25 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

ถ้าให้นึกถึงคติประจำใจที่ได้จากการ์ตูน หลายคนคงนึกไม่ค่อยออก อาจคิดไปถึงสุภาษิตสอนหญิงหรือคติสอนใจท้ายเรื่องจากนิทานอีสปมากกว่า เพราะใครๆ ก็ดูการ์ตูนเพื่อความบันเทิง ไม่ได้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ 

แต่หญิงสาววัย 25 ที่เรามาพบในวันนี้ต่างออกไป เธอไม่ได้เพียงประยุกต์ใช้ความเป็นการ์ตูนในการดำเนินชีวิต แต่เธอดำเนินชีวิตด้วยคติอย่างการ์ตูนอนิเมะ

ถ้าจะให้พูด ปัจจุบันเธอคือนักร้องเพลงอนิเมะ (อนิซอง) คนไทยเพียงคนเดียวในค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Lantis ค่ายผลิตเพลงอนิเมะระดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น 

ย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว เธอเป็นเจ้าของช่องยูทูบที่ร้องอนิซองหรือเพลงอนิเมะจนได้รับรางวัล YouTube Silver Creator Awards ในระยะเวลาไม่นาน มีแฟนคลับติดตามในสายอนิเมะสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีแฟนคลับทั้งในประเทศอย่างไทย ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ประเทศต้นทางวัฒนธรรมอนิเมะอย่างญี่ปุ่น จนข้ามไปแถบยุโรปอีกหลายคน

ก่อนหน้านั้น หญิงสาวด้านหน้าเราคือนักศึกษาที่จบด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีความฝันอยากสร้างเกมที่ได้แรงบันดาลใจจากอนิเมะ เป็นนักเรียนที่หนึ่งในความฝันนั้นคือนักพากย์การ์ตูนอนิเมะ และเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ตื่นเช้ามารอดูอนิเมะทุกวัน 

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

ทั้งหมดนี้คือเส้นทางชีวิตของ MindaRyn (มายดาริน) หรือ มายด์-ณัชชา พงศ์สุปาณี ผู้ถือคติว่า “พระเอกเรื่องนั้นยังผ่านมาได้เลย ทำไมเราไม่ผ่านไปได้เหมือนเรื่องนั้นบ้าง” 

ใช่ เธอใช้ชีวิตอย่างอนิเมะ

หากพิจารณาเพียงระยะเวลาที่เธอได้ก้าวเข้าใกล้ความฝัน หลายคนอาจมองว่าชีวิตเธอโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องลึกเบื้องล่างนั้น คือถนนลูกรังที่คอยขัดขวางไม่ให้เด็กหญิงมายด์กลายเป็นมายดารินได้ง่ายๆ 

แล้วถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่แฝงความขรุขระเบื้องล่างของเธอเป็นยังไง ในวันที่เธอท้อถอย นอกจากอนิเมะแล้ว ใครหรืออะไรทำให้เธอก้าวต่อ 

บทสนทนาด้านล่างคือบทสนทนาถึงบทเพลงชีวิตทั้งหมด 4 บทเพลง ระหว่างเราผู้ไม่ใช่แฟนคลับของการ์ตูนสายใดกับมายด์ผู้เป็นโอตาคุขนานแท้ และเป็นบทสนทนาที่ทำให้เราทึ่งกับความเป็นอนิเมะในหัวใจของเธอจนอดดีใจและเป็นกำลังใจให้เธอไม่ไหว 

อ้อ หากเปิดเพลงแรกที่มายด์ได้เดบิวต์ขณะอ่าน คุณจะอินกับชีวิตของเธอมากทีเดียว

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 1

“การ์ตูนก็เหมือนเพื่อนเรา” 

วัยเด็กของมายด์เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะแทบไม่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวในหมู่บ้าน เมื่อไปโรงเรียนที่ดูน่าจะได้แลกเปลี่ยนความชอบอนิเมะกับเพื่อนบ้างก็ต้องพับเก็บความคิดนั้นไป เพราะสมัยนั้นเป็นยุคสมัยแห่ง K-pop การ์ตูนอนิเมะยามเช้าจึงเป็นเพื่อน (เกือบ) คนเดียวที่เธอมี 

เด็กหญิงมายดารินที่ตื่นมาดูการ์ตูนตอนเช้าคนนั้นอายุกี่ขวบ

โห น่าจะประมาณห้าหกขวบ ตอนนั้นดูทั้งดรีมเวิร์ก ดิสนีย์ และอนิเมะ แต่กลิ่นอายที่ได้จากการ์ตูนแต่ละค่ายไม่เหมือนกัน ถ้าดิสนีย์จะเป็นการ์ตูนแนวน่ารักสดใส แต่อนิเมะญี่ปุ่นจะมีเนื้อเรื่องหลากหลาย ทั้งแนว ดราม่า ดาร์กๆ และรักหวานแหวว 

แล้วคุณเข้าสู่วงการอนิเมะได้ยังไง

เริ่มต้นน่าจะมาจากคุณพ่อเพราะคุณพ่อชอบวง X Japan แต่พี่ชายเป็นคนเอาการ์ตูนอนิเมะมาให้เราดู เอาเกมมาให้เล่น เรียกได้ว่าอ่านการ์ตูนมาด้วยกันจนการ์ตูนกลายเป็นเพื่อนเราไป

แล้วเพื่อนที่โรงเรียนล่ะ

ตั้งแต่เด็กๆ เราไม่ค่อยมีเพื่อนในหมู่บ้าน เพราะเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันไม่ค่อยมี เราจึงดูการ์ตูนมากกว่า พอไปเรียนก็มีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพราะเราเป็นคนขี้อายมาก แล้วตอนนั้นเป็นยุค K-pop เราที่ดูการ์ตูนและฟังแต่เพลงอนิเมะก็จะคุยกับเพื่อนไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยไม่ได้แลกเปลี่ยนความชอบอนิเมะกับเพื่อนเท่าไหร่ 

ความไม่เข้าพวกตรงนี้ทำให้คุณเคยลังเลกับสิ่งที่ชอบบ้างไหม

เป็นความรู้สึกว่าทำไมคนอื่นไม่เข้าใจว่าเราชอบมากกว่า แต่ถามว่าเราอยากเลิกชอบไหม ก็ไม่ ถ้าเลิกชอบก็ไม่รู้ว่าจะไปชอบอะไร เพราะเราไม่ได้ชอบสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี

แล้วอนิเมะพาชีวิตคุณไปถึงจุดไหนบ้าง

ตอนมัธยมต้นเราไปซื้อหนังสือสอนภาษาญี่ปุ่น มินนะ โนะ นิฮงโกะ มาเรียนด้วยตนเอง ที่บ้านก็มีชั้นหนังสือตู้ใหญ่ไว้เก็บการ์ตูนและฟิกเกอร์ เรียกว่าเป็นโอตาคุคนหนึ่งเลย แล้วเราก็อยากเป็นนักพากย์เสียง แต่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องคิดว่าจะเรียนอะไร ด้วยความที่ชอบดูอนิเมะและเล่นเกมเราเลยเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์​ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ เพื่อได้เรียนเขียนโค้ดและได้ทำเกม 

อนิเมะมีอิทธิพลเยอะประมาณหนึ่งเลยนะ เราอยู่ตรงนี้แล้วสบายใจ เลยรู้สึกว่าถ้าต้องเลือกอะไรที่ดูสำคัญกับชีวิต แทนที่จะไปเลือกอะไรไม่รู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะชอบไหม ก็จะเลือกในสิ่งที่ชอบและเป็นอาชีพได้ด้วย 

สบายใจยังไงบ้าง

นิสัยต่างๆ ของเราทุกวันนี้ก็น่าจะมาจากการดูอนิเมะ สิ่งที่เหมือนกันมากๆ คือเรื่องความพยายาม การโฟกัสบางสิ่งบางอย่าง และความไม่ยอมแพ้ ตอนเด็กๆ มีบ้างเหมือนกันที่เวลารู้สึกท้อ จะคิดว่า เฮ้ย พระเอกเรื่องนั้นยังผ่านมาได้เลย ทำไมเราไม่ผ่านไปได้บ้างล่ะ 

อย่างพอเริ่มทำช่องยูทูบ เราก็ฝันเล็กๆ ว่าถ้ามีโอกาสได้ไปร้องเพลงอนิเมะจริงๆ เราคงรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากๆ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นจริงไหม แต่ก็อยากให้การทำสิ่งนี้ในแต่ละวันเป็นเรื่องสนุก พอมีคนติดตามและคอมเมนต์ยิ่งได้รับแพสชันจนอยากทำต่อ

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น
MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 2

“เราเพิ่งรู้ตัวว่าร้องเพลงได้หลังฟังเพลงอนิเมะ”

หากเรามีแม่เป็นคนชอบร้องเพลง ความชอบร้องเพลงของเราคงได้รับช่วงต่อมาจากแม่ 

น่าแปลก ที่สำหรับมายด์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความชอบร้องเพลงของเธอมาจากการฟังเพลงอนิเมะทุกวัน จนเริ่มอยากเป็นนักร้องเพลงอนิเมะ และมีโอกาสได้เปิดช่องยูทูบเป็นของตนเอง เพียงเพราะอยากแชร์เพลงที่ชอบและสิ่งที่รักลงไปในโลกอินเทอร์เน็ต 

คอมเมนต์แรกๆ มีทั้งแซว ชม ว่า และถูกตั้งคำถามจากคนรอบตัว เช่นเดียวกับตอนเด็กๆ ที่ความชอบการ์ตูนอนิเมะของเธอก็ถูกใส่เครื่องหมายคำถาม 

แต่ก็เช่นเดียวกันกับตอนนั้น เธอไม่สนใจคำพูดเชิงลบที่บั่นทอน แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อเพราะกำลังใจจากเพื่อนใหม่ที่เข้ามา 

สงสัยจริงๆ ว่านอกจากเพลงอนิเมะ คุณฟังเพลงอื่นบ้างไหม

ตอนเด็กๆ เราไม่ฟังเพลงเลย แต่พอโตมาก็เริ่มฟังเพลงไทย เพลงสากล เหมือนคนทั่วไป

ให้ทาย ความชอบร้องเพลงน่าจะมาจากอนิเมะด้วย

ใช่ พอได้ดูอนิเมะก็จะซึมซับเพลงและร้องตามบ้าง แรกๆ ก็ไม่ค่อยเพราะแต่พอฟังไปเรื่อยๆ ร้องไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้น

จริงๆ คุณแม่ร้องเพลงเหมือนกัน เขาชอบร้องเพลงสากล เพลงไทย ชนิดที่เดินสายประกวด แม่ก็ดีใจนะที่เราร้องเพลงได้เหมือนเขาสมัยสาวๆ แต่ก็มีถามบ้างว่า “ไม่ร้องเพลงไทยเหรอลูก ไม่ร้องเพลงฝรั่งเหรอลูก” แต่เราชอบและไม่อยากทำเหมือนคนอื่นก็เลยไม่คิดจะทำ

การร้องเพลงอนิเมะต่างจากการร้องเพลงทั่วไปยังไง

ถ้าเป็นเพลงรักทั่วไปอาจจะมีผู้หญิงคนหนึ่งอกหัก โดนแฟนทิ้ง แล้วก็เล่าว่าเธออกหักยังไง รู้สึกยังไง และเรื่องราวก็จะจบอยู่ในเพลงเพลงนั้น แต่พอเป็นเพลงอนิเมะหรืออนิซอง มันจะทำให้เรานึกถึงเนื้อเรื่องของอนิเมะด้วย สมมติเราร้องเพลง Gurenge จากการ์ตูนเรื่อง Kimetsu no Yaiba เราก็จะนึกถึงเรื่องราวของอนิเมะ นึกว่าตัวละครตัวนี้เจออะไรบ้าง เราว่านี่คือเสน่ห์ของอนิซอง

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

มันมากกว่าการร้องเพลง

ใช่ เหมือนมันมีพลัง เราจะนึกถึงตอนที่ดูการ์ตูนว่าเรารู้สึกอะไร ตัวละครคิดยังไง 

แล้วจากร้องเล่นๆ ตามการ์ตูนหน้าทีวีกลายเป็นร้องจริงจังใน YouTube ได้ยังไง

น่าจะเป็นช่วงที่เริ่มทำช่องได้สักหนึ่งถึงสองปี ตอนแรกทำช่องขึ้นมาเพราะอยากแชร์สิ่งที่ชอบในอินเทอร์เน็ตเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะต้องอัปตลอด แต่พอเริ่มมีคนเข้ามาติดตาม เริ่มมาคอมเมนต์ว่า ชอบอนิเมะเรื่องนี้เหมือนกัน ร้องได้ดีเลยนะ คนไทยเหรอ ไม่คิดว่าเป็นคนไทยเลยเพราะร้องเพลงญี่ปุ่นสำเนียงชัด 

บวกกับเริ่มได้ไปโชว์ที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย เราเหมือนได้รู้จักคนเยอะขึ้น เพราะอย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนเราไม่มีเพื่อนที่คุยเรื่องนี้ได้ จากที่คิดว่าไม่มีคนชอบอะไรเหมือนเราเลย กลายเป็นว่าจริงๆ แล้วมีอยู่เยอะแยะเลยนะ แค่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง เราเลยอยากทำช่องต่อไปจนเริ่มจ้างทีมงานและคนทำดนตรี 

แล้วมีคอมเมนต์ไม่ดีบ้างไหม

เยอะแยะเลย แต่เรารู้สึกว่ามันมาคู่กันอยู่แล้ว ถ้ามีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ เราจะรับฟังคอมเมนต์แนะนำให้ปรับปรุง แต่ถ้ามาด่าไม่มีเหตุผล หรือ Sexual Harassment เราจะไม่ตอบโต้ ไม่ยุ่งและจะเลือกไม่สนใจเพราะรู้สึกว่ามีคนที่ซัพพอร์ตเราอยู่ บางครั้งก็กดเลิฟคอมเมนต์ (หัวเราะ) ให้รับรู้ว่าอ่านนะแต่ไม่สนใจ เขาก็จะตอบว่า “อ้าว น้องมายด์กดเลิฟด้วย ขอโทษนะครับที่พูดแรงไป” 

บางทีก็รู้สึกแย่บ้างแต่พยายามไม่คิดอะไร เราเป็นคนเศร้าไม่ค่อยนานอยู่แล้วด้วย ดูการ์ตูนหรือนอนตื่นหนึ่งก็ไม่คิดมากแล้ว ยกเว้นถ้าดาวน์ก็จะดาวน์เลย อย่างถ้าขึ้นโชว์แล้วรู้สึกว่าครั้งนี้ทำได้ไม่ค่อยดี ก็จะเสียใจว่าทำไมทำอย่างนั้นออกไป แต่พอร้องไห้เสร็จก็คิดว่ารอบหน้าจะทำให้ดีขึ้น 

นอกจากคอมเมนต์ มีอะไรอีกบ้างที่ทำให้คุณอยากทำช่องต่อ

  รางวัลจาก YouTube ก็มีส่วนเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะมีคนสนใจจนมียอด Subscriber ถึงแสนแล้วกลายเป็นยูทูเบอร์สายอนิซองช่องแรกในไทยที่ได้รางวัลเหรียญเงิน เลยอยากทำต่อไปเรื่อยๆ ให้ได้เหรียญทอง บวกกับช่วงนั้นเริ่มจ้างทีมงานมาแล้ว ทุกคนก็คิดว่ามันน่าจะไปได้นะ

แต่กว่าจะเดินทางถึงแสนซับ เคยคิดอยากเลิกทำบ้างไหม 

เราไม่เคยลังเลเพราะคำพูดด้านลบของคนอื่น ทั้งจากในอินเทอร์เน็ตและคนรอบตัว เพราะเจอมานานจนชินและเข้าใจว่าอนิเมะในไทยไม่แมส อย่างญาติพี่น้องบางคนก็ไม่เข้าใจว่าการร้องเพลงอนิเมะมีประโยชน์ยังไง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ดูไร้สาระเพราะเป็นการ์ตูน ทั้งๆ ที่มันมีข้อคิด อีกอย่างที่บ้านก็ไม่ได้ว่าเราด้วยแค่เป็นห่วงเรื่องการเรียน

ความรู้สึกที่ทำให้ลังเลจึงเป็นเรื่องอนาคตของเรามากกว่าว่าจะทำไปถึงไหน เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องอ่านหนังสือสอบ มานั่งคิดว่างานหลักควรเป็นช่องหรือเรียนหนังสือ เพราะพอเริ่มไม่ลงคลิปสักสองถึงสามสัปดาห์ ก็เริ่มมีคนทักว่าไม่ลงคลิปเหรอ รอเพลงใหม่อยู่นะ เหมือนจะเลิกทำอยู่แล้วแต่ยังมีคนรอ มีคนอยากฟังอยู่ ก็เลยทำต่อ

แล้วอนาคตที่ตัดสินใจในตอนนั้นเป็นยังไง

ตลาดอนิซองในไทยยังเล็กมากจนไม่ค่อยมีใครทำคอนเทนต์สายนี้ เราเลยอยากเป็นคนหนึ่งที่ได้เปิดโอกาสให้คนที่ชอบคล้ายๆ เรา หรือตามหาเพลงคัฟเวอร์อนิซองแบบเราได้มาดู แต่ถ้าฝันที่ไกลที่สุดในตอนนั้นก็คงอยากมีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบอนิเมะจริงๆ  

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น
MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 3

“เรายังหยุดไม่ได้ต้องทุ่มให้สุดตัวเพราะนี่คือโอกาสที่รอมาทั้งชีวิต”

หลังทำช่อง YouTube ได้ 2 ปีกว่าๆ Yoshimoto Entertainment Thailand ได้ชวนมายด์ไปเซ็นสัญญา เธอเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงจังมากขึ้น จนเมื่อเข้าปีที่ 3 ของการทำช่อง Lantis ค่ายผลิตเพลงอนิเมะอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นส่งอีเมลชวนไปเป็นศิลปินที่นั่น ความฝันของมายด์จึงเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ

ความรู้สึกแรกที่ Yoshimoto ทักมาเป็นยังไง

มันเหนือความคาดหมายมากๆ ถามว่าตอนทำช่องหวังผลไหม ก็หวังบ้าง เพราะอยากให้ทุกคนรู้จักเราในฐานะคนที่ชื่นชอบและร้องเพลงอนิเมะได้ดี แต่พอโอกาสต่างๆ เข้ามาเรารู้สึกโชคดีเหมือนกันที่ตอนนั้นไม่ได้ยอมแพ้แล้วหยุดไปก่อน 

จนเข้าช่วงปีที่สามของการทำช่อง ค่ายเพลง Lantis จากญี่ปุ่นก็ส่งอีเมลมาว่าอยากร้องเพลงอนิเมะไหม ตอนเห็นโลโก้ก็ตกใจมาก เพราะเป็นค่ายที่ค่อนข้างใหญ่ พี่วิม (วิม มโนพิโมกษ์ ประธานกรรมการบริษัท Yoshimoto Entertainment Thailand) จึงไปคุยให้และวางแผนกัน 

พอตกลงกันว่าได้เดบิวต์ตอนแรกเราไม่เชื่อ เพราะคนที่มาบอกข่าวคือคนญี่ปุ่น เราก็คิดว่า เอ๊ะ ภาษาญี่ปุ่นเราไม่ดีจนฟังผิดหรือเปล่า เลยให้เขาทวนอีกรอบก็ยังตีความได้เหมือนเดิม ว่าจะได้เดบิวต์ร้องเพลงประกอบอนิเมะเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นดีใจเหมือนฝันเพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่พอมันเกิดขึ้นเร็วก็มีความรู้สึกกดดันด้วยเหมือนกัน

เราเลยตั้งเป้าเอาไว้ว่า การไปครั้งนี้คือ หนึ่ง เพื่อให้ความฝันเราเป็นจริง สอง เราอยากเป็นคนหนึ่งที่ทำให้คนไทยหันมาฟังเพลงอนิเมะมากขึ้น ได้เห็นด้านดีๆ ของอนิเมะและอนิซองมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมอนิเมะที่ญี่ปุ่นใหญ่มาก แต่ในไทยหรือประเทศอื่นๆ ยังมีคนมองว่าอนิเมะเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่ค่อยได้รับความสนใจ มีหลายคนที่ไม่รู้ว่าอนิเมะต้องมีศิลปิน 

ความกดดันก่อนไปนั้นคืออะไร 

เราเป็นยูทูเบอร์จึงเจอทุกคนผ่านวิดีโอมาตลอด เราไม่ใช่ศิลปินที่เดินสายออกงานเยอะๆ ประสบการณ์การร้องเพลงต่อหน้าคน ณ ตอนนั้นจึงยังไม่ค่อยมี 

พอไปถึง ยิ่งกดดันกว่าเดิมไหม 

กดดัน เพราะเราได้เห็นว่าทุกคนที่นั่นเก่งอย่างปีศาจ อย่างเวลาไป Live House เราเจอศิลปินคนอื่นที่เคยเห็นตามทวิตเตอร์ เขาเป็นศิลปินใหม่และน่าจะมีชื่อเสียงเท่าๆ กับเรา แต่พอขึ้นเวที เราเห็นเลยว่าประสบการณ์เขาเยอะมาก จึงกดดันว่าเราเป็นคนไทยในต่างแดนแล้วไปเจอแต่คนเก่งๆ 

ตอนเราไปงานอีเวนต์ที่อื่น เรามีคนดูหลักร้อยคน แต่พอไป Live House ซึ่งต้องไปร้องเพลงออริจินัลที่ค่ายแต่งให้ทั้งที่ยังไม่ได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการ มีคนมาดูน้อยที่สุดสองคน ตอนแรกก็คิดว่า โห คนมาดูน้อยมากเราจะทำได้ไหมเพราะปกติมันจะมีพลังส่งมาจากคนดูด้านล่าง แต่พอเห็นศิลปินจากโอซาก้าซึ่งแทบไม่มีแฟนคลับในโตเกียวเลยเล่นเต็มที่มาก เหมือนเขาอินกับสิ่งที่ทำแล้วเชื่อว่าเพลงเขาดี อยากทำให้สองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ที่ไม่รู้จักเขาชอบเพลงของเขา ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเปลี่ยนความคิดไปเลยว่าต่อให้มีคนมาดูสองคน คนเดียว หรือไม่มีเลยก็จะทำให้ดีที่สุด  

แล้วสิ่งที่ยากที่สุดของการไปทำงานที่นั่นล่ะ

จริงๆ ทุกอย่างท้าทายหมด ทั้งที่ต้องทำงานเกือบทุกวัน ทั้งเรื่องการร้อง แต่ภาษาคือสิ่งที่ยากที่สุด เพราะเราใช้ภาษาไทยไม่ได้เลย ในหัวเรามีร้อยแต่สื่อสารออกไปได้แค่ยี่สิบ เราอยากบอกทีมงานว่าขอปรับตรงนี้ได้ไหม แต่พยายามสื่อสารเท่าไหร่เขาก็ไม่เข้าใจ จนต้องปล่อยไปทั้งที่อยากทำอีกแบบหนึ่ง

หรืออย่าง Live House ที่เราไปขึ้นโชว์ มีช่วงให้ศิลปินเอาสินค้าไปขาย ตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยดีมาก เราจะพูดช้าและท่องสคริปต์ไป ตอนแสดงเขาก็มีอารมณ์ร่วมกับเรานะ แต่พอต่อแถวถ่ายรูปหรือซื้อของ เราก็แนะนำตัวว่าเป็นชาวต่างชาติที่มาจากประเทศไทย กลายเป็นว่าเขาไม่ค่อยกล้าเข้าหาเรา บางคนคิดว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลยเดินเข้ามายิ้มให้ แล้วพูดภาษาอังกฤษแทน

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

รู้สึกเฟลไหม

มันเฟลตรงที่ตอนอยู่ไทยแถวเราก็เคยยาว แต่ตอนนี้มองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าคนอื่นมีคนมาต่อแถวยาวมาก แต่ของเราแถวสั้นนิดเดียว จริงๆ รู้นะว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ ก็รู้สึกเฟลอยู่ดี ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะพูดภาษาญี่ปุ่นให้คล่องปร๋อ จนคนญี่ปุ่นไม่กลัวแล้วเดินเข้ามาหาเรา 

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความมาตรฐานสูงของประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่รู้สึกว้าวที่สุด คือวิธีการบอกว่าเราต้องพัฒนาอีกของเขา เขาจะไม่บอกว่าคาดหวังให้เราต้องทำได้ดี ไม่ดุแต่จะบอกว่าไม่เป็นไร รอบหน้าพยายามใหม่นะ พอเป็นแบบนี้เราจะรู้สึกว่าเราทำเขาผิดหวัง หรือบางครั้ง อยู่ดีๆ เขาก็ซื้อกีตาร์ ซื้อเปียโนราคาแพงมากๆ ให้แล้วบอกว่าเอาไปฝึกเล่นนะ ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องซ้อมให้หนักขึ้น

อีกสิ่งที่ได้เรียนรู้คือการเป็น Perfectionist ของคนที่นั่น เขาทำงานละเอียดมากเลย อย่างตอนอัดเพลงถ้าผิดนิดเดียวเขาจะให้เราร้องใหม่ เราเคยอัดเพลงนานที่สุดประมาณห้าชั่วโมง 

เศร้าไหม

เราเกรงใจทีมงานมากกว่า มันเหมือนกับว่าอุตส่าห์มาตั้งไกลถึงญี่ปุ่นทำได้แค่นี้เหรอ ได้แต่คิดว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกแล้ว หลังจากนั้นต้องซ้อมเองเยอะๆ เพื่อไม่ให้ทีมงานเหนื่อยมาก 

ทุกอย่างที่คุณเล่ามาเกิดขึ้นภายใน

เราไปฝึกตั้งแต่ ค.ศ. 2019 แต่ล่าสุดที่ไปคือสามเดือน

โห

เพราะจริงๆ เราต้องไปญี่ปุ่นตั้งแต่เมษายน แต่นี่ย้ายมาเดือนกันยายนเพราะติดสถานการณ์ COVID-19 ดังนั้นงานจะอัดมากๆ แต่ก็เป็นข้อดีที่ไม่มีเวลาให้คิดว่าอยู่คนเดียวแล้วเหงาจัง กลายเป็นว่าเหนื่อยบ้างแต่ก็สนุกดี 

ยังไม่รู้สึกท้อหรืออยากหนีกลับบ้านเสียก่อน

ยัง เพราะเรารู้สึกว่าทีมงานเหนื่อยกว่าเรามาก เขาก็อยู่กับเราตั้งแต่เช้าจนดึก พอเห็นว่าทุกคนทำงานกับเราอย่างตั้งใจโดยที่เอเนอจี้เขาไม่ตกเลยตั้งแต่เช้ายันเย็น เราก็ตั้งใจด้วย อีกอย่างเราว่ามันยังพยายามได้อีก อาจจะมีสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีบ้างแต่เรายังหยุดไม่ได้ ต้องทุ่มให้สุดตัว เพราะนี่คือโอกาสที่เรารอมาทั้งชีวิต 

ถามว่าเหงาไหมก็เหงานะ เพราะนี่คือการไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก พักที่โรงแรมกับทีมงานคนญี่ปุ่นอยู่สองคน มีอารมณ์คิดถึงบ้าน คิดถึงหมาบ้าง

แล้วแชร์ความเหงากับใครบ้าง

ช่วงแรกเราจะวิดีโอคอลคุยกับคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน ให้คุณแม่เอาโทรศัพท์ไปให้คุยกับหมาบ้าง เพราะเราติดหมามากๆ ถ้านอกเหนือจากครอบครัว คงเป็นคนญี่ปุ่นที่ไปด้วยกัน เพราะถึงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นแต่ก็มีบ้านอยู่ที่ไทย 

ถ้าตอนไหนมีโมเมนต์อยากกลับไทย อยากพูดภาษาไทย หรืออยากกินอาหารไทย เราจะไปร้านอาหารไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของแล้วสั่งอาหารเป็นภาษาไทย โชคดีที่ใกล้ๆ โรงแรมมีร้านอาหารไทยชื่อร้านธงไทยและร้านแก้วใจ ไปบ่อยจนซี้กับเจ้าของร้านแล้ว

เรียกว่าไปไกลสุดแค่ร้านอาหารไทย

ใช่ (หัวเราะ) หรือบางครั้งก็ไปเที่ยวแถวๆ ที่ทำงาน ไม่อย่างนั้นก็นอนเปื่อยๆ เพราะเราทำงานหนักมาก แค่อัด 3 เทปกลับมาก็นอนเป็นผักแล้ว หรือบางครั้งก็ต้องกลับมาซ้อมด้วย แต่คนจะชอบคิดว่าเราไปทำงานญี่ปุ่นจะได้ไปเที่ยวอากิฮาบาระบ้าง ได้ไปนู่นไปนี่บ้าง  

คนอื่นอาจจะคิดว่าไปญี่ปุ่นต้องได้ไปเที่ยว แต่อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่ามีค่าที่สุดจากการได้ทำงานที่นั่น

แน่นอนว่าประสบการณ์การทำงานที่เราได้มา แต่อีกสิ่งที่สำคัญเหมือนกันคือการอยู่ต่างประเทศคนเดียว เพราะเราอยู่กับครอบครัวมาตลอด เชื่อไหมว่าเราได้ซักผ้าและทำอาหารเองครั้งแรกที่ญี่ปุ่น เพราะตอนอยู่บ้านแม่ก็ทำให้ พออยู่หอตอนเรียนมหาวิทยาลัย เมตก็ชอบทำความสะอาดห้องและทำกับข้าวเก่ง พอไปที่นั่นเลยเอ็นจอยกับการสรรหาวัตถุดิบไทยๆ มาทำอาหาร

ภูมิใจกับเมนูไหนที่สุด

ผัดกะเพรา เพราะญี่ปุ่นไม่มีใบกะเพรา เราต้องไปเสิร์ชหาร้านขายของเอเชียที่นั่น แต่จริงๆ ชอบทานต้มข่าไก่มากๆ แต่มันยากเลยยังไม่เคยทำ

กลับมาที่การไปฝึก อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากคุณได้ทำงานที่นั่น

น่าจะเป็นความฝันและทิศทางชีวิต เพราะตอนที่ยังไม่ได้เดบิวต์เราก็แค่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เรามีเป้าหมายว่าจะจริงจังกับการเป็นศิลปินอนิซอง เราอยากให้คนอื่นชอบเพลงเราแล้วเอาไปคัฟเวอร์บ้าง

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 4

“เคยมีคนบอกว่าชีวิตเราโรยด้วยกลีบกุหลาบ เราโกรธมากเพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด”

จริงๆ แล้วช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่มายด์ต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น แต่เพราะสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย เธอจึงต้องทำงานข้ามประเทศและรอวันที่จะได้กลับไปสานฝันต่อ

หลังปล่อยเพลงออริจินัลของตัวเองแล้วถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง

เรายังอยู่ในระดับเริ่มต้น เพราะวงการอนิซองของญี่ปุ่นใหญ่มากและมีแต่คนเก่งๆ เราแค่เป็นนักร้องต่างชาติคนแรกๆ แต่การเป็นคนต่างชาติก็ไม่ได้มีผลกับระดับความดังเพราะเขาโฟกัสที่ผลงาน 

เพลงแรกที่เราปล่อยถือเป็นกุญแจเบิกทางที่พาเราไปอยู่โลกที่เราเคยฝันว่าอยากจะไปอยู่ จากนี้จะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้ว

แล้วกุญแจดอกต่อไปของคุณหลังจากนี้คืออะไร 

เรายังรู้สึกว่าไอ้เจ้าฝันนี้ยังขยายไปได้อีกไกล ยังมีเรื่องเกี่ยวกับวงการนี้ที่เรายังไม่รู้ มีสิ่งที่ยังไม่เคยทำ เราอยากร้องเพลงอนิเมะเรื่องอื่นๆ อยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น และอยากเป็นคนที่ไปยืนอยู่บนเวทีที่เราเคยแต่ซื้อตั๋วเข้าไปดู 

บางคนอาจมองว่าการทำความฝันให้สำเร็จภายในระยะเวลาแค่ 5 ปี คือชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ จริงๆ แล้วคุณคิดเห็นยังไงบ้าง

มีคนเคยพูดอย่างนี้ใส่เราแล้วโกรธมาก เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เขาพูด เราอาจโชคดีที่มีโอกาสเข้ามาแต่ไม่ใช่นั่งเฉยๆ หรือตื่นเช้ามาแล้วมีคนโทรชวนร้องเพลง ช่วงที่เริ่มทำช่องเราต้องลงคลิปสัปดาห์ละหนึ่งคลิป ที่ถ่ายและตัดต่อจริงจังมาก 

สิ่งที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้คือความโฟกัสและความทุ่มเทในสิ่งที่ชอบโดยไม่ได้ลังเลหรือคิดเยอะว่าทำแล้วจะได้อะไรไหม อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ใส่ใจกับคำถามของคนรอบข้าง บางทีมีน้องๆ อินบ็อกซ์เข้ามาถามว่าอยากทำช่องแบบเราต้องเริ่มยังไงหรือต้องซื้ออะไรบ้าง เราก็จะบอกว่าอย่าไปคิดว่าต้องมีอะไรเพื่อทำสิ่งนี้ ให้คิดว่าตอนนี้เรามีอะไรที่ใช้ทำได้บ้าง 

แล้วตอนนั้นคุณมีอะไร

มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่องกับหูฟัง แค่น้ันเลย

แค่นั้น

ใช่ แค่นั้น Now or Never คือคำพูดหนึ่งจากเพลงอนิซอง Now or Never ของศิลปินที่ชื่อว่า Nano ที่เรายึดถือมาตลอดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ทำแล้วนะ เพราะฉะนั้น อยากทำอะไรก็ทำเลย อย่าไปรอ

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

Bangkokboy คือ aka ของ อิลฮงมิน (IL Hong Min) ชายชาวเกาหลีวัย 29 ปี ผู้ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย จนใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘เกาหลีปลอม’ 

หนุ่มแววตาอ่อนโยนตรงหน้า เป็นชาวต่างชาติที่ฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่ว มีอาชีพในฝันคือการเป็นแรปเปอร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างไร้สังกัด และค่อยๆ สร้างฐานความนิยมจากคลิปไลฟ์ให้แฟนๆ สอนภาษาไทยในคอนเซ็ปต์ Boyfriend ซึ่งหลังจบการไลฟ์ ยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมของเขาจะเพิ่มขึ้นคราวละหลักพัน และทะยานสู่หลักแสนได้ภายใน 3 เดือน 

กว่าจะมาเป็น ‘เด็กกรุงเทพฯ’ ที่สดใสและรับส่งมุกได้ตลอดการสนทนา เด็กชายอิลฮงมินเคยมีวันที่ต้องเผชิญกับปัญหาทางจิตใจ หนักหนาถึงขั้นเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อแลนดิ้งสู่ประเทศไทย ที่แห่งนี้ค่อยๆ ปะติดปะต่อชีวิตของเขาขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นชายหนุ่มที่มีความฝันและเป้าหมายในชีวิตชัดเจน 

ในขณะที่ประชาชนชาวไทยแท้อย่างเราเฝ้าฝันถึงการย้ายถิ่นฐานถาวรไปอยู่ต่างแดน แต่พลเมืองชายชาวเกาหลีใต้คนนี้กลับวางแผนใช้ชีวิตต่อจากนี้จนถึงวัยเกษียณอยู่ไทย และกลับไปเยี่ยมประเทศบ้านเกิดบ้างเป็นครั้งคราว 

เขาคือชาวต่างชาติที่อยู่บ้านเรามานานจนรู้จักใช้และเข้าใจความหมายของคำว่า วรรณยุกต์ ฉิบหาย และพ่อมึงตาย อีกทั้ง ‘คนไทย’ คือคำตอบเมื่อเราถามว่าอะไรทำให้เขาหลงรักประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรแห่งนี้

และเขายังย้ำสถานะในปัจจุบันให้ฟังด้วยว่า “ผมเป็นคนเกาหลีที่ใกล้จะกลายเป็นคนไทยแล้วครับ”

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

เกาหลี – จีน – (เท็กซัส) – พัทยา

สำหรับเด็กชายอิลฮงมิน วัยเยาว์ของเขาไม่ใช่ช่วงวัยอันน่าอภิรมย์นัก เพราะพายุเศรษฐกิจลูกแล้วลูกเล่าแวะเวียนมาพัดพาให้เขาและครอบครัวต้องอพยพถิ่นฐานบ่อยครั้ง ในคราวที่กิจการพังครืนครั้งใหญ่ พ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตัดสินใจพาลูกชายคนโตวัย 12 ปีอย่างเขาไปอยู่ที่ประเทศจีน ส่วนแม่และน้องชายยังคงอยู่ที่เกาหลีต่อไป 

แม้การงานครั้งใหม่ของพ่อจะพอดำเนินไปได้ เด็กน้อยวัยกำลังโตได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่ แต่เขากลับบอกว่านั่นคือช่วงเวลาที่จิตใจดำดิ่งสุดๆ 

“ตอนอยู่ที่จีน ผมจำได้ว่าบ้านที่จีนใหญ่มาก มีสามห้อง แต่ผมอยู่คนเดียวเพราะพ่อยุ่งมาก กลับบ้านมาบ้างแต่ก็มาแค่แป๊บเดียว แล้วก็กลับไปทำงานต่อ ผมไม่มีคนคุยด้วย ไม่มีเพื่อน พูดภาษาจีนก็ไม่ได้ ตอนนั้นเลยเป็นช่วงที่ผมเครียดมาก จนเริ่มมีปัญหาทางจิตใจ”

โชคดีที่ผู้เป็นพ่อเห็นปัญหาจากการที่ครอบครัวต้องอยู่ไกลกัน ประกอบกับเห็นหนทางขยับขยายในสายงาน จึงวางแผนนัดพบครอบครัวอย่างพร้อมหน้า เพื่อมุ่งสู่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่เด็กชายกำลังเก็บกระเป๋าด้วยความลิงโลด พายุลูกเกือบสุดท้ายก็ได้พัดผ่านบ้านของเขาอีกครั้ง

 “สามวันก่อนได้ไปเท็กซัส ทางนั้นบอกพ่อว่าบริษัทที่จะไปทำงานหายไปแล้ว ตอนนั้นชีวิตพวกเราแย่มาก สงสารพ่อ พ่อเลยคิดว่าจะไปที่ไหนดี โชคดีมีเพื่อนชวนพ่อมาทำงานที่พัทยา ประเทศไทย พ่อ แม่ น้องชาย และผม ก็เลยได้มาเจอกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นี่”

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

How are you ? – พ่อมึงตาย 

อิลฮงมินในวัยมัธยมต้นใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เขาเข้าเรียนในโรงเรียนสองภาษาที่มีเพื่อนใหม่จากหลากหลายเชื้อชาติ เพราะต้องการสลัดสารความเศร้าที่ตกค้างมาจากคราวอยู่อย่างเหงาๆ ที่จีนไปให้สิ้นซาก เขาจึงพยายามทำความรู้จักและสนิทสนมกับเพื่อนใหม่อย่างสุดกำลัง ซึ่งวิธีการรับเข้าแก๊งนั้นก็ช่างแสบสัน และเป็นปัญหาที่คนยุค 90 อย่างเราๆ ต้องเคยเจอ

“วันหนึ่งมีเพื่อนถามว่า พ่อผมชื่ออะไร ผมคิดว่า อ๋อ คนไทยชอบถามชื่อพ่อแม่ด้วยเหรอ นั่นคือวิธีการที่ใช้เพื่อให้เราสนิทกันสินะ ผมก็เลยบอกชื่อพ่อเขาไป ตั้งแต่เขาก็เรียกแต่ชื่อพ่อผม ตอนแรกเลยยังไม่รู้ พอรู้ความจริงก็ตกใจ ว่าเขาล้อเลียนเรา แต่มาตอนนี้ชินแล้วล่ะ 

“อีกคราวหนึ่งคือโดนหลอกเรื่องคำทักทาย ช่วงแรกที่ยังพูดไทยไม่ได้ ผมอยากเรียนรู้คำไทยเยอะๆ ก็เลยถามจากเพื่อนคนไทยว่า ถ้าจะพูด How are you ? ต้องบอกว่ายังไง เขาบอกว่า ‘พ่อมึงตาย’ ผมก็โอเค แต้งกิ้วๆ แล้วผมก็เอาไปคุยกับอาจารย์ว่า พ่อมึงตายครับ… อาจารย์โมโหมาก เขาบอกว่าอย่าพูดคำนี้ มันไม่ดี”

เมื่อเห็นแววว่าเพื่อนชาวไทยอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการเรียนภาษา เด็กชายอิลฮงมินผู้มีพลังแรงกล้าจึงบอกต่อความต้องการไปยังแม่ให้หาครูสอนพิเศษ ซึ่งเขาตั้งใจจริงจังจนสื่อสารภาษาที่ซับซ้อนนี้ได้ภายใน 3 เดือน 

“ผมเรียนภาษาไทยโดยเริ่มจากฝึกการฟัง การพูด ฝึกเขียนพยัญชนะ สระ ผ่านไปประมาณสามเดือนก็พอจะรู้เรื่อง เรียกว่าเข้าใจภาษาไทยแล้วประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ฟังออก เขียนได้แล้ว แต่ยังพูดไม่ค่อยเก่ง

“ผมว่าภาษาไทยเขียนยากครับ ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาเกาหลีกับอังกฤษ คือถ้าฟังออก ยังไงก็เขียนออกมาได้ แต่ภาษาไทยต้องจำคำที่มีไม้เอก ไม้โท เรียกว่าวรรณยุกต์ใช่ไหมครับ ก็เลยยากกว่า และภาษาไทยต้องใช้การจำเยอะมากๆ อย่างเดือนทั้งสิบสองเดือน เดือนนี้เรียกอย่างนี้ มีคำลงท้ายเดือนอีก มกราต้องคม ยนไม่ได้ สับสนมากตอนแรก แต่ตอนนี้ ถ้าอารมณ์ดีก็จะจำได้ครับ” บางกอกบอยเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

ถ้าจะเป็นแรปเปอร์ ก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้วนะ

ในระหว่างตั้งใจตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทย ร่ำเรียนภาษาจนเข้ากับเพื่อนๆ ได้ อิลฮงมินก็ค่อยๆ เลื่อนสถานะจากเด็กชายสู่วัยรุ่น ดำเนินชีวิตไปตามวิถีวัยเรียนทั่วไป เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เริ่มเป็นเฟรชชี่ที่คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ แต่เมื่อได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าคณะข้างๆ อย่างนิเทศศาสตร์มีสาวๆ เยอะกว่า พี่ฮงจึงไม่รีรอ ติดต่อขอย้ายสาขาในที่สุด

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หนุ่มเกาหลีทิ้งใบปริญญา ทั้งที่อดทนเรียนมาได้เกือบครึ่งทาง เรื่องเกิดหลังจากเขากลับดินแดนโสมขาวเพื่อไปเข้ากรมรับใช้ชาติ พอมากลับไทยอีกที ระหว่างทำข้อสอบเลื่อนชั้น เขาตระหนักได้ว่า หากยังนั่งอยู่ในห้องสอบแบบนี้ต่อไป ชีวิตที่เหลืออยู่คงจะปกติเกินไป และเป็นไปตามขั้นบันไดความสำเร็จของคนส่วนใหญ่จนไม่มีความสุข

“สำหรับคนอื่นการเรียนอาจจะสำคัญนะ แต่สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีความสุขในตัวเอง หลังกลับเกาหลีเพื่อไปเกณฑ์ทหารตามกฎหมาย ผมเริ่มคิดได้ว่า ถ้าเรียนต่อไปจนจบ ชีวิตก็คงจะปกติมาก หางานทำ ได้เงินเดือน แต่ข้างในของผมเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพบางอย่างที่มากกว่านั้น ตอนปีสอง กำลังสอบอยู่ รู้สึกขึ้นมาว่ามันไม่ใช่แล้ว ก็เลยลุกขึ้นฉีกกระดาษข้อสอบแล้วเดินออกมา”

‘เดินออกมา’ ที่เขาว่าไม่เพียงแค่จากห้องสอบ จากคณะ แต่ยังเป็นการออกจากระบบการศึกษาที่นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น 

เราจึงถามเขาต่อว่าแล้วถ้าอยากมีความสุข คุณต้องมีชีวิตแบบไหน 

คำตอบคือมีชีวิตที่เป็น ‘แรปเปอร์’ 

“ผมเริ่มเขียนเพลงมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่จีน ตอนอยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงามากๆ ผมชอบฟังเพลง ดูการ์ตูน ดูซีรีส์ พอมีความคิดอะไรขึ้นมาแต่ไม่ได้คุยกับใคร ผมก็จะเขียนเป็นเนื้อเพลงเก็บเอาไว้ 

“ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้ผมโดนรถชน ไม่ใช่สิ ผมหลงรักวัฒนธรรมฮิปฮอปและอยากเป็นแรปเปอร์จริงจังคือ ตอน ม.3 ผมเห็นแรปเปอร์เกาหลีคนหนึ่งในทีวีชื่อ MC Sniper เขาไม่ค่อยดัง อายุเยอะแล้วด้วย แต่การแสดงของเขาเท่มาก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหลงรักการเป็นแรปเปอร์มาตั้งแต่นั้น” ฮงมินเปรียบเทียบความรู้สึกในวันนั้นเหมือนการ Clash กระแทกเข้าอย่างจัง

“พอรู้แล้วว่าการทำเพลง การเป็นศิลปิน จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆ หลังจากลาออกก็เลยกลับบ้าน เก็บกระเป๋า แล้วหนีไปเกาหลีเพื่อไปเรียนทำเพลง ที่ต้องหนีเพราะตอนนั้นไม่รู้เลยว่าถ้าอยากเป็นแรปเปอร์ต้องเริ่มต้นยังไง ไม่มีตังค์ พ่อแม่ก็ไม่ยอม ถึงขนาดบอกว่าถ้าจะเป็นแรปเปอร์ เราก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้วนะ ผมเลยบอกแม่ว่า โอเคแม่ ไม่เป็นไร ฮิปฮอปๆ แล้วก็เลือกไปเกาหลี” 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

รู้ได้ทันทีว่าโดนหลอกอีกแล้ว

การเดินออกมาครั้งที่สองของเขา คือการออกจากอ้อมอกครอบครัวอันเป็นที่รัก มุ่งหน้าสู่มาตุภูมิด้วยความเชื่อสุดหัวใจว่า ณ ดินแดนที่กระแสวัฒนธรรมหลั่งไหลไปทั่วโลก จะช่วยหล่อหลอมให้เขากลายเป็นศิลปินผู้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก 

แต่เหมือนฟ้ายังไม่ค่อยเป็นใจ เพราะชีวิตในเกาหลีของเขากลับมีวันที่ยากลำบากกว่าวันที่ดี อิลฮงมินต้องตื่นแต่เช้าตรู่ วิ่งรอกทำงานพาร์ตไทม์วันละ 4 จ๊อบเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย พร้อมกับนำไปสานฝันการเป็นแรปเปอร์ของตัวเอง 

เขาไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันสอนแรป ไม่มีครูส่วนตัว ไม่ได้เข้าชมรมหรือสังกัดค่ายใด ใช้วิธีฝึกฝนและพัฒนาฝีมือจากช่องทางต่างๆ ด้วยตนเอง รวมถึงลงโปรไฟล์ไว้ในเว็บไซต์ เข้าหาค่ายและโปรดิวเซอร์เพื่อขอร่วมงาน และอีกสารพัดวิธีที่ศิลปินหน้าใหม่ไร้สังกัดอย่างเขาต้องลงทุน ลงแรง ทำไปสุดกำลัง แต่ผลตอบรับที่ได้มา กลับเป็นความทรงจำแสนเลวร้ายที่จำได้ไม่ลืม

“ผมเคยได้แสดงในเกาหลีครับ แต่ผมโดนหลอกนะ โดนหลอกเยอะมาก ทั้งจากทีมโปรดิวเซอร์ ทีมโฆษณา ตอนอยู่เกาหลี ผมไม่ได้มีสังกัด ไม่มีคนมาชวนไปทำงานด้วย เลยใช้วิธีแชร์โปรไฟล์เอาไว้ ว่าแรปได้ พูดภาษาไทย พูดภาษาอังกฤษได้ กลายเป็นว่าคนพวกนั้นอยากใช้ความสามารถของผมในทางไม่ดี 

“มีคนหนึ่งเขาบอกว่าเขาเป็นศิลปิน อยากเปิดค่ายเพลง ผมก็คิดว่า โอเค ครั้งนี้เชื่อดีกว่า เขาจัดมีตติ้งแล้วบอกให้ผมไปหา กลายเป็นว่าสถานที่ที่นัดคือร้านนวดไทย เขาบอกว่าน้องฮง พี่อยากให้เธอเป็นล่ามก่อน เราได้เงินเยอะๆ เมื่อไหร่เดี๋ยวเปิดค่ายให้ ผมรู้ได้ทันทีเลยครับว่าโดนหลอกอีกแล้ว

“จนผมได้เจอเพื่อนคนหนึ่งที่โซล เขาถามผมว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม ทำไมไม่กลับเมืองไทย เราบอกเขาว่ายังอยากฝึกฝนอยู่ คิดว่ายังไม่พร้อม ถ้าพร้อมแล้วค่อยกลับไทยและทำเพลงต่อ แต่เขาบอกว่า เธอน่ะ ไม่มีอะไรให้ทำที่นี่หรอก ฝึกที่ไทยก็ได้ คอนเนกชันที่เกาหลีมันไม่ได้สำคัญอะไรกับเธอเลย ผมเห็นด้วยกับเขาก็เลยกลับมาเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้น”

และระหว่างที่อิลฮงมินเล่าเรื่องราวชีวิตในโหมดดราม่า ทันทีที่รู้ตัว เขาจะรีบเผยรอยยิ้มและบอกกับเราเสมอว่า “ตอนนี้ผมโอเคแล้วนะครับ” เป็นสัญญาณย้ำเตือนให้ผู้ฟังรับทราบว่า เขาผ่านช่วงวัยมืดหม่นมาได้แล้วด้วยความภาคภูมิ 

ก่อนจะบินตรงกลับประเทศไทย อิลฮงมินรีเช็กไปยังพ่อและแม่ผู้เปรียบเสมือนฟูกบุนุ่มอันแสนคุ้นเคย ว่าจะยอมให้ลูกชายที่เคยดื้อดึงจนถึงขั้นตัดขาดกันกลับบ้านหรือไม่ ผลปรากฏว่า อัปป้า ออมม่า เห็นด้วย ยอมให้ลูกชายคนโตกลับบ้าน อีกทั้งเสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้เขาได้เดินทางตามฝันเต็มที่!

ทีนี้ก็ทางสะดวก ถึงเวลาที่อิลฮงมินจะได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการ 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ 

“ผมใช้ aka ว่า ‘Bangkokboy’ ครับ ไม่ได้มีความหมายพิเศษ แค่ความเท่เฉยๆ (ยิ้ม) ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ใช่ไหม ก็ต้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ และจริงๆ ก็ชอบที่นี่ที่สุดในประเทศไทย เพราะว่าอยู่มานานที่สุด

“เพลงของผมเป็นภาษาเกาหลีกับอังกฤษครับ เคยฝึกเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยเหมือนกัน แต่พูดตรงๆ ว่ายากมาก อินเนอร์มันยังไม่ใช่ มันดูไม่ธรรมชาติ ทุกเพลงที่ผมทำคือเรื่องราวในชีวิตของผมเอง 

ผมอยากสื่อสารมันออกไปให้ชัดเจน เลยยังไม่เลือกใช้ภาษาไทย และคิดว่าทั้งโปรแกรมแปลภาษาหรือว่าซับไตเติ้ล ก็น่าจะช่วยให้คนฟังเข้าใจได้ครับ”

นอกจากขยันเขียนเพลง อัดเดโม่ ทำบีท และอัปโหลดไว้ในแพลตฟอร์มทั้ง SoundCloud และ YouTube แล้ว เขายังเคยโดดไปร่วมแข่งขัน Show Me The Money Thailand ซีซั่น 2 รายการเฟ้นหาแรปเปอร์หน้าใหม่ที่มีต้นฉบับมาจากประเทศเกาหลี 

“เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) ผมไปแข่งรายการนี้เพราะว่าไม่มีตังค์ครับ (หัวเราะ) หิวมาก กินข้าวเซเว่น กินหมูปิ้ง เราไม่อยากรบกวนพ่อแม่และคิดว่าผมก็ทำเพลงได้ อยากลองแข่งกับคนอื่นๆ ด้วย ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด ยังไงก็สู้ได้ ผมเข้าไปถึงรอบที่สามซึ่งเป็นรอบแบทเทิล ผมเลยได้รู้ข้อจำกัดว่ายังพูดไทยไม่ค่อยชัด เขาให้เขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยส่งไปก็ยังทำไม่ได้ เลยต้องยอมกลับบ้าน” แรปเปอร์ยกธงแพ้ราบคาบ แต่ใช่ว่าเขาจะถอดใจเสียเมื่อไหร่

“รายการนี้โด่งดังมากๆ ที่เกาหลีครับ การแข่งขันสูงและสนุกมาก มีต่อเนื่องมาสิบซีซั่นแล้ว ดังขนาดว่าประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์มาทำเอง ผมเคยคิดอยากกลับไปแข่งรายการออริจินัลเหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 เลยกลัวว่าถ้าไปแข่งแล้วอาจจะยังกลับมาที่ไทยไม่ได้”

การปรากฏตัวในครั้งนั้นในนาม Bangkokboy ถือเป็นบันไดก้าวสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และถึงแม้จะต้องกลับบ้านมือเปล่า แต่สิ่งล้ำค่าที่แอบติดมาจากคราวนั้น คือการรู้จักตั้งเป้าหมายระยะสั้น และค่อยๆ ทำทุกทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ 

BangkokBoy แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมา 17 ปี และอยากยังอยู่ต่อไปจนถึงวัยเกษียณ

Bangkok Boyfriend

จากที่ได้ปรากฏตัวในรายการแข่งขันเพียงไม่กี่ตอน ดูเหมือนว่าหลังจากนั้น Bangkokboy จะกลายเป็นขาประจำที่ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ บ่อยครั้งขึ้นจนหลายคนเริ่มจำหน้าได้ เขาได้ไปออกรายการวาไรตี้ รับบทนักแสดงรับเชิญชาวเกาหลี ที่สำคัญ เขาหันมาเอาดีด้านการทำคอนเทนต์ไลฟ์ผ่านทางอินสตาแกรมอีกทาง

แต่ก่อนจะกลายเป็นครีเอเตอร์ที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ขนาดนี้ เขาทดลองจากการบรรลุเป้าหมายง่ายๆ อย่างการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักจาก 84 ให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน 

พอเป้าหมายแรกได้รับการขีดฆ่าว่าทำสำเร็จโดยง่าย เป้าหมายใหญ่อันต่อไปอย่างการมีผู้ติดตามอินสตาแกรมถึง 1 แสนภายในสิ้นปีนี้จึงเริ่มต้นขึ้น 

กลยุทธ์ทำคอนเทนต์ของเขาก็คือ วางไว้ว่าตัวเองคือ ‘Boyfriend’

“คอนเซ็ปต์คือ ผมเป็นแฟนคุณ เรามาคุยกันนะวันนี้ ไม่มีสตอรี่เลยครับ แค่เปิดกล้อง สวัสดีครับแล้วก็จะมีแฟนๆ เข้ามา ผมถามเขาว่าวันนี้ทำอะไรดี สอนภาษาไทยให้หน่อยครับ แล้วเราก็คุยเล่นกับเขาไป ผมได้เรียนภาษาไทย ได้เรียนมุกตลกจากพวกเขาด้วย ส่วนการเตรียมตัว ก็ไม่ได้เซ็ตฉากหรือเตรียมไฟอะไรเลย แค่แค่ดื่มน้ำให้มากๆ ก็พอครับ

“นอกจากพูดคุยกันในอินสตาแกรม ผมเปิดช่องใน TikTok ด้วย และคิดว่านี่คือช่องทางสำคัญที่ทำให้มีแฟนๆ เพิ่มมากขึ้น เวลาไลฟ์หนึ่งชั่วโมง จะมีผู้ติดตามผมเพิ่มขึ้นประมาณสองพันคน ผมก็เลยไลฟ์ทุกวันสม่ำเสมอ ตั้งเวลาปลุกไว้เลย แล้วผู้ติดตามก็เพิ่มขึ้นมาจนถึงแสนภายในสามเดือนครับ” เขายิ้ม

นอกจากยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมและ TikTok ที่บรรลุความตั้งใจอิลฮงมินได้ภายในเวลาไม่นาน ความตั้งใจแท้จริงที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องตัวเลข คือเขาอยากใช้พื้นที่นี้ปลอบโยนผู้คนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลายากลำบากของชีวิต แบบที่เขาก็เคยประสบ และเขายังแบ่งรายได้จากการเป็นครีเอเตอร์ไปบริจาคให้ผู้ยากไร้อีกด้วย 

“เวลาผมไลฟ์ ผมอยากให้คนที่กำลังเครียดหรือรู้สึกไม่ดีเข้ามาดู ให้เขายิ้มได้ ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากตรงนั้นให้ได้ แล้วผมก็อยากเป็นคนดีครับ 

“ถ้าไลฟ์หนึ่งชั่วโมง จะได้เงินสามพันกว่าบาท ตอนแรกคิดว่า งั้นไม่ต้องทำงานดีกว่า วันละสามพัน อาทิตย์หนึ่งสองหมื่นกว่า แต่พอจะเอาเงินนั้นไปใช้จริงๆ เอาไปจ่ายค่าไฟฟ้า ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจ ผมเลยแบ่งรายได้ส่วนนั้นไปบริจาคให้เด็กๆ ในประเทศไทยที่เขาขาดแคลน”

ส่วนแผนการในอนาคต เขาบอกว่าเร็วๆ นี้จะมีแชนแนลใน YouTube และเพิ่มคอนเทนต์ให้หลากหลายขึ้น อย่างการทำ Vlog หรือพาไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญ อิลฮงมินยังอยากเอาดีด้านการเป็นตลก!

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

5 นาทีก็เอาครับ

ณ วันที่คุยกัน อิลฮงมินบอกกับเราว่าเขาทำเป้าหมายในปีนี้ลุล่วงไปแล้วทั้งหมด ทั้งเรื่องลดน้ำหนัก เพิ่มยอดผู้ติดตาม ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง รวมถึงกำลังจะมีผลงานเพลงร่วมงานกับศิลปินคนโปรดอย่าง โต้ง Twopee Southside ซึ่งเป็นเพลงที่เขาแต่งเองและส่งไปให้ศิลปินรุ่นพี่ดู เมื่อโต้งเห็นว่าน่าสนใจ จึงตอบตกลงและชวนมาร่วมงานกัน 

แรปเปอร์รุ่นน้องเผยว่า โต้งคือไอดอลที่เคยได้พบปะกันเมื่อคราวที่เขาไปแสดงตามคลับ ซึ่งการแสดงที่ว่า บางครั้งเขามีเวลาได้ขึ้นโชว์เพียง 5 นาที หรือแค่เพลงเดียวเท่านั้น 

5 นาที-เราเน้นย้ำประโยคบอกเล่าที่มีเจตนาถามไปยังชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรอยยิ้มภายใต้หน้ากากอนามัยสีดำ 

“ห้านาทีก็เอาครับ ผมขึ้นไปโชว์เพราะรู้ตัวว่าผมกับวงยังไม่ค่อยดัง แต่ก็เป็นห้านาทีที่สนุกมาก เต็มที่มาก คนหน้าเวทีชอบมากๆ คราวหน้าถ้าได้โชว์นานกว่านั้น จะชวนทุกคนไปด้วยนะครับ”

จากศิลปินไร้สังกัด ทำเพลงเองตั้งแต่ต้นจนจบจนมีอัลบั้ม เข้าร่วมกับ Du7 กลุ่มแรปเปอร์ใต้ดินในเกาหลีที่น่าจับตา กำลังจะมีผลงานกับแรปเปอร์ตัวท็อปของเมืองไทย แถมยังกระโดดข้ามสายไปโด่งดังในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นชีวิตวัยใกล้ 30 ที่แสนลงตัวแล้ว คุณมีอะไรที่ยังกังวลอีกมั้ย-เราต่อบทสนทนา

“ผมยังรู้สึกกลัวอยู่ทุกวันครับ กลัวพรุ่งนี้อาจจะไม่มีตังค์ ปีหน้าอาจจะไม่มีอนาคต ทุกวันนี้เหมือนอยู่ในป่า ถ้านอนหลับไป เสือจะมากินหรือเปล่า ผมต้องหนีไปหรือต้องสู้ นี่คือชีวิตในทุกวันนี้ มันต้องดิ้นรนและกดดันนะครับ”

เป้าหมาย ความสำเร็จ อนาคต เขาคนนี้คงเป็นมนุษย์จอมวางแผนแน่ๆ 

“ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตแบบช่างแม่ง Life เป็นคนขี้เกียจและดื้อมากครับ แต่พอมาปีนี้ ผมเริ่มตั้งเป้าหมายแล้วตั้งใจทำมันจนสำเร็จ ความเครียดต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปมาก ผมว่าเหมือนพระเจ้าช่วย โอเค ชีวิตนี้ถึงเวลาแล้ว ต่อไปผมจะเชื่อในตัวเอง แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น (ยิ้ม)

“อีกสองถึงสามปี ผู้ติดตามไอจีของผมจะต้องถึงล้าน ผมได้ออกรายการทีวี และน่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์นะครับ (หัวเราะ)

“อายุสี่สิบ ผมต้องมีฐานะมั่นคง แล้วก็ได้บริจาคช่วยเหลือคนอื่น มีบ้าน มีแฟน มีครอบครัว

“อายุห้าสิบ ผมจะมีลูกแล้วครับ ลูกอยู่ที่ไทยเหมือนเดิม ไปโรงเรียน มีเมียคนเดิมกับตอนสี่สิบ ไม่มีกิ๊กนะครับ และเป็นลูกที่ดีสำหรับพ่อแม่ 

“ตอนอายุหกสิบ ขอให้ยังได้อยู่บนโลกใบนี้ สร้างบ้านหลังใหม่ในจังหวัดอื่นของประเทศไทย อยู่กับเมียและลูกหมาตัวใหญ่ ได้ลงทุนมีบริษัทของตัวเอง”

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

ผมชอบคนไทย 

หลังจากถกเถียงเรื่องเป้าหมายในอนาคตกันอย่างออกรส สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือหลังจากนี้ ประเทศไทยได้กลายเป็นฉากหลังในทุกช่วงชีวิตของ BangkokBoy ไปแล้ว 

“ผมอยู่ประเทศไทยมานาน จนคิดว่าไม่มีเรื่องไหนที่ยากเกินไปแล้วครับ สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับเมืองไทย คือคนไทยครับ ผมชอบมิตรภาพ ความเป็นมิตร และความสบายๆ ของคนไทย เวลาไปเที่ยวกับคนไทยสนุกมาก ถ้าไปกับคนเกาหลีเขาจะมีตารางเวลาชัดเจน หนึ่ง สอง สาม แต่ของคนไทยชิลล์มาก วันนี้นอนดีกว่า วันนี้ขี่มอ’ไซค์ดีกว่า แต่ขี้เกียจ งั้นนอนดีกว่า”อิลฮงมินหัวเราะ ก่อนพูดต่อ

“ส่วนที่เกาหลี อยากซื้อบ้านเอาไว้ครับ เผื่อว่าครอบครัวจะได้ไปเที่ยว แต่ตั้งใจอยากใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยต่อไป มีครอบครัวและอยู่ที่นี่นี่แหละ” 

และเมื่อถึงคำถามสุดท้ายว่า สถานะตอนนี้ของคุณคืออะไร เขาตอบกลับรวดเร็วราวกับคิดมาจากบ้านแล้วว่า

“ผมเป็นคนเกาหลีที่ใกล้จะกลายเป็นคนไทยแล้วครับ”

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

10 TMI about Bangkokboy

1. ความหมายของชื่อ

อิลฮง (IL Hong) แปลว่า ความใจกว้าง ยิ้มเยอะๆ เป็นคนที่ช่วยคนอื่นอยู่ตลอดครับ 

2. รอยสักรอยแรก

สักครั้งแรกตอนอายุยี่สิบ เริ่มที่ข้อมือข้างขวา เป็นชื่อของรักครั้งแรกครับ ทีนี้พอเลิกกัน ฉิบหายแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยต้องสักงูทับชื่อเขา เพราะว่าตอนนั้นผมทำไม่ดีกับเขา อยากให้งูตัวนี้ช่วยปิดบังความผิดไว้

ส่วนรอยสักที่แขนซ้าย ด้านในรากไม้มีดอกไม้อยู่ครับ ภาษาเกาหลีอ่านว่า อิลฮง เหมือนชื่อของผม ดอกไม้นี้มีความหมายว่า Forever Love ถ้าผมได้มีรักครั้งใหม่ อยากจะปกป้องเขา เหมือนที่รากไม้ปกป้องดอกไม้เอาไว้ 

อิลฮงมิน แรปเปอร์เกาหลีที่อยู่เมืองไทยมากว่าครึ่งชีวิต และทำไลฟ์ชวนคนไทยสอนภาษาจนมีผู้ติดตามหลักแสนใน 3 เดือน

3. เป็นคนตลกใช่ไหม 

(คิดนานมาก) คิดว่าผมก็ตลกนะครับ แต่ว่าจริงๆ มีความอินโทรเวิร์ตอยู่นิดๆ แล้วทุกคนคิดว่าผมตลกไหมครับ ชอบแบบไหนมากกว่ากัน 

4. แรปเปอร์คนโปรด

ถ้าของไทยชอบพี่โต้ง Twopee Southside, FIIXD, BEN BIZZY ส่วนของเกาหลีชอบ Loopy กับ Jay Park ครับ (เต้นท่าฮิตจากเพลง Again & Again) 

5. เต้นเก่งไหม

ผมเป็นคนเกาหลีที่ไม่มีดีเอ็นเอเรื่องเต้นเลย เต้นได้แค่ ปูหนีบอีปิ แฟนๆ สอนมาครับ

6.  ชอบหนังสือ ภาพยนตร์ หรือว่าซีรีส์ มากกว่ากัน 

ผมชอบอ่านหนังสือครับ จะอ่านอาทิตย์ละหนึ่งเล่ม เล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบคือ 12 Rules for Life คนเขียนคือ Jordan Peterson เขาเป็นนักจิตวิทยา สอนให้เรามองหาสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ผมอ่านหนังสือได้เกือบทุกแนว ยกเว้นโรแมนติกครับ 

7. มีเพลงเปลี่ยนชีวิตไหม

ไม่มีครับ (หัวเราะ) แต่มีเพลงที่ผมชอบที่สุด ชื่อว่า Laundry เพราะว่าผมได้แรงบันดาลใจแรงมากที่สุดในชีวิต แล้วก็ออกมาเป็นเพลงนี้ มันเศร้ามาก ทำดีมาก ทำเสร็จภายในห้านาที 

8. ถ้าชวนแฟนๆ ไปเที่ยวเกาหลี

จะชวนไปที่เกาะเชจูครับ ที่นั่นเงียบดี จะชวนทุกคนไปเล่น 무궁화 꽃이 피었습니다 (มูกุงฮวา โกชี พีอ๊อดซึมมีดา หรือเกม AEIOU หยุด จากซีรีส์ Squid Game

9. แล้วถ้าจะชวนเพื่อนเกาหลีมาเที่ยวที่ไหน

จะชวนไปเกาะช้างครับ เพราะผมชอบทะเล อีกที่คือพาไปเชียงใหม่ คนเกาหลีชอบเชียงใหม่ เขาบอกว่ากรุงเทพฯ ไม่เหมือนเมืองไทย แต่เชียงใหม่คือเมืองไทย 

10. มีชื่อภาษาไทยหรือยัง

ชื่อสมชายดีไหมครับ แปลว่าอะไรนะ (ถามกลับ) อ๋อ 상남자 (ซังนัมจา) แปลว่าผู้ชายแมนๆ แบบนี้เหรอครับ (ทำท่าเบ่งกล้าม) ดีครับ ชอบๆ 

สวัสดีครับ ผมชื่อสมชายนะครับ

ขอบคุณสถานที่ Pacamara Coffee Roasters x Specialty Coffee Lab

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load