The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ในโลกที่ไร้เสียง…การเอามือแตะที่หน้าผากและปล่อยมือลงนั้นแปลว่า ‘สวัสดี’  

เรากำลังทำท่านั้นกับผู้พิการทางการได้ยินสองท่าน ที่กำลังนั่งสวยสง่าอยู่ในชุดราตรี แม้ทั้งสองจะยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรก็ยังไม่ช่วยให้ความตื่นเต้นในใจเราคลายลง 

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับคนหูหนวก…แถมเป็นคนหูหนวกที่ไม่ธรรมดาเพราะ ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา เพิ่งได้รับรางวัลนางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วน นับดาว องค์อภิชาติ นั้นเป็นผู้อำนวยการกองประกวด Miss & Mister, Miss Queen, Mrs. Deaf Thailand ผู้ฝ่าฟันทุกอุปสรรคมาเกือบ 10 ปี ให้เวทีนี้ยังอยู่

นับดาว องค์อภิชาติ ผู้สร้าง Miss Deaf Thailand เวทีนางงามที่ทำให้คนหูหนวกได้ทำตามฝัน

อยู่เพื่อส่งเสียงให้ทุกคนได้ยินว่า…‘คนเราเป็นได้มากกว่าที่เป็น’ 

นี่คือเรื่องราวของเวทีประกวดความงามที่เต็มไปด้วยเชื่อในความฝัน และศักยภาพของมนุษย์ทุกคน โดยมี คุณวราลี สุวรรณเจริญ ล่ามภาษามือผู้อาสาถ่ายทอดเรื่องราวสุดพิเศษของปุ๊กกี้และนับดาว ให้คนหูหนวกและคนหูดีได้อ่านไปพร้อมๆ กัน

01

วันที่ปุ๊กกี้เจอความฝัน

วันนี้คุณปุ๊กกี้มีงานเดินแบบที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 เราเลยไถ่ถามเรื่องราวทั่วไปตั้งแต่ความรู้สึกในการทำงานวันนี้ วิถีชีวิตหลังรับตำแหน่ง เธอบอกว่า ตอนนี้เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก เพราะได้ทำในสิ่งที่เธอฝัน นั่นคือการเดินแบบ สีหน้าที่แสดงออกมาพร้อมภาษามือนั้น ทำให้รู้สึกถึงความสุขของเธอจริงๆ 

บทสนทนาของเราเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ มาจนถึงเรื่องราวชีวิตก่อนมาประกวดนางงาม ตอนนั้นเองที่สีหน้าที่ยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นแววตาที่เศร้าลง

“เราว่าชีวิตตอนเด็กๆ ของเราค่อนข้างตัวคนเดียว เพราะใช้ภาษามือไม่เป็น” คุณปุ๊กกี้หยุดหนึ่งอึดใจแล้วค่อยๆ เล่าต่อ สีหน้า แววตา และท่าทางภาษามือ ของเธอนั้นสื่อสารความอึดอัดออกมาอย่างชัดเจน 

“การใช้ภาษามือไม่เป็นทำให้เราสื่อสารกับคนรอบตัวลำบาก ตอนนั้นคนในครอบครัวก็ใช้ภาษามือไม่ได้ แถมเรายังไปเรียนร่วมกับเด็กหูดีในโรงเรียนทั่วไป ใช้ได้แค่ภาษาท่าทาง ซึ่งมันยากที่จะสื่อสาร เรารู้สึกว่าสื่อสารกับใครก็ไม่เข้าใจ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต แล้วมันก็มีผลกระทบต่อตัวเรา 

“โชคดีที่ตอนโตขึ้นเราได้เข้าโรงเรียนคนหูหนวกชื่อโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี จึงได้เห็นว่าคนหูหนวกใช้ภาษามือในการสื่อสาร ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกหรืออารมณ์ออกไปได้ผ่านสีหน้าท่าทางและภาษามือ ตอนนั้นมันว้าวมากสำหรับเราที่ได้เรียนโรงเรียนนี้ 

“แต่ก็มีอุปสรรคระหว่างเรากับคนหูดีอยู่ดีเพราะคนทั่วไปใช้ภาษามือไม่ได้ เราต้องสื่อสารผ่านการเขียนภาษาไทย ซึ่งภาษาไทยของคนหูหนวก ไวยากรณ์จะสลับตำแหน่งกัน มันก็ยากกับเราขึ้นไปอีกที่จะสื่อสารให้คนเข้าใจ”

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019
ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

นอกจากความลำบากในการสื่อสารกับคนทั่วไป ปุ๊กกี้เล่าว่าชีวิตของเธอนั้นยังมีหลายอย่างที่ไม่ง่ายเท่าไหร่ เช่นการถูกปฏิเสธจากบางมหาวิทยาลัยในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เนื่องจากสถานศึกษาไม่มีความพร้อมในการรองรับคนหูหนวก 

หรือการเผชิญกับความรู้สึกว่าตนเองอาจจะไม่มีงานทำหลังเรียนจบเพราะเป็นคนหูหนวก ทุกครั้งที่เธอฝัน…เธอไม่ค่อยแน่ใจว่ามันเป็นจริงได้

“เราว่าคนหูหนวกมีโอกาสน้อยมากในการทำอาชีพต่างๆ จริงๆ นะ อย่างตอนนี้เราเรียนด้านคอมพิวเตอร์ไอที คิดว่าจบไปอยากทำงานธนาคาร เรายังไม่แน่ใจเลยว่าธนาคารจะรับเรามั้ยหรือรับเราไปอยู่ในตำแหน่งไหน จริงๆ ไม่ใช่แค่งาน มันเหมือนมีอุปสรรคในการทำหลายๆ กิจกรรมเพราะเราหูหนวก 

“จนวันหนึ่งเราได้เห็นคนหูดีประกวดนางงาม เห็นเขาเดินแบบด้วยความมั่นใจ มันดูสวย เราชอบมาก เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจมากๆ อยากทำสิ่งนี้ แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาส จนบังเอิญได้รู้ว่าคนหูหนวกก็มีเวทีประกวดแบบนี้ เราเลยตั้งใจอย่างยิ่งที่จะประกวดให้ได้ แล้วเราก็ได้มาเจอพี่นับดาวคนที่ก่อตั้งเวทีนี้ขึ้นมา”

02

วันที่นับดาวอยากสานฝัน

ย้อนกลับไป 9 ปี ก่อนที่คุณปุ๊กกี้จะเจอว่าตัวเองฝันอยากเป็นนางงาม ตอนนั้นคุณนับดาวเฝ้ามองเด็กหูหนวกหลายๆ คนที่อยากเป็นนางงาม แต่ต้องล้มเลิกความฝันเพราะไม่มีเวทีให้พวกเขาได้ทำมัน

“เวทีการประกวดนี้มันเกิดจากการที่ดิฉันเห็นเด็กหูหนวกหลายๆ คนมีความฝัน คือสังคมคนหูหนวกเราก็ตามดูประกวดเวทีต่างๆ ทุกปี เช่น เวที Miss Universe เราจะเห็นว่าเด็กหูหนวกของเราให้ความสนใจมาก มีหลายคนอยากเดินแบบ อยากเป็นนักแสดง อยากทำงานในวงการบันเทิง แต่มันไม่มีเวทีให้เขา 

“ตอนนั้นจึงคิดว่าต้องสนับสนุนให้เด็กหูหนวกได้ทำตามความฝันของตัวเอง เลยพยายามทำให้เวทีนี้มันเกิดขึ้นประมาณปี 2011 แต่ก็ต้องต่อสู้ฟันฝ่ามามากมาย จำได้ชัดเจนเลยว่าปีแรกดิฉันพยายามไปติดต่อตามร้านเพื่อขอสปอนเซอร์ 

“เคยนับห้างร้านต่างๆ ที่ไปประมาณ 380 ร้านค้า มีผู้สนใจแค่ 2 แห่งเท่านั้น เราก็ยอมควักเงินตัวเอง ยอมเข้าเนื้อ เพื่อจุดประสงค์ของเราคืออยากให้เด็กหูหนวกมีความสุข”

แม้จะมีอุปสรรคด้านงบประมาณแต่คุณนับดาวยังคงจัดประกวด Miss & Mister Deaf Thailand ในปีต่อมาและส่งผู้ชนะเลิศของเมืองไทยเข้าร่วมประกวดในเวทีนางงามหูหนวกโลกหรือ Miss & Mister Deaf world 

เวลานั้นเธอพบว่าคนหูหนวกไทยมีศักยภาพที่จะคว้าตำแหน่งในเวทีโลกได้ จึงพยายามติดต่อขอการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน เธอเล่าว่า เวทีประกวดค่อยๆ ได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่ายมากขึ้นจนจัดประกวดมาถึงปัจจุบัน 

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

ภายใต้การดูแลของชมรมพัฒนาและส่งเสริมศิลป์คนหูหนวกไทย (PDAD) โดยแบ่งการประกวดเป็นเวที ‘Miss & Mister Deaf Thailand’ ซึ่งจัดขึ้นทุกปีสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินชายและหญิง และเวที ‘Miss Queen and Mrs. Deaf Thailand’ ซึ่งจัดขึ้นปีเว้นปีสำหรับคนหูหนวกเพศทางเลือก

“มาถึงวันนี้เราก็ยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคในการทำเวทีนี้อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปประกวดที่ต่างประเทศ และการสนับสนุนด้านคอร์สอบรมพัฒนาของผู้เข้าประกวด 

“แต่ก็โชคดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีคอยให้การสนับสนุนมากขึ้นทุกปีๆ อย่างปีนี้เหมือนเราทำความฝันเป็นจริงหนึ่งอย่าง คือการถ่ายทอดสดการประกวดผ่านช่องโทรทัศน์เพื่อให้คนหูหนวกทั่วประเทศได้รับชม โดยทางไทยพีบีเอสได้สนับสนุนเราในปีนี้ ก็อยากขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

“ถ้าถามตัวเองว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรที่สุดในการทำเวทีประกวด 9 ปีนี้ เราคิดว่าคงเป็นเรื่องที่สังคมให้การยอมรับคนหูหนวกมากขึ้น นี่จากมุมมองของเราเองนะคะ เราคิดว่าช่วงเริ่มต้นเหมือนสังคมไม่ให้การยอมรับพวกเราเท่าไหร่ เหมือนคนหูหนวกต้องพยายามมากในการแสดงศักยภาพความสามารถของตัวเองให้คนหูดีได้เห็น แต่พอเราทำได้ก็เกิดการยอมรับมากขึ้น สังคมให้ความร่วมมือกับเราในการทำสิ่งต่างๆ”

เวทีการประกวดความงามคนหูหนวกที่คุณนับดาวตั้งใจทำมาตลอด 9 ปีนี้ นอกจากจะสร้างการยอมรับจากสังคมมากขึ้นในความรู้สึกของเธอ ยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการส่ง น้ำหวาน-ชุติมา เนตรสุริวงค์ ไปเป็นสาวไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนางงามหูหนวกโลกหรือ ‘Miss Deaf World’ ในปี 2017 

ส่ง เพลง-จุฑาทิพย์ ศรีธำรงวัช ไปคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 นางงามหูหนวกโลกในปี 2018

และส่งปุ๊กกี้ไปไกลเกินฝันด้วยการคว้ารางวัลนางงามหูหนวกเอเชีย Miss Deaf Asia ในปี 2019 

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

03

วันที่ทั้งสองไปสร้างชื่อเสียงให้เมืองไทยกับรางวัล Miss Deaf Asia 2019

เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังได้รับรางวัลนางงามหูหนวกแห่งเอเชียปี 2019…คุณปุ๊กกี้ทำสีหน้าตื่นเต้นและบอกผ่านล่ามภาษามือว่า “มันเหมือนฝันเกินไป แค่ชนะเวทีนางงามหูหนวกเมืองไทยก็ดีใจมากแล้ว

คุณปุ๊กกี้หัวเราะอารมณ์ดีก่อนเล่าว่า เมื่อคุณนับดาวเปิดโอกาสให้เธอเข้าร่วมแข่งขัน เธอก็มุ่งมั่นเตรียมตัวอย่างหนักตั้งแต่การฝึกเดินแบบจากการดูยูทูบ การปรับบุคลิกภาพในอิริยาบถต่างๆ รวมถึงเตรียมการแสดงบนเวที แม้จะทุ่มเทไปเต็มที่แต่พอต้องเข้าร่วมประกวดจริงๆ เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้

“เราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะประกวดในครั้งนี้ ตอนฝึกซ้อมมันก็มีสิ่งที่ยากกับเราหลายอย่าง เช่นการฝึกใส่ส้นสูงเดินก็รู้สึกว่าท่าทางเรายังแข็ง ร่างกายมันไม่ไปตามอย่างที่เราอยากให้ไป ยิ่งพอเข้ามาร่วมกิจกรรมมาเจอเพื่อนๆ ที่เก่งมากๆ เรากดดันนะ เราแอบคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แน่ๆ แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองว่าเราเตรียมตัวมาพอควรแล้ว เราน่าจะทำได้นะ 

“แล้วพอถึงการประกวดจริงๆ อ้าว เราได้รางวัล ก็รู้สึกว้าวมากนะว่าฉันทำได้แล้ว ยินดีกับรางวัลนี้อย่างยิ่ง ดีใจมากๆ แต่ก็ต้องหนักใจอีกที่ต้องไปแข่งเวทีโลกเพราะเราใช้ภาษามือสากลไม่เป็นเลย”

คุณปุ๊กกี้เล่าว่า หลังจากได้รางวัลนางงามหูหนวกเวทีเมืองไทย เธอมีเวลาไม่มากในการเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันเวที Miss & Mister Deaf World 2019 and Europe and Asia โดยเธอต้องฝึกการใช้ภาษามือสากลที่เรียกว่าไอเอส (International Sign : IS) หรือเกสตูโน (Gestuno) ฝึกแต่งหน้า ทำผม ปรับบุคลิกภาพ รวมถึงเตรียมการแสดงไปโชว์ในเวทีโลก ซึ่งความยากคือการใช้ความรู้สึกเพราะเธอไม่ได้ยิน จึงต้องฝึกด้วยการดูแสงไฟและนับจังหวะในใจ 

  “พอเข้าสู่เวทีประกวดระดับโลกจริงๆ เรารู้สึกประหม่าเพราะทุกคนสวย สูง และเก่งมาก ตอนนั้นพวกเราได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น แข่งเดินแบบ แข่งแต่งหน้าทำผม กิจกรรมสันทนาการ 

“สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือการได้เห็นภาษามือของประเทศต่างๆ ที่มันมีเอกลักษณ์และความน่ารักของแต่ละประเทศ วันประกวดจริงเราก็พยายามผ่อนคลายและทำเต็มที่ เราอยากทำตามความฝันที่จะได้ทำอาชีพเดินแบบ อยากคว้ารางวัลมาให้ได้เพื่อเป็นชื่อเสียงแก่ประเทศไทย แล้วก็อยากให้คนทั่วไปได้เห็นว่าคนหูหนวกมีศักยภาพและความสามารถ”

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

04

วันที่คนหูหนวกรอคอย

ปีหน้าเวทีประกวดความงามของคนหูหนวกจะครบรอบ 10 ปี เราจึงอยากรู้ว่าสิ่งที่คุณปุ๊กกี้และคุณนับดาวอยากสื่อสารกับสังคมผ่านเวทีนี้ที่สุดคือเรื่องอะไร

“ถ้าถามว่าตลอดเก้าปีที่ผ่านมาสิ่งที่อยากจะบอกสังคมที่สุดคืออะไร มันมีสองอย่างค่ะ อย่างแรกคือคำว่าใบ้ที่สังคมยังเรียกคนหูหนวก ขอเถอะค่ะ เปลี่ยนคำว่าใบ้เป็นคำว่าคนหูหนวก เพราะว่าคำคำนี้เหมาะสมกับพวกเราที่สุดแล้ว คำว่าใบ้ในความรู้สึกเรามันรุนแรง 

“อีกอย่างที่เราอยากฝากสังคมคือคนหูหนวกทุกคนมีความสามารถ เราอาจจะพูดไม่ได้ แต่เรามีความสามารถที่จะทำหลายๆ อย่างได้เหมือนคนทั่วไป อยากให้สังคมเปิดรับคนหูหนวกเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ เราพร้อมจะเข้าร่วมกับสังคมทุกอย่าง” คุณนับดาวเล่า

คุณปุ๊กกี้จึงเสริมว่า ในฐานะนางงามหูหนวกคนปัจจุบัน สิ่งที่เธออยากให้สังคมได้ยินที่สุดคือคนหูหนวกมีความฝัน…และอยากให้ทุกฝ่ายช่วยสนับสนุนให้ฝันของพวกเขาเป็นจริง

“เราอยากให้หลายๆ ฝ่ายช่วยสนับสนุนและผลักดันคนหูหนวกหรือคนพิการให้พวกเราไปไกลกว่านี้ ตั้งแต่เรื่องการศึกษา เรารู้สึกว่าพวกเรายังขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ที่สำคัญคือการสนับสนุนเรื่องการประกอบอาชีพ 

“คนหูหนวกสมัครงานค่อนข้างจะยากและรับน้อยมาก และยังคงเป็นความสามารถที่ไม่หลากหลายเท่าไหร่ อย่างการพิมพ์งาน เราอยากมีโอกาสไปทำงานในที่ๆ เรามีศักยภาพทำได้ เช่น โรงพยาบาล สถานที่ราชการ คิดว่าวันหนึ่งคนหูหนวกจะได้ไปทำงานในศักยภาพของตนเอง” ฟังคุณปุ๊กกี้ตอบแล้วนึกถึงภาพเธอยืนตอบคำถามนางงามอย่างทรงพลังบนเวที คุณนับดาวจึงขอทิ้งท้ายถึงแรงบันดาลใจในการทำงานของเธอ

 “การช่วยให้คนหูหนวกได้ทำตามความฝัน เป็นแรงบันดาลใจในการทำเวทีประกวดตอนนี้เลยนะคะ คนหูหนวกมีความใฝ่ฝันเรื่องอาชีพหลายอย่างแต่ขาดโอกาส จริงๆ เราทำได้ แข่งได้ ไม่ใช่แค่การประกวด นางแบบ อาชีพอื่นๆ เช่น ดาราตามช่องโทรทัศน์ เราก็ทำได้ “เราเป็นคนหูหนวก…เรามีความฝันได้มั้ย เราทำงานที่ไม่ใช่เสมียนได้มั้ย เราไม่อยากให้อะไรมาจำกัดความฝันหรือความเป็นเรา เพราะเราก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าวันหนึ่งสังคมอาจจะรับเราที่เป็นเราได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์” เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load