เราเคยมา ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย’ หรือ MOCA แล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ใจเต้นเหมือนครั้งนี้

7 ปีที่ผ่านมา MOCA ได้เปลี่ยนจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ในเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยคอลเลกชันงานระดับครูของศิลปินไทยและต่างชาติมากกว่า 800 ชิ้นที่ถูกรวบรวมไว้ด้วยใจรักของ คุณบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจสายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมสื่อสารชื่อดังของเมืองไทย อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมดีๆ อย่าง Art Fund Forward ซึ่งสนับสนุนวงการศิลปะไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับใครที่พอจะสนใจศิลปะอยู่บ้าง ก็คงจะเคยมีสักโอกาสให้แวะเวียนผ่านมาในอาคารทรงโมเดิร์นสลักลายก้านมะลิแห่งนี้กันบ้างเป็นครั้งครา

แต่การเยี่ยมชมของเราในวันนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะเราไม่ได้มาเดินคนเดียว แต่ยังได้รับเกียรติจากคุณ คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ลูกชายสุดหล่อของคุณบุญชัย มาเป็นไกด์นำชม ‘พิพิธภัณฑ์ของพ่อ’ ผ่านมุมมองของลูกชาย ผู้จัดการ ไปจนถึงศิลปินที่จัดแสดงงานในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

คิดมาเจอเราที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ในชุดลำลองสบายๆ แต่ยังคงความเท่ในภาพจำของเราไว้เช่นเดิม

ตั้งแต่เขากลับบ้านมาพร้อมปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมจากประเทศอังกฤษ เราได้มีโอกาสคุ้นหน้าคุ้นตากับหนุ่มคนนี้ผ่านหลากหลายสื่อ ไม่ว่าจะจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารมากมาย การเป็นช่างภาพรับเชิญในรายการ The Face Thailand ไปจนถึงในผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอของเขา (EP แรกชื่อ Long-Distance ปล่อยออกมาภายใต้ค่าย Cake Records)

แต่ใน 1 ปีที่ผ่านมาเขายังได้รับอีกบทบาทที่หลายคนอาจจะไม่รู้ นั่นคือการได้เข้ามาช่วยดูแลงานหน้าบ้านและหลังบ้านต่างๆ ของหอศิลป์ MOCA ให้คุณพ่อ โดยล่าสุดเขายังได้ร่วมจัดแสดงงานศิลปะแบบ Installation ในนิทรรศการกลุ่มชื่อว่า ‘มานุสสานัง’ รวมกับศิลปินอื่นๆ อีก 30 ท่านด้วย

“ธีมของงานคือ ‘มนุษย์’ ตามชื่อนิทรรศการ ซึ่งถูกตีความไปหลากหลายในความคิดของศิลปินของแต่ละคน ตัวคิดเองมองถึงมนุษย์ในแง่พุทธศาสนา ในฐานะทั้งศิลปินและคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ด้วย เราเลยอยากสร้างสรรค์พื้นที่ที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในมิวเซียม แล้วก็สังเกตปฏิกริยาหรือ Interaction ของผู้ชมด้วย ซึ่งคิดก็คิดถึงเรื่องของความสงบ

“เวลาเรามาดูมิวเซียมบางคนก็อยากหาความสงบ แต่ในบางครั้งบางมิวเซียมมันก็ไม่เอื้ออำนวย อาจจะด้วยคนที่เยอะหรือบางทีมีสิ่งล่อตาล่อใจรอบๆ จิตเราอาจจะไม่นิ่ง ก็เลยอยากทำงานเกี่ยวกับสมาธิ แล้วก็คิดถึงการทำพื้นที่ให้คนเข้ามานั่งสมาธิในมิวเซียม ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้หลายๆ คนอาจจะคุ้นกับวิธีหลับตาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเลย แต่เราก็อยากจะลองเปลี่ยน เอาไฟกับเสียง เข้ามาทดลองว่ามันช่วยให้คนสงบได้ไหม”

ว่าแล้วคิดก็พาเราเข้าไปในโซนจัดแสดงที่เนรมิตขึ้นจากพื้นที่เปล่าใต้บันใดเลื่อน เปลี่ยนเป็นห้องกระจกชื่อ ‘สงบจิต’ บรรจุคนได้ประมาณหยิบมือ มีการออกแบบไฟโดยไซท์ (ZIEGHT) ที่ค่อยๆ กระจายตัวจากทรงสามเหลี่ยมที่สื่อถึงความสมดุล และเปลี่ยนสีไปทั่วห้องประหนึ่งคลื่นพลังที่ค่อยๆ โตขึ้นในสายตาของผู้ชม

นอกจากนี้ ก็มีส่วนของเสียงซึ่งคิดเลือก นท พนายางกูร มาช่วย คิดบอกว่า พวกเขาเลือกใช้ Binaural Beats หรือคลื่นที่เข้าหูซ้ายหูขวาไม่เท่ากัน แล้วออกแบบให้พอรวมกันในสมองเราได้ 8Hz ซึ่งถือเป็นคลื่นความถี่สูงสุดของ Theta State หรือสภาวะของสมองที่ผ่อนคลาย ผสมกับเพลงที่วนลูป เป็นเสียงซ้ำๆ เสียงธรรมชาติ ทำให้เราจิตใจสงบลง เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สร้างบทสนทนาได้ดีทีเดียว

“งานศิลปะทุกงานมันก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบนะ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เขาจะนั่งกันนานมาก แต่ก็มีบางคนที่ออกมาแล้วมึนหัว หรือรู้สึกงงว่าเข้าไปทำอะไร ซึ่งจริงๆ จุดประสงค์ของเราก็คืออยากเห็นความแตกต่างของแต่ละคนที่เข้าไป ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน บางคนนั่งสมาธิตัดจากการสื่อสารทั้งหมดเลย บางคนก็แค่อยากจะเข้าไปถ่ายรูปลงโซเชียล ว่ามันก็เป็น Visual ที่สวยดีนะ ทำให้เขาอยากแชร์ออกไป ก็เป็นการโปรโมตมิวเซียมด้วย ทั้งสองแบบก็ถือว่าชิ้นงานมันได้ทำงานกับคนตามเป้าหมายของมัน”

ขณะที่เราขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อไปชมงานชั้นสองซึ่งมีงานจิตกรรมว่าด้วยพุทธปรัชญาอยู่ไม่น้อย เช่น ภาพ ‘พระโพธิญาณ ๒๕๕๔’ ของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ หรืองานหลายๆ ชิ้นของ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

เราคุยกันว่างานของคิดเหมือนเป็นการต่อยอดหนึ่งในลักษณะเด่นของงานศิลปะใน MOCA คืองานที่ว่าด้วยความไทยหรือพุทธคติ แต่แปรรูปให้เข้าถึงง่ายมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเจ้าตัวก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“มันก็จริงนะ เอาแค่เพื่อนเราก็มีหลายๆ คนที่ไม่ได้อยากจะไปเดินมิวเซียมในวันหยุด ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเรา แต่ปีที่ผ่านมาเมื่อมี Biennale มันก็สร้างกระแสให้คนสนใจเยอะขึ้น หลังๆ ก็เห็นคนไทยมาออกเดตกันหลายคู่” เขาหัวเราะเมื่อพูดถึงเทรนด์การเข้ามาของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่มิวเซียม

“นอกจากนี้คือเรื่องรสนิยมของงานศิลปะด้วย เพราะแต่ละคนก็ชอบงานศิลปะคนละแบบ ซึ่งจริงๆ แล้วงานส่วนใหญ่ที่ MOCA เป็นศิลปะร่วมสมัยนะ แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่เขาเสพงานผ่านสื่อของต่างประเทศเยอะๆ แล้ว ความชอบเขาก็อาจจะเป็นสไตล์อื่น เพราะงานร่วมสมัยเมืองนอกก็ไม่เหมือนกับงานร่วมสมัยของบ้านเราทั้งหมด หรือจริงๆ แล้วงานร่วมสมัยบ้านเราก็มีมากมายหลายแบบ ไม่จำเป็นต้อง Modern หรือ Abstract ไปเลยเท่านั้น งานยังงี้ก็เป็นร่วมสมัยได้ในบริบทสังคมของเรา

“ในขณะเดียวกัน ถ้าเราดูงานศิลปินที่ทำงานช่วงเดียวกับอาจารย์เฉลิมชัย งานที่ไม่ได้มีลายกนกหรือเป็นพุทธศิลป์ก็มี ดังนั้น โจทย์ของเราคือ จะโชว์ให้ผู้ชม ทั้งฝรั่ง ทั้งคนรุ่นใหม่ เห็นได้ยังไงว่างานร่วมสมัยในไทยนั้นมันมีหลายสไตล์ เราเองในฐานะคนรุ่นใหม่ก็อาจจะมีความชอบที่ต่างจากพ่อเราก็ได้” คิดกล่าว

“เราอยากจะปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่สนใจศิลปะ เพราะเราเองก็เป็นคนที่ทำงานในวงการนี้และอยากให้ทุกคนเข้าถึงมันได้และรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว การมาเดินพิพิธภัณฑ์มันไม่จำเป็นที่จะต้องเกร็งมากหรือเป็นทางการเสมอไป ถ้าคุณอยากจะใส่ขาสั้น มาชิลล์กินกาแฟกับเพื่อน เดินดูรูปกันสบายๆ ก็ได้ คืออยากให้มันอยู่ในไลฟ์สไตล์มากขึ้น ยิ่งตอนนี้วงการบ้านเรากำลังมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ใหม่ๆ เล็กๆ เปิดขึ้นมากมายด้วย”

ที่ชั้นสามเรามีเหตุต้องหยุดถ่ายรูปกับงานศิลปะชิ้นโปรดของคิดกันหลายชิ้น เริ่มจากงานสื่อผสม ‘ลูกคิด ๑’ ที่นำลูกคิดโบราณมาปะติดปะต่อเข้ากับผ้าใบสีสด ซึ่งไกด์ของเราบอกเราว่า เหตุผลแรกที่ชอบงานนี้เพราะชื่อเหมือนกับตัวเอง (ตอนเด็กๆ เขาชื่อ ‘ลูกคิด’ โตมาจึงย่อเหลือแค่ ‘คิด’) นอกจากนั้น งานนี้ก็มีสีสันสดใส ดูทันสมัย แม้ตัวงานจะมาจากศิลปินแห่งชาติและมีอายุแล้วพอสมควร

ส่วนอีกชิ้นที่เขาชอบคืองานลายเส้นบนผ้าใหญ่ขนาดใหญ่ 200 x 600 ซม. ชื่อ ‘ธรรมชาติแห่งจิต หมายเลข 7’ โดย สุพร แก้วดา เมื่อมองจากระยะไกลเราจะเห็นเป็นภาพรวมของคลื่นทะเลสีดำ เรียบๆ แต่เมื่อเข้าไปตั้งใจมองใกล้ๆ ก็จะเห็นการวาดเส้นคล้ายลายกนกภายใต้เกลียวคลื่น ซึ่งงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการพูดถึง

แก้วดาใช้ความเพียรในการวาดเส้นจนเกิดสมาธิจดจ่อ เกิดปัญญาเห็นการเกิดขึ้นและดับลงของสิ่งที่มากระทบจิต เห็นถึงความไม่เที่ยงจึงมองเห็นว่าหากไม่ยึดติดนั่นเอง

ในชั้นที่ 4 เราเดินผ่านงานของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ MOCA ทั้งในความงามของสี ความทรงพลังของลายเส้น และเรื่องมูลค่าของชิ้นงาน เราเลยได้โอกาสถามคิดว่า เขาคิดอย่างไรกับวาทกรรมที่ว่าศิลปะเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น

“ก็เป็นเหตุผลที่ต้องทำให้มีงานอื่นๆ ที่เข้าถึงง่ายในที่นี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานลายเส้น หรือศิลปิน แนวๆ หน่อย มันไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ในขณะเดียวกัน งานของศิลปินบางคนแค่ลายเส้นก็มีราคาสูงมาก ลองนึกถึงพวกสไตล์งานของ โยชิโมโตะ นาระ ซึ่งพอเด็กๆ เขาก็มองเห็นตัวคล้ายๆ กันในหนังสือการ์ตูนของเขา เขาอาจตั้งคำถามว่า ทำไมอันนี้มาอยู่ในหอศิลป์ มันจึงจะกลายเป็นเรื่องที่เราจะต้องสอน มันไปไกลกว่าแค่ป้ายราคาแล้ว เป็นเรื่องของการสร้างมูลค่า หรือมุมมองที่เราใช้มองศิลปะ”

ในการเดินเล่นกับคิดครั้งนี้ เขาเน้นย้ำถึงคอลเลกชันที่คนทั่วไปอาจจะนึกไม่ถึงว่ามีอยู่ใน MOCA ทั้งงานลักษณะที่มีความโมเดิร์น รวมถึงงานมาสเตอร์พีซของศิลปินต่างประเทศ

อย่างที่ชั้นห้าใน Richard Green Room เป็นห้องที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะพิเศษตามแกลเลอรี่แบบยุโรป ผนังถูกทาด้วยสีเขียวตุ่นสบายตา เข้ากับเพดานสูงทรงโค้ง จัดแสดงงานสีน้ำมันแนวนีโอคลาสสิกของศิลปินชั้นครูจากศตวรรษที่ 19 มากมาย อาทิ John William Godward โดยกอดเวิร์ดเป็นที่รู้จักจากการจัดแสดงภาพในวังสังคมชั้นสูง ณ Royal Acedmy ที่อังกฤษ มีฝีมือการถ่ายทอดภาพของหญิงงามในชุดแบบกรีกโรมันโบราณอย่างวิจิตรและเป็นธรรมชาติ ซึ่งงานของเขาชิ้นที่มีอยู่ที่ MOCA ทั้ง ‘The Skein’ หรือ ‘Contemplation’ ก็เป็นภาพวาดในสไตล์อันโด่งดังนี้ด้วย

“คอลเลกชันนี้ได้เห็นตั้งแต่เด็ก เพราะเคยอยู่ที่บ้าน ก็เลยผูกพัน อย่างรูปนี้เคยอยู่ที่ห้องรับแขกตอนเด็กๆ กลับบ้านก็จะเห็นทุกวัน ตอนนี้ก็จะโล่งๆ ไปหน่อย” คิดเล่าไปยิ้มไป เขาบอกเราว่า จุดประสงค์หลักของคุณพ่อที่สร้างห้องนี้คือ เพื่อแสดงงานเชิงเปรียบเทียบสไตล์ระหว่างตะวันตกตะวันออก โดยทุกรูปซื้อมาจากแกลเลอรี่ชื่อ Richard Green ที่ลอนดอน ตั้งใจทำให้เหมือนแกลเลอรี่เมืองนอก ให้ผู้ชมที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปเมืองนอกได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ ที่นี่ด้วย

หลังจากที่เดินมา 5 ชั้นจนเริ่มเมื่อย เราเลยได้โอกาสหย่อนก้นนั่งบนม้านั่งไม้ดีไซน์เก๋ ออกแบบโดยนักออกแบบรุ่นบรมครู ไสยาสน์ เสมาเงิน แต่ละแบบมีตัวเดียวในโลก ถือเป็นรายละเอียดความเท่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วแกลเลอรี่ แน่นอนว่า หนึ่งในเหตุผลที่ผลงานศิลปะเหล่านี้มารวมตัวกันที่นี่ที่เดียวในโลก ก็เพราะความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนระหว่างคุณบุญชัยกับเหล่าศิลปิน ทำให้เราสงสัยไปถึงความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายบ้าง

คิดเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อปลูกฝังให้เขาชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เคยสอนวาดรูปให้ แล้วก็สอนให้ชอบเก็บสะสมด้วย โดยปัจจุบันเขาสะสมคอลเลกชันนาฬิกา Swatch ต่อจากคุณพ่อ ส่วนศิลปะนั้นคิดบอกติดตลกว่ายังไม่มีเงินซื้อ เพราะชิ้นที่ชอบก็แพงเหลือเกิน ส่วนเรื่องการมาทำงานที่นี่ อันที่จริงเขาและคุณพ่อมีความคิดตรงกันหลายอย่าง เช่น เรื่องที่ไม่อยากให้คนเกร็ง เขาเล่าว่า ขนาดยามข้างหน้าคุณพ่อยังไม่อยากให้มี แต่ก็ต้องคงไว้เพื่อความปลอดภัย หรือเรื่องข้อห้ามเกี่ยวกับการถ่ายรูป ซึ่งตอนนี้ค่อยๆ ยกเลิกไปเกือบจะทุกห้องในพิพิธภัณฑ์แล้ว

“เรามองตัวเองว่าเราเป็นลูกจ้าง เป็นหนึ่งในพนักงานของที่นี่ ในเมื่อเขาวางใจให้เราเข้ามาช่วยบริหารเราก็ต้องพยายามทำให้มันเวิร์ก นี่คือการโปรโมตศิลปะไทยในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ทั้งเรียกว่า Old Masters ของไทย และเป็นส่วนหนึ่งของงานร่วมสมัยนะ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีไทยนะ” คิดบอกเราถึงจุดยืนของ MOCA ด้วยสายตาจริงจัง

“โดยรวมเราโชว์ตัวแทนของศิลปะไทยร่วมสมัยค่อนข้างครอบคลุมนะ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาศึกษางานศิลปะไทยว่ามันมีสไตล์ไหนยังไง เรามีการเล่าตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เข้ามาสอนในไทย ช่วงนั้นยุคนั้นเป็นยังไง จวบจนปัจจุบัน”

นอกจากนี้ คิดยังเล่าต่อไปอีกว่า ถึงหอศิลป์ที่อื่นจะจัดแสดงประวัติศาสตร์ศิลป์เหมือนกัน แต่ละที่ก็มีคอลเลกชัน มีจุดเด่น และงานชิ้นเอกที่ต่างกัน ถือเป็นเรื่องดีที่มีตัวเลือกประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับประชาชนคนดู ทั้งแนวที่บริหารด้วยรัฐและเอกชน

สุดท้าย ขอให้คิดพูดถึงว่าวงการมิวเซียมไทยควรจะเพิ่มอะไรบ้างในสายตาคนรุ่นใหม่อย่างเขา สิ่งแรกที่เขาคิดถึงเลยก็คือ ‘การโปรโมต’

“แวบแรกที่คิดว่ากิจกรรมจะทำอะไรก็คือ กินข้าว ดูหนัง เขาก็ไปห้างกัน แล้วอาจจะด้วยสถานที่ที่ตั้ง การเดินทาง มันไม่ได้อยู่ใจกลางเหมือนห้าง แต่มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนนะ

“ตอนนี้คนไปเมืองนอกมากขึ้น เวลาไปเมืองนอกเราก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์เป็น Attraction ศิลปินเดี๋ยวนี้ดังจากสื่อโซเชียลก็มี การเสพงานมันง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในหอศิลป์เสมอไป ดูจากอินสตาแกรมก็ได้

“นอกจากนี้ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับมิวเซียมก็เปลี่ยนไปแล้วในยุคนี้ บางคนก็ไปมิวเซียมเพื่อจะถ่ายรูปอย่างเดียวเลยก็มี อาจจะไม่ได้สนใจในรายละเอียด มองไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศิลปินชื่ออะไร แต่มันเป็นแบ็กกราวนด์ที่สวยดี ก็ถ่าย ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะ มันทำให้เรานำมาคิดในการบริหารมิวเซียมด้วยซ้ำ ว่าการที่จะดึงดูดคนกลุ่มนี้ เราก็ต้องมีความเป็นมิตรในด้านเหล่านี้ด้วย”

ระหว่างทางเดินไปลิฟต์ พวกเราเดินผ่านงานของคิดอีก 2 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่บนชั้น 5 ด้วย เป็นภาพถ่ายของสองสาวซูเปอร์สตาร์อย่าง พลอย เฌอมาลย์ และ คริส หอวัง ทำให้ได้โอกาสถามคำถามที่เราเก็บไว้ในใจตั้งแต่ชั้นหนึ่งว่า เขารู้สึกยังไงที่ได้จัดศิลปะของพ่อ?

“การได้แสดงงานในมิวเซียมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว การที่ให้คนมาได้เห็นไม่ว่าจะที่ไหนก็ดีใจ” คิดยิ้ม

นอกจากจะได้รูปสวยๆ มาเต็มกล้องแล้ว การมาเที่ยว MOCA กับคิดครั้งนี้ ยังมอบพลังและความหวังในอนาคตของวงการศิลปะไทย มาให้หัวใจของเราตื่นเต้นกันต่อไปอีกด้วย

เราเคยมา ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย’ หรือ MOCA แล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ใจเต้นเหมือนครั้งนี้

7 ปีที่ผ่านมา MOCA ได้เปลี่ยนจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ในเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยคอลเลกชันงานระดับครูของศิลปินไทยและต่างชาติมากกว่า 800 ชิ้นที่ถูกรวบรวมไว้ด้วยใจรักของ คุณบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจสายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมสื่อสารชื่อดังของเมืองไทย อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมดีๆ อย่าง Art Fund Forward ซึ่งสนับสนุนวงการศิลปะไทยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับใครที่พอจะสนใจศิลปะอยู่บ้าง ก็คงจะเคยมีสักโอกาสให้แวะเวียนผ่านมาในอาคารทรงโมเดิร์นสลักลายก้านมะลิแห่งนี้กันบ้างเป็นครั้งครา

แต่การเยี่ยมชมของเราในวันนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะเราไม่ได้มาเดินคนเดียว แต่ยังได้รับเกียรติจากคุณ คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ลูกชายสุดหล่อของคุณบุญชัย มาเป็นไกด์นำชม ‘พิพิธภัณฑ์ของพ่อ’ ผ่านมุมมองของลูกชาย ผู้จัดการ ไปจนถึงศิลปินที่จัดแสดงงานในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

คิดมาเจอเราที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ในชุดลำลองสบายๆ แต่ยังคงความเท่ในภาพจำของเราไว้เช่นเดิม

ตั้งแต่เขากลับบ้านมาพร้อมปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมจากประเทศอังกฤษ เราได้มีโอกาสคุ้นหน้าคุ้นตากับหนุ่มคนนี้ผ่านหลากหลายสื่อ ไม่ว่าจะจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารมากมาย การเป็นช่างภาพรับเชิญในรายการ The Face Thailand ไปจนถึงในผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอของเขา (EP แรกชื่อ Long-Distance ปล่อยออกมาภายใต้ค่าย Cake Records)

แต่ใน 1 ปีที่ผ่านมาเขายังได้รับอีกบทบาทที่หลายคนอาจจะไม่รู้ นั่นคือการได้เข้ามาช่วยดูแลงานหน้าบ้านและหลังบ้านต่างๆ ของหอศิลป์ MOCA ให้คุณพ่อ โดยล่าสุดเขายังได้ร่วมจัดแสดงงานศิลปะแบบ Installation ในนิทรรศการกลุ่มชื่อว่า ‘มานุสสานัง’ รวมกับศิลปินอื่นๆ อีก 30 ท่านด้วย

“ธีมของงานคือ ‘มนุษย์’ ตามชื่อนิทรรศการ ซึ่งถูกตีความไปหลากหลายในความคิดของศิลปินของแต่ละคน ตัวคิดเองมองถึงมนุษย์ในแง่พุทธศาสนา ในฐานะทั้งศิลปินและคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ด้วย เราเลยอยากสร้างสรรค์พื้นที่ที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในมิวเซียม แล้วก็สังเกตปฏิกริยาหรือ Interaction ของผู้ชมด้วย ซึ่งคิดก็คิดถึงเรื่องของความสงบ

“เวลาเรามาดูมิวเซียมบางคนก็อยากหาความสงบ แต่ในบางครั้งบางมิวเซียมมันก็ไม่เอื้ออำนวย อาจจะด้วยคนที่เยอะหรือบางทีมีสิ่งล่อตาล่อใจรอบๆ จิตเราอาจจะไม่นิ่ง ก็เลยอยากทำงานเกี่ยวกับสมาธิ แล้วก็คิดถึงการทำพื้นที่ให้คนเข้ามานั่งสมาธิในมิวเซียม ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้หลายๆ คนอาจจะคุ้นกับวิธีหลับตาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเลย แต่เราก็อยากจะลองเปลี่ยน เอาไฟกับเสียง เข้ามาทดลองว่ามันช่วยให้คนสงบได้ไหม”

ว่าแล้วคิดก็พาเราเข้าไปในโซนจัดแสดงที่เนรมิตขึ้นจากพื้นที่เปล่าใต้บันใดเลื่อน เปลี่ยนเป็นห้องกระจกชื่อ ‘สงบจิต’ บรรจุคนได้ประมาณหยิบมือ มีการออกแบบไฟโดยไซท์ (ZIEGHT) ที่ค่อยๆ กระจายตัวจากทรงสามเหลี่ยมที่สื่อถึงความสมดุล และเปลี่ยนสีไปทั่วห้องประหนึ่งคลื่นพลังที่ค่อยๆ โตขึ้นในสายตาของผู้ชม

นอกจากนี้ ก็มีส่วนของเสียงซึ่งคิดเลือก นท พนายางกูร มาช่วย คิดบอกว่า พวกเขาเลือกใช้ Binaural Beats หรือคลื่นที่เข้าหูซ้ายหูขวาไม่เท่ากัน แล้วออกแบบให้พอรวมกันในสมองเราได้ 8Hz ซึ่งถือเป็นคลื่นความถี่สูงสุดของ Theta State หรือสภาวะของสมองที่ผ่อนคลาย ผสมกับเพลงที่วนลูป เป็นเสียงซ้ำๆ เสียงธรรมชาติ ทำให้เราจิตใจสงบลง เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สร้างบทสนทนาได้ดีทีเดียว

“งานศิลปะทุกงานมันก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบนะ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เขาจะนั่งกันนานมาก แต่ก็มีบางคนที่ออกมาแล้วมึนหัว หรือรู้สึกงงว่าเข้าไปทำอะไร ซึ่งจริงๆ จุดประสงค์ของเราก็คืออยากเห็นความแตกต่างของแต่ละคนที่เข้าไป ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน บางคนนั่งสมาธิตัดจากการสื่อสารทั้งหมดเลย บางคนก็แค่อยากจะเข้าไปถ่ายรูปลงโซเชียล ว่ามันก็เป็น Visual ที่สวยดีนะ ทำให้เขาอยากแชร์ออกไป ก็เป็นการโปรโมตมิวเซียมด้วย ทั้งสองแบบก็ถือว่าชิ้นงานมันได้ทำงานกับคนตามเป้าหมายของมัน”

ขณะที่เราขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อไปชมงานชั้นสองซึ่งมีงานจิตกรรมว่าด้วยพุทธปรัชญาอยู่ไม่น้อย เช่น ภาพ ‘พระโพธิญาณ ๒๕๕๔’ ของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ หรืองานหลายๆ ชิ้นของ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

เราคุยกันว่างานของคิดเหมือนเป็นการต่อยอดหนึ่งในลักษณะเด่นของงานศิลปะใน MOCA คืองานที่ว่าด้วยความไทยหรือพุทธคติ แต่แปรรูปให้เข้าถึงง่ายมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเจ้าตัวก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“มันก็จริงนะ เอาแค่เพื่อนเราก็มีหลายๆ คนที่ไม่ได้อยากจะไปเดินมิวเซียมในวันหยุด ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเรา แต่ปีที่ผ่านมาเมื่อมี Biennale มันก็สร้างกระแสให้คนสนใจเยอะขึ้น หลังๆ ก็เห็นคนไทยมาออกเดตกันหลายคู่” เขาหัวเราะเมื่อพูดถึงเทรนด์การเข้ามาของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่มิวเซียม

“นอกจากนี้คือเรื่องรสนิยมของงานศิลปะด้วย เพราะแต่ละคนก็ชอบงานศิลปะคนละแบบ ซึ่งจริงๆ แล้วงานส่วนใหญ่ที่ MOCA เป็นศิลปะร่วมสมัยนะ แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่เขาเสพงานผ่านสื่อของต่างประเทศเยอะๆ แล้ว ความชอบเขาก็อาจจะเป็นสไตล์อื่น เพราะงานร่วมสมัยเมืองนอกก็ไม่เหมือนกับงานร่วมสมัยของบ้านเราทั้งหมด หรือจริงๆ แล้วงานร่วมสมัยบ้านเราก็มีมากมายหลายแบบ ไม่จำเป็นต้อง Modern หรือ Abstract ไปเลยเท่านั้น งานยังงี้ก็เป็นร่วมสมัยได้ในบริบทสังคมของเรา

“ในขณะเดียวกัน ถ้าเราดูงานศิลปินที่ทำงานช่วงเดียวกับอาจารย์เฉลิมชัย งานที่ไม่ได้มีลายกนกหรือเป็นพุทธศิลป์ก็มี ดังนั้น โจทย์ของเราคือ จะโชว์ให้ผู้ชม ทั้งฝรั่ง ทั้งคนรุ่นใหม่ เห็นได้ยังไงว่างานร่วมสมัยในไทยนั้นมันมีหลายสไตล์ เราเองในฐานะคนรุ่นใหม่ก็อาจจะมีความชอบที่ต่างจากพ่อเราก็ได้” คิดกล่าว

“เราอยากจะปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่สนใจศิลปะ เพราะเราเองก็เป็นคนที่ทำงานในวงการนี้และอยากให้ทุกคนเข้าถึงมันได้และรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว การมาเดินพิพิธภัณฑ์มันไม่จำเป็นที่จะต้องเกร็งมากหรือเป็นทางการเสมอไป ถ้าคุณอยากจะใส่ขาสั้น มาชิลล์กินกาแฟกับเพื่อน เดินดูรูปกันสบายๆ ก็ได้ คืออยากให้มันอยู่ในไลฟ์สไตล์มากขึ้น ยิ่งตอนนี้วงการบ้านเรากำลังมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ใหม่ๆ เล็กๆ เปิดขึ้นมากมายด้วย”

ที่ชั้นสามเรามีเหตุต้องหยุดถ่ายรูปกับงานศิลปะชิ้นโปรดของคิดกันหลายชิ้น เริ่มจากงานสื่อผสม ‘ลูกคิด ๑’ ที่นำลูกคิดโบราณมาปะติดปะต่อเข้ากับผ้าใบสีสด ซึ่งไกด์ของเราบอกเราว่า เหตุผลแรกที่ชอบงานนี้เพราะชื่อเหมือนกับตัวเอง (ตอนเด็กๆ เขาชื่อ ‘ลูกคิด’ โตมาจึงย่อเหลือแค่ ‘คิด’) นอกจากนั้น งานนี้ก็มีสีสันสดใส ดูทันสมัย แม้ตัวงานจะมาจากศิลปินแห่งชาติและมีอายุแล้วพอสมควร

ส่วนอีกชิ้นที่เขาชอบคืองานลายเส้นบนผ้าใหญ่ขนาดใหญ่ 200 x 600 ซม. ชื่อ ‘ธรรมชาติแห่งจิต หมายเลข 7’ โดย สุพร แก้วดา เมื่อมองจากระยะไกลเราจะเห็นเป็นภาพรวมของคลื่นทะเลสีดำ เรียบๆ แต่เมื่อเข้าไปตั้งใจมองใกล้ๆ ก็จะเห็นการวาดเส้นคล้ายลายกนกภายใต้เกลียวคลื่น ซึ่งงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการพูดถึง

แก้วดาใช้ความเพียรในการวาดเส้นจนเกิดสมาธิจดจ่อ เกิดปัญญาเห็นการเกิดขึ้นและดับลงของสิ่งที่มากระทบจิต เห็นถึงความไม่เที่ยงจึงมองเห็นว่าหากไม่ยึดติดนั่นเอง

ในชั้นที่ 4 เราเดินผ่านงานของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ MOCA ทั้งในความงามของสี ความทรงพลังของลายเส้น และเรื่องมูลค่าของชิ้นงาน เราเลยได้โอกาสถามคิดว่า เขาคิดอย่างไรกับวาทกรรมที่ว่าศิลปะเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น

“ก็เป็นเหตุผลที่ต้องทำให้มีงานอื่นๆ ที่เข้าถึงง่ายในที่นี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานลายเส้น หรือศิลปิน แนวๆ หน่อย มันไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป ในขณะเดียวกัน งานของศิลปินบางคนแค่ลายเส้นก็มีราคาสูงมาก ลองนึกถึงพวกสไตล์งานของ โยชิโมโตะ นาระ ซึ่งพอเด็กๆ เขาก็มองเห็นตัวคล้ายๆ กันในหนังสือการ์ตูนของเขา เขาอาจตั้งคำถามว่า ทำไมอันนี้มาอยู่ในหอศิลป์ มันจึงจะกลายเป็นเรื่องที่เราจะต้องสอน มันไปไกลกว่าแค่ป้ายราคาแล้ว เป็นเรื่องของการสร้างมูลค่า หรือมุมมองที่เราใช้มองศิลปะ”

ในการเดินเล่นกับคิดครั้งนี้ เขาเน้นย้ำถึงคอลเลกชันที่คนทั่วไปอาจจะนึกไม่ถึงว่ามีอยู่ใน MOCA ทั้งงานลักษณะที่มีความโมเดิร์น รวมถึงงานมาสเตอร์พีซของศิลปินต่างประเทศ

อย่างที่ชั้นห้าใน Richard Green Room เป็นห้องที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะพิเศษตามแกลเลอรี่แบบยุโรป ผนังถูกทาด้วยสีเขียวตุ่นสบายตา เข้ากับเพดานสูงทรงโค้ง จัดแสดงงานสีน้ำมันแนวนีโอคลาสสิกของศิลปินชั้นครูจากศตวรรษที่ 19 มากมาย อาทิ John William Godward โดยกอดเวิร์ดเป็นที่รู้จักจากการจัดแสดงภาพในวังสังคมชั้นสูง ณ Royal Acedmy ที่อังกฤษ มีฝีมือการถ่ายทอดภาพของหญิงงามในชุดแบบกรีกโรมันโบราณอย่างวิจิตรและเป็นธรรมชาติ ซึ่งงานของเขาชิ้นที่มีอยู่ที่ MOCA ทั้ง ‘The Skein’ หรือ ‘Contemplation’ ก็เป็นภาพวาดในสไตล์อันโด่งดังนี้ด้วย

“คอลเลกชันนี้ได้เห็นตั้งแต่เด็ก เพราะเคยอยู่ที่บ้าน ก็เลยผูกพัน อย่างรูปนี้เคยอยู่ที่ห้องรับแขกตอนเด็กๆ กลับบ้านก็จะเห็นทุกวัน ตอนนี้ก็จะโล่งๆ ไปหน่อย” คิดเล่าไปยิ้มไป เขาบอกเราว่า จุดประสงค์หลักของคุณพ่อที่สร้างห้องนี้คือ เพื่อแสดงงานเชิงเปรียบเทียบสไตล์ระหว่างตะวันตกตะวันออก โดยทุกรูปซื้อมาจากแกลเลอรี่ชื่อ Richard Green ที่ลอนดอน ตั้งใจทำให้เหมือนแกลเลอรี่เมืองนอก ให้ผู้ชมที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปเมืองนอกได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ ที่นี่ด้วย

หลังจากที่เดินมา 5 ชั้นจนเริ่มเมื่อย เราเลยได้โอกาสหย่อนก้นนั่งบนม้านั่งไม้ดีไซน์เก๋ ออกแบบโดยนักออกแบบรุ่นบรมครู ไสยาสน์ เสมาเงิน แต่ละแบบมีตัวเดียวในโลก ถือเป็นรายละเอียดความเท่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วแกลเลอรี่ แน่นอนว่า หนึ่งในเหตุผลที่ผลงานศิลปะเหล่านี้มารวมตัวกันที่นี่ที่เดียวในโลก ก็เพราะความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนระหว่างคุณบุญชัยกับเหล่าศิลปิน ทำให้เราสงสัยไปถึงความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายบ้าง

คิดเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อปลูกฝังให้เขาชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เคยสอนวาดรูปให้ แล้วก็สอนให้ชอบเก็บสะสมด้วย โดยปัจจุบันเขาสะสมคอลเลกชันนาฬิกา Swatch ต่อจากคุณพ่อ ส่วนศิลปะนั้นคิดบอกติดตลกว่ายังไม่มีเงินซื้อ เพราะชิ้นที่ชอบก็แพงเหลือเกิน ส่วนเรื่องการมาทำงานที่นี่ อันที่จริงเขาและคุณพ่อมีความคิดตรงกันหลายอย่าง เช่น เรื่องที่ไม่อยากให้คนเกร็ง เขาเล่าว่า ขนาดยามข้างหน้าคุณพ่อยังไม่อยากให้มี แต่ก็ต้องคงไว้เพื่อความปลอดภัย หรือเรื่องข้อห้ามเกี่ยวกับการถ่ายรูป ซึ่งตอนนี้ค่อยๆ ยกเลิกไปเกือบจะทุกห้องในพิพิธภัณฑ์แล้ว

“เรามองตัวเองว่าเราเป็นลูกจ้าง เป็นหนึ่งในพนักงานของที่นี่ ในเมื่อเขาวางใจให้เราเข้ามาช่วยบริหารเราก็ต้องพยายามทำให้มันเวิร์ก นี่คือการโปรโมตศิลปะไทยในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ทั้งเรียกว่า Old Masters ของไทย และเป็นส่วนหนึ่งของงานร่วมสมัยนะ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีไทยนะ” คิดบอกเราถึงจุดยืนของ MOCA ด้วยสายตาจริงจัง

“โดยรวมเราโชว์ตัวแทนของศิลปะไทยร่วมสมัยค่อนข้างครอบคลุมนะ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาศึกษางานศิลปะไทยว่ามันมีสไตล์ไหนยังไง เรามีการเล่าตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เข้ามาสอนในไทย ช่วงนั้นยุคนั้นเป็นยังไง จวบจนปัจจุบัน”

นอกจากนี้ คิดยังเล่าต่อไปอีกว่า ถึงหอศิลป์ที่อื่นจะจัดแสดงประวัติศาสตร์ศิลป์เหมือนกัน แต่ละที่ก็มีคอลเลกชัน มีจุดเด่น และงานชิ้นเอกที่ต่างกัน ถือเป็นเรื่องดีที่มีตัวเลือกประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับประชาชนคนดู ทั้งแนวที่บริหารด้วยรัฐและเอกชน

สุดท้าย ขอให้คิดพูดถึงว่าวงการมิวเซียมไทยควรจะเพิ่มอะไรบ้างในสายตาคนรุ่นใหม่อย่างเขา สิ่งแรกที่เขาคิดถึงเลยก็คือ ‘การโปรโมต’

“แวบแรกที่คิดว่ากิจกรรมจะทำอะไรก็คือ กินข้าว ดูหนัง เขาก็ไปห้างกัน แล้วอาจจะด้วยสถานที่ที่ตั้ง การเดินทาง มันไม่ได้อยู่ใจกลางเหมือนห้าง แต่มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนนะ

“ตอนนี้คนไปเมืองนอกมากขึ้น เวลาไปเมืองนอกเราก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์เป็น Attraction ศิลปินเดี๋ยวนี้ดังจากสื่อโซเชียลก็มี การเสพงานมันง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในหอศิลป์เสมอไป ดูจากอินสตาแกรมก็ได้

“นอกจากนี้ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับมิวเซียมก็เปลี่ยนไปแล้วในยุคนี้ บางคนก็ไปมิวเซียมเพื่อจะถ่ายรูปอย่างเดียวเลยก็มี อาจจะไม่ได้สนใจในรายละเอียด มองไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศิลปินชื่ออะไร แต่มันเป็นแบ็กกราวนด์ที่สวยดี ก็ถ่าย ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะ มันทำให้เรานำมาคิดในการบริหารมิวเซียมด้วยซ้ำ ว่าการที่จะดึงดูดคนกลุ่มนี้ เราก็ต้องมีความเป็นมิตรในด้านเหล่านี้ด้วย”

ระหว่างทางเดินไปลิฟต์ พวกเราเดินผ่านงานของคิดอีก 2 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่บนชั้น 5 ด้วย เป็นภาพถ่ายของสองสาวซูเปอร์สตาร์อย่าง พลอย เฌอมาลย์ และ คริส หอวัง ทำให้ได้โอกาสถามคำถามที่เราเก็บไว้ในใจตั้งแต่ชั้นหนึ่งว่า เขารู้สึกยังไงที่ได้จัดศิลปะของพ่อ?

“การได้แสดงงานในมิวเซียมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว การที่ให้คนมาได้เห็นไม่ว่าจะที่ไหนก็ดีใจ” คิดยิ้ม

นอกจากจะได้รูปสวยๆ มาเต็มกล้องแล้ว การมาเที่ยว MOCA กับคิดครั้งนี้ ยังมอบพลังและความหวังในอนาคตของวงการศิลปะไทย มาให้หัวใจของเราตื่นเต้นกันต่อไปอีกด้วย

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ผู้มาก่อน (เวลา)

ผนังภายนอก ‘อาคารท้องพระโรง’ สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีเทา บรรยากาศดูครึ้มฟ้าครึ้มฝน เราเลือกที่นั่งให้ไกลจากสิ่งที่เราอยากพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อลอบสังเกตความงามที่ดำรงอยู่ 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

นับแต่อดีตจนถึงวันนี้ เรือนดนตรีสีเขียวหลังเดิมในสวนแก้วยังคงสวยงามสะอาดตา ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีใครทักท้วงว่า หลังจากการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ สีเขียวที่ทาขึ้นใหม่ดูจะฉูดฉาดมากไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะยิ่งเรามีความคุ้นเคยและผูกพันกับสิ่งใดมากเท่าไหร่ เมื่อมีอะไรบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย เราย่อมมองเห็น เราย่อมกังวล เป็นลักษณะจำเพาะของมนุษย์ละมั้ง เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแช่แข็งสิ่งที่เราผูกพันเอาไว้ แม้ว่าตัวเราเองก็ดำรงอยู่ในกระแสธารของเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทุกครั้งที่กลับมายังมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ว่าจะด้วยโอกาสอะไรก็ตาม เรามักใช้เวลาเข้าไปนั่งใน ‘สวนแก้ว’ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างอาคารท้องพระโรง สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความสงบร่มรื่น ไม่ครื้นเครงนักในช่วงเวลาวิกฤต COVID-19 เช่นนี้  

วินาทีที่สายตากระทบกับผลงานประติมากรรมที่ถูกจัดวางอยู่โดยรอบสวนแก้ว ทำให้ท่วงทำนองของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ซานตาลูเซีย (Santa Lucia) โลดแล่นขึ้นจนรู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ เพราะพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต พลางคิดไปว่าสวนแก้วได้มอบช่วงเวลาพิเศษที่งดงามเป็นนิจนิรันดร์ 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากนั่งรำลึกความหลังได้สักพัก และชื่นชมกับภายนอกอาคารโบราณ สายตาของเราเหลือบไปเห็นหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงทางเข้าสวนแก้ว อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ถือสมาร์ทโฟนโบกไปมา ประหนึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอได้รับข้อความที่เราส่งไปเมื่อครู่ว่า มาถึงก่อนถึงเวลานัด อาจารย์เต้เชื้อเชิญเราให้เข้าไปในหอศิลป์ฯ ทันที เพราะเกรงว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ และจริงอย่างที่คาด ไม่นานนักฝนเม็ดเบาก็โปรยตัวลงมาเดินเล่นในศิลปากรกับเรา 

อาจารย์เต้-ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

พื้นที่และใจความสำคัญ

เรามองดูฝนโปรยปรายผ่านบานประตูหอศิลป์ฯ ก่อนจะหยุดสายตาที่ ‘กำแพงแก้ว’ กำแพงขนาดเล็กที่ล้อมรอบอาคารท้องพระโรง อาจารย์เต้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า กำแพงแก้วเป็นอีกจุดหนึ่งที่บูรณะซ่อมแซม เนื่องจากเหตุต้นไม้ใหญ่รูปหัวใจโค่นล้ม สร้างความเสียหายให้แก่อาคารและบริเวณโดยรอบ 

“ไม่ว่าปูนปั้นประดับหัวเสา ลวดบัวปูนปั้น ระแนงลูกกรงเหล็กหล่อ และเสากำแพงแก้ว ตลอดแนวด้านขวาของกำแพงแก้วคือส่วนที่ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมขึ้นใหม่” 

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร

หากไม่มีใครบอก เราคงแยกไม่ออกระหว่างของเก่าและของใหม่ และหากอาจารย์เต้ไม่เล่าต่อ เราคงไม่ทราบว่าเธอและทีมงานได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอาคารท้องพระโรงให้มีระบบไฟที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร และเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้เป็นแบบฝังบนเพดาน ซึ่งแต่เดิมใช้แอร์ตู้ บุคลากรในหอศิลป์ฯ ยังพยายามลบล้างภาพจำเก่าๆ ของหอศิลป์ฯ ที่คงอยู่มานานนับทศวรรษ 

“มีคนชอบถามอยู่ตลอดว่า ที่นี่เข้าได้ด้วยเหรอ เราไม่ใช่เด็กศิลปากร ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรามองว่ามันเป็นปัญหา” อาจารย์เต้เล่าให้ฟังด้วยความใส่ใจ เธอมองว่าหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทและมอบคุณประโยชน์ให้สังคมในวงกว้างมากกว่านี้

“บทบาทของหอศิลป์ฯ ในมหาวิทยาลัยศิลปากร น่าจะเชื่อมโยงเรื่องราวจากภายในให้เป็นที่รับรู้สู่สังคมภายนอก พร้อมให้คนภายนอกก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ภายในเอง ก็ควรได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความเป็นไปที่อยู่ภายนอก ทางหอศิลป์ฯ ได้จัดทำโปรแกรมนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาก่อนที่หอศิลป์ฯ จะปิดซ่อมแซม ซึ่งได้วางแผนโปรแกรมยาวตลอดปี เมื่อได้กลับมาเปิดหอศิลป์ฯ ภายหลังการซ่อมแซมครั้งนี้ ทิศทางของเราก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราจะเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย”   

นับเป็นเรื่องที่ท้าทายของอาจารย์เต้ ในฐานะผู้อำนวยการหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่ 2 เธอต้องดูแลงานหลักของหอศิลป์ฯ อันได้แก่ การจัดการพื้นที่ การจัดการคลังสะสมของมหาวิทยาลัย ทั้งการเผยแพร่ การเก็บและซ่อมแซมผลงานศิลปะในสะสม ที่ได้จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ (นับแต่ครั้งที่ 15 – 67 รวมแล้วหลายร้อยชิ้น) และการจัดการโครงการบริการอื่นๆ ปัจจุบันเธอทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายนิทรรศการและฝ่ายกิจกรรมการศึกษา โดยหอศิลป์ฯ มีภัณฑารักษ์ประจำที่จะคอยให้คำแนะนำในรายละเอียด รวมถึงดูภาพรวมของนิทรรศการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น

ปัดฝุ่นแห่งกาลเวลาใน Extended Release นิทรรศการหลังการบูรณะหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ศิลปากร
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ฝุ่นผงแห่งกาลเวลา

กลับมาที่อาคารท้องพระโรง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับและทรงงานของเจ้านายหลายท่าน รวมถึงเป็นที่ทำงานของเหล่าช่างหลวง หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย กระทั่งกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ 

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ‘ซ้อนทับ’ ด้วยกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย แม้แต่ชั้นสีของตัวอาคารก็ยังประกอบไปด้วยพื้นผิวที่ทับซ้อนด้วยเทคนิค ‘ปูนหมัก ปูนตำ’ การฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมตัวอาคารจึงต้องทำตามหลักวิชาการ โดยหอศิลป์ฯ ทำงานร่วมกับกรมศิลปากรและสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทย จนได้แนวทางอนุรักษ์อาคารที่เหมาะสม นั่นคือการซ่อมแซมคืนสภาพ และสำหรับในส่วนที่เสียหายหนักจะทำการเปลี่ยนวัสดุ โดยคงรูปแบบจากการบูรณะอาคารครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2540  

เมื่อระยะเวลาแห่งการซ่อมแซมถูกยืดขยายไปตามความละเอียดและประณีตของงาน ถึงครั้งที่ตัวอาคารท้องพระโรงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยสมบูรณ์ ทีมหอศิลป์ฯ ต้องมานั่งคิดถึงนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกด้วย 

“เราอยากให้ศิลปินคนแรกเป็นศิลปินร่วมสมัย ซึ่งเป็นทิศทางของหอศิลป์ที่ต้องการจะยืนหยัดให้ชัดเจน และเป็นศิษย์เก่าศิลปากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เพื่อให้คนในศิลปากรเองได้รู้จักและเห็นงาน โดยเฉพาะนักศึกษา ทำให้นึกถึงพี่โต๊ะ-ปรัชญา พิณทอง ศิลปินไทยที่สร้างชื่อในต่างประเทศ” อาจารย์เต้กล่าวถึงศิลปินพร้อมกับเดินนำชม และแนะนำให้เราทราบถึงผลงานศิลปะที่ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ฯ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ทำขึ้นร่วมกับศิลปิน ติดตั้งอยู่บนผนังซ้ายมือก่อนที่จะได้เดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน   

ภาพอดีตในสภาวะยืดขยาย Extended Release

ก่อนเริ่มเล่าผลงานจาก 1 – 10 ตามแบบฉบับการไล่เรียงผลงานตามพื้นที่การจัดวางจากชั้นล่างสู่ชั้นบน เราอยากเล่าถึงผลงานวิดีโออาร์ตของ ปรัชญา พิณทอง บนชั้นสองของอาคารท้องพระโรง ซึ่งเป็นผลงานที่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเรา เรียกว่าเป็นผลงานที่เราได้ใช้เวลาในการซึมซับและร่วมประสบการณ์อยู่ด้วยกันนานทีเดียว

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ผลงานวิดีโอขนาดยาว 8.59 นาที Extended Release, 2020 ถ่ายทำด้วยกล้อง iPhone และนำไปแปลงเป็นฟิล์ม 35 มม. ฉายด้วยแสงไฟที่ส่องตรงไปยังฉากผ้าใบที่นำกลับมาใช้ใหม่ ยิ่งจ้องมองให้ดี เราจะเห็นความไม่สมประกอบของผ้าใบที่ถูกขึงอยู่กลางห้อง ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นความจงใจของศิลปิน ในการเลือกวัสดุใช้แล้วที่ทิ้งร่องรอยของการปะติดปะต่อ 

การจ้องมองภาพของฟิล์มที่ถูกหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นกระบวนการฉายหนังแบบโบราณ ศิลปินพยายามย้อนกลับจากโลกอนาคตสู่อดีตผ่านสื่อที่แตกต่าง แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน การเคลื่อนไหวเพียงวินาทีเดียวกลับถูกยืดขยายออกเป็นเฟรมต่อเฟรม หรือนี่คือนัยยะที่แฝงไว้ซึ่งชื่อของนิทรรศการ

ส่วนความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากเครื่องโปรเจกเตอร์โบราณนั้น ส่งแรงไปยังพื้นไม้ที่เรากำลังเหยียบยืนอยู่เสมือนหนึ่งแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่เข้ามาทำความสะอาดขัดถูไถขจัดคราบสิ่งสกปรกในหอศิลป์ฯ จนเกิดฝุ่นฟุ้งเป็นม่านหมอกของอดีตที่ปะปนอยู่ในมวลอากาศแห่งปัจจุบัน 

ในห้องถัดไป มีผลงานผืนผ้าใบจำนวน 31 ชิ้นวางอยู่บนพื้นในแต่ละด้านของห้อง พิงตัวไว้โดยไร้การยึดเหนี่ยวหรือต้านแรงดึงดูด นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นการน้อมนอบและเคารพสถานที่ ด้วยการที่ไม่พยายามเจาะหรือแขวนรูปภาพตามขนบการจัดแสดงงานศิลปะทั่วไป 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง
วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

อีกมุมหนึ่ง ศิลปินพยายามทิ้งเบาะแสบางอย่างให้เห็น จากคราบฝุ่นสีน้ำตาลที่ตกหล่นอยู่บริเวณขอบแคนวาส หากได้ตั้งใจชมวิดีโออาร์ตในห้องที่ผ่านมา เราจะทราบกระบวนการสร้างงานศิลปะของปรัชญา ศิลปินนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดหอศิลป์ฯ ปรัชญาเข้ามาในช่วงที่ฝุ่นฟุ้ง สิ่งที่ศิลปินจัดการกับความคิดและพื้นที่ คือการนำแคนวาสสีขาวมาวางไว้ตามจุดต่างๆ สีที่ก่อตัวขึ้นบนแคนวาสอย่างอิสระคือการดักจับฝุ่นที่ตลบอบอวน 

ศิลปินไม่ได้หงายผลงานให้เราได้เห็นทุกชิ้น ผลงานบางส่วนถูกซ้อนทับเป็นชั้น วางอยู่กลางห้องหรือโถงทางเดิน เสมือนต้องการเปรียบเปรยถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลา บางส่วนก็ไม่ถูกเปิดเผย บางส่วนก็ถูกซ้อนทับไว้จนมองเรามองไม่เห็น และไม่แม้แต่จะกล้าแตะต้องหยิบขึ้นดู การทับซ้อนของประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องต้องห้าม เราเดินผ่านห้องต่างๆ ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น และพอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยปกคลุมและครอบครองด้วยผู้คนหลายยุคสมัย บางห้องอาจเป็นห้องส่วนตัว ผนัง เสา บันได บานประตู หน้าต่าง เคยผ่านการมองเห็นและสังเกตการณ์จากผู้คนหลากหลายชนชั้น ฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมหอศิลป์นานนับทศวรรษ เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้โดยแนวคิดของศิลปินร่วมสมัย ปรัชญา พิณทอง 

วังท่าพระโฉมใหม่ หอศิลป์ฯ ศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการร่วมสมัยเล่าเรื่องการบูรณะตัวเอง

ก่อนที่จะจากกัน อาจารย์เต้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “Extended Release เป็นนิทรรศการที่ตระหนักถึงคอนเซปต์งานและให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมภายในอาคารท้องพระโรง เพื่อให้งานศิลปะได้แสดงศักยภาพสอดคล้องไปกับพื้นที่ เราพยายามไม่สร้างความรบกวนกับพื้นที่จนเกินความจำเป็น งานของศิลปิน ปรัชญา พิณทอง ภายใต้การทำงานร่วมกันกับภัณฑารักษ์ คุณกฤษฎา ดุษฎีวนิช ในครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดหมุดหมายและภาพลักษณ์ของหอศิลป์ฯ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น”

การออกแบบความรู้สึก

องค์ประกอบแวดล้อมภายในนิทรรศการ Extended Release ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษรที่บิดเบี้ยว การออกแบบการ์ดเชิญที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนฝุ่นผง การออกแบบสูจิบัตรขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแผ่นพับซับซ้อน การออกแบบ Wall Text ที่เลือกพรินต์บนกระดาษไขขาวบาง แล้วใช้แม่เหล็กนาบติดไปกับผนัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดส่งผลต่อความรู้สึกภายในของผู้เขียน อาจเรียกรวมว่าเป็นการออกแบบ ‘ความรู้สึก’ 

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

มันบอกเราว่า ในบางนิทรรศการ สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ความปรารถนาที่จะซื้อภาพผลงาน สิ่งที่ได้อาจเป็นการที่เราได้ทำความรู้จักกับสถานที่ ได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งที่บังเอิญเจอและมีความชอบคล้ายกัน พูดคุยกับภัณฑารักษ์ หรืออาจเป็นการพูดคุยกับตัวเอง โดยนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโต้ตอบกับวัตถุและแนวคิดของศิลปินอย่างเป็นอิสระ

หากใครมาเงี่ยหูฟังเราที่นิทรรศการนี้ ก็คงได้ยินบทสนทนาที่ว่าด้วยทั้งอดีตและอนาคต มันทั้งสวยงาม หนักหน่วง และมีแสงแห่งความหวังเรืองรองระยิบเคล้าเสียงฝนพรำ

ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

ทั้งนี้ นิทรรศการ Extended Release เลื่อนวันเปิดให้เข้าชมเป็นวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 และมีความเป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาแสดงออกไปอย่างน้อย 5 สัปดาห์ ตามสถานการณ์และมาตรการของหอศิลป์ฯ ผู้สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load