16 พฤศจิกายน 2563
12.40 K

“ผมไม่รู้” เป็นคำตอบของราชาเพลงฮิปฮอป EMINƎM เมื่อ Mister Cartoon หรือ Mark Machado ถามถึงรอยสักที่เขาฝันถึงหลังย่างเท้าเข้ามาในร้าน

กับร้านนี้ เขาคือช่างสักคนหนึ่ง แต่กับคนที่ตัดสินใจเข้ามาในร้านนี้ เขา-Mister Cartoon คือศิลปินผู้สร้างงานศิลปะที่จะติดตัวคนเหล่านั้นไปจนวันตาย

แม้วันนั้น ช่างสักคนนี้ไม่ได้เปิดหาเรเฟอเรนซ์ใดๆ เพื่อหาคำตอบให้ แต่วันนั้น EMINƎM ไม่ได้กลับบ้านตัวเปล่าไปพร้อมความผิดหวัง หากกลับได้คำตอบจากคำตอบของตัวเอง เมื่อ Mister Cartoon ให้เขานั่งนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเพื่อทบทวนว่าอะไรในชีวิตที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป 

EMINƎM, Mr.Cartoon, ช่างสัก
ภาพ : pinterest.com

ถ้อยคำจากปากของหนึ่งในศิลปินนักร้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล จึงตอบคำถามช่างสักที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกบนร่างกายเขาเอง บนแขนซ้ายเป็นรูปของ Ronnie Pilkington ลุงของ EMINƎM คนคนแรกที่พาเขาไปรู้จักโลกของฮิปฮอป ก่อนที่วันหนึ่งชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้กับวงการ ผู้ปรากฏชื่อในเนื้อเพลงของเขาหลายครั้งหลายหน กับแขนขวา เป็นรูปพอร์เทรตของ Hailie Jade ลูกสาวที่เป็นแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนให้เขามุ่งคว้าความสำเร็จในชีวิต    

50 Cent, mr.cartoon, ช่างสัก
ภาพ : pinterest.com

จึงไม่แปลกที่ชื่อ Kobe Bryant, Snoop Dogg, Beyonce, Travis Barker, Dr. Dre, 50 Cent, Justin Timberlake, YG, Method Man จะเด่นหราอยู่ในพอร์ตฟอลิโอเขา และมีคนไทยเพียง 10 คนเท่านั้นที่ได้สักกับเขา เพราะทุกฝีเข็มของชายคนนี้ไม่ใช่แค่การฝังน้ำหมึกลงบนผิว แต่เป็นการกลัดเหรียญตราเกียรติยศในเนื้อหนัง ที่ใครก็ตามที่สวมใส่งานศิลปะของเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้อวดอาภรณ์ที่ประดับถาวรอยู่บนร่างกาย

เด็กสายศิลป์

ก่อนจะสยายปีกเป็น Mister Cartoon ผู้โด่งดัง เด็กชาย Mark Machado เกิดและโตในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการปะปนของวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตัวตนของเขาจึงถูกหล่อในเบ้าหลอมอย่างเมืองแห่งนี้และครอบครัวเชื้อสายเม็กซิกัน-อเมริกัน เส้นทางการค้นหาคำตอบชีวิตของมาร์กจึงสั้นกว่าเด็กหลายคน เพราะเขาตอบตัวเองชัดเจนตั้งแต่อายุ 5 ขวบว่ารักการวาดรูป มีแพสชันที่แรงกล้าต่อกราฟฟิตี้และการพ่นสี Low Rider ซึ่งทำให้เมืองแห่งทูตสวรรค์นี้ได้ค้นพบ ‘พรสวรรค์’

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน

“ผมตกหลุมรักกราฟฟิตี้ตั้งแต่เด็ก กราฟฟิตี้สอนให้รู้จักการวาดรูปบนกำแพงและการวัดสเกลงานของตัวเอง เมื่อก่อนผมเพนต์ทุกวันนะ และยังจำได้ดีตอนที่ขับรถแม่ไปจ้องมองกำแพงแต่ละที่ที่วาดกราฟฟิตี้ไว้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ Mission ทางศิลปะเลย” 

งานแรกของมาร์กในวัยหนุ่มจึงไม่ได้หล่นห่างจากงานอดิเรกนัก เขาเป็นศิลปินกราฟฟิตี้ ที่ไม่นานหลังจากนั้นก็ขยายตัวเองไปสู่งานจิตรกรรมฝาผนัง งานออกแบบปกอัลบั้มให้ Cypress Hill และ D12 ออกแบบปกนิตยสาร ทั้ง Vibe, Rolling Stone, Entertainment Weekly และอีกนับไม่ถ้วน จนกระทั่งถึงอาชีพล่าสุดที่ทำให้เขาโด่งดังและเป็นที่ยอมรับที่สุด คือช่างสัก 

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ช่างสัก

“ผมเริ่มต้นสักตั้งแต่อายุยี่สิบห้า จากการไปสักและหลงรักวิธีการของมัน ไม่มีอะไรจะฮาร์ดคอร์ไปกว่าการจิ้มผิวหนังเพื่อเอาน้ำหมึกฝังลงไปแล้ว แล้วเลือด หมึก และกระบวนการแบบนี้ก็จะทิ้งรอยประทับบนบางสิ่งหรือบางคนตลอดไป” ชายวัย 50 ที่พื้นที่ทั้งสองแขนแทบไม่มีสีเนื้อเล่าถึงความหลงใหล ซึ่งเป็นจุดกำเนิดให้คนที่หลงรักศิลปะจากน้ำหมึกทั่วโลกติดตาม Mister Cartoon

วิชาสักจากกราฟฟิตี้

ไม่ได้เริ่มเรียนจากครูคนไหน หรือสถาบันไหน Mister Cartoon ว่า เขาได้วิชาสักมาจากกราฟฟิตี้

ไม่ได้เจิมด้วยคนดังคนไหน แต่จาร Bro คนกันเองในคลับรถยนต์นี่แหละ

“ทักษะและเทคนิคทุกอย่างในงานสักของผมมาจากกราฟฟิตี้ การออกแบบป้าย (Sign Painting) และการพ่นสี (Airbrushing) ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้แรงบันดาลใจมาจากดนตรีฮิปฮอป ดนตรี Classic Soul Ballad ที่ผมชอบ แล้วก็การแต่งรถ ที่เขารัก

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ช่างสัก

“ศิลปะของผมกระตุ้นความฟุ้งฝัน งานจิตรกรรมบนรถยนต์มักเกี่ยวกับผู้หญิงสวย อันธพาล กับเงินทอง ที่สุดท้ายแล้วกลายเป็นเรื่องราวความรักสไตล์สตรีทของแอลเอ ส่วนงานสักผมจะทำผ่านสายตาของคนเม็กซิกัน-อเมริกัน พวกเรามองเห็นโลกในรอยหมึกบางเฉียบสีดำ เทา บนผิวหนัง

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ
Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

“ส่วนลูกค้าคนแรกของผมคือหนึ่งในเพื่อนจากคลับรถยนต์ ตอนนั้นเขามีเงินไม่มาก ผมก็มีประสบการณ์ไม่มาก มันเลยออกมาดีตามสภาพ”

เทคนิคพิเศษที่ขึ้นชื่อคู่ชื่อ Mister Cartoon คือ Fine Line เทคนิคซึ่งดั้งเดิมมาจากเรือนจำในแคลิฟอร์เนีย ที่นักโทษไม่มีโอกาสได้ใช้หมึกสี พวกเขาจึงใช้หมึกดำผสมน้ำเพื่อสร้างเงาและความเข้ม 

ด้วยสายตาของคนวงการน้ำหมึกบนผิวหนัง มองปราดเดียวอาจอ่านขาดว่างานใครเป็นงานใคร 

แต่ด้วยสายตาของคนวงการน้ำหมึกบนกระดาษ สารภาพว่าเราไม่อาจรู้ได้ว่างานชิ้นไหนคืองานของ Mister Cartoon

“คนจะรู้ได้ตรงความใส่ใจรายละเอียด เช่นวิธีที่ตัวตลกมองไปที่ผู้หญิงซึ่งผมพยายามทำให้มันแปลกใหม่ ถ้าคนเห็นปุ๊บจะรู้เลยว่านี่แหละงานของ Mister Cartoon” 

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

ช่างสักที่เก่งที่สุดในบ้าน

ช่างสักจากอีกซีกโลกเล่าให้เราฟังว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้เริ่มสัก ได้มีรอยสัก เราจะคอนเนกต์กับคนทุกคนที่มีรอยสัก ไม่ว่าเราและเขาจะมาจากที่ไหน ประเทศอะไร รอยสักและน้ำหมึกจะเกี่ยวโยงเราเข้าด้วยกัน เหมือนกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ 

นี่คือเสน่ห์ของรอยสักที่เราถามหาคำตอบจากเขา ที่คน…

บ้างก็เรียกเขาว่าเป็นหนึ่งในช่างสักที่ควรค่าแก่การรอคอย

บ้างก็เรียกเขาว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดช่างสักแห่งแอลเอ

“ภรรยาผมมองว่าผมเป็นช่างสักที่เก่งที่สุดในโลก แต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับรสนิยม ผมไม่คิดว่ามันจะมีแค่สุดยอดศิลปินหนึ่งเดียวของโลกที่เก่งกว่าใครๆ เพราะคนทุกคนมีรสนิยมและวิธีการวาดแตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้การสักน่าสนใจก็คือ ฝีมือ กับหลากหลายสไตล์ที่ต่างกัน ผมซาบซึ้งนะเมื่อคนเรียกผมว่าช่างสักที่เก่งที่สุดในโลก นั่นแปลว่าการทำงานหนักของผมมันได้ตอบแทนผมแล้ว”

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

การทำงานหนักของ Mister Cartoon ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ประเมินเป็นตัวเลขด้วยการฝึกซ้อมหลายพันชั่วโมง ตลอดเวลาที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงเดียวจึงเป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้น แต่สตอรี่สไตล์เม็กซิกัน-อเมริกันของเขายังไม่เคยจางหายไปไหน 

ในซีกโลกตะวันตก การสักเป็นเรื่องสามัญ เท่ากับว่ามันธรรมดาจนคนในสายอาชีพนี้ก็ต้องมีมากเป็นธรรมดา การจะก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในใจใครจึงไม่น่าใช่เรื่องง่าย เขาทำได้ยังไง-เราอดสงสัยไม่ได้

“มันสำคัญมากนะที่จะเป็นตัวของตัวเองและโฟกัสกับสิ่งที่คุณทำอยู่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่เหลือก็ขึ้นกับการตัดสินใจและความเห็นของคนอื่น ผมจึงแค่โฟกัสกับรายละเอียดและคอนเนกต์ความรู้สึกของผู้คนผ่านงานศิลปะของผม 

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

“ผมพยายามที่จะไม่เหมือนใคร และสร้างงานศิลปะที่ซื่อสัตย์กับผม เพราะผมจะไม่มีวันทำในสิ่งที่ผมไม่รัก เหมือนตอนนี้ที่ผมกำลังจดจ่อกับแอนิเมชัน เพราะอยากทำให้คาแรกเตอร์ในรอยสักของผมมีชีวิต ทำให้พวกมันเคลื่อนไหวและพูดได้” 

ถ้าจะให้นับตั้งแต่อายุ 25 วันที่เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพนี้ จนถึงวันที่เขาอายุ 50 ปี Mister Cartoon เลิกนับไปแล้วว่ามีคนกี่คนเดินทางมาให้เขาฝากรอยสักไว้บนร่างกาย และผ่านมา 25 ปี งานของเขาก็ไม่เพียงขังตัวเองอยู่บนผิวหนัง แต่เดินทางออกไปทั่วโลก อวดตัวทั้งในแกลเลอรี่ งานแสดงศิลปะ ที่ปารีส โตเกียว ลอนดอน ฝากตัวบนรองเท้าแบรนด์ดัง รถมอเตอร์ไซค์ สารพัดสิ่ง สารพัดแบรนด์ และล่าสุด เขาฝากลวดลายไว้บนขวดโซดาสิงห์ของไทยในโปรเจกต์ My faith will never fade ซ่าตัวจริงไม่มีวันจาง

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

“ผมรู้จักประเทศไทยครั้งแรกผ่านแท็ท เพื่อนคนไทยที่แนะนำให้ผมรู้จักวัฒนธรรมไทย ซึ่งตอนนั้นแหละผมก็ได้รู้จักสิงห์จากสนามมวยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผมกับสิงห์ให้คุณค่ากับอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กัน ทั้งครอบครัว คอมมูนิตี้ ศิลปะ แพสชันทางกีฬา ทางดนตรี และเราสนใจ Car Culture เหมือนกัน จึงทำให้เกิดโปรเจกต์นี้ที่เราได้ร่วมงานกัน”

…ซึ่งก็สร้างให้เกิดอีกผลงานศิลปะของช่างสัก ที่พื้นผิวไม่เหมือนเดิม แต่ซ่าเหมือนเดิม

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

“แพ็กเกจจิ้งมีความเป็นศิลปะในตัวของมันเอง การทำกราฟฟิตี้ การพ่นสี การออกแบบบนคอมพิวเตอร์ หรือการสัก ทุกอันที่ว่ามาต่างกันหมด ขึ้นอยู่กับว่าผมจะสวมหมวกศิลปินใบไหนเวลาทำงาน

“เมสเสจหลักของอาร์ตเวิร์กบนขวดโซดาสิงห์คือ Fluidity เพราะเรา ผมและสิงห์ อยากให้คนได้ลื่นไหลไปกับชีวิต ศิลปะ และดนตรี งานศิลปะชิ้นนี้จุด้วย Faith ที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของแพสชันในการทำงานและการเป็น Original ตามคติการทำงานของผมที่ว่า Show love, paint walls.”

งานศิลปะของเขาไม่มีกรอบและขอบเขตกั้น จากศิลปินกราฟฟิตี้ที่หลงรักรอยสัก มานำเทคนิคกราฟฟิตี้ไปใช้ในการสัก จนงานสักไปไกลกว่าบนผิวหนัง แต่ถือเป็นงานศิลปะที่คู่ควรแก่การจัดแสดงหรือสะสม เราจึงไม่แปลกใจเลยกับคำอธิบายลูกค้าของเขาที่ว่า “ทุกคนที่สะสมงานศิลปะคือลูกค้าของผม”

Mr.Cartoon ศิลปินกราฟฟิตี้เจ้าของรอยสักบนแขน EMINƎM ที่คนไทยได้สักด้วยเพียง 10 คน, ประวัติ

ภาพ : Estevan Oriol และ mistercartoon.com

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

ถ้าเริ่มหยดแรก ด้วยการบอกว่าเรากำลังจะเล่าเรื่องของบัณฑิตนิติศาสตร์ ก็คงเป็นกลิ่นธรรมดาทั่วไป 

ถ้าเพิ่มหยดสอง ว่าจะเล่าเรื่องบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์โฮสเตส จะทำให้กลิ่นน่าสนใจขึ้นมาไหม

แต่เราเชื่อว่าถ้าเติมส่วนผสมสุดท้าย อย่างการเป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ที่ผันตัวไปเป็นแอร์ฯ และมีอาชีพปัจจุบันเป็นครูสอนเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ไม่มากก็น้อย คงมีคนอยากรู้ว่ากลิ่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึง น้ำ-กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ชื่อคุ้นหูที่อาจได้ยินบ่อยในระยะหลัง เพราะเธอเป็นเจ้าของหนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องพิมพ์ซ้ำรอบสอง 

วันนี้เราเดินทางมาเยี่ยมเยือนเธอถึงสตูดิโอ เพื่อฟังเธอเล่าเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา และดมกลิ่นที่เกิดจากการหมักบ่มตลอด 30 กว่าปีของเธอ

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ซ่อนกลิ่น

‘กลิ่นหอม’ เพียงเปิดประตูเข้ามา นั่นเป็นอย่างแรกที่เราทักทาย ก่อนจะพบกับหญิงสาวที่ไม่ได้เล่าเรื่องเก่งแค่บนกระดาษ แต่เธอยังพูดถึงกลิ่นได้เห็นภาพไม่ต่างกัน

“เรื่องกลิ่นอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายดอกไม้ เราจะรู้ว่ากลิ่นนี้ชอบ กลิ่นนี้ไม่ชอบ กลิ่นนี้เป็นของอะไร แต่ไม่เคยหาคำตอบในตัวมัน” กันต์นทีเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยวัยเด็กของเธอ

บอกตามตรงว่าไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากกูรูด้านกลิ่นผู้นี้มีความเกี่ยวโยงกับกลิ่นหอมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่กลิ่นของดอกไม้คงกรุ่นได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะเมื่อเติบใหญ่ เธอเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการเรียนนิติศาสตร์ ตามรอยคุณพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย แม้เรียนได้ดีจนมีตำแหน่งงานในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา น้ำก็ยังเป็นตัวเองไม่ได้เต็มที่ ความสนใจด้านภาษาคือสิ่งที่เธอนึกถึง น้ำสานฝันวัยเด็ก ติดปีกบินเป็นแอร์โฮสเตสในวัย 24 ปี หลังผ่านการสมัครมากว่า 10 ครั้ง

ตลอด 6 ปีในการเป็นแอร์ฯ ฝ่าลม ฟ้า อากาศ ผ่านการท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก สิ่งที่เธอได้มากกว่าความสุขสันต์คือน้ำมันหอมระเหยขวดเล็กจิ๋วที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าแต่ละสถานที่มีบรรยากาศแตกต่างกัน น้ำมันหอมระเหยเลยกลายเป็นของสะสมอย่างเดียวที่นานวันเข้าก็เยอะมากพอจนมีมุมส่วนตัวเป็นของมันเอง

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

น้ำอาจดูเหมือนคนรู้ตัวช้า เธอใช้เวลาเรียนนิติศาสตร์กว่า 4 ปีเพื่อค้นพบว่า ‘ไม่ชอบ’ และมีอาชีพบนเครื่องบินจนเจอกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ชีวิตจะพลิกผันมาสักกี่ครั้ง เธอยังคงเป็นน้ำคนเดิมที่หลงใหลในกลิ่นไม่เปลี่ยน และมีการดมเป็นสัญชาตญาณพิเศษติดตัวมา

“ตอนเด็ก ๆ มีคนเรอในรถเราก็รู้ หรือตอนทำงานเราได้จับเงินต่างประเทศบ่อย เรารู้ว่าเงินสกุลไหนมีกลิ่น เคยพูดว่าเงินประเทศนี้เหม็นมาก เพื่อนยังไม่รู้เลย ตอนแรกคิดว่าเราน่ารำคาญ ใส่รายละเอียดเยอะเกินไปรึเปล่า แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจมาก พอเป็นเรื่องกลิ่น รู้สึกว่าเราชอบ เราแยกแยะได้ คนเริ่มทักเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าจมูกดี”

ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้ ‘กลิ่น’ สิ่งที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ถูกใจเธอนัก

“กลิ่นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ชอบมาก ๆ อยากเก็บไว้ก็ยังทำไม่ได้ เลยน่าสนใจมากว่าทำไมกลิ่นทำให้คนรู้สึกแบบนี้” น้ำให้ความสงสัยคืนมาเป็นคำตอบ

ด้วยความเป็นคนที่อยากรู้อะไรต้องได้รู้ เธอหาโอกาสไปเวิร์ปช็อปเรื่อง Essential Oil ระหว่างไปบินที่ลอนดอน เป็นเวลาสั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง แต่เหมือนเธอต้องมนตร์สะกด ยิ่งเปิดประสบการณ์ ยิ่งเห็นว่าเธอชอบดมกลิ่นมากเพียงไร บวกกับการตระเวนซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาศึกษาด้วยตนเอง ในตอนนั้น ประเทศไทยไม่ให้ความสนใจกับน้ำมันหอมระเหยเท่าที่ควร ทั้งที่สกัดจากจากธรรมชาติ น้ำให้ความเห็นว่าชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าน้ำมันหอมระเหยเป็นเรื่องของสมุนไพร มีราคาสูง นอกจากนี้ การเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่ไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ ก็ทำให้กลิ่นสำคัญน้อยลงมาด้วย

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 กลิ่นเป็นตัวที่เบาที่สุด คนแทบไม่ใส่ใจ ถ้าตามองไม่เห็น เรื่องใหญ่นะ แตะต้องไม่ได้ก็เรื่องใหญ่ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลิ่นขึ้นมา รสชาติของชีวิตหายไปเยอะมาก เช่น กลิ่นอาหาร ดมแล้วหอมก็อยากกิน กลิ่นดอกไม้ กลิ่นตัวเอง ทุกคนคงเหมือน ๆ กันไปหมด ไม่มีลักษณะพิเศษออกมา เราพยายามไม่ติดโควิด เพราะกลัวว่าจะดมกลิ่นไม่ได้ สมมติเราได้กลิ่นไม่เหมือนเดิม คงแย่มาก กินข้าวไม่อร่อย ไม่อยากไปดมชา กาแฟที่ชอบ หลายคนค่อยมาเห็นความสำคัญของกลิ่นตอนที่เป็นโควิดแล้ว

“เราว่าไม่มีอะไรทดแทนกลิ่นได้ กลิ่นสัมผัสได้ทางเดียวคือจมูก แล้วจมูกก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากดม”

เธออาศัยช่วงเวลาปรับตัวยุควิกฤต หยิบเอาความหลงใหลและนิสัยส่วนตัว ที่หากเริ่มพูดเมื่อไร คนก็จะให้ความสนใจเมื่อนั้น มาพัฒนาเป็นงานที่หล่อเลี้ยงชีพ เกิดเป็น Qraft by AQUA สตูดิโอสอนเรื่องกลิ่นจากธรรมชาติ ด้วย Essential Oil กว่า 60 กลิ่นทั่วโลก หลังผ่านการเรียนรู้และกินอยู่กับกลิ่นหอมจนเชี่ยวชาญ เธอแบ่งปันความรู้ความชำนาญด้วยสถิติการสอน 100 คลาสใน 6 เดือน

ปรุงกลิ่น

Qraft by AQUA เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก แน่นอนว่ามีกลิ่นหอมโชย เราจึงขออนุญาตถามว่าเธอใช้กลิ่นอะไรในการปรุงบรรยากาศให้หอมชื่นขนาดนี้ แต่คำตอบที่ได้คือไม่มี ความหอมที่เราได้กลิ่นอยู่นี้เล็ดลอดออกมาจากน้ำมันหอมระเหยทั้ง 60 ขวดที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นโชว์ เป็นความรู้ใหม่อย่างแรกที่เราประทับใจ ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกคนของเธอในวันนี้

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

Essential Oil แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มกลิ่น ประกอบด้วย 

Citrus เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยว กระปรี้กระเปร่า เช่น เบอร์กามอต ส้ม มะนาว

Floral กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานเหมือนดอกไม้ นวลเหมือนแป้ง จะพบมากในน้ำหอม เช่น กลิ่นดอกกุหลาบ กลิ่นดอกกระดังงา

Spice กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อน ให้ลองนึกถึงกลิ่นพริกไทยดำ ผักชีล้อม หรือเบนไปทางอบเชย

Woody เป็นกลิ่นของเปลือกไม้ กลิ่นควัน กลิ่นหนัง ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่หนักแน่น

Earthy ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Woody นัก เพียงแต่เย็นและชื้นมากกว่า เช่น กลิ่นป่า กลิ่นดิน กลิ่นทะเล

Mint รู้จักกันดีในส่วนผสมของยาดม ยาหม่อง ให้ความรู้สึกเย็นแสบ เช่น เปปเปอร์มินต์ วินเทอร์กรีน

Herb ตรงตามชื่อคือสมุนไพรที่มีความเขียว คล้ายเครื่องเทศแต่เย็นกว่า เช่น กลิ่นใบกระวาน

หากแบ่งตามระดับของกลิ่น มี 3 ระดับด้วยกัน คือ

Top Note เป็นกลิ่นที่เมื่อดมจะพุ่งออกมาก่อน แต่ก็จางหายไวกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็กและเบามาก 

Middle Note เป็นกลิ่นที่ใส่ปริมาณเยอะที่สุดในการทำน้ำหอม เพราะเป็นกลิ่นที่ไม่พุ่งแรง หอมโดยไม่รบกวนกลิ่นระดับอื่น

Base Note เป็นกลิ่นที่หนัก ลุ่มลึก มีโมเลกุลใหญ่และระเหยช้า เราจึงได้กลิ่นนี้ช้าที่สุด 

แต่หากถามถึงลูกศิษย์ของเธอ น้ำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

หนึ่ง ต่อยอด เป็นจำนวนมากที่สุดกว่าครึ่งเลยก็ว่าได้ นักเรียนของเธอส่วนมากมีธุรกิจเป็นของตนเอง เช่น ทำร้านเทียนหอม ทำสปา อยากมาเรียนรู้เรื่องกลิ่นเพิ่มเติม เพื่อออกแบบกิจการให้น่าสนใจและมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็เป็นธุรกิจที่เธอไม่คาดฝัน

“เราเซอร์ไพรส์มาก มีหมอดูอยากเรียนกับเรา เพราะจะเอาไปทำน้ำมันเจิมที่หอมกว่าน้ำมันโบราณ หรือคลินิกศัลยกรรมก็มีมาถามว่ามีกลิ่นไหนที่กลบกลิ่นเลือดได้บ้าง เพราะทุกครั้งที่มีดกรีด กลิ่นเลือดทำให้หัวใจคนไข้ใจเต้นเร็วมาก และกลิ่นคาวก็ทำให้คนข้างนอกกลัว”

สอง หาแรงบันดาลใจ กลุ่มนี้รวมคนมีใจรักแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทำให้มองภาพสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ เป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น 

“มีคู่รักสถาปนิก-มันฑนากร อยากออกแบบกลิ่นให้บ้านตัวเอง พวกเขารู้สึกว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ เหมือนกับที่เราไปดูบ้านตัวอย่างแล้วอยากซื้อเพราะมีกลิ่นช่วย”

สาม เพื่อความสนุกสนาน ไม่ต้องการมากไปกว่าการใช้เวลาว่างไปกับการดมกลิ่นหอม น้ำพบว่าเธอมีหมอเป็นลูกศิษย์มากพอสมควร ทำให้เห็นว่ากลิ่นช่วยบรรเทาความเครียดและอาการเหนื่อยล้าได้จริง 

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

ดมกลิ่น

น้ำนำความมหัศจรรย์ของกลิ่นมาประยุกต์ใช้กับการสอน เธอไม่มีสูตรตายตัว ไม่เคยบอกว่าผิดหรือไม่ได้ การเรียนรู้ไปกับเธอคือการหยิบเอาประสบการณ์และความทรงจำมาใช้ 

“พูดถึงทะเล ทุกคนนึกถึงไม่เหมือนกัน คนนี้นึกถึงความเค็ม คนนี้นึกถึงใต้น้ำ คนนี้นึกถึงชายหาด หรือปาร์ตี้ริมทะเล กลิ่นเดียวกัน คนสามคนยังดมแล้วรู้สึกไม่เหมือนกันเลย คนเดิม ดมกลิ่นเดิม ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม วันนี้เหม็น พรุ่งนี้หอม”

เราเองเชื่อว่ากลิ่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลิ่นทำให้เราสนิทสนมกับคนไม่คุ้นหน้าได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมันพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำที่คุ้นเคย กลิ่นทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ไปที่เดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำร่วมกัน แต่บังเอิญมีเหมือนกัน เราว่าหากพูดถึงกลิ่นถุงมือของหมอฟัน คงมีหลายคนทำหน้าเหยเกไม่ต่างกันเท่าไร 

น้ำอธิบายว่าเพราะกลิ่นทำงานกับ Limbic System ระบบควบคุมอารมณ์ในสมองที่บรรจุความทรงจำระยะยาวของเราเอาไว้ เมื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกจะถูกส่งต่อไปยังลิมบิก กุญแจห้องแห่งความลับขนาดมหึมาจึงถูกไข บางกลิ่นทำให้นึกย้อนอดีต บางกลิ่นทำให้คิดถึงคนที่นานมาแล้วไม่ได้เจอ เราทุกคนจึงเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก เธอบอกว่าสิ่งที่น่าสนใจของกลิ่นคือการจับคู่ น้ำหนักของโมเลกุล เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ผสมออกมาแล้วจะชอบหรือไม่ นับเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกตัดสิน

บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูกของ น้ำ กันต์นที กูรูน้ำมันหอมระเหยคนเดียวในประเทศ

“แม่ที่ชอบกลิ่นของลูกตัวเองมาก ๆ ทั้งที่บางทีเป็นกลิ่นอ้วก กลิ่นแพมเพิส แต่กลิ่นลูกแท้จริงแล้วคือกลิ่นน้ำคร่ำของตัวเขาเอง ส่งผลให้แม่อยากเลี้ยงลูกตัวเอง เพราะเป็นกลิ่นของเขา หรือกลิ่นของคนรัก ทำไมเราชอบดม ชอบหอมแฟน ผู้หญิงถ้าได้กลิ่นหรือสัมผัสแฟนเวลาเครียด ฮอร์โมนแห่งความเครียด ‘คอร์ติซอล’ จะลดลง หรือเราเป็นคนคลั่งรัก (หัวเราะ)

“นอกจากตัวบุคคล สมาธิก็ด้วย เช่น ทำไมต้องจุดกำยาน เพราะฤทธิ์ของกลิ่นกำยานทำให้รู้สึก Slow Down หัวใจเต้นช้าลง หายใจลึกขึ้น ศาสนาจึงเอาเข้าไปใช้” เธอยกตัวอย่างการทำงานของกลิ่นกับความรู้สึกให้เข้าใจ 

มีกลิ่นหอมแล้วก็ต้องมีกลิ่นเหม็น คราวนี้จำเลยเป็นต้นตีนเป็ด ที่บางคนส่ายหน้า บางคนยิ้มหวาน เพราะห้องแห่งความลับของทุกคนบรรจุเรื่องราวแตกต่างกันไป การเรียนรู้และเข้าใจกลิ่น จึงทำให้เข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น น้ำบอกกับเราว่าเธอรู้จักตัวตนของลูกศิษย์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ผ่านกลิ่นที่พวกเขาผสม เพราะทุกคนมักจะเลือกกลิ่นตามบุคลิกที่แสดงออก อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเว้นไว้ให้คนมีกำแพงที่อาจไม่สะดวกใจเปิดเผยตัวตนให้เห็นในกลิ่นแรก แต่เมื่อได้ลองดมเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจเขา บางคนชอบกลิ่น Floral แต่เลือกโซนที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงก็มี บทสรุปคือดมอย่างไรก็ไม่ถูกใจเสียที น้ำคิดว่าคงเป็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกที่แสวงหาความหลากหลาย พยายามหนีออกจากการเป็นตัวเอง 

“ความชอบของเราจะไม่ได้แตกแถวออกไปได้เยอะหรอก ถ้าคนชอบกลิ่นหวาน ทำยังไงก็ออกมาหวาน เพราะความชอบไม่ได้เปลี่ยนได้ภายใน 10 นาที ถ้าชอบแล้ว แปลว่าโอเคแล้ว อาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา ความชอบกับความถูกต้องอาจจะไปคนละทาง” 

เป็นอีกครั้งที่เธอไม่ได้พูดถึงการเป็นลูกผสมของศิลปะกับวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่คงไม่มีอะไรอธิบายได้ชัดเท่านี้ นักเรียนส่วนมากมาเรียนด้วยความไม่รู้ น้ำยืนยันว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่หอม สูตรในการผสมจะทำให้ออกมาหอม แต่ทำเสร็จแล้วจะชอบไหม อาจต้องใช้หัวใจ เหมือนที่เรากำลังประสบอยู่ตอนนี้

แค่ขวดแรกที่น้ำหยิบยื่นให้เราดม เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเราชอบกลิ่นโซนไหน ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นต่อไปที่เข้าคู่กันแล้วหอมอย่างประหลาดก็ถูกหยิบยื่นมาขวดแล้วขวดเล่า น้ำจะทวนถามเสมอว่า เราดมแล้วชอบไหม รู้สึกอย่างไร เป็นไปในทางบวกหรือลบ

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

สำหรับเธอ การสอนคนไม่มีพื้นฐานไม่ยากเท่าคนที่ไม่ตัดสินใจ เคยมีนักเรียนที่นั่งตั้งแต่บ่ายยันเย็นก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ครูสอนเรื่องกลิ่นหอมต้องการคือการสื่อสารอธิบาย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่ากลิ่นสัมผัสไม่ได้ 

“กลิ่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปุบปับตัดสินใจได้ทันทีหรอก แต่เราให้เลือกจากการเอากลิ่นที่ชอบมารวมกัน ดมแล้วถ้าใช่มันคือใช่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอะไร คนที่ไม่ตัดสินใจคือไม่รู้ชอบรึเปล่า เราก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ) ถ้าลังเลเราจะถามว่ารู้สึกอะไร พูดออกมาเลย เปรี้ยวไป หวานไป เราช่วยได้ แต่ต้องลงดีเทลนะ อาจจะดูยาก แต่ทุกคนมีคำตอบอยู่แล้วแหละ”

จริงที่เธอแยกแยะกลิ่นได้ทันที ขณะที่คนอื่นรู้จักแค่คำว่า เหม็นกับหอม แต่ความสนุกที่เธอค้นพบระหว่างทางคือการเรียนรู้ร่วมกันกับลูกศิษย์ ค้นพบกลิ่นใหม่ ๆ นิยามใหม่ ๆ เสมอ จาก 60 ขวดที่ตั้งตรงอยู่บนโต๊ะที่เดิมเกือบทุกวัน นอกเสียจากจะมีใครแก้สมการการผสมกลิ่นได้ครบ จนเธอค้นพบสิ่งใหม่ไม่ได้อีกนั่นแหละ

จากที่เราคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในหมวดสาม เป็นลูกศิษย์จำเป็น ที่เรียนรู้วิชาน้ำมันหอมระเหยฉบับเร่งรัดเพื่อความสนุก หลังประกอบร่างน้ำหอมประจำกายออกมาได้สำเร็จ ก็คิดว่าคงต้องย้ายตัวเองไปหมวดสองทันที น้ำส่งมอบแรงบันดาลใจให้เราโดยไม่รู้ การชอบเล่าเรื่อง นิสัยช่างพูดช่างเจรจาของเธอคล้ายกับการแสดงตัวตนไม่ผิดแน่ แต่กลิ่นเองก็เป็นการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ฉีดมันเช่นกัน 

เราขอยืนยันว่าเธอจมูกไวเหลือเชื่อ และทายลักษณะนิสัยเราถูกเผงจากน้ำหอมเพียง 8 กลิ่น 30 หยดเท่านั้น

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

ตามกลิ่น

เมื่อพูดถึง The Cloud แม้จะนึกถึงก้อนเมฆเป็นอย่างแรก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมฆมีกลิ่นอะไร น้ำจึงนึกถึงกลิ่นเย็น ๆ ของมินท์ ความกระปรี้กระเปร่า ผสมกับความ Earthy ที่ดูนิ่ง สุขุม ด้วยความเป็นสีน้ำเงิน 

เมื่อพูดถึงตัวเอง น้ำบอกว่ากลิ่นของเธอไม่หวานมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่ก็มีความจุกจิกซ่อนอยู่ตามประสา สำคัญคือกลิ่นของเธอต้องเพิ่มพลังงานดี ๆ ให้คนอื่นได้ 

เสียงกลั้วหัวเราะตลอดการสนทนาในวันนี้ คงหนุนเสริมได้อีกทางว่ากลิ่นของน้ำเป็นจริงอย่างที่เธอคิด

เราถามเธอถึงสิ่งที่ได้หลังจากตัดสินใจตามกลิ่นมา 

“กลิ่นทำให้เรารู้จักตัวเองเยอะขึ้นมาก ค้นพบศักยภาพที่เราทำได้ เจอคนเยอะขึ้น เข้าใจผู้คน เข้าใจโลกที่เรามองเห็นในมุมแตกต่างไป มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิต ได้สอน ได้เขียนหนังสือ ซึ่งต่อยอดให้คนอ่านได้อีก ต่อยอดชีวิตเรา ตอนนี้กลายเป็นลังเลว่าจะกลับไปบินดีไหม 

“กลิ่นทำให้เรามีจุดยืนของตัวเองโดยที่เราไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่แน่นอน ได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากสิ่งนี้ กลิ่นพาเรามาเจอประสบการณ์ชีวิต จากคน จากการตัดสินใจของเราเอง”

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

หนังสือ ‘Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น’ หากใครได้อ่านก็คงต้องรู้สึกเหมือนกัน ว่านอกจากจะเป็นตัวอักษรที่มีกลิ่น น้ำยังเขียนสนุกราวกับมีเสียงของเธอเล่าให้ฟัง เอกลักษณ์ของเธอคือการถ่ายทอดที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ดึงเอาความทรงจำและประสบการณ์ที่คล้ายกันของผู้คนมาอธิบายสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น กลิ่นของฝน ใบเตยในรถแท็กซี่ จนถึงกลิ่นของนักบินในอวกาศ นับเป็นก้าวใหญ่ ๆ ที่พลิกผันชีวิตน้ำอีกครั้ง 

เธอเองเคยฝันอยากมีหนังสือของตัวเอง เพียงแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร สิ่งที่เธอทำได้คือการเขียนสเตตัสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความยาวระดับกำแพงวัด จนเพื่อน ๆ ออกปากว่าถ้าวันไหนอยากอ่านไดอารี่ของเธอ คงต้องแคปเก็บไว้เพราะเปลืองเน็ต มาถึงวันนี้ที่เธอมีความรู้มากมายเต็มกระบุง จากทั้งการศึกษา เติบโตไปพร้อม ๆ กับนักเรียนที่เธอสอน หนังสือเปิดตัวด้วยยอดขายเกินกว่าที่เธอหวังไว้ กระแสตอบรับก็ดีเสียจนยิ้มแก้มปริ ส่งผลให้เธอต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญจริงแท้ เพื่อตอบคำถามคนอ่านและคนในชีวิตหลายร้อยพันให้ได้ว่ากลิ่นนั้น ๆ หมายความว่ายังไง ในอนาคตน้ำจึงอยากพากลิ่นไปให้ไกลกว่าแค่โพ้นจักรวาล

“เรากำลังจะเรียน Aroma Therapist เป็นกลิ่นที่เน้นเรื่องการบำบัด เราอยากให้กลิ่นเข้าไปอยู่ในสุขภาพ ในชีวิตผู้ป่วย ในโรงพยาบาล แล้วเราสนใจเรื่องจิตวิทยามาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด มองไปถึงการเปิดศูนย์ที่ใช้กลิ่นในการบำบัด มีนักจิตวิทยามานั่งคุย กลิ่นไหนช่วยเขาได้บ้าง ถ้าเราเป็นนักออกแบบกลิ่นเพื่อผู้ป่วยได้จริง มันคงเวิร์กกับประเทศเรามากนะ แล้วก็เป็นอีกสเต็ปในชีวิตของเรา

“เราคิดแค่อยากทำของเราให้ดี แต่ก็มีในใจว่าอยากเป็นอันดับหนึ่งเรื่องน้ำมันหอมระเหยในไทย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใคร เราเลยยังเป็นที่หนึ่ง (หัวเราะ) เราเป็นคนทะเยอทะยานตั้งแต่เด็กแล้ว แต่หนึ่งอย่างที่ขอบคุณมาก ๆ คือคนรอบข้าง เพราะครอบครัว แฟน เพื่อน เขาสนับสนุนเรามาก ๆ”

เป็นอย่างที่น้ำว่าไว้ในตอนต้น ถ้าเราใส่ใจกลิ่นมากขึ้น ความละเอียดในชีวิตก็จะมีมากขึ้นตาม เหมือนที่เธอย้อนกลับมาสำรวจตัวเองก่อนจะสาย กลิ่นร้านดอกไม้ของแม่ยังคงหอมกรุ่นไม่ว่าอยู่ที่ใด กลิ่นของป่าเขาเมืองกาญจน์ กลิ่นของร้านหนังสือร้านประจำที่บ้านเกิด กลิ่นของแอร์เย็น ๆ บนเครื่องบิน มีทั้งวันที่หอมจนสูดดมได้เต็มปอด มีทั้งวันที่เหม็นหืนจนไม่อยากหายใจ ผสมกันเป็นน้ำมันหอมระเหยของชีวิตที่ใช้เวลาหยด 30 กว่าปี เป็นกลิ่นที่คนรอบข้างดมแล้วมีความสุข เธอเองก็มองเห็นตัวเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

น้ำทำให้เราเข้าใจกลิ่นในแง่มุมใหม่ ว่ามันไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของส่วนผสมทางเคมีใด ๆ และความเหม็นหอมที่แตกต่างกันทุกขวด ก็คงไม่ต่างอะไรกับรอยยิ้มและน้ำตา

นั่นคือความมหัศจรรย์

กลิ่นรอบตัว กลิ่นรอบโลก และกลิ่นชีวิต ของ กันต์นที นีระพล ลิ้มวิรัตน์ ครูสอนปรุงน้ำหอมที่เชื่อว่ากลิ่นทำให้ชีวิตละเอียดขึ้น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load