ว่ากันว่าเมืองที่ดีในมุมมองของ ชาร์ล มอนต์โกเมอรี่ (Charles Montgomery) ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและผู้เขียนหนังสือ Happy City คือเมืองที่ช่วยสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างมนุษย์แบบไม่มีที่สิ้นสุด มีพื้นที่สาธารณะเป็นส่วนกลาง สามารถใช้งานร่วมกัน เช่นเดียวกับแนวคิดของ ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกชุมชนผู้ก่อตั้ง CASE Studio ผู้ทำงานกับชุมชนมาแล้วมากมายทั่วประเทศไทย 

ปฐมาทำงานกับชุมชน เธอจึงรู้ดีว่าชุมชนที่แข็งแรง มีรากฐานมาจากความสัมพันธ์อันดีของผู้คน และ ‘พื้นที่’ ก็คือตัวแปรทางกายภาพที่จะช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์อันแข็งแรงให้ชุมชนนั้นๆ 

บนที่ดินมรดกย่านมีนบุรี ที่ตั้งของบ้านครอบครัวหรุ่นรักวิทย์ ปฐมาตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้เซ็นเตอร์เล็กๆ ชื่อ ‘มิโนะบุรี’ (Minoburi) ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่กิจกรรม และ Co-learning Space ของเด็กๆ และผู้คนในย่าน เพื่อเป็นทางเลือกให้คนได้ใช้ชีวิตนอกห้างสรรพสินค้าบ้าง

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ความเจ๋งของมิโนะบุรีอยู่ที่การสร้างจากวัสดุรีไซเคิลเกือบทั้งโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล่อง เสาระแนงสุขภัณฑ์ต่างๆ ไปจนถึงประตู รวมถึงแนวคิดธุรกิจแบบเป็นศูนย์ คือรายรับและรายจ่ายของโครงการสมดุลเป็นศูนย์ ไม่ต้องมีกำไรมากมาย แค่พอให้โครงการดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืนก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้ ที่มิโนะบุรียังมีสวนเกษตรปลอดสารพิษ แต่ละวันปฐมาเก็บผลผลิตสดใหม่มาแบ่งขาย บางส่วนนำไปปรุงเป็นกับข้าวแสนอร่อย ขายในราคาย่อมเยาให้ชาวมินบุเรี่ยนได้มาจับจ่ายและร่วมสุขภาพดีไปด้วยกัน

ถ้าพร้อมแล้ว ตามเราไปเยี่ยมมิโนะบุรีกันเลย

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

01

มิโนะบุรี = มีนบุรี 

“มิโนะ เป็นชื่อเมืองที่อยู่ทางเหนือของโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองคล้ายมีนบุรี”

ปฐมากล่าวถึงที่มาของชื่อ ‘มิโนะบุรี’ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนิทสนมในแวดวงการออกแบบ ระหว่างเธอกับสถาปนิกสาวแดนอาทิตย์อุทัยที่เคยร่วมงานกันในวันวาน 

สายสัมพันธ์ระหว่างสาวแดนปลาดิบกับสาวแดนปลาตะเพียนย่านมีนบุรี ส่งผลให้ทั้งสองต้องเดินทางไปมาหาสู่ เพื่อพบปะกันอยู่เสมอ

มิโนะเป็นชุมชนตัวอย่าง มีพื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับคนทุกวัย สอดคล้องกับแนวคิดของปฐมาที่ต้องการสร้างพื้นที่กิจกรรมให้กับทุกคนในชุมชน โครงการชื่อญี่ปุ่นแห่งนี้จึงเกิดขึ้น

คอมมูนิตี้ชุมชนย่านมีนบุรีมีแนวคิดริเริ่มจากการย้ายบ้านหรุ่นรักวิทย์ ของปฐมา เธอต้องการกำจัดเศษวัสดุต่างๆ ทั้งโครงเหล็ก เศษเหล็ก โครงหลังคาที่กินพื้นที่ถึง 2 ไร่ 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ด้วยความเป็นสาวเมืองปลามาตั้งแต่กำเนิด ปฐมามองเห็นช่องว่างของการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะเขตมีนบุรีรายล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร แต่กลับขาดพื้นที่สาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ โครงการมิโนะบุรีจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่อยากไปห้างสรรพสินค้า

“พื้นที่ของโครงการมิโนะบุรีอยู่ติดบ้านเรา การย้ายโครงสร้างบ้านหลังเก่ามาทำเป็นโครงการจึงง่ายขึ้น

ปกติเราเป็นคนที่ทำงานอยู่บ้านตลอด พอย้ายบ้านก็เหมือนต้องย้ายออฟฟิศมาด้วย เราจึงนำสิ่งของเหล่านี้มาประกอบเป็นโครงการแห่งใหม่ ออฟฟิศของเรามีประมาณยี่สิบกว่าห้อง พอรื้อออกมาก็เจอปัญหาโครงเหล็ก โครงหลังคาเหลือใช้เยอะมาก เราเลยนำสิ่งเหล่านี้มากระจายดูว่ามันนำไปทำอะไรได้บ้าง สุดท้ายจึงนำมาประกอบเป็นโครงการแห่งใหม่ ทั้งเหล็กกล่อง เสาระแนง เสา หรือสุขภัณฑ์อ่างล้างหน้า ประตู ก็คือของที่นำมารีไซเคิลใหม่ทั้งหมด

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยประกอบกันเป็นโครงการใหม่ ทำให้โครงการมีลักษณะคล้ายโกดังขนาดเล็ก รูปแบบง่ายๆ แต่ละโกดังมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ร้านอาหาร สถานที่จัดนิทรรศการ มินิมิโนะ พอมารวมกันหลายๆ โกดัง จึงให้อารมณ์เหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ไปโดยปริยาย 

“นอกจากนี้ในโครงการมีท่าน้ำที่เราไม่ได้ตั้งใจทำอยู่ด้วย เพราะโครงการตั้งอยู่ลึกเข้ามาในซอย การทำระบบระบายน้ำเชื่อมกับสาธารณะมีราคาแพงมาก เราเลยสร้างบ่อเก็บน้ำทิ้งขึ้นมาแทน น้ำในบ่อนี้นำไปใช้งานอย่างอื่นได้อีกไม่รู้จบ ทั้งรดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาด ไปจนถึงสร้างท้องร่อง ถือเป็นไอเดียจากข้อจำกัดในการจัดการน้ำ” ปฐมาเล่ายิ้มๆ

02

หมู่บ้านมิโนะบุรี 

หมู่บ้านมิโนะบุรี ตั้งอยู่เขตมีนบุรีทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ภายในหมู่บ้านประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งและส่วนกิจกรรมในที่ร่ม 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

สำหรับพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง ประกอบไปด้วยลานเล่นสนุกกลางแจ้ง มีของเล่นสำหรับเด็กตั้งอยู่ในสนามหญ้าหน้าโครงการ พร้อมติดตั้งเครื่องไล่ยุง พื้นที่นี้เปิดให้ใช้บริการฟรี ส่วนถัดมาคือบริเวณแปลงผักที่เปิดให้เช่าแปลงใหญ่ราคา 1,000 บาท และแปลงเล็กอยู่ที่ 800 บาท 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“เมื่อก่อนบ้านเราอยู่อีกฝั่ง ข้างบ้านจะมีสนามบาสเล็กๆ ของเขตฯ ตอนกลางคืนไม่มีไฟ เด็กๆ ก็ขอต่อไฟจากบ้านเรา แต่ตอนหลังเขตฯ ทุบสนามบาสทิ้ง และเราก็ย้ายมาทำโครงการพอดี เด็กๆ ก็ไม่มีพื้นที่เล่นบาส

“ปรากฏว่าพอเราทำโครงการได้สักพัก เด็กๆ เหล่านั้นก็โทรมาถามว่า ‘พี่ พี่สร้างสนามบาสให้พวกผมเล่นหน่อยได้ไหม’ เราเลยสร้างสนามบาสให้ ซึ่งก็งงอยู่ทุกวันนี้ว่าเราสร้างทำไม (หัวเราะ) พอสร้างเสร็จปรากฏว่าทุกเย็น เด็กๆ ก็มาเล่นบาสกันตลอด กลายเป็นพื้นที่รวมตัวเด็กๆ ย่านนี้ เราเลยรวมส่วนนี้ให้เป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งด้วย” ปฐมาอธิบาย 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ในส่วนของกิจกรรมในร่ม ภายในโครงการประกอบด้วยร้านอาหาร 2 ร้าน ร้านแรกเป็นร้านอาหารไทยชื่อ ‘ละมุนลิ้น’ ส่วนอีกร้านเป็นร้านสเต็ก ‘Steakshift &Jib Bar’ โดย ภิรักษ์ อนุรักษ์เยาวชน ช่างภาพสถาปัตยกรรมเบอร์ต้นๆ ของวงการ ที่เปิดเตาย่างให้ชิมรสชาติเฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์เท่านั้น 

และในโครงการยังมีสถานที่จัดกิจกรรม สำหรับจัดนิทรรศการ เวิร์กช็อป และมินิมิโนะ หมู่บ้านจิ๋วจำลองสำหรับเด็กๆ

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“เราอยากให้ มินิมิโนะ เป็น Co-Learning Space สำหรับเด็ก เลยออกแบบบรรยากาศทุกอย่างเหมาะกับเด็กๆ โดย มีบ้านเล็กๆ สองสามหลัง แต่ละหลังมีของเล่นอย่างละนิดอย่างละหน่อย 

“อย่างเช่นหลังแรกก็จะเป็นชุดครัว หลังที่สองชุดหมอ ส่วนหลังนี้ชุดขายของ และอีกหลังก็จะมีแค่หมอนเท่านั้น เรามีสีช็อกให้เด็กขีดเขียนพื้น ผนังได้ตามใจ อยากวาด อยากเขียนอะไรก็เขียน (หัวเราะ) เพื่อกระตุ้นต่อมจินตนาการให้เด็กได้ปะติดปะต่อเรื่องราวการเล่นด้วยตัวเขาเอง

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“นอกจากนี้ยังมีเรามีบอร์ดเกมสำหรับเด็ก มีหนังสือให้เขาอ่าน มีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งเล่น ตั้งแต่เปิดโครงการและมีเด็กๆ มาใช้บริการ เราสังเกตได้เลยว่าเด็กที่มาที่นี่ไม่มีใครแตะมือถือเลย”

ปฐมาบอกว่าที่โครงการมีการทำความสะอาดด้วยเดตตอลทุกวัน และมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือวางไว้ตามจุดต่างๆ มาตั้งแต่เปิดโครงการแล้ว เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

03

มินิมิโนะ 

นอกจากมิโนะบุรีเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัวแล้ว คอมมูนิตี้ขนาดย่อมแห่งนี้ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้นอกห้องเรียน ‘มินิมิโนะ Day Camp’ จึงเกิดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์เล่นเพื่อรู้แก่เด็กที่มีความสนใจ แคมป์นี้ออกแบบโดย ครูอุ้ย-ปิติมา หรุ่นรักวิทย์ 

“ปกติทุกปิดเทอม เราจะจัด Day camp พูดง่ายๆ ก็เหมือนฝากลูกตอนปิดเทอม แต่แทนที่เด็กจะมาเพื่อเล่นเฉยๆ เราจะทำหลักสูตรระยะสั้นระยะเวลาหนึ่งถึงสองอาทิตย์ และสร้างทีมในแต่ละวัน ยกตัวอย่างทีมห้าวัน ประกอบไปด้วย วันต้นไม้ วันแสงแดด วันสร้างบ้าน วันทำขนม วันเรียนรู้เรื่องลม ในแต่ละวันก็จะมาคุยในเรื่องนั้นเช่น เรื่องแสงแดด เราก็จะคุยเรื่องแดดในแง่มุมต่างๆ ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และอารมณ์ความรู้สึก แสงแดดจับต้องได้ไหม มันร้อนแล้วให้พลังงานหรือเปล่า พลังงานอะไร แล้วมีประโยชน์ต่อพืช ต่อสัตว์ไหม เอาแว่นขยายไปรวมแสงทำไมไฟถึงลุก 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“หรือเรื่องต้นไม้ เราก็จะทำตัวเหมือนเชอร์ล็อก โฮม ให้เด็กไปสืบมาว่าโครงการนี้มีต้นไม้อะไรบ้าง อยู่ตรงไหน แล้วมาร์กจุดในแผนที่ โดย Day Camp นี้เราจะรับเด็กในช่วงอายุสี่ถึงสิบปีเท่านั้น และรับไม่เกินสิบสองคน นอกจากนี้ Day Camp โครงการของเรายังจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ประเพณีลอยกระทง ก็มีการประกวดหนูน้อยนพมาศ และจัดกิจกรรมวันเด็กด้วย 

“อย่างที่บอกว่านี่เป็น Co-working Space ของเด็กๆ (ยิ้ม) เราเลยมีแขกตัวน้อยมาเยี่ยมเยอะมาก ไม่เฉพาะวันพิเศษเท่านั้น ในวันปกติ บางทีเด็กๆ ก็มาเดินดูห่านที่เราเลี้ยงไว้สำหรับกินหญ้า เพราะเราต้องการให้ธรรมชาติมันดูแลกันไป เรียกได้ว่าห่านดินกินหญ้าเพราะมันกินเกลี้ยงจริงๆ 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“หรือบางทีเด็กๆ ก็มาแอบดูเราเก็บไข่ไก่ จากความคิดที่เห็นพื้นที่โล่ง อยากเลี้ยงอะไรสักอย่าง เลยศึกษาหาความรู้การเลี้ยงไก่ผ่านอินเทอร์เน็ต และจากรุ่นน้องที่มีความชอบในด้านนี้ เลยนำมาสู่การเลี้ยงไก่สิบสามตัว ไปๆ มาๆ ไข่ไก่เราก็ได้รับความนิยมสูงซะงั้น (หัวเราะ) เพราะมันเป็นแม่ไก่อารมณ์ดีมาก ไข่ทุกวัน 

“นอกจาก Day Camp ที่เป็นกิจกรรมประจำฤดูกาลปิดเทอมแล้ว เราก็มีกิจกรรมประจำฤดูกาลตามธรรมชาติสำหรับเด็กๆ ด้วย อย่างช่วงของดอกโสนที่ขึ้นในแปลงข้างๆ โครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่ของญาติเรา เราก็ขออนุญาตตีสะพานเข้าไปในทุ่งดอกโสน ปรากฏว่าเด็กๆ ชอบมาก พอเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในเขาวงกต เด็กสมัยนี้ไม่เคยเห็นต้นโสน เราก็ชวนเด็กๆ เลย ป่ะ เอากระป๋องไปเก็บดอกโสนกัน”

04

โปรเจกต์เพื่อครอบครัว

“มีพื้นที่เพิ่มไหมคะ ฉันอยากเช่า”

“มีพื้นที่สำหรับจัดตลาดนัดไหม”

“Business Model เราเป็นอย่างไร”

“ไม่น่าเชื่อว่ามิโนะบุรีเพิ่งเปิดครบหนึ่งปีได้ไม่นาน แต่ระหว่างนี้กลับมีคนมาดูงานเยอะมาก และมีคนโทรมาสอบถามตลอด เราจึงบอกไปว่าเราไม่มี Business Model เพราะเราไม่ได้คำนวณไว้ก่อนว่าเราจะคืนทุนเมื่อไหร่ ต้องได้รายรับเท่าไหร่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างโครงการ คือความสมดุลในโครงการเป็นศูนย์ รายรับกับรายจ่ายเป็นศูนย์ 

“เราตั้งเป้าไว้ว่า แค่โครงการมีรายได้ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน แค่นี้เราก็พอใจแล้ว เราคิดแค่ว่าสังขารเราอย่างไรก็ต้องโรยรา เราไม่ใช่คนประหยัด ไม่ใช่คนที่ชอบอยู่นิ่งๆ เลยคิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างมารับมือตัวเองตอนเกษียณ และมิโนะบุรีก็คือสิ่งที่เราอยากทำไปเรื่อยๆ แบบนี้

“ทุกวันนี้เรามีความสุขมาก แฮปปี้ดีกับการเก็บไข่ เลี้ยงห่าน เราแค่ต้องการให้ทุกอย่างมันเลี้ยงตัวเองได้ เราถือว่าสิ่งนี้เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตเรา เพื่อบ้านเรา เพื่อครอบครัวเรา แค่นี้จริงๆ โดยไม่ต้องมีผลกำไรเป็นตัวเงิน” ปฐมาบอกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ติดตามรายละเอียดของมิโนะบุรี ได้ที่ Facebook : Minoburi

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

หลายคนอาจคุ้นชื่อ ดร.สิงห์ อินทรชูโต ในฐานะสถาปนิกชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ล่าสุด เราได้ข่าวมาว่า ดร.สิงห์ อินทรชูโต ร่วมก่อตั้งคาเฟ่ ความน่าสนใจคือไม่ใช่คาเฟ่เก๋อีโคกลางกรุงเทพฯ แต่เป็นคาเฟ่ในตึกเก่าแก่กลางเมืองเล็กเงียบสงบอย่างลำพูน

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ดร.สิงห์ย้อนเล่าให้ฟังว่าเขาเองใช้ความรู้ที่มีไปช่วยพัฒนาจังหวัดต่างๆ มานานแล้ว ลำพูนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัญหาคือ สินค้าของลำพูนแม้จะหีบห่อจนเก๋ไก๋แค่ไหนก็มักขายไม่ค่อยได้ เขาจึงเห็นว่าควรเปลี่ยนจากการช่วยแต่ฝั่งผู้ผลิต มาสนใจเรื่อง ‘ตลาด’ มากขึ้น

ความคิดนั้นถูกวางพักไว้จน ดร.สิงห์ ได้มีโอกาสได้ ‘เห็น’ ลำพูนเต็มตาเมื่อชาวลำพูนพาเขาเที่ยวรอบเมืองหลังเสร็จงาน

ตอนนั้นเอง เขาประจักษ์ว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความโดดเด่น ตั้งแต่พระธาตุหริภุญไชยที่งดงามและเก่าแก่นับพันปี ผืนป่าชุมชนอันอุดมที่เป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศ กาแฟคุณภาพระดับโลก จนถึงศิลปินชั้นครูมากมายที่มีลำพูนเป็นบ้านเกิด

แต่ทั้งที่อัดแน่นด้วยของเด็ด ลำพูนกลับเป็นเมืองรองอันเงียบเหงา แถมยังพ่วงด้วยสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศไทย

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

 

ความย้อนแย้งนี้มาจากไหน? ดร.สิงห์วิเคราะห์ให้ฉันฟังว่าเหตุผลหลักน่าจะมาจากการที่ลำพูนอยู่ใกล้เชียงใหม่มาก นักท่องเที่ยวจึงผ่านไปเที่ยวเชียงใหม่ยอดฮิตกันหมด ถ้ามีแวะมาบ้างก็เป็นเดย์ทริปแสนสั้นที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร

ผลคือลำพูนซบเซาอย่างที่เห็น แถมนานวันเข้าก็เกิดเป็นวัฏจักรแสนคลาสสิก นั่นคือหนุ่มสาวผละจากบ้านเกิดไปเรียนและทำงานที่อื่นเพราะมองไม่เห็นอนาคตในบ้านตัวเอง คนที่ยังอยู่มีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กน้อย

สิ่งที่ได้เห็นและเข้าใจทำให้ความคิดที่คิดค้างไว้หวนกลับมา เมื่อ ดร.สิงห์ พบตึกเก่าแสนสวยใกล้พระธาตุหริภุญไชย เขาจึงร่วมลงขันกับเพื่อนชาวลำพูนซื้อตึกหลังนั้นเพื่อทำฝันให้เป็นรูปร่างจนคืนชีพให้เมืองได้

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

“ผมตั้งใจว่าจะเอาตึกนี้แหละเป็นที่จุดประกายหรือปลุกวิญญาณสิ่งดีๆ ของลำพูนขึ้นมา” ดร.สิงห์เอ่ยความตั้งใจ แล้วยกตัวอย่างโมเดลในต่างประเทศซึ่งอ้างอิงได้ เช่น เมืองพอร์ตแลนด์ของอเมริกาซึ่งฟื้นตัวได้ด้วยร้านอาหารดีและร้านรวงของ Young Hipster

นั่นคือที่มาของ Temple House สถานที่ซึ่ง ดร.สิงห์ ตั้งใจให้เป็น ‘ตลาด’ หรือ ‘Demand Side’ ที่รองรับและขับประกายของดีเมืองลำพูนในรูปแบบสากลและไม่เชย

คาเฟ่ที่ชั้นล่างจึงไม่ได้สร้างเอาเก๋ แต่เกิดขึ้นเพื่อหยิบวัตถุดิบเด็ดของที่นี่อย่างกาแฟ ผลมัลเบอร์รีเขียว มะเขือเทศอินทรีย์สายพันธุ์อิตาลี ฯลฯ มาหีบห่อเป็นเมนูรสดี รวมถึงวางขายของท้องถิ่นที่ ดร.สิงห์ เคยเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านหน้าร้านยังมีพื้นที่วางขายผลผลิตสดใหม่ของเกษตรกรในพื้นที่ เผื่อใครอยากซื้อฝากหรือซื้อไปทำกินเองก็ได้

ขณะที่ชั้นสองเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงงานหมุนเวียน เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปินลำพูนแต๊ๆ ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่สู่สายตาผู้มาเยือน ส่วนปัญหาไม่มีใครมาพัก หาที่พักไม่ได้ ด้านหลังของที่นี่ก็มีที่พักกะทัดรัดขนาด 2 ห้องไว้ตอบโจทย์

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ความดีงามของ Temple House ไม่ได้อยู่แค่ไอเดียด้านในเท่านี้ แต่ที่นี่คือสเปซของสถาปนิก โครงสร้างอาคารจึงน่าสนใจมากไม่แพ้กัน

ดร.สิงห์เล่าว่าตึกหลังนี้เป็นอาคารยุคโมเดิร์นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็ตั้งใจเก็บกลิ่นอายยุคนั้น เช่น คงพื้นไม้สักและกรอบหน้าต่างเก่าแก่ไว้ตามเดิม แต่แม้มองเผินๆ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง อาคารนี้ก็มีไอเดียใหม่สอดแทรกเข้ามา นัั่นคือการเป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางถนัดของดร.สิงห์ ตั้งแต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประหยัดพลังงาน จนถึงใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มาจากการรีไซเคิล เช่น พื้นผิวเคาน์เตอร์ชงกาแฟนั้นทำด้วยเศษกระดุม ส่วนหลังคาอาคารก็มาจากกล่องนมที่แปรรูปแล้ว

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

ทั้งหมดนี้ทำให้ Temple House เป็นพื้นที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ทั้งภายนอกและภายใน ที่สำคัญ คาเฟ่และแกลเลอรี่น้องใหม่นี้บริหารจัดการโดยหนุ่มสาวชาวลำพูนที่ ดร.สิงห์ ชักชวนมา

“เขารักร้านเหมือนเป็นเจ้าของและบอกผมว่าไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนรู้เยอะขนาดนี้” ดร.สิงห์เล่าถึงผลตอบรับจากเด็กๆ ที่ตอนนี้รู้แล้วว่าอยู่ที่บ้านเกิดได้ และไม่ใช่แค่ให้เรียนรู้วิธีทำร้าน เขายังพยายามพัฒนาเด็กด้วยวิธีการ เช่น ให้เรียนอังกฤษเพื่อสนทนากับชาวต่างชาติ และให้อ่านหนังสือต่างประเทศดีๆ เพื่อเปิดโลก

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House : จากตึกเก่าสู่คาเฟ่และแกลเลอรี่ที่ตั้งใจชุบชีวิตเมืองลำพูนด้วยเสน่ห์ท้องถิ่น

Temple House เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ เมื่อต้นปี มีเป้าหมายหลักคือชาวลำพูนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยเทศ ดร.สิงห์คาดการณ์จากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจว่าน่าจะใช้เวลา 3 ปีในการวัดผล หากพื้นที่แห่งนี้เฟื่องฟูได้จริง และเมืองเริ่มงอกงาม เช่น ร้านต่างๆ เริ่มพัฒนา ภูมิทัศน์เมืองเริ่มปรับเปลี่ยน นั่นเท่ากับเราได้ต้นแบบ ได้องค์ความรู้ ซึ่งนำไปใช้กับจังหวัดหรือประเทศอื่นได้

แม้เพิ่งเริ่มก้าวเดิน ที่แห่งนี้จึงนับเป็นความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ในการคืนชีวิตให้เมืองที่น่าเอาใจช่วยที่สุด

Facebook l Temple House Lumphun

Writer & Photographer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load