ถ้า ‘คำพูดที่ไม่เคยคิด’ ที่จริงก็คือ ‘ยาพิษ’ ทำลายชีวิตของคน

‘ขยะ’ จากการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ไม่เคยมีใครคิดคำนึงถึง ก็คงเป็น ‘ยาพิษ’ ที่ทำลายชีวิตของโลกใบนี้เช่นเดียวกัน

แต่ในทางกลับกัน ‘ขยะ’ ที่ถูกทิ้ง หากใส่ใจลงไปสักนิด ขยะเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่เราอาจคาดไม่ถึงได้ อย่างเช่นธุรกิจที่มีรายได้หลักพันล้าน เป็นต้น

คุณอ่านไม่ผิดหรอก ขยะที่เราทิ้งในทุก ๆ วันนี่แหละ กลายเป็นธุรกิจพันล้านได้จริง ๆ

ตอนแรกเราก็ไม่อยากเชื่อ เพราะหลายครั้งเมื่อพูดถึงคำว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือรักษ์โลก เรื่องราวเหล่านั้นมักจะจบแค่ในทางทฤษฎี เป็นกิจกรรม CSR เล็ก ๆ หรือไม่ก็หายไปเพราะไม่ทำกำไร

แต่ภายในงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero นี้ มีคนคนหนึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า Circularity in Action หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนในทางปฏิบัตินั้นเกิดขึ้นได้จริง

Miniwiz สตาร์ทอัพระดับโลกที่เปลี่ยนขยะไร้ค่าให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างจนถึงอาคารทั้งหลัง

เรามีนัดหมายพิเศษกับ คุณอาเธอร์ หวง (Arthur Huang) ผู้ก่อตั้ง Miniwiz ธุรกิจที่เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสิ่งของที่แม้แต่เรายังคาดไม่ถึง ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงอาคารทั้งหลัง หรือแม้กระทั่งหอพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล

มากไปกว่านั้น Miniwiz ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนขยะให้กลับมาเป็นประโยชน์ และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ แต่บริษัทแห่งนี้ยังเติบโตอย่างมั่นคง จนตอนนี้มีรายได้หลักพันล้านบาท

มาดูกันเลยดีกว่าว่า ‘ขยะ’ จะกลายเป็น ‘ขุมทรัพย์’ ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร

Crossing the Rubicon

จุดเริ่มต้นที่ทำให้อาเธอร์เริ่มสนใจขยะ คือตอนที่เขากำลังศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Cornell University สหรัฐอเมริกา และมีโอกาสเดินทางไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี

ในขณะที่ประเทศบ้านเกิดอย่างไต้หวันหนาแน่นไปด้วยตึกระฟ้าและสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ แต่กรุงโรมนั้นเป็นเมืองเก่าแก่ นอกจากจะมีการอนุรักษ์ธรรมชาติไว้แล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่สวยงามมากมาย

ทว่าสิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ จริง ๆ แล้ววัสดุก่อสร้างของสถาปัตยกรรมที่สวยงามเหล่านั้น จำนวนไม่น้อยทำมาจากขยะ!

เรารู้ว่ามันไม่น่าเชื่อ ของเสียที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาใช้แล้ว เศษอาหาร หรือแม้กระทั่งเศษซากต่าง ๆ เหล่านั้น ถูกแปรรูปโดยชาวโรมันให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้าง โดยวัสดุก่อสร้างเหล่านี้ คือสิ่งที่ยึดแบบหล่อโครงสร้างของอาคารที่ทำมาจากไม้และก้อนอิฐ ซึ่งใช้เป็นวัสดุตกแต่งพื้นผิวของอาคารเข้าด้วยกัน

นี่คือสิ่งที่จุดประกายให้อาเธอร์หันมาสนใจด้านความยั่งยืนของการใช้วัสดุต่าง ๆ ก่อนที่จะได้ไปศึกษาต่อ ณ Harvard University และตัดสินใจก่อตั้ง Miniwiz ขึ้นในปี 2005

ย้อนกลับเกือบ 20 ปีที่แล้ว ในยุคนั้นคำว่ายั่งยืน อาคารสีเขียว ฯลฯ เป็นเรื่องใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นคำที่ใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ

“เราเริ่มก่อตั้งบริษัทด้วยความโกรธ ในยุคนั้นเมื่อคุณค้นคว้าลึกลงไป จะพบว่าภายใต้คำว่าอาคารสีเขียวที่ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ เกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้เพื่อนิยามอาคารเหล่านั้นกลับไม่ได้ยั่งยืนจริง ๆ อย่างที่เข้าใจ เราเลยต้องทำให้ผู้คนเห็นว่า Zero Waste ที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

Miniwiz สตาร์ทอัพระดับโลกที่เปลี่ยนขยะไร้ค่าให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างจนถึงอาคารทั้งหลัง
คุณอาเทอร์ หวง (Arthur Huang) ผู้ก่อตั้ง Miniwiz

กลายเป็นเป้าหมายของ Miniwiz ที่ตั้งใจพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนนั้นเกิดขึ้นได้จริง โดยการแปรรูปขยะและของเสียต่าง ๆ ให้กลายเป็นวัสดุที่ผู้คนใช้กันในชีวิตประจำวัน และจากจุดนั้น Miniwiz ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

แน่นอนว่าหากเป็นสตาร์ทอัพในยุคนี้ พอพูดถึงการเติบโต หลายคนคงนึกถึงการพรีเซนต์ขอเงินสนับสนุนจากนักลงทุน แต่นั่นไม่ใช่กับ Miniwiz

“ในวันแรก เราไม่ได้มีนักลงทุน เรามีแค่พาร์ตเนอร์ ซึ่งก็เป็นเพื่อน ๆ ที่นำเงินเก็บของแต่ละคนมาร่วมก่อตั้งธุรกิจ”

Miniwiz เติบโตได้โดยไม่ต้องมีนักลงทุนหรือสถาบันการเงินมาร่วมลงทุนด้วย และเพิ่งจะมีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง

แล้วอะไรที่ทำให้ Miniwiz ก้าวขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ – คำตอบคือ ความโกรธ

The Anger of Love

ถึงแม้ว่าตอนนี้ Miniwiz จะสร้างอาคารขนาดใหญ่จากขยะได้ แต่ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ใครจะยอมให้เด็กอายุ 25 ที่เพิ่งจบใหม่มาสร้างตึก

“ในตอนแรกเราต้องเริ่มจากคอนเซ็ปต์เล็ก ๆ ที่เข้าใจง่าย” อาเธอร์เล่าย้อนกลับไปถึงจุดแรกเริ่ม

“ณ ตอนนั้น เราไม่สามารถสร้างตึกได้ แต่เราสร้างสิ่งของภายในตึกได้ จึงตัดสินใจเริ่มต้นด้วยการสร้างโปรดักต์ชิ้นหนึ่งที่เข้ากับคอนเซ็ปต์ความยั่งยืนของเราขึ้นมา เพื่อทดสอบว่าตลาดจะชอบมันหรือเปล่า”

โปรดักต์ชิ้นแรกของ Miniwiz คือ HYmini อุปกรณ์ชาร์จ iPod และแก็ดเจ็ตอื่น ๆ ด้วยพลังงานลมและพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งสร้างขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล

ด้วยราคาที่จับต้องได้ (ประมาณ $50) และความสามารถในการผสานเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คน โปรดักต์ชิ้นนี้จึงสร้างชื่อเสียงให้กับ Miniwiz อย่างมาก จนถึงขั้นได้ลงนิตยสาร The New York Times 

“ด้วยโปรดักต์ชิ้นนี้ เราพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า คำว่ายั่งยืนที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร และเราใช้ความโกรธที่มีต่อคำว่ายั่งยืนที่ไม่ได้ยั่งยืนนั้นในการที่จะก้าวต่อไป”

โลกของธุรกิจนั้นไม่ได้สวยงาม หากขาดทุนก็ไม่อาจคงอยู่อย่างยั่งยืนได้

หนึ่งในหลุมพรางที่สตาร์ทอัพหลายแห่งตัดสินใจจะสร้างผลิตภัณฑ์จากวัสดุใหม่ ๆ ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ คือ ต้นทุน

เมื่อวัสดุที่ใช้เป็นสิ่งใหม่ ถ้าหากผลิตในจำนวนน้อย แน่นอนว่าต้นทุนต่อชิ้นจะสูง ราคาแพง ผู้คนก็อาจไม่ซื้อ

คุณอาเทอร์ หวง (Arthur Huang) ผู้ก่อตั้ง Miniwiz
คุณอาเทอร์ หวง (Arthur Huang) ผู้ก่อตั้ง Miniwiz

“ดังนั้น เราต้องหาคนที่จะซื้อของของเราในปริมาณมาก เราโชคดีที่ขายสินค้าชิ้นแรกได้เยอะ แต่เชื่อไหมว่า ชิ้นที่สองเราขายไม่ได้เลย และนั่นทำให้เราเกือบเจ๊ง

“แต่ก่อนจะเจ๊ง เราต้องหาสินค้าที่จะทำให้เรามีความยั่งยืนในด้านการเงิน ถ้าคุณไม่ทำ คุณก็ตาย แค่นั้นเลย”

แม้โลกของธุรกิจจะดูโหดร้าย แต่ถ้าหากไปถูกทาง ทิศทางของธุรกิจก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน

“ทุกครั้งที่เราอยู่ในจุดที่มีปัญหาด้านการเงิน เราจะสร้างนวัตกรรม ผมคิดว่านั่นคือวิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดได้”

คำว่านวัตกรรมของอาเธอร์ไม่ใช่แค่การกลับมาพัฒนาสิ่งที่เคยทำให้มันดีกว่าเดิม แต่นวัตกรรมของเขาคือการวิจัยและพัฒนาเพิ่ม พร้อมกับใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป

“ตอนที่คุณอยู่ในจุดที่กำลังจะตาย คุณจะสร้างสรรค์มาก และในจุดนั้นเอง ผู้คนจะกลายเป็น 2 อย่าง คนโกหกที่ชั่วร้ายหรือคนที่ซื่อสัตย์มาก ๆ”

ในหลายครั้งเมื่อเกิดวิกฤต สิ่งที่หลายคนทำคือการโกหกตัวเองและคนอื่น แต่เมื่ออาเธอร์ตกอยู่ในสถานการณ์นั้น สิ่งที่เขาทำคือการกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์มาก ๆ

“เวลาผมอยู่ในจุดที่มีปัญหาด้านการเงิน ผมบอกคนที่ผมพรีเซนต์ให้ฟังเลยว่า ผมมีปัญหาด้านการเงิน ถ้าผมจะซื้ออะไรก็เพราะผมเชื่อในสิ่งนั้น ตลาดนี้ดูมีมูลค่ามาก แต่ผมคิดว่านี่ก็เป็นประโยชน์สำหรับคุณด้วย ผมขอช่วยคุณทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้ไหม”

การซื่อสัตย์กับตัวเองและผู้อื่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์เกือบทุกชิ้นของอาเธอร์ และการซื่อสัตย์ก็ทำให้คนที่เขาทำงานด้วยมั่นใจว่ากำลังทำงานกับคนมีความสามารถ

และสิ่งนี้ทำให้ Miniwiz รอดจากจุดที่เกือบเจ๊งจากสินค้าชิ้นที่สอง ด้วยการทำให้ลูกค้ายอมซื้อวัสดุก่อสร้างจากขยะ ซึ่งในตอนนั้นยังพัฒนาไม่เสร็จด้วยซ้ำ
แทนที่จะพูดถึงผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนอย่างเดียว อาเธอร์แสดงให้บริษัทอื่น ๆ เห็นว่า วัสดุก่อสร้างที่แปรรูปมาจากขยะของเขา นอกจากสวยกว่าแล้ว ยังราคาถูกกว่าอีกด้วย

Love on Fire

เมื่อพูดถึงการแปรรูปขยะให้กลายเป็นขุมรัพย์ หลายคนอาจยังนึกภาพไม่ออกว่าอาคารเหล่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เราเชื่อว่ารูปจากทั่วโลกต่อไปนี้ จะทำให้คุณร้องอ๋อหรือร้องว้าวได้เลยทีเดียว

การเล่นแร่แปรธาตุของพ่อมดผู้ก่อตั้ง Miniwiz บริษัทที่เปลี่ยนขยะให้เป็นวัสดุก่อสร้าง อาคาร และของใช้ที่คุณอาจเคยสัมผัสโดยไม่รู้ตัว
การเล่นแร่แปรธาตุของพ่อมดผู้ก่อตั้ง Miniwiz บริษัทที่เปลี่ยนขยะให้เป็นวัสดุก่อสร้าง อาคาร และของใช้ที่คุณอาจเคยสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

นี่คือตัวอย่างจากผลงานของ Miniwiz ที่ทำให้กับแบรนด์ดังจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Nike, Starbucks, McDonald’s, Dominique Crenn, LVMH, Prada, Kering, Richmond และอื่น ๆ ถ้าจะให้เราเล่าให้หมด The Cloud อาจจะต้องเปิดคอลัมน์ใหม่เลยก็ว่าได้

การเล่นแร่แปรธาตุของพ่อมดผู้ก่อตั้ง Miniwiz บริษัทที่เปลี่ยนขยะให้เป็นวัสดุก่อสร้าง อาคาร และของใช้ที่คุณอาจเคยสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

แม้กระทั่งในยุคโควิด-19 Miniwiz เปลี่ยนขยะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชุด PPE ใช้แล้ว ขวดพลาสติก และของเสียอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน ให้กลายเป็นชุด PPE ชุดใหม่ หรือห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลมาแล้ว

ไม่ใช่แค่ในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยเอง หลายคนอาจเคยได้สัมผัสผงานของ Miniwiz อย่างไม่รู้ตัวแล้วเช่นกัน

การเล่นแร่แปรธาตุของพ่อมดผู้ก่อตั้ง Miniwiz บริษัทที่เปลี่ยนขยะให้เป็นวัสดุก่อสร้าง อาคาร และของใช้ที่คุณอาจเคยสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

Sky-wing Bike Pavilion ภายใน Happy & Healthy Bike Lane สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต สร้างขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง AOT และ SCB เป็นหนึ่งในผลงานจากวัสดุก่อสร้างที่ Miniwiz แปรรูปมาจากขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว

มากไปกว่านั้น สำหรับใครที่มองว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้อาจดูไกลตัวไปสักนิด ยังไม่เห็นภาพขั้นตอนว่าขยะจะกลายเป็นวัสดุก่อนสร้างได้อย่างไร ลองนึกภาพเครื่องจักรห้องแล็บเคลื่อนที่ที่ใครก็เข้าไปใช้ได้ และเมื่อหย่อนขยะลงไป ขยะเหล่านั้นก็จะแปลงร่างกลายเป็นของใช้ต่าง ๆ ทันที

ที่เราพูดถึงไม่ใช่ในหนัง Transformer หรือ Back to the Future แต่นี่คือสิ่งที่ Miniwiz ทำร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ในการใช้เครื่อง Mini Trashpresso หรือโรงงานรีไซเคิลเคลื่อนที่เปลี่ยนขยะพลาสติกจากฝาขวดน้ำดื่มให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์น่ารัก ๆ  อย่างกระถางต้นไม้หรือของใช้กระจุกกระจิกได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงอึดใจ ทุกคนจะได้มีประสบการณ์ร่วมกันว่าการขยะพลาสติกสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง 

การเล่นแร่แปรธาตุของพ่อมดผู้ก่อตั้ง Miniwiz บริษัทที่เปลี่ยนขยะให้เป็นวัสดุก่อสร้าง อาคาร และของใช้ที่คุณอาจเคยสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

Sustain the Anger

เมื่อถามว่าจะส่งต่อองค์ความรู้เรื่องความยั่งยืนไปสู่คนรุ่นใหม่ได้อย่างไร คำตอบของอาเธอร์ก็เกินกว่าที่เราจะคาดคิดอีกครั้ง 

“ผู้คนแค่ต้องโกรธอย่างแท้จริง” อาเธอร์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบง่าย สั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง

“ถ้าปราศจากไฟโกรธ คุณจะคงสิ่งที่คุณอยากทำไว้ไม่ได้ เพราะอุปสรรคหลาย ๆ อย่างจะโค่นคุณลง ในทางกลับกัน อีกด้านหนึ่งของความโกรธก็คือความรัก เพราะคุณแคร์อะไรบางอย่าง คุณถึงตั้งใจที่จะทำและทุ่มเทให้กับมัน”

เมื่อความรักต่อโลกกลายเป็นความโกรธ ผู้คนจึงลงมือทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน และความยั่งยืนของโลกใบนี้นั้นเป็นไปได้จริง

ในอนาคต อาเธอร์วางแผนจะทำให้การเปลี่ยนขยะให้เป็นขุมทรัพย์เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากขึ้นสำหรับทุกคน โดยตั้งใจจะสร้างห้องครัวเปลี่ยน ‘ขยะ’ ให้กลายเป็น ‘อาหารจานพิเศษ’ 

“ผมแค่หวังจะเป็นคนคนหนึ่งที่ช่วยนำความยั่งยืนมาผสานเข้ากับชุมชนในแต่ละท้องที่ได้

“ตอนนี้เรากำลังร่วมมือกับองค์กรรัฐรวมถึง PTTGC ในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาเป็นเครื่องจักร เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างหรือสิ่งของที่ผู้คนนำกลับไปใช้ได้”

และไม่แน่ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจได้เห็นเครื่องจักรหรือห้องแล็บของอาเธอร์มาตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้พวกเราสร้างความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันก็เป็นได้

คุณอาเทอร์ หวง (Arthur Huang) ผู้ก่อตั้ง Miniwiz

Lessons Learned

  • การทำธุรกิจด้านความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำผลิตภัณฑ์จากวัสดุที่ดีต่อโลก แต่ต้องยั่งยืนในด้านของการเงินด้วย
  • จงสื่อสัตย์ในวิกฤต เพราะความสื่อสัตย์นั้นจะทำให้คนอื่นเชื่อมั่นในตัวเรา
  • คงความโกรธเอาไว้ เพราะความโกรธคือไฟที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ได้

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load