คราวก่อนหน้านี้ผมได้พาทุกท่านไปดูโบสถ์คาทอลิกทรงไทยสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันมีที่มาจากนโยบายรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปแล้ว คราวนี้จึงขอต่อยอดไปถึงยุคถัดไป คือโบสถ์ในสมัยสงครามเย็นในยุคต้น 2500 

ผลพวงของความขัดแย้งระหว่างโลกประชาธิปไตยเสรีนิยมและค่ายคอมมิวนิสต์ผลักให้ศาสนาต้องเลือกข้าง ด้วยเนื้อแท้ของระบอบคอมมิวนิสต์นั้นต่อต้านศาสนา ดังนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนเวทีของสงครามตัวแทน ทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ล้วนจำเป็นต้องปรับตัว หากเราไปย้อนดูบทความในวารสารศาสนาต่างๆ ในยุคนั้น ล้วนอธิบายถึง ‘ภัย’ ของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น และการที่คอมมิวนิสต์พยายามตราหน้าศาสนาว่าเป็นความคิดโบราณคร่ำครึ ล้าสมัย ก็เป็นแรงผลักดันให้ศาสนาต้องปรับตัวด้วย 

โบสถ์แบบคลาสสิกต่าง ๆ ทั้งสไตล์โกธิก เรอเนสซองส์ หรือกระทั่งวัดพุทธเองก็ต้องปรับเปลี่ยนสไตล์ โดยหันไปหาความโมเดิร์น และกลายเป็นสีสันของงานสถาปัตยกรรมในช่วงเวลานี้

ในช่วงราว พ.ศ. 2500 – 2535 แม้ว่าประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะตกอยู่ในภาวะอันตึงเครียดของสงครามเย็น (พ.ศ. 2490 – 2534) แต่ก็เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม เกิดความเจริญในด้านต่างๆ อย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเงินทุนที่ได้รับสนับสนุนมาจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการต่อต้านการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศต่างๆ ในอินโดจีน รวมทั้งสงครามเวียดนามที่กำลังตึงเครียด ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างรวดเร็วด้วยเงินสนับสนุน

การพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วนเช่นนี้มีผลต่อลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในไทย โบสถ์บางแห่งก็เฟื่องฟูขึ้นเพื่อรองรับการปฏิบัติศาสนกิจของทหารอเมริกันเป็นพิเศษ เช่น โบสถ์แม่พระรับสาร ตาคลี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินตาคลีมากนัก เป็นโบสถ์เล็กๆ ที่ปัจจุบันยังใช้เป็นศูนย์สำหรับดูแลคนพิการอยู่

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
วัดแม่พระรับสาร ตาคลี นครสวรรค์
ภาพ : ชัชพล เทศเทียน

สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 : สากลนิยมรูปแบบใหม่

ขณะเดียวกันพระศาสนจักรคาทอลิกท้องถิ่นในไทยก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับความทันสมัยที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างรวดเร็ว ศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นภาพแทนของความทันสมัยและเทคโนโลยีในสายตาของคนไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณก็ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ซึ่งสอดคล้องไปกับนโยบายใหม่จากส่วนกลาง สำนักวาติกันในกรุงโรมที่ไม่อาจต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ได้ จึงได้จัดสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1962 – 1965 (พ.ศ. 2505 – 2509) โดยใจความสำคัญคือพระศาสนจักรคาทอลิกต้องพัฒนาตัวเองให้ทันยุคสมัย (Aggiornamento) ให้สอดคล้องกับความทันสมัย (Modernity) ในโลกปัจจุบัน เพื่อเปิดรับสมาชิกรุ่นใหม่และเยาวชน ไม่เป็นศาสนจักรที่ล้าหลังและขาดความเข้าใจความเป็นไปของโลก

ผนวกกับกระแสของท้องถิ่นนิยม ซึ่งหวนกลับมาตั้งคำถามกับสำนักวาติกันอยู่เสมอๆ ว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่งชาวตะวันตก หรือเป็นศาสนาของสากลโลกกันแน่ ชาวพื้นเมืองซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สามารถใช้วัฒนธรรม ดนตรี ภาษาและศิลปะของตนเองในการนมัสการพระเป็นเจ้าได้มากน้อยเพียงใด 

ที่ผ่านมาในอดีต นอกจากการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาพื้นเมืองแล้ว ภาษาละติน ดนตรี ศิลปะ และสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งตะวันตก ยังคงมีบทบาทสำคัญในชุมชนคริสต์ และเป็นภาพแทนของศาสนาคริสต์ในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นเราจึงจินตนาการเห็นภาพของโบสถ์วิหารทรงโกธิก โรมาเนสก์ หรือเรอเนสซองส์ เสมอๆ เมื่อมีการกล่าวถึงศาสนสถานในศาสนาคริสต์ ขณะที่วัฒนธรรมพื้นเมืองถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมอย่างจำกัด อันเป็นผลให้ชาวคริสต์ในดินแดนต่างๆ นอกประเทศตะวันตกถูกมองอย่างระแวดระวังและเป็นคนชายขอบเสมอมา เพราะไม่อาจผสมกลมกลืนหรือใช้วัฒนธรรมของตนเองในการปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ กระแสการเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ (Inculturation) จึงเป็นแนวคิดหลักของการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ผลของการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 จึงเป็นเสมือนการปลดล็อกแนวคิดอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมที่มีบทบาทมาก่อน และพยายามที่จะปรับปรุงพระศาสนจักรให้ทันสมัย อีกทั้งยังสนับสนุนให้ชาวพื้นเมืองในประเทศต่างๆ ใช้รูปแบบศิลปะและวัฒนธรรมของตัวเองในการนมัสการพระเจ้าได้ ซึ่งกระแสท้องถิ่นนิยมเช่นนี้เริ่มก่อตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว กระแสชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โหมสะพัดไปทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ชาวคาทอลิกในประเทศไทยต้องปรับตัวให้เข้าความเป็นไทยหรือความเป็นสากลร่วมสมัยมากขึ้น ดังที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้วในโบสถ์ยุคหลังสงครามโลก ซึ่งสร้างขึ้นเป็นทรงไทยคอนกรีตประยุกต์ แนวคิดการสร้างโบสถ์ทรงไทยจึงเป็นแนวคิดล้ำสมัยที่เกิดขึ้นก่อนการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เสียอีก ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการพยายามลดแรงเสียดทานทางการเมืองและวัฒนธรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผลของการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ซึ่งพยายามลดแนวคิดอนุรักษ์นิยมและให้เสรีภาพกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจะไม่ได้สร้าง ‘ความเป็นไทย’ ให้โบสถ์คาทอลิกไทยเหมือนกับโบสถ์ทรงไทยในยุครัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มากเท่าที่ควรจะเป็น แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือโบสถ์คาทอลิกในไทยเริ่มหลีกหนีจากศิลปะแบบคลาสสิกต่างๆ ของประเทศตะวันตก แต่หันไปนิยมชมชอบสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น (Modern) แทน ซึ่งมีความเป็นสากล (International Style) สอดคล้องกับมติการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 และกลับไปยืนยันความหมายดั้งเดิมของ ‘คาทอลิก’ ที่แปลว่า ‘สากล’ และยังเป็นตัวแทนของความทันสมัยที่สุดในยุคนั้นด้วย ลักษณะของสถาปัตยกรรมในช่วง พ.ศ. 2500 – 2535 อันเป็นยุคสงครามเย็น จึงแสดงออกถึงรูปแบบโมเดิร์นแบบสากลชัดเจน โดยเฉพาะโบสถ์ในพื้นที่ ‘สีชมพู’ ในภาคอีสาน

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
สภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ในกรุงโรมเมื่อ ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)
ภาพ : www.lifesitenews.com/blogs/what-vatican-ii-saidand-didnt-sayabout-the-liturgy

โบสถ์โมเดิร์นสมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าให้ภาคอีสาน

ภาวะสงครามเย็นกินเวลายาวนานราว 50 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ดูเหมือนว่าหลักฐานทางสถาปัตยกรรมในประเทศไทยอันเป็นผลพวงของเหตุการณ์นี้ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นหลังการตัดถนนมิตรภาพเข้าสู่ภาคอีสานในช่วง พ.ศ. 2500 ซึ่งเกิดจากการสนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย และพยายามนำความเจริญเข้าสู่ภาคอีสานเพื่อต่อต้านยุทธวิธีป่าล้อมเมืองของค่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งเวลานั้นกำลังร้อนระอุไปทั้งภูมิภาค ดังนั้นสถาปัตยกรรมบางส่วนที่สร้างขึ้นในภาคอีสานในช่วง พ.ศ. 2510 – 2520 จึงดูล้ำหน้าทันสมัยยิ่งกว่าสถาปัตยกรรมในกรุงเทพฯ อันเป็นเมืองหลวงเสียอีก

ด้วยนโยบายการเร่งรัดพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ จึงเกิดโบสถ์คริสต์รูปแบบใหม่ที่รับอิทธิพลมาจากแบบสมัยใหม่รุ่นกลางศตวรรษที่ 19 หรือ Mid-century Modern อันเป็นการรับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกา สถาปัตยกรรมลักษณะดังกล่าวเป็นรูปแบบที่เฟื่องฟูมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวทศวรรษ 1950 มีลักษณะที่หลีกหนีออกไปจากงานประเพณีอย่างชัดเจน ความไร้รูปร่าง ความลื่นไหลของเส้นสายคดโค้ง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากกระแสของการแข่งขันในการสำรวจอวกาศระหว่างโลกเสรีนิยมประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์ในโซเวียต เช่น การแข่งขันกันส่งคนไปสำรวจอวกาศหรือไปเยือนดวงจันทร์ ทำให้สถาปัตยกรรมในระยะเวลานี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับยานอวกาศที่มีรูปร่างโฉบเฉี่ยว หรือคล้ายกับรูปทรงเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ วัสดุประเภทใหม่ๆ นอกท้องถิ่น อย่างกระจก กระจกสี พลาสติก กระเบื้องโมเสก ถูกลำเลียงโดยถนนมิตรภาพจากที่ห่างไกลเข้ามามีบทบาททำให้เกิดพื้นผิวแบบใหม่ๆ เช่นพื้นโลหะเงาวิบวับ หรือกระจกใสรอบทิศทาง ที่ทำให้ตัวอาคารดูไม่ต่างกับกระสวยอวกาศเท่าใดนัก

เราจึงพบว่าในช่วง พ.ศ. 2500 – 2520 มีอาสนวิหาร (Cathedral โบสถ์หลักศูนย์กลางของเขตแพร่ธรรม) ในภาคอีสานอย่างน้อย 4 แห่งที่สร้างขึ้นในลักษณะแบบโมเดิร์น โดยมีการรื้อเอาอาคารไม้แบบพื้นเมืองหรืออาคารก่ออิฐแบบยุโรปคลาสสิก ซึ่งบางหลังได้รับผลกระทบจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกไป แล้วสร้างอาคารทรงล้ำยุคซึ่งเป็นพัฒนาการแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างอาคารในลักษณะนี้ ได้แก่ อาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลราชธานี (เริ่มออกแบบและสร้าง พ.ศ. 2503 – 2510) เป็นทรงโมเดิร์น ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของศาสตราจารย์กิตติคุณ ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา นับเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งที่โบสถ์ในพื้นที่ห่างไกล แต่มีการใช้สถาปนิกที่มีชื่อเสียงจากกรุงเทพฯ และยังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา มีการใช้วัสดุที่ต้องนำเข้ามาจากเมืองหลวง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น กระจกสี กระจกพลาสติก ตัวโบสถ์ใช้สันคอนกรีตวางสับหว่างกันเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี และแม้ว่าอาคารจะกว้างถึง 25 เมตร แต่ก็ไม่มีการใช้เสาค้ำยันภายในเลย ที่สำคัญคือการใช้ผืนหลังคาแบบ Hyperbolic Paraboloid ซึ่งเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่กำลังนิยมในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และน่าจะเป็นอาคารแรกๆ ในไทยที่ใช้หลังคาลักษณะนี้ อีกทั้งมีการใช้แนวกระจกใสที่สันหลังคา นําแสงสู่ภายในของอาคาร อย่างไรก็ตาม ลักษณะของหลังคาที่เป็นแผ่นโค้งงอขนาดใหญ่ผืนเดียวทำให้เกิดน้ำฝนรั่วได้ง่าย และยังอมความร้อน ตัวอาคารที่ทรุดโทรมมากเพราะสร้างมากว่า 50 ปี จึงถูกรื้อลงสร้างใหม่ในที่สุด

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
อาสนวิหารแม่พระนิรมล บันทึกภาพโดยคุณพ่อโจเซฟ เตรบาออล
ภาพ : สังฆมณฑลอุบลราชธานี
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
อาสนวิหารแม่พระนิรมลหลังใหม่ ตั้งเคียงคู่กับโบสถ์หลังเก่าในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งสร้างแบบยุโรปแท้
ภาพ : สังฆมณฑลอุบลราชธานี 
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
โบสถ์นิกายลูเธอรันในแคลิฟอร์เนีย ใช้โครงสร้างหลังคาแบบฟรีฟอร์ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมแบบ Mid-century
ภาพ: www.roadarch.com/14/2/santee4.jpg

อาคารอื่นๆ ที่สร้างขึ้นในแบบโมเดิร์นร่วมสมัยกัน ได้แก่ อาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี (พ.ศ. 2510) โบสถ์ประจำสังฆมณฑลอุดรธานี ซึ่งมีมุขนายก (Bishop) ท่านแรกคือท่านคลาเรนซ์ เจมส์ ดูฮาร์ต ชาวอเมริกัน ออกแบบโดยภราดาชาวอเมริกันที่เคยทำงานออกแบบโบสถ์มาแล้วทั่วโลก โดยกำหนดให้อาคารเป็นทรงไทยประยุกต์สมัยใหม่ มีรูปทรงอิสระ ต่างจากรูปทรงหนักแน่นทรงพลังแบบสกุลช่างพระพรหมพิจิตร มีการนำวัสดุเหลือเช่น เช่น เศษขวด มาใช้ต่างกระจกสีด้วย

นอกจากนั้นก็มีอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ สกลนคร (พ.ศ. 2511) ที่สร้างเป็นทรงเรือสำเภา แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนหอสูงข้างหน้าใหม่ให้สูงสง่ากว่าเดิม และอาสนวิหารแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด นครราชสีมา (พ.ศ. 2522) การเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นแทนที่จะเป็นอาคารแบบคลาสสิกหรืออาคารแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ ยุคนั้น อาจเป็นไปได้ว่าความโมเดิร์นเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งในยุโรปเองก็มีการสร้างโบสถ์แบบโมเดิร์น-โพสต์โมเดิร์นขึ้นมากมายในระหว่างสงครามเย็น เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ประท้วงการยึดครองของโซเวียต ซึ่งเราเห็นได้ชัดในกรณีของโปแลนด์ ประเทศคาทอลิกซึ่งปกครองโดยโซเวียตในทศวรรษ 1980 ก็เลือกใช้โบสถ์คริสต์รูปแบบโพสต์โมเดิร์นเป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมและความสามัคคี (Solidarity) ในชาติเพื่อต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธศาสนา แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง โบสถ์ที่สร้างขึ้นมากมายเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในรูปแบบโพสต์โมเดิร์นก็ถูกทิ้งร้าง

ศาสนาคริสต์ในยุคสงครามเย็นจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อว่ากระแสความคิดที่สังเกตได้เหล่านี้ คงจะเข้ามามีบทบาทต่อทั้งระบบวิธีคิดและการแสดงออกทางสถาปัตยกรรมในสังคมไทยด้วย

ส่งท้าย

โบสถ์ทรงโมเดิร์นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่สีชมพู อันเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มคอมมิวนิสต์เท่านั้น หากแต่ในกรุงเทพฯ เอง โบสถ์ทรงโมเดิร์นก็เริ่มก่อรูปขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม โบสถ์โมเดิร์นในกรุงเทพฯ กลับปะทะกับกลุ่มความคิดเก่าของสไตล์รัฐนิยมไทย กลายเป็นโมเดิร์นทรงไทยอีกแบบที่แตกต่างไปจากโบสถ์รุ่นอิทธิพลพระพรหมพิจิตร ขณะที่ในอีสานนั้นเป็นโบสถ์โมเดิร์นเต็มที่ ปราศจากอิทธิพลของศิลปะท้องถิ่นอีสานเลย ซึ่งความคิดเช่นนี้จะค่อยๆ ถูกตั้งคำถาม และเกิดการรื้อฟื้นศิลปะท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ในสมัยปัจจุบัน ขณะที่โบสถ์ในบางพื้นที่ เช่น ในกลุ่มราชบุรี ซึ่งดูแลโดยคณะสงฆ์ซาเลเซียนจากอิตาลี ยังคงรสนิยมแบบอาร์ตเดโก (Art Deco) แบบดั้งเดิมเอาไว้ได้ โดยไม่มีรูปแบบโมเดิร์นเข้าไปปะปน ซึ่งความหลากหลายของรูปทรงโบสถ์สไตล์โมเดิร์นในไทย คงจะเป็นหัวข้อที่ผู้เขียนคงจะนำมาคุยกันอีกสักพักครับ

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
ภาพถ่ายเก่า อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ในยุคแรกที่สร้างเป็นสไตล์โมเดิร์น ปัจจุบันได้ปฏิสังขรณ์รูปแบบของหอด้านหน้าใหม่
ภาพ : หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
ภาพอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ในสภาพปัจจุบัน
ภาพ: นวรัตน์ สงวนแก้ว
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
รูปอาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี 
ภาพ : www.facebook.com/338247396368616/photos/
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
ภาพภายในอาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี ตกแต่งรูปแบบสากลนิยมผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทย
ภาพ : www.facebook.com/338247396368616/photos
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
รูปโบสถ์คริสต์สมัยสงครามเย็นในโปแลนด์ ซึ่งสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 3,587 แห่ง ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีรูปทรงที่ดูคล้ายสถานีอวกาศเพื่อประกาศความทันสมัยและการปรับตัวของศาสนา
ภาพ : thespaces.com/get-to-know-polands-radical-post-war-churches

ข้อมูลอ้างอิง

  • พวงทอง ภวัครพันธุ์. การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น. (กรุงเทพ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย). 2561. 59-60.
    ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ. (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม) 2558. 14-15.
  • อัครสังฆณฑลกรุงเทพ. ทำเนียบวัดคาทอลิกในประเทศไทย. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อัสสัมชัญ) 2541. 483.
  • David Stancliffe. The Lion Companion to Church Architecture. (London : Lion Hudson) 2009. 250 -251.
  • Jacob Kavunkal, Et Al. Vatican II: A Gift & a Task (Bombay : Saint Paul press and training school) 2006. 231-232.
  • Michael Novak. The Open Church Vatican II Act II. (New York : Macmillan company). 1964. 4-5. Vladimir Gintoff. These Churches Are the Unrecognized Architecture of Poland’s Anti-Communist “Solidarity” Movement. 07 Mar 2016. ArchDaily. เข้าถึงได้จาก https://www.archdaily.com/782902/these-churches-are-the-unrecognized-architecture-of-polands-anti-communist-solidarity-movement เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561.

Writer & Photographer

Avatar

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

คืนวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 เวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ คุณพ่อเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ในสมัยนั้นพร้อมกับกลุ่มคริสตังบางส่วนและผมได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์

การเดินทางไปโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่ได้มีใครป่วยหรือไม่สบาย แต่เราไปเพื่อนำ ‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์ไปทำการเอกซเรย์ภายใต้คำแนะนำของคุณโรแบร์ต ซึ่งเมื่อเราไปถึงที่โรงพยาบาลบุรุษพยาบาลได้เตรียมเตียงเข็นคนไข้ออกมารับ ‘รูปพระตาย’ พวกเราเชิญรูปพระตายไปขณะคลุมผ้าอยู่

เราเลือกที่จะเข้าประตูด้านหลังโรงพยาบาลเพื่อให้ใกล้กับห้องเอกซเรย์มากที่สุดเพื่อไม่ให้ใครตกใจและไม่เป็นการรบกวนการทำงานของโรงพยาบาล เมื่อมาถึงห้องซีทีสแกนและเปิดผ้าคลุมออก เจ้าหน้าที่และพยาบาลดูเหมือนจะมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตและเจ้าหน้าที่ขณะนำรูปพระตายเข้าเครื่องซีทีสแกน

ด้วยขนาดของ ‘รูปพระตาย’ ที่มีขนาดและสัดส่วนเท่ากับมนุษย์จริง อีกทั้งรอยช้ำต่าง ๆ ที่ปรากฏบนร่างกายดูเหมือนเป็นร่างของมนุษย์ที่เพิ่งผ่านการทรมานอย่างสาหัส ใบหน้าที่สิ้นใจจากความทรมานพร้อมกับเลือดที่ยังคงปรากฏอยู่ สามารถสื่อความหมายให้กับสายตาทุกคู่ที่มองเห็นได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย

‘รูปพระตาย’ ของวัดกาลหว่าร์อยู่คู่กับวัดมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้กันว่าตลอด 365 วันใน 1 ปี จะมีเพียงคืนเดียวเท่านั้น ที่ ‘รูปพระตาย’ นี้จะปรากฏสู่สายตาของผู้คน ซึ่งก็คือ ‘คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของทุกปี’ โดยในแต่ละปีวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Good Friday) จะเวียนมาบรรจบไม่ตรงกันตามปฏิทินแบบจันทรคติที่ชาวคริสต์ยึดถือ ซึ่งในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์นี้เองเหตุการณ์จำลองมหาทรมานของพระเยซูเจ้าจะถูกเล่าขานขึ้นอีกครั้งผ่านข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล บาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะร่วมกับผู้อ่านพระวรสารเล่าเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าให้กับผู้คนที่มาร่วมพิธีได้ฟัง

เมื่อภายหลังพิธีกรรมต่างๆ สิ้นสุดลง ก็เป็นเวลาของความเงียบเพื่อเตรียมที่จะเชิญ ‘รูปพระตาย’ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบุษบกขนาดใหญ่ประดับประดาด้วยดอกไม้หอมนานาชนิด แห่ออกไปบริเวณโดยรอบวัดและพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนกาลหว่าร์ในอดีต

ชาววัดกาลหว่าร์ปฏิบัติประเพณีสืบต่อกันมาเนิ่นนานแค่ไหนแล้วไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของคนในครอบครัวผม ตั้งแต่สมัยอากงเดินทางจากเมืองจีนมาอยู่ที่วัดกาลหว่าร์ เรื่องราวการแห่ ‘รูปพระตาย’ ก็เป็นที่เล่าขานอยู่ก่อนหน้าแล้ว

จากอายุของเรื่องเล่าก็ไม่เท่ากับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พวกเราคนในยุคปัจจุบันต้องไปถึงโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ในค่ำคืนนั้น คุณโรแบร์ต บูแกรง ดูบูร์ก (Robert Bougrain-Dubourg)เป็นนักอนุรักษ์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานในสถานที่สำคัญหลายแห่งในประเทศฝรั่งเศส กรีซ คิวบา และอียิปต์ ระหว่างที่คุณโรแบร์ตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหลักสูตรด้านการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมที่ École des Beaux Arts d’Avignon ในประเทศฝรั่งเศสนั้น คุณโรแบร์ตได้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์ไร้พรมแดนขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘Restaurateurs Sans Frontieres’

จากองค์กรที่คุณโรแบร์ตก่อตั้งนี้เอง ใน ค.ศ. 2001 ประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือจากสถานทูตฝรั่งเศสและมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้เชิญคุณโรแบร์ตเข้ามาดำเนินการบูรณะภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา ประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณโรแบร์ต

จากประสบการณ์ของคุณโรแบร์ตนั้น การไขปริศนา ‘รูปพระตาย’ ดูเป็นสิ่งที่ไม่เกินเอื้อมมือ

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีสแกนเมื่อมองจากจอของเจ้าหน้าที่

ผลจากซีทีสแกนปรากฏภาพแรกบนจอคอมพิวเตอร์ที่ถ้าคนจะมองว่าเป็นร่างกายมนุษย์ก็ดูจะไม่ผิด คุณโรแบร์ตเองก็ดูจะให้ความสนใจกับสิ่งที่ค้นพบจากภาพนี้อย่างมาก แต่ในคืนนั้นพวกเราก็ไม่ได้วิเคราะห์อะไรมากนักเนื่องจากต้องรอฟิล์มเอกซเรย์และซีทีสแกนทั้งหมดจากทางโรงพยาบาล เพื่อจะได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง

ในการอนุรักษ์รูปพระตายนั้น คุณโรแบร์ตได้แบ่งการวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการบูรณะออกเป็น 2 ส่วนคือ การวิเคราะห์โครงสร้างวัสดุจากภาพฉายรังสี และการวิเคราะห์ชั้นสี (Stratigraphic Analysis) โดยก่อนหน้าที่จะนำ ‘รูปพระตาย’ ไปที่โรงพยาบาลนั้น คุณโรแบร์ตได้เดินทางมายังวัดกาลหว่าร์เพื่อทำการศึกษาชั้นสีไปในเบื้องต้นแล้ว ภายหลังกลับจากโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์คุณโรแบร์ตจึงแนะนำให้เชิญ ‘รูปพระตาย’ ไปยังแล็บของเขาเพื่อการบูรณะ โดยสาเหตุหลักของการบูรณะคือรอยแตกที่ปรากฏอยู่กลางพระรูปและชั้นสีที่ถลอกรวมถึงเสื่อมสภาพจากการบูรณะครั้งก่อนหน้า

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตขณะพิสูจน์ชั้นสีรูปพระตายที่วัดกาลหว่าร์
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตอธิบายข้อมูลเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ให้กลุ่มคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่ตามไปส่งรูปพระตายฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รอยแยกกลางรูปพระตายบริเวณหน้าอกที่นำไปสู่การบูรณะ
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์และซีทีสแกนแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบของรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณหลุยส์ได้นำไฟล์ซีทีสแกนเข้าสู่โปรแกรมทางการแพทย์เพื่อสร้างภาพสามมิติดูภายในรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

จากภาพซีทีสแกนคุณโรแบร์ตได้อธิบายว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นแกะสลักจากไม้ทั้งท่อน คว้านเนื้อไม้บริเวณหลังออกและปิดเข้าด้วยไม้อีกแผ่นหนึ่ง หลังจากนั้นจึงทาสีทับลงบนเนื้อไม้ นอกจากนี้ ภาพซีทีสแกนยังสามารถบอกได้อีกว่าที่มาของรอยแตกบริเวณกลางรูปพระตายนั้นเกิดจากการหดขยายตัวของเนื้อไม้บริเวณตาไม้มาเป็นเวลานาน

จากการวิเคราะห์ภาพซีทีสแกนและภาพเอกซเรย์นั้นให้ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะมีการค้นพบตะปูขนาดเล็กที่ใช้ยึดชิ้นส่วนไม้เข้าด้วยกัน ซึ่งตะปูนี้เรียกว่า Hand Wrought Nail เป็นตะปูทำมือที่มีปลายแหลมหัวแบนใหญ่ ซึ่งตะปูชนิดนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
รูปตะปู Hand Wrought Nail ที่พบจากภาพเอกซเรย์
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres

แขนที่กางออกได้

นอกจากตะปูที่ค้นพบแล้ว ยังได้ค้นพบข้อต่อไม้บริเวณหัวไหล่

จากภาพซีทีสแกน พบว่ามีข้อต่อไม้ของไหล่ด้านซ้ายชำรุดไป ด้วยเหตุนี้คุณโรแบร์ตจึงได้ตัดสินใจร่วมกับทางโบสถ์ในการเปิดบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตายออก ทำให้ทราบว่าข้อต่อไม้บริเวณไหล่ถูกคลุมด้วยหนังสัตว์ทาสีและเย็บปิดข้อต่อไม้ไว้และค้นพบว่า ‘รูปพระตาย’ นั้นสามารถกางแขนออกได้ทั้งสองข้าง

ศิลปะรูปแบบนี้มีชื่อเรียว่า ‘Cristo Yacente’ ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมสร้างกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 บริเวณคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อประกอบพิธีสำคัญในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ โดยในพิธีจะมีการตรึงรูปพระเยซูไว้บนไม้กางเขน และเมื่อดำเนินพิธีมาจนถึงช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ รูปพระเยซูจะถูกปลดลงจากกางเขน และอัญเชิญในลักษณะของรูปพระตายแห่ไปทั่วเมือง

ในปัจจุบันประเพณีดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ทุกปีทางตอนใต้ของประเทศสเปนและโปรตุเกส รวมถึงอาณานิคมโปรตุเกสและสเปนอย่างมาเก๊าและฟิลิปปินส์อีกด้วย

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพซีทีาแกนแสดงข้อต่อส่วนที่หักในอดีต
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
หนังสัตว์ทาสียึดติดกับไม้บริเวณไหล่ด้วยตะปูและเย็บด้วยเชือกโบราณเพื่อปิดข้อต่อไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
บริเวณหัวไหล่เมื่อถอดหนังเก่าเดิมออกเผยให้เห็นถึงตะปูโบราณ และข้อต่อไม้บริเวณไหล่ของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

ชั้นสีเล่าเรื่อง

ในส่วนของการวิเคราะห์ชั้นสีนั้น ก่อนการบูรณะมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจชุดสี ตั้งแต่ชุดสีปัจจุบันไปถึงครั้งเมื่อแรกสร้างพระรูปนี้ขึ้น ดังนั้น คุณโรแบร์ตจึงขูดชั้นสีเป็นพื้นที่ขนาดเล็กใน 3 ส่วนคือ ใบหน้า แขนขวา และขาขวา ของพระรูปเพื่อหาข้อมูลชุดสีดั้งเดิม ซึ่งจากชั้นปัจจุบันลงไปถึงชั้นเนื้อวัสดุ ค้นพบชั้นสีทั้งหมด 7 ชั้น

จากผลการวิเคราะห์ชั้นสี คุณโรแบร์ตจึงได้เลือกเปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อให้เห็นสีในชั้นก่อนหน้ามากขึ้น โดยเลือกใช้สารเคมีละลายชั้นสีปัจจุบันบางส่วนออกเพื่อกลับไปยังสีชั้นที่ 4 ซึ่งค่อนข้างมีความสมบูรณ์และสามารถเห็นงานช่างในยุคก่อนหน้าได้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชุดสีที่พบจากการวิเคราะห์ชั้นสีรูปพระตาย
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ตัวอย่างชั้นสีที่เปิดออกบริเวณใบหน้าของรูปพระตาย
ภาพ : ขัตติยา เล้ากอบกุล

อย่างไรก็ตาม จากผลการวิเคราะห์การบูรณะจึงดำเนินไปภายใต้การตัดสินร่วมกันระหว่างคุณโรแบร์ตกับคริสตังวัดกาลหว่าร์ที่จะเก็บรักษาชั้นสีในปัจจุบันไว้ และบูรณะเฉพาะส่วนที่เสียหายของพระรูป อาทิ รอยแตกกลางพระรูป และข้อต่อหัวไหล่ที่หักไป รวมถึงชั้นสีปัจจุบันในบางส่วนที่เสียหาย ซึ่งผลการตัดสินใจบูรณะครั้งนี้ทางโบสถ์เห็นว่าอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดที่ทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าในยุคก่อนหน้าปรากฏสู่สายตาผู้คน หากแต่การเก็บรักษาชั้นสีปัจจุบันไว้ เป็นการคงการแสดงออกผ่านงานบูรณะในอดีต และเมื่อวันหนึ่งที่โอกาสที่เหมาะสมมาถึง ชั้นสีโบราณอันงดงาม อาจได้มีโอกาสเผยแสดงสู่สายตาของผู้คนอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลาที่งานบูรณะพระตายใกล้จะเสร็จสิ้น เป็นโอกาสที่ดีที่ทางคุณโรแบร์ตและชาววัดกาลหว่าร์ได้มีโอกาสต้อนรับ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน และคณาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้เกียรติมาพูดคุยและชมงานครั้งนี้

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตได้ขณะอธิบายการบูรณะรูปพระตายให้คุณใหม่ คณาจารย์ และคริสตังวัดกาลหว่าร์ ได้ฟัง
วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
คุณโรแบร์ตกำลังแนะนำ ‘พี่สืบ’ นักอนุรักษ์ที่ทำการบูรณะข้อต่อบริเวณหัวไหล่ของรูปพระตาย

กลับสู่บ้าน

ภายหลังการบูรณะเสร็จสิ้น รูปพระตายได้ถูกอัญเชิญกลับวัดกาลหว่าร์ในปี 2018 ก่อนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ อันที่จริงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าในอดีตรูปพระตายมาถึงวัดกาลหว่าร์เมื่อไร แต่คุณพ่อวิกเตอร์ ลาร์เก มิสชันนารีชาวฝรั่งเศสได้รวบรวมเอกสารบันทึกของมิสชันนารีในอดีตแปลเป็นหนังสือ ประวัติย่อวัดซางตาครู้สและวัดกาลหว่าร์ ซึ่งตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 1982 – 1989 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “…พวกคริสตังชาวโปรตุเกส หรือชาวญวนที่ไม่ถูกฆ่าตาย หรือมิได้ถูกจับเป็นนักโทษ ต่างก็หลบหนี และไปหาที่หลบซ่อนในที่ต่าง ๆ มีกลุ่มหนึ่งไปกับคุณพ่อกอร์ ส่วนคนอื่น ๆ ส่วนมากมุ่งไปบางกอก กลุ่มพวกชาวโปรตุเกสที่ไม่ยอมรับอำนาจของประมุขมิสซัง ต่างก็นำเอาทรัพย์สมบัติไปอย่างปลอดภัย มีรูปปั้นมีค่ายิ่งสองรูป รูปแรก ซึ่งจะเป็นชื่อกับสถานที่ที่ไปตั้งอยู่ที่บางกอก คือ รูปแม่พระลูกประคำ ซึ่งยังคงอยู่ในวัดหลังปัจจุบัน ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นเป็นรูปซึ่งวันหนึ่งในปี 1787 ได้ให้ชื่อที่รู้จักกันแพร่หลายมากต่อวัดกาลหว่าร์หลังแรก: เป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนกางเขน (calvário ภาษาโปรตุเกส)…”

มีข้อความที่น่าสังเกตในบันทึกที่กล่าวว่า “…รูปพระตายเป็นรูปพระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงบนไม้กางเขน…” อาจเป็นไปได้ว่าในอดีตครั้งหนึ่งรูปพระตายเคยกางแขนออกได้ เพื่อประกอบพิธีโบราณตามอย่างชาวโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ เป็นแน่ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีพิธีดังกล่าวอีกแล้ว มีเพียงพิธีแห่พระตาย โดยประเพณีนี้เองถือเป็นประเพณีที่ตกทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์ คำว่า ‘กาลหว่าร์’ นั้นจริง ๆ แล้วมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า ‘Calvariæ’ แปลว่า ‘หัวกะโหลก’ ซึ่งเป็นชื่อของเนินเขาที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขนแต่ถูกเรียกเพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘กาลหว่าร์’ ดังในปัจจุบัน

ในอดีตชาวโปรตุเกสคงอยากที่ถวายเกียรติในการตั้งชื่อโบสถ์หลังแรกให้กับรูปพระตายนี้ เวลาที่ผ่านมากว่า 232 ปี ‘กาลหว่าร์’ และ ‘รูปพระตาย’ ก็ยังคงอยู่ผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังทำให้ระลึกถึงบรรดาครอบครัวชาวโปรตุเกสที่ได้ปกป้องสมบัติอันล้ำค่านี้จากการถูกทำลายให้กลายเป็นเรื่องเล่าขานและยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
‘รูปพระตาย’ ในพิธีแห่คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2018 ณ วัดกาลหว่าร์
ภาพ : สุเรนทร์ สุวดินทร์กูร

หากใครที่อยากจะมีโอกาสที่จะได้เห็นรูปพระตายสักครั้งในชีวิต ในปีนี้วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ตรงกับคืนวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2019 โดยที่วัดกาลหว่าร์พิธีจะเริ่มเวลา 19.30 น. และหลังพิธีเวลาประมาณ 20.30 น. จะเป็นช่วงเวลาของการแห่รูปพระตาย ผู้สนใจสามารถมาร่วมพิธีได้โดยการแต่งกายชุดสุภาพสีขาว-ดำ และสามารถนำดอกมะลิมาถวายรูปพระตายก่อนพิธีและภายหลังพิธีแห่ ทุกท่านสามารถรอจูบรูปพระตายและรับดอกมะลิกลับบ้าน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมายาวนานของวัดกาลหว่าร์

วัดกาลหว่าร์, พระเยซู
ภาพเอกซเรย์บริเวณพระบาทของรูปพระตายบริเวณที่พระเยซูถูกตอกตะปู ถือเป็นเครื่องหมายที่สำคัญในคริสตศาสนาที่แสดงถึงความรักของพระเยซูที่ยอมตายเพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน
ภาพ : Restaurateurs Sans Frontieres
ข้อมูลเพิ่มเติม
Facebook : วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) Holy Rosary Church
1318 ซอยวานิช 2 ถนนโยธา เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
โทร 0814886140

RSF Asia

คุณโรแบร์ตเปิดบริษัททำงานด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2007 ได้รวบรวมนักอนุรักษ์ชาวไทยที่มีฝีมือในงานช่างต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างปั้น ช่างเขียนลาย ช่างลงรักปิดทอง มาร่วมทีมด้วย โดยงานที่ทำนั้นมีตั้งแต่งานบูรณะโบราณวัตถุขนาดเล็ก ตั้งแต่งานเขียนสีลงบนกระดาษ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ประติมากรรม ไปจนถึงโบราณสถานที่ต้องเชิญคุณโรแบร์ตไปดูถึงที่

ที่ผ่านมาคุณโรแบร์ตได้มีโอกาสถวายงานในการบูรณะภาพจิตกรรมภายในพระราชวังหลายแห่งในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นคุณโรแบร์ตยังได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในการบูรณะโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งถ้าหากใครมีสมบัติล้ำค่าส่วนตัวอยากที่จะรักษาหรือไขปริศนา ก็สามารถติดต่อไปตามที่อยู่ด้านล่างนี้ได้ หรือหากใครจะไปด้วยตนเอง ที่ทำงานคุณโรแบร์ตนั้นก็ตั้งอยู่ข้างๆ บ้านจิม ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2 ซึ่งใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีจากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

Restauranteurs Sans Frontieres

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 – 17.00 น. วันจันทร์-ศุกร์
ที่ตั้ง : RSF Asia The Jame H.W. Thompson Foundation
6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 10300
อีเมล : [email protected]
โทร 0875516543

Writer & Photographer

Avatar

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load