เราเคยมา ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย’ หรือ MOCA แล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ใจเต้นเหมือนครั้งนี้

7 ปีที่ผ่านมา MOCA ได้เปลี่ยนจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ในเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยคอลเลกชันงานระดับครูของศิลปินไทยและต่างชาติมากกว่า 800 ชิ้นที่ถูกรวบรวมไว้ด้วยใจรักของ คุณบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจสายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมสื่อสารชื่อดังของเมืองไทย อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมดีๆ อย่าง Art Fund Forward ซึ่งสนับสนุนวงการศิลปะไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับใครที่พอจะสนใจศิลปะอยู่บ้าง ก็คงจะเคยมีสักโอกาสให้แวะเวียนผ่านมาในอาคารทรงโมเดิร์นสลักลายก้านมะลิแห่งนี้กันบ้างเป็นครั้งครา

แต่การเยี่ยมชมของเราในวันนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะเราไม่ได้มาเดินคนเดียว แต่ยังได้รับเกียรติจากคุณ คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ลูกชายสุดหล่อของคุณบุญชัย มาเป็นไกด์นำชม ‘พิพิธภัณฑ์ของพ่อ’ ผ่านมุมมองของลูกชาย ผู้จัดการ ไปจนถึงศิลปินที่จัดแสดงงานในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

คิดมาเจอเราที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ในชุดลำลองสบายๆ แต่ยังคงความเท่ในภาพจำของเราไว้เช่นเดิม

ตั้งแต่เขากลับบ้านมาพร้อมปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมจากประเทศอังกฤษ เราได้มีโอกาสคุ้นหน้าคุ้นตากับหนุ่มคนนี้ผ่านหลากหลายสื่อ ไม่ว่าจะจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารมากมาย การเป็นช่างภาพรับเชิญในรายการ The Face Thailand ไปจนถึงในผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอของเขา (EP แรกชื่อ Long-Distance ปล่อยออกมาภายใต้ค่าย Cake Records)

แต่ใน 1 ปีที่ผ่านมาเขายังได้รับอีกบทบาทที่หลายคนอาจจะไม่รู้ นั่นคือการได้เข้ามาช่วยดูแลงานหน้าบ้านและหลังบ้านต่างๆ ของหอศิลป์ MOCA ให้คุณพ่อ โดยล่าสุดเขายังได้ร่วมจัดแสดงงานศิลปะแบบ Installation ในนิทรรศการกลุ่มชื่อว่า ‘มานุสสานัง’ รวมกับศิลปินอื่นๆ อีก 30 ท่านด้วย

“ธีมของงานคือ ‘มนุษย์’ ตามชื่อนิทรรศการ ซึ่งถูกตีความไปหลากหลายในความคิดของศิลปินของแต่ละคน ตัวคิดเองมองถึงมนุษย์ในแง่พุทธศาสนา ในฐานะทั้งศิลปินและคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ด้วย เราเลยอยากสร้างสรรค์พื้นที่ที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในมิวเซียม แล้วก็สังเกตปฏิกริยาหรือ Interaction ของผู้ชมด้วย ซึ่งคิดก็คิดถึงเรื่องของความสงบ

“เวลาเรามาดูมิวเซียมบางคนก็อยากหาความสงบ แต่ในบางครั้งบางมิวเซียมมันก็ไม่เอื้ออำนวย อาจจะด้วยคนที่เยอะหรือบางทีมีสิ่งล่อตาล่อใจรอบๆ จิตเราอาจจะไม่นิ่ง ก็เลยอยากทำงานเกี่ยวกับสมาธิ แล้วก็คิดถึงการทำพื้นที่ให้คนเข้ามานั่งสมาธิในมิวเซียม ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้หลายๆ คนอาจจะคุ้นกับวิธีหลับตาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเลย แต่เราก็อยากจะลองเปลี่ยน เอาไฟกับเสียง เข้ามาทดลองว่ามันช่วยให้คนสงบได้ไหม”

ว่าแล้วคิดก็พาเราเข้าไปในโซนจัดแสดงที่เนรมิตขึ้นจากพื้นที่เปล่าใต้บันใดเลื่อน เปลี่ยนเป็นห้องกระจกชื่อ ‘สงบจิต’ บรรจุคนได้ประมาณหยิบมือ มีการออกแบบไฟโดยไซท์ (ZIEGHT) ที่ค่อยๆ กระจายตัวจากทรงสามเหลี่ยมที่สื่อถึงความสมดุล และเปลี่ยนสีไปทั่วห้องประหนึ่งคลื่นพลังที่ค่อยๆ โตขึ้นในสายตาของผู้ชม

นอกจากนี้ ก็มีส่วนของเสียงซึ่งคิดเลือก นท พนายางกูร มาช่วย คิดบอกว่า พวกเขาเลือกใช้ Binaural Beats หรือคลื่นที่เข้าหูซ้ายหูขวาไม่เท่ากัน แล้วออกแบบให้พอรวมกันในสมองเราได้ 8Hz ซึ่งถือเป็นคลื่นความถี่สูงสุดของ Theta State หรือสภาวะของสมองที่ผ่อนคลาย ผสมกับเพลงที่วนลูป เป็นเสียงซ้ำๆ เสียงธรรมชาติ ทำให้เราจิตใจสงบลง เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สร้างบทสนทนาได้ดีทีเดียว

“งานศิลปะทุกงานมันก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบนะ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เขาจะนั่งกันนานมาก แต่ก็มีบางคนที่ออกมาแล้วมึนหัว หรือรู้สึกงงว่าเข้าไปทำอะไร ซึ่งจริงๆ จุดประสงค์ของเราก็คืออยากเห็นความแตกต่างของแต่ละคนที่เข้าไป ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน บางคนนั่งสมาธิตัดจากการสื่อสารทั้งหมดเลย บางคนก็แค่อยากจะเข้าไปถ่ายรูปลงโซเชียล ว่ามันก็เป็น Visual ที่สวยดีนะ ทำให้เขาอยากแชร์ออกไป ก็เป็นการโปรโมตมิวเซียมด้วย ทั้งสองแบบก็ถือว่าชิ้นงานมันได้ทำงานกับคนตามเป้าหมายของมัน”

ขณะที่เราขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อไปชมงานชั้นสองซึ่งมีงานจิตกรรมว่าด้วยพุทธปรัชญาอยู่ไม่น้อย เช่น ภาพ ‘พระโพธิญาณ ๒๕๕๔’ ของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ หรืองานหลายๆ ชิ้นของ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

เราคุยกันว่างานของคิดเหมือนเป็นการต่อยอดหนึ่งในลักษณะเด่นของงานศิลปะใน MOCA คืองานที่ว่าด้วยความไทยหรือพุทธคติ แต่แปรรูปให้เข้าถึงง่ายมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเจ้าตัวก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“มันก็จริงนะ เอาแค่เพื่อนเราก็มีหลายๆ คนที่ไม่ได้อยากจะไปเดินมิวเซียมในวันหยุด ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเรา แต่ปีที่ผ่านมาเมื่อมี Biennale มันก็สร้างกระแสให้คนสนใจเยอะขึ้น หลังๆ ก็เห็นคนไทยมาออกเดตกันหลายคู่” เขาหัวเราะเมื่อพูดถึงเทรนด์การเข้ามาของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่มิวเซียม

“นอกจากนี้คือเรื่องรสนิยมของงานศิลปะด้วย เพราะแต่ละคนก็ชอบงานศิลปะคนละแบบ ซึ่งจริงๆ แล้วงานส่วนใหญ่ที่ MOCA เป็นศิลปะร่วมสมัยนะ แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่เขาเสพงานผ่านสื่อของต่างประเทศเยอะๆ แล้ว ความชอบเขาก็อาจจะเป็นสไตล์อื่น เพราะงานร่วมสมัยเมืองนอกก็ไม่เหมือนกับงานร่วมสมัยของบ้านเราทั้งหมด หรือจริงๆ แล้วงานร่วมสมัยบ้านเราก็มีมากมายหลายแบบ ไม่จำเป็นต้อง Modern หรือ Abstract ไปเลยเท่านั้น งานยังงี้ก็เป็นร่วมสมัยได้ในบริบทสังคมของเรา

“ในขณะเดียวกัน ถ้าเราดูงานศิลปินที่ทำงานช่วงเดียวกับอาจารย์เฉลิมชัย งานที่ไม่ได้มีลายกนกหรือเป็นพุทธศิลป์ก็มี ดังนั้น โจทย์ของเราคือ จะโชว์ให้ผู้ชม ทั้งฝรั่ง ทั้งคนรุ่นใหม่ เห็นได้ยังไงว่างานร่วมสมัยในไทยนั้นมันมีหลายสไตล์ เราเองในฐานะคนรุ่นใหม่ก็อาจจะมีความชอบที่ต่างจากพ่อเราก็ได้” คิดกล่าว

“เราอยากจะปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่สนใจศิลปะ เพราะเราเองก็เป็นคนที่ทำงานในวงการนี้และอยากให้ทุกคนเข้าถึงมันได้และรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว การมาเดินพิพิธภัณฑ์มันไม่จำเป็นที่จะต้องเกร็งมากหรือเป็นทางการเสมอไป ถ้าคุณอยากจะใส่ขาสั้น มาชิลล์กินกาแฟกับเพื่อน เดินดูรูปกันสบายๆ ก็ได้ คืออยากให้มันอยู่ในไลฟ์สไตล์มากขึ้น ยิ่งตอนนี้วงการบ้านเรากำลังมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ใหม่ๆ เล็กๆ เปิดขึ้นมากมายด้วย”

ที่ชั้นสามเรามีเหตุต้องหยุดถ่ายรูปกับงานศิลปะชิ้นโปรดของคิดกันหลายชิ้น เริ่มจากงานสื่อผสม ‘ลูกคิด ๑’ ที่นำลูกคิดโบราณมาปะติดปะต่อเข้ากับผ้าใบสีสด ซึ่งไกด์ของเราบอกเราว่า เหตุผลแรกที่ชอบงานนี้เพราะชื่อเหมือนกับตัวเอง (ตอนเด็กๆ เขาชื่อ ‘ลูกคิด’ โตมาจึงย่อเหลือแค่ ‘คิด’) นอกจากนั้น งานนี้ก็มีสีสันสดใส ดูทันสมัย แม้ตัวงานจะมาจากศิลปินแห่งชาติและมีอายุแล้วพอสมควร

ส่วนอีกชิ้นที่เขาชอบคืองานลายเส้นบนผ้าใหญ่ขนาดใหญ่ 200 x 600 ซม. ชื่อ ‘ธรรมชาติแห่งจิต หมายเลข 7’ โดย สุพร แก้วดา เมื่อมองจากระยะไกลเราจะเห็นเป็นภาพรวมของคลื่นทะเลสีดำ เรียบๆ แต่เมื่อเข้าไปตั้งใจมองใกล้ๆ ก็จะเห็นการวาดเส้นคล้ายลายกนกภายใต้เกลียวคลื่น ซึ่งงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการพูดถึง

แก้วดาใช้ความเพียรในการวาดเส้นจนเกิดสมาธิจดจ่อ เกิดปัญญาเห็นการเกิดขึ้นและดับลงของสิ่งที่มากระทบจิต เห็นถึงความไม่เที่ยงจึงมองเห็นว่าหากไม่ยึดติดนั่นเอง

ในชั้นที่ 4 เราเดินผ่านงานของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ MOCA ทั้งในความงามของสี ความทรงพลังของลายเส้น และเรื่องมูลค่าของชิ้นงาน เราเลยได้โอกาสถามคิดว่า เขาคิดอย่างไรกับวาทกรรมที่ว่าศิลปะเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น

“ก็เป็นเหตุผลที่ต้องทำให้มีงานอื่นๆ ที่เข้าถึงง่ายในที่นี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานลายเส้น หรือศิลปิน แนวๆ หน่อย มันไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ในขณะเดียวกัน งานของศิลปินบางคนแค่ลายเส้นก็มีราคาสูงมาก ลองนึกถึงพวกสไตล์งานของ โยชิโมโตะ นาระ ซึ่งพอเด็กๆ เขาก็มองเห็นตัวคล้ายๆ กันในหนังสือการ์ตูนของเขา เขาอาจตั้งคำถามว่า ทำไมอันนี้มาอยู่ในหอศิลป์ มันจึงจะกลายเป็นเรื่องที่เราจะต้องสอน มันไปไกลกว่าแค่ป้ายราคาแล้ว เป็นเรื่องของการสร้างมูลค่า หรือมุมมองที่เราใช้มองศิลปะ”

ในการเดินเล่นกับคิดครั้งนี้ เขาเน้นย้ำถึงคอลเลกชันที่คนทั่วไปอาจจะนึกไม่ถึงว่ามีอยู่ใน MOCA ทั้งงานลักษณะที่มีความโมเดิร์น รวมถึงงานมาสเตอร์พีซของศิลปินต่างประเทศ

อย่างที่ชั้นห้าใน Richard Green Room เป็นห้องที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะพิเศษตามแกลเลอรี่แบบยุโรป ผนังถูกทาด้วยสีเขียวตุ่นสบายตา เข้ากับเพดานสูงทรงโค้ง จัดแสดงงานสีน้ำมันแนวนีโอคลาสสิกของศิลปินชั้นครูจากศตวรรษที่ 19 มากมาย อาทิ John William Godward โดยกอดเวิร์ดเป็นที่รู้จักจากการจัดแสดงภาพในวังสังคมชั้นสูง ณ Royal Acedmy ที่อังกฤษ มีฝีมือการถ่ายทอดภาพของหญิงงามในชุดแบบกรีกโรมันโบราณอย่างวิจิตรและเป็นธรรมชาติ ซึ่งงานของเขาชิ้นที่มีอยู่ที่ MOCA ทั้ง ‘The Skein’ หรือ ‘Contemplation’ ก็เป็นภาพวาดในสไตล์อันโด่งดังนี้ด้วย

“คอลเลกชันนี้ได้เห็นตั้งแต่เด็ก เพราะเคยอยู่ที่บ้าน ก็เลยผูกพัน อย่างรูปนี้เคยอยู่ที่ห้องรับแขกตอนเด็กๆ กลับบ้านก็จะเห็นทุกวัน ตอนนี้ก็จะโล่งๆ ไปหน่อย” คิดเล่าไปยิ้มไป เขาบอกเราว่า จุดประสงค์หลักของคุณพ่อที่สร้างห้องนี้คือ เพื่อแสดงงานเชิงเปรียบเทียบสไตล์ระหว่างตะวันตกตะวันออก โดยทุกรูปซื้อมาจากแกลเลอรี่ชื่อ Richard Green ที่ลอนดอน ตั้งใจทำให้เหมือนแกลเลอรี่เมืองนอก ให้ผู้ชมที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปเมืองนอกได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ ที่นี่ด้วย

หลังจากที่เดินมา 5 ชั้นจนเริ่มเมื่อย เราเลยได้โอกาสหย่อนก้นนั่งบนม้านั่งไม้ดีไซน์เก๋ ออกแบบโดยนักออกแบบรุ่นบรมครู ไสยาสน์ เสมาเงิน แต่ละแบบมีตัวเดียวในโลก ถือเป็นรายละเอียดความเท่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วแกลเลอรี่ แน่นอนว่า หนึ่งในเหตุผลที่ผลงานศิลปะเหล่านี้มารวมตัวกันที่นี่ที่เดียวในโลก ก็เพราะความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนระหว่างคุณบุญชัยกับเหล่าศิลปิน ทำให้เราสงสัยไปถึงความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายบ้าง

คิดเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อปลูกฝังให้เขาชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เคยสอนวาดรูปให้ แล้วก็สอนให้ชอบเก็บสะสมด้วย โดยปัจจุบันเขาสะสมคอลเลกชันนาฬิกา Swatch ต่อจากคุณพ่อ ส่วนศิลปะนั้นคิดบอกติดตลกว่ายังไม่มีเงินซื้อ เพราะชิ้นที่ชอบก็แพงเหลือเกิน ส่วนเรื่องการมาทำงานที่นี่ อันที่จริงเขาและคุณพ่อมีความคิดตรงกันหลายอย่าง เช่น เรื่องที่ไม่อยากให้คนเกร็ง เขาเล่าว่า ขนาดยามข้างหน้าคุณพ่อยังไม่อยากให้มี แต่ก็ต้องคงไว้เพื่อความปลอดภัย หรือเรื่องข้อห้ามเกี่ยวกับการถ่ายรูป ซึ่งตอนนี้ค่อยๆ ยกเลิกไปเกือบจะทุกห้องในพิพิธภัณฑ์แล้ว

“เรามองตัวเองว่าเราเป็นลูกจ้าง เป็นหนึ่งในพนักงานของที่นี่ ในเมื่อเขาวางใจให้เราเข้ามาช่วยบริหารเราก็ต้องพยายามทำให้มันเวิร์ก นี่คือการโปรโมตศิลปะไทยในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ทั้งเรียกว่า Old Masters ของไทย และเป็นส่วนหนึ่งของงานร่วมสมัยนะ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีไทยนะ” คิดบอกเราถึงจุดยืนของ MOCA ด้วยสายตาจริงจัง

“โดยรวมเราโชว์ตัวแทนของศิลปะไทยร่วมสมัยค่อนข้างครอบคลุมนะ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาศึกษางานศิลปะไทยว่ามันมีสไตล์ไหนยังไง เรามีการเล่าตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เข้ามาสอนในไทย ช่วงนั้นยุคนั้นเป็นยังไง จวบจนปัจจุบัน”

นอกจากนี้ คิดยังเล่าต่อไปอีกว่า ถึงหอศิลป์ที่อื่นจะจัดแสดงประวัติศาสตร์ศิลป์เหมือนกัน แต่ละที่ก็มีคอลเลกชัน มีจุดเด่น และงานชิ้นเอกที่ต่างกัน ถือเป็นเรื่องดีที่มีตัวเลือกประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับประชาชนคนดู ทั้งแนวที่บริหารด้วยรัฐและเอกชน

สุดท้าย ขอให้คิดพูดถึงว่าวงการมิวเซียมไทยควรจะเพิ่มอะไรบ้างในสายตาคนรุ่นใหม่อย่างเขา สิ่งแรกที่เขาคิดถึงเลยก็คือ ‘การโปรโมต’

“แวบแรกที่คิดว่ากิจกรรมจะทำอะไรก็คือ กินข้าว ดูหนัง เขาก็ไปห้างกัน แล้วอาจจะด้วยสถานที่ที่ตั้ง การเดินทาง มันไม่ได้อยู่ใจกลางเหมือนห้าง แต่มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนนะ

“ตอนนี้คนไปเมืองนอกมากขึ้น เวลาไปเมืองนอกเราก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์เป็น Attraction ศิลปินเดี๋ยวนี้ดังจากสื่อโซเชียลก็มี การเสพงานมันง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในหอศิลป์เสมอไป ดูจากอินสตาแกรมก็ได้

“นอกจากนี้ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับมิวเซียมก็เปลี่ยนไปแล้วในยุคนี้ บางคนก็ไปมิวเซียมเพื่อจะถ่ายรูปอย่างเดียวเลยก็มี อาจจะไม่ได้สนใจในรายละเอียด มองไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศิลปินชื่ออะไร แต่มันเป็นแบ็กกราวนด์ที่สวยดี ก็ถ่าย ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะ มันทำให้เรานำมาคิดในการบริหารมิวเซียมด้วยซ้ำ ว่าการที่จะดึงดูดคนกลุ่มนี้ เราก็ต้องมีความเป็นมิตรในด้านเหล่านี้ด้วย”

ระหว่างทางเดินไปลิฟต์ พวกเราเดินผ่านงานของคิดอีก 2 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่บนชั้น 5 ด้วย เป็นภาพถ่ายของสองสาวซูเปอร์สตาร์อย่าง พลอย เฌอมาลย์ และ คริส หอวัง ทำให้ได้โอกาสถามคำถามที่เราเก็บไว้ในใจตั้งแต่ชั้นหนึ่งว่า เขารู้สึกยังไงที่ได้จัดศิลปะของพ่อ?

“การได้แสดงงานในมิวเซียมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว การที่ให้คนมาได้เห็นไม่ว่าจะที่ไหนก็ดีใจ” คิดยิ้ม

นอกจากจะได้รูปสวยๆ มาเต็มกล้องแล้ว การมาเที่ยว MOCA กับคิดครั้งนี้ ยังมอบพลังและความหวังในอนาคตของวงการศิลปะไทย มาให้หัวใจของเราตื่นเต้นกันต่อไปอีกด้วย

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load