เหนือระดับน้ำทะเล 1,000 – 1,600 เมตร ที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงราย

ที่นี่คือพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ‘มีวนา’ (MiVana)

กาแฟที่มีซิกเนเจอร์ไม่เหมือนใคร คือ การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ทั้งอยากรักษาระบบนิเวศและอยากให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ คำนึงถึงคุณภาพกาแฟและคุณค่าของชีวิตของทั้งป่าและคน

นี่คือเรื่องราวของธุรกิจที่บริหารครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างผลกำไรจากผลผลิตให้งอกงามอย่างเป็นธรรม โดยรักษากระบวนการตามมาตรฐานกาแฟอินทรีย์ระดับสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด และ คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด จะมาเล่าแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนพร้อมการเปิดร้าน Flagship ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบให้คนอยากดูแลรักษาธรรมชาติ มีส่วนร่วมช่วยสังคมได้ผ่านการจิบกาแฟ และสนใจกาแฟออร์แกนิกกันมากขึ้น

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ธุรกิจเพื่อป่าที่ได้ผลกำไรเพื่อคน 

เรื่องราวของกาแฟอินทรีย์รักษาป่าเริ่มต้นที่มูลนิธิสายใยแผ่นดินริเริ่มโครงการพัฒนาชุมชน เมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟ ก็ต้องหาระบบจัดการผลผลิตกาแฟอย่างมีประสิทธิภาพตามมา กลุ่มบริษัทพรีเมียร์จึงมาช่วยบริหารจัดการเพื่อหวังให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน

คุณวิเชียร พงศธร มีวิสัยทัศน์ว่า “ทำยังไงให้ทำธุรกิจดี และสังคมดีขึ้นด้วย” 

เขาเล็งเห็นว่า “ทุกวันนี้ธุรกิจที่กำไรมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมดีขึ้นเสมอไป การตั้งต้นด้วยกำไรที่งอกเงย เห็นตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมแย่ลง ใช้ทรัพยากรและพลังงานธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนมากเพียงพอ การทำธุรกิจต้องได้ดีไปด้วยกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งกำไร สิ่งแวดล้อม คน ถึงจะยั่งยืนได้”

มีวนา เป็นโมเดลธุรกิจที่มีกำไรหลายต่อ เพราะใช้กาแฟแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมได้ด้วย ทุกวันนี้ไอเดียกาแฟรักษ์ป่าทำให้มีรายได้จากการปลูกกาแฟในป่ามากขึ้น ใช้ป่าเป็นที่ดินทำกินได้ ชาวบ้านเป็นผู้อนุรักษ์ป่าไปในตัวทั้งช่วยปลูกป่าเพิ่มและดูแลเรื่องไฟป่า ได้ทั้งผลกำไรทางธุรกิจและสังคม 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

มีป่า มีกาแฟ

‘วนา’ แปลว่า ป่า ‘มีวนา’ แปลว่า มีป่า

คุณมิกิ-ชัญญาพัชญ์ โยธาธรรมสิทธิ์ เล่าว่า มีวนาใช้พื้นที่กว่า 6,000 ไร่ในป่าจังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ 7 หมู่บ้าน 3 ป่าต้นน้ำของแม่สรวย แม่กรณ์ และแม่ลาว เพื่อปลูก Organic Shade-Grown Forest Coffee กาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ 

เลือกใช้กาแฟอาราบิก้า เพราะแต่เดิมมีการปลูกอาราบิก้าตามดอยอยู่แล้ว เป็นกาแฟที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่สูง อากาศเย็น ด้วยปริมาณแสงไม่มากเกินไป และธาตุอาหารในดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอม รสชาติมีเอกลักษณ์ตามธรรมชาติ เกษตรกรยังสามารถปลูกไม้ยืนต้นและไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ในฤดูที่ไม่ได้ปลูกกาแฟได้ด้วย ทำให้แร่ธาตุในดินยิ่งอุดมสมบูรณ์ เป็นผลดีต่อกาแฟกลับคืนมา

กระบวนการปลูกทั้งหมดใช้วิถีเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกที่ไม่ใช้สารเคมีเลยตลอดกระบวนการ แม้ผลผลิตต่อต้นที่ออกมาไม่มากเท่าทวีคูณเหมือนการใช้วิธีลัด กาแฟสุกช้ากว่า แต่เมล็ดกาแฟได้เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าอย่างเต็มที่ ทำให้มีรสชาติที่ดี ปลอดภัย สร้างความยั่งยืนให้ธรรมชาติและชุมชนมากกว่า

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

ดูแลต้นน้ำถึงปลายน้ำ  

คุณมิกิถ่ายทอดรายละเอียดของมีวนา ว่าเป็นกาแฟอินทรีย์ที่พิถีพิถันทุกกระบวนการ เพราะทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อรสชาติ

ใส่ใจตั้งแต่การเก็บเกี่ยวแบบ Handpick ด้วยมือทีละผล เลือกเฉพาะผลที่สุกพอดี นำไปคัดสรรหาผลที่สมบูรณ์ต่อด้วยการลอยน้ำ หากผลไหนมีแมลงเจาะจะมีอากาศข้างใน ทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่าและลอยขึ้น จึงสามารถเลือกเฉพาะผลที่จมน้ำทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่สมบูรณ์

จากนั้นนำไปแปรรูปภายใน 24 ชั่วโมงด้วยหลากหลายวิธีการ โดยแต่ละวิธีทำให้ได้คุณภาพและรสชาติกาแฟแตกต่างกันตามกระบวนการธรรมชาติ มีทั้งแบบ Dry Process การนำกาแฟทั้งเนื้อทั้งเปลือกไปตากแห้ง คล้ายการหมักตามธรรมชาติ Fully-Washed Process หรือวิธีแปรรูปแบบเปียกที่ใช้น้ำในการแปรรูปทุกขั้นตอน และ Semi-Washed Process แปรรูปแบบกึ่งแห้งกึ่งเปียก ปลายทางของการแปรรูปทุกแบบได้ออกมาเป็น
เมล็ดกาแฟกะลาซึ่งกลายมาเป็นเมล็ดกาแฟคุณภาพดีพร้อมคั่วต่อไป

ส่วนกระบวนการคั่ว มีนักคั่วผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพควบคุมทุกกระบวนการตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งรสชาติและความสะอาด คุณวิเชียรเปรียบว่า “กาแฟเหมือนไวน์ ต้องใช้ความพิถีพิถันและผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินว่าเกรดกาแฟที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร” 

ด้วยกระบวนการทั้งหมดทำให้เบลนด์ได้กาแฟที่มีคาแรกเตอร์กลมกล่อมหลากหลายรส ทั้งรสเปรี้ยว สว่าง สดใส สดชื่น ผสมผลไม้และดอกไม้ป่า รสโทนหวานผสมกลิ่นไอของอัลมอนด์อบ พลัม น้ำตาลอ้อย หรือรสอย่างช็อกโกแลตและน้ำตาลทรายแดง สมกับที่เป็นกาแฟ Specialty

มีวนาเป็นธุรกิจที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะคุณวิเชียรมองว่า “การที่เรามีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อย่างครบกระบวนการ ตั้งแต่เพาะปลูก แปรรูป คั่ว จัดจำหน่าย ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐานของกาแฟอินทรีย์ระดับสากลได้อย่างแท้จริง”

ห่วงโซ่ทั้งหมดนี้จบที่คนซื้อ ทุกคนสามารถสนับสนุน Organic Shade-Grown Forest Coffee และป่าต้นน้ำได้ผ่านการจิบกาแฟหนึ่งแก้ว 

MiVana กาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่เปิด Flagship Store เพื่อให้คนและป่าเติบโตด้วยกันอีก 100 เท่า

พื้นที่เล่าเรื่องใต้ร่มเงาไม้ที่ MiVana Coffee Flagship Store

แม้กาแฟจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่การตระหนักรู้ในข้อดีของกาแฟอินทรีย์ยังไม่มากนัก คล้ายกับเวลาสินค้าออร์แกนิกในหมวดสินค้าต่างๆ เพิ่งเริ่มเข้าตลาด ผู้บริโภคต้องใช้เวลาศึกษาข้อดีของ Organic Forest Coffee มีวนาจึงอยากสื่อสารให้คนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นผ่านการเปิดร้าน Flagship สาขาแรก ว่ากาแฟ 1 แก้ว มีคุณค่ามากกว่ารสชาติ

สร้างประสบการณ์ผ่านรสและบรรยากาศ ผสมผสานเรื่องเล่าจากผืนป่าส่งตรงสู่เมือง 

แม้ระยะทางจากเมืองและป่าจะห่างไกลกันหลายกิโลเมตร แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนได้รับผลกระทบร่วมกัน เราต่างใช้อากาศและปอดของโลกร่วมกัน

MiVana กาแฟอินทรีย์ที่อยากมีคู่แข่ง และเปิด Flagship Store หวังขยายให้ป่าโตอีก 100 เท่า

คุณมิกิเล่าความตั้งใจที่อยากให้ความรักธรรมชาติอยู่ในใจคน อยากทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ร้าน Flagship แห่งนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่รดน้ำปลูกต้นไม้ในใจคนเมือง

“อยากให้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวแนวคิดการทำงานของมีวนา ถ่ายทอดกระบวนการทำงานและคุณค่าของแบรนด์ผ่านการให้บริการภายในร้าน นำส่งมาจนถึงเครื่องดื่ม อยากให้คนรู้จักมากขึ้นว่าแนวคิดของมีวนาที่ทำต่อเนื่องมาคืออะไร เล่าความตั้งใจที่อยากรักษาป่า อนุรักษ์ฟื้นฟูป่า”

การได้จิบกาแฟและดูแลผืนป่าไปพร้อมกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนรักษาป่าต้นน้ำและดูแลสังคมร่วมกันได้ เมื่อมาสัมผัสบรรยากาศใต้ร่มเงาป่าที่ร้าน นอกจากความร่มรื่นและรสชาติกาแฟที่เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว หากหยิบแพ็กเกจขึ้นมา จะเห็นลายเงาไม้ที่กล่องและห่อกาแฟ สื่อถึงการปลูกใต้ร่มเงาต้นไม้ที่มีอยู่จริงในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ต้นจามจุรี ต้นชงโค ต้นพญาเสือโคร่ง เป็นต้น ทำให้คอกาแฟได้รู้ที่มาว่ากาแฟที่ดีแบบนี้ไม่ได้เดินทางไกลมาจากประเทศไหน แต่เติบโตจากใต้ร่มไม้ในป่าบ้านเรานี่เอง

การก่อสร้างตกแต่งร้านครั้งนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือ (Collaboration) โดยได้รับความร่วมมือจากหลายธุรกิจใต้เครือบริษัทพรีเมียร์ที่มีเป้าหมายร่วมกัน คืออยากผลักดันสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากซิกเนเจอร์ของกาแฟแล้ว ยังมีซิกเนเจอร์ของการตกแต่งร้านและอาหารจากผู้เชี่ยวชาญธุรกิจที่ถนัดในแต่ละส่วน ทั้งการตกแต่งร้านอย่างเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นทางภาคเหนือกับสไตล์การตกแต่งแนว Contemporary ได้อย่างลงตัว จากทีมงานโรงแรม Raya Heritage จังหวัดเชียงใหม่ และพัฒนาเบเกอรี่สูตรพิเศษเพื่อสะท้อน Local Wisdom ร่วมกับทีมเชฟประจำ The Botanical House Bangkok ผู้ให้บริการรับจัดงานอีเวนต์ครบวงจร

องค์ประกอบทุกอย่างเพื่ออยากสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ที่ตระหนักถึงรสชาติที่คุณรักษ์ ไม่ใช่แค่ป่าที่เติบโตเท่านั้น แต่สังคมคนรักษ์กาแฟใต้ร่มเงาป่าและรักต้นไม้ก็เติบโตไปด้วยกัน Grow Together อย่างแท้จริง

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

โมเดลร้านและป่าต้นแบบที่อยากขยายอีก 100 เท่า

“อยากมีป่าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยเท่า”

คุณวิเชียรเชื่อว่า “หากเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ทั้งมิติทางการเงิน สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคนิยมด้วย จะมีคนมาช่วยกันทำเยอะ เราทำเองคนเดียวไม่ได้ อยากสร้างต้นแบบให้สมบูรณ์ แล้วเกิดการทำซ้ำ”

เพราะเหตุนี้ มีวนาจึงเป็นธุรกิจที่อยากมีคู่แข่ง “ถ้าอยากมาเรียนรู้จากเรา ทำได้ดีกว่า หรือทำเหมือนได้เลย”

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

คุณวิเชียรมองว่าคู่แข่งเหมือนเพื่อนที่มาช่วยโฆษณาให้กาแฟไทยเติบโตในตลาดโลกมากขึ้น ทัดเทียมกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้ปลูกกาแฟมาแต่ดั้งเดิม เพิ่งเริ่มปลูกราว 10 – 20 ปีที่ผ่านมา ยังต้องดึงจุดเด่นของกาแฟขึ้นอีกเพื่อแข่งขันในตลาดโลกให้ได้ ซึ่งความเป็นออร์แกนิกและปลูกใต้ร่มเงาป่านี่เองที่แตกต่างและน่าสนใจ

MiVana Coffee Flagship Store เป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบสำคัญที่ตั้งใจอยากให้เกิดการต่อยอด ขยายการปลูกป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ในไทยอีกมากมายในอนาคต  

มีวนามีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ทั้งลูกค้า B2C ที่สามารถซื้อมีวนาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม Lazada และ Shopee รวมถึงกลุ่มลูกค้า B2B หลากหลายรูปแบบ ทั้งร้านกาแฟ คาเฟ่ที่อยากใช้เมล็ดกาแฟคั่วของมีวนา ไปจนถึงโรงคั่วกาแฟ (Roaster) และ Trader หรือผู้ส่งออกกาแฟที่ต้องการส่งออกกาแฟไปต่างประเทศ เนื่องจากมีวนาได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ทั้ง EU (ยุโรป) และ USDA (สหรัฐอเมริกา)

ในปีนี้มีวนายังพัฒนาสินค้าให้หลากหลายเบลนด์และหลากหลายรูปแบบ ทั้งเมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด และกาแฟดริป เพื่อให้ถูกใจตามความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค พร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์สังคมคนรักกาแฟใต้ร่มเงาไม้ให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก 

เมื่อไม่ได้อยากขายแค่กาแฟ แต่อยากขายความยั่งยืนด้วย จึงตั้งใจให้ร้าน Flagship มีบทบาทช่วยด้านการสื่อสารการตลาดอย่างจริงใจถึงลูกค้าและคู่ค้า แม้มีจุดเด่นเป็นกาแฟรักษ์ป่า แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานและคุณภาพกาแฟ โดยเชื่อว่าหากกาแฟไม่อร่อย ลูกค้าก็ไม่ยอมทานอยู่ดี

เป็นร้านต้นแบบที่หวังให้กำไรออกดอกออกผลและผลักดันมาตรฐานกาแฟ Specialty ในไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

อยู่ดีมีสุข

นอกจากอยากให้ป่าโตขึ้น มีสีเขียวมากขึ้นแล้ว สิ่งที่มีวนาอยากให้เติบโตไปด้วยกัน คือ คน มีวนาดำเนินงานตามนโยบายการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานกาแฟเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนด้วย

ทุกครั้งที่เพาะเมล็ดพันธุ์กาแฟ คือการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมพัฒนากับชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น เกษตรกรกาแฟ มีส่วนคิดริเริ่มตัดสินใจและพัฒนากระบวนการปลูก ส่วนมีวนาช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เกษตรกรไม่รู้ เช่น การดูแลจัดการวัชพืช การสร้างระบบให้กาแฟได้มาตรฐาน ต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกัน บ่มเพาะธุรกิจไปด้วยกัน นอกจากได้ราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นแล้ว เกษตรกรยังได้เงินทุนสนับสนุนจากการผลิตกาแฟกับมีวนาเพื่อพัฒนาชุมชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างอยู่ดีมีสุข

ที่ MiVana Coffee Flagship Store มีป้ายคำสีขาวหลายสิบคำเรียงกันที่กำแพง

‘พลัง ไว้ใจ ความรู้ เติบโต พัฒนา สามัคคี แลกเปลี่ยน รวมกลุ่ม ช่วยเหลือ ภูมิใจ บ้าน รายได้ สุขภาพดี เย็นสบาย ต้นน้ำ ความเป็นอยู่ อายุยืน รัก รักษา ชีวิต Shade-Grown’

เหล่านี้เป็นตัวอย่างคำที่ชาวบ้านนึกถึงเมื่อถามว่า พูดถึง ‘มีวนา’ นึกถึงคำว่าอะไร  

คุณมิกิบอกว่า เมื่อชาวบ้านพูดคำเหล่านี้ออกมาเอง ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ริเริ่มทำร่วมกันนั้นเดินมาถูกทางแล้ว คำเหล่านี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจและกำลังใจในการทำงานต่อไป ทำให้ไม่ลืมว่าอยากทำกาแฟรักษ์ป่าเพื่ออะไร 

MiVana ธุรกิจเพื่อสังคมที่อยากสร้างมาตรฐานใหม่ให้กาแฟอินทรีย์ไทย และหวังให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

Lessons Learned 

  • ดูว่าเราถนัดหรือมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ตรงไหนในห่วงโซ่ของธุรกิจ หากสามารถทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้จะทำให้ยิ่งมีข้อได้เปรียบ
  • การเล่าที่มาที่ไปและความเชื่อของธุรกิจมีผลต่อประสบการณ์และมุมมองที่มีต่อแบรนด์
  • การคำนึงถึงอิมแพคก่อนกำไร ทำให้มองคู่แข่งเป็นพันธมิตร และขยายอิมแพคให้ใหญ่ขึ้นได้
  • การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ทุกธุรกิจ ที่สามารถมีส่วนร่วมในรูปแบบที่ตัวเองถนัดได้

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load