเริ่มทำยูทูบ คลิปแรกของเรามีคนดู 5 พัน ทั้งที่เป็นแค่คลิปแต่งหน้าธรรมดา เลยคิดว่าอยากลองตั้งใจทำยูทูบดู ตอนนั้นก็ไปคุยกับอาจารย์ว่า เราดรอปไปหนึ่งเทอม แต่อยากขอจบพร้อมเพื่อนได้มั้ย อาจารย์ก็โอเค ให้เรียนเสริมบ้าง นั่งเรียนเดี่ยวบ้าง สุดท้ายก็ได้จบพร้อมเพื่อน ระหว่างนั้นก็เรียนรู้และทำยูทูบไปด้วย สรุปคือโมได้เป็นยูทูบเบอร์เพราะเห็นคนร้องเพลงที่ดิสนีย์แลนด์นี่แหละ

คุณตัดสินใจแบบนี้ ที่บ้านไม่ตกใจเหรอ

เขาน่าจะตกใจจนชินแล้วนะ คงงงตั้งแต่โมตัดสินใจเรียนดุริยางคศิลป์ ตอน ม.4 แล้วแหละ ความจริงตอนเด็ก ๆ ที่บ้านดุมาก แต่พอเข้า ม.ปลาย พ่อก็บอกเลยว่าจะเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูกนะ หลังจากนี้จะคอยซัพพอร์ตอย่างเดียว ไม่ชี้แล้วว่าต้องทำยังไงบ้าง โมรู้สึกโชคดีและขอบคุณที่บ้านมาก ๆ ที่เชื่อในตัวโมและความฝันของโม เขาต้องเปิดใจพอสมควรเลย คิดดูนะ 7 ปีที่แล้ว แต่กล้าให้ลูกอัดคลิปทำยูทูบ จำได้เลย ครั้งแรกที่โมบอกพ่อว่าจะทำช่องยูทูบ พ่อยังถามอยู่เลยว่าคืออะไร รู้จักแต่ช่อง 3 ช่อง 7 เธอจะไปสู้อะไรกับเขาได้ แต่ทุกวันนี้พ่อเก่งมากเรื่องยูทูบ เรื่องช้อปปิ้งออนไลน์ เหมือนเห็นลูกไปทางไหน เขาก็ไปตามลูก ไม่มีห้าม ไม่มีขวางเลย

แล้วตอนคุณตัดสินใจทำยูทูบเบอร์เป็นอาชีพ เขาไม่ขวางบ้างเลยเหรอ

ไม่มีเลย เขาเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ มีรายได้เข้ามา แต่ระหว่างที่ทำเราก็ปรึกษาพ่อตลอด ไม่เคยทำแล้วหายตัวออกจากบ้าน ทุกวันนี้ก็ยังอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวเช้าด้วยกันทุกวัน คอยอัปเดตให้ทุกคนฟังตลอด ที่บ้านก็เลยไม่ได้ตะขิดตะขวงอะไร ช่วยผลักดันเราเต็มที่

ช่อง MOJIKO มีเนื้อหาหลากหลายมาก เล่าให้ฟังหน่อยว่าจริง ๆ แล้วคุณพยายามสื่อสารอะไรกันแน่

เราอยากให้คนดูมีเพื่อน หลายคนดูคลิปเราตอนกินข้าวหรือก่อนนอน เราอยากให้เขารู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อน เลยพยายามทำเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย ต่อให้เป็นคลิปแนวสารคดี เราก็จะพยายามย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายที่สุด อย่างคลิปที่พาไปดูวิถีชีวิตชาวประมง เราก็ทำออกมาเหมือนเพื่อนพาเพื่อนไปเที่ยว

ยูทูบเบอร์คนอื่นก็ทำเนื้อหาไม่ต่างจากคุณ อะไรทำให้ช่อง MOJIKO โดดเด่นกว่าช่องอื่น

จริง ๆ โมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอบยากนะ แต่ที่หลายคนพูดก็คือเรากินอร่อย (หัวเราะ)

เรามีเป้าหมายใหม่ ๆ มาฝากคนดูตลอด อย่างปีนี้ก็มีภารกิจพาคนดูไปรู้จักร้านอาหารใหม่ 100 ร้าน ป่าวประกาศบอกคนดูไปเรียบร้อย ตอนนี้เดือนมีนาคม โมถ่ายไปแล้ว 37 ร้าน เพราะฉะนั้นทันแน่นอน ก็มานั่งคิดกับตัวเองว่า เฮ้ย เราไปเยอะมากเลยนะ ดีไม่ดีครึ่งปีก็อาจจะครบแล้ว

คุณดูเป็นคนชอบสร้างเป้าหมายให้ตัวเองนะ

จริง ๆ ภารกิจ 100 ร้านอาหาร เราทำเพื่อให้คนดูอยากติดตามไปกับเราเฉย ๆ ไม่ได้สร้างให้เป็นเป้าหมายอะไรขนาดนั้น คิดว่าตัวเองก็ไม่ใช่คนชอบสร้างเป้าหมายนะ 

(นิ่งไป) เอ๊ะ หรือว่าจริง ๆ โมชอบสร้างกันนะ

ครั้งหนึ่งคุณเคยตั้งเป้าว่าต้องมียอดผู้ติดตามเกิน 1 ล้าน ไม่งั้นจะเลิกทำยูทูบ

โอเค ใช่ค่ะ MOJIKO เป็นคนชอบสร้างเป้าหมายให้กับตัวเอง ทุกปีเราจะมีภารกิจ 3 ข้อ ก็จะเขียนเลยว่า 3 อย่างที่อยากทำของปีนี้คืออะไร แล้วก็จะพยายามทำให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม อย่างการเป็นศิลปินเป็นเป้าหมายที่เราเขียนไว้ปีที่แล้ว ก็ท้าทายชีวิตดีเหมือนกัน นั่นแหละ โมเลยไม่กล้าพูดว่าการเป็นศิลปินคือความฝันเดียว เพราะทุกปีเราจะมีความฝันใหม่ 3 อย่างเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ

 คุณรู้สึกยังไงในวินาทีที่ช่อง MOJIKO มีผู้ติดตามครบล้าน

ดีใจ ตอนนั้นเราพยายามพิสูจน์ว่านี่ต้องเป็นอาชีพที่ดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ พอครบปี คนติดตามเพิ่มขึ้นจาก 1 แสนเป็น 8 แสน ไม่ถึงล้านก็จริง แต่ 8 แสนก็โอเคแล้ว ไม่น้อยเลย น่าจะไปต่อได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดเป็นบริษัทตั้งแต่ตอนนั้น

รถไฟขบวนแห่งความฝันของ 'โม-ธันยา เลิศสินธวานนท์' ยูทูบเบอร์ที่ร้องเพลงตั้งแต่ ป.1 แต่เพิ่งได้เป็นศิลปินตอนอายุ 26

“ไม่มีคลิปไหนเลยที่เราไม่อยากทำ”

ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าเบื้องหลังการเป็นยูทูบเบอร์เหนื่อยมาก เล่าให้ฟังหน่อยว่าเหนื่อยยังไง

เหนื่อยที่สุดน่าจะเป็นช่วงแรกที่ทำ เราต้องทำทุกอย่างเอง คนที่เป็นยูทูบเบอร์คนเดียวได้ต้องเป็นได้ทั้งตากล้อง จัดแสง ครีเอทีฟ เขียนบท กราฟิก ตัดต่อ ดีไม่ดีต้องติดต่อกับลูกค้าเองด้วย มีภาระและสิ่งที่ต้องทำเยอะมากในช่วงแรกที่ยังไม่มีทีม ยากและท้าทายมากจริง ๆ 

ทุกวันนี้พอมีทีมก็เลยรู้ว่าเบื้องหลังสำคัญมาก กว่าจะมาเป็นคลิปความยาวแค่ 10 นาทีที่ทุกคนเห็นต้องผ่านขั้นตอนเยอะมาก บางคลิปเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน ทีมเบื้องหลังแต่ละคนช่วยกันปั้นคนละส่วนเพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์ เรากับทีมงานอยู่กันเหมือนเป็นครอบครัว เหนื่อยก็ช่วยกัน มีอะไรก็คุยกันตรง ๆ 

การทำคลิปหนึ่งครั้ง คุณให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด

สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ณ ตอนนี้คือตัวโมต้องมีความสุขในการถ่ายทำ เราไม่อยากให้คนเข้ามาดูแล้วได้รับความรู้สึกแย่ ๆ กลับไป ถ้าคนในคลิปไม่ได้มีความสุขจริง เราว่าคนสมัยนี้ดูออกนะ เขารู้ว่าอันนี้ปลอม อันนี้ฝืน เพราะฉะนั้น ทุกคลิปที่ทำ เราต้องอยากทำมันจริง ๆ เพื่อคนดูจะได้มีความสุขไปกับเรา ไม่มีคลิปไหนเลยที่เราไม่อยากทำ

อีกเรื่องที่สำคัญคือหลักการทำงาน โมจะบอกคนในทีมตลอดว่าให้คิดเผื่อคนอื่นเยอะ ๆ อย่าคิดว่าฉันจะเอาอย่างนี้ แต่ต้องคิดเผื่อคนอื่นด้วย เราไม่ได้ทำผลงานให้ตัวเองดู แต่ทำให้ทุกคนดู แถมยังทำงานกันเป็นทีม เพราะฉะนั้นทำอะไรต้องคิดในมุมกว้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรา

คงไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะได้ทำเนื้อหาที่ตัวเองถูกใจ คุณมีเคล็ดลับยังไงในการหาตรงกลางระหว่างตัวตนกับสิ่งที่คนดูและลูกค้าชอบ

เราแทบไม่ต้องหาตรงกลางเลย อย่างที่บอก เราจะทำเฉพาะคลิปที่อยากทำจริง ๆ ความโชคดีคือลูกค้าที่เข้ามาหา MOJIKO จะรู้อยู่แล้วว่าเราคือใคร ความชอบของเราและคนดูคืออะไร เพราะฉะนั้น ลูกค้าจะเปิดกว้างกับคอนเทนต์ของเรามาก ไม่เคยบังคับให้เราต้องแต่งหน้าก่อนกินอาหารหรืออะไรเลย รักลูกค้ามาก (หัวเราะ)

ว่ากันว่าเมนูไข่ดองน้ำปลามีที่มาจากช่อง MOJIKO เรื่องนี้เป็นความจริงรึเปล่า

จริง คือมีช่วงหนึ่งที่ปูดองฮิตมาก เราทำคอนเทนต์ปูดองก็ผลตอบรับดี ทีนี้เห็นคนญี่ปุ่นชอบกินไข่ดองโชยุเลยเกิดความสงสัยว่า ถ้าเอาไข่มาดองน้ำปลาบ้างจะเป็นยังไง ตอนนั้นก็ลองเอาน้ำที่ดองปูดองมาดองไข่ ตื่นเต้นมาก ออกข่าวกันเลยทีเดียว มีดราม่าด้วย เพราะบางที่ไม่ยอมใช้ไข่ปลอดสาร แต่เรื่องผ่านมาถึงวันนี้ เราดีใจมากที่มันกลายเป็นหนึ่งในเมนูของร้านอาหารหลายแห่ง นี่ถ้าวันนั้นโมเปิดร้านอาหารนะ แหม วันนี้ก็คงจะหลายออเดอร์ ขายไข่ไปเป็นล้านฟองแล้ว

รถไฟขบวนแห่งความฝันของ 'โม-ธันยา เลิศสินธวานนท์' ยูทูบเบอร์ที่ร้องเพลงตั้งแต่ ป.1 แต่เพิ่งได้เป็นศิลปินตอนอายุ 26
รถไฟขบวนแห่งความฝันของ 'โม-ธันยา เลิศสินธวานนท์' ยูทูบเบอร์ที่ร้องเพลงตั้งแต่ ป.1 แต่เพิ่งได้เป็นศิลปินตอนอายุ 26

“ความชอบเปลี่ยนไม่ได้”

คุณเคยบอกว่าไม่ชอบให้ใครเรียกตัวเองว่าคุณหนู แล้วคุณอยากให้เขาเรียกว่าอะไร

เรียกว่าโมเฉย ๆ เราเคยไปถ่ายคลิปกับพี่คนหนึ่ง มีคนมาคอมเมนต์เยอะมากว่าเราเป็นคุณหนู ทำอะไรไม่เป็น หน้าอย่างเธอจะทำอะไรได้เหรอ รู้สึกวูบไปถึงตาตุ่มเลย ไม่ชอบมาก ๆ ทำไมต้องจำกัดให้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคุณหนู ที่สำคัญคือทำไมคุณหนูต้องทำอะไรไม่เป็นด้วย

แต่ก็ต้องขอบคุณคอมเมนต์วันนั้นที่ทำให้เราอยากพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ฉันไม่ใช่แบบที่คุณคิด ฉันไม่ได้เป็นแค่อาหมวยคนหนึ่งที่ที่บ้านดูแลดีแล้วทำอะไรไม่เป็น ไม่ใช่ ฉันก็ทำอะไรได้หลายอย่างไม่ต่างจากคนทั่วไป หลังจากนั้นก็ลองทำอะไรเยอะขึ้น กล้าลุยมากขึ้น ห่วงสวยน้อยลง ไปลองดำนา จับปูนา ลุยโคลน ลองเป็นชาวประมง เออ เราก็ทำได้นะ ไม่ได้เป็นคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็นซะหน่อย

ทุกวันนี้ยังมีคนเรียกคุณแบบนั้นอยู่มั้ย

ไม่มีเลย แต่ถึงมีคนบอกว่าเราเป็นคุณหนูก็คงไม่รู้สึกแย่กับตัวเองแล้ว บอกตัวเองแล้วว่าจริง ๆ ฉันก็เป็นคนปกติ ทำอะไรได้หลายอย่าง ได้พิสูจน์ตัวเองและลบคำสบประมาทไปแล้ว

ชีวิตการทำยูทูบจนมีผู้ติดตาม 3 ล้านให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ทำให้โมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้แสดงตัวตนของตัวเอง รู้จักเพื่อนมากขึ้น และขณะเดียวกันก็มีคนรู้จักเรามากขึ้นด้วย

ที่บอกว่ารู้จักตัวเองมากขึ้นหมายความว่ายังไง

เคยรู้สึกมั้ยว่าบางทีเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ยูทูบเก็บความทรงจำบางอย่างไว้ เก็บการพูดจา น้ำเสียง ภาพเคลื่อนไหว เหมือนให้เราได้ย้อนกลับมาดูว่าตัวเองเป็นคนยังไงกันแน่ แล้วก็ต้องขอบคุณยูทูบมากที่ให้ประสบการณ์ชีวิตกับโมหลายอย่าง 800 คลิปที่ทำพาโมไปลองปีนเขา ขึ้นเรือ นั่งพารามอเตอร์ ถ้าไม่ได้เป็นยูทูบเบอร์ เราคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ คงไม่ได้เจอชาวบ้าน ชาวประมง ไม่มีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิตของเขา

แล้วการเป็นยูทูบเบอร์เอาอะไรไปจากคุณบ้างรึเปล่า

ไม่นะ เหมือนกับที่โมเรียนร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ร้องทุกวันจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ยูทูบเองเราก็ทำมานาน แต่ก่อนก็เคยรู้สึกฝืนเวลาต้องถ่ายคลิปบ่อย ๆ แต่ทุกวันนี้รู้สึกปกติมากที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายตัวเองพูด ยิ่งต้องทำอาทิตย์ละ 3 คลิป มันกลายเป็นกิจวัตรเหมือนตื่นเช้ามาต้องแปรงฟัน ก็เลยไม่รู้สึกว่ามันเอาอะไรไปจากเราเลย

ถ้าวันหนึ่งคนดูคลิปของ MOJIKO น้อยลง คุณจะรู้สึกอย่างไร

จริง ๆ ก็มีช่วงที่คนดูคลิปเราเยอะกว่านี้นะ เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา ทุกอย่างมีวงจรของมัน สิ่งที่สำคัญคือเราก็แค่จับจุดความสุขให้ถูก ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนจีรังอยู่แล้ว

คุณคิดจะเป็นยูทูบเบอร์ไปถึงเมื่อไหร่

ตราบใดที่ทุกคนยังดูอยู่ ไม่สิ เอาใหม่ โมคงทำยูทูบต่อไปเรื่อย ๆ ยกเว้นว่าจะหมดแรงขั้นสุด แต่ทุกวันนี้คือไม่มีกำหนดเลยว่าจะเลิกทำมั้ยหรือเลิกทำเพราะอะไร

วันนี้ในวัย 26 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือยัง

ณ วัย 26 โมก็ยังทำตามเป้าหมายของตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่ก็มีเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นตลอด ถามว่าประสบความสำเร็จในชีวิตมั้ย คงไม่ เพราะชีวิตเราไม่ได้จบวันนี้ แต่เราก็ทำได้ตามเป้าหมายที่เขียนมาในแต่ละปี คงเรียกได้แหละว่าประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่ใช่ทั้งชีวิต

แล้วคุณจะสร้างเป้าหมายปีละ 3 ข้อตลอดไปเลยเหรอ

ก็ต้องรอดูต่อไป แต่ตราบใดที่เรายังสนุกกับการเป็นแบบนี้ ก็คงมีเป้าหมายไปเรื่อย ๆ มันสนุกดีนะกับการมีโจทย์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมา

ไม่เหนื่อยเหรอที่จะต้องไล่ล่าเป้าหมายเหล่านี้ทุกปี

มีช่วงที่เหนื่อย แต่เราจะไม่เหนื่อยเกิน 1 วัน โมจะร้องไห้ฟูมฟาย จะเป็นบ้าไปเลย แต่ให้เวลาตัวเองแค่ 1 วันเท่านั้น วันต่อไปก็หาย อาจจะไม่ได้หายเอง แต่ตารางชีวิตวางไว้แล้วว่ามีงานต้องทำต่อ (หัวเราะพร้อมเปิดปฏิทินในโทรศัพท์ให้ดู)

เยอะใช่มั้ย แต่โมเป็นคนที่มีวันหยุดนะ เราพยายามสมดุลเวลาทำงานกับพักผ่อนตลอด ทุกวันนี้นอนวันละ 8 ชั่วโมง แล้วก็แบ่งเวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับเพื่อนด้วย เพราะถ้าทำงานอย่างเดียวก็ไม่รู้ชีวิตจะอยู่ไปเพื่ออะไร

ถ้าวันนั้นไม่เลือกรถไฟขบวนนี้ คุณว่าวันนี้ โม ธันยา น่าจะกำลังทำอะไรอยู่

คงทำยูทูบอยู่เหมือนกัน ไม่รู้แฮะ ต่อให้ไปเรียนต่อต่างประเทศก็คงกลับมามั้ง เราว่าความชอบเปลี่ยนกันไม่ได้ เราอาจจะหลงทางบ้างบางเวลา แต่สุดท้ายเราก็คงกลับมาในที่ที่มันควรจะเป็น

รถไฟขบวนแห่งความฝันของ 'โม-ธันยา เลิศสินธวานนท์' ยูทูบเบอร์ที่ร้องเพลงตั้งแต่ ป.1 แต่เพิ่งได้เป็นศิลปินตอนอายุ 26

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

Avatar

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
5 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load