คราวก่อนหน้านี้ผมได้พาทุกท่านไปดูโบสถ์คาทอลิกทรงไทยสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันมีที่มาจากนโยบายรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปแล้ว คราวนี้จึงขอต่อยอดไปถึงยุคถัดไป คือโบสถ์ในสมัยสงครามเย็นในยุคต้น 2500 

ผลพวงของความขัดแย้งระหว่างโลกประชาธิปไตยเสรีนิยมและค่ายคอมมิวนิสต์ผลักให้ศาสนาต้องเลือกข้าง ด้วยเนื้อแท้ของระบอบคอมมิวนิสต์นั้นต่อต้านศาสนา ดังนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนเวทีของสงครามตัวแทน ทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ล้วนจำเป็นต้องปรับตัว หากเราไปย้อนดูบทความในวารสารศาสนาต่างๆ ในยุคนั้น ล้วนอธิบายถึง ‘ภัย’ ของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น และการที่คอมมิวนิสต์พยายามตราหน้าศาสนาว่าเป็นความคิดโบราณคร่ำครึ ล้าสมัย ก็เป็นแรงผลักดันให้ศาสนาต้องปรับตัวด้วย 

โบสถ์แบบคลาสสิกต่าง ๆ ทั้งสไตล์โกธิก เรอเนสซองส์ หรือกระทั่งวัดพุทธเองก็ต้องปรับเปลี่ยนสไตล์ โดยหันไปหาความโมเดิร์น และกลายเป็นสีสันของงานสถาปัตยกรรมในช่วงเวลานี้

ในช่วงราว พ.ศ. 2500 – 2535 แม้ว่าประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะตกอยู่ในภาวะอันตึงเครียดของสงครามเย็น (พ.ศ. 2490 – 2534) แต่ก็เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม เกิดความเจริญในด้านต่างๆ อย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเงินทุนที่ได้รับสนับสนุนมาจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการต่อต้านการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศต่างๆ ในอินโดจีน รวมทั้งสงครามเวียดนามที่กำลังตึงเครียด ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างรวดเร็วด้วยเงินสนับสนุน

การพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วนเช่นนี้มีผลต่อลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในไทย โบสถ์บางแห่งก็เฟื่องฟูขึ้นเพื่อรองรับการปฏิบัติศาสนกิจของทหารอเมริกันเป็นพิเศษ เช่น โบสถ์แม่พระรับสาร ตาคลี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินตาคลีมากนัก เป็นโบสถ์เล็กๆ ที่ปัจจุบันยังใช้เป็นศูนย์สำหรับดูแลคนพิการอยู่

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
วัดแม่พระรับสาร ตาคลี นครสวรรค์
ภาพ : ชัชพล เทศเทียน

สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 : สากลนิยมรูปแบบใหม่

ขณะเดียวกันพระศาสนจักรคาทอลิกท้องถิ่นในไทยก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับความทันสมัยที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างรวดเร็ว ศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นภาพแทนของความทันสมัยและเทคโนโลยีในสายตาของคนไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณก็ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ซึ่งสอดคล้องไปกับนโยบายใหม่จากส่วนกลาง สำนักวาติกันในกรุงโรมที่ไม่อาจต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ได้ จึงได้จัดสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1962 – 1965 (พ.ศ. 2505 – 2509) โดยใจความสำคัญคือพระศาสนจักรคาทอลิกต้องพัฒนาตัวเองให้ทันยุคสมัย (Aggiornamento) ให้สอดคล้องกับความทันสมัย (Modernity) ในโลกปัจจุบัน เพื่อเปิดรับสมาชิกรุ่นใหม่และเยาวชน ไม่เป็นศาสนจักรที่ล้าหลังและขาดความเข้าใจความเป็นไปของโลก

ผนวกกับกระแสของท้องถิ่นนิยม ซึ่งหวนกลับมาตั้งคำถามกับสำนักวาติกันอยู่เสมอๆ ว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่งชาวตะวันตก หรือเป็นศาสนาของสากลโลกกันแน่ ชาวพื้นเมืองซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สามารถใช้วัฒนธรรม ดนตรี ภาษาและศิลปะของตนเองในการนมัสการพระเป็นเจ้าได้มากน้อยเพียงใด 

ที่ผ่านมาในอดีต นอกจากการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาพื้นเมืองแล้ว ภาษาละติน ดนตรี ศิลปะ และสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งตะวันตก ยังคงมีบทบาทสำคัญในชุมชนคริสต์ และเป็นภาพแทนของศาสนาคริสต์ในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นเราจึงจินตนาการเห็นภาพของโบสถ์วิหารทรงโกธิก โรมาเนสก์ หรือเรอเนสซองส์ เสมอๆ เมื่อมีการกล่าวถึงศาสนสถานในศาสนาคริสต์ ขณะที่วัฒนธรรมพื้นเมืองถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมอย่างจำกัด อันเป็นผลให้ชาวคริสต์ในดินแดนต่างๆ นอกประเทศตะวันตกถูกมองอย่างระแวดระวังและเป็นคนชายขอบเสมอมา เพราะไม่อาจผสมกลมกลืนหรือใช้วัฒนธรรมของตนเองในการปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ กระแสการเข้าสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ (Inculturation) จึงเป็นแนวคิดหลักของการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ผลของการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 จึงเป็นเสมือนการปลดล็อกแนวคิดอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมที่มีบทบาทมาก่อน และพยายามที่จะปรับปรุงพระศาสนจักรให้ทันสมัย อีกทั้งยังสนับสนุนให้ชาวพื้นเมืองในประเทศต่างๆ ใช้รูปแบบศิลปะและวัฒนธรรมของตัวเองในการนมัสการพระเจ้าได้ ซึ่งกระแสท้องถิ่นนิยมเช่นนี้เริ่มก่อตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว กระแสชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โหมสะพัดไปทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ชาวคาทอลิกในประเทศไทยต้องปรับตัวให้เข้าความเป็นไทยหรือความเป็นสากลร่วมสมัยมากขึ้น ดังที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้วในโบสถ์ยุคหลังสงครามโลก ซึ่งสร้างขึ้นเป็นทรงไทยคอนกรีตประยุกต์ แนวคิดการสร้างโบสถ์ทรงไทยจึงเป็นแนวคิดล้ำสมัยที่เกิดขึ้นก่อนการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เสียอีก ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการพยายามลดแรงเสียดทานทางการเมืองและวัฒนธรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผลของการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ซึ่งพยายามลดแนวคิดอนุรักษ์นิยมและให้เสรีภาพกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจะไม่ได้สร้าง ‘ความเป็นไทย’ ให้โบสถ์คาทอลิกไทยเหมือนกับโบสถ์ทรงไทยในยุครัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มากเท่าที่ควรจะเป็น แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือโบสถ์คาทอลิกในไทยเริ่มหลีกหนีจากศิลปะแบบคลาสสิกต่างๆ ของประเทศตะวันตก แต่หันไปนิยมชมชอบสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น (Modern) แทน ซึ่งมีความเป็นสากล (International Style) สอดคล้องกับมติการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 และกลับไปยืนยันความหมายดั้งเดิมของ ‘คาทอลิก’ ที่แปลว่า ‘สากล’ และยังเป็นตัวแทนของความทันสมัยที่สุดในยุคนั้นด้วย ลักษณะของสถาปัตยกรรมในช่วง พ.ศ. 2500 – 2535 อันเป็นยุคสงครามเย็น จึงแสดงออกถึงรูปแบบโมเดิร์นแบบสากลชัดเจน โดยเฉพาะโบสถ์ในพื้นที่ ‘สีชมพู’ ในภาคอีสาน

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
สภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ในกรุงโรมเมื่อ ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)
ภาพ : www.lifesitenews.com/blogs/what-vatican-ii-saidand-didnt-sayabout-the-liturgy

โบสถ์โมเดิร์นสมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าให้ภาคอีสาน

ภาวะสงครามเย็นกินเวลายาวนานราว 50 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ดูเหมือนว่าหลักฐานทางสถาปัตยกรรมในประเทศไทยอันเป็นผลพวงของเหตุการณ์นี้ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นหลังการตัดถนนมิตรภาพเข้าสู่ภาคอีสานในช่วง พ.ศ. 2500 ซึ่งเกิดจากการสนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย และพยายามนำความเจริญเข้าสู่ภาคอีสานเพื่อต่อต้านยุทธวิธีป่าล้อมเมืองของค่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งเวลานั้นกำลังร้อนระอุไปทั้งภูมิภาค ดังนั้นสถาปัตยกรรมบางส่วนที่สร้างขึ้นในภาคอีสานในช่วง พ.ศ. 2510 – 2520 จึงดูล้ำหน้าทันสมัยยิ่งกว่าสถาปัตยกรรมในกรุงเทพฯ อันเป็นเมืองหลวงเสียอีก

ด้วยนโยบายการเร่งรัดพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ จึงเกิดโบสถ์คริสต์รูปแบบใหม่ที่รับอิทธิพลมาจากแบบสมัยใหม่รุ่นกลางศตวรรษที่ 19 หรือ Mid-century Modern อันเป็นการรับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกา สถาปัตยกรรมลักษณะดังกล่าวเป็นรูปแบบที่เฟื่องฟูมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวทศวรรษ 1950 มีลักษณะที่หลีกหนีออกไปจากงานประเพณีอย่างชัดเจน ความไร้รูปร่าง ความลื่นไหลของเส้นสายคดโค้ง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากกระแสของการแข่งขันในการสำรวจอวกาศระหว่างโลกเสรีนิยมประชาธิปไตยกับค่ายคอมมิวนิสต์ในโซเวียต เช่น การแข่งขันกันส่งคนไปสำรวจอวกาศหรือไปเยือนดวงจันทร์ ทำให้สถาปัตยกรรมในระยะเวลานี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับยานอวกาศที่มีรูปร่างโฉบเฉี่ยว หรือคล้ายกับรูปทรงเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ วัสดุประเภทใหม่ๆ นอกท้องถิ่น อย่างกระจก กระจกสี พลาสติก กระเบื้องโมเสก ถูกลำเลียงโดยถนนมิตรภาพจากที่ห่างไกลเข้ามามีบทบาททำให้เกิดพื้นผิวแบบใหม่ๆ เช่นพื้นโลหะเงาวิบวับ หรือกระจกใสรอบทิศทาง ที่ทำให้ตัวอาคารดูไม่ต่างกับกระสวยอวกาศเท่าใดนัก

เราจึงพบว่าในช่วง พ.ศ. 2500 – 2520 มีอาสนวิหาร (Cathedral โบสถ์หลักศูนย์กลางของเขตแพร่ธรรม) ในภาคอีสานอย่างน้อย 4 แห่งที่สร้างขึ้นในลักษณะแบบโมเดิร์น โดยมีการรื้อเอาอาคารไม้แบบพื้นเมืองหรืออาคารก่ออิฐแบบยุโรปคลาสสิก ซึ่งบางหลังได้รับผลกระทบจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกไป แล้วสร้างอาคารทรงล้ำยุคซึ่งเป็นพัฒนาการแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างอาคารในลักษณะนี้ ได้แก่ อาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลราชธานี (เริ่มออกแบบและสร้าง พ.ศ. 2503 – 2510) เป็นทรงโมเดิร์น ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของศาสตราจารย์กิตติคุณ ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา นับเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งที่โบสถ์ในพื้นที่ห่างไกล แต่มีการใช้สถาปนิกที่มีชื่อเสียงจากกรุงเทพฯ และยังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา มีการใช้วัสดุที่ต้องนำเข้ามาจากเมืองหลวง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น กระจกสี กระจกพลาสติก ตัวโบสถ์ใช้สันคอนกรีตวางสับหว่างกันเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี และแม้ว่าอาคารจะกว้างถึง 25 เมตร แต่ก็ไม่มีการใช้เสาค้ำยันภายในเลย ที่สำคัญคือการใช้ผืนหลังคาแบบ Hyperbolic Paraboloid ซึ่งเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่กำลังนิยมในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และน่าจะเป็นอาคารแรกๆ ในไทยที่ใช้หลังคาลักษณะนี้ อีกทั้งมีการใช้แนวกระจกใสที่สันหลังคา นําแสงสู่ภายในของอาคาร อย่างไรก็ตาม ลักษณะของหลังคาที่เป็นแผ่นโค้งงอขนาดใหญ่ผืนเดียวทำให้เกิดน้ำฝนรั่วได้ง่าย และยังอมความร้อน ตัวอาคารที่ทรุดโทรมมากเพราะสร้างมากว่า 50 ปี จึงถูกรื้อลงสร้างใหม่ในที่สุด

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
อาสนวิหารแม่พระนิรมล บันทึกภาพโดยคุณพ่อโจเซฟ เตรบาออล
ภาพ : สังฆมณฑลอุบลราชธานี
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
อาสนวิหารแม่พระนิรมลหลังใหม่ ตั้งเคียงคู่กับโบสถ์หลังเก่าในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งสร้างแบบยุโรปแท้
ภาพ : สังฆมณฑลอุบลราชธานี 
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
โบสถ์นิกายลูเธอรันในแคลิฟอร์เนีย ใช้โครงสร้างหลังคาแบบฟรีฟอร์ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมแบบ Mid-century
ภาพ: www.roadarch.com/14/2/santee4.jpg

อาคารอื่นๆ ที่สร้างขึ้นในแบบโมเดิร์นร่วมสมัยกัน ได้แก่ อาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี (พ.ศ. 2510) โบสถ์ประจำสังฆมณฑลอุดรธานี ซึ่งมีมุขนายก (Bishop) ท่านแรกคือท่านคลาเรนซ์ เจมส์ ดูฮาร์ต ชาวอเมริกัน ออกแบบโดยภราดาชาวอเมริกันที่เคยทำงานออกแบบโบสถ์มาแล้วทั่วโลก โดยกำหนดให้อาคารเป็นทรงไทยประยุกต์สมัยใหม่ มีรูปทรงอิสระ ต่างจากรูปทรงหนักแน่นทรงพลังแบบสกุลช่างพระพรหมพิจิตร มีการนำวัสดุเหลือเช่น เช่น เศษขวด มาใช้ต่างกระจกสีด้วย

นอกจากนั้นก็มีอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ สกลนคร (พ.ศ. 2511) ที่สร้างเป็นทรงเรือสำเภา แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนหอสูงข้างหน้าใหม่ให้สูงสง่ากว่าเดิม และอาสนวิหารแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด นครราชสีมา (พ.ศ. 2522) การเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นแทนที่จะเป็นอาคารแบบคลาสสิกหรืออาคารแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ ยุคนั้น อาจเป็นไปได้ว่าความโมเดิร์นเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งในยุโรปเองก็มีการสร้างโบสถ์แบบโมเดิร์น-โพสต์โมเดิร์นขึ้นมากมายในระหว่างสงครามเย็น เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ประท้วงการยึดครองของโซเวียต ซึ่งเราเห็นได้ชัดในกรณีของโปแลนด์ ประเทศคาทอลิกซึ่งปกครองโดยโซเวียตในทศวรรษ 1980 ก็เลือกใช้โบสถ์คริสต์รูปแบบโพสต์โมเดิร์นเป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมและความสามัคคี (Solidarity) ในชาติเพื่อต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธศาสนา แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง โบสถ์ที่สร้างขึ้นมากมายเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในรูปแบบโพสต์โมเดิร์นก็ถูกทิ้งร้าง

ศาสนาคริสต์ในยุคสงครามเย็นจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อว่ากระแสความคิดที่สังเกตได้เหล่านี้ คงจะเข้ามามีบทบาทต่อทั้งระบบวิธีคิดและการแสดงออกทางสถาปัตยกรรมในสังคมไทยด้วย

ส่งท้าย

โบสถ์ทรงโมเดิร์นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่สีชมพู อันเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มคอมมิวนิสต์เท่านั้น หากแต่ในกรุงเทพฯ เอง โบสถ์ทรงโมเดิร์นก็เริ่มก่อรูปขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม โบสถ์โมเดิร์นในกรุงเทพฯ กลับปะทะกับกลุ่มความคิดเก่าของสไตล์รัฐนิยมไทย กลายเป็นโมเดิร์นทรงไทยอีกแบบที่แตกต่างไปจากโบสถ์รุ่นอิทธิพลพระพรหมพิจิตร ขณะที่ในอีสานนั้นเป็นโบสถ์โมเดิร์นเต็มที่ ปราศจากอิทธิพลของศิลปะท้องถิ่นอีสานเลย ซึ่งความคิดเช่นนี้จะค่อยๆ ถูกตั้งคำถาม และเกิดการรื้อฟื้นศิลปะท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ในสมัยปัจจุบัน ขณะที่โบสถ์ในบางพื้นที่ เช่น ในกลุ่มราชบุรี ซึ่งดูแลโดยคณะสงฆ์ซาเลเซียนจากอิตาลี ยังคงรสนิยมแบบอาร์ตเดโก (Art Deco) แบบดั้งเดิมเอาไว้ได้ โดยไม่มีรูปแบบโมเดิร์นเข้าไปปะปน ซึ่งความหลากหลายของรูปทรงโบสถ์สไตล์โมเดิร์นในไทย คงจะเป็นหัวข้อที่ผู้เขียนคงจะนำมาคุยกันอีกสักพักครับ

โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
ภาพถ่ายเก่า อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ในยุคแรกที่สร้างเป็นสไตล์โมเดิร์น ปัจจุบันได้ปฏิสังขรณ์รูปแบบของหอด้านหน้าใหม่
ภาพ : หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
ภาพอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ในสภาพปัจจุบัน
ภาพ: นวรัตน์ สงวนแก้ว
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
รูปอาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี 
ภาพ : www.facebook.com/338247396368616/photos/
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
ภาพภายในอาสนวิหารพระมารดานิจจานุเคราะห์ อุดรธานี ตกแต่งรูปแบบสากลนิยมผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทย
ภาพ : www.facebook.com/338247396368616/photos
โบสถ์โมเดิร์น สมัยสงครามเย็น เมื่อยุคอวกาศเปลี่ยนโฉมหน้าโบสถ์ทั่วโลกให้ทันสมัย
รูปโบสถ์คริสต์สมัยสงครามเย็นในโปแลนด์ ซึ่งสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 3,587 แห่ง ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีรูปทรงที่ดูคล้ายสถานีอวกาศเพื่อประกาศความทันสมัยและการปรับตัวของศาสนา
ภาพ : thespaces.com/get-to-know-polands-radical-post-war-churches

ข้อมูลอ้างอิง

  • พวงทอง ภวัครพันธุ์. การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น. (กรุงเทพ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย). 2561. 59-60.
    ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ. (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม) 2558. 14-15.
  • อัครสังฆณฑลกรุงเทพ. ทำเนียบวัดคาทอลิกในประเทศไทย. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อัสสัมชัญ) 2541. 483.
  • David Stancliffe. The Lion Companion to Church Architecture. (London : Lion Hudson) 2009. 250 -251.
  • Jacob Kavunkal, Et Al. Vatican II: A Gift & a Task (Bombay : Saint Paul press and training school) 2006. 231-232.
  • Michael Novak. The Open Church Vatican II Act II. (New York : Macmillan company). 1964. 4-5. Vladimir Gintoff. These Churches Are the Unrecognized Architecture of Poland’s Anti-Communist “Solidarity” Movement. 07 Mar 2016. ArchDaily. เข้าถึงได้จาก https://www.archdaily.com/782902/these-churches-are-the-unrecognized-architecture-of-polands-anti-communist-solidarity-movement เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561.

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เกิดอุทกภัยใหญ่ในภาคกลาง น้ำเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าจีน ทุ่งข้าวสีทองของสุพรรณบุรีกลายสภาพเป็นทะเลหลวง เมื่อผิวน้ำโดนลมหนาวกระหน่ำใส่ก็เกิดคลื่นแรงราวกับอยู่ริมทะเล ผมหวั่นใจว่างานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี จะจัดได้ตามปกติหรือไม่ เมื่อได้รับคำยืนยันจาก คุณแต๊บ เจ้าหน้าที่ของวัดแม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมลว่า ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนเริ่มทรงตัวแล้ว ก็ค่อยคลายใจ ชาวบ้านต่างก็เชื่อว่าพระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงปกปักหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่ พระมารดามารีย์ยังสามารถเสด็จเยี่ยมเยือนชาวคริสตังในชุมชนโดยการแห่ทางเรือได้ตามปกติ

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

ชุมชนญวนแห่งสุพรรณบุรี

สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สูงมาก ทั้งชาวไทย ลาว จีน กะเหรี่ยง มอญ เขมร ไทยดำ และชุมชนญวน เนื่องจากสมัยโบราณ มีการอพยพย้ายถิ่นและกวาดต้อนผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ เข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ภาคตะวันตกแห่งนี้ และประกอบร่างสร้างตัวตนขึ้นเป็นชาวไทยในปัจจุบัน ชุมชนญวนแห่งสองพี่น้องก็เช่นกัน เกิดจากการขยายตัวของชุมชนคริสตังแห่งสามเสน หรือ ‘ค่ายนักบุญฟรังซิสเซเวียร์’ ซึ่งแต่เดิมเป็นชุมชนชาวเวียดนามคาทอลิกที่อพยพหลบหนีการเบียดเบียนศาสนาในรัชสมัยพระเจ้ามินมาง จักรพรรดิแห่งเวียดนามผู้ไม่ไว้วางพระทัยในบรรดามิชชันนารี

เมื่อเกิดสงครามอานัมสยามยุทธขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ขุนนางคริสตังไปเกลี้ยกล่อมชาวญวนเหล่านี้ ที่อพยพหนีการเบียดเบียนศาสนามาถึงชายแดนเขมรแล้ว ให้เข้ามาทำมาหากินในดินแดนสยาม โดยรับรองสิทธิในการนับถือศาสนาคริสตังได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม ชุมชนสามเสนก็เล็กและแคบเกินไปเมื่อชุมชนขยายตัวออก ชาวญวนผู้มีอาชีพทำประมงเป็นหลัก จึงเดินทางอพยพขึ้นเหนือไปหากินตามลำน้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปถึงเจ้าเจ็ด บ้านแพน เกาะใหญ่ อยุธยา นครสวรรค์ เกิดชุมชนคริสตังญวนขึ้นตลอดลำแม่น้ำมากมาย เกือบทุกแห่งยังรักษาขนบธรรมเนียมญวนไว้ได้ โดยเฉพาะอาหารการกิน ประเพณี งานศพ หรือคำเรียกในครอบครัว

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

อำเภอสองพี่น้องก็เช่นกัน ชุมชนญวนไม่กี่ครอบครัวที่อพยพมายังท้องทุ่งสุพรรณแห่งนี้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น เมื่อลงหลักได้มั่นคงแล้วก็เชิญบาทหลวงจากโบสถ์ที่นครชัยศรี (ปัจจุบันคือวัดนักบุญเปโตร สามพราน) ขึ้นมาดูแลประกอบศาสนกิจ

“ญวนสองพี่น้องเขาศรัทธามาก ตื่นก็สวด กินข้าวก็สวด ก่อนนอนก็สวด ลงไปอาบน้ำในท่าก็สวด ไม่กลัวจระเข้กินบ้างเนาะ” ผมนึกถึงคำของชาวบ้านที่สามพราน เมื่อเขาพูดถึงคริสตังแห่งสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงติดตลก ในสมัยท่านสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ท่านอภิบาลชาวคริสต์ในสยามด้วยความเคร่งครัด มีการแต่งบทสวดสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งกินข้าว เข้านอน หรือแม้แต่กินหมาก เพื่อเพิ่มความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า ความศรัทธาเหล่านี้ช่วยประคับประคองชุมชนคาทอลิกเล็ก ๆ นี้ให้เติบโตท่ามกลางชนต่างศาสนามาได้นานกว่า 150 ปี

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

แม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล

บ้านญวนแห่งนี้ได้ชื่อว่า ‘บ้านแม่พระประจักษ์’ ซึ่งมาจากชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘แม่พระประจักษ์แห่งภูเขาคาร์แมล’ ชื่อนี้มาจากสมญานามของกลุ่มนักบวชแห่งภูเขาคาร์แมลในอิสราเอล ซึ่งแต่เดิมเป็นนักรบครูเสดที่เสร็จสิ้นภารกิจและรวมตัวกันถือพรตกันโดยสันโดษในภูเขาคาร์แมล หุบเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งประกาศกเอลียาห์เคยมีชัยชนะเหนือนักบวชศาสนาบาอัลในยุคพันธสัญญาเดิม โดยพระเป็นเจ้าทรงส่งไฟจากฟ้าลงมาเผาเครื่องบูชาของเอลียาห์ เป็นเครื่องหมายว่าพระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว 

นักรบครูเสดที่เข้าไปบำเพ็ญพรตในอารามแห่งนี้ ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นคณะนักบวชนาม ‘คาร์เมไลท์’ ซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทยของเราด้วย ในบรรดานักบวชเหล่านี้ นักบุญซีมอน สต๊อก (St. Simon Stock) ได้พบกับพระนางมารีย์ พระมารดาทรงประจักษ์มาพบท่านที่เขาคาร์แมลในศตวรรษที่ 13 และประทานเสื้อพิเศษและ ‘สายจำพวก’ (สายคล้องคอขนาดเล็ก ชาวคาทอลิคเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของการมอบตนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระเป็นเจ้าและพระแม่มารีย์ และใช้เพื่อระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา) ให้กับท่าน เป็นเครื่องหมายในการอุทิศตนรับใช้พระเป็นเจ้าและเป็นคำสัญญาของพระนางว่าจะช่วยเหลือให้พวกเขาเอาชนะบาปผิดต่าง ๆ ในชีวิตได้ และแม้ว่าวัดสองพี่น้องแห่งนี้จะไม่เคยถูกปกครองโดยคณะนักบวชคาร์เมไลท์ แต่ความศรัทธาต่อพระนางมารีย์แห่งภูเขาคาร์แมลคงแพร่หลายมากในช่วงรัชกาลที่ 4 – 5 จึงมีการนำนามนี้มาตั้งเป็นนามอุปถัมภ์ของวัดสองพี่น้องด้วย

แห่แม่พระมารีย์ทางน้ำ ประเพณีคริสตังญวน อ.สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ

เมื่อแม่พระเสด็จเยี่ยมชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน

น้ำเจิ่งนองไปทั่วทั้งทุ่งสองพี่น้อง บ้านสองชั้นกลายเป็นบ้านชั้นเดียว หลายหลังเหลือแต่หลังคาและเรือกลายเป็นพาหนะหลักในการเชื่อมบ้านกับถนนสายหลัก แต่ชุมชนคริสตังก็ยังเปี่ยมด้วยพลัง ทุกบ้านเตรียมแท่นบูชาขนาดเล็ก ๆ หน้าตาไทย ๆ จำพวกโต๊ะหมู่บูชาที่เราเห็นตามวัดพุทธ แต่ตั้งรูปแม่พระ ปักดอกไม้ใส่แจกันกับเชิงเทียนสีขาวไว้ที่ชานเรือนหันหน้าลงสู่แม่น้ำท่าจีน ครอบครัวพร้อมหน้ารอคอยให้เรือแห่ของวัดค่อยล่องช้า ๆ นำหน้าขบวนแห่ด้วยเรือประดิษฐานไม้กางเขน พาพระรูปพระแม่มาอวยพรพวกเขา-ปีละครั้ง-ถึงหน้าบ้าน เสียงสวดบทวันทามารีอาดังไปทั่วคุ้งน้ำ ค่อย ๆ แห่จากวัดแม่พระประจักษ์ไปถึงตลาดบางลี่ และทวนกลับไปถึงวัดสองพี่น้อง (วัดพุทธ) ซึ่งมีบ้านคริสตังตั้งกระจัดกระจายไปตลอดทาง

ผมทราบมาว่า เรือที่ใช้แห่นั้น ทางวัดก็ได้รับความช่วยเหลือให้หยิบยืมมาจากวัดพุทธสองพี่น้อง นับว่าเป็นความร่วมมือกันอย่างน่ารักระหว่างต่างศาสนิก

งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ

ธรรมเนียมการแห่แม่พระทางน้ำนั้น คงจะติดมาจากสมัยโบราณที่การคมนาคมส่วนใหญ่ของสยามยังอยู่บนสายน้ำ โบสถ์อื่น ๆ ก็เคยมีประเพณีนี้ เช่น โบสถ์ลำไทร แต่เลิกไปเมื่อถนนกลายเป็นทางสัญจรหลัก เมื่อรถยนต์เข้ามาแทนเรือ บ้านเรือนคริสตังจำนวนมากก็โยกย้ายออกไปตั้งตามถนน การแห่ทางน้ำก็เลิกราไปในราว พ.ศ. 2530 จนกระทั่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วง พ.ศ. 2561 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ชุมชนบ้านแม่พระประจักษ์เป็นตัวแทนชุมชนจากตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้องเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากชุมชนญวนแห่งนี้ก็มีผลิตภัณฑ์หลักจากท้องถิ่นที่แพร่หลายจำนวนมาก เช่น ปลาหมำแบบญวน เปลญวนที่ใช้ผักตบชวาเป็นวัตถุดิบเสริม เพราะแม่น้ำท่าจีนมักจะตื้นเขินลงเสมอจากการระบาดของผักตบชวา ประเพณีแห่แม่พระทางน้ำจึงถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่อีกครั้ง

งานแห่แม่พระทางน้ำของชุมชนคาทอลิกญวนแห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีที่เกิดหลังสงครามอานัมสยามยุทธ
ภาพถ่ายเก่าขบวนแห่แม่พระของวัดพระวิสุทธิวงศ์ ลำไทร ในปี 1950
ภาพ : สารสาสน์ เล่มที่ 30 ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 1950

การจัดพิธีกรรมยังคงดำเนินการด้วยรูปแบบดั้งเดิม เราเห็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในชุดอ๋าวหย่ายสีสันสดใส ตั้งรูปแม่พระแห่งลาวาง-เวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่ายอุ้มพระกุมารเยซูอยู่หน้าวัดเช่นกัน ความภาคภูมิใจในเชื้อสายเวียดนามยังคงเป็นเสาหลักที่ยึดโยงชุมชนแห่งนี้เข้าด้วยกัน หลังจาก 1 ชั่วโมงกลางทุ่ง แวะโบกไม้โบกมือทักทายกับชุมชนสองฝั่งน้ำแล้ว ทางวัดก็ยังเตรียมโรงทานให้เราทานกันฟรี ๆ หมูหันแบบญวนตัวใหญ่หนังกรอบกับหอยทอดคือเด็ดมาก ไอศกรีมกะทิแบบกะทิล้วน ๆ มันจัดกลมกล่อมมาก มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำพวกปลาร้า ปลาหมำ เมี่ยงคำ ตะกร้าสานด้วยนะ

ก่อนจะลาจากชุมชนแห่งนี้ ผมเดินไปสวัสดีนักบุญซีมอน สต๊อกกับพระแม่มารีย์ในโบสถ์ หวังว่าปีหน้าจะได้พบกันอีก พร้อมทั้งขอพรให้ทุกครอบครัวปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้ด้วย

งานประเพณีแห่แม่พระทางน้ำจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม ติดตามข่าวสารได้จากเฟซบุ๊ก วัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง

ขอบคุณคุณแต๊บ แอดมินของเพจวัดแม่พระประจักษ์ที่ช่วยเหลือในการลงเรือแห่แม่พระ

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load