เหนือระดับน้ำทะเล 1,000 – 1,600 เมตร ที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงราย

ที่นี่คือพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ‘มีวนา’ (MiVana)

กาแฟที่มีซิกเนเจอร์ไม่เหมือนใคร คือ การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ทั้งอยากรักษาระบบนิเวศและอยากให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ คำนึงถึงคุณภาพกาแฟและคุณค่าของชีวิตของทั้งป่าและคน

นี่คือเรื่องราวของธุรกิจที่บริหารครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างผลกำไรจากผลผลิตให้งอกงามอย่างเป็นธรรม โดยรักษากระบวนการตามมาตรฐานกาแฟอินทรีย์ระดับสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด และ คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด จะมาเล่าแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนพร้อมการเปิดร้าน Flagship ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบให้คนอยากดูแลรักษาธรรมชาติ มีส่วนร่วมช่วยสังคมได้ผ่านการจิบกาแฟ และสนใจกาแฟออร์แกนิกกันมากขึ้น

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ธุรกิจเพื่อป่าที่ได้ผลกำไรเพื่อคน 

เรื่องราวของกาแฟอินทรีย์รักษาป่าเริ่มต้นที่มูลนิธิสายใยแผ่นดินริเริ่มโครงการพัฒนาชุมชน เมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟ ก็ต้องหาระบบจัดการผลผลิตกาแฟอย่างมีประสิทธิภาพตามมา กลุ่มบริษัทพรีเมียร์จึงมาช่วยบริหารจัดการเพื่อหวังให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน

คุณวิเชียร พงศธร มีวิสัยทัศน์ว่า “ทำยังไงให้ทำธุรกิจดี และสังคมดีขึ้นด้วย” 

เขาเล็งเห็นว่า “ทุกวันนี้ธุรกิจที่กำไรมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมดีขึ้นเสมอไป การตั้งต้นด้วยกำไรที่งอกเงย เห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมแย่ลง ใช้ทรัพยากรและพลังงานธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนมากเพียงพอ การทำธุรกิจต้องได้ดีไปด้วยกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งกำไร สิ่งแวดล้อม คน ถึงจะยั่งยืนได้”

มีวนา เป็นโมเดลธุรกิจที่มีกำไรหลายต่อ เพราะใช้กาแฟแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมได้ด้วย ทุกวันนี้ไอเดียกาแฟรักษ์ป่าทำให้มีรายได้จากการปลูกกาแฟในป่ามากขึ้น ใช้ป่าเป็นที่ดินทำกินได้ ชาวบ้านเป็นผู้อนุรักษ์ป่าไปในตัวทั้งช่วยปลูกป่าเพิ่มและดูแลเรื่องไฟป่า ได้ทั้งผลกำไรทางธุรกิจและสังคม 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

มีป่า มีกาแฟ

‘วนา’ แปลว่า ป่า ‘มีวนา’ แปลว่า มีป่า

คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ เล่าว่า มีวนาใช้พื้นที่กว่า 6,000 ไร่ในป่าจังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ 7 หมู่บ้าน 3 ป่าต้นน้ำของแม่สรวย แม่กรณ์ และแม่ลาว เพื่อปลูก Organic Shade-Grown Forest Coffee กาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ 

เลือกใช้กาแฟอาราบิก้า เพราะแต่เดิมมีการปลูกอาราบิก้าตามดอยอยู่แล้ว เป็นกาแฟที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่สูง อากาศเย็น ด้วยปริมาณแสงไม่มากเกินไป และธาตุอาหารในดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอม รสชาติมีเอกลักษณ์ตามธรรมชาติ เกษตรกรยังสามารถปลูกไม้ยืนต้นและไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ในฤดูที่ไม่ได้ปลูกกาแฟได้ด้วย ทำให้แร่ธาตุในดินยิ่งอุดมสมบูรณ์ เป็นผลดีต่อกาแฟกลับคืนมา

กระบวนการปลูกทั้งหมดใช้วิถีเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกที่ไม่ใช้สารเคมีเลยตลอดกระบวนการ แม้ผลผลิตต่อต้นที่ออกมาไม่มากเท่าทวีคูณเหมือนการใช้วิธีลัด กาแฟสุกช้ากว่า แต่เมล็ดกาแฟได้เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าอย่างเต็มที่ ทำให้มีรสชาติที่ดี ปลอดภัย สร้างความยั่งยืนให้ธรรมชาติและชุมชนมากกว่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ดูแลต้นน้ำถึงปลายน้ำ  

คุณมิกิถ่ายทอดรายละเอียดของมีวนา ว่าเป็นกาแฟอินทรีย์ที่พิถีพิถันทุกกระบวนการ เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อรสชาติ

ใส่ใจตั้งแต่การเก็บเกี่ยวแบบ Handpick ด้วยมือทีละผล เลือกเฉพาะผลที่สุกพอดี นำไปคัดสรรหาผลที่สมบูรณ์ต่อด้วยการลอยน้ำ หากผลไหนมีแมลงเจาะจะมีอากาศข้างใน ทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่าและลอยขึ้น จึงสามารถเลือกเฉพาะผลที่จมน้ำทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่สมบูรณ์

จากนั้นนำไปแปรรูปภายใน 24 ชั่วโมงด้วยหลากหลายวิธีการ โดยแต่ละวิธีทำให้ได้คุณภาพและรสชาติกาแฟแตกต่างกันตามกระบวนการธรรมชาติ มีทั้งแบบ Dry Process การนำกาแฟทั้งเนื้อทั้งเปลือกไปตากแห้ง คล้ายการหมักตามธรรมชาติ Fully-Washed Process หรือวิธีแปรรูปแบบเปียกที่ใช้น้ำในการแปรรูปทุกขั้นตอน และ Semi-Washed Process แปรรูปแบบกึ่งแห้งกึ่งเปียก ปลายทางของการแปรรูปทุกแบบได้ออกมาเป็น
เมล็ดกาแฟกะลาซึ่งกลายมาเป็นเมล็ดกาแฟคุณภาพดีพร้อมคั่วต่อไป

ส่วนกระบวนการคั่ว มีนักคั่วผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพควบคุมทุกกระบวนการตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งรสชาติและความสะอาด คุณวิเชียรเปรียบว่า “กาแฟเหมือนไวน์ ต้องใช้ความพิถีพิถันและผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินว่าเกรดกาแฟที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร” 

ด้วยกระบวนการทั้งหมดทำให้เบลนด์ได้กาแฟที่มีคาแรกเตอร์กลมกล่อมหลากหลายรส ทั้งรสเปรี้ยว สว่าง สดใส สดชื่น ผสมผลไม้และดอกไม้ป่า รสโทนหวานผสมกลิ่นไอของอัลมอนด์อบ พลัม น้ำตาลอ้อย หรือรสอย่างช็อกโกแลตและน้ำตาลทรายแดง สมกับที่เป็นกาแฟ Specialty

มีวนาเป็นธุรกิจที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะคุณวิเชียรมองว่า “การที่เรามีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อย่างครบกระบวนการ ตั้งแต่เพาะปลูก แปรรูป คั่ว จัดจำหน่าย ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานของกาแฟอินทรีย์ระดับสากลได้อย่างแท้จริง”

ห่วงโซ่ทั้งหมดนี้จบที่คนซื้อ ทุกคนสามารถสนับสนุน Organic Shade-Grown Forest Coffee และป่าต้นน้ำได้ผ่านการจิบกาแฟหนึ่งแก้ว 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

พื้นที่เล่าเรื่องใต้ร่มเงาไม้ที่ MiVana Coffee Flagship Store

แม้กาแฟจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่การตระหนักรู้ในข้อดีของกาแฟอินทรีย์ยังไม่มากนัก คล้ายกับเวลาสินค้าออร์แกนิกในหมวดสินค้าต่างๆ เพิ่งเริ่มเข้าตลาด ผู้บริโภคต้องใช้เวลาศึกษาข้อดีของ Organic Forest Coffee มีวนาจึงอยากสื่อสารให้คนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นผ่านการเปิดร้าน Flagship สาขาแรก ว่ากาแฟ 1 แก้ว มีคุณค่ามากกว่ารสชาติ

สร้างประสบการณ์ผ่านรสและบรรยากาศ ผสมผสานเรื่องเล่าจากผืนป่าส่งตรงสู่เมือง 

แม้ระยะทางจากเมืองและป่าจะห่างไกลกันหลายกิโลเมตร แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนได้รับผลกระทบร่วมกัน เราต่างใช้อากาศและปอดของโลกร่วมกัน

MiVana กาแฟอินทรีย์ที่อยากมีคู่แข่ง และเปิด Flagship Store หวังขยายให้ป่าโตอีก 100 เท่า

คุณมิกิเล่าความตั้งใจที่อยากให้ความรักธรรมชาติอยู่ในใจคน อยากทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ร้าน Flagship แห่งนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่รดน้ำปลูกต้นไม้ในใจคนเมือง

“อยากให้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวแนวคิดการทำงานของมีวนา ถ่ายทอดกระบวนการทำงานและคุณค่าของแบรนด์ผ่านการให้บริการภายในร้าน นำส่งมาจนถึงเครื่องดื่ม อยากให้คนรู้จักมากขึ้นว่าแนวคิดของมีวนาที่ทำต่อเนื่องมาคืออะไร เล่าความตั้งใจที่อยากรักษาป่า อนุรักษ์ฟื้นฟูป่า”

การได้จิบกาแฟและดูแลผืนป่าไปพร้อมกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนรักษาป่าต้นน้ำและดูแลสังคมร่วมกันได้ เมื่อมาสัมผัสบรรยากาศใต้ร่มเงาป่าที่ร้าน นอกจากความร่มรื่นและรสชาติกาแฟที่เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว หากหยิบแพ็กเกจขึ้นมา จะเห็นลายเงาไม้ที่กล่องและห่อกาแฟ สื่อถึงการปลูกใต้ร่มเงาต้นไม้ที่มีอยู่จริงในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ต้นจามจุรี ต้นชงโค ต้นพญาเสือโคร่ง เป็นต้น ทำให้คอกาแฟได้รู้ที่มาว่ากาแฟที่ดีแบบนี้ไม่ได้เดินทางไกลมาจากประเทศไหน แต่เติบโตจากใต้ร่มไม้ในป่าบ้านเรานี่เอง

การก่อสร้างตกแต่งร้านครั้งนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือ (Collaboration) โดยได้รับความร่วมมือจากหลายธุรกิจใต้เครือบริษัทพรีเมียร์ที่มีเป้าหมายร่วมกัน คืออยากผลักดันสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากซิกเนเจอร์ของกาแฟแล้ว ยังมีซิกเนเจอร์ของการตกแต่งร้านและอาหารจากผู้เชี่ยวชาญธุรกิจที่ถนัดในแต่ละส่วน ทั้งการตกแต่งร้านอย่างเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นทางภาคเหนือกับสไตล์การตกแต่งแนว Contemporary ได้อย่างลงตัว จากทีมงานโรงแรม Raya Heritage จังหวัดเชียงใหม่ และพัฒนาเบเกอรี่สูตรพิเศษเพื่อสะท้อน Local Wisdom ร่วมกับทีมเชฟประจำ The Botanical House Bangkok ผู้ให้บริการรับจัดงานอีเวนต์ครบวงจร

องค์ประกอบทุกอย่างเพื่ออยากสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ที่ตระหนักถึงรสชาติที่คุณรักษ์ ไม่ใช่แค่ป่าที่เติบโตเท่านั้น แต่สังคมคนรักษ์กาแฟใต้ร่มเงาป่าและรักต้นไม้ก็เติบโตไปด้วยกัน Grow Together อย่างแท้จริง

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

โมเดลร้านและป่าต้นแบบที่อยากขยายอีก 100 เท่า

“อยากมีป่าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเท่า”

คุณวิเชียรเชื่อว่า “หากเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ทั้งมิติทางการเงิน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคนิยมด้วย จะมีคนมาช่วยกันทำเยอะ เราทำเองคนเดียวไม่ได้ อยากสร้างต้นแบบให้สมบูรณ์ แล้วเกิดการทำซ้ำ”

เพราะเหตุนี้ มีวนาจึงเป็นธุรกิจที่อยากมีคู่แข่ง “ถ้าอยากมาเรียนรู้จากเรา ทำได้ดีกว่า หรือทำเหมือนได้เลย”

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

คุณวิเชียรมองว่าคู่แข่งเหมือนเพื่อนที่มาช่วยโฆษณาให้กาแฟไทยเติบโตในตลาดโลกมากขึ้น ทัดเทียมกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้ปลูกกาแฟมาแต่ดั้งเดิม เพิ่งเริ่มปลูกราว 10 – 20 ปีที่ผ่านมา ยังต้องดึงจุดเด่นของกาแฟขึ้นอีกเพื่อแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ ซึ่งความเป็นออร์แกนิกและปลูกใต้ร่มเงาป่านี่เองที่แตกต่างและน่าสนใจ

MiVana Coffee Flagship Store เป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบสำคัญที่ตั้งใจอยากให้เกิดการต่อยอด ขยายการปลูกป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ในไทยอีกมากมายในอนาคต  

มีวนามีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ทั้งลูกค้า B2C ที่สามารถซื้อมีวนาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม Lazada และ Shopee รวมถึงกลุ่มลูกค้า B2B หลากหลายรูปแบบ ทั้งร้านกาแฟ คาเฟ่ที่อยากใช้เมล็ดกาแฟคั่วของมีวนา ไปจนถึงโรงคั่วกาแฟ (Roaster) และ Trader หรือผู้ส่งออกกาแฟที่ต้องการส่งออกกาแฟไปต่างประเทศ เนื่องจากมีวนาได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ทั้ง EU (ยุโรป) และ USDA (สหรัฐอเมริกา)

ในปีนี้มีวนายังพัฒนาสินค้าให้หลากหลายเบลนด์และหลากหลายรูปแบบ ทั้งเมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด และกาแฟดริป เพื่อให้ถูกใจตามความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค พร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์สังคมคนรักกาแฟใต้ร่มเงาไม้ให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก 

เมื่อไม่ได้อยากขายแค่กาแฟ แต่อยากขายความยั่งยืนด้วย จึงตั้งใจให้ร้าน Flagship มีบทบาทช่วยด้านการสื่อสารการตลาดอย่างจริงใจถึงลูกค้าและคู่ค้า แม้มีจุดเด่นเป็นกาแฟรักษ์ป่า แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานและคุณภาพกาแฟ โดยเชื่อว่าหากกาแฟไม่อร่อย ลูกค้าก็ไม่ยอมทานอยู่ดี

เป็นร้านต้นแบบที่หวังให้กำไรออกดอกออกผลและผลักดันมาตรฐานกาแฟ Specialty ในไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

อยู่ดีมีสุข

นอกจากอยากให้ป่าโตขึ้น มีสีเขียวมากขึ้นแล้ว สิ่งที่มีวนาอยากให้เติบโตไปด้วยกัน คือ คน มีวนาดำเนินงานตามนโยบายการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานกาแฟเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนด้วย

ทุกครั้งที่เพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟ คือการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมพัฒนากับชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น เกษตรกรกาแฟ มีส่วนคิดริเริ่มตัดสินใจและพัฒนากระบวนการปลูก ส่วนมีวนาช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เกษตรกรไม่รู้ เช่น การดูแลจัดการวัชพืช การสร้างระบบให้กาแฟได้มาตรฐาน ต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกัน บ่มเพาะธุรกิจไปด้วยกัน นอกจากได้ราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นแล้ว เกษตรกรยังได้เงินทุนสนับสนุนจากการผลิตกาแฟกับมีวนาเพื่อพัฒนาชุมชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างอยู่ดีมีสุข

ที่ MiVana Coffee Flagship Store มีป้ายคำสีขาวหลายสิบคำเรียงกันที่กำแพง

‘พลัง ไว้ใจ ความรู้ เติบโต พัฒนา สามัคคี แลกเปลี่ยน รวมกลุ่ม ช่วยเหลือ ภูมิใจ บ้าน รายได้ สุขภาพดี เย็นสบาย ต้นน้ำ ความเป็นอยู่ อายุยืน รัก รักษา ชีวิต Shade-Grown’

เหล่านี้เป็นตัวอย่างคำที่ชาวบ้านนึกถึงเมื่อถามว่า พูดถึง ‘มีวนา’ นึกถึงคำว่าอะไร  

คุณมิกิบอกว่า เมื่อชาวบ้านพูดคำเหล่านี้ออกมาเอง ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ริเริ่มทำร่วมกันนั้นเดินมาถูกทางแล้ว คำเหล่านี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจและกำลังใจในการทำงานต่อไป ทำให้ไม่ลืมว่าอยากทำกาแฟรักษ์ป่าเพื่ออะไร 

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

Lessons Learned 

  • ดูว่าเราถนัดหรือมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ตรงไหนในห่วงโซ่ของธุรกิจ หากสามารถทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้จะทำให้ยิ่งมีข้อได้เปรียบ
  • การเล่าที่มาที่ไปและความเชื่อของธุรกิจมีผลต่อประสบการณ์และมุมมองที่มีต่อแบรนด์
  • การคำนึงถึงอิมแพคก่อนกำไร ทำให้มองคู่แข่งเป็นพันธมิตร และขยายอิมแพคให้ใหญ่ขึ้นได้
  • การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกธุรกิจ ที่สามารถมีส่วนร่วมในรูปแบบที่ตัวเองถนัดได้

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

อักษรสเตนเลสที่ทอดยาวอยู่เหนือหัวของผมอ่านว่า ‘สิงห์ชัย’

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ชุมชนบ้านป่าเห็ว ตำบลอุโมงค์ มายาวนานกว่า 60 ปีตั้งแต่ถนนยังเป็นลูกรัง หญ้ารกสูงถึงหัว จนตอนนี้เป็นย่านชุมชนร้านค้าและที่อยู่อาศัยน่ารักๆ ที่ทุกคนพึ่งพาอาศัยกัน รวมถึงร้านแห่งนี้ด้วยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกความน่ารักในย่านนี้

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

เป็นสถานที่ที่ผมเคยกระโดดโลดเต้นเล่นบนลังนมสูง 30 ชั้นในโกดังเก็บของ เดินเขี่ยลำไยที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่หลังบ้าน ที่ที่มีไอศกรีมกินทุกวัน มีขนมเกือบทุกยี่ห้อที่อยากกิน ที่ที่ผมยืนขายของหลังจากกลับจากโรงเรียนกับปะป๊า หม่าม้า อากง อาม่า และอาเฮีย ผลัดกันกินข้าว ผลัดกันเฝ้าร้าน เป็นที่รองรับร่างอวบอ้วนนี้ให้มีที่ซุกกายซุกใจ

แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ ที่ร้านจะดำรงอยู่มานานขนาดนี้ การทำธุรกิจด้วยความหวังดีและเอาใจใส่ ทำไมถึงไม่ยอมขายของซ้ำๆ กับใคร ความลับที่ว่าขายของยังไง ทำไมคนถึงพูดกันว่า หาอะไรไม่เจอให้มาร้านสิงห์ชัย

วันนี้ลูกชายคนเล็กของตระกูลอย่างผมได้มีโอกาสประกอบจิ๊กซอว์เรื่องราวความเป็นมาของร้าน

ผมกำลังนั่งคุยกับ เจ๊เกด-เกษรา สุโภไควณิช หญิงแกร่งผู้อ่อนโยนประจำตำบลอุโมงค์ หรือสมัยนี้อาจจะเรียกได้ว่าเน็ตไอดอลของตำบล ผู้ครอบครองสถานะ เจ๊ ป้า น้อง พี่ หม่วย (แปลว่าน้องสาวในภาษาจีนแต้จิ๋ว) ย่า ยาย อาม่า และสถานะที่ผมเรียกเขา ‘หม่าม้า’

หม่าม้ากำลังจะพาผมย้อนกลับไป 60 กว่าปีที่แล้วก่อนจะมาเป็นสิงห์ชัย

ภาพค่อยเฟดเป็นสีซีเปีย 

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

หมายเหตุ : บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นภาษาเหนือ จึงขออนุญาตแปลเป็นภาษากลาง

พ.ศ. 2499 อากงครองตลาด

ฝุ่นตลบอบอวลหลังการแล่นผ่านของยานพาหนะ พ่อของอากง (ผมเรียกว่า เหล่ากง) ตื่นแต่เช้ามืดเตรียมตัวไปขายของที่ตลาดโต้รุ่งบ้านป่าเห็ว ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เหล่ากงเป็นชาวจีนที่ตัดสินใจอพยพเข้ามาตั้งรกรากมีลูกมีหลานอยู่แถวนี้ ลูกชายของเขาคนหนึ่งชื่อว่า ไช้ มีความทะเยอทะยานในการขายของมากกว่าการไปโรงเรียน เพราะอยู่กับเหล่ากงเหล่าม่าเป็นประจำ 

เขาพยายามเสาะแสวงหาของมาขายทุกรูปแบบเท่าที่จะหามาได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของที่อยู่ในหมวดเดียวกันก็ตาม เช่น ปุ๋ย สีทาบ้าน ไอศกรีม กล่องดินสอ ยา สายไฟ อาหารสัตว์ เหล็กรูปพรรณ เป็นต้น ถ้าสมัยนั้นมีการ์ตูน โดราเอมอน ร้านก็คงถูกเรียกว่าร้านโดราเอมอนเป็นแน่แท้ เหล่ากงเห็นถึงจิตวิญญาณพ่อค้าของอากง จึงเลื่อนขั้นให้เป็นผู้สืบทอดกิจการ

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

ใน พ.ศ. 2499 อากงแต่งงานกับ อาม่าสุพร พาร์ตเนอร์คนสำคัญ มีลูกด้วยกัน 4 คน นั้นคือ อาอี๊น้อย หม่าม้า อากู๋ตี้ และอากู๋น้อง

อากงซื้อที่ดินบริเวณใกล้ตลาดสร้างเป็นร้านขายของและบ้านของตัวเอง เป็นบ้านแถวไม้หน้ากว้างประมาณ 10 เมตร กิจการดำเนินไปในรูปแบบโชห่วย ให้ลองนึกภาพตามว่าหน้าร้านมีตู้กระจกยาวๆ กั้นอยู่ มีสินค้ามากมายละลานตาเป็นแบกกราวนด์ ลูกค้าจะเดินเข้ามาเอาแขนเท้าบนตู้กระจกแล้วพูดว่า 

“เฮีย ขอสายยางสักสองเมตร” แล้วอากง อาม่า หรือใครก็ตามที่เฝ้าหน้าร้านอยู่ในขณะนั้น จะเดินเข้าไปในร้านหยิบสายยางม้วนใหญ่ๆ มาตัด 2 เมตร ลูกค้าจ่ายเงิน จบ 

“เจ๊ เอาแฟ้บถุงหนึ่ง” อาม่าก็เดินเข้าไปหยิบออกมาให้ ลูกค้าจ่ายเงิน จบ ประมาณนั้น นี่คือโชห่วย

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

ใช่แล้ว ฉันทำอาชีพค้าขาย

ณ เวลานั้น ไม่แน่ใจว่าคนแถวนั้นเรียกชื่อร้านว่าอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่มีชื่อ ไม่นานอากงรู้สึกว่าเราควรทำป้ายร้านได้แล้ว จึงใช้ชื่อไทยและจีนของตัวเองเป็นชื่อร้าน ด้านบนคือ ‘สิงห์ชัย’ มีภาษาจีนอยู่ด้านล่าง อ่านว่า ‘ลิ้ม ย่ง ไช้’ สลักเป็นตัวหนังสือสีทองบนป้ายอะคริลิกสีแดง เข้ากับอุปนิสัยหนักแน่น ใจนักเลงของอากงเป็นอย่างยิ่ง 

พอพูดถึงความใจนักเลงของอากง ผมก็พอจินตนาการถึงความดุดันของอากงในสมัยก่อนได้ สมัยนั้นอาชีพค้าขายค่อนข้างไม่เข้าตาใครในสังคม บางทีก็ถูกโจมตีด้วยหางตาให้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวบ้าง การกรอกอาชีพพ่อแม่ในข้อมูลส่วนตัวของโรงเรียนว่า ค้าขาย เพื่อนก็ดูแคลนจนบางทีหม่าม้าก็แอบน้อยใจโชคชะตาบ้าง 

นั่นอาจเป็นที่มาของความแข็งแกร่งที่อากงต้องมีและแสดงออกมา เหนือแววตาดูแคลนทั้งหลาย แต่หม่าม้าก็พูดสวนขึ้นมาว่า “ถึงอย่างงั้น อากงแกใจดี ใจกว้างนะ” 

หม่าม้าเล่าให้ฟังต่อว่า อากงเป็นคนแรกของตำบลที่ซื้อโทรทัศน์ แต่ไม่ได้เอามาดูเองอย่างเดียว พอหลังปิดร้านแกจะเข็นโทรทัศน์เครื่องนี้มาที่หน้าบ้าน แบ่งให้ลูกค้าดูก่อนกลับบ้าน ถ้าผมอยู่ตรงนั้น คงมีภาพผมกับเด็กๆ แถวบ้านเชียร์ไอ้มดแดงสู้กับวายร้ายช็อกเกอร์ สู้ต่อไปทาเคชิ! 

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

ผ่านไปราว 20 ปี ลูกทั้ง 4 ของอากงก็เติบโตขึ้นจนเบียดเสียดอยู่ในบ้านไม้ชั้นเดียวนี้ไม่ได้อีก ใน พ.ศ. 2522 อากงซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ และพร้อมจะโยกย้ายกิจการเข้าไปในนั้น ด้วยความที่ที่ดินค่อนข้างกว้าง อากงจึงแบ่งพื้นที่ให้ญาติพี่น้องเข้ามาอยู่ด้วย ส่วนหนึ่งทำสวนลำไยควบคู่กับร้านขายของ หลังบ้านพอมีที่ว่างเหลือก็สร้างเป็นโกดังเก็บปุ๋ย เก็บถั่ว เก็บทุกอย่างที่จะขาย และดำเนินกิจการต่อไปอย่างเมามัน 

ลูกๆ ทั้ง 4 ก็ถึงเวลาแยกย้ายกันไปทำงานที่ตนนั้นเรียนมา รวมถึงหม่าม้าที่กลายไปเป็นสาวบัญชีสุดฮอตประจำธนาคารสีฟ้า พร้อมกับความฝันที่อยากจะเป็นผู้จัดการสุดคูล ส่วนที่ร้านมีอากู๋คนเล็กคอยช่วยอากงดูแลร้านต่อ

กลายเป็น ‘เจ๊’

หม่าม้าในวัย 27 ปี ได้แต่งงานกับปะป๊าผู้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและผู้จัดการสายโหด มีลูกด้วยกัน 2 คน นั่นคือ อาเฮีย (พี่ชาย) และผมเอง หม่าม้าบอก

“ม้าก็ลาออกเลย” 

ผมถามกลับไปถึงเหตุผล หม่าม้าเอื้อมมือมาจับไหล่ผมแล้วบอกว่า 

“สงสารลูกๆ ไม่มีคนอยู่ด้วย” ดึงดราม่าเฉย 

อีก 2 ปีต่อมาปะป๊าก็ลาออกมาอยู่กับหม่าม้าที่ลำพูนด้วยเหตุผลเดียวกัน ตลอดเวลา 2 ปีที่หม่าม้ากลับมาอยู่ลำพูน แล้วปะป๊ายังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ปะป๊าจะนั่งรถทัวร์มาหาทุกเย็นวันศุกร์ แล้วนั่งกลับไปทำงานในเช้าวันจันทร์ เป็นอีกหนึ่งความเท่ของปะป๊าที่น่าเอาเยี่ยงอย่างเหลือเกิน

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน
ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

ไม่นานหลังปะป๊าลาออกจากงาน ด้วยความเป็นพนักงานธนาคารของปะป๊าและหม่าม้า ผู้มองเห็นตัวเลขและพัฒนาการของร้าน จึงตัดสินใจผนึกกำลังกันสร้างฝันชิ้นใหม่ด้วยกัน นั่นก็คือ ซูเปอร์สโตร์! 

“แน่ใจหรอ จะทำได้หรอ” อากงถามกลับเพื่อความแน่ใจ 

“ถ้าไม่ให้ทำ จะกลับไปทำงานแบงก์ละนะ” หม่าม้ายื่นคำขาดแกมงอนใส่ จนอากงต้องยอมตอบตกลง พร้อมทิ้งท้ายเหมือนในหนังจีนว่า “ฝากร้านข้าด้วย” 

ไม่ใช่ๆ 

อากงบอกหม่าม้าว่า “จะขายอะไรก็ขายให้มันครบๆ ซื่อสัตย์ จริงใจ ยังไงก็ต้องมาก่อน”

หม่าม้ากับปะป๊าจึงเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงร้าน เริ่มจากเปลี่ยนรูปแบบโชห่วยขายหน้าเคาน์เตอร์ไปเป็นแบบซูเปอร์มาเก็ตที่ให้คนเข้าไปเลือกซื้อของในร้านเอง ลดการขายส่งมาเน้นขายปลีก มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น แยกกิจการขายเหล็กและอุปกรณ์ก่อสร้างให้อากู๋คนเล็ก ชวนอาเจ็ก ญาติฝั่งปะป๊า ให้มารับช่วงต่อกิจการขายยา

ปะป๊าเข้าไปรื้อของในโกดังใหม่ จัดระบบสต็อกใหม่ทั้งหมด จัดชั้นวางใหม่ปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ของใหม่ ออกมาคุยกับเซลล์เอง คุมลูกน้องเอง เป็นแคชเชียร์เอง ทำทุกอย่าง จากอาหมวยกระโปรงแดงตัวเล็กๆ ที่วิ่งไปวิ่งมาในร้าน ตอนนี้ใครๆ ก็เรียกเธอว่า ‘เจ๊’

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

มหาสมุทรต้องเป็นสีฟ้าสิ!

“ตอนแรกม้าตั้งคอนเซปต์ไว้ว่ายังไงกับร้านนี้” ผมถาม

“ก็ไม่มีเสียทีเดียว อย่างอากงว่า ขายให้มันครบๆ จริงใจ ซื่อสัตย์” หม่าม้าพูดอะไรเท่ๆ ไม่เก่ง

แต่ที่ว่าขายครบๆ ไม่ใช่จะขายทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้

“ครบในที่นี้คือชุมชนเรามีของขายครบ ไม่ใช่ว่าเราเห็นอะไรขายดีก็จะขายๆๆ ไปทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นม้าก็ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอาหารตามสั่ง ขายน้ำเต้าหู้ ต้นทุนเราดีกว่า เราขายตัดราคาเขาเลยได้ แต่แบบนั้นเราจะอยู่กับคนอื่นได้ยังไง อย่างเรารู้ว่าที่ตลาดเขาขายผัก ขายเนื้อ ถ้าจะเราจะขายจริงๆ ก็ขายได้ มีเซลล์มาเสนอให้ขายเลยด้วยซ้ำ”

ผมนึกไม่ออกว่าถ้าเราตัดสินใจขายผัก ขายเนื้อ เวลาเราไปเดินตลาด คนจะมองเราอย่างไร

“ไม่รู้สิ เราถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน เป็นพี่ๆ น้องๆ มีอะไรก็ช่วยๆ กัน ลูกค้ามาถามหาของที่เราไม่ขาย เราก็แนะนำให้ไปร้านนั้นสิ ลองไปหาในตลาดหรือยัง หรือร้านโน้นอาจจะมี คนในตลาดเอง แม่ค้าก็แนะนำ ถ้าหาอะไรไม่เจอก็ไปร้านสิงห์ชัยสิ แบบนี้เราถึงจะอยู่กับชุมชนได้ เราเองอยากได้ของอะไร ก็จะนึกถึงร้านแถวๆ บ้านไว้ก่อน ไม่ใช่จะซื้ออะไรก็เข้าห้างอย่างเดียว”

เมื่อก่อนที่ร้านเคยขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ จำได้ว่าตอนที่ผมยังเป็นอาตี๋หัวเกรียน กำลังอินกับวิชา สปช. หัวข้ออบายมุข เลิกเรียนกลับมาจึงพูดกับหม่าม้าแบบหน้าซื่อตาใสไปง่ายๆ ว่า “เหล้าไม่ดี แล้วเราจะขายทำไม”

ป๊ากับหม่าม้าเกาหัวพร้อมกัน ไม่รู้จะตอบไอ้ลูกชายคนนี้ยังไง

ต่อมาไม่นาน ขณะที่ผมยืนขายของให้ลูกค้าคนหนึ่งอยู่ “น้องเอาเบียร์ (สัตว์ใหญ่) ลังหนึ่ง”

ป๊าตะโกนสวนออกมาจากในร้านว่า “ไม่มี ไม่ขายแล้ว!” แล้วร้านเราก็เลิกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ตอนนั้น

พอถามว่าคนคิดยังไงกับร้านเรา ม้าตอบว่า

“เจ๊น่าฮักขนาด (แปลว่าเจ๊น่ารักมากในภาษาเหนือ)” 

เดี๋ยวๆ

หม่าม้าหัวเราะก่อนจะยอมรับตามตรงว่า ของบางอย่างร้านเราถูกกว่า ของบางอย่างแพงกว่า แต่ก็มั่นใจว่าลูกค้าจะนึกถึงเราเป็นร้านแรกๆ 

“เคยได้ยินเขาพูดเหมือนกัน ว่าเจ๊ใจดี เจ๊ชอบแจกของแถม ตอนเราทำอย่างนั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ก็แค่อยากลดให้ อยากแถมของให้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะผลตอบแทนมาดีขนาดนี้ ไม่ใช่เป็นเงินเป็นของอะไรนะ เป็นผลตอบแทนทางใจ ม้าไม่ชอบบรรยากาศ เออ เขาเรียกว่าไงนะ ไอ้มหาสมุทรอะไรสักอย่าง”

“Red Ocean (กลยุทธ์น่านน้ำสีแดง) เหรอ”

“นั่นแหละๆ ถ้าเราไม่ตะบี้ตะบันขายตัดราคากัน ห้ำหั่นกัน ทุกคน ทุกร้านก็อยู่ด้วยกันได้ เราจะอยู่ที่นี่ เราก็ต้องเคารพกัน”

นั่นคงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร้านเรายังอยู่ในชุมชนได้อย่างกลมกลืน

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

ปรับตัวพอเป็นพิธี

โลกการค้าสมัยใหม่เริ่มเข้าถึงชุมชน เขียงหมูกลายเป็นร้านขายเนื้อหมูในตู้เย็น มีห้องแอร์สบายๆ ในตลาดมีแต่ร้านขายสมาร์ทโฟน มีร้านกาแฟชิคๆ คูลๆ มีพี่มอเตอร์ไซค์ชุดเขียว ชุดชมพู วิ่งกันขวักไขว่

ตอนช่วงห้างมาเปิดใหม่ใกล้บ้าน มีร้านสะดวกซื้อเจ้าดังๆ มาเปิดแถวตลาดใกล้บ้าน 2 – 3 เจ้า 

“ทีแรกก็กังวลว่าเราจะขายไม่ได้แล้วรึเปล่า เลยพยายามหาของที่ในห้างไม่มีมาขายเพิ่มมาบ้างนิดหน่อย ช่วงแรกคนก็น้อยไปเหมือนกัน แต่สุดท้ายไปๆ มาๆ คนก็กลับมาซื้อร้านเราเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขนาดพนักงานในห้าง ในร้านสะดวกซื้อ ยังมาซื้อของบ้านเราเลย”

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

เพราะอะไร-ผมถาม

“อาจจะเพราะว่าเขาถามแคชเชียร์ในห้างไม่ได้ว่า ลูกเขาควรจะใช้ผ้าอ้อมเบอร์ไหนล่ะมั้ง

“พูดไม่ถูกเหมือนกันนะ เราสนิทกับลูกค้า คุยเล่นกับเขา จริงใจ ของเราก็ขายไม่แพง บางทีเรารู้จักเขา รู้จักลูกเขา เรารู้ว่าลูกเขาต้องกินนมแบบไหนถึงจะเหมาะ เราก็แนะนำเลย หรือบางทีเขาซื้อของที่ไม่จำเป็น เราจะแนะนำว่าเอาอีกตัวแทนไหม ถูกกว่า เอาไปลองใช้ดูก่อน ทำนองว่าเราอยากเอาใจเขา อยากให้รู้ว่าเราพึ่งพาได้นะ”

วันดีคืนดีมีชาวไทใหญ่พูดไทยไม่เก่งมาขอซื้อฮิลดูบอย หม่าม้าชี้ให้ไปซื้อร้านยา สุดท้ายเขาเดินกลับมาบอกว่า ฮิลดูบอยที่เป็นน้ำหวานสีแดงๆ

บางทีเป็นคนสติไม่ดีมาขอเงิน หม่าม้าก็ให้ แถมขนมปังให้ด้วย แต่บอกเขาว่าวันหลังต้องเอาเงินมาซื้อเอง แล้ววันต่อมาเขาเอามะม่วงมาแลกขนมปังแทน

“หรือคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่รู้จักของเลย รู้ว่าตัวเองจะมาซื้อนม แต่นมอะไรก็ไม่รู้มีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง เราก็จะแนะนำนมสำหรับผู้สูงอายุ ชงกินวันละเท่านี้นะ พอเรารู้ว่าเขาไม่ได้มีกำลังซื้อเยอะ เราก็แนะนำพอสมควร เดี๋ยวค่อยมาซื้อใหม่ ให้ลูกน้องพาไปส่งที่บ้านด้วย”

บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องจิตวิทยาในการขาย แต่หม่าม้าสลัดทุกทฤษฎีในตำราออก แล้วใช้เพียงคำว่า ‘จริงใจ’

บางครั้งก็มีเอาของแปลกๆ มาขาย สบู่สมุนไพรเอย ข้าวเกรียบเอย ขนมต่างๆ

“พวกนั้นลูกค้ามาฝากขายอีกที ลูกค้าบางคนลองทำของขาย ไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน มาพูดให้ม้าฟัง ม้าก็เลยบอกให้เอามาวางหน้าร้านเรา เผื่อขายได้ แล้วก็ขายได้จริงๆ ขายดีด้วยบางตัว”

ร้านเราปรับตัวนิดๆ หน่อยๆ พยายามอัปเดตสินค้าตลอดเวลา ข้อได้เปรียบคือเจ้าของเป็นคนขายเอง เลยรู้ตลอดว่าคนต้องการอะไร ถามหาอะไร อะไรขายดี อะไรไม่ดี บางทีลองหาของอะไรแปลกๆ ที่แถวนี้ไม่เคยมีขายมาก่อน ขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ลูกค้าสนุกที่ได้เห็นของใหม่ๆ อยู่ตลอด 

หน้าร้านก็ไม่ได้ปรับปรุงอลังการจนคนไม่กล้าเข้า เพราะยังอยากให้คนรู้สึกคุ้นเคย เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย

สำหรับผมถ้าจะให้เปรียบ คงเหมือนเวลาที่ผมอยากจะกินก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ ร้านใหม่สักร้านหนึ่ง ผมจะเลือกร้านที่ตู้ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวหน้าร้านเป็นไม้เก่าๆ โต๊ะเอย เก้าอี้เอย ตะเกียบเอย เป็นไม้ที่ถูกขัดแล้วขัดอีกจนสึกสีซีดๆ ที่ใส่เครื่องปรุงยังเป็นตลับสเตนเลสสีเหลี่ยมผืนผ้าแบ่งเป็นช่องๆ มีถั่ว มีพริกป่น มีน้ำตาล มีอาแปะยืนลวกเส้นเสียงดังโหวกเหวกกับอาซิ่มใจดีคอยรับออเดอร์ ค่อยๆ เดินมาถามเรา “วันนี้เรากินอะไรดีลูก” ความรู้สึกแค่ผมนั่งรอก็รู้เลยว่าก๋วยเตี๋ยวที่จะมาวางอยู่ตรงหน้าเราต้องอร่อยแน่นอน 

ในที่นี้ การปรับตัวของหม่าม้าอาจแค่หมายถึงมั่นคงในจุดยืนในการขายของเรา

เป็นแม่ค้าแล้วได้อะไร

ตลอด 50 กว่าปีที่ม้าขายของมา คิดว่าได้อะไรกลับมาบ้าง

จริงๆ คำถามนี้ผมก็พอจะได้คำตอบมาหมดแล้วล่ะ จากที่นั่งคุยกันเกือบครึ่งวัน

“ก็ได้ความสุขไง” หม่าม้าตอบสวนขึ้นมาทันที

ถ้าอย่างนั้นขอถามประโยคสุดคลาสสิกเลย แล้วความสุขของม๊าคืออะไร

“การที่ม้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ได้ขายของที่คนอยากซื้อ ได้รับความรัก ได้รับความเคารพ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ นี่แหละความสุข”

ฟังดูง่ายนะ แต่ผมรู้เลยว่ามันยากมากจริงๆ ที่ใครคนหนึ่งจะได้รับสิ่งที่หม่าม้าพูดมาทั้งหมด ทั้งต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้พลังงาน และใช้จิตวิญญาณสูง

ผมยืนขายของกับหม่าม้ามาจะ 30 ปี แม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่ผมอยู่ขายของกับหม่าม้า ผมสัมผัสได้จริงๆ ถึงพลังงานความสุขที่ล้นเหลือ ล้นไปถึงคนในครอบครัว พนักงาน คนส่งของ แม่ค้าในตลาด ลุงขายอาหารตามสั่งข้างบ้าน ป้าขายไข่บ้าน 2 หลังถัดไป และล้นถึงลูกค้าทุกคนที่เข้ามา 

“เจ๊ วันนี้ทำแกงอะไรกิน”

“วันนี้แก๋งบะหนุน (แกงขนุน) เจ้า”

“ลูกชายโตขึ้นเยอะเลยนะ เห็นตั้งแต่ตัวเล็กๆ”

“ป้าคะ แม่ให้เอาขนมมาฝาก”

“ฝากนมนี่ไปให้พ่อด้วย เห็นว่าช่วงนี้ป่วยอยู่”

“เอากล้วยไปกินไหม เจ๊ปลูกเองหลังบ้าน”

“ไม่เป็นไร ซื้อผิดเอามาเปลี่ยนได้”

ผมนั่งคุยกับหม่าม้ามาครึ่งวัน ยังไม่ได้ยินคำพูดเชิงว่า ธุรกิจเราจะขยายออกไปกี่สาขา สิ้นปีต้องทำยอดให้ได้เท่านี้นะ เราจะรวยๆๆ อะไรเทือกนั้นเลย

‘ก็ได้ความสุขไง’ ของหม่าม้า ไม่ได้เป็นแค่คำตอบที่ตอบไปง่ายๆ แต่มันคือความสุขที่สุขจริงๆ ผมรู้สึกได้

รู้สึกได้ว่า ภาพบรรยากาศที่อากงเข็นโทรทัศน์ออกมาให้คนแถวบ้านดูยิ้มหัวเราะกัน มันยังไม่หายไปไหน

ไม่น้อยใจเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะสิที่เป็นแม่ค้า-ผมแซว

“โหะ ม่วนจะต๋าย” (โห สนุกจะตาย)

น่าเสียดายที่อากงกับอาม่าไม่มีโอกาสได้อ่านบทความนี้ ไม่งั้นคงยิ้มแก้มปริให้กับแม่ค้าคนนี้เป็นแน่แท้

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

Lessons Learned

  • เกื้อกูลธุรกิจอื่นๆ มากกว่าจะมองเป็นคู่แข่ง ยกให้ลูกค้าเป็นเพื่อนบ้านที่อยากมอบสิ่งดีๆ ให้ ลูกค้าอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ธุรกิจก็อยู่ได้ 
  • รักษามนตร์เสน่ห์และ Sense of Place ของร้านเอาไว้ ร้านอาจไม่จำเป็นต้องหรูหรา แต่ทำให้ลูกค้าสบายใจเวลาเข้ามา มากกว่าสินค้าที่ดี คือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ
  • หากมีความหวังดี เอาใจใส่ลูกค้า ทำธุรกิจด้วยความจริงใจและใจรัก ใครมองก็ดูออก และอยากกลับมาใช้บริการอีก โดยไม่ต้องพึ่งการตลาดใดๆ เลย
  • มั่นคงในจุดยืนของธุรกิจ ผลกำไรจึงไม่จำเป็นต้องมาเป็นเม็ดเงินเสมอไป อาจมาในรูปแบบมะม่วง ขนมของฝาก คำถามว่า ‘วันนี้ทำอะไรกิน’ และคำทักทาย ‘ลูกชายโตขึ้นเยอะเลยนะ’

Writer

วรุฐ สุโภไควณิช

สถาปนิกแดนล้านนา ผู้มีชีวิตอยู่รอดได้หากโลกนี้มีอาหารแค่เพียงก๋วยเตี๋ยวและข้าวกะเพรา ชื่นชอบการดูและสะสมไอ้มดแดง มีเพจเรื่องสั้นชื่อ ‘หนังสือสะท้อนแสง’ ถ้านานๆ อัปทีแสดงว่าขี้เกียจ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load