ว่ากันว่าเมืองที่ดีในมุมมองของ ชาร์ล มอนต์โกเมอรี่ (Charles Montgomery) ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและผู้เขียนหนังสือ Happy City คือเมืองที่ช่วยสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างมนุษย์แบบไม่มีที่สิ้นสุด มีพื้นที่สาธารณะเป็นส่วนกลาง สามารถใช้งานร่วมกัน เช่นเดียวกับแนวคิดของ ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกชุมชนผู้ก่อตั้ง CASE Studio ผู้ทำงานกับชุมชนมาแล้วมากมายทั่วประเทศไทย 

ปฐมาทำงานกับชุมชน เธอจึงรู้ดีว่าชุมชนที่แข็งแรง มีรากฐานมาจากความสัมพันธ์อันดีของผู้คน และ ‘พื้นที่’ ก็คือตัวแปรทางกายภาพที่จะช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์อันแข็งแรงให้ชุมชนนั้นๆ 

บนที่ดินมรดกย่านมีนบุรี ที่ตั้งของบ้านครอบครัวหรุ่นรักวิทย์ ปฐมาตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้เซ็นเตอร์เล็กๆ ชื่อ ‘มิโนะบุรี’ (Minoburi) ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่กิจกรรม และ Co-learning Space ของเด็กๆ และผู้คนในย่าน เพื่อเป็นทางเลือกให้คนได้ใช้ชีวิตนอกห้างสรรพสินค้าบ้าง

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ความเจ๋งของมิโนะบุรีอยู่ที่การสร้างจากวัสดุรีไซเคิลเกือบทั้งโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล่อง เสาระแนงสุขภัณฑ์ต่างๆ ไปจนถึงประตู รวมถึงแนวคิดธุรกิจแบบเป็นศูนย์ คือรายรับและรายจ่ายของโครงการสมดุลเป็นศูนย์ ไม่ต้องมีกำไรมากมาย แค่พอให้โครงการดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืนก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้ ที่มิโนะบุรียังมีสวนเกษตรปลอดสารพิษ แต่ละวันปฐมาเก็บผลผลิตสดใหม่มาแบ่งขาย บางส่วนนำไปปรุงเป็นกับข้าวแสนอร่อย ขายในราคาย่อมเยาให้ชาวมินบุเรี่ยนได้มาจับจ่ายและร่วมสุขภาพดีไปด้วยกัน

ถ้าพร้อมแล้ว ตามเราไปเยี่ยมมิโนะบุรีกันเลย

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

01

มิโนะบุรี = มีนบุรี 

“มิโนะ เป็นชื่อเมืองที่อยู่ทางเหนือของโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองคล้ายมีนบุรี”

ปฐมากล่าวถึงที่มาของชื่อ ‘มิโนะบุรี’ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนิทสนมในแวดวงการออกแบบ ระหว่างเธอกับสถาปนิกสาวแดนอาทิตย์อุทัยที่เคยร่วมงานกันในวันวาน 

สายสัมพันธ์ระหว่างสาวแดนปลาดิบกับสาวแดนปลาตะเพียนย่านมีนบุรี ส่งผลให้ทั้งสองต้องเดินทางไปมาหาสู่ เพื่อพบปะกันอยู่เสมอ

มิโนะเป็นชุมชนตัวอย่าง มีพื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับคนทุกวัย สอดคล้องกับแนวคิดของปฐมาที่ต้องการสร้างพื้นที่กิจกรรมให้กับทุกคนในชุมชน โครงการชื่อญี่ปุ่นแห่งนี้จึงเกิดขึ้น

คอมมูนิตี้ชุมชนย่านมีนบุรีมีแนวคิดริเริ่มจากการย้ายบ้านหรุ่นรักวิทย์ ของปฐมา เธอต้องการกำจัดเศษวัสดุต่างๆ ทั้งโครงเหล็ก เศษเหล็ก โครงหลังคาที่กินพื้นที่ถึง 2 ไร่ 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ด้วยความเป็นสาวเมืองปลามาตั้งแต่กำเนิด ปฐมามองเห็นช่องว่างของการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะเขตมีนบุรีรายล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร แต่กลับขาดพื้นที่สาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ โครงการมิโนะบุรีจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่อยากไปห้างสรรพสินค้า

“พื้นที่ของโครงการมิโนะบุรีอยู่ติดบ้านเรา การย้ายโครงสร้างบ้านหลังเก่ามาทำเป็นโครงการจึงง่ายขึ้น

ปกติเราเป็นคนที่ทำงานอยู่บ้านตลอด พอย้ายบ้านก็เหมือนต้องย้ายออฟฟิศมาด้วย เราจึงนำสิ่งของเหล่านี้มาประกอบเป็นโครงการแห่งใหม่ ออฟฟิศของเรามีประมาณยี่สิบกว่าห้อง พอรื้อออกมาก็เจอปัญหาโครงเหล็ก โครงหลังคาเหลือใช้เยอะมาก เราเลยนำสิ่งเหล่านี้มากระจายดูว่ามันนำไปทำอะไรได้บ้าง สุดท้ายจึงนำมาประกอบเป็นโครงการแห่งใหม่ ทั้งเหล็กกล่อง เสาระแนง เสา หรือสุขภัณฑ์อ่างล้างหน้า ประตู ก็คือของที่นำมารีไซเคิลใหม่ทั้งหมด

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยประกอบกันเป็นโครงการใหม่ ทำให้โครงการมีลักษณะคล้ายโกดังขนาดเล็ก รูปแบบง่ายๆ แต่ละโกดังมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ร้านอาหาร สถานที่จัดนิทรรศการ มินิมิโนะ พอมารวมกันหลายๆ โกดัง จึงให้อารมณ์เหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ไปโดยปริยาย 

“นอกจากนี้ในโครงการมีท่าน้ำที่เราไม่ได้ตั้งใจทำอยู่ด้วย เพราะโครงการตั้งอยู่ลึกเข้ามาในซอย การทำระบบระบายน้ำเชื่อมกับสาธารณะมีราคาแพงมาก เราเลยสร้างบ่อเก็บน้ำทิ้งขึ้นมาแทน น้ำในบ่อนี้นำไปใช้งานอย่างอื่นได้อีกไม่รู้จบ ทั้งรดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาด ไปจนถึงสร้างท้องร่อง ถือเป็นไอเดียจากข้อจำกัดในการจัดการน้ำ” ปฐมาเล่ายิ้มๆ

02

หมู่บ้านมิโนะบุรี 

หมู่บ้านมิโนะบุรี ตั้งอยู่เขตมีนบุรีทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ภายในหมู่บ้านประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งและส่วนกิจกรรมในที่ร่ม 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

สำหรับพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง ประกอบไปด้วยลานเล่นสนุกกลางแจ้ง มีของเล่นสำหรับเด็กตั้งอยู่ในสนามหญ้าหน้าโครงการ พร้อมติดตั้งเครื่องไล่ยุง พื้นที่นี้เปิดให้ใช้บริการฟรี ส่วนถัดมาคือบริเวณแปลงผักที่เปิดให้เช่าแปลงใหญ่ราคา 1,000 บาท และแปลงเล็กอยู่ที่ 800 บาท 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“เมื่อก่อนบ้านเราอยู่อีกฝั่ง ข้างบ้านจะมีสนามบาสเล็กๆ ของเขตฯ ตอนกลางคืนไม่มีไฟ เด็กๆ ก็ขอต่อไฟจากบ้านเรา แต่ตอนหลังเขตฯ ทุบสนามบาสทิ้ง และเราก็ย้ายมาทำโครงการพอดี เด็กๆ ก็ไม่มีพื้นที่เล่นบาส

“ปรากฏว่าพอเราทำโครงการได้สักพัก เด็กๆ เหล่านั้นก็โทรมาถามว่า ‘พี่ พี่สร้างสนามบาสให้พวกผมเล่นหน่อยได้ไหม’ เราเลยสร้างสนามบาสให้ ซึ่งก็งงอยู่ทุกวันนี้ว่าเราสร้างทำไม (หัวเราะ) พอสร้างเสร็จปรากฏว่าทุกเย็น เด็กๆ ก็มาเล่นบาสกันตลอด กลายเป็นพื้นที่รวมตัวเด็กๆ ย่านนี้ เราเลยรวมส่วนนี้ให้เป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งด้วย” ปฐมาอธิบาย 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ในส่วนของกิจกรรมในร่ม ภายในโครงการประกอบด้วยร้านอาหาร 2 ร้าน ร้านแรกเป็นร้านอาหารไทยชื่อ ‘ละมุนลิ้น’ ส่วนอีกร้านเป็นร้านสเต็ก ‘Steakshift &Jib Bar’ โดย ภิรักษ์ อนุรักษ์เยาวชน ช่างภาพสถาปัตยกรรมเบอร์ต้นๆ ของวงการ ที่เปิดเตาย่างให้ชิมรสชาติเฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์เท่านั้น 

และในโครงการยังมีสถานที่จัดกิจกรรม สำหรับจัดนิทรรศการ เวิร์กช็อป และมินิมิโนะ หมู่บ้านจิ๋วจำลองสำหรับเด็กๆ

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“เราอยากให้ มินิมิโนะ เป็น Co-Learning Space สำหรับเด็ก เลยออกแบบบรรยากาศทุกอย่างเหมาะกับเด็กๆ โดย มีบ้านเล็กๆ สองสามหลัง แต่ละหลังมีของเล่นอย่างละนิดอย่างละหน่อย 

“อย่างเช่นหลังแรกก็จะเป็นชุดครัว หลังที่สองชุดหมอ ส่วนหลังนี้ชุดขายของ และอีกหลังก็จะมีแค่หมอนเท่านั้น เรามีสีช็อกให้เด็กขีดเขียนพื้น ผนังได้ตามใจ อยากวาด อยากเขียนอะไรก็เขียน (หัวเราะ) เพื่อกระตุ้นต่อมจินตนาการให้เด็กได้ปะติดปะต่อเรื่องราวการเล่นด้วยตัวเขาเอง

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“นอกจากนี้ยังมีเรามีบอร์ดเกมสำหรับเด็ก มีหนังสือให้เขาอ่าน มีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งเล่น ตั้งแต่เปิดโครงการและมีเด็กๆ มาใช้บริการ เราสังเกตได้เลยว่าเด็กที่มาที่นี่ไม่มีใครแตะมือถือเลย”

ปฐมาบอกว่าที่โครงการมีการทำความสะอาดด้วยเดตตอลทุกวัน และมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือวางไว้ตามจุดต่างๆ มาตั้งแต่เปิดโครงการแล้ว เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

03

มินิมิโนะ 

นอกจากมิโนะบุรีเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัวแล้ว คอมมูนิตี้ขนาดย่อมแห่งนี้ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้นอกห้องเรียน ‘มินิมิโนะ Day Camp’ จึงเกิดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์เล่นเพื่อรู้แก่เด็กที่มีความสนใจ แคมป์นี้ออกแบบโดย ครูอุ้ย-ปิติมา หรุ่นรักวิทย์ 

“ปกติทุกปิดเทอม เราจะจัด Day camp พูดง่ายๆ ก็เหมือนฝากลูกตอนปิดเทอม แต่แทนที่เด็กจะมาเพื่อเล่นเฉยๆ เราจะทำหลักสูตรระยะสั้นระยะเวลาหนึ่งถึงสองอาทิตย์ และสร้างทีมในแต่ละวัน ยกตัวอย่างทีมห้าวัน ประกอบไปด้วย วันต้นไม้ วันแสงแดด วันสร้างบ้าน วันทำขนม วันเรียนรู้เรื่องลม ในแต่ละวันก็จะมาคุยในเรื่องนั้นเช่น เรื่องแสงแดด เราก็จะคุยเรื่องแดดในแง่มุมต่างๆ ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และอารมณ์ความรู้สึก แสงแดดจับต้องได้ไหม มันร้อนแล้วให้พลังงานหรือเปล่า พลังงานอะไร แล้วมีประโยชน์ต่อพืช ต่อสัตว์ไหม เอาแว่นขยายไปรวมแสงทำไมไฟถึงลุก 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“หรือเรื่องต้นไม้ เราก็จะทำตัวเหมือนเชอร์ล็อก โฮม ให้เด็กไปสืบมาว่าโครงการนี้มีต้นไม้อะไรบ้าง อยู่ตรงไหน แล้วมาร์กจุดในแผนที่ โดย Day Camp นี้เราจะรับเด็กในช่วงอายุสี่ถึงสิบปีเท่านั้น และรับไม่เกินสิบสองคน นอกจากนี้ Day Camp โครงการของเรายังจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ประเพณีลอยกระทง ก็มีการประกวดหนูน้อยนพมาศ และจัดกิจกรรมวันเด็กด้วย 

“อย่างที่บอกว่านี่เป็น Co-working Space ของเด็กๆ (ยิ้ม) เราเลยมีแขกตัวน้อยมาเยี่ยมเยอะมาก ไม่เฉพาะวันพิเศษเท่านั้น ในวันปกติ บางทีเด็กๆ ก็มาเดินดูห่านที่เราเลี้ยงไว้สำหรับกินหญ้า เพราะเราต้องการให้ธรรมชาติมันดูแลกันไป เรียกได้ว่าห่านดินกินหญ้าเพราะมันกินเกลี้ยงจริงๆ 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“หรือบางทีเด็กๆ ก็มาแอบดูเราเก็บไข่ไก่ จากความคิดที่เห็นพื้นที่โล่ง อยากเลี้ยงอะไรสักอย่าง เลยศึกษาหาความรู้การเลี้ยงไก่ผ่านอินเทอร์เน็ต และจากรุ่นน้องที่มีความชอบในด้านนี้ เลยนำมาสู่การเลี้ยงไก่สิบสามตัว ไปๆ มาๆ ไข่ไก่เราก็ได้รับความนิยมสูงซะงั้น (หัวเราะ) เพราะมันเป็นแม่ไก่อารมณ์ดีมาก ไข่ทุกวัน 

“นอกจาก Day Camp ที่เป็นกิจกรรมประจำฤดูกาลปิดเทอมแล้ว เราก็มีกิจกรรมประจำฤดูกาลตามธรรมชาติสำหรับเด็กๆ ด้วย อย่างช่วงของดอกโสนที่ขึ้นในแปลงข้างๆ โครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่ของญาติเรา เราก็ขออนุญาตตีสะพานเข้าไปในทุ่งดอกโสน ปรากฏว่าเด็กๆ ชอบมาก พอเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในเขาวงกต เด็กสมัยนี้ไม่เคยเห็นต้นโสน เราก็ชวนเด็กๆ เลย ป่ะ เอากระป๋องไปเก็บดอกโสนกัน”

04

โปรเจกต์เพื่อครอบครัว

“มีพื้นที่เพิ่มไหมคะ ฉันอยากเช่า”

“มีพื้นที่สำหรับจัดตลาดนัดไหม”

“Business Model เราเป็นอย่างไร”

“ไม่น่าเชื่อว่ามิโนะบุรีเพิ่งเปิดครบหนึ่งปีได้ไม่นาน แต่ระหว่างนี้กลับมีคนมาดูงานเยอะมาก และมีคนโทรมาสอบถามตลอด เราจึงบอกไปว่าเราไม่มี Business Model เพราะเราไม่ได้คำนวณไว้ก่อนว่าเราจะคืนทุนเมื่อไหร่ ต้องได้รายรับเท่าไหร่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างโครงการ คือความสมดุลในโครงการเป็นศูนย์ รายรับกับรายจ่ายเป็นศูนย์ 

“เราตั้งเป้าไว้ว่า แค่โครงการมีรายได้ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน แค่นี้เราก็พอใจแล้ว เราคิดแค่ว่าสังขารเราอย่างไรก็ต้องโรยรา เราไม่ใช่คนประหยัด ไม่ใช่คนที่ชอบอยู่นิ่งๆ เลยคิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างมารับมือตัวเองตอนเกษียณ และมิโนะบุรีก็คือสิ่งที่เราอยากทำไปเรื่อยๆ แบบนี้

“ทุกวันนี้เรามีความสุขมาก แฮปปี้ดีกับการเก็บไข่ เลี้ยงห่าน เราแค่ต้องการให้ทุกอย่างมันเลี้ยงตัวเองได้ เราถือว่าสิ่งนี้เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตเรา เพื่อบ้านเรา เพื่อครอบครัวเรา แค่นี้จริงๆ โดยไม่ต้องมีผลกำไรเป็นตัวเงิน” ปฐมาบอกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ติดตามรายละเอียดของมิโนะบุรี ได้ที่ Facebook : Minoburi

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

มาปราจีนฯ ทั้งที ไม่มาพิพิธภัณฑ์ตะเกียงเหมือนมาไม่ถึง

พิพิธภัณฑ์ตะเกียง หรือ ‘พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์’ ก่อตั้งโดย ณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์ พ่อค้าของเก่าวัย 67 ที่มีตะเกียงมากกว่า 10,000 ดวง จากการรับซื้อตะเกียงจากชาวบ้านเพื่อแยกส่วนขายเศษทองเหลืองราคาถูก จนวันหนึ่งมีคนมาขอซื้อตะเกียงต่อจากเขาดวงละ 100 บาท หลังจากทราบว่าเจ้าของคนใหม่รับตะเกียงไปขายต่อต่างประเทศ เขาเลิกขายตะเกียงทันที และหันมาสะสมแทน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

แสงของตะเกียงเจ้าพายุดวงแรกเลยจุดประกายให้ณรงค์เริ่มต้นเก็บสะสมตะเกียงทุกแบบและทุกประเภทด้วยใจรัก เมื่อจำนวนตะเกียงเยอะมากจนล้นโกดังเขาจึงเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับตะเกียงไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา กระทั่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตะเกียงที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

  นอกจากมีตะเกียงให้ชมแทบจะทุกแบบ ยังมีของสะสมหาชมยากสมัยคุณปู่ยังวัยรุ่นและสวนสัตว์ขนาดย่อมชวนให้ตื่นตาตื่นใจด้วย

ณรงค์บอกเราว่า “การเป็นที่หนึ่งของเอเชียไม่ใช่เรื่องง่าย”

ประโยคสั้นและกระชับของณรงค์ทำเราสงสัยจนอยากรู้ว่า กว่าจะมาเป็นที่หนึ่งนั้นยากขนาดไหน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

1

แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุทยอยดับลงทีละดวง หลังจากประเทศไทยทำความรู้จักกับ ‘ไฟฟ้า’ ราว 130 ปีก่อน ของใหม่มา ของเก่าอย่างตะเกียงน้ำมันก๊าดเริ่มหมดความหมายและมีจุดหมายปลายทางยังร้านขายของเก่า จากประโยชน์ส่องแสงสว่างริบหรี่เหลือค่าเพียงเศษทองเหลืองกิโลกรัมละสิบกว่าบาท

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

“ประมาณ 40 – 50 ปีก่อน คนขนตะเกียงมาขายทิ้งกันหมด เราก็ทุบเฉพาะทองเหลืองไปขาย สมัยนั้นกิโลกรัมละสิบกว่าบาท พอทุบไม่ไหวเราก็แขวนเก็บไว้ มีคนมาเห็นแล้วเขาขอซื้อดวงละ 50 บาท เราก็ขาย ตอนหลังมีคนมาขอซื้ออีก ให้ราคา 70 บาท เราก็ขาย พอช่วง 20 ปีหลังมีคนมาขอซื้อ เขาบอกเราว่าถ้ามีคนให้ 70 เขาให้ 100 เราว่างพอดีเลยมีโอกาสคุยกับเขาว่าซื้อไปทำไม

“เขาบอกเราว่าเอาไปพ่นสีตกแต่งใหม่แล้วขายชาวต่างชาติ เราเลยฉุกคิดว่าถ้าขายไปของก็จะอยู่นอกประเทศหมด เราน่าจะเก็บสะสมไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาและเรียนรู้ระบบกลไกของตะเกียงเจ้าพายุ เลยเริ่มสะสมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันถ้าใครมาขอซื้อเราก็ไม่ขายแล้ว”  นักสะสมตะเกียงเล่าสู่กันฟัง

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

ตะเกียงดวงแรกของนักสะสมเป็นตะเกียงเปโตรแม็กซ์ดวงเล็กขนาด 150 แรงเทียน ลักษณะแปลกตาเพราะขนาดเล็กกว่าตะเกียงเจ้าพายุ ด้วยความเป็นพ่อค้าของเก่า แน่นอนว่ามีตะเกียงดวงแรก ย่อมมีดวงที่สอง สาม และสี่ ปัจจุบันณรงค์มีตะเกียงมากกว่า 10,000 ดวง จนโกดังเก็บของเก่าขนาดใหญ่ 2 ไร่เก็บไม่เพียงพอ เขาเกิดความคิดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็น ได้รู้จัก และได้ศึกษา

2

หากเดินเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์ ด้านขวาจะเป็นอาคารราชาวดี ความสูง 2 ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงของโบราณหาชมยาก เช่น เตารีดโบราณ ตู้เย็นน้ำมันก๊าด และตะเกียงบางส่วน ชั้นบนจัดแสดงตะเกียงแบบจัดเต็มจากหลากหลายประเทศผู้ผลิต อย่างตะเกียงเจ้าพายุแบรนด์ไอด้าจากประเทศเยอรมนี แบรนด์ซิงมิงจากประเทศจีน แบรนด์เรเดียสจากประเทศสวีเดน ฯลฯ นอกจากจะเกียงเจ้าพายุ ยังมีตะเกียงแบ่งประเภทตามการใช้งาน เช่น ตะเกียงประดับริมรั้ว ตะเกียงเรือ ตะเกียงฉายสไลด์สำหรับทหาร

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

ภายในพิพิธภัณฑ์มีตะเกียงกระจายอยู่เกือบทุกอาคาร นับรวมแล้วทั้งหมด 13,001 ดวง ณรงค์บอกว่าเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีตะเกียงในโกดังที่ยังไม่ได้เอามาโชว์อีกเยอะมากเช่นกัน

แต่เราคัดมาให้ชมเรียกน้ำย่อยกันก่อนจำนวน 10 แบบถ้วน

1 ตะเกียงดวงแรกของณรงค์

ตะเกียงเปโตรแม็กซ์สีดำดวงเล็กขนาด 150 แรงเทียน ด้วยขนาดเล็กกว่าตะเกียงพายุทั่วไปจึงได้ใจนักสะสมไปเต็มๆ แถมยังเป็นตะเกียงดวงแรกที่จุดประกายให้ณรงค์สะสมตะเกียงมาจนปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

2 ตะเกียงทิลเลย์ 24 หัว

ตะเกียงขนาด 7,200 แรงเทียน อะไหล่จากประเทศอังกฤษ ประกอบในประเทศไทยโดย คุณเชาวลิต รังสีสุวัติ ในการจุดตะเกียงแต่ละครั้งต้องใช้คนอย่างน้อย 8 คน และคนสูบถังด้านล่างอีก 1 คน ต้องใช้คนมาก เพราะต้องคอยดูและรักษาไส้ตะเกียงไม่ให้แตก

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

3 ตะเกียงวอชิงตัน

ตะเกียงขนาดใหญ่ยักษ์เป็นเสาไฟฟ้าส่องสว่างสมัยก่อน มีเพียง 9 ดวงในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

4 ตะเกียงรัตนมาลา

  กว่าจะได้ดวงนี้มาไม่ง่าย ตะเกียงรัตนมาลาทำขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยช่างไฟฟ้าในวัง แต่ถูกยุติห้ามจำหน่ายเพราะตีตราครุฑคล้ายเป็นของหลวง ปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง 500,000 บาท

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

5 ตะเกียงดัดแปลงรุ่น 237

บริษัทโคลแมนดัดแปลงตะเกียงรุ่น 237 ด้วยฟิล์มฉายสไลด์ สำหรับมิชชันนารีและกลุ่มคนชนบทที่ขาดแคลนไฟฟ้า

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

6 โคมระย้าโคลแมน

โคมระย้าประกอบด้วยตะเกียง 2 เสา 4 ไส้ หาชมยาก! เป็น 1 ในคอลเลกชันของฟิล กราฟฟ์

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

7 ตะเกียงเรือ

ตะเกียงสำหรับเรือโดยเฉพาะ จะถูกแขวนไว้บริเวณหัวเรือ หากเกิดเหตุเรือล่มคนจะมองเห็นดวงไฟและช่วยเหลือได้ทัน แทนการตะโกนขอความช่วยเหลือ

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

8 ตะเกียงรันเวย์สนามบิน

ใช้วางขอบรันเวย์สนามบินในสมัยก่อน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

9 ฮีตเตอร์โบราณ

ฮีตเตอร์มีไส้คล้ายไส้ตะเกียง ไส้จะทำปฏิกิริยาความร้อนกับเหล็ก เหล็กก็จะร้อน ร่างกายก็จะอบอุ่น

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

10 พัดลมน้ำมันก๊าด

การทำงานคล้ายตะเกียงเจ้าพายุ จะต้องใส่น้ำมันก๊าดบริเวณด้านล่างแล้วสูบ เมื่อเกิดความร้อนใบพัดจะหมุนได้

ภายในอาคารยังมีของสะสมของบรรพบุรุษ และภรรยาของณรงค์เองก็เป็นนักสะสมตัวยงไม่แพ้กัน เธอจะเน้นสะสมโต๊ะ-เก้าอี้ไม้สักแท้ และมี 2 มุมจำลองยอดฮิตที่ใครมาก็ต้องออกลวดลายท่าทางคือ ร้านชา-กาแฟโกเฮง และร้านตัดผมโบราณ อุปกรณ์ตัดผมและชงชา-กาแฟเหมือนพาเราย้อนอดีตจริงๆ

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

หลังจากตาลุกวาวกับตะเกียง 10 แบบ เราขอพาทัวร์กันต่อกับอาคารลีลาวดี เป็นอาคารแฝด 2 ชั้น 6 ห้อง ห้องแรกเป็นห้องราชพฤกษ์ จัดแสดงถ้วยชามโบราณ ถาดกระบื้องแท้ ขวดน้ำมะเน็ดหรือขวดน้ำอัดลมสมัยก่อน ระหว่างเดินชมถ้วยใบนู้น ขวดใบนี้ ณรงค์จะสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตลอดทาง

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

“ของแต่ละชิ้นกว่าจะได้มาลำบากมาก สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์ การติดต่อสื่อสารก็ยาก เราต้องส่งหน้าม้าไปคุย ไปตะล่อมเจ้าของก่อน ถ้าเขามีเงินเขาจะไม่ขาย อย่างถาดแต่งงานเนื้อกระเบื้องแท้เราเฝ้ามา 3 ปี ส่งหน้าม้าไปคุยทุก 4 – 5 เดือน สุดท้ายได้มาคู่ละ 8,000 จนตอนนี้ราคา 80,000 แล้ว

“บางทีเลิกงานเราขับรถไปดูของด้วยตัวเอง พอไปถึงเมียขาย ผัวไม่ขาย พอกลับไปอีก ผัวเมียขาย แต่ลูกไม่ขาย ของแต่ละชิ้นเลยไม่ได้หามาง่ายๆ ผิดกับปัจจุบันเขาส่งภาพมาให้ดู เราก็เลือก ชอบก็จ่ายเงิน”

  ณรงค์ชวนย้อนอดีตพลางแวะห้องชัยพฤกษ์ จัดแสดงเครื่องทองเหลือง อย่างเชี่ยนหมาก ขันลงหิน เตาน้ำมันก๊าด ฯลฯ และห้องถัดมาแฟนคลับสายปั่นต้องชอบ เป็นห้องรถจักรยานและจักรยานยนต์หลากหลายยี่ห้อ ทีเด็ดอยู่ตรงรถจักรยานยนต์สองระบบ จะใช้ถีบเป็นจักรยานหรือขับเป็นจักรยานยนต์ก็ได้

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

เดินชมห้องชั้นล่างจนครบทุกซอกทุกมุม ขอนำเสนอห้องทองกวาว รวบรวมของเล่นสังกะสีหลากหลายแบบ เด็กๆ มาต้องชอบ แม้แต่เรายังอยากอยู่ห้องนี้นานๆ นอกจากจะหวนคิดถึงวัยเด็ก เรายังได้เห็นพัฒนาการของของเล่นจากอดีตจนถึงปัจจุบันอีกด้วย อัพเดตของเล่นล่าสุดของห้องคือ ตุ๊กตาไลน์เฟรนด์

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

“ถ้าลูกค้ามากันเป็นครอบครัว เราเป็นเจ้าของเห็นแล้วมีความสุขมาก พ่อแม่จะแนะนำลูกว่า สมัยก่อนแก้วแบบนี้แม่เคยใช้นะ เราเดินตามหลังได้ยินได้ฟังก็มีความสุข เหมือนบรรยากาศเก่าๆ กลับคืนมา”

เดินหน้าต่อเพียง 2 ก้าวจะเจอกับห้องทองหลาง เป็นห้องรวบรวมพระผง พระเหรียญ รวมถึงภาพพระเก่ามากมาย แบ่งหมวดหมู่ตามจังหวัด เยอะสุดต้องยกให้พระผง-พระเหรียญจากปราจีนฯ เดินอีกนิดถึงห้องสุดท้ายของอาคารลีลาวดี เป็นห้องทองพันชั่ง ชั่งจริงๆ เพราะณรงค์ขนสารพัดตราชั่ง เครื่องตวงและวัด เครื่องคำนวณภาษี มาให้ชมกันอย่างจุใจ!

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

ก้าวขาเดินลงบันไดสักนิดจะเจอกับอาคารชวนชม จัดแสดงภาพถ่ายเก่าของเมืองปราจีนฯ  ภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครั้งเสด็จฯ เยือนปราจีนฯ ณ วัดแก้วพิจิตร หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน แสตมป์ และธนบัตรเก่า ตลอดจนลอตเตอรี่รุ่นแรกของประเทศไทยก็มี

ณรงค์แนะว่า การจะเก็บของเก่าให้ทรงคุณค่าจะต้องทำบัญชีด้วย เช่น บันทึกว่าซื้อมาจากไหน ได้มาจากใคร ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีกำกับจะสุดยอดมาก เขาพูดติดตลกกับเราว่า “ถ้าทำบัญชีไว้แล้วย้อนมาดู มันเหลือเชื่อมากนะ เราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

สุดท้ายและท้ายสุดกับอาคารฟ้าประดิษฐ์ อยู่บริเวณด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรือขุด เป็นเรือที่ทำมาจากต้นไม้ทั้งต้นเพื่อทำเรือเพียงลำเดียว และมีเรือนเครื่องผูก เป็นบ้านที่สร้างจากไม้ไผ่ผูกกันโดยไม่ใช่ตะปูหรือลวดในการก่อสร้างแม้แต่ตัวเดียว

3

หลังจากชมพิพิธภัณฑ์จนครบทุกห้องและทุกอาคาร ขอพักจิบน้ำเย็นชื่นใจและจับเข่าคุยกับณรงค์ถึงการเก็บตะเกียงที่เยอะที่สุดในอาเซียนด้วยเหตุผลเดียวคือการเก็บเพื่อคนรุ่นหลัง

“ถ้าเขาไม่เห็นเขาจะไม่รู้เลย บางคนเคยได้ยินชื่อแต่ไม่รู้ว่าหน้าตาตะเกียงเจ้าพายุเป็นแบบไหน ปัจจุบันของใช้ที่คนรุ่นใหม่ทำขึ้นมาก็ต้องศึกษาจากของโบราณมาก่อนทั้งนั้น ถึงจะทำเครื่องมือทันสมัยได้ สมัยก่อนตู้เหล็ก 1 ใบจะต้องใช้สว่านหมุนมือ ใช้ตะปูมาย้ำ เดี๋ยวนี้ปุ๊บปั๊บปั๊มขึ้นรูปเสร็จแล้ว

“กระบวนการมันแตกต่างกัน อย่างแผ่นเสียงต้องไขลาน แล้วมีวิวัฒนาการมาใช้ถ่าน เราไม่ควรมองว่าของโบราณไม่มีคุณค่า แต่ควรตั้งคำถามว่าคนโบราณเขาคิดได้ยังไง เขาทำได้ยังไงมากกว่า”

ณรงค์ตอบ เจ้าของพิพิธภัณฑ์มีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ แม้ธุรกิจพิพิธภัณฑ์ของเขาขาดทุนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี  ณรงค์เฉลยพร้อมรอยยิ้มว่า

“เราทำด้วยใจรัก กัดฟันสู้แม้จะขาดทุน เพราะเราอยากให้เด็กรุ่นหลังเขาศึกษาจริงๆ ความสุขของเราคือการมาเดินในพิพิธภัณฑ์ เราสุขใจเพราะเกิดเป็นคนไทยคนหนึ่ง ได้เก็บรักษาของไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษา ในอนาคตเราก็ต้องจากโลกนี้อยู่แล้ว แต่ของพวกนี้ต่างหากยังคงอยู่

“มีบางคนเอาของมาบริจาค เราบอกว่าเราไม่ได้เป็นมูลนิธิ เราจะเขียนชื่อ-ที่อยู่ให้เขา แต่ว่า ต้องมีแต่ด้วยนะ ถ้ามอบของให้เราแล้ว ในช่วงชีวิตเราจะเก็บรักษาให้ดีที่สุด เมื่อสิ้นอายุเราก็จบกันแค่นั้น อย่าเป็นเวรเป็นกรรมมารุ่นลูกรุ่นหลาน เราพูดแบบนี้ไว้ก่อน คนมอบก็สบายใจ เราก็สบายใจ”

คนฟังอย่างเราก็สบายใจ เมื่อรู้ว่ามีผู้ใหญ่ความตั้งใจดี เก็บของสะสมกว่าค่อนชีวิตเพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดปราจีนฯ ให้เด็กรุ่นหลังและคนรักของเก่าได้ศึกษา แน่นอน ทุกคนมีความทรงจำกับอดีต บ้างก็เป็นของเล่นชิ้นโปรด บ้างก็เป็นตะเกียงดวงเก่าสมัยคุณพ่อ ถ้าคุณกำลังหวนคิดถึงสิ่งเหล่านั้น เราขอมอบบัตรเชิญให้คุณมาเดินย้อนอดีตพร้อมค้นหาความทรงจำในโลกปัจจุบัน ณ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ไม่มากก็น้อย ไม่ความสุขก็รอยยิ้มที่คุณจะได้รับกลับบ้านแบบแก้มปริ!

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ (พิพิธภัณฑ์ตะเกียง)

ที่อยู่ 135 ถนนปราจีนตคาม ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองฯ จังหวัดปราจีนบุรี 25000
เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น.
อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ราคา 80 บาท เด็กราคา 30 บาท
หากเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อ 037218511
Facebook : พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ (พิพิธภัณฑ์ตะเกียง)

เว็บไซต์ : www.yusuksuwan.com

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load