เหนือระดับน้ำทะเล 1,000 – 1,600 เมตร ที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงราย

ที่นี่คือพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ‘มีวนา’ (MiVana)

กาแฟที่มีซิกเนเจอร์ไม่เหมือนใคร คือ การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ทั้งอยากรักษาระบบนิเวศและอยากให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ คำนึงถึงคุณภาพกาแฟและคุณค่าของชีวิตของทั้งป่าและคน

นี่คือเรื่องราวของธุรกิจที่บริหารครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างผลกำไรจากผลผลิตให้งอกงามอย่างเป็นธรรม โดยรักษากระบวนการตามมาตรฐานกาแฟอินทรีย์ระดับสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด และ คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด จะมาเล่าแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนพร้อมการเปิดร้าน Flagship ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบให้คนอยากดูแลรักษาธรรมชาติ มีส่วนร่วมช่วยสังคมได้ผ่านการจิบกาแฟ และสนใจกาแฟออร์แกนิกกันมากขึ้น

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ธุรกิจเพื่อป่าที่ได้ผลกำไรเพื่อคน 

เรื่องราวของกาแฟอินทรีย์รักษาป่าเริ่มต้นที่มูลนิธิสายใยแผ่นดินริเริ่มโครงการพัฒนาชุมชน เมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟ ก็ต้องหาระบบจัดการผลผลิตกาแฟอย่างมีประสิทธิภาพตามมา กลุ่มบริษัทพรีเมียร์จึงมาช่วยบริหารจัดการเพื่อหวังให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน

คุณวิเชียร พงศธร มีวิสัยทัศน์ว่า “ทำยังไงให้ทำธุรกิจดี และสังคมดีขึ้นด้วย” 

เขาเล็งเห็นว่า “ทุกวันนี้ธุรกิจที่กำไรมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมดีขึ้นเสมอไป การตั้งต้นด้วยกำไรที่งอกเงย เห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมแย่ลง ใช้ทรัพยากรและพลังงานธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนมากเพียงพอ การทำธุรกิจต้องได้ดีไปด้วยกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งกำไร สิ่งแวดล้อม คน ถึงจะยั่งยืนได้”

มีวนา เป็นโมเดลธุรกิจที่มีกำไรหลายต่อ เพราะใช้กาแฟแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมได้ด้วย ทุกวันนี้ไอเดียกาแฟรักษ์ป่าทำให้มีรายได้จากการปลูกกาแฟในป่ามากขึ้น ใช้ป่าเป็นที่ดินทำกินได้ ชาวบ้านเป็นผู้อนุรักษ์ป่าไปในตัวทั้งช่วยปลูกป่าเพิ่มและดูแลเรื่องไฟป่า ได้ทั้งผลกำไรทางธุรกิจและสังคม 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

มีป่า มีกาแฟ

‘วนา’ แปลว่า ป่า ‘มีวนา’ แปลว่า มีป่า

คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ เล่าว่า มีวนาใช้พื้นที่กว่า 6,000 ไร่ในป่าจังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ 7 หมู่บ้าน 3 ป่าต้นน้ำของแม่สรวย แม่กรณ์ และแม่ลาว เพื่อปลูก Organic Shade-Grown Forest Coffee กาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ 

เลือกใช้กาแฟอาราบิก้า เพราะแต่เดิมมีการปลูกอาราบิก้าตามดอยอยู่แล้ว เป็นกาแฟที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่สูง อากาศเย็น ด้วยปริมาณแสงไม่มากเกินไป และธาตุอาหารในดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอม รสชาติมีเอกลักษณ์ตามธรรมชาติ เกษตรกรยังสามารถปลูกไม้ยืนต้นและไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ในฤดูที่ไม่ได้ปลูกกาแฟได้ด้วย ทำให้แร่ธาตุในดินยิ่งอุดมสมบูรณ์ เป็นผลดีต่อกาแฟกลับคืนมา

กระบวนการปลูกทั้งหมดใช้วิถีเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกที่ไม่ใช้สารเคมีเลยตลอดกระบวนการ แม้ผลผลิตต่อต้นที่ออกมาไม่มากเท่าทวีคูณเหมือนการใช้วิธีลัด กาแฟสุกช้ากว่า แต่เมล็ดกาแฟได้เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าอย่างเต็มที่ ทำให้มีรสชาติที่ดี ปลอดภัย สร้างความยั่งยืนให้ธรรมชาติและชุมชนมากกว่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ดูแลต้นน้ำถึงปลายน้ำ  

คุณมิกิถ่ายทอดรายละเอียดของมีวนา ว่าเป็นกาแฟอินทรีย์ที่พิถีพิถันทุกกระบวนการ เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อรสชาติ

ใส่ใจตั้งแต่การเก็บเกี่ยวแบบ Handpick ด้วยมือทีละผล เลือกเฉพาะผลที่สุกพอดี นำไปคัดสรรหาผลที่สมบูรณ์ต่อด้วยการลอยน้ำ หากผลไหนมีแมลงเจาะจะมีอากาศข้างใน ทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่าและลอยขึ้น จึงสามารถเลือกเฉพาะผลที่จมน้ำทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่สมบูรณ์

จากนั้นนำไปแปรรูปภายใน 24 ชั่วโมงด้วยหลากหลายวิธีการ โดยแต่ละวิธีทำให้ได้คุณภาพและรสชาติกาแฟแตกต่างกันตามกระบวนการธรรมชาติ มีทั้งแบบ Dry Process การนำกาแฟทั้งเนื้อทั้งเปลือกไปตากแห้ง คล้ายการหมักตามธรรมชาติ Fully-Washed Process หรือวิธีแปรรูปแบบเปียกที่ใช้น้ำในการแปรรูปทุกขั้นตอน และ Semi-Washed Process แปรรูปแบบกึ่งแห้งกึ่งเปียก ปลายทางของการแปรรูปทุกแบบได้ออกมาเป็น
เมล็ดกาแฟกะลาซึ่งกลายมาเป็นเมล็ดกาแฟคุณภาพดีพร้อมคั่วต่อไป

ส่วนกระบวนการคั่ว มีนักคั่วผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพควบคุมทุกกระบวนการตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งรสชาติและความสะอาด คุณวิเชียรเปรียบว่า “กาแฟเหมือนไวน์ ต้องใช้ความพิถีพิถันและผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินว่าเกรดกาแฟที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร” 

ด้วยกระบวนการทั้งหมดทำให้เบลนด์ได้กาแฟที่มีคาแรกเตอร์กลมกล่อมหลากหลายรส ทั้งรสเปรี้ยว สว่าง สดใส สดชื่น ผสมผลไม้และดอกไม้ป่า รสโทนหวานผสมกลิ่นไอของอัลมอนด์อบ พลัม น้ำตาลอ้อย หรือรสอย่างช็อกโกแลตและน้ำตาลทรายแดง สมกับที่เป็นกาแฟ Specialty

มีวนาเป็นธุรกิจที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะคุณวิเชียรมองว่า “การที่เรามีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อย่างครบกระบวนการ ตั้งแต่เพาะปลูก แปรรูป คั่ว จัดจำหน่าย ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานของกาแฟอินทรีย์ระดับสากลได้อย่างแท้จริง”

ห่วงโซ่ทั้งหมดนี้จบที่คนซื้อ ทุกคนสามารถสนับสนุน Organic Shade-Grown Forest Coffee และป่าต้นน้ำได้ผ่านการจิบกาแฟหนึ่งแก้ว 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

พื้นที่เล่าเรื่องใต้ร่มเงาไม้ที่ MiVana Coffee Flagship Store

แม้กาแฟจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่การตระหนักรู้ในข้อดีของกาแฟอินทรีย์ยังไม่มากนัก คล้ายกับเวลาสินค้าออร์แกนิกในหมวดสินค้าต่างๆ เพิ่งเริ่มเข้าตลาด ผู้บริโภคต้องใช้เวลาศึกษาข้อดีของ Organic Forest Coffee มีวนาจึงอยากสื่อสารให้คนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นผ่านการเปิดร้าน Flagship สาขาแรก ว่ากาแฟ 1 แก้ว มีคุณค่ามากกว่ารสชาติ

สร้างประสบการณ์ผ่านรสและบรรยากาศ ผสมผสานเรื่องเล่าจากผืนป่าส่งตรงสู่เมือง 

แม้ระยะทางจากเมืองและป่าจะห่างไกลกันหลายกิโลเมตร แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนได้รับผลกระทบร่วมกัน เราต่างใช้อากาศและปอดของโลกร่วมกัน

MiVana กาแฟอินทรีย์ที่อยากมีคู่แข่ง และเปิด Flagship Store หวังขยายให้ป่าโตอีก 100 เท่า

คุณมิกิเล่าความตั้งใจที่อยากให้ความรักธรรมชาติอยู่ในใจคน อยากทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ร้าน Flagship แห่งนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่รดน้ำปลูกต้นไม้ในใจคนเมือง

“อยากให้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวแนวคิดการทำงานของมีวนา ถ่ายทอดกระบวนการทำงานและคุณค่าของแบรนด์ผ่านการให้บริการภายในร้าน นำส่งมาจนถึงเครื่องดื่ม อยากให้คนรู้จักมากขึ้นว่าแนวคิดของมีวนาที่ทำต่อเนื่องมาคืออะไร เล่าความตั้งใจที่อยากรักษาป่า อนุรักษ์ฟื้นฟูป่า”

การได้จิบกาแฟและดูแลผืนป่าไปพร้อมกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนรักษาป่าต้นน้ำและดูแลสังคมร่วมกันได้ เมื่อมาสัมผัสบรรยากาศใต้ร่มเงาป่าที่ร้าน นอกจากความร่มรื่นและรสชาติกาแฟที่เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว หากหยิบแพ็กเกจขึ้นมา จะเห็นลายเงาไม้ที่กล่องและห่อกาแฟ สื่อถึงการปลูกใต้ร่มเงาต้นไม้ที่มีอยู่จริงในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ต้นจามจุรี ต้นชงโค ต้นพญาเสือโคร่ง เป็นต้น ทำให้คอกาแฟได้รู้ที่มาว่ากาแฟที่ดีแบบนี้ไม่ได้เดินทางไกลมาจากประเทศไหน แต่เติบโตจากใต้ร่มไม้ในป่าบ้านเรานี่เอง

การก่อสร้างตกแต่งร้านครั้งนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือ (Collaboration) โดยได้รับความร่วมมือจากหลายธุรกิจใต้เครือบริษัทพรีเมียร์ที่มีเป้าหมายร่วมกัน คืออยากผลักดันสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากซิกเนเจอร์ของกาแฟแล้ว ยังมีซิกเนเจอร์ของการตกแต่งร้านและอาหารจากผู้เชี่ยวชาญธุรกิจที่ถนัดในแต่ละส่วน ทั้งการตกแต่งร้านอย่างเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นทางภาคเหนือกับสไตล์การตกแต่งแนว Contemporary ได้อย่างลงตัว จากทีมงานโรงแรม Raya Heritage จังหวัดเชียงใหม่ และพัฒนาเบเกอรี่สูตรพิเศษเพื่อสะท้อน Local Wisdom ร่วมกับทีมเชฟประจำ The Botanical House Bangkok ผู้ให้บริการรับจัดงานอีเวนต์ครบวงจร

องค์ประกอบทุกอย่างเพื่ออยากสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ที่ตระหนักถึงรสชาติที่คุณรักษ์ ไม่ใช่แค่ป่าที่เติบโตเท่านั้น แต่สังคมคนรักษ์กาแฟใต้ร่มเงาป่าและรักต้นไม้ก็เติบโตไปด้วยกัน Grow Together อย่างแท้จริง

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

โมเดลร้านและป่าต้นแบบที่อยากขยายอีก 100 เท่า

“อยากมีป่าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเท่า”

คุณวิเชียรเชื่อว่า “หากเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ทั้งมิติทางการเงิน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคนิยมด้วย จะมีคนมาช่วยกันทำเยอะ เราทำเองคนเดียวไม่ได้ อยากสร้างต้นแบบให้สมบูรณ์ แล้วเกิดการทำซ้ำ”

เพราะเหตุนี้ มีวนาจึงเป็นธุรกิจที่อยากมีคู่แข่ง “ถ้าอยากมาเรียนรู้จากเรา ทำได้ดีกว่า หรือทำเหมือนได้เลย”

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

คุณวิเชียรมองว่าคู่แข่งเหมือนเพื่อนที่มาช่วยโฆษณาให้กาแฟไทยเติบโตในตลาดโลกมากขึ้น ทัดเทียมกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้ปลูกกาแฟมาแต่ดั้งเดิม เพิ่งเริ่มปลูกราว 10 – 20 ปีที่ผ่านมา ยังต้องดึงจุดเด่นของกาแฟขึ้นอีกเพื่อแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ ซึ่งความเป็นออร์แกนิกและปลูกใต้ร่มเงาป่านี่เองที่แตกต่างและน่าสนใจ

MiVana Coffee Flagship Store เป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบสำคัญที่ตั้งใจอยากให้เกิดการต่อยอด ขยายการปลูกป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ในไทยอีกมากมายในอนาคต  

มีวนามีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ทั้งลูกค้า B2C ที่สามารถซื้อมีวนาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม Lazada และ Shopee รวมถึงกลุ่มลูกค้า B2B หลากหลายรูปแบบ ทั้งร้านกาแฟ คาเฟ่ที่อยากใช้เมล็ดกาแฟคั่วของมีวนา ไปจนถึงโรงคั่วกาแฟ (Roaster) และ Trader หรือผู้ส่งออกกาแฟที่ต้องการส่งออกกาแฟไปต่างประเทศ เนื่องจากมีวนาได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ทั้ง EU (ยุโรป) และ USDA (สหรัฐอเมริกา)

ในปีนี้มีวนายังพัฒนาสินค้าให้หลากหลายเบลนด์และหลากหลายรูปแบบ ทั้งเมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด และกาแฟดริป เพื่อให้ถูกใจตามความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค พร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์สังคมคนรักกาแฟใต้ร่มเงาไม้ให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก 

เมื่อไม่ได้อยากขายแค่กาแฟ แต่อยากขายความยั่งยืนด้วย จึงตั้งใจให้ร้าน Flagship มีบทบาทช่วยด้านการสื่อสารการตลาดอย่างจริงใจถึงลูกค้าและคู่ค้า แม้มีจุดเด่นเป็นกาแฟรักษ์ป่า แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานและคุณภาพกาแฟ โดยเชื่อว่าหากกาแฟไม่อร่อย ลูกค้าก็ไม่ยอมทานอยู่ดี

เป็นร้านต้นแบบที่หวังให้กำไรออกดอกออกผลและผลักดันมาตรฐานกาแฟ Specialty ในไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

อยู่ดีมีสุข

นอกจากอยากให้ป่าโตขึ้น มีสีเขียวมากขึ้นแล้ว สิ่งที่มีวนาอยากให้เติบโตไปด้วยกัน คือ คน มีวนาดำเนินงานตามนโยบายการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานกาแฟเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนด้วย

ทุกครั้งที่เพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟ คือการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมพัฒนากับชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น เกษตรกรกาแฟ มีส่วนคิดริเริ่มตัดสินใจและพัฒนากระบวนการปลูก ส่วนมีวนาช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เกษตรกรไม่รู้ เช่น การดูแลจัดการวัชพืช การสร้างระบบให้กาแฟได้มาตรฐาน ต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกัน บ่มเพาะธุรกิจไปด้วยกัน นอกจากได้ราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นแล้ว เกษตรกรยังได้เงินทุนสนับสนุนจากการผลิตกาแฟกับมีวนาเพื่อพัฒนาชุมชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างอยู่ดีมีสุข

ที่ MiVana Coffee Flagship Store มีป้ายคำสีขาวหลายสิบคำเรียงกันที่กำแพง

‘พลัง ไว้ใจ ความรู้ เติบโต พัฒนา สามัคคี แลกเปลี่ยน รวมกลุ่ม ช่วยเหลือ ภูมิใจ บ้าน รายได้ สุขภาพดี เย็นสบาย ต้นน้ำ ความเป็นอยู่ อายุยืน รัก รักษา ชีวิต Shade-Grown’

เหล่านี้เป็นตัวอย่างคำที่ชาวบ้านนึกถึงเมื่อถามว่า พูดถึง ‘มีวนา’ นึกถึงคำว่าอะไร  

คุณมิกิบอกว่า เมื่อชาวบ้านพูดคำเหล่านี้ออกมาเอง ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ริเริ่มทำร่วมกันนั้นเดินมาถูกทางแล้ว คำเหล่านี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจและกำลังใจในการทำงานต่อไป ทำให้ไม่ลืมว่าอยากทำกาแฟรักษ์ป่าเพื่ออะไร 

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

Lessons Learned 

  • ดูว่าเราถนัดหรือมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ตรงไหนในห่วงโซ่ของธุรกิจ หากสามารถทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้จะทำให้ยิ่งมีข้อได้เปรียบ
  • การเล่าที่มาที่ไปและความเชื่อของธุรกิจมีผลต่อประสบการณ์และมุมมองที่มีต่อแบรนด์
  • การคำนึงถึงอิมแพคก่อนกำไร ทำให้มองคู่แข่งเป็นพันธมิตร และขยายอิมแพคให้ใหญ่ขึ้นได้
  • การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกธุรกิจ ที่สามารถมีส่วนร่วมในรูปแบบที่ตัวเองถนัดได้

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

นอกจากการเต้นจีบมือและเซิ้งนิ้วไปมาที่แถวหน้าของขบวนงานบวชแล้ว ความทรงจำล่าสุดที่ผู้เขียนมีต่อวิชานาฏศิลป์ไทยก็คือ การสอบภาคปฏิบัติรำวงมาตรฐานในเพลงที่ 10

พอโตขึ้น ก็ไม่คิดว่ากุลสตรีไทยอย่างเราต้องลงมือจีบใครก่อน อายุขัยของความจีบจึงจบลงไปตั้งแต่วันสอบภาคปฏิบัตินั่น ช่างเป็นชีวิตที่มีความอ่อนช้อยสั้นเหลือเกินค่ะคุณ

ในวันที่เห็นสาวๆ ในชุดโจงกระเบนหลากสีสันกับท่าทีที่แปลกตา ไม่มีการเอียงตัวหันองศา ไม่มีระยะห่างระหว่างปลายนิ้วก้อยกับหางคิ้ว ชื่อของ Thai Fit ก็เข้ามาอยู่ในความทรงจำ

ท่ามกลางเสียงดนตรีเพลงไทยในทำนองอิเล็กทรอนิก เรากำลังสนทนากับ ครูดิว-ขจิตธรรม พาทยกุล ผู้ก่อตั้ง Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ที่สร้างสรรค์จากท่วงท่าของรำไทยแห่งนี้

ตลกดี เพียงแค่ดนตรีขึ้นห้องที่สาม เราก็ย่ำเท้าและก้าวชิดไม่ผิดจากครูที่หน้าห้อง

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ตั้งวง

จุดเริ่มต้นจากครูดิว ทายาทรุ่นที่สามของโรงเรียนดนตรีและนาฏศิลป์พาทยกุล รับรู้ถึงปัญหาของระยะห่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับศิลปวัฒนธรรมที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเธอเรียนจบปริญญาโทวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากมหาวิทยาลัยคิงส์ตัน ที่ซึ่งจุดประกายความสนใจให้ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ ช่วงเดียวกับที่กระแสเรื่องการดูแลสุขภาพกำลังเป็นที่นิยม

“โจทย์หลักในการที่เราทำ Thai Fit คือเราอยากให้ศิลปะเข้ามาใกล้กับคนมากขึ้น โดยที่ไม่ได้มีระยะห่างซึ่งกัน ไม่ได้อยู่บนหิ้ง ไม่ได้น่ากลัวหรือจับต้องไม่ได้ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นศิลปินเท่านั้นถึงจะทำได้ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่อนุรักษ์นิยม” ครูดิวเล่าถึงความตั้งใจแรกเริ่มที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ที่เธอและเพื่อนๆ พยายามสื่อสารเรื่องรำไทยกับสุขภาพ จนวันนี้ทุกอย่างลงตัวในชื่อแบรนด์ Thai Fit Studio ที่ผ่านกระบวนการทำงานและความตั้งใจในทุกรายละเอียดซึ่งสะท้อนคุณค่าเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธ

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การหยิบรำไทยมาใส่ทำนองอิเล็กทรอนิกนั้นสร้างความสั่นสะเทือนให้วงการนาฏศิลป์อย่างไรบ้าง ครูดิวจึงรีบตอบในทันทีว่า “ดิวค่อนข้างโชคดีมากที่อยู่วงการนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้น ผู้ใหญ่ในวงการที่เห็นเราตลอดเขาจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็นศาสตร์ที่ใหม่และเราไม่ได้มาเพื่อลบล้างศาสตร์เก่าที่ยังคงสวยงามและทรงคุณค่า จะว่าไปผู้เชี่ยวชาญในวงการก็ให้กำลังใจและให้ความเห็นที่ดีมาโดยตลอด อยู่ที่เรานั้นฝึกฝนมากพอจนสามารถสร้างสรรค์อะไรอย่างอื่นได้บ้างหรือเปล่า ดิวว่าเราไม่ควรดูถูกความคิดเห็นของผู้ใหญ่ เพราะที่เขาทัก เขาท้วง มันก็มีเหตุผลของเขา อะไรที่มันสร้างสรรค์ มันก็คือสร้างสรรค์ อะไรที่มันไม่สร้างสรรค์ มันก็คือไม่สร้างสรรค์”

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ศิลปะการให้ท่า

เมื่อตัดสินใจจะใช้นาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์วิธีการดูแลสุขภาพ ครูดิวจึงพาท่าทางรำและระบำตั้งแต่หัวจรดเท้าไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องสรีรวิทยา จนได้ข้อมูลเรื่องประโยชน์และโทษของท่วงท่าต่างๆ เช่น การตั้งวงให้ประโยชน์ที่กล้ามเนื้อท้องแขนส่วนหน้า ท่าจีบมือให้ประโยชน์ที่กล้ามเนื้อท้องแขนส่วนหลัง

“พอตั้งวง คุณหมอจะบอกให้ลองยืดแขนออกไปให้ได้มากกว่านี้อีกเรื่อยๆ ซึ่งท่ารำไทยจริงๆ มันจะมีข้อจำกัดเรื่องความอ่อนช้อย และคำแนะนำเรื่องระยะเวลาการทำที่เหมาะสม นี่จึงเป็นการต่อยอดท่ารำและเพิ่มขีดความสามารถด้วยสรีรศาสตร์ เกิดเป็นท่ารำเฉพาะของ Thai Fit” ครูดิวเล่าพร้อมทำท่าจีบมือที่คุณหมอแนะนำให้จีบนิ้วมือทุกนิ้วช่วยป้องกันนิ้วล็อก

จากนั้นทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อจัดสรรเวลาสำหรับคลาสออกกำลังกายที่เหมาะสม ได้แก่ Warm up (10 นาที) เป็นช่วงแนะนำท่าทางที่จะใช้ทั้งหมดในคลาส ก่อนจะทำให้หนักขึ้นใน Training (30 – 40 นาที) เป็นการทำซ้ำๆ คล้ายกำลังทำคาดิโอ กระโดดไปมา แล้วจึง Cool down (10 นาที) สำหรับการยืดเส้น

ใครที่คิดว่าท่ารำไทย จีบมือซ้าย ตั้งวงมือขวา ของ ThaiFit จะง่ายๆ สบายๆ ไม่ปวดร้าวร่างกาย คุณกำลังสบประมาทคาร์ดิโอ้สัญชาติไทยเข้าให้แล้ว โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังงานลึกลับคล้ายความปวดเมื่อยเล็กๆ จากการใช้กล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ชอบก็จีบ

ที่ Thai Fit แบ่งห้องเรียนออกเป็น 3 รูปแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนเลือกตามความชอบ ประกอบด้วย Thai Myth คลาสที่ท่ารำได้แรงบันดาลใจมาจากระบำมาตรฐานหรือระบำในโบราณคดี เช่น สุโขทัย ทวารวดี เป็นต้น อ่อนช้อยสวยงาม Thai Folk คลาสที่ท่ารำสนุกๆ ประยุกต์มาจากนาฏศิลป์พื้นบ้านของภูมิภาคต่างๆ และ Thai Martial Arts คลาสที่ท่ารำมาจากศิลปะป้องกันตัว กระบี่กระบอง และการรำโขน มีความทะมัดทะแมง

แม้ท่วงท่าของทั้งสามรูปแบบจะต่างกันแต่ให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งกล้ามเนื้อและระบบประสาทซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่แล้วตามการย่างก้าวและเอียงตัว นอกจากนี้สติและสมาธิจากการติดตามท่วงท่าให้ทันจะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่เกี่ยวกับความจำได้ ที่สำคัญที่สุดคือโอกาสในการบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กต่างๆ เช่น ที่ข้อมือ นิ้วมือ นิ้วเท้า และข้อต่อเล็กๆ ตรงบริเวณนั้นที่ไม่มีในการออกกำลังกายประเภทไหน

เพลงที่ดังอยู่ตลอด 60 นาที ทำให้เราหายสงสัยเรื่องความแข็งแกร่งในความอ่อนช้อยและความอ่อนช้อยในความแข็งแกร่ง เหมือนที่ใครบอกไว้ว่าแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย ครูดิวบอกว่าเป้าหมายของ Thai Fit ไม่เน้นท่วงท่าที่สวยงาม แต่มันคือการสำรวจตัวเอง เช่น เมื่อรู้ว่าไหล่ไม่เท่ากัน สะโพกไม่เท่ากัน คุณครูก็จะให้การบ้านไป ถ้าสะโพกไม่เท่ากันมันมีท่าเซิ้งนะ เช่น ท่าขยำข้าวเหนียว ก็สามารถช่วยได้ เพราะถ้าใครติดปัญหาส่วนไหนก็ทำส่วนนั้นเป็นพิเศษ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

รำแล้วดีโทษปี่โทษกลอง

นอกจากเพลงพื้นบ้านแล้ว ทุกเพลงที่ใช้ประกอบการออกกำลังกายเป็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมดของครูดิวและอัศจรรย์ คอลเลคทีฟ (Assajan Collective) ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่ช่วยเรื่องทำงานสื่อสารให้กับสตูดิโอ Thai Fit โดยเหตุผลที่ต้องทำเพลงขึ้นเองใหม่เพราะเพลงทั่วไปที่มีอยู่ในตลาดใช้ไม่ได้

ครูดิวเล่าว่า ธีมในแต่ละคลาสจะเป็นโจทย์กำหนดลักษณะเพลงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นดนตรีไทยที่ใส่ Electronic เข้าไป เหมือนเป็น ambient แต่ว่าสำหรับ Thai Fit เธอจะทำให้มันมี beat มากขึ้น

“เรื่องที่เราให้ความสำคัญที่สุดของเพลงคือ จังหวะและอารมณ์ของเพลงจะต้องส่งเสริมให้เหมาะสมกับช่วง Warm Up Training และ Cool Down เช่น Training จะมีจังหวะเพลงที่ 120 BPM สอดคล้องกับอัตราการเต้นของหัวใจ” ครูดิวเล่าพร้อมกับชวนให้ฟังเสียงซอด้วงที่เธอบรรเลงในเพลงระบำนกยูง ประกอบเมโลดี้บางส่วนที่มีกลิ่นอายระบำโบราณสมัยสุโขทัย เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบห้องเรียน Thai Myth

สำหรับห้องเรียน Thai Folk นอกจากเพลงชาวเลในจังหวะสนุกๆ ประกอบการเต้นที่ใช้สะโพกเยอะๆ แล้ว ครูดิวและทีมยังเปลี่ยนผ้าโจงกระเบนเป็นผ้ามัดย้อมสำหรับการรำประกอบเพลงภาคใต้นี้เท่านั้นด้วย ส่วน Thai Martial Arts แม้จะเป็นเพลงปี่พาทย์ แต่ก็ไม่ได้ทำออกมาจนน่ากลัวและเอื้อมไม่ถึง

ครูผู้สอนของ Thai Fit ต้องมีความพิเศษแตกต่างจากครูสอนนาฏศิลป์ทั่วไปอย่างไร เราถาม

“เพราะไม่เหมือนรำไทยเลย ที่จะต้องทำท่าเดียวกันต่อเนื่องไปทั้งเพลง แต่ Thai Fit คือการต้องทำซ้ำๆ และองศาของท่าทางก็ไม่ใช่แบบรำไทยที่เคยร่ำเรียนเลย แรกๆ ครูก็จะรู้สึกขัดตัวขัดใจเหมือนกัน” ครูดิวเสริมหลักการเลือกครูของ Thai Fit ที่รำไทยเป็นอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องรำเป็นอย่างดีและสอนได้ ที่สำคัญต้องเป็นคนเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

เครื่องฟิต สตาร์ทติดง่าย

ความท้าทายของ Thai Fit ไม่ได้มีแค่เรื่องทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อการต่อยอดสิ่งใหม่ แต่เป็นเรื่องความใหม่ของตลาดธุรกิจนี้ ซึ่งไม่มีข้อมูลทางการตลาดอ้างอิง ลูกค้า ความต้องการ ราคา และอื่นๆ ทำให้ครูดิวและทีมงานต้องทำการบ้านไม่น้อย ครูดิวเล่าว่า เธอโชคดีที่ตัดสินใจส่งแผนธุรกิจเข้าประกวดโครงการสุดยอดแนวคิดพลิกธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน จึงทำให้ค่อยๆ พัฒนาธุรกิจและต่อยอดมาถึงปัจุบัน

“คนไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่มหาศาลมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะศิลปะ ร่ายรำ ดนตรี อาหารการกิน เรารู้สึกว่า Thai Fit อาจจะเป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมของเราในการยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ เราใช้มือเปล่า เท้าเปล่า ยังไม่ต้องหันไปพึ่งพาวัฒนธรรมอื่น ไม่ใช่ว่าวัฒนธรรมอื่นไม่ดี แต่เรามองจากของใกล้ตัวก่อน”

ซึ่งในอนาคตเราจะได้เห็น Thai Fit ทำงานร่วมกับหน่วยงานในอีกหลากหลายวงการที่มีความเชื่อในเรื่องการอนุรักษ์ไปพร้อมๆ กับการทำงานสร้างสรรค์ อย่างที่ Thai Fit กำลังได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากแบรนด์และบริษัทต่างๆ รวมถึงสถานทูตประเทศต่างๆ ที่มอบโอกาสเผยแพร่สิ่งที่ Thai Fit ตั้งใจ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

The Entrepreneur ตอนนี้ ขอลากันไปแบบสบายๆ ด้วยท่าออกกำลังกายที่ ครูเฟี้ยว-มาดาพร น้อยนิตย์ และครูปีโป้-ปรียานุช ประมูลกิจ นำมาฝากให้คุณเตรียมตัวบอกลาออฟฟิศซินโดรมก่อนใคร

ท่าแรกมีชื่อว่า ท่าโอบต้นไม้ เริ่มจากตั้งวง ในท่าเผยอกเปิดไหล่ จากนั้นยืดให้สะบักมาชิดกัน โดยปกติแล้วท่ารำของไทยจะไม่แอ่นขนาดนี้ จากนั้นร่ายมือจีบเข้าตัวให้หลังตึงพอประมาณเหมือนกำลังโอบต้นไม้ใหญ่ ทำติดต่อกัน 5 ครั้งใน 1 เซ็ต ทำ 5 – 8 เซ็ต

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ท่าที่สองง่ายมาก เหมาะสำหรับคนไม่มีพื้นที่ เรียกว่า ท่าจีบสลับนิ้ว เริ่มจากยืดแขนให้ตึง หักข้อมือเข้าหาตัวแล้วจีบมือไล่นิ้วชี้ กลาง นาง และก้อย

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ยังๆ ยังไม่พอ เรามีคลิปสั้นๆ มาฝากกันด้วย

แต่อย่าไปฝึกอยู่บ้านคนเดียวเลย เดี๋ยวคนที่บ้านตกใจ

ThaiFit Studio  |  FB: Thai Fit

Rules

  1. ทำงานด้วยทัศนคติที่ว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ และพร้อมเข้าใจความต่างของมนุษย์ทุกคนที่เราทำงานด้วย
  2. ทำงานตอนที่ท้องอิ่ม
  3. ทำงานกับคนที่เรารัก (ข้อนี้เพิ่งค้นพบ ตอนที่เริ่มทำงานกับแฟน คงเป็นเพราะดิวเป็นคนประเภทให้ความสำคัญกับความรัก พอเราทำงานกับคนที่เรารัก มันเลยทำให้รู้สึกว่าอยากให้ถึงเวลาทำงานทุกวันเลยค่ะ)

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load