ปลายสายของเราวันนี้คือ มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร

“หนูอาจจะพูดไม่รู้เรื่องบ้างนะคะ อยู่บ้านมานานเป็นเดือนแล้วไม่ได้คุยกับใครเลย” เธอรีบออกตัวไปพลาง ขณะที่เรามัวแต่วุ่นวายจัดแจงอุปกรณ์ไอทีสำหรับวิดีโอคอล

เราไม่ได้เจอมินนี่ตัวเป็นๆ เพราะสถานการณ์โรคระบาดตัวร้ายบังคับให้ต้องห่างกันเพื่อความปลอดภัย แต่โชคดีที่ยังมีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกให้บทสนทนาวันนี้เกิดขึ้นมาได้ แม้ขรุขระอยู่บ้าง แต่ออกรสออกชาติไม่แพ้การนั่งลงล้อมวงคุยอย่างปรกติ

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

มินนี่โด่งดังชั่วข้ามคืนจากบทกระสือสาย ใน แสงกระสือ ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต เมื่อ พ.ศ. 2562 หลังจากตระเวนแคสต์โฆษณาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปลาย กระทั่งไปประกวด Young Model 2015 อย่างไม่ตั้งใจ จับพลัดจับผลูได้ตำแหน่งรองชนะเลิศและเซ็นสัญญากับช่อง 7HD จึงไม่แปลกใจถ้าใครหลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอผ่านละครเรื่อง บ้านปั้นดาว (2561) ปิศาจหรรษา (2562) หรือล่าสุด มธุรสโลกันตร์ ซึ่งออกอากาศปีก่อนด้วยเรตติ้งสูงลิ่ว

เธอคือดาราสาวรุ่นใหม่ผู้น่าจับตามอง-ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้

และคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะล่าสุดมินนี่ได้รับบทบาทแสนท้าทายอย่าง ‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเธอตีบทนี้จนแตกกระจุย

เจ้าตัวเผยว่าคาแรกเตอร์ไอดอลด้านการเรียนหัวขบถ ผู้ต้องการละทิ้งชีวิตในกรอบสี่เหลี่ยม หันเหสู่หนทางด้านมืด คือขั้วตรงข้ามกับตัวตนของเธออย่างสุดโต่งนั้นท้าทายความสามารถของเธอ

มินนี่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริงอยู่ไม่น้อย มองทุกอย่างเป็นเหตุผลตามโลกความเป็นจริง เข้าใจชีวิตและมนุษย์อย่างถ่องแท้ แต่ในมุมตลกขี้เล่น ก็ยังรักษาความแจ่มใส เสน่ห์แห่งวัยเยาว์เอาไว้ได้อย่างไม่บกพร่อง

บทสนทนาต่อไปนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเธออย่างเป็นทางการผ่าน 5 แง่มุมใหม่ ตั้งแต่การเป็น (อดีต) เด็กหน้าใหม่ หลุมรักครั้งใหม่ การหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ซีรีส์เรื่องใหม่ ไปจนถึงการวางอนาคตตัวเองแบบใหม่

ขอเชิญไปทำความรู้จักเด็กใหม่คนนี้ได้เลย

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

(อดีต) เด็กใหม่

มินนี่ไม่ใช่นักแสดงเด็กใหม่ เพราะเธอเข้าสู่วงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก

(อดีต) เด็กใหม่ในวัย 21 ปีคนนี้ ไม่เหมือนกับคนวัย 21 ที่เราเคยรู้จักมาก่อน เพราะประสบการณ์ที่เจ้าตัวสั่งสมมามากมาย สอนให้นักแสดงสาวคนนี้เติบโตกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก เรียนรู้ที่จะมองคนด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

อาชีพในฝันของเด็กหญิงมินนี่คืออะไร

เหมือนเด็กส่วนใหญ่เลยคือ อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะเคยค้นข้อมูลมาว่าอาชีพนี้ทำงานเป็นเวลามากกว่าหมอในโรงพยาบาล รายได้สมน้ำสมเนื้อกับความเหนื่อย และมากพอจะเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ 

พอโตมาหน่อยเปลี่ยนเป็นหมอผิวหนัง ถึงเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต แทนที่จะเรียนสายศิลป์ ทั้งๆ ที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็ก

เด็กแค่ไหนกันเชียว

ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้เลย (หัวเราะ) คุณแม่เป็นนางเอกเอ็มวีให้ ลุงแจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) จึงอยากดันให้เราเข้าวงการ พาไปแคสต์บททารกคลานในโฆษณาน้ำยาล้างจานกับ ลุงโน่ (นีโน่-เมทนี บุรณศิริ) ปรากฏว่าแคสต์ผ่าน แต่พอออกกองจริงกลับร้องไห้แยจนทีมงานต้องใช้คนอื่นแทน หนูเลยอดออกทีวีเลย น่าเสียดาย

เราเดินสายแคสต์โฆษณามาตลอด เรียกได้ว่าสัมผัสชีวิตฟรีแลนซ์ตั้งแต่เด็ก ที่เริ่มแคสต์งานโฆษณาผ่านบ่อยมากขึ้นคือช่วงนี้

แต่ตำแหน่งรองชนะเลิศเวที Young Model 2015 ก็การันตีว่ามินนี่มีของนะ

ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจประกวดเลย ไปช่วยแต่งหน้าให้รุ่นน้องเฉยๆ เขามาคนเดียว เราเลยสมัครเป็นเพื่อน คิดแค่ว่าไม่เสียหายอะไร และในชีวิตไม่น่าจะได้ทำอีกแล้ว พอประกวดเสร็จถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบการแข่งขันแบบนี้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยมินก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มีสังคมกว้างขึ้นนอกจากเพื่อนในโรงเรียน ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทการเข้าสังคมและการวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เด็กทำให้มินนี่โตกว่าเพื่อนวัยเดียวกันไหม

ประมาณหนึ่งเลยแหละ การได้เจอโลกกว้างแต่เด็กสอนให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เช่น ธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่ตัดสินใครหรือเกลียดใครโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเขา แต่จะไตร่ตรองดูให้ดีว่าแต่ละคนเป็นแบบนี้เพราะอะไรหล่อหลอมเขาขึ้นมา การเลี้ยงดูจากครอบครัว สังคมเพื่อน หรือสภาพแวดล้อม เพราะเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวรองรับการกระทำเสมอ

แต่ก็น่าเสียดายวัยเด็กอันแสนสนุกเนอะ

ตอนที่ติดเพื่อนมากๆ ก็แอบคิดบ้างนะว่าทำไมต้องมานั่งทำงานแบบนี้ แต่พอผ่านมาถึงตกตะกอนได้ ว่าสุดท้ายก็เรียนไปเพื่อทำงานอยู่ดี มองเป็นโชคดีมากกว่าที่พาตัวเองมาเจอโอกาสมากมาย เริ่มเร็วกว่ายิ่งได้เปรียบกว่า แถมเจอกลุ่มเพื่อนซึ่งรักและเข้าใจเรา เลยไม่รู้สึกเสียดายเท่าไหร่เพราะไม่มีอะไรตกหล่นไประหว่างทางมากมาย

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

หลุมรักครั้งใหม่

มินนี่ไม่ตกหลุมรักงานใดที่เธอเคยทำก่อนหน้าเลย จนกระทั่งได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต คล้ายตอนที่นางเอกปิ๊งพระเอกแล้วได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ความรักครั้งนี้คอยเติมแรงไฟให้ (อดีต) นักแสดงหน้าใหม่คนนี้ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่สิ้นสงสัย และมีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมสู้งานเสมอ ราวกับเพิ่งเข้าวงการเมื่อวาน

มินนี่เรียนการแสดงอย่างมวยวัดมาตลอด

ไม่เคยเรียนจริงจังเลย โรงเรียนสอนการแสดงของมินคือการไปแคสต์โฆษณา ประสบการณ์จากแต่ละครั้งให้เทคนิคแตกต่างกัน พอได้มาเล่นละครกับช่อง 7HD ถึงได้สัมผัสการแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง

เคล็ดลับของมินคือการทำตัวเป็นฟองน้ำทุกครั้ง พื้นฐานเป็นคนชอบถามอยู่แล้ว เวลาเจอรุ่นใหญ่ก็จะซักจนสะอาด พี่จำบทอย่างไร พี่มีวิธีการตีความบทอย่างไร พยายามเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์มากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเวิร์กหรือเปล่า แต่ตอนนี้หน้ากล้องกลายเป็นเซฟโซนของมินไปแล้ว กลับกัน ถ้าต้องยืนพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนจะประหม่าทันที (หัวเราะ)

ไร้กระบวนท่า

วิธีนี้อาจได้เปรียบคนอื่นตรงที่ตีความบทได้อิสระมากกว่า กระโจนลงไปสู่ตัวละครนั้นเต็มตัวโดยไม่มีอะไรมาจำกัด ถ้าเรียนพื้นฐานมา ถึงจะมีตัวเลือกในหัวเยอะแยะไปหมด แต่จะติดอยู่กับกรอบทฤษฎีจนไม่กล้าก้าวออกมาทำอะไรใหม่ๆ

แต่เสียเปรียบตรงถ้าโตขึ้น ได้บทหนักเกินกว่าจินตนาการเองไหวก็ไม่รอด ถึงจุดหนึ่งจึงต้องเรียนเพื่อจัดแจงความรู้และทักษะในหัวให้เป็นระเบียบ ไม่อย่างนั้นจะทำงานลำบาก โชคดีที่มินได้ ครูร่ม (ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์) ครูคนแรกจากการเวิร์กช็อปตอนแสดงเรื่อง แสงกระสือ มาช่วยปรับให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น

ตอนนั้น ม.5 เองหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ตอนนั้น ม.ปลาย เอง ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสมทบ คราวนี้เราเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท้าทายและยากแค่ไหน มินเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมดทั้งบทและวิธีการทำงาน เป็นบุญที่ได้มีโอกาสเจอนักแสดงเก่งๆ อย่าง พี่โอบ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) เวลาไปเวิร์คช็อป เขาทำการบ้านมาแทบจะหมดทั้งเล่ม ส่วนหนูเตรียมไปน้อยมาก บรรยากาศโดยรวมกดดันให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว

ก้าวกระโดดเลยหรือเปล่า

ต้องก้าวกระโดดให้ทันคนอื่นเลยแหละค่ะ

แล้วเข้าใจคนเป็นกระสืออย่างไร

ในแง่บทคือต้องเปิดใจและเชื่อจริงๆ ห้ามปิดกั้นหรือคิดตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการแสดงใช้เทคนิคหลากหลายมาก อย่างการเคลื่อนไหวให้เหมือนกระสือถอดหัว ตอนเวิร์คช็อปก็นอนนิ่งๆ ครูมาดึงหัวกับตัวให้ค่อยๆ ห่างออกจากกัน มินต้องพยายามใช้กล้ามเนื้อจำให้ได้ว่าควรเคลื่อนไหวและรู้สึกอย่างไร หรือเทคนิคการจินตนาการถึงความเจ็บปวด ให้คิดถึงความรู้สึกเหมือนมีมีดมาแทงคอ มีเข็มมาปัก จากหนึ่งเล่ม ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอเวิร์คช็อปหนักๆ วันถ่ายทำจึงชิลล์ไปเลย ยอมรับเลยว่าโคตรสนุก ตื่นเต้น และมีความสุขทุกครั้งที่ออกกอง

เหมือนมินนี่จะตกหลุมรักภาพยนตร์เลยนะ

ยอมรับเลยค่ะ (หัวเราะ) มินรักความสมจริงของภาพยนตร์ ในฐานะนักแสดง มันเหมือนเราสองคนคุยกันตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร แล้วตั้งกล้องบันทึกภาพเอาไว้ กลับกัน ถ้าเป็นละคร ต้องแสดงให้รับกับกล้องเสมอ รุ่นใหญ่หน่อยจะรู้ว่าต้องเริ่มแอคติ้งตอนไฟกล้องติดแล้วรับกับเขา ทำให้มีจังหวะไม่เป็นธรรมชาติอยู่

อีกอย่างคือวิธีการเล่าเรื่อง ละครจะเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา แต่ภาพยนตร์เล่าได้ตั้งแต่ตัวละครเพิ่งเห็น เพิ่งสัมผัส รู้สึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง การที่คนดูเห็นภาพรวมทั้งหมดและเมจิกโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในกองถ่ายอย่างแรนด้อมคือเสน่ห์มัดใจเลย

กับละครชอบอะไรมากกว่า

ก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาก็ชอบทั้งหมดนะคะ แต่การถ่ายทำละคร หนึ่งวันต้องรีบมากเพราะมีหลายซีน ซึ่งตัดโอกาสไม่ให้ตัวละครได้เล่าเรื่องได้เต็มที่ ภาพยนตร์จะมีเวลาต่อหนึ่งซีนเยอะกว่า ทำให้มินละเอียดกับบทและตัวละครในหน้าฉากได้มากกว่า

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ความรู้ใหม่

รักแรกพบกับศาสตร์ภาพยนตร์คราวนั้นทำให้นักเรียนสายวิทย์-คณิต อย่างมินนี่ เบนเข็มเป็นเด็กฟิล์มอย่างเต็มตัวในระดับมหาวิทยาลัย จวบจนปัจจุบันก็เข้าสามปีเต็มที่มินนี่ได้ทดลองเรียนรู้งานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างสนุกสนาน

มินนี่เรียนฟิล์มเพราะภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเหตุผลใหญ่ๆ เลย ประสบการณ์จากการทำงานจริง เช่น การขึ้นเครนกลางดึกเพื่อจัดไฟ หรือการทำควายตายปลอมขึ้นมาทั้งตัว แล้วเอาปลาเค็มไปใส่ไว้ข้างในให้แมลงวันตอมจะได้สมจริง การใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้อยากลองเรียนรู้งานเบื้องหลังดูบ้าง ถึงรู้ดีว่าเหนื่อยโคตรแน่ๆ แต่ก็พร้อมค่ะ

พอตัดสินใจได้ก็ค้นข้อมูลว่ามีที่ไหนเน้นการลงมือทำมากกว่าเรียนเนื้อหาบ้าง มีอุปกรณ์พร้อม เลยเลือกมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะกล้องตัวละเป็นล้านก็กล้าให้นักศึกษาเบิกมาถ่ายงาน โชคดีที่หนูเอาผลงานเรื่อง แสงกระสือมาขอทุนคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ได้ แฮปปี้มากที่ได้เรียนตามฝันในที่ที่พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง

สัมผัสทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมาแล้ว คิดว่าถนัดเบื้องไหนกว่ากัน

ถนัดหน้ากล้องกว่าอยู่แล้ว แต่มินไม่ทิ้งเบื้องหลังนะ เพราะการทำงานเป็นทีมเราต้องประคับประคองให้ออกมาดีที่สุด แต่สุดท้ายเพื่อนก็ไล่ไปเป็นนักแสดงอยู่ดี (หัวเราะ)

มีครั้งหนึ่งเคยรับหน้าที่เป็นคนตีสเลต โอ้โห นี่มันศาสตร์แขนงใหม่ชัดๆ กดดันมาก เพราะถ้าตีไม่ทันก็ต้องมาตีตอนหลังใหม่ ขานใหม่ เสร็จแล้วก็จดว่าซีนไหนเอาเทคไหน ไม่เอาเทคไหนเพราะอะไร ตอนนี้ยังลืมไปแล้วเลยว่าต้องทำอย่างไร

การเรียนฟิล์มสอนอะไรให้มินนี่บ้าง

สอนให้รู้จักงานในกองถ่ายทุกอย่าง ทำให้ทำงานเบื้องหน้าได้ลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจทีมงานมากขึ้น เช่น พอจบซีนต้องรอย้ายไฟ ก็เข้าใจว่าการย้ายไฟยุ่งยากอย่างไร ไม่หงุดหงิดทีมงานเพราะช้า ตอนแสดง บางจังหวะก็รู้ว่าควรค่อยๆ ขยับตัวเพราะกล้องอาจไม่โฟกัสตาม บางซีนอารมณ์หนักๆ ก็พยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ให้นานกว่าเดิม เพื่อจะได้ต่อกับซีนถัดไปอย่างราบรื่น

แอคติ้งคือวิชาโปรดเลยล่ะสิ

อันดับหนึ่งเลย ถึงแม้เป็นพื้นฐานซึ่งเราเคยเรียนมาแล้ว แต่พอได้อยู่ในคลาสกับอาจารย์คนใหม่ กับเพื่อนชุดใหม่ ก็ได้รับบทเรียนแตกต่างออกไปจากเดิม เพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่พวกเขาใช้ในการตีความบทไม่มีทางซ้ำกัน ทุกครั้งที่เรียนจะทำตัวเป็นแก้วเปล่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครเลย 

เขาว่าเด็กฟิล์มชอบดูหนังโคตรๆ นี่จริงไหม

จริงที่สุดเลยค่ะ ชอบมากแบบ ก ไก่ล้านตัว

งั้นขอหนึ่งเรื่องในดวงใจ

ไม่อ้างอิงกับอะไรเลยนะ ล่าสุดที่ดูแล้วประทับใจมากคือเรื่อง My Octopus Teacher เพิ่งได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปีนี้ มินว้าวมากๆ ในแง่เนื้อหา เพราะเพิ่งรู้ว่าปลาหมึกสายซึ่งมีอายุไขเพียงหนึ่งปีกลับเหมือนคนได้ขนาดนี้ เขาไปหามันทุกวันเพื่อดูการใช้ชีวิต ไปเข้าใจมัน แล้วพอหมึกเห็นผู้ชายคนเดิมบ่อยๆ หมึกก็เริ่มไว้วางใจ เอาหนวดมาจับมือ เกาะขึ้นมาเล่นด้วยเหนือน้ำ 

ส่วนในแง่เทคนิคการถ่ายทำก็เหนือชั้น ใช้ความอดทนสุดๆ และที่สำคัญ (เธอทำเสียงกระซิบ) ทะเลสวยกว่าที่เคยคิดไว้มาก

เรียนฟิล์มแล้วดูหนังสนุกน้อยลงไหม

ไม่เชิงสนุกน้อยลงแต่มุมมองเปลี่ยนไป อย่างดูหนังผีก็คิดว่าเขาจะดีไซน์ให้ออกมาตุ้งแช่ตรงไหน พอผีโผล่ออกมาก็กดหยุด ชะโงกหน้าไปเพ่งดูว่าเขาแต่งเอฟเฟกต์อย่างไรให้ออกมาสมจริง ยิ่งไปดูกับพ่อด้วยนะ จะยิ่งชอบวิเคราะห์กัน เพราะเขาออกกองกับมินทุกครั้ง เสียอรรถรสไปพอสมควร

หลังๆ มาถึงจับมือกันว่าขอเข้าไปดูแบบเอาสนุก (หัวเราะ) เพราะมินชอบดูไปถึงเทคนิคว่าน่าสนใจอย่างไร เผื่อวันหนึ่งเป็นผู้กำกับเราเอาไปใช้บ้าง

แปลว่ามีตำแหน่งเบื้องหลังที่อยากทำ

เมื่อก่อนผู้กำกับเป็นตำแหน่งในฝัน พักหลังมานี้รู้สึกว่าอยากลองเป็นแอคติ้งโค้ช หากในอนาคตคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอและมีโอกาสเหมาะก็น่าลองดู อยากรู้ว่าถ้าใช้พลังกายพลังใจของเราส่งผ่านคนอื่นไปแทน จะมีความสุขแค่ไหน แล้วถ้าเขาทำได้เราน่าจะต้องตื้นตันมากกว่าตัวเองทำได้อีก ขนาดเวลาครูสอนแล้วเราทำได้ยังโคตรดีใจเลย 

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ซีรีส์เรื่องใหม่

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) คือผลงานการแสดงชิ้นใหม่ล่าสุดของมินนี่

‘JennyX’ เป็นบทแนวดาร์กครั้งแรกที่ลบภาพจำความหวานเรียบร้อยของเธอไปได้อย่างเด็ดขาด นอกจากแปลกใหม่และท้าทายสุดๆ แล้ว การพยุงความกล้าและก้าวออกมารับบทซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตรงข้ามกับตัวเองสุดขั้ว คือบทเรียนชั้นดีที่หาไม่ได้จากห้องเรียนห้องไหน

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

เล่าถึงบท ‘JennyX’ ใน เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ให้ฟังหน่อย

คือตอนจบมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

เดี๋ยว เอาตอนจบเลยหรอ

(หัวเราะ) เจนนี่เป็นไอดอลด้านการเรียนหนังสือ ไลฟ์สอนทำการบ้าน เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ถึงซัพพอร์ตมากจนขนาดลาออกจากงานมาเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัว ดูคิวถ่ายงาน ติดต่อกับสปอนเซอร์ หารายได้กับเจน กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวไปโดยปริยาย จนวันหนึ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเอง ไม่ชอบตัวเอง อยากเป็นคนใหม่ที่แซ่บขึ้น พอมาเจอแนนโน๊ะ ผู้สนับสนุนความคิดนี้ ก็เลยไลฟ์ฆ่าตัวตาย เรื่องเริ่มต้นที่ตรงนี้ค่ะ

บทค่อนข้างดาร์ก ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นตัวหนูเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่มีภาพจำว่ามินนี่ต้องน่ารัก สดใส เพราะชอบได้บทเรียบร้อย มีดราม่าบ้างแต่ก็ไม่ดำมืดขนาดนี้มาก่อน

แล้วแบบไหนเป็นตัวมินนี่มากกว่า

ไม่มีอันไหนใกล้เลยค่ะเพราะทั้งสองอย่างมันสุดทุกทาง บทเจนค่อนข้างความคิดเด็กมาก อย่างการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการแต่งตัวแซ่บขึ้น เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสีผม เจาะโน่นนี่ ก็ไม่ใช่มิน ส่วนภาพเรียบร้อยก็ไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด แม้บางครั้งเจอผู้ใหญ่ก็ต้องมีมารยาทด้วยสถานการณ์

ครั้งหนึ่งเคยหันไปคุยกับ พี่เตี๋ยว (ก๋วยเตี๋ยว-จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์) ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเจนแค่ไปบอกพ่อแม่ตรงๆ ว่าไม่อยากทำแล้ว (หัวเราะ) แต่ด้วยช้อยส์ที่เจนเลือกจึงเกิดเรื่องขึ้นมา ส่วนชีวิตจริงเราสนิทกับพ่อมาก เจนนี่อยู่ตรงข้ามมินเลยก็ว่าได้

ท้าทายมากเลยสิ

สุดๆ บทมันท้าทายว่าเราจะไปถึงจุดที่ตัวละครเชื่อได้ไหม ซึ่งเป็นซีนเหนือจินตนาการมากๆ ถ้าบอกไปอาจสปอยล์ ใบ้แค่ว่าถ้าเกิดขึ้นจริงคงจะรับอารมณ์ไม่ไหว แถมมีบางซีนที่ต้องถืออารมณ์หนักไว้นานๆ ก็ยิ่งยาก ในฐานะนักแสดงที่ต้องถ่ายทอดให้คนดูเข้าถึงตัวเจนนี่ให้ได้มากที่สุด เลยทั้งกดดันและท้าทาย

แล้วมีวิธีเข้าถึงบทบาทอย่างไร

ท้ายที่สุดก็ต้องเชื่อสิ่งที่ตัวละครคิด ปักใจเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ วิธีของหนูมันอาจจะตลกนิดหนึ่งนะ คือ มินนั่งสมาธิแล้วจินตนาการถึงตัวเจนนี่ตอนเด็กๆ ทั้งตามที่บทให้ข้อมูลมาและเราตีความเพิ่ม คิดถึงครอบครัวที่มีพ่อแม่ปลูกฝังแกมยัดเยียดให้ลูกไลฟ์ทำการบ้าน บังคับให้พูดอวยสินค้า ช่วงไหนของชีวิตที่เจนนี่เริ่มเกลียดตัวเอง พยายามหาที่มาที่ไปของตัวละครเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น จากนั้นจึงไปคุยกับผู้กำกับอีกทีว่าเราเห็นภาพตรงกันไหม

บทนี้สอนอะไรให้มินนี่

ทำให้เข้าใจชีวิตมนุษย์มากขึ้นว่าแต่ละคนมีเบื้องหลังไม่เหมือนกัน ซึ่งนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาต่างกัน เราตัดสินคนอื่นด้วยตรรกะของเราไม่ได้ ต้องเข้าใจความสมเหตุสมผลส่วนตัวของคนอื่นด้วย 

ส่วนในแง่การแสดง แม้เราจะจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น แต่การถ่ายทำไม่อนุญาตให้เล่นสนุกหรือหยุดพักเลย ทำการบ้านเยอะมากและต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)
เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

อนาคตใหม่

แววตาซึ่งส่งประกายออกมาตลอดการสนทนา คลายความสงสัยเราไปเลยว่าเธอมุ่งมั่นและทุ่มเทต่ออาชีพนักแสดงมากแค่ไหน ความรักที่ได้รับตอบแทนกลับมาจากแฟนคลับ คือเครื่องยืนยันว่าในอนาคตเธอจะไม่ยอมผ่อนปรนคุณภาพการแสดงอย่างแน่นอน

อาชีพนักแสดงสำหรับมินนี่คืออะไร

คือตัวกลางในการสื่อสารตัวละครออกไปผ่านการตีความของนักแสดง มินว่าอาชีพนักแสดงนี่มีเวทมนตร์นะ เพราะล่าสุดเห็นข่าว น้าค่อม (อาคม ปรีดากุล) แล้วคิดถึง เลยกลับไปย้อนดูภาพยนตร์ที่แกเคยเล่น พบว่าเราผูกพันกับเขามาก แม้ไม่เคยเจอกันในชีวิตจริง เสียใจต่อการจากไปของเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เลยกลับมาคิดได้ว่าวันหนึ่งอยากไปถึงจุดที่สร้างความรู้สึกพิเศษกับคนดูผ่านผลงานการแสดงให้ได้เหมือนกัน

มินยังไม่มั่นใจเหมือนกันนะว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่ดีแล้วหรือยัง แต่การทำการบ้านและรับผิดชอบต่อบทบาทอย่างดีที่สุดคือหนึ่งข้อที่หนูไม่เคยทิ้ง เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางเข้าใจ ท้ายที่สุดก็แสดงออกมาอย่างขอไปที หนูว่านักแสดงมีหน้าที่หาเป้าหมายของตัวละครให้เจอแล้วเชื่ออย่างนั้น

แล้วเป้าหมายสูงสุดของมินนี่ล่ะ

พักหลังมานี้เพิ่งตกตะกอนได้ว่าคือการอยู่อย่างมีความสุข เพราะแท้จริงแล้วชีวิตมันก็แค่นี้เอง เกิดมา ทำงาน หาเงินให้คนที่เรารัก กินของอร่อยๆ ซื้อของที่อยากได้ เจ็บป่วย และตายไปในที่สุด ธรรมชาติโคตรจะตรงไปตรงมา มนุษย์เองที่ไปปรุงแต่งให้ยุ่งยาก เช่น อยากได้ของเกินตัว ของไม่จำเป็น ทั้งที่แค่ได้อยู่บ้านกับพ่อกับน้องก็มีความสุขแล้ว เคยนั่งมองกระเป๋าที่เก็บเงินซื้อนานมาก เพราะคิดอยากขายเอามาซื้อกุ้งเผากินด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

มินนี่หาความสุขได้เก่งจัง 

ความสุขอยู่รอบตัวเลยค่ะ แต่ถ้าพูดในฐานะนักแสดง การมีคนมาชอบหนังที่เราเล่นก็ดีใจมากแล้วนะ แต่ความสุขสุดๆ เลยคือการมีคนรักตัวตนเราจริงๆ ไม่เฉพาะบางบทบาท เหมือนกับที่รักพี่หม่ำ แม้เขาจะไม่ได้ตลกตลอดเวลา บางคนคาดหวังให้เราเรียบร้อย พอมาเจอตัวจริงติ๊งต๊องหน่อยก็เลิกชอบ เลยอยากให้มีความสุขและรักหนูอย่างที่หนูเป็นมากกว่า 

ดูรักแฟนคลับมาก

มินมองว่าแฟนคลับคือครอบครัว คือแรงสนับสนุนหลักที่พาเรามาถึงจุดนี้ ถ้าพวกเขาแฮปปี้ คนที่จะแฮปปี้กว่าก็คือตัวมินเอง ยอมรับว่าลึกๆ เลย กลัวคนไม่เสพผลงานของเรา มินมองว่าอาชีพนักแสดงก็เหมือนบิตคอยน์ เกิดขึ้นจากคนไปให้ค่า นักแสดงก็เหมือนเหรียญบิตคอยน์เหรียญหนึ่งเท่านั้น ถ้าคนเลิกให้ค่าก็กลายเป็นศูนย์กลับสู่สามัญ

ถ้าเกิดเป็นจริงอย่างนั้นในอนาคตล่ะ

ไปเป็นแม่ค้าเลยค่ะ (หัวเราะ) เพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบขายของ แต่ก่อนถ้าใครเคยเดินตลาดละลายทรัพย์อาจจะจำหน้าหนูได้ เพราะเคยร้อยลูกปัดคริสตัลแล้วนั่งปูเสื่อตะโกนขาย ตอนนั้นมีความสุขมากๆ ที่ได้ดีไซน์เอง ทำมือเองอย่างตั้งใจ แฮปปี้ที่ลูกค้าได้ของดีไปใช้อย่างคุ้มค่า จริงๆ แล้วถ้าเทียบกันมันก็เหมือนกับที่หนูตั้งใจเล่นทุกเรื่องเพื่อให้คนดูได้รับสิ่งที่คุ้มค่าเขามากที่สุด

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ยิปซี-คีรติ และ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ คือคู่พี่น้องชื่อคล้ายที่หลายคนคิดว่าพวกเธอเป็นแฝด ทั้งที่จริงๆ ทั้งคู่อายุห่างกัน 2 ปี ยิปซีเป็นพี่ และยิปโซเป็นน้อง

10 กว่าปีก่อนเราได้รู้จัก ‘ตัวละคร’ ที่รับบทโดยยิปซีและยิปโซในหนังอย่าง อนุบาล เด็กโข่ง และ 32 ธันวา แล้วได้เห็นพวกเธอแสดงด้วยกันครั้งแรกใน ส.ค.ส. สวีทตี้ 

มาวันนี้ เราได้รู้จัก ‘ตัวตน’ ของพวกเธอผ่าน YouTube

พบยิปซีใน ไหนเล่าซิ๊ เจอยิปโซใน ยิปโซต้องสู้ 

และเห็นทั้งคู่พร้อมกันใน ยิปย่อย รายการที่พี่น้องชวนกันเม้ามอย ตั้งแต่เรื่องเฮฮาอย่างการแต่งหน้า ไปจนถึงเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาอย่างการรักตัวเอง

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก

ในขวบปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ยิปซีและยิปโซผ่านชีวิตในจอมาพอประมาณ ผ่านชีวิตนอกจอมาพอสมควร เรารู้จักพวกเธอผ่านหน้าจอมามาก คงดีไม่น้อยหากได้รู้จักเรื่องราวหลังจอบ้าง

ในเมื่อทั้งคู่คุยกันเองสนุกอยู่แล้ว จะให้ The Cloud สัมภาษณ์สองสาวก็กระไรอยู่ สู้ให้พวกเธอสัมภาษณ์กันเองคงได้อรรถรสมากกว่า 

เรารีบส่งเรื่องที่อยากรู้ แนบกล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งสองตัวให้สองสาว ภาพทั้งหมดที่คุณรับชม จึงเป็นส่วนผสมที่พี่ถ่ายน้องและน้องถ่ายพี่ ส่วนภาพที่มีสองคน… อันนี้เราไม่แน่ใจ 

แม้ชีวิตของสองสาวยิปซี-ยิปโซ จะแตกต่าง แต่เรารับประกันว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะทำให้คุณมีความสุขและสนุกจนอมยิ้มไม่ต่างกัน

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
01

คิดถึงตอนเข้าวงการและทรมานกับการแคสติ้ง

ยิปโซ : อันดับแรก ยิปซีคะ ชอบชีวิตตัวเองในวงการบันเทิงตอนไหนที่สุดคะ

ยิปซี : ชอบตอนเข้าใหม่ๆ อายุสิบแปด

ยิปโซ : ทำไมอะ

ยิปซี : มันรู้สึกว่า…

ยิปโซ : เด็ก (หัวเราะ)

ยิปซี : ไม่ใช่ๆ เด็กนี่ชอบอยู่แล้ว (ยิ้ม) เจ๊คิดถึงตัวเองตอนที่แค่ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวี เพราะตอนเข้าสู่วงการละครจะมีความ Toxic บางอย่าง เราต้องพยายามปรับตัวเพื่ออยู่ในนั้นให้ได้ เจ๊เริ่มรู้สึกว่า โอเค เราเป็นนักแสดงที่เก่งขึ้น อยู่เป็นมากขึ้น แต่เราก็สูญเสียความใสบางอย่างไป แล้วเธอล่ะ ชอบชีวิตในวงการตอนไหน… เหรอเธอ (ยิ้ม)

ยิปโซ : เธอดูไม่จริงใจในการถามเราเลยอะ

ยิปซี : ชอบตอนไหนๆ (ยักไหล่ไปมา)

ยิปโซ : บี๊ไม่ชอบช่วงแรกเลย คือบี๊ไม่ใช่คนที่มีแววดารา เจ๊เข้าใจปะ เราไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน รู้สึกเหมือนโดนโยนลงบ่อน้ำ แต่ไม่เคยมีใครสอนเราว่ายน้ำ บรรยากาศตอนแคสต์ทำให้บี๊บอกตัวเองว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากกลับไปแคสต์แล้ว ไม่ใช่ไม่สนุกนะ แต่เป็นเพราะการแข่งขันตรงนั้นทำให้เราอึดอัด ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแล้วจ้องหน้ากัน เหลือบมองว่าใครจะได้งานนี้ไป ลูกฉันดังกว่าลูกเธอนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนต้องโกรธกันขนาดนั้น (หัวเราะ) 

งานแรกบี๊เข้าไปทำ สตรอเบอรี่ชีสเค้ก กลัวนะ เราโดนคนบิลด์มาเยอะว่า อุ๊ย ผู้หญิงสิบกว่าคนอยู่ด้วยกัน น่ากลัว เดี๋ยวจะเกลียดกันรึเปล่า แต่พอเราผ่านอะไรหนักๆ มาด้วยกัน ก็ไม่เกลียดกันหรอก เราแค่กลัวไปก่อน ช่วงที่บี๊ชอบที่สุดจริงๆ คือช่วงที่เล่นละครเวที

ยิปซี : เอ้ย ตอนนั้นดี

ยิปโซ : ใช่ ตอนนั้นเล่นเรื่อง หลังคาแดง ที่ พี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) กำกับ เล่นกับ พี่โทนี่ (โทนี่ รากแก่น) และอีกหลายคน ก่อนหน้านั้นบี๊เล่นหนังไปแล้วหลายเรื่อง แต่ หลังคาแดง คือครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงศาสตร์ของวงการนี้จริงๆ 

ยิปซี : เจ๊ไม่เคยเล่นละครเวที เพราะฉะนั้น I don’t know. 

ยิปโซ : บี๊โดนจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ที่วันๆ ก็ซ้อมการแสดง ร้องเพลง แล้วก็เต้น ทุกคนร่วมมือและให้เกียรติกัน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เหมือนเราได้เข้าค่าย ได้เรียน ได้แสดง แถมมีคนจ่ายตังค์ด้วย

ยิปซี : แกเน้นฟรีนี่

ยิปโซ : มันจะมีอะไรครบไปมากกว่านี้เจ๊

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
02

YouTuber ทำให้กลับมาเจอกัน 

ยิปซี : งานหลักของเธอคืออะไรตอนนี้

ยิปโซ : ยิปย่อย (หัวเราะ)

ยิปซี : เป็นยังไงไหนเล่าซิ

ยิปโซ : ก่อนหน้านี้เราไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก่อนโควิด-19 ดันหยุดทำละครไป พอโควิดปุ๊บก็ยาว ไม่ได้ทำอะไรเลย เพ้อฝันกับชีวิตเป็นปี พอได้มาทำ ยิปย่อย ก็ยากนะ เจ๊ก็รู้ เจ๊อยู่ด้วยตลอด 

ยิปซี : ฉันรู้ แต่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์เธอด้วยไง

ยิปโซ : เออๆๆ บี๊ชอบ ยิปย่อย เพราะบี๊ได้สร้างชิ้นงานของตัวเอง เราเลือกได้ว่าอยากพูดถึงอะไร ทำแบบไหน ซึ่งการสร้างชิ้นงานเองก็ยากด้วย เจ๊เก็ตมั้ย จุดที่ปิ๊งปั๊งที่สุด คือจุดที่ดำมืดที่สุดในเวลาเดียวกัน สมัยก่อนเป็นนักแสดงก็แค่ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แต่อันนี้เราเป็นทั้งนักแสดง พ่วงโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ประสานงาน สวัสดิการ

ยิปซี : ตัดต่อ ทำปก หรือบางทีก็ขายงานลูกค้าเอง

ยิปโซ : เออ เป็นทุกอย่างเลย มันคงทำให้เราเก่งขึ้นเนอะ แต่ก็ยากด้วย แล้วเจ๊อะ งานหลักของเจ๊คืออะไร

ยิปซี : งานหลักของเจ๊ก็คือ ที่เรียกๆ กันว่า YouTuber นี่แหละ

ยิปโซ : Oh my god ! เจ่เจ๊ เราสองคนเป็น YouTuber แล้วอะ

ยิปซี : จับพลัดจับผลูสุดๆ งงมาก เพื่อนยัดเจ๊เข้ามาในวงจรนี้ ทำรายการ ไหนเล่าซิ๊ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเหมือนกันนะ เจ๊เป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่ค่อยได้โชว์เวอร์ชันที่เป็นเราจริงๆ ให้ใครเห็น ยิปซีอยู่ในวงการมาสิบปี เป็นคนอื่นตลอด เพื่อนสนิทมักจะถามว่า ‘มึง ยิปซีเขาเป็นคนยังไงวะ’ เจ๊รู้สึกว่าตัวเองเปราะบางมาก เหมือนเป็นตัวนิ่ม ถามตัวเองตลอดว่าถ้าเราเป็นแบบที่เราเป็นในชีวิตจริง คนจะชอบเรามั้ย เขาจะด่าเรารึเปล่า ตอนทำ ไหนเล่าซิ๊ ช่วงแรกก็ประหม่า ก่อนจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราก็กล้าที่จะให้คนอื่นเห็นตัวตนของเรา โชคดีที่ทุกอย่างในรายการออกมาพอดี น่ารักและคนดูชอบ เจ๊โคตรชอบที่ได้ทำสิ่งนี้

ยิปโซ : (พยักหน้า)

ยิปซี : ที่สำคัญเลยนะ ทั้ง ไหนเล่าซิ๊ และ ยิปย่อย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊กับเพื่อน หรือเจ๊กับโซ ดีขึ้นมาก ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน เออ พูดไม่ถูกอะ แต่สวยงามจริงๆ

ยิปโซ : เออ จริง ตอนทำรายการ เราก็ทะเลาะกันบ้างเนอะ จากที่ชีวิตนี้ไม่เคยทะเลาะกันเลย มีช่วงใหญ่ๆ ที่เราสองคนไม่ได้ติดต่อกัน แต่พอมี ยิปย่อย ก็ได้คุย ได้ทะเลาะ

ยิปซี : จะฟาดกันหลายรอบ รักแต่ก็โมโห แต่พอโมโหสักพักก็กลัวโซไม่รักฉัน ดังนั้น…

ทั้งสองคน : ฉันถอยดีกว่า 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
03

ไม่เท่ แต่เกิดขึ้นจริง

ยิปโซ : ชีวิตเจ๊มีจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง

ยิปซี : โห ชีวิตเจ๊เยอะมาก โซก่อนเลย

ยิปโซ : หูย จุดเปลี่ยน (สบถเล็กน้อย) ทำไงดี เยอะอะ

ยิปซี : เจ๊ก่อนก็ได้ เอาแบบป๊อบอัปขึ้นมาในหัวเลยนะ เจ๊ว่าเป็นตอนเข้าวงการ จากที่เป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน เราเปลี่ยนไปเยอะมาก

ยิปโซ : ก่อนเข้าเราก็เนิร์ดพอกันแหละ (หัวเราะ)

ยิปซี : เจ๊เป็นเนิร์ดแรดอะตอนนั้น ครูทุกคนต้องรู้จักคีรติ คีรติทำเกรดมากกว่า 3.5 ทุกเทอม เป็นเด็กตั้งใจเรียน แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ โดดเรียนเก่งมาก เคยปีนรั้วออกไปหาแฟนอีกโรงเรียนหนึ่ง

ยิปโซ : นี่ไม่เรียกเนิร์ดแล้วมั้ยเจ๊ เข้าเรื่องๆ การเข้าวงการเปลี่ยนวิธีคิดของบี๊หลายอย่าง บี๊เพิ่งมาค้นพบช่วงหลังเอง ตอนเข้าวงการมีช่วงหนึ่งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก นิสัยเราโอเคหรือยัง เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือยัง บี๊เอาการอยู่รอดของตัวเองไปผูกไว้กับความคิดเห็นของคน เดาว่าเจ่เจ๊ก็น่าจะเป็น ดาราทุกคนในวงการด้วย อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่าทุกคนเคยคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่น

หลายคนอาจเคยมองว่าบี๊ติสท์มาก แต่แม้แต่คนที่ติสท์ที่สุดก็อาจจะติสท์เพื่อการยอมรับก็ได้ สุดท้ายบี๊ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้ามาในวงการ แล้วรู้สึกกลัว ถ้าทำงานตรงนี้ได้ไม่ดี ถ้าคนไม่ยอมรับในผลงาน ฉันจะอยู่ไม่รอด ไม่มีงานทำ เท่ากับว่าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เลี้ยงที่บ้านไม่ได้ ทุกอย่างพังหมด ทุกวันนี้มานั่งแก้ความคิดนี้อยู่ เออ จุดเปลี่ยนของบี๊ไม่เท่ แต่มันคือความจริง 

ยิปซี : ที่โซพูดมา เจ๊ก็เป็น จุดเปลี่ยนของเจ๊คือการถูกแสตมป์ว่า ถ้ายูเป็นนางเอกลุคหมวยขาว ยูต้องมีนิสัยแบบหนึ่ง เจ๊ถูกแปะป้ายแบบนี้จนถึงยุคแห่งการปลดแอก ในที่สุดเจ๊ก็บอกตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาตราหน้าว่าฉันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ฉันจะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย เอาวะ ก็ฉันเป็นอย่างนี้จะให้ทำยังไง ช่วงนั้นเริ่มมีคนถามว่า ทำไมยิปซีฉีกลุค แต่จริงๆ เราเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่งตัวเปิดเผยอยู่แล้ว โซรู้ ที่บ้านรู้ โลกรู้

ยิปโซ : เอ่อ ตอนแรกโลกยังไม่รู้หรอกเจ๊ (หัวเราะ)

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
04

เข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี : อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งคือ ช่วงที่เจ๊เหมือนกลายเป็นไอคอนด้านการออกกำลังกาย ตอนแรกเจ๊มีความสุขมากเลยนะ เมื่อก่อนเจ๊เป็นเด็กขี้โรค บี๊ก็รู้ เจ๊เลยหันมาออกกำลังกาย แล้วดันมีผลพลอยได้คือรูปร่างที่ดี แถมมีคนชอบ มากกว่านั้นคือหาเงินได้ด้วย เฮ้ย วิน-วิน ไปหมด กลายเป็นภาพจำของยิปซี คีรติ ไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงจุดที่สามสิบกว่า ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารมากแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถทำให้ร่างกายคงที่เหมือนตอนยี่สิบห้าได้ ช่วงนั้นเราป่วย ดีเพรส เรากดดันตัวเอง รู้สึกทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกับสิ่งที่เรากลัวแล้วเข้ามาคอมเมนต์ สิ่งที่เจ๊เคยมีความสุขกลายเป็นแหที่รัดและคลุมเจ๊จนไปไหนไม่ได้ 

มีช่วงหนึ่ง อันนี้ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะ เจ๊ไม่กล้ามองกระจกเลย เห็นกระจกแล้วจะหันหนี เพราะกลัวส่องแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เจ๊ผ่านตอนนั้นมาได้เพราะเพื่อนที่ทำ ไหนเล่าซิ๊ บอกเราว่า “เธอควรใจดีกับตัวเองมากขึ้นนะ คนเราต้องแก่ขึ้น มึงสามสิบกว่าแล้ว ทำมาได้ขนาดนี้ มึงลืมชมตัวเองไปบ้างรึเปล่า” คำพูดเหล่านี้ดีมากๆ มันช่วยให้เจ๊ไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป

ยิปโซ : มันคือการที่เรากลัวว่าเขาจะมาแสดงความผิดหวังให้เราดู สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าเราเสพติดคำชมของคนอื่นเมื่อไหร่ ก็อาจจะมีจุดที่เรากลัวจะเสียมันไป วันนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับดาราแล้ว ทุกคนเป็นดารา ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย วันหนึ่งถ้ายอดไลก์ไม่เท่าเดิมเราก็เครียด

ยิปซี : เจ๊เคยเป็นๆ มีครั้งหนึ่งช่วงออกกำลังกาย ได้ไลก์เป็นแสน จู่ๆ มีโพสต์หนึ่งไลก์ลดเหลือหกหมื่น เครียดมาก รูปนี้ไม่ดีเหรอ ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้น

ยิปโซ : แต่นั่นแหละ สุดท้ายพอทุกคนทรมานมามากพอ เราก็จะหันกลับมาหาความสุขที่แท้จริง เหมือนที่เจ๊เจอ ไหนเล่าซิ๊ ก็ทำให้เจ๊กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก้าวผ่านมาได้ นี่สิการยอมรับตัวเอง นี่สิเพื่อนที่เราสบายใจ

ยิปซี : โซก็เคยผ่านอะไรแบบนี้ตอนเป็นมังสวิรัติ ใช่มั้ยนะ

ยิปโซ : ใช่ บี๊เคยเป็นมังฯ แบบอ่อนๆ เรียกว่า Pescitarian คือกินปลากับไข่ได้ เห็นพี่เจ มณฑล (มณฑล จิรา) กินแบบนี้แล้วเขาดูมีความสุขมาก ตื่นขึ้นมากินแค่ผักผลไม้ กระโดดลงไปว่ายน้ำ แล้วขึ้นมาทำโยคะ เราอยากลองบ้าง สุดท้ายก็ทำได้และทำได้ง่ายด้วย ก็เลยทำมายาวๆ หกปี 

ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่า Pescitarian ยังไม่พอ อยากทำมากกว่านั้น วีแกนสิความจริงแท้ของมนุษย์ ฟันแบบนี้ สรีระแบบนี้ควรจะกินพืชไม่ใช่กินเนื้อ ทั้งโลกจะทำยังไงก็แล้วแต่เขา เราจะทำแบบนี้ ก็เลย Push ตัวเองมากขึ้น สรุปบี๊หันมากินวีแกนจริงๆ อีกสี่ปี รวมๆ สิบปี เกือบตาย

ยิปซี : เออ ตอนนั้นวันๆ แกอยู่กับแตงโมหนึ่งลูกบ้าง มะละกอหนึ่งแถวบ้าง

ยิปโซ : วีแกนไม่ได้มีอะไรแย่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นวีแกนแบบไหน แต่ปัญหาคือบี๊เป็นคนกินวีแกนที่กินไม่ดี ไม่ดีที่ว่าเคยถึงขั้นเป็น Anorexia กับ Bulimia ที่กินแล้วอาเจียน ตอนนั้นเป็นนรกของบี๊เลย บี๊เชื่อในหลัก Spiritual มันไม่ใช่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ แต่คือแก่นกลางของทุกศาสนาที่ต้องมีความเมตตา ทำดีต่อกัน บี๊เชื่อว่าการไม่เบียดเบียนคนอื่นอย่างการไม่กินเนื้อสัตว์ น่าจะช่วยให้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายดีขึ้น แถมเราตั้งข้อแม้ให้ตัวเองด้วยนะว่าการกินมังฯ ของเราต้องไม่ไปตัดสินคนอื่น ทุกคนเลือกได้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าฉันกินมังสวิรัติเพราะรักสัตว์ แต่ฉันไม่รักสัตว์คนอื่นซึ่งคือมนุษย์ ฉันจะกินมังฯ ไปทำไม…

แต่สุดท้ายบี๊ค้นพบว่า คนหนึ่งที่เราตัดสินอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวเอง กินเยอะเกินคือไม่ดี ทำไม่ได้คือไม่มีค่า เราพยายามเป็นคนดีโดยล้อมกรอบทุกอย่างไว้หมด คือบี๊ไม่ได้บอกให้เราไม่ทำสิ่งดีนะ แต่เราไม่ควรจะทำสิ่งดีแบบบังคับว่าสิ่งดีมีแค่แบบนี้แบบเดียว ตอนนั้นเลยหยุดพัก ไหนลองทำตัวธรรมดาดูซิ กินเหมือนคนอื่น ไม่คิดมาก พอเริ่มปรับตัวได้ปุ๊บ กลายเป็นว่าเราไปสุดเลย กินเนื้อกินทุกอย่าง ฉันจะปลดแอกตัวเอง

ยิปซี : เออ เจ๊งงมาก ตอนนั้นถามป๊าว่าโซไปไหน ป๊าบอกโซไปกินเนื้อย่าง เจ๊แบบ ห้ะ มันเลิกเป็นวีแกนแล้วเหรอ

ยิปโซ : ใช่ แล้วพอไปสุดอีกฝั่งหนึ่งปุ๊บ สุดท้ายมันเคลื่อนเข้าตรงกลาง บี๊คิดว่า คนเราจะเจอตรงกลางได้ ต้องไปซ้ายสุดขวาสุดก่อน แล้วจะรู้ว่าตรงกลางของเราอยู่ตรงไหน วันนี้บี๊ไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นมังฯ ไม่ได้ไม่เป็นมังฯ แค่เป็นคนที่มีอะไรกินก็กิน ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ กินมังสวิรัติบ้างเป็นบางมื้อ 

ยิปซี : เรื่องเดิมนี่เนอะ สุดท้ายคนเราก็สร้างกรอบบางอย่างมาคลุมตัวเองอยู่ดี ถ้ายูไม่ออกกำลังกาย ถ้ายูไม่ดูแลตัวเอง คือยูไม่โอเค 

ยิปโซ : สิ่งต่างๆ ที่เราทำ เราคิดไปว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แต่กลายเป็นว่าสิ่งนั้นกลับสร้างข้อแม้ให้การมีความสุขของเรา บี๊คิดว่าตัวบี๊เองและใครหลายคนเข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
05

เรียนรักภาคปฏิบัติ

ยิปซี : ถ้าให้โซสรุปชีวิตรักที่ผ่านมาของเจ๊เป็นคำคำเดียว โซว่าเป็นคำว่าอะไร

ยิปโซ : เรียนรู้เชิงปฏิบัติ เจ๊มีเรื่องราวความสัมพันธ์เยอะกว่าบี๊ บี๊ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์อะไรมากมาย อยากเจอดีๆ แล้วจบเลย บี๊คิดว่า สิ่งที่เจ๊ผ่านมาทั้งหมดต้องอาศัยความกล้าหาญ คุณต้องพร้อมเจ็บ เพราะไม่มีความรักครั้งไหนไม่เจ็บ แล้วเจ๊ก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากความรักทุกครั้ง เจ่เจ๊กลายเป็นคนที่รักเป็นขึ้นเรื่อยๆ เราหาบทเรียนนี้จากที่อื่นไม่ได้นอกจากต้องเจอด้วยตัวเอง 

ไหนเจ๊รีวิวความรักของบี๊บ้างดิ นึกถึงคำไหนเป็นคำแรก

ยิปซี : นึกถึงคำว่า ลิมิเต็ด

ยิปโซ : เฮ้ย เออ จริงๆๆ

ยิปซี : ยูลิมิเต็ดทั้งในแง่ของจำนวนครั้งและปริมาณความรัก โซเป็นคนกั๊ก แต่กั๊กอย่างมีเหตุผล คือกั๊กเพราะกลัว ไปไม่สุดเพราะไม่อยากเจ็บ 

ยิปโซ : เราเชื่อมาตลอดว่า ในเรื่องความรัก ยังไงวันหนึ่งก็ต้องจากกัน แม้แต่คนที่เรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ วันหนึ่งก็ต้องจาก เราคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เราเลยลิมิเต็ดอย่างที่เจ๊ว่า จนครั้งล่าสุดนี่แหละ บี๊ถึงได้เรียนรู้จริงๆ สักที คือถ้าเป็นในห้องเรียน เจ๊อะเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ส่วนบี๊เป็นเด็กหนีเรียน 

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ยิปซี : โซว่าความรักให้อะไรและเอาอะไรไปจากโซบ้าง

ยิปโซ : ต่อให้ประสบการณ์บี๊จะน้อย แต่บี๊ได้นะ ความรักทำให้บี๊รักเป็นมากขึ้น บี๊รู้นะว่าตัวเองช้าเหมือนเต่าเลย แต่ทุกครั้งที่บี๊มีความรัก แม้แต่ความรักที่ล้มเหลว บี๊ก็ได้เรียนรู้เสมอ อ๋อ อันนี้ไม่ใช่ อ๋อ อันนี้เจ็บตรงนี้ว่ะ ความรักทำให้บี๊เข้าใจคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดมากขึ้น 

ส่วนความรักเอาอะไรจากบี๊ไป บี๊ว่าวันนี้ยังเอาไปไม่มากพอนะ อยากให้เอาไปมากกว่านี้อีก ความรักเอาอีโก้ของบี๊ไปเรื่อยๆ ถ้าบี๊เรียนรู้ที่จะรักเป็นไปเรื่อยๆ อีโก้อาจจะหายไปจนหมด วันหนึ่งบี๊อาจจะมีความสุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข แล้วเธอล่ะเจ๊ ความรักให้อะไรกับเธอ (ยิ้ม)

ยิปซี : เจ๊ชอบทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมามากๆ ทั้งที่ได้เป็นแฟนหรือไม่ได้เป็น ทั้งที่เราทำตัวดีหรือแย่ ความรักทำให้เราเป็นแบบนี้ และที่ชอบที่สุดคือความรักทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรามีความสุข หรือตอนที่เศร้าแทบตายร้องไห้หัวใจบีบ เราโอบกอดทุกสิ่งทุกอย่างเลย ซาดิสต์เปล่าวะ (หัวเราะ)

เอาอะไรไปบ้าง ครั้งเดียวเลยมั้งที่เจ็บหนัก ครั้งนั้นความรักทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งคุณค่าและการนับถือตัวเอง จะเรียกว่าเป็นความรักแบบผิดๆ ก็ได้ แต่สุดท้ายก็ดีนะที่วันนั้นเกิดขึ้น การได้เจอกับวันที่เราตกเหวนรก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าทางนั้นน่ะผิด ฉันจะไม่ก้าวไปอีกแล้ว เจ๊ได้หันกลับมาฝึกรักตัวเอง กลับมาตัวฟูได้อีกครั้ง

06

ชุดแต่งงานธีมเจ้าหญิงและสุขแท้จริงที่ไร้เงื่อนไข

ยิปโซ : เวลาให้สัมภาษณ์ เจ่เจ๊ไม่ค่อยตอบเรื่องความฝันเลย เอาจริงๆ มีปะ

ยิปซี : จริงๆ เจ๊มีนะ แต่จะเป็นฝันยิบย่อย อยากทำอันนี้อันนู้น แล้วก็อยากมีความรักแบบป๊ากับม้า อายจัง เราดูเป็นผู้หญิงกร้านโลกเนอะ แต่ลึกๆ แล้วเจ๊มีความฝันที่จะได้แต่งงานและได้ใส่ชุดสวยๆ เป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ เจ๊เคยส่ง Reference ชุดแต่งงานให้เพื่อนดู เป็นชุดเจ้าหญิงกระโปรงพองหมดเลย เพื่อนตอบมาว่า เฮ้ย มึงจะใส่แบบนี้ไม่ได้นะ (หัวเราะ)

ยิปโซ : เฮ้ย ได้ดิ เจ่เจ๊ไม่ต้องคิดมาก อยากทำอะไรทำเลย

ยิปซี : ก็อินเนอร์ข้างใน ฉันยังอยากเป็นเจ้าหญิงอยู่ไง

ยิปโซ : อย่าไปคิดมากเจ๊ เดี๋ยวช่วยๆ

ยิปซี : แล้วแกมีความฝันมั้ย หรือมีแต่ความมุ่งมั่นเหมือนที่พูดใน ยิปย่อย

ยิปโซ : อยากเป็นคนมีความสุข พออยู่มาเรื่อยๆ เราพยายามปรับแก้อะไรบางอย่างของตัวเองเพื่อให้มีความสุขมากขึ้น บี๊อยากมีความสุขโดยไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เป็นคนที่สุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่รู้จะเป็นได้จริงมั้ย อาจจะนามธรรมหน่อย แต่บี๊อยากเป็นจริงๆ นะ 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
07

เป็นน้องยิปซี เป็นพี่ยิปโซ

ยิปโซ : รู้สึกยังไงที่เป็นพี่ของยิปโซ เฮ้ย มันต้องซึ้งแน่เลยอะ

ยิปซี : อย่ามาบิลด์ แค่เห็นคำถามฉันก็ขนลุกแล้ว

(นิ่งไป 5 วินาที)

ยิปซี : เจ๊จะร้องไห้อะ

ยิปโซ : อย่าเพิ่งร้อง

ยิปซี : โอเค เมื่อก่อนรู้สึกเครียด ก็เหมือนที่เคยเขียนให้โซนั่นแหละ สำหรับเจ๊ โซเป็น Beautiful Soul ตั้งแต่เด็ก การได้เป็นพี่ของคนที่ดี สวยงาม และบริสุทธิ์ขนาดนี้ เครียดจัง กดดันจัง แล้วฉันก็เอาเธอมาเทียบกับตัวเองตลอด ฉันคิดว่า ฉันคงเป็นแบบโซไม่ได้หรอก โซเจิดจ้าเหลือเกิน ขอถอยออกมาดีกว่า เพราะอยู่กับเธอแล้วฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ทั้งที่จริงๆ ฉันชื่นชมเธอมากๆ

จนวันหนึ่งที่เจ๊ก้าวผ่านความป๊อดของตัวเอง ได้กลับมาคุยกับโซ ได้มองกันใกล้ขึ้น ได้อยู่ข้างๆ เจ๊รู้สึกภูมิใจมากๆ ยูเป็นมนุษย์ที่พิเศษ โลกใบนี้โชคดีแล้วที่มีคนแบบนี้ โชคดีจังที่ได้รู้จักกัน ดีจังที่ตอนนี้เป็นแบบนี้

ยิปโซ: เนี่ย สุดท้ายก็ดราม่า

ยิปซี : เขาเขียนคำถามนี้มาเพื่อฆ่าเราชัดๆ เลย 

ยิปโซ : ไม่ร้องๆ ฮึบๆ อยากบอกว่าฝั่งน้องอะ ไม่เคยคิดเลยว่าเจ๊จะรู้สึกกับบี๊แบบนี้ได้ยังไง สภาพบี๊ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเจิดจ้าเลย เจ๊ต่างหากที่เจิดจ้า ตอนเด็กๆ บี๊น้อยใจนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ่เจ๊ไม่รัก เราอยากอยู่กับพี่ แต่ทำไมพี่ไม่อยากอยู่ด้วย ฮึ้ย แย่แล้ว (น้ำตาคลอ)

ยิปซี : ไม่เป็นไร โซไม่รอดหรอก (ยิ้ม)

ยิปโซ : พอต่างคนต่างแยกย้ายไป บี๊ก็พยายามปรับตัว บอกตัวเองว่าต้องอยู่โดยไม่มีเจ๊ให้ได้ พอวันหนึ่งเราได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง ได้คุยกันว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ในที่สุดบี๊ก็ได้ปรับความเข้าใจกับเจ๊

ณ วันนี้ สำหรับบี๊เจ๊คือแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ในฐานะยิปซีที่หน้าท้องสวยหุ่นดี สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญ แต่สิ่งที่บี๊ชื่นชม คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเข้มแข็งในทุกอย่างที่เจ๊ผ่านมาในชีวิต เจ๊ผ่านอะไรมาเยอะมาก บี๊นับถือเจ๊จริงๆ โคตรดีใจที่มาลงล็อกในจุดที่เจ่เจ๊ภูมิใจในน้องสาวและบี๊ก็นับถือพี่สาว… 

เอ้า! เจ๊หัวเราะนี่หว่า โคตรเฟกเลย 

ยิปซี : ฉันปรับมู้ดไงเธอ เย่ๆๆ

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ภาพ : คีรติ และ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load