เหนือระดับน้ำทะเล 1,000 – 1,600 เมตร ที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงราย

ที่นี่คือพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ‘มีวนา’ (MiVana)

กาแฟที่มีซิกเนเจอร์ไม่เหมือนใคร คือ การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ทั้งอยากรักษาระบบนิเวศและอยากให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ คำนึงถึงคุณภาพกาแฟและคุณค่าของชีวิตของทั้งป่าและคน

นี่คือเรื่องราวของธุรกิจที่บริหารครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างผลกำไรจากผลผลิตให้งอกงามอย่างเป็นธรรม โดยรักษากระบวนการตามมาตรฐานกาแฟอินทรีย์ระดับสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด และ คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด จะมาเล่าแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนพร้อมการเปิดร้าน Flagship ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบให้คนอยากดูแลรักษาธรรมชาติ มีส่วนร่วมช่วยสังคมได้ผ่านการจิบกาแฟ และสนใจกาแฟออร์แกนิกกันมากขึ้น

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ธุรกิจเพื่อป่าที่ได้ผลกำไรเพื่อคน 

เรื่องราวของกาแฟอินทรีย์รักษาป่าเริ่มต้นที่มูลนิธิสายใยแผ่นดินริเริ่มโครงการพัฒนาชุมชน เมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟ ก็ต้องหาระบบจัดการผลผลิตกาแฟอย่างมีประสิทธิภาพตามมา กลุ่มบริษัทพรีเมียร์จึงมาช่วยบริหารจัดการเพื่อหวังให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน

คุณวิเชียร พงศธร มีวิสัยทัศน์ว่า “ทำยังไงให้ทำธุรกิจดี และสังคมดีขึ้นด้วย” 

เขาเล็งเห็นว่า “ทุกวันนี้ธุรกิจที่กำไรมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมดีขึ้นเสมอไป การตั้งต้นด้วยกำไรที่งอกเงย เห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมแย่ลง ใช้ทรัพยากรและพลังงานธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนมากเพียงพอ การทำธุรกิจต้องได้ดีไปด้วยกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งกำไร สิ่งแวดล้อม คน ถึงจะยั่งยืนได้”

มีวนา เป็นโมเดลธุรกิจที่มีกำไรหลายต่อ เพราะใช้กาแฟแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมได้ด้วย ทุกวันนี้ไอเดียกาแฟรักษ์ป่าทำให้มีรายได้จากการปลูกกาแฟในป่ามากขึ้น ใช้ป่าเป็นที่ดินทำกินได้ ชาวบ้านเป็นผู้อนุรักษ์ป่าไปในตัวทั้งช่วยปลูกป่าเพิ่มและดูแลเรื่องไฟป่า ได้ทั้งผลกำไรทางธุรกิจและสังคม 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

มีป่า มีกาแฟ

‘วนา’ แปลว่า ป่า ‘มีวนา’ แปลว่า มีป่า

คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ เล่าว่า มีวนาใช้พื้นที่กว่า 6,000 ไร่ในป่าจังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ 7 หมู่บ้าน 3 ป่าต้นน้ำของแม่สรวย แม่กรณ์ และแม่ลาว เพื่อปลูก Organic Shade-Grown Forest Coffee กาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ 

เลือกใช้กาแฟอาราบิก้า เพราะแต่เดิมมีการปลูกอาราบิก้าตามดอยอยู่แล้ว เป็นกาแฟที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่สูง อากาศเย็น ด้วยปริมาณแสงไม่มากเกินไป และธาตุอาหารในดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอม รสชาติมีเอกลักษณ์ตามธรรมชาติ เกษตรกรยังสามารถปลูกไม้ยืนต้นและไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ในฤดูที่ไม่ได้ปลูกกาแฟได้ด้วย ทำให้แร่ธาตุในดินยิ่งอุดมสมบูรณ์ เป็นผลดีต่อกาแฟกลับคืนมา

กระบวนการปลูกทั้งหมดใช้วิถีเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกที่ไม่ใช้สารเคมีเลยตลอดกระบวนการ แม้ผลผลิตต่อต้นที่ออกมาไม่มากเท่าทวีคูณเหมือนการใช้วิธีลัด กาแฟสุกช้ากว่า แต่เมล็ดกาแฟได้เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าอย่างเต็มที่ ทำให้มีรสชาติที่ดี ปลอดภัย สร้างความยั่งยืนให้ธรรมชาติและชุมชนมากกว่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ดูแลต้นน้ำถึงปลายน้ำ  

คุณมิกิถ่ายทอดรายละเอียดของมีวนา ว่าเป็นกาแฟอินทรีย์ที่พิถีพิถันทุกกระบวนการ เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อรสชาติ

ใส่ใจตั้งแต่การเก็บเกี่ยวแบบ Handpick ด้วยมือทีละผล เลือกเฉพาะผลที่สุกพอดี นำไปคัดสรรหาผลที่สมบูรณ์ต่อด้วยการลอยน้ำ หากผลไหนมีแมลงเจาะจะมีอากาศข้างใน ทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่าและลอยขึ้น จึงสามารถเลือกเฉพาะผลที่จมน้ำทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่สมบูรณ์

จากนั้นนำไปแปรรูปภายใน 24 ชั่วโมงด้วยหลากหลายวิธีการ โดยแต่ละวิธีทำให้ได้คุณภาพและรสชาติกาแฟแตกต่างกันตามกระบวนการธรรมชาติ มีทั้งแบบ Dry Process การนำกาแฟทั้งเนื้อทั้งเปลือกไปตากแห้ง คล้ายการหมักตามธรรมชาติ Fully-Washed Process หรือวิธีแปรรูปแบบเปียกที่ใช้น้ำในการแปรรูปทุกขั้นตอน และ Semi-Washed Process แปรรูปแบบกึ่งแห้งกึ่งเปียก ปลายทางของการแปรรูปทุกแบบได้ออกมาเป็น
เมล็ดกาแฟกะลาซึ่งกลายมาเป็นเมล็ดกาแฟคุณภาพดีพร้อมคั่วต่อไป

ส่วนกระบวนการคั่ว มีนักคั่วผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพควบคุมทุกกระบวนการตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งรสชาติและความสะอาด คุณวิเชียรเปรียบว่า “กาแฟเหมือนไวน์ ต้องใช้ความพิถีพิถันและผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินว่าเกรดกาแฟที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร” 

ด้วยกระบวนการทั้งหมดทำให้เบลนด์ได้กาแฟที่มีคาแรกเตอร์กลมกล่อมหลากหลายรส ทั้งรสเปรี้ยว สว่าง สดใส สดชื่น ผสมผลไม้และดอกไม้ป่า รสโทนหวานผสมกลิ่นไอของอัลมอนด์อบ พลัม น้ำตาลอ้อย หรือรสอย่างช็อกโกแลตและน้ำตาลทรายแดง สมกับที่เป็นกาแฟ Specialty

มีวนาเป็นธุรกิจที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะคุณวิเชียรมองว่า “การที่เรามีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อย่างครบกระบวนการ ตั้งแต่เพาะปลูก แปรรูป คั่ว จัดจำหน่าย ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานของกาแฟอินทรีย์ระดับสากลได้อย่างแท้จริง”

ห่วงโซ่ทั้งหมดนี้จบที่คนซื้อ ทุกคนสามารถสนับสนุน Organic Shade-Grown Forest Coffee และป่าต้นน้ำได้ผ่านการจิบกาแฟหนึ่งแก้ว 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

พื้นที่เล่าเรื่องใต้ร่มเงาไม้ที่ MiVana Coffee Flagship Store

แม้กาแฟจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่การตระหนักรู้ในข้อดีของกาแฟอินทรีย์ยังไม่มากนัก คล้ายกับเวลาสินค้าออร์แกนิกในหมวดสินค้าต่างๆ เพิ่งเริ่มเข้าตลาด ผู้บริโภคต้องใช้เวลาศึกษาข้อดีของ Organic Forest Coffee มีวนาจึงอยากสื่อสารให้คนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นผ่านการเปิดร้าน Flagship สาขาแรก ว่ากาแฟ 1 แก้ว มีคุณค่ามากกว่ารสชาติ

สร้างประสบการณ์ผ่านรสและบรรยากาศ ผสมผสานเรื่องเล่าจากผืนป่าส่งตรงสู่เมือง 

แม้ระยะทางจากเมืองและป่าจะห่างไกลกันหลายกิโลเมตร แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนได้รับผลกระทบร่วมกัน เราต่างใช้อากาศและปอดของโลกร่วมกัน

MiVana กาแฟอินทรีย์ที่อยากมีคู่แข่ง และเปิด Flagship Store หวังขยายให้ป่าโตอีก 100 เท่า

คุณมิกิเล่าความตั้งใจที่อยากให้ความรักธรรมชาติอยู่ในใจคน อยากทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ร้าน Flagship แห่งนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่รดน้ำปลูกต้นไม้ในใจคนเมือง

“อยากให้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวแนวคิดการทำงานของมีวนา ถ่ายทอดกระบวนการทำงานและคุณค่าของแบรนด์ผ่านการให้บริการภายในร้าน นำส่งมาจนถึงเครื่องดื่ม อยากให้คนรู้จักมากขึ้นว่าแนวคิดของมีวนาที่ทำต่อเนื่องมาคืออะไร เล่าความตั้งใจที่อยากรักษาป่า อนุรักษ์ฟื้นฟูป่า”

การได้จิบกาแฟและดูแลผืนป่าไปพร้อมกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนรักษาป่าต้นน้ำและดูแลสังคมร่วมกันได้ เมื่อมาสัมผัสบรรยากาศใต้ร่มเงาป่าที่ร้าน นอกจากความร่มรื่นและรสชาติกาแฟที่เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว หากหยิบแพ็กเกจขึ้นมา จะเห็นลายเงาไม้ที่กล่องและห่อกาแฟ สื่อถึงการปลูกใต้ร่มเงาต้นไม้ที่มีอยู่จริงในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ต้นจามจุรี ต้นชงโค ต้นพญาเสือโคร่ง เป็นต้น ทำให้คอกาแฟได้รู้ที่มาว่ากาแฟที่ดีแบบนี้ไม่ได้เดินทางไกลมาจากประเทศไหน แต่เติบโตจากใต้ร่มไม้ในป่าบ้านเรานี่เอง

การก่อสร้างตกแต่งร้านครั้งนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือ (Collaboration) โดยได้รับความร่วมมือจากหลายธุรกิจใต้เครือบริษัทพรีเมียร์ที่มีเป้าหมายร่วมกัน คืออยากผลักดันสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากซิกเนเจอร์ของกาแฟแล้ว ยังมีซิกเนเจอร์ของการตกแต่งร้านและอาหารจากผู้เชี่ยวชาญธุรกิจที่ถนัดในแต่ละส่วน ทั้งการตกแต่งร้านอย่างเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นทางภาคเหนือกับสไตล์การตกแต่งแนว Contemporary ได้อย่างลงตัว จากทีมงานโรงแรม Raya Heritage จังหวัดเชียงใหม่ และพัฒนาเบเกอรี่สูตรพิเศษเพื่อสะท้อน Local Wisdom ร่วมกับทีมเชฟประจำ The Botanical House Bangkok ผู้ให้บริการรับจัดงานอีเวนต์ครบวงจร

องค์ประกอบทุกอย่างเพื่ออยากสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ที่ตระหนักถึงรสชาติที่คุณรักษ์ ไม่ใช่แค่ป่าที่เติบโตเท่านั้น แต่สังคมคนรักษ์กาแฟใต้ร่มเงาป่าและรักต้นไม้ก็เติบโตไปด้วยกัน Grow Together อย่างแท้จริง

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

โมเดลร้านและป่าต้นแบบที่อยากขยายอีก 100 เท่า

“อยากมีป่าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเท่า”

คุณวิเชียรเชื่อว่า “หากเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ทั้งมิติทางการเงิน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคนิยมด้วย จะมีคนมาช่วยกันทำเยอะ เราทำเองคนเดียวไม่ได้ อยากสร้างต้นแบบให้สมบูรณ์ แล้วเกิดการทำซ้ำ”

เพราะเหตุนี้ มีวนาจึงเป็นธุรกิจที่อยากมีคู่แข่ง “ถ้าอยากมาเรียนรู้จากเรา ทำได้ดีกว่า หรือทำเหมือนได้เลย”

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

คุณวิเชียรมองว่าคู่แข่งเหมือนเพื่อนที่มาช่วยโฆษณาให้กาแฟไทยเติบโตในตลาดโลกมากขึ้น ทัดเทียมกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้ปลูกกาแฟมาแต่ดั้งเดิม เพิ่งเริ่มปลูกราว 10 – 20 ปีที่ผ่านมา ยังต้องดึงจุดเด่นของกาแฟขึ้นอีกเพื่อแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ ซึ่งความเป็นออร์แกนิกและปลูกใต้ร่มเงาป่านี่เองที่แตกต่างและน่าสนใจ

MiVana Coffee Flagship Store เป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบสำคัญที่ตั้งใจอยากให้เกิดการต่อยอด ขยายการปลูกป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ในไทยอีกมากมายในอนาคต  

มีวนามีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ทั้งลูกค้า B2C ที่สามารถซื้อมีวนาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม Lazada และ Shopee รวมถึงกลุ่มลูกค้า B2B หลากหลายรูปแบบ ทั้งร้านกาแฟ คาเฟ่ที่อยากใช้เมล็ดกาแฟคั่วของมีวนา ไปจนถึงโรงคั่วกาแฟ (Roaster) และ Trader หรือผู้ส่งออกกาแฟที่ต้องการส่งออกกาแฟไปต่างประเทศ เนื่องจากมีวนาได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ทั้ง EU (ยุโรป) และ USDA (สหรัฐอเมริกา)

ในปีนี้มีวนายังพัฒนาสินค้าให้หลากหลายเบลนด์และหลากหลายรูปแบบ ทั้งเมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด และกาแฟดริป เพื่อให้ถูกใจตามความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค พร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์สังคมคนรักกาแฟใต้ร่มเงาไม้ให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก 

เมื่อไม่ได้อยากขายแค่กาแฟ แต่อยากขายความยั่งยืนด้วย จึงตั้งใจให้ร้าน Flagship มีบทบาทช่วยด้านการสื่อสารการตลาดอย่างจริงใจถึงลูกค้าและคู่ค้า แม้มีจุดเด่นเป็นกาแฟรักษ์ป่า แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานและคุณภาพกาแฟ โดยเชื่อว่าหากกาแฟไม่อร่อย ลูกค้าก็ไม่ยอมทานอยู่ดี

เป็นร้านต้นแบบที่หวังให้กำไรออกดอกออกผลและผลักดันมาตรฐานกาแฟ Specialty ในไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

อยู่ดีมีสุข

นอกจากอยากให้ป่าโตขึ้น มีสีเขียวมากขึ้นแล้ว สิ่งที่มีวนาอยากให้เติบโตไปด้วยกัน คือ คน มีวนาดำเนินงานตามนโยบายการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานกาแฟเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนด้วย

ทุกครั้งที่เพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟ คือการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมพัฒนากับชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น เกษตรกรกาแฟ มีส่วนคิดริเริ่มตัดสินใจและพัฒนากระบวนการปลูก ส่วนมีวนาช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เกษตรกรไม่รู้ เช่น การดูแลจัดการวัชพืช การสร้างระบบให้กาแฟได้มาตรฐาน ต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกัน บ่มเพาะธุรกิจไปด้วยกัน นอกจากได้ราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นแล้ว เกษตรกรยังได้เงินทุนสนับสนุนจากการผลิตกาแฟกับมีวนาเพื่อพัฒนาชุมชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างอยู่ดีมีสุข

ที่ MiVana Coffee Flagship Store มีป้ายคำสีขาวหลายสิบคำเรียงกันที่กำแพง

‘พลัง ไว้ใจ ความรู้ เติบโต พัฒนา สามัคคี แลกเปลี่ยน รวมกลุ่ม ช่วยเหลือ ภูมิใจ บ้าน รายได้ สุขภาพดี เย็นสบาย ต้นน้ำ ความเป็นอยู่ อายุยืน รัก รักษา ชีวิต Shade-Grown’

เหล่านี้เป็นตัวอย่างคำที่ชาวบ้านนึกถึงเมื่อถามว่า พูดถึง ‘มีวนา’ นึกถึงคำว่าอะไร  

คุณมิกิบอกว่า เมื่อชาวบ้านพูดคำเหล่านี้ออกมาเอง ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ริเริ่มทำร่วมกันนั้นเดินมาถูกทางแล้ว คำเหล่านี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจและกำลังใจในการทำงานต่อไป ทำให้ไม่ลืมว่าอยากทำกาแฟรักษ์ป่าเพื่ออะไร 

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

Lessons Learned 

  • ดูว่าเราถนัดหรือมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ตรงไหนในห่วงโซ่ของธุรกิจ หากสามารถทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้จะทำให้ยิ่งมีข้อได้เปรียบ
  • การเล่าที่มาที่ไปและความเชื่อของธุรกิจมีผลต่อประสบการณ์และมุมมองที่มีต่อแบรนด์
  • การคำนึงถึงอิมแพคก่อนกำไร ทำให้มองคู่แข่งเป็นพันธมิตร และขยายอิมแพคให้ใหญ่ขึ้นได้
  • การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกธุรกิจ ที่สามารถมีส่วนร่วมในรูปแบบที่ตัวเองถนัดได้

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เรารู้สึกได้ตั้งแต่ลอดซุ้มประตูรั้วเข้ามาว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่เหมือนที่อื่นที่เราเคยไป

ตั้งแต่ด้านหน้าที่มีบ่อน้ำพร้อมรั้วกั้นอย่างปลอดภัย มีเป็ด ไก่ แพะ เดินเล่นรับลมอยู่รอบบ่อ

ห้องเรียนที่แยกเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ เรียงกัน เปิดประตูโล่งแบบโอเพนแอร์

สวนครัวในความดูแลของเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียว แต่เก็บวัตถุดิบไปปรุงเป็นของอร่อยได้

และที่วิ่งเล่นที่ไม่ได้จำกัดแค่ในสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แต่ใต้ร่มไม้ใหญ่ทุกต้น สนามเด็กเล่นทั้งสนามใหญ่ สนามเล็ก และ บ้านต้นไม้ในโรงเรียนก็ดูจะเล่นสนุกไปเสียหมด

โรงเรียนแห่งนี้มีนามว่า ‘Kidz Village International Kindergarten’ และเป็นไปตามชื่อ ที่นี่ดูเป็นหมู่บ้านร่มรื่นที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กจิ๋ววัยอนุบาล

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

“ชื่อก็บอกอยู่ว่า Kidz ไม่ใช่สำหรับผู้ใหญ่ อย่างเก้าอี้ โต๊ะ ก็เป็นของเด็กเล็กหมด เรามาอาศัยเขา เราก็ต้องยอมรับ” ประโยคนี้ที่เจ้าของโรงเรียนพูด ทำเอาเราทุกคนที่ล้อมวงนั่งคุดคู้กันบนเก้าอี้เด็กหัวเราะกันหมด

นอกจากดำเนินการสอนตามหลักสูตรอังกฤษที่เหมาะกับเด็กเล็กแล้ว ทุกคนที่นี่ยังยึดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำต้องให้ประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ๆ เป็นหลัก และเชื่อว่าการอยู่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้เห็นจริง สัมผัสประสบการณ์จริง ได้ซึมซับและเข้าใจกระบวนการเรียนรู้จากธรรมชาติ รวมถึงสร้างรากฐานให้เป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเมื่อโตขึ้น

‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’ คือสโลแกนของโรงเรียน

คอลัมน์ The Entrepreneur วันนี้ เราจะพาไปพูดคุยกับผู้ก่อตั้งโรงเรียน เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล Director ของโรงเรียน เชอร์รี่-นันทพร เลิศประเสริฐคง รวมถึงครูใหญ่อย่าง ครูเชอร์รีล-Cheryl Del Bel เกี่ยวกับหมู่บ้านเด็กแห่งนี้

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

หมู่บ้านร่มรื่นของคนตัวเล็ก

เมื่อก่อนเชาวรัตน์เป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ส่วนเชอร์รี่ผู้เป็นภรรยาทำงานเป็นครูสอนเด็กเล็ก ก่อนจะเรียนต่อด้านบริหารการศึกษา และทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาลนานาชาติมาก่อน การเปิดโรงเรียนในครั้งนี้เรียกว่าเป็นการทำตามแพสชันของผู้เป็นภรรยา และดำเนินการด้วยประสบการณ์หลายอย่างจากสามี

เชาวรัตน์เป็นเด็กในเมืองที่เติบโตมาในโรงเรียนใหญ่ แต่ทุกปิดเทอม เขามีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นริมคลอง เก็บผลไม้ในสวนฝั่งธนฯ ของคุณยาย เมื่อภรรยาอยากเปิดโรงเรียนสอนเด็กเล็ก เขาจึงอยากให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้ใช้ชีวิตห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอย่างที่เขาเคยสัมผัส

“เด็กไทยขาดการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้อะไรจากธรรมชาติเยอะแยะไปหมด แทนที่จะเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ จะเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจและสัมผัสจริง” เขาเล่าให้เราฟัง “แค่มีเป็ดมีไก่ก็น่าสนใจสำหรับเด็กแล้ว เด็กชอบถามว่า ทำไมไก่ถึงไม่ว่ายน้ำ แล้วทำไมเป็ดถึงว่ายน้ำ ทำไมไข่ไก่กับไข่เป็ดไม่เหมือนกัน”

จากที่รกร้าง หลังน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. 2554 เชาวรัตน์และเชอร์รี่ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาพื้นที่กว่า 7 ไร่แห่งนี้ จนกลายเป็นโรงเรียนหมู่บ้านที่มีพันธุ์ไม้นับกว่า 300 ชนิด ทำให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ ได้เห็นของจริง ต้นไหนมีดอก ต้นไหนมีผลที่รับประทานได้ ต้นไหนมีใบสวยงามแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นบทเรียนได้หมด รวมถึงทำให้บริเวณโรงเรียนมีออกซิเจน อากาศดี มีระบบนิเวศที่คนและธรรมชาติเกื้อกูลกัน

ทั้งยังมีอาคารเรียนและองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งทางเดิน รั้ว เครื่องเล่นเหมาะกับเด็กอนุบาล ซึ่งโชคดีด้วยที่สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็เอื้อให้โรงเรียนเงียบสงบ เพราะที่ตั้งของโรงเรียนไม่ได้ติดกับถนนใหญ่

ที่นี่สามารถรับนักเรียนได้ถึง 120 คน ตั้งแต่ชั้น Toddler 1, Toddler 2, K1, K2, K3 ซึ่งหมายความว่า เด็กคนหนึ่งมีพื้นที่ถึง 112 ตารางเมตร หรือขนาดประมาณบ้านเล็ก ๆ 1 หลังทีเดียว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่น เพราะหาได้ยากสำหรับโรงเรียนในกรุงเทพฯ

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

‘Project Based’ แสนสนุก ลุกนั่งสบาย

ที่นี่ใช้หลักสูตร The Early Years Foundation Stage (EYFS) ตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ ที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก ๆ วัยนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ดูแลภาพรวมของการศึกษาทั้งหมด ก็คือคุณครูเชอร์รีล ครูใหญ่ของโรงเรียน ผู้ร่ำเรียนมาทั้ง Early Years Education, Special Needs Education, International Education Leadership and Management และมีประสบการณ์สอนในโรงเรียนหลายประเทศมากว่า 20 ปี

“เราเรียกช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 8 ปีว่า Golden Period เราต้องส่งเสริมให้เด็กทำอะไรท้าทาย เรียนรู้สิ่งใหม่ และออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาเรื่องการรับรู้ ภาษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก ๆ” เชอร์รีลกล่าว

หมู่บ้านเด็กแห่งนี้เปิดรับประชากรหน้าใหม่อายุ 1 ขวบครึ่งขึ้นไป เพื่อเรียนในชั้น Toddler 1 (ที่เราเรียกว่าเด็กจิ๋ว คือจิ๋วจริง ๆ !) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเริ่มพร้อมกัน จะเข้าตอน K2 ก็ได้ K3 ยังก็ได้ เพียงแต่จะมีความท้าทายในการเรียนการสอนที่ต่างกัน และที่สำคัญคือต้องพูดคุยกับพ่อแม่อย่างจริงจังก่อนเข้าเรียน เพื่อความเข้าใจถึงสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน

สิ่งที่น่าสนุกของที่นี่คือการสอนแบบ Project Based โดยครูและนักเรียนจะเลือกหัวข้อที่อยากรู้ร่วมกัน แล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ได้สังเกต ถกเถียงกัน เรียนไปอย่างเจาะลึกในช่วงหนึ่ง ซึ่งห้องเรียนที่เราเดินผ่านห้องหนึ่งก็กำลังเรียนเรื่องแมงมุม ทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยเจ้าแมงแปดขา ไต่อยู่ทั้งผนัง ทั้งเพดาน

“หัวข้อที่เลือกควรจับต้องได้ มีของจริงให้ดู และไม่ Abstract จนเกินไป” ครูใหญ่อธิบาย เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า ครูและเด็ก ๆ จะเลือกเรื่องรถดับเพลิง เพราะเด็ก ๆ สามารถไปดูของจริงได้ หรือเลือกเรื่องการปลูกผัก เพราะมีสวนให้เด็ก ๆ ลงมือจริง แทนการเลือกเรื่องอวกาศที่ดูเป็นนามธรรม

เหล่าคุณครูพาพวกเราไปเดินดูพื้นที่ต่าง ๆ จนทั่ว ทั้งห้องเรียนในบ้านไม้เล็ก ๆ ที่เปิดประตูมาจอยกันได้ ทั้งสตูดิโอศิลปะที่เน้นสอนเรื่อง Sensory ทั้งเรือนกระจกปลูกผัก ทั้งสนามเด็กเล่น 2 จุด ใหญ่และเล็ก ที่มีเครื่องเล่นจากวัสดุธรรมชาติที่ดูเล่นสนุกจริงจัง อย่างเรือประมงของจริงที่นำมาปรับเป็นเครื่องปีนป่ายอันเบ้อเริ่ม ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงบ้านต้นไม้ที่ขึ้นไปเล่นได้จริง ทุกอย่างพาให้เราอิจฉาเด็กตัวน้อยและอยากกลับไปเรียนอนุบาลอีกครั้ง

ซึ่งสำหรับเรื่องการสอนอ่านเขียน ครูเชอร์รีลบอกเราว่า ที่นี่ไม่ได้สอนในเชิง ‘บังคับ’ หากแต่แทรกไว้ในกิจกรรมสนุก ๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดยนอกจากวิชาที่ว่าแล้ว ยังมีการเรียนพละ ดนตรี และ Coding กับคุณครูที่เชี่ยวชาญตรงสายด้วย

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

มั่นใจ – มีจินตนาการ – รักษ์สิ่งแวดล้อม

หลังจากที่ลงจากรถในจุดที่กำหนดไว้ (เพื่อความสงบและอากาศที่ดี ปกติทุกคนจะไม่ขับเข้าไปด้านในโรงเรียน) ชาวหมู่บ้านเด็กก็จะไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น และใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับพ่อแม่ก่อนเข้าห้องเรียน

เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนเด็กเล็กโดยเฉพาะ คุณครูจึงสามารถปล่อยเด็ก ๆ ให้ใช้เวลาเต็มที่ในการช่วยเหลือตัวเอง กินข้าวเอง ใส่รองเท้าเอง ดูแลของที่นำมาด้วยตัวเอง โดยอยู่ในการดูแลความปลอดภัยของคุณครู

“เราฟังสิ่งที่เด็กพูดและเปิดรับไอเดียของเด็กเสมอค่ะ” เชอร์รีลตอบเมื่อเราถามว่า ที่นี่ส่งเสริมจินตนาการเด็กยังไงบ้าง “เราไม่เคยวิจารณ์เด็กถ้าเขาทำอะไรผิดพลาด คุณครูจะถามเสมอว่า ‘หนูคิดว่ายังไง’ หรือ ‘หนูอยากทำอะไร’

“ฉันไม่คิดว่าเด็ก ๆ ต้องมีการบ้าน ถ้าต้องมี ก็จะต้องเป็นอะไรที่ครอบครัวมีส่วนร่วมได้ เช่น หากเด็กกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงต่าง ๆ ในห้องเรียน ครูก็จะแนะนำให้ผู้ปกครองหากิจกรรมที่ทำด้วยกันได้ อย่างการให้หาสิ่งที่เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสตอนที่ไปช้อปปิ้ง”

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

เพราะการพัฒนาเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่และครูต้องช่วยกัน Kidz Village จึงเน้นการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใจคุยกันระหว่างครู-พ่อแม่ ใน Coffee Morning การจัดเวิร์กชอปเรื่องเด็กให้ผู้ปกครอง หรือการที่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยโรงเรียนจัดกิจกรรมตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งป้ายผ้าวันคริสต์มาสที่เราเห็นกางแผ่อยู่บนสนาม ก็เป็นฝีมือของผู้ปกครองที่ช่วยกันวาดระหว่างรอลูกเช่นกัน

สิ่งที่คณะครูมุ่งหวังในตัวเด็ก ๆ หลังจบหลักสูตรอนุบาลจากที่นี่ คือทักษะชีวิตพื้นฐาน พึ่งตัวเองได้ รู้จักสำรวจ ตั้งคำถาม และมีความมั่นอกมั่นใจ แม้ที่นี่จะเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ แต่ครูเชื่อว่าความมั่นใจที่พกใส่กระเป๋าไปจะช่วยให้ทุกคนอยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ

“เราหวังว่าเด็ก ๆ จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ในทางที่ดีกับตัวเอง สุขสงบ ปลอดภัย แล้วก็รู้จักที่จะปกป้องธรรมชาติ”

“แม่!” เสียงแหวกอากาศมาแต่ไกลพาให้เราหันไปมองหาต้นตอ และพบกับลูกชายผู้น่ารักของสองเจ้าของโรงเรียนกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่บนเนินหญ้า

ทำงานในเมือง เผชิญรถติดมานาน การได้มานั่งดูเด็ก ๆ ปล่อยพลังกันในสนามก็กลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายไปซะอย่างนั้น

เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

เชาวรัตน์เล่าว่า ตอนที่รู้ว่าจะมีโรงเรียนอนุบาลมาตั้งตรงนี้ ชุมชนโดยรอบก็เกรงอยู่เล็ก ๆ ว่าชีวิตจะไม่สุขสงบอีกต่อไป แต่เมื่อถึงเวลาเปิดจริง ๆ โรงเรียนกลับเงียบสงบดี จัดการขยะได้ดี มีการรีไซเคิล ยามวิกฤตโควิดก็มีของไปช่วยเหลือผู้คน แถมยังทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะให้กับชุมชนโดยรอบได้ด้วย

ซึ่งนอกจากหลักสูตรนานาชาติปกติ ทางโรงเรียนยังเปิด Summer School (ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนไทย) และ Special Class (โปรแกรมวันเสาร์) เปิดรับเด็กจากโรงเรียนต่าง ๆ ให้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ และใช้ Facility ที่มีมาตรฐานด้วย

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

หลายครั้ง กิจกรรมวันหยุดสนุก ๆ ในโรงเรียนก็เปิดให้ผู้คนแถวนี้ซื้อบัตรและจูงลูกจูงหลานมาร่วมงานได้ โดยกำไรที่ได้จะมอบให้โรงเรียนอื่น ๆ ที่ยังขาดโอกาส อย่างงานคริสต์มาสที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนที่จังหวัดปัตตานี 

เรียกได้ว่าหมู่บ้านเด็กแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งชุมชนในย่าน ซึ่งเป็นมิตรและพร้อมเปิดประตูต้อนรับเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะเด็กจิ๋ว) อยู่เสมอ

“เราไม่ได้คิดว่าเป็นธุรกิจ เราคิดว่ามันเป็นงานสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคมเล็ก ๆ เนื่องจากว่าเราเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ เรารองรับได้เฉพาะชุมชนแถวนี้เป็นหลัก แล้วเราก็ทำโดยไม่ได้คำนึงถึงกำไรสูงสุด” เชาวรัตน์เอ่ย

สังคมการทำงานที่นี่ก็อยู่กันแบบครอบครัว ทั้งผู้บริหาร คุณครู พี่เลี้ยง หรือแม้แต่พี่ ๆ คนสวน ก็ใกล้ชิดกัน ช่วยเหลือกันอย่างดี และทั้งทีมมีเป้าหมายเดียวกันในการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ก่อนกลับเรามีโอกาสได้ป้อนอาหารแพะแม่ลูกร่วมกับคุณครูกับสาวน้อยตัวเล็กคนหนึ่ง รับรองได้ว่าถ้าชาว The Cloud ได้เป็นประชากรที่นี่กับเขาล่ะก็ สองแพะจะต้องกินอิ่มนอนหลับทุกวัน และคงจะมีความสุขจริงตามสโลแกนของโรงเรียน ‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

Lessons Learned

  • การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรหรือมีวิกฤตการณ์ ผู้บริหารต้องทำให้เด็กได้ความรู้
  • การพัฒนาโรงเรียนในแต่ละด้าน สุดท้ายแล้วประโยชน์ต้องกลับไปที่ตัวเด็ก
  • ความรู้และทักษะที่ทำให้เด็กมีชีวิตรอด สำคัญกว่าสิ่งที่หลักสูตรบังคับ
  • จงสอนเด็กเสมอว่า ‘ฉันพลาดได้ ล้มได้ และจะลุกขึ้นมาใหม่ได้’
  • คนทำโรงเรียนไม่ควรมองว่ากำลังแข่งขันกัน แต่ให้ร่วมกันมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็ก ๆ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load