ว่ากันว่าเมืองที่ดีในมุมมองของ ชาร์ล มอนต์โกเมอรี่ (Charles Montgomery) ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและผู้เขียนหนังสือ Happy City คือเมืองที่ช่วยสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างมนุษย์แบบไม่มีที่สิ้นสุด มีพื้นที่สาธารณะเป็นส่วนกลาง สามารถใช้งานร่วมกัน เช่นเดียวกับแนวคิดของ ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกชุมชนผู้ก่อตั้ง CASE Studio ผู้ทำงานกับชุมชนมาแล้วมากมายทั่วประเทศไทย 

ปฐมาทำงานกับชุมชน เธอจึงรู้ดีว่าชุมชนที่แข็งแรง มีรากฐานมาจากความสัมพันธ์อันดีของผู้คน และ ‘พื้นที่’ ก็คือตัวแปรทางกายภาพที่จะช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์อันแข็งแรงให้ชุมชนนั้นๆ 

บนที่ดินมรดกย่านมีนบุรี ที่ตั้งของบ้านครอบครัวหรุ่นรักวิทย์ ปฐมาตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้เซ็นเตอร์เล็กๆ ชื่อ ‘มิโนะบุรี’ (Minoburi) ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่กิจกรรม และ Co-learning Space ของเด็กๆ และผู้คนในย่าน เพื่อเป็นทางเลือกให้คนได้ใช้ชีวิตนอกห้างสรรพสินค้าบ้าง

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ความเจ๋งของมิโนะบุรีอยู่ที่การสร้างจากวัสดุรีไซเคิลเกือบทั้งโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล่อง เสาระแนงสุขภัณฑ์ต่างๆ ไปจนถึงประตู รวมถึงแนวคิดธุรกิจแบบเป็นศูนย์ คือรายรับและรายจ่ายของโครงการสมดุลเป็นศูนย์ ไม่ต้องมีกำไรมากมาย แค่พอให้โครงการดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืนก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้ ที่มิโนะบุรียังมีสวนเกษตรปลอดสารพิษ แต่ละวันปฐมาเก็บผลผลิตสดใหม่มาแบ่งขาย บางส่วนนำไปปรุงเป็นกับข้าวแสนอร่อย ขายในราคาย่อมเยาให้ชาวมินบุเรี่ยนได้มาจับจ่ายและร่วมสุขภาพดีไปด้วยกัน

ถ้าพร้อมแล้ว ตามเราไปเยี่ยมมิโนะบุรีกันเลย

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

01

มิโนะบุรี = มีนบุรี 

“มิโนะ เป็นชื่อเมืองที่อยู่ทางเหนือของโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองคล้ายมีนบุรี”

ปฐมากล่าวถึงที่มาของชื่อ ‘มิโนะบุรี’ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนิทสนมในแวดวงการออกแบบ ระหว่างเธอกับสถาปนิกสาวแดนอาทิตย์อุทัยที่เคยร่วมงานกันในวันวาน 

สายสัมพันธ์ระหว่างสาวแดนปลาดิบกับสาวแดนปลาตะเพียนย่านมีนบุรี ส่งผลให้ทั้งสองต้องเดินทางไปมาหาสู่ เพื่อพบปะกันอยู่เสมอ

มิโนะเป็นชุมชนตัวอย่าง มีพื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับคนทุกวัย สอดคล้องกับแนวคิดของปฐมาที่ต้องการสร้างพื้นที่กิจกรรมให้กับทุกคนในชุมชน โครงการชื่อญี่ปุ่นแห่งนี้จึงเกิดขึ้น

คอมมูนิตี้ชุมชนย่านมีนบุรีมีแนวคิดริเริ่มจากการย้ายบ้านหรุ่นรักวิทย์ ของปฐมา เธอต้องการกำจัดเศษวัสดุต่างๆ ทั้งโครงเหล็ก เศษเหล็ก โครงหลังคาที่กินพื้นที่ถึง 2 ไร่ 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ด้วยความเป็นสาวเมืองปลามาตั้งแต่กำเนิด ปฐมามองเห็นช่องว่างของการเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะเขตมีนบุรีรายล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร แต่กลับขาดพื้นที่สาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ โครงการมิโนะบุรีจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่อยากไปห้างสรรพสินค้า

“พื้นที่ของโครงการมิโนะบุรีอยู่ติดบ้านเรา การย้ายโครงสร้างบ้านหลังเก่ามาทำเป็นโครงการจึงง่ายขึ้น

ปกติเราเป็นคนที่ทำงานอยู่บ้านตลอด พอย้ายบ้านก็เหมือนต้องย้ายออฟฟิศมาด้วย เราจึงนำสิ่งของเหล่านี้มาประกอบเป็นโครงการแห่งใหม่ ออฟฟิศของเรามีประมาณยี่สิบกว่าห้อง พอรื้อออกมาก็เจอปัญหาโครงเหล็ก โครงหลังคาเหลือใช้เยอะมาก เราเลยนำสิ่งเหล่านี้มากระจายดูว่ามันนำไปทำอะไรได้บ้าง สุดท้ายจึงนำมาประกอบเป็นโครงการแห่งใหม่ ทั้งเหล็กกล่อง เสาระแนง เสา หรือสุขภัณฑ์อ่างล้างหน้า ประตู ก็คือของที่นำมารีไซเคิลใหม่ทั้งหมด

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยประกอบกันเป็นโครงการใหม่ ทำให้โครงการมีลักษณะคล้ายโกดังขนาดเล็ก รูปแบบง่ายๆ แต่ละโกดังมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ร้านอาหาร สถานที่จัดนิทรรศการ มินิมิโนะ พอมารวมกันหลายๆ โกดัง จึงให้อารมณ์เหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ไปโดยปริยาย 

“นอกจากนี้ในโครงการมีท่าน้ำที่เราไม่ได้ตั้งใจทำอยู่ด้วย เพราะโครงการตั้งอยู่ลึกเข้ามาในซอย การทำระบบระบายน้ำเชื่อมกับสาธารณะมีราคาแพงมาก เราเลยสร้างบ่อเก็บน้ำทิ้งขึ้นมาแทน น้ำในบ่อนี้นำไปใช้งานอย่างอื่นได้อีกไม่รู้จบ ทั้งรดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาด ไปจนถึงสร้างท้องร่อง ถือเป็นไอเดียจากข้อจำกัดในการจัดการน้ำ” ปฐมาเล่ายิ้มๆ

02

หมู่บ้านมิโนะบุรี 

หมู่บ้านมิโนะบุรี ตั้งอยู่เขตมีนบุรีทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ภายในหมู่บ้านประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งและส่วนกิจกรรมในที่ร่ม 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

สำหรับพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง ประกอบไปด้วยลานเล่นสนุกกลางแจ้ง มีของเล่นสำหรับเด็กตั้งอยู่ในสนามหญ้าหน้าโครงการ พร้อมติดตั้งเครื่องไล่ยุง พื้นที่นี้เปิดให้ใช้บริการฟรี ส่วนถัดมาคือบริเวณแปลงผักที่เปิดให้เช่าแปลงใหญ่ราคา 1,000 บาท และแปลงเล็กอยู่ที่ 800 บาท 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“เมื่อก่อนบ้านเราอยู่อีกฝั่ง ข้างบ้านจะมีสนามบาสเล็กๆ ของเขตฯ ตอนกลางคืนไม่มีไฟ เด็กๆ ก็ขอต่อไฟจากบ้านเรา แต่ตอนหลังเขตฯ ทุบสนามบาสทิ้ง และเราก็ย้ายมาทำโครงการพอดี เด็กๆ ก็ไม่มีพื้นที่เล่นบาส

“ปรากฏว่าพอเราทำโครงการได้สักพัก เด็กๆ เหล่านั้นก็โทรมาถามว่า ‘พี่ พี่สร้างสนามบาสให้พวกผมเล่นหน่อยได้ไหม’ เราเลยสร้างสนามบาสให้ ซึ่งก็งงอยู่ทุกวันนี้ว่าเราสร้างทำไม (หัวเราะ) พอสร้างเสร็จปรากฏว่าทุกเย็น เด็กๆ ก็มาเล่นบาสกันตลอด กลายเป็นพื้นที่รวมตัวเด็กๆ ย่านนี้ เราเลยรวมส่วนนี้ให้เป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งด้วย” ปฐมาอธิบาย 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ในส่วนของกิจกรรมในร่ม ภายในโครงการประกอบด้วยร้านอาหาร 2 ร้าน ร้านแรกเป็นร้านอาหารไทยชื่อ ‘ละมุนลิ้น’ ส่วนอีกร้านเป็นร้านสเต็ก ‘Steakshift &Jib Bar’ โดย ภิรักษ์ อนุรักษ์เยาวชน ช่างภาพสถาปัตยกรรมเบอร์ต้นๆ ของวงการ ที่เปิดเตาย่างให้ชิมรสชาติเฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์เท่านั้น 

และในโครงการยังมีสถานที่จัดกิจกรรม สำหรับจัดนิทรรศการ เวิร์กช็อป และมินิมิโนะ หมู่บ้านจิ๋วจำลองสำหรับเด็กๆ

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“เราอยากให้ มินิมิโนะ เป็น Co-Learning Space สำหรับเด็ก เลยออกแบบบรรยากาศทุกอย่างเหมาะกับเด็กๆ โดย มีบ้านเล็กๆ สองสามหลัง แต่ละหลังมีของเล่นอย่างละนิดอย่างละหน่อย 

“อย่างเช่นหลังแรกก็จะเป็นชุดครัว หลังที่สองชุดหมอ ส่วนหลังนี้ชุดขายของ และอีกหลังก็จะมีแค่หมอนเท่านั้น เรามีสีช็อกให้เด็กขีดเขียนพื้น ผนังได้ตามใจ อยากวาด อยากเขียนอะไรก็เขียน (หัวเราะ) เพื่อกระตุ้นต่อมจินตนาการให้เด็กได้ปะติดปะต่อเรื่องราวการเล่นด้วยตัวเขาเอง

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“นอกจากนี้ยังมีเรามีบอร์ดเกมสำหรับเด็ก มีหนังสือให้เขาอ่าน มีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งเล่น ตั้งแต่เปิดโครงการและมีเด็กๆ มาใช้บริการ เราสังเกตได้เลยว่าเด็กที่มาที่นี่ไม่มีใครแตะมือถือเลย”

ปฐมาบอกว่าที่โครงการมีการทำความสะอาดด้วยเดตตอลทุกวัน และมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือวางไว้ตามจุดต่างๆ มาตั้งแต่เปิดโครงการแล้ว เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

03

มินิมิโนะ 

นอกจากมิโนะบุรีเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัวแล้ว คอมมูนิตี้ขนาดย่อมแห่งนี้ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้นอกห้องเรียน ‘มินิมิโนะ Day Camp’ จึงเกิดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์เล่นเพื่อรู้แก่เด็กที่มีความสนใจ แคมป์นี้ออกแบบโดย ครูอุ้ย-ปิติมา หรุ่นรักวิทย์ 

“ปกติทุกปิดเทอม เราจะจัด Day camp พูดง่ายๆ ก็เหมือนฝากลูกตอนปิดเทอม แต่แทนที่เด็กจะมาเพื่อเล่นเฉยๆ เราจะทำหลักสูตรระยะสั้นระยะเวลาหนึ่งถึงสองอาทิตย์ และสร้างทีมในแต่ละวัน ยกตัวอย่างทีมห้าวัน ประกอบไปด้วย วันต้นไม้ วันแสงแดด วันสร้างบ้าน วันทำขนม วันเรียนรู้เรื่องลม ในแต่ละวันก็จะมาคุยในเรื่องนั้นเช่น เรื่องแสงแดด เราก็จะคุยเรื่องแดดในแง่มุมต่างๆ ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และอารมณ์ความรู้สึก แสงแดดจับต้องได้ไหม มันร้อนแล้วให้พลังงานหรือเปล่า พลังงานอะไร แล้วมีประโยชน์ต่อพืช ต่อสัตว์ไหม เอาแว่นขยายไปรวมแสงทำไมไฟถึงลุก 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“หรือเรื่องต้นไม้ เราก็จะทำตัวเหมือนเชอร์ล็อก โฮม ให้เด็กไปสืบมาว่าโครงการนี้มีต้นไม้อะไรบ้าง อยู่ตรงไหน แล้วมาร์กจุดในแผนที่ โดย Day Camp นี้เราจะรับเด็กในช่วงอายุสี่ถึงสิบปีเท่านั้น และรับไม่เกินสิบสองคน นอกจากนี้ Day Camp โครงการของเรายังจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ประเพณีลอยกระทง ก็มีการประกวดหนูน้อยนพมาศ และจัดกิจกรรมวันเด็กด้วย 

“อย่างที่บอกว่านี่เป็น Co-working Space ของเด็กๆ (ยิ้ม) เราเลยมีแขกตัวน้อยมาเยี่ยมเยอะมาก ไม่เฉพาะวันพิเศษเท่านั้น ในวันปกติ บางทีเด็กๆ ก็มาเดินดูห่านที่เราเลี้ยงไว้สำหรับกินหญ้า เพราะเราต้องการให้ธรรมชาติมันดูแลกันไป เรียกได้ว่าห่านดินกินหญ้าเพราะมันกินเกลี้ยงจริงๆ 

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี
มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

“หรือบางทีเด็กๆ ก็มาแอบดูเราเก็บไข่ไก่ จากความคิดที่เห็นพื้นที่โล่ง อยากเลี้ยงอะไรสักอย่าง เลยศึกษาหาความรู้การเลี้ยงไก่ผ่านอินเทอร์เน็ต และจากรุ่นน้องที่มีความชอบในด้านนี้ เลยนำมาสู่การเลี้ยงไก่สิบสามตัว ไปๆ มาๆ ไข่ไก่เราก็ได้รับความนิยมสูงซะงั้น (หัวเราะ) เพราะมันเป็นแม่ไก่อารมณ์ดีมาก ไข่ทุกวัน 

“นอกจาก Day Camp ที่เป็นกิจกรรมประจำฤดูกาลปิดเทอมแล้ว เราก็มีกิจกรรมประจำฤดูกาลตามธรรมชาติสำหรับเด็กๆ ด้วย อย่างช่วงของดอกโสนที่ขึ้นในแปลงข้างๆ โครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่ของญาติเรา เราก็ขออนุญาตตีสะพานเข้าไปในทุ่งดอกโสน ปรากฏว่าเด็กๆ ชอบมาก พอเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในเขาวงกต เด็กสมัยนี้ไม่เคยเห็นต้นโสน เราก็ชวนเด็กๆ เลย ป่ะ เอากระป๋องไปเก็บดอกโสนกัน”

04

โปรเจกต์เพื่อครอบครัว

“มีพื้นที่เพิ่มไหมคะ ฉันอยากเช่า”

“มีพื้นที่สำหรับจัดตลาดนัดไหม”

“Business Model เราเป็นอย่างไร”

“ไม่น่าเชื่อว่ามิโนะบุรีเพิ่งเปิดครบหนึ่งปีได้ไม่นาน แต่ระหว่างนี้กลับมีคนมาดูงานเยอะมาก และมีคนโทรมาสอบถามตลอด เราจึงบอกไปว่าเราไม่มี Business Model เพราะเราไม่ได้คำนวณไว้ก่อนว่าเราจะคืนทุนเมื่อไหร่ ต้องได้รายรับเท่าไหร่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างโครงการ คือความสมดุลในโครงการเป็นศูนย์ รายรับกับรายจ่ายเป็นศูนย์ 

“เราตั้งเป้าไว้ว่า แค่โครงการมีรายได้ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน แค่นี้เราก็พอใจแล้ว เราคิดแค่ว่าสังขารเราอย่างไรก็ต้องโรยรา เราไม่ใช่คนประหยัด ไม่ใช่คนที่ชอบอยู่นิ่งๆ เลยคิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างมารับมือตัวเองตอนเกษียณ และมิโนะบุรีก็คือสิ่งที่เราอยากทำไปเรื่อยๆ แบบนี้

“ทุกวันนี้เรามีความสุขมาก แฮปปี้ดีกับการเก็บไข่ เลี้ยงห่าน เราแค่ต้องการให้ทุกอย่างมันเลี้ยงตัวเองได้ เราถือว่าสิ่งนี้เป็นการลงทุนเพื่อชีวิตเรา เพื่อบ้านเรา เพื่อครอบครัวเรา แค่นี้จริงๆ โดยไม่ต้องมีผลกำไรเป็นตัวเงิน” ปฐมาบอกทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

มิโนะบุรี Minoburi พื้นที่ทางเลือกสร้างจากวัสดุรีไซเคิล ที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่สวนไปจนถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชาวมีนบุรี

ติดตามรายละเอียดของมิโนะบุรี ได้ที่ Facebook : Minoburi

Writer

Avatar

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

โรงเรียนพื้นที่กว่า 77 ไร่บนถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ คือโรงเรียนสหศึกษาขนาดใหญ่ที่เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 

คล้ายจะเป็นโรงเรียนเอกชนทั่วไป แต่โรงเรียนนี้อยู่คู่นครพิงค์เชียงใหม่กว่า 141 ปี

‘โรงเรียนดาราวิทยาลัย’ คือโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกที่ให้การศึกษาแก่เด็กหญิงในพื้นที่ล้านนา ภาพของนักเรียนหญิงใส่ชุดแบบล้านนา เรียนงานเย็บปักถักร้อย ศิลปะการร่ายรำแบบล้านนาแท้ๆ ที่สะท้อนผ่านละครโทรทัศน์ กลิ่นกาสะลอง ทำให้เราเห็นสภาพสังคมของมณฑลพายัพในพุทธศักราช 2467 ในการให้ความสำคัญทางการศึกษาของผู้หญิงในยุคนั้นผ่านตัวละครเอกของเรื่องคือ กาสะลอง ซ้องปีบ และบัวเกี๋ยง

หลังจากฉากที่กาสะลองและบัวเกี๋ยงในโรงเรียนออกอากาศ นอกจากแฟนละครจำนวนมากที่เข้าไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนแล้ว การค้นหาข้อมูลของโรงเรียนยังมีผลตอบรับที่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอยู่ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยในวันนี้

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

เหตุผลที่ฉันอยากรู้ประวัติศาสตร์การสร้างโรงเรียนแห่งหนึ่ง 

ที่ก่อกำเนิดความเชื่อว่า ทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่ดี

01

ในความคิดของผู้แต่ง

เราทราบอยู่แล้วว่าผู้แต่งนวนิยาย กลิ่นกาสะลอง คือ อาจารย์พิสิทธิ์ ศรีประเสริฐ

กลิ่นกาสะลอง คือนวนิยายที่เขียนตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษาที่แขนงวิชาการสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ (ปัจจุบันแยกตัวเป็นคณะการสื่อสารมวลชน) ใช้เวลาแต่งนานหลายปี เพราะครั้งแรกหยุดเขียนไปประมาณ 5 – 6 ปี ก่อนจะกลับมาเขียนต่ออีกครั้ง ระยะเวลาส่วนหนึ่งในการเขียนครั้งที่ 2 อาจารย์พิสิทธ์ใช้ไปกับการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของหญิงล้านนาในสมัยนั้น เมื่ออ้างอิงจากช่วงเวลาตามท้องเรื่อง มณฑลพายัพหรือจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบเทศาภิบาล มีการส่งข้าหลวงจากศูนย์กลางขึ้นมาปกครองร่วมกับผู้ปกครองมณฑลพายัพ มีการเก็บภาษี และมีชาวต่างชาติหลายชนชาติเข้ามามีบทบาทในสังคมมณฑลพายัพ

ประกอบกับค่านิยมเดิมทีที่ผู้หญิงในสมัยนั้นจะมีบทบาทเป็นเพียงแม่ศรีเรือนในครัว คอยทำหน้าที่หุงหาอาหาร ดูแลปากท้องและทุกข์สุขของคนในบ้านเป็นหลักและไม่ได้รับการศึกษาที่ดีเท่าผู้ชาย อาจารย์พิสิทธ์กลับเปลี่ยนขนบของผู้หญิงในยุคนั้นผ่านตัวละครฝาแฝดที่เป็นตัวเดินเรื่องหลักทั้งกาสะลอง ซ้องปีบ ให้รู้หนังสือและได้รับการศึกษาที่ดี

“กาสะลองกับซ้องปีบเป็นตัวเอกของเรื่องที่เป็นลูกนายแคว้น หรือนายแคว่นตามการออกเสียงแบบล้านนา ซึ่งเป็นลูกกำนัน จึงเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีและสถานะทางสังคมที่ดีพอสมควร ซึ่งมีหลายๆ ส่วนที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนมีความรู้ เช่นกาสะลองอ่านหนังสือ อ่านจดหมายที่หมอทรัพย์เขียนส่งมาให้ได้ หรือซ้องปีบที่อ่านภาษาอังกฤษได้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงสองคนนี้เป็นคนมีความรู้ มีการศึกษา” อาจารย์พิสิทธ์เล่าถึงการพัฒนาตัวละคร

ที่จริงแล้วในนวนิยายไม่ได้กล่าวถึงว่ากาสะลองและซ้องปีบเรียนหนังสืออยู่ที่ใด หากแต่เป็นการขยายความของผู้เขียนบทละครโทรทัศน์อย่างที่เราได้ชมกันผ่านจอแก้ว แต่ตัวละครที่ถูกกล่าวถึงชัดเจนว่าเธอเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยคือบัวเกี๋ยง และในนิยาย เธอเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนอีกด้วย

“จากค่านิยมในสังคมตอนนั้น จึงสร้างตัวละครบัวเกี๋ยงที่มีความซุกซน อยากรู้อยากเห็น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบัวเกี๋ยงต้องเข้าเรียนในโรงเรียนหญิงล้วน เธอจะเริ่มแสดงความรู้สึก แสดงความคิดเห็นของเธอออกมา แม้ว่าจะเป็นผู้หญิง แต่เธอไม่ได้อยากเรียนงานฝีมือ งานบ้านงานเรือน เธออยากเรียนวิชาความรู้ที่ผู้ชายได้เรียน เพราะบัวเกี๋ยงอยากเป็นหมอ แต่ในสมัยนั้นผู้หญิงจะเป็นได้เพียงนางพยาบาลเท่านั้น และด้วยความที่เราตั้งเป้าว่าบัวเกี๋ยงจะประสบความสำเร็จได้ จึงทำให้บัวเกี๋ยงต้องได้รับการศึกษาที่ดี” อาจารย์พิสิทธ์กล่าว

02

โรงเรียนสตรีสันป่าข่อย

ฉันอยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

เบื้องหน้าฉันคือ ผป.ดร. ชวนพิศ เลี้ยงประไพพันธ์ ผู้อำนวยการ-ผู้จัดการโรงเรียนดาราวิทยาลัย เมื่อเราทักทายกันเล็กน้อย ฉันจึงเริ่มสนทนากับท่านถึงประวัติการก่อตั้งและวัตถุประสงค์ที่มีอิทธิพลต่อการให้การศึกษาในผู้หญิงล้านนา

ผป.ดร. ชวนพิศ เลี้ยงประไพพันธ์ ผู้อำนวยการ-ผู้จัดการโรงเรียนดาราวิทยาลัย

เมื่อย้อนกลับไปในครั้งอดีต มณฑลพายัพหรือจังหวัดเชียงใหม่ในอดีตมีค่านิยมประการหนึ่งคือ ผู้ที่ได้โอกาสดีๆ ในชีวิตทั้งการเล่าเรียนหนังสือผ่านการบวชเรียน การอยู่ในตระกูลขุนนางที่มีการว่าจ้างครูมาสอนพิเศษในบ้าน แม้กระทั่งการรับราชการ มักเป็นผู้ชายเท่านั้น

ในยุคที่มิชชันนารีอเมริกันมีบทบาทในมณฑลพายัพอย่างมาก ตั้งแต่ พ.ศ. 2410 ทั้งการก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งแรก หรือการเผยแพร่ศาสนาคริสต์แก่ชาวบ้าน กลับมีผู้หญิงเพียง 2 คนเท่านั้นที่อ่านออกเขียนได้ แหม่มโซเฟีย บรัดเลย์ แมคกิลวารี หนึ่งในมิชชันนารีอเมริกันผู้เป็นลูกสาวของหมอบรัดเลย์ เล็งเห็นถึงความเสมอภาคของทั้งชายและหญิงในการได้รับโอกาสเท่าๆ กัน รวมถึงให้รู้จักการใช้ชีวิตในมิติอื่นๆ จึงต้องมีการฝึกผู้หญิงให้มีความรู้ 

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

จึงนำไปสู่การเดินทางสำรวจโดยมี ดร.แดเนียล แมคกิลวารี สามีของแม่ครู ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่มณฑลพายัพ จนแม่ครูกลับมาก่อตั้งโรงเรียนใน พ.ศ. 2413 ซึ่งมีนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 8 คน ได้รับพระราชทานที่ดินผืนแรกจากพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 คือพื้นที่ย่านเชิงสะพานแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนสตรี หรือ Chiang Mai Girls’ School

“แม่ครูโซเฟียเริ่มจัดการสอนในวิชาเย็บปักถักร้อย ดนตรี คณิตศาสตร์ ภาษาทั้งไทยและตัวล้านนา และศึกษาพระคัมภีร์ด้วยการเสริมภาษาอังกฤษที่เป็นส่วนเริ่มต้น ทำให้เด็กหญิงเข้าใจเรื่องภาษา อ่านออกเขียนได้ ผ่านการอ่านพระคัมภีร์หรือการร้องเพลง จนทำให้ชาวบ้านในแถบนั้นเริ่มส่งบุตรหญิงเข้ามาศึกษาในสถานที่ที่แม่ครูเปิดโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนเลย หรือบางบ้านที่ไม่ส่งนักเรียนเพราะต้องทำไร่ ทำสวน หรือทำงานที่บ้าน แม่ครูก็จะจ้างพ่อแม่ให้ส่งนักเรียนมาเรียน เพราะแม่ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสามารถโดยผ่านการประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้า” ดร.ชวนพิศ เล่าถึงประวัติของโรงเรียน

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี
โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

หนังสือเรียนยุคแรกของโรงเรียนคือ ใบบอก ของ สีโหม้ วิชัย (ชาวเชียงใหม่คนแรกที่ไปสหรัฐอเมริกา) คําถาม-คําแก้ สวัสดี และคัมภีร์ไบเบิล 

03

Chieng Mai Girls’ School และโรงเรียนพระราชชายา

สำหรับเด็กผู้หญิงในยุคนั้น การได้รับการศึกษาเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่ยิ่งใหญ่มาก

แต่ในยุคนั้นมีการต่อต้านมิชชันนารีอยู่บ้าง เนื่องจากการเข้ามาของกลุ่มบาทหลวงฝรั่งส่วนหนึ่งเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในมณฑลฯ หากแต่บทบาทของมิชชันนารีนั้นคือความตั้งใจดีที่อยากพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเมืองล้านนาให้ดีขึ้น ทั้งพัฒนาการรักษาพยาบาลหรือการศึกษา การต่อต้านจึงน้อยลงและหายไปในที่สุด

จำนวนของนักเรียนในโรงเรียนค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากหลักหน่วยกลายเป็น 200 คน จนมีครูแหม่มเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 2 คน คือ มิสเอ็ดน่า โคลด์ และ มิสแมรี่ แคมป์แบล เพื่อร่วมจัดตั้งโรงเรียนให้เป็นระบบ ในขณะนั้นใช้ชื่อโรงเรียนว่า Chieng Mai Girls’ School และเก็บค่าเล่าเรียนน้อยมากเพื่อให้ชาวบ้านเข้าถึงการศึกษาได้

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จฯ เยือนเโรงเรียนเป็นครั้งแรก คณะมิชชันนารีจึงขอพระราชทานนามโรงเรียนจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระองค์จึงทรงโทรเลขกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามโรงเรียนจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชโทรเลขตอบกลับพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนพระราชชายา ตามพระราชอิสริยยศของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

โรงเรียนพระราชชายายังดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเปลี่ยนแปลงหลังสงครามทำให้โรงเรียนดาราวิทยาลัยต้องปิดทำการและปรับปรุงหลายปีก่อนเปิดทำการอีกครั้ง จนมาถึง พ.ศ. 2535 ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยเปลี่ยนจากโรงเรียนสตรีล้วนเป็นโรงเรียนสหศึกษา

ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนสอดรับกับนโยบายการจัดศึกษาของหน่วยงานรัฐ แต่ยังคงเจตนารมณ์การจัดการศึกษาตามแนวทางของแม่ครูโซเฟียทุกประการ

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

“รากฐานหลักสูตรนับแต่การจัดการศึกษาวันแรกคือ หลักสูตรท้องถิ่นที่บูรณาการให้นักเรียนหญิงเก่งและฉลาด แม่ครูโซเฟียเคยกล่าวไว้ว่า ‘หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรแก่การให้โอกาส โดยเฉพาะโอกาสของผู้หญิงที่ทัดเทียมผู้ชาย’ จนมาถึงการเปลี่ยนแปลงหลายช่วง พ.ศ. 2467 ช่วงเวลาเดียวกับในละครที่บัวเกี๋ยงเข้ามาเรียนโรงเรียนต้องรับหลักสูตรจากส่วนกลางเข้ามา แต่เราไม่เคยลืมหลักสูตรท้องถิ่นที่ผสมความเป็นสตรี การบ้านการเรือน จนกระทั่งปัจจุบันที่เรายังใช้แก่นเดิมคือ นักเรียนเรายังต้องมีความรู้ในโลกดิจิทัลและองค์ความรู้ท้องถิ่นเสมอ” ดร.ชวนพิศ กล่าวถึงพันธกิจการจัดการศึกษาของโรงเรียน

หนึ่งในเครื่องพิสูจน์การจัดการศึกษาที่ตอกย้ำพันธกิจนั้นแต่แรกของแม่ครูโซเฟียคือ รางวัล Best Practice สำหรับการจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโรงเรียนดาราวิทยาลัยดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษกว่า 51 คน โดยการฝึกครูและจัดหลักสูตรให้รองรับกับเด็กเหล่านี้ 

04

ประวัติศาสตร์ 141 ปี

สถาปัตยกรรมของโรงเรียนดาราวิทยาลัยเป็นการออกแบบตามแนวทางสถาปัตยกรรมตะวันตก ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยมีอาคารอนุรักษ์ 2 อาคาร คืออาคารห้องสมุดที่ปรับปรุงจากอาคารหอพักเดิม และพิพิธภัณฑ์โรงเรียน โรงเรียนดาราวิทยาลัยรักษาโครงสร้างอาคารเดิมที่มีไว้ ไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวอาคาร และบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาคารพิพิธภัณฑ์ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2550 ประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา จากกรรมธิการสถาปนิกล้านนา

อาคารเก่า 2 ชั้นในพื้นที่สีเขียวหลังนี้เคยเป็นบ้านพักของมิชชันนารีผู้หญิงที่มาทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนกลายเป็นที่พักของผู้บริหารโรงเรียน จนแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์อันยาวนานของอดีตโรงเรียนหญิงล้วนแห่งนี้

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการภาพถ่ายอาคารต่างๆ ของโรงเรียน จัดแสดงควบคู่ไปกับเอกสารเก่าสมัยโรงเรียนก่อตั้งเป็นครั้งแรก ทั้งใบคะแนนในหลายสมัย เอกสารมอบตัว เข็มกลัดและหัวเข็มขัดตราโรงเรียนในยุคต่างๆ ควบคู่ไปกับชุดนักเรียนในแต่ละสมัย ทั้งชุดแบบแรกที่เราได้เห็นในกลิ่นกาสะลองเวอร์ชันละครโทรทัศน์ จนถึงชุดนักเรียนกระโปรงสีแดงในแบบปัจจุบัน

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี
โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

ชั้นสองเป็นส่วนจัดแสดงต่างๆ ทั้งห้องนอนจำลองของมิชชันนารีที่พักอาศัยในอาคารหลังดังกล่าว ที่มีทั้งเตียงนอน พิมพ์ดีด โต๊ะเครื่องแป้ง เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ หรืออีกห้องหนึ่งที่เป็นส่วนแสดงอุปกรณ์อรรถประโยชน์โบราณ ทั้งโทรทัศน์จอนูน กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ต้องใช้ฟิล์ม เครื่องฉายฟิล์มสไลด์ โทรศัพท์บ้านแบบจานหมุน เครื่องดนตรีเก่า ที่ไสน้ำแข็ง หรือเครื่องฉายทึบแสง ก็มีจัดแสดง

ของบางส่วนได้รับบริจาคจากศิษย์เก่าหรือผู้สนับสนุน เราจึงได้เห็นเสื้อกีฬาของโรงเรียนดาราวิทยาลัยตั้งแต่ยุค 80 มาจนถึงยุคปัจจุบัน เสื้อม่อฮ่อมสำหรับใส่ในวันศุกร์หลายรูปแบบ แก้วน้ำที่ระลึก หรือของที่ระลึกอื่นๆ ที่โรงเรียนผลิตขึ้น ส่วนจัดแสดงเหรียญกษาปณ์จากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค 

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

ส่วนที่น่าสนใจมากที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือส่วนจัดแสดงเอกสารสาคัญ นั่นคือพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเขียนถึงกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าให้ฟังถึงการขอพระราชทานนามโรงเรียนผู้หญิงของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และพระองค์ได้ทรงตอบว่าให้ชื่อ โรงเรียนพระราชชายา ถึงแม้ว่าตอนนี้ทางพิพิธภัณฑ์จะยังไม่ได้โทรเลขฉบับจริงมาจัดแสดง แต่เราก็ยังได้ชมพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และยังมีการจัดแสดงพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

การตามรอยบัวเกี๋ยง กาสะลอง และซ้องปีบ ในวันนี้อาจไม่ได้ภาพตามแบบฉบับนิยายหรือละครร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันได้รับจากการเดินทางมาที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยในวันนี้ คือการเข้าใจถึงจุดประสงค์การจัดการศึกษา ที่ถึงแม้เหตุผลในการจัดการศึกษาจะทำเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ แต่ระยะเวลากว่าร้อยปีนี้ได้พิสูจน์ในพันธกิจตั้งต้นของทางโรงเรียนแล้ว

ว่าทุกคนควรได้รับโอกาส

พิพิธภัณฑ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย
เปิดให้บริการ : วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00 – 15.00 น.
ที่อยู่ : 196 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทร : 053-244654 ต่อ 224, 081-9936046 (โปรดโทรนัดหมายก่อนเข้าเยี่ยมชม)

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load