25 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

ถ้าให้นึกถึงคติประจำใจที่ได้จากการ์ตูน หลายคนคงนึกไม่ค่อยออก อาจคิดไปถึงสุภาษิตสอนหญิงหรือคติสอนใจท้ายเรื่องจากนิทานอีสปมากกว่า เพราะใครๆ ก็ดูการ์ตูนเพื่อความบันเทิง ไม่ได้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ 

แต่หญิงสาววัย 25 ที่เรามาพบในวันนี้ต่างออกไป เธอไม่ได้เพียงประยุกต์ใช้ความเป็นการ์ตูนในการดำเนินชีวิต แต่เธอดำเนินชีวิตด้วยคติอย่างการ์ตูนอนิเมะ

ถ้าจะให้พูด ปัจจุบันเธอคือนักร้องเพลงอนิเมะ (อนิซอง) คนไทยเพียงคนเดียวในค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Lantis ค่ายผลิตเพลงอนิเมะระดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น 

ย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว เธอเป็นเจ้าของช่องยูทูบที่ร้องอนิซองหรือเพลงอนิเมะจนได้รับรางวัล YouTube Silver Creator Awards ในระยะเวลาไม่นาน มีแฟนคลับติดตามในสายอนิเมะสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีแฟนคลับทั้งในประเทศอย่างไทย ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ประเทศต้นทางวัฒนธรรมอนิเมะอย่างญี่ปุ่น จนข้ามไปแถบยุโรปอีกหลายคน

ก่อนหน้านั้น หญิงสาวด้านหน้าเราคือนักศึกษาที่จบด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีความฝันอยากสร้างเกมที่ได้แรงบันดาลใจจากอนิเมะ เป็นนักเรียนที่หนึ่งในความฝันนั้นคือนักพากย์การ์ตูนอนิเมะ และเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ตื่นเช้ามารอดูอนิเมะทุกวัน 

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

ทั้งหมดนี้คือเส้นทางชีวิตของ MindaRyn (มายดาริน) หรือ มายด์-ณัชชา พงศ์สุปาณี ผู้ถือคติว่า “พระเอกเรื่องนั้นยังผ่านมาได้เลย ทำไมเราไม่ผ่านไปได้เหมือนเรื่องนั้นบ้าง” 

ใช่ เธอใช้ชีวิตอย่างอนิเมะ

หากพิจารณาเพียงระยะเวลาที่เธอได้ก้าวเข้าใกล้ความฝัน หลายคนอาจมองว่าชีวิตเธอโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องลึกเบื้องล่างนั้น คือถนนลูกรังที่คอยขัดขวางไม่ให้เด็กหญิงมายด์กลายเป็นมายดารินได้ง่ายๆ 

แล้วถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่แฝงความขรุขระเบื้องล่างของเธอเป็นยังไง ในวันที่เธอท้อถอย นอกจากอนิเมะแล้ว ใครหรืออะไรทำให้เธอก้าวต่อ 

บทสนทนาด้านล่างคือบทสนทนาถึงบทเพลงชีวิตทั้งหมด 4 บทเพลง ระหว่างเราผู้ไม่ใช่แฟนคลับของการ์ตูนสายใดกับมายด์ผู้เป็นโอตาคุขนานแท้ และเป็นบทสนทนาที่ทำให้เราทึ่งกับความเป็นอนิเมะในหัวใจของเธอจนอดดีใจและเป็นกำลังใจให้เธอไม่ไหว 

อ้อ หากเปิดเพลงแรกที่มายด์ได้เดบิวต์ขณะอ่าน คุณจะอินกับชีวิตของเธอมากทีเดียว

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 1

“การ์ตูนก็เหมือนเพื่อนเรา” 

วัยเด็กของมายด์เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะแทบไม่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวในหมู่บ้าน เมื่อไปโรงเรียนที่ดูน่าจะได้แลกเปลี่ยนความชอบอนิเมะกับเพื่อนบ้างก็ต้องพับเก็บความคิดนั้นไป เพราะสมัยนั้นเป็นยุคสมัยแห่ง K-pop การ์ตูนอนิเมะยามเช้าจึงเป็นเพื่อน (เกือบ) คนเดียวที่เธอมี 

เด็กหญิงมายดารินที่ตื่นมาดูการ์ตูนตอนเช้าคนนั้นอายุกี่ขวบ

โห น่าจะประมาณห้าหกขวบ ตอนนั้นดูทั้งดรีมเวิร์ก ดิสนีย์ และอนิเมะ แต่กลิ่นอายที่ได้จากการ์ตูนแต่ละค่ายไม่เหมือนกัน ถ้าดิสนีย์จะเป็นการ์ตูนแนวน่ารักสดใส แต่อนิเมะญี่ปุ่นจะมีเนื้อเรื่องหลากหลาย ทั้งแนว ดราม่า ดาร์กๆ และรักหวานแหวว 

แล้วคุณเข้าสู่วงการอนิเมะได้ยังไง

เริ่มต้นน่าจะมาจากคุณพ่อเพราะคุณพ่อชอบวง X Japan แต่พี่ชายเป็นคนเอาการ์ตูนอนิเมะมาให้เราดู เอาเกมมาให้เล่น เรียกได้ว่าอ่านการ์ตูนมาด้วยกันจนการ์ตูนกลายเป็นเพื่อนเราไป

แล้วเพื่อนที่โรงเรียนล่ะ

ตั้งแต่เด็กๆ เราไม่ค่อยมีเพื่อนในหมู่บ้าน เพราะเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันไม่ค่อยมี เราจึงดูการ์ตูนมากกว่า พอไปเรียนก็มีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพราะเราเป็นคนขี้อายมาก แล้วตอนนั้นเป็นยุค K-pop เราที่ดูการ์ตูนและฟังแต่เพลงอนิเมะก็จะคุยกับเพื่อนไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยไม่ได้แลกเปลี่ยนความชอบอนิเมะกับเพื่อนเท่าไหร่ 

ความไม่เข้าพวกตรงนี้ทำให้คุณเคยลังเลกับสิ่งที่ชอบบ้างไหม

เป็นความรู้สึกว่าทำไมคนอื่นไม่เข้าใจว่าเราชอบมากกว่า แต่ถามว่าเราอยากเลิกชอบไหม ก็ไม่ ถ้าเลิกชอบก็ไม่รู้ว่าจะไปชอบอะไร เพราะเราไม่ได้ชอบสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี

แล้วอนิเมะพาชีวิตคุณไปถึงจุดไหนบ้าง

ตอนมัธยมต้นเราไปซื้อหนังสือสอนภาษาญี่ปุ่น มินนะ โนะ นิฮงโกะ มาเรียนด้วยตนเอง ที่บ้านก็มีชั้นหนังสือตู้ใหญ่ไว้เก็บการ์ตูนและฟิกเกอร์ เรียกว่าเป็นโอตาคุคนหนึ่งเลย แล้วเราก็อยากเป็นนักพากย์เสียง แต่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องคิดว่าจะเรียนอะไร ด้วยความที่ชอบดูอนิเมะและเล่นเกมเราเลยเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์​ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ เพื่อได้เรียนเขียนโค้ดและได้ทำเกม 

อนิเมะมีอิทธิพลเยอะประมาณหนึ่งเลยนะ เราอยู่ตรงนี้แล้วสบายใจ เลยรู้สึกว่าถ้าต้องเลือกอะไรที่ดูสำคัญกับชีวิต แทนที่จะไปเลือกอะไรไม่รู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะชอบไหม ก็จะเลือกในสิ่งที่ชอบและเป็นอาชีพได้ด้วย 

สบายใจยังไงบ้าง

นิสัยต่างๆ ของเราทุกวันนี้ก็น่าจะมาจากการดูอนิเมะ สิ่งที่เหมือนกันมากๆ คือเรื่องความพยายาม การโฟกัสบางสิ่งบางอย่าง และความไม่ยอมแพ้ ตอนเด็กๆ มีบ้างเหมือนกันที่เวลารู้สึกท้อ จะคิดว่า เฮ้ย พระเอกเรื่องนั้นยังผ่านมาได้เลย ทำไมเราไม่ผ่านไปได้บ้างล่ะ 

อย่างพอเริ่มทำช่องยูทูบ เราก็ฝันเล็กๆ ว่าถ้ามีโอกาสได้ไปร้องเพลงอนิเมะจริงๆ เราคงรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากๆ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นจริงไหม แต่ก็อยากให้การทำสิ่งนี้ในแต่ละวันเป็นเรื่องสนุก พอมีคนติดตามและคอมเมนต์ยิ่งได้รับแพสชันจนอยากทำต่อ

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น
MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 2

“เราเพิ่งรู้ตัวว่าร้องเพลงได้หลังฟังเพลงอนิเมะ”

หากเรามีแม่เป็นคนชอบร้องเพลง ความชอบร้องเพลงของเราคงได้รับช่วงต่อมาจากแม่ 

น่าแปลก ที่สำหรับมายด์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความชอบร้องเพลงของเธอมาจากการฟังเพลงอนิเมะทุกวัน จนเริ่มอยากเป็นนักร้องเพลงอนิเมะ และมีโอกาสได้เปิดช่องยูทูบเป็นของตนเอง เพียงเพราะอยากแชร์เพลงที่ชอบและสิ่งที่รักลงไปในโลกอินเทอร์เน็ต 

คอมเมนต์แรกๆ มีทั้งแซว ชม ว่า และถูกตั้งคำถามจากคนรอบตัว เช่นเดียวกับตอนเด็กๆ ที่ความชอบการ์ตูนอนิเมะของเธอก็ถูกใส่เครื่องหมายคำถาม 

แต่ก็เช่นเดียวกันกับตอนนั้น เธอไม่สนใจคำพูดเชิงลบที่บั่นทอน แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อเพราะกำลังใจจากเพื่อนใหม่ที่เข้ามา 

สงสัยจริงๆ ว่านอกจากเพลงอนิเมะ คุณฟังเพลงอื่นบ้างไหม

ตอนเด็กๆ เราไม่ฟังเพลงเลย แต่พอโตมาก็เริ่มฟังเพลงไทย เพลงสากล เหมือนคนทั่วไป

ให้ทาย ความชอบร้องเพลงน่าจะมาจากอนิเมะด้วย

ใช่ พอได้ดูอนิเมะก็จะซึมซับเพลงและร้องตามบ้าง แรกๆ ก็ไม่ค่อยเพราะแต่พอฟังไปเรื่อยๆ ร้องไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้น

จริงๆ คุณแม่ร้องเพลงเหมือนกัน เขาชอบร้องเพลงสากล เพลงไทย ชนิดที่เดินสายประกวด แม่ก็ดีใจนะที่เราร้องเพลงได้เหมือนเขาสมัยสาวๆ แต่ก็มีถามบ้างว่า “ไม่ร้องเพลงไทยเหรอลูก ไม่ร้องเพลงฝรั่งเหรอลูก” แต่เราชอบและไม่อยากทำเหมือนคนอื่นก็เลยไม่คิดจะทำ

การร้องเพลงอนิเมะต่างจากการร้องเพลงทั่วไปยังไง

ถ้าเป็นเพลงรักทั่วไปอาจจะมีผู้หญิงคนหนึ่งอกหัก โดนแฟนทิ้ง แล้วก็เล่าว่าเธออกหักยังไง รู้สึกยังไง และเรื่องราวก็จะจบอยู่ในเพลงเพลงนั้น แต่พอเป็นเพลงอนิเมะหรืออนิซอง มันจะทำให้เรานึกถึงเนื้อเรื่องของอนิเมะด้วย สมมติเราร้องเพลง Gurenge จากการ์ตูนเรื่อง Kimetsu no Yaiba เราก็จะนึกถึงเรื่องราวของอนิเมะ นึกว่าตัวละครตัวนี้เจออะไรบ้าง เราว่านี่คือเสน่ห์ของอนิซอง

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

มันมากกว่าการร้องเพลง

ใช่ เหมือนมันมีพลัง เราจะนึกถึงตอนที่ดูการ์ตูนว่าเรารู้สึกอะไร ตัวละครคิดยังไง 

แล้วจากร้องเล่นๆ ตามการ์ตูนหน้าทีวีกลายเป็นร้องจริงจังใน YouTube ได้ยังไง

น่าจะเป็นช่วงที่เริ่มทำช่องได้สักหนึ่งถึงสองปี ตอนแรกทำช่องขึ้นมาเพราะอยากแชร์สิ่งที่ชอบในอินเทอร์เน็ตเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะต้องอัปตลอด แต่พอเริ่มมีคนเข้ามาติดตาม เริ่มมาคอมเมนต์ว่า ชอบอนิเมะเรื่องนี้เหมือนกัน ร้องได้ดีเลยนะ คนไทยเหรอ ไม่คิดว่าเป็นคนไทยเลยเพราะร้องเพลงญี่ปุ่นสำเนียงชัด 

บวกกับเริ่มได้ไปโชว์ที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย เราเหมือนได้รู้จักคนเยอะขึ้น เพราะอย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนเราไม่มีเพื่อนที่คุยเรื่องนี้ได้ จากที่คิดว่าไม่มีคนชอบอะไรเหมือนเราเลย กลายเป็นว่าจริงๆ แล้วมีอยู่เยอะแยะเลยนะ แค่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง เราเลยอยากทำช่องต่อไปจนเริ่มจ้างทีมงานและคนทำดนตรี 

แล้วมีคอมเมนต์ไม่ดีบ้างไหม

เยอะแยะเลย แต่เรารู้สึกว่ามันมาคู่กันอยู่แล้ว ถ้ามีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ เราจะรับฟังคอมเมนต์แนะนำให้ปรับปรุง แต่ถ้ามาด่าไม่มีเหตุผล หรือ Sexual Harassment เราจะไม่ตอบโต้ ไม่ยุ่งและจะเลือกไม่สนใจเพราะรู้สึกว่ามีคนที่ซัพพอร์ตเราอยู่ บางครั้งก็กดเลิฟคอมเมนต์ (หัวเราะ) ให้รับรู้ว่าอ่านนะแต่ไม่สนใจ เขาก็จะตอบว่า “อ้าว น้องมายด์กดเลิฟด้วย ขอโทษนะครับที่พูดแรงไป” 

บางทีก็รู้สึกแย่บ้างแต่พยายามไม่คิดอะไร เราเป็นคนเศร้าไม่ค่อยนานอยู่แล้วด้วย ดูการ์ตูนหรือนอนตื่นหนึ่งก็ไม่คิดมากแล้ว ยกเว้นถ้าดาวน์ก็จะดาวน์เลย อย่างถ้าขึ้นโชว์แล้วรู้สึกว่าครั้งนี้ทำได้ไม่ค่อยดี ก็จะเสียใจว่าทำไมทำอย่างนั้นออกไป แต่พอร้องไห้เสร็จก็คิดว่ารอบหน้าจะทำให้ดีขึ้น 

นอกจากคอมเมนต์ มีอะไรอีกบ้างที่ทำให้คุณอยากทำช่องต่อ

  รางวัลจาก YouTube ก็มีส่วนเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะมีคนสนใจจนมียอด Subscriber ถึงแสนแล้วกลายเป็นยูทูเบอร์สายอนิซองช่องแรกในไทยที่ได้รางวัลเหรียญเงิน เลยอยากทำต่อไปเรื่อยๆ ให้ได้เหรียญทอง บวกกับช่วงนั้นเริ่มจ้างทีมงานมาแล้ว ทุกคนก็คิดว่ามันน่าจะไปได้นะ

แต่กว่าจะเดินทางถึงแสนซับ เคยคิดอยากเลิกทำบ้างไหม 

เราไม่เคยลังเลเพราะคำพูดด้านลบของคนอื่น ทั้งจากในอินเทอร์เน็ตและคนรอบตัว เพราะเจอมานานจนชินและเข้าใจว่าอนิเมะในไทยไม่แมส อย่างญาติพี่น้องบางคนก็ไม่เข้าใจว่าการร้องเพลงอนิเมะมีประโยชน์ยังไง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ดูไร้สาระเพราะเป็นการ์ตูน ทั้งๆ ที่มันมีข้อคิด อีกอย่างที่บ้านก็ไม่ได้ว่าเราด้วยแค่เป็นห่วงเรื่องการเรียน

ความรู้สึกที่ทำให้ลังเลจึงเป็นเรื่องอนาคตของเรามากกว่าว่าจะทำไปถึงไหน เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องอ่านหนังสือสอบ มานั่งคิดว่างานหลักควรเป็นช่องหรือเรียนหนังสือ เพราะพอเริ่มไม่ลงคลิปสักสองถึงสามสัปดาห์ ก็เริ่มมีคนทักว่าไม่ลงคลิปเหรอ รอเพลงใหม่อยู่นะ เหมือนจะเลิกทำอยู่แล้วแต่ยังมีคนรอ มีคนอยากฟังอยู่ ก็เลยทำต่อ

แล้วอนาคตที่ตัดสินใจในตอนนั้นเป็นยังไง

ตลาดอนิซองในไทยยังเล็กมากจนไม่ค่อยมีใครทำคอนเทนต์สายนี้ เราเลยอยากเป็นคนหนึ่งที่ได้เปิดโอกาสให้คนที่ชอบคล้ายๆ เรา หรือตามหาเพลงคัฟเวอร์อนิซองแบบเราได้มาดู แต่ถ้าฝันที่ไกลที่สุดในตอนนั้นก็คงอยากมีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบอนิเมะจริงๆ  

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น
MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 3

“เรายังหยุดไม่ได้ต้องทุ่มให้สุดตัวเพราะนี่คือโอกาสที่รอมาทั้งชีวิต”

หลังทำช่อง YouTube ได้ 2 ปีกว่าๆ Yoshimoto Entertainment Thailand ได้ชวนมายด์ไปเซ็นสัญญา เธอเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงจังมากขึ้น จนเมื่อเข้าปีที่ 3 ของการทำช่อง Lantis ค่ายผลิตเพลงอนิเมะอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นส่งอีเมลชวนไปเป็นศิลปินที่นั่น ความฝันของมายด์จึงเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ

ความรู้สึกแรกที่ Yoshimoto ทักมาเป็นยังไง

มันเหนือความคาดหมายมากๆ ถามว่าตอนทำช่องหวังผลไหม ก็หวังบ้าง เพราะอยากให้ทุกคนรู้จักเราในฐานะคนที่ชื่นชอบและร้องเพลงอนิเมะได้ดี แต่พอโอกาสต่างๆ เข้ามาเรารู้สึกโชคดีเหมือนกันที่ตอนนั้นไม่ได้ยอมแพ้แล้วหยุดไปก่อน 

จนเข้าช่วงปีที่สามของการทำช่อง ค่ายเพลง Lantis จากญี่ปุ่นก็ส่งอีเมลมาว่าอยากร้องเพลงอนิเมะไหม ตอนเห็นโลโก้ก็ตกใจมาก เพราะเป็นค่ายที่ค่อนข้างใหญ่ พี่วิม (วิม มโนพิโมกษ์ ประธานกรรมการบริษัท Yoshimoto Entertainment Thailand) จึงไปคุยให้และวางแผนกัน 

พอตกลงกันว่าได้เดบิวต์ตอนแรกเราไม่เชื่อ เพราะคนที่มาบอกข่าวคือคนญี่ปุ่น เราก็คิดว่า เอ๊ะ ภาษาญี่ปุ่นเราไม่ดีจนฟังผิดหรือเปล่า เลยให้เขาทวนอีกรอบก็ยังตีความได้เหมือนเดิม ว่าจะได้เดบิวต์ร้องเพลงประกอบอนิเมะเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นดีใจเหมือนฝันเพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่พอมันเกิดขึ้นเร็วก็มีความรู้สึกกดดันด้วยเหมือนกัน

เราเลยตั้งเป้าเอาไว้ว่า การไปครั้งนี้คือ หนึ่ง เพื่อให้ความฝันเราเป็นจริง สอง เราอยากเป็นคนหนึ่งที่ทำให้คนไทยหันมาฟังเพลงอนิเมะมากขึ้น ได้เห็นด้านดีๆ ของอนิเมะและอนิซองมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมอนิเมะที่ญี่ปุ่นใหญ่มาก แต่ในไทยหรือประเทศอื่นๆ ยังมีคนมองว่าอนิเมะเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่ค่อยได้รับความสนใจ มีหลายคนที่ไม่รู้ว่าอนิเมะต้องมีศิลปิน 

ความกดดันก่อนไปนั้นคืออะไร 

เราเป็นยูทูเบอร์จึงเจอทุกคนผ่านวิดีโอมาตลอด เราไม่ใช่ศิลปินที่เดินสายออกงานเยอะๆ ประสบการณ์การร้องเพลงต่อหน้าคน ณ ตอนนั้นจึงยังไม่ค่อยมี 

พอไปถึง ยิ่งกดดันกว่าเดิมไหม 

กดดัน เพราะเราได้เห็นว่าทุกคนที่นั่นเก่งอย่างปีศาจ อย่างเวลาไป Live House เราเจอศิลปินคนอื่นที่เคยเห็นตามทวิตเตอร์ เขาเป็นศิลปินใหม่และน่าจะมีชื่อเสียงเท่าๆ กับเรา แต่พอขึ้นเวที เราเห็นเลยว่าประสบการณ์เขาเยอะมาก จึงกดดันว่าเราเป็นคนไทยในต่างแดนแล้วไปเจอแต่คนเก่งๆ 

ตอนเราไปงานอีเวนต์ที่อื่น เรามีคนดูหลักร้อยคน แต่พอไป Live House ซึ่งต้องไปร้องเพลงออริจินัลที่ค่ายแต่งให้ทั้งที่ยังไม่ได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการ มีคนมาดูน้อยที่สุดสองคน ตอนแรกก็คิดว่า โห คนมาดูน้อยมากเราจะทำได้ไหมเพราะปกติมันจะมีพลังส่งมาจากคนดูด้านล่าง แต่พอเห็นศิลปินจากโอซาก้าซึ่งแทบไม่มีแฟนคลับในโตเกียวเลยเล่นเต็มที่มาก เหมือนเขาอินกับสิ่งที่ทำแล้วเชื่อว่าเพลงเขาดี อยากทำให้สองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ที่ไม่รู้จักเขาชอบเพลงของเขา ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเปลี่ยนความคิดไปเลยว่าต่อให้มีคนมาดูสองคน คนเดียว หรือไม่มีเลยก็จะทำให้ดีที่สุด  

แล้วสิ่งที่ยากที่สุดของการไปทำงานที่นั่นล่ะ

จริงๆ ทุกอย่างท้าทายหมด ทั้งที่ต้องทำงานเกือบทุกวัน ทั้งเรื่องการร้อง แต่ภาษาคือสิ่งที่ยากที่สุด เพราะเราใช้ภาษาไทยไม่ได้เลย ในหัวเรามีร้อยแต่สื่อสารออกไปได้แค่ยี่สิบ เราอยากบอกทีมงานว่าขอปรับตรงนี้ได้ไหม แต่พยายามสื่อสารเท่าไหร่เขาก็ไม่เข้าใจ จนต้องปล่อยไปทั้งที่อยากทำอีกแบบหนึ่ง

หรืออย่าง Live House ที่เราไปขึ้นโชว์ มีช่วงให้ศิลปินเอาสินค้าไปขาย ตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยดีมาก เราจะพูดช้าและท่องสคริปต์ไป ตอนแสดงเขาก็มีอารมณ์ร่วมกับเรานะ แต่พอต่อแถวถ่ายรูปหรือซื้อของ เราก็แนะนำตัวว่าเป็นชาวต่างชาติที่มาจากประเทศไทย กลายเป็นว่าเขาไม่ค่อยกล้าเข้าหาเรา บางคนคิดว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลยเดินเข้ามายิ้มให้ แล้วพูดภาษาอังกฤษแทน

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

รู้สึกเฟลไหม

มันเฟลตรงที่ตอนอยู่ไทยแถวเราก็เคยยาว แต่ตอนนี้มองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าคนอื่นมีคนมาต่อแถวยาวมาก แต่ของเราแถวสั้นนิดเดียว จริงๆ รู้นะว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ ก็รู้สึกเฟลอยู่ดี ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะพูดภาษาญี่ปุ่นให้คล่องปร๋อ จนคนญี่ปุ่นไม่กลัวแล้วเดินเข้ามาหาเรา 

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความมาตรฐานสูงของประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่รู้สึกว้าวที่สุด คือวิธีการบอกว่าเราต้องพัฒนาอีกของเขา เขาจะไม่บอกว่าคาดหวังให้เราต้องทำได้ดี ไม่ดุแต่จะบอกว่าไม่เป็นไร รอบหน้าพยายามใหม่นะ พอเป็นแบบนี้เราจะรู้สึกว่าเราทำเขาผิดหวัง หรือบางครั้ง อยู่ดีๆ เขาก็ซื้อกีตาร์ ซื้อเปียโนราคาแพงมากๆ ให้แล้วบอกว่าเอาไปฝึกเล่นนะ ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องซ้อมให้หนักขึ้น

อีกสิ่งที่ได้เรียนรู้คือการเป็น Perfectionist ของคนที่นั่น เขาทำงานละเอียดมากเลย อย่างตอนอัดเพลงถ้าผิดนิดเดียวเขาจะให้เราร้องใหม่ เราเคยอัดเพลงนานที่สุดประมาณห้าชั่วโมง 

เศร้าไหม

เราเกรงใจทีมงานมากกว่า มันเหมือนกับว่าอุตส่าห์มาตั้งไกลถึงญี่ปุ่นทำได้แค่นี้เหรอ ได้แต่คิดว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกแล้ว หลังจากนั้นต้องซ้อมเองเยอะๆ เพื่อไม่ให้ทีมงานเหนื่อยมาก 

ทุกอย่างที่คุณเล่ามาเกิดขึ้นภายใน

เราไปฝึกตั้งแต่ ค.ศ. 2019 แต่ล่าสุดที่ไปคือสามเดือน

โห

เพราะจริงๆ เราต้องไปญี่ปุ่นตั้งแต่เมษายน แต่นี่ย้ายมาเดือนกันยายนเพราะติดสถานการณ์ COVID-19 ดังนั้นงานจะอัดมากๆ แต่ก็เป็นข้อดีที่ไม่มีเวลาให้คิดว่าอยู่คนเดียวแล้วเหงาจัง กลายเป็นว่าเหนื่อยบ้างแต่ก็สนุกดี 

ยังไม่รู้สึกท้อหรืออยากหนีกลับบ้านเสียก่อน

ยัง เพราะเรารู้สึกว่าทีมงานเหนื่อยกว่าเรามาก เขาก็อยู่กับเราตั้งแต่เช้าจนดึก พอเห็นว่าทุกคนทำงานกับเราอย่างตั้งใจโดยที่เอเนอจี้เขาไม่ตกเลยตั้งแต่เช้ายันเย็น เราก็ตั้งใจด้วย อีกอย่างเราว่ามันยังพยายามได้อีก อาจจะมีสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีบ้างแต่เรายังหยุดไม่ได้ ต้องทุ่มให้สุดตัว เพราะนี่คือโอกาสที่เรารอมาทั้งชีวิต 

ถามว่าเหงาไหมก็เหงานะ เพราะนี่คือการไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก พักที่โรงแรมกับทีมงานคนญี่ปุ่นอยู่สองคน มีอารมณ์คิดถึงบ้าน คิดถึงหมาบ้าง

แล้วแชร์ความเหงากับใครบ้าง

ช่วงแรกเราจะวิดีโอคอลคุยกับคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน ให้คุณแม่เอาโทรศัพท์ไปให้คุยกับหมาบ้าง เพราะเราติดหมามากๆ ถ้านอกเหนือจากครอบครัว คงเป็นคนญี่ปุ่นที่ไปด้วยกัน เพราะถึงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นแต่ก็มีบ้านอยู่ที่ไทย 

ถ้าตอนไหนมีโมเมนต์อยากกลับไทย อยากพูดภาษาไทย หรืออยากกินอาหารไทย เราจะไปร้านอาหารไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของแล้วสั่งอาหารเป็นภาษาไทย โชคดีที่ใกล้ๆ โรงแรมมีร้านอาหารไทยชื่อร้านธงไทยและร้านแก้วใจ ไปบ่อยจนซี้กับเจ้าของร้านแล้ว

เรียกว่าไปไกลสุดแค่ร้านอาหารไทย

ใช่ (หัวเราะ) หรือบางครั้งก็ไปเที่ยวแถวๆ ที่ทำงาน ไม่อย่างนั้นก็นอนเปื่อยๆ เพราะเราทำงานหนักมาก แค่อัด 3 เทปกลับมาก็นอนเป็นผักแล้ว หรือบางครั้งก็ต้องกลับมาซ้อมด้วย แต่คนจะชอบคิดว่าเราไปทำงานญี่ปุ่นจะได้ไปเที่ยวอากิฮาบาระบ้าง ได้ไปนู่นไปนี่บ้าง  

คนอื่นอาจจะคิดว่าไปญี่ปุ่นต้องได้ไปเที่ยว แต่อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่ามีค่าที่สุดจากการได้ทำงานที่นั่น

แน่นอนว่าประสบการณ์การทำงานที่เราได้มา แต่อีกสิ่งที่สำคัญเหมือนกันคือการอยู่ต่างประเทศคนเดียว เพราะเราอยู่กับครอบครัวมาตลอด เชื่อไหมว่าเราได้ซักผ้าและทำอาหารเองครั้งแรกที่ญี่ปุ่น เพราะตอนอยู่บ้านแม่ก็ทำให้ พออยู่หอตอนเรียนมหาวิทยาลัย เมตก็ชอบทำความสะอาดห้องและทำกับข้าวเก่ง พอไปที่นั่นเลยเอ็นจอยกับการสรรหาวัตถุดิบไทยๆ มาทำอาหาร

ภูมิใจกับเมนูไหนที่สุด

ผัดกะเพรา เพราะญี่ปุ่นไม่มีใบกะเพรา เราต้องไปเสิร์ชหาร้านขายของเอเชียที่นั่น แต่จริงๆ ชอบทานต้มข่าไก่มากๆ แต่มันยากเลยยังไม่เคยทำ

กลับมาที่การไปฝึก อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากคุณได้ทำงานที่นั่น

น่าจะเป็นความฝันและทิศทางชีวิต เพราะตอนที่ยังไม่ได้เดบิวต์เราก็แค่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เรามีเป้าหมายว่าจะจริงจังกับการเป็นศิลปินอนิซอง เราอยากให้คนอื่นชอบเพลงเราแล้วเอาไปคัฟเวอร์บ้าง

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 4

“เคยมีคนบอกว่าชีวิตเราโรยด้วยกลีบกุหลาบ เราโกรธมากเพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด”

จริงๆ แล้วช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่มายด์ต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น แต่เพราะสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย เธอจึงต้องทำงานข้ามประเทศและรอวันที่จะได้กลับไปสานฝันต่อ

หลังปล่อยเพลงออริจินัลของตัวเองแล้วถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง

เรายังอยู่ในระดับเริ่มต้น เพราะวงการอนิซองของญี่ปุ่นใหญ่มากและมีแต่คนเก่งๆ เราแค่เป็นนักร้องต่างชาติคนแรกๆ แต่การเป็นคนต่างชาติก็ไม่ได้มีผลกับระดับความดังเพราะเขาโฟกัสที่ผลงาน 

เพลงแรกที่เราปล่อยถือเป็นกุญแจเบิกทางที่พาเราไปอยู่โลกที่เราเคยฝันว่าอยากจะไปอยู่ จากนี้จะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้ว

แล้วกุญแจดอกต่อไปของคุณหลังจากนี้คืออะไร 

เรายังรู้สึกว่าไอ้เจ้าฝันนี้ยังขยายไปได้อีกไกล ยังมีเรื่องเกี่ยวกับวงการนี้ที่เรายังไม่รู้ มีสิ่งที่ยังไม่เคยทำ เราอยากร้องเพลงอนิเมะเรื่องอื่นๆ อยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น และอยากเป็นคนที่ไปยืนอยู่บนเวทีที่เราเคยแต่ซื้อตั๋วเข้าไปดู 

บางคนอาจมองว่าการทำความฝันให้สำเร็จภายในระยะเวลาแค่ 5 ปี คือชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ จริงๆ แล้วคุณคิดเห็นยังไงบ้าง

มีคนเคยพูดอย่างนี้ใส่เราแล้วโกรธมาก เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เขาพูด เราอาจโชคดีที่มีโอกาสเข้ามาแต่ไม่ใช่นั่งเฉยๆ หรือตื่นเช้ามาแล้วมีคนโทรชวนร้องเพลง ช่วงที่เริ่มทำช่องเราต้องลงคลิปสัปดาห์ละหนึ่งคลิป ที่ถ่ายและตัดต่อจริงจังมาก 

สิ่งที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้คือความโฟกัสและความทุ่มเทในสิ่งที่ชอบโดยไม่ได้ลังเลหรือคิดเยอะว่าทำแล้วจะได้อะไรไหม อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ใส่ใจกับคำถามของคนรอบข้าง บางทีมีน้องๆ อินบ็อกซ์เข้ามาถามว่าอยากทำช่องแบบเราต้องเริ่มยังไงหรือต้องซื้ออะไรบ้าง เราก็จะบอกว่าอย่าไปคิดว่าต้องมีอะไรเพื่อทำสิ่งนี้ ให้คิดว่าตอนนี้เรามีอะไรที่ใช้ทำได้บ้าง 

แล้วตอนนั้นคุณมีอะไร

มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่องกับหูฟัง แค่น้ันเลย

แค่นั้น

ใช่ แค่นั้น Now or Never คือคำพูดหนึ่งจากเพลงอนิซอง Now or Never ของศิลปินที่ชื่อว่า Nano ที่เรายึดถือมาตลอดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ทำแล้วนะ เพราะฉะนั้น อยากทำอะไรก็ทำเลย อย่าไปรอ

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โบราณท่านสอนมา ว่าอย่าตกหลุมรักคนที่หน้าตา ให้ตกหลุมรักที่ passion ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ว่า [ร.] ฉันแพ้ (แล้วค่ะคุณ)

พบเจอใครทำงานแข็งขันเป็นไม่ได้ อยากจะเอาใจให้ เอ้ย เอาใจช่วยอยู่เรื่อย ล่าสุดเมื่อมีโอกาสได้ชมตัวอย่างซีรีส์ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีส์เรื่องที่ 2 ของ Project S The Series ทั้งสายตาความมุ่งมั่นที่ส่งทะลุจอ เส้นเรื่องอันเข้มข้น และพลังการแสดงอันน่าจับตาของ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ก็ทำให้เราสนใจ เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายตัวลอยล่องไปคุยกับเขาถึงที่

สำหรับสาววัยใส (วัยเดียวกับผู้เขียน) เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำให้รู้จักกับ ต่อ ธนภพ ให้เสียแรง scroll down แต่สำหรับแฟนคลับหน้าใหม่ ในฐานะแฟนคลับรุ่นพี่เราขอแนะนำให้รีบอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เพราะคุณจะอดใจตกหลุมรัก #คนขยัน2017 คนนี้ไม่ได้เลย

ความตั้งใจกับบทบาทออทิสติกล่าสุดกำลังพา ต่อ ธนภพ ไปไกลกว่านักแสดงวัยรุ่นหน้าหล่อ และเขาใช้วิธีการทำการบ้านหนักหน่วงแค่ไหนเพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

ต่อ ธนภพ ตรงหน้าเราตอนนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มผู้มีความตั้งใจทำงานที่รัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึง ‘พี่ยิม’ เด็กออทิสติกอัจฉริยะแบดมินตัน ที่พัฒนาการช้าทั้งร่างกายและสมองราวกับเด็ก 6 ขวบ แม้แต่ผู้เชือกรองเท้าตัวเองยังทำไม่ได้ขึ้นมา ต่อ ธนภพ คนนี้ก็พร้อมสวิตช์เปลี่ยนเป็นพี่ยิมให้เราเห็นได้ในทันที

ระหว่างสนทนาเราก็ได้แต่แอบทึ่งความคิดความอ่านของเด็กหนุ่มคนนี้ ต่อถามเราตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตอบติสท์เกินไปไหม และเขาไม่อยากให้คนมองเขาแบบนั้นเพราะจะทำให้คนเข้าใจว่าเข้าไม่ถึง แน่นอนว่าเราตอบว่า ไม่เลยจ๊ะต่อ แล้วทำเสียงหวานๆ กลบเกลื่อนท่าทีประทับใจเสียมิดชิด

ก็บอกแล้วว่า ตกหลุมรักคนที่ passion ล้วนๆ

ต่อ ธนภพ

คุณมีคนใกล้ตัวเป็นออทิสติกบ้างไหม

ถ้าเป็นออทิสติกจริงๆ ไม่มีครับ มีสมาธิสั้นบ้าง ภาวะดาวน์ซินโดรมบ้าง ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องภาวะพิเศษ แต่เรื่องเพศหรือประเด็นอะไรพวกนี้ ผมค่อนข้างเปิดกว้าง

ตอนที่รู้ว่าต้องรับบทออทิสติก คุณรู้สึกยังไง

ตอนที่พี่บอส (นฤเบศ กูโน) บอกว่า “ต่อ เราจะให้นายเล่นเป็นออทิสติก” ตอนนั้นรู้สึกอึ้งว่าจะเอาจริงเหรอ มันเป็นสิ่งที่ผมกระหายมาตลอดจากงานแสดงที่ผ่านมา ผมอยากลองบทบาทใหม่ อยากลองเล่นอะไรที่หลุดโลก ในวันที่ได้ยินแบบนั้น คิดในใจเลยว่า ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานที่ต้องการมาก แต่ก็มีความกลัวเล็กๆ เช่น คนจะรับได้ไหม เขาเข้าใจหรือเปิดกว้างกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

อะไรทำให้ทีมงานเลือกคุณมารับบทนี้

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นความเชื่อในตัวผม ที่ผ่านมาเราร่วมงานกันตลอด เขาเห็นว่าผมทำได้แค่ไหน เรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่เหมือนกัน ผมไม่เคยทำอะไรยากขนาดนี้มาก่อน

การแสดงของคุณดูโตขึ้นและมีมิติขึ้นกว่าผลงานชิ้นก่อนๆ คุณมีส่วนร่วมกับการออกแบบคาแรกเตอร์นี้แค่ไหน

ต้องเข้าใจก่อนว่าออทิสติก 100 คน ก็มี 100 แบบ สิ่งที่ผมเล่นไม่ได้เฉลี่ยมาจากออทิสติก 100 คนนั้น แต่ผมคือออทิสติกคนที่ 101 มันคือการออกแบบใหม่ล้วนๆ ซึ่งไม่เหมือนใครและไม่เคยมีใครเหมือน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผม ผู้กำกับ และทีมงาน ซึ่งคอยแนะนำหากสิ่งนั้นน้อยไปหรือมากไป สิ่งที่แอดวานซ์มากคือไม่ได้เปลี่ยนแค่อินเนอร์ แต่เปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนการใช้เสียงให้ออกมาคนละโทนและจังหวะคนละแบบ อย่างเช่น  “สวัสดีครับผมพี่ยิม” (ต่อแสดงท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงพร้อมการใช้เสียงเล็กๆ และจังหวะการพูดที่ช้าลงกว่าปกติ)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้กล้ามเนื้อแสดง ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กทั้งหมดในช่วง body จากการสังเกต physical ที่ค่อนข้างฝืนธรรมชาติเนื่องจากสมองสั่งการไม่ทัน ใครได้ดูตัวอย่างละคร จะเห็นว่าตัวผมจะเหี่ยวๆ ลอยๆ ไหลๆ คือดูเหมือนจะไหลนะ แต่ร่างกายกำลังเกร็ง กล้ามเนื้อบางส่วนต้องถูกหั่นมาเป็นสิบๆ เพื่อทำให้เกิดท่าทางแบบนั้น เวลาโกรธช่วงไหปลาร้ากับอกก็จะบีบเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เราจะได้มาจากการสังเกต

ต่อ ธนภพ

ทำไมคุณต้องทำให้ลึกและละเอียดขนาดนี้

การรับแสดงบทบาทนี้เป็นดาบสองคมนะ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) คุยกับผมว่าผมจะเอาจริงใช่ไหม เพราะหนึ่ง ไม่มีใครในค่ายช่วยได้เลยนะ ไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้มาก่อน และสอง มันมีผลจากการทำสิ่งนี้ 2 ทาง ทางแรก ผมจะเติบโตไปเลยถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้มันจะไม่ใช่แค่เฟล แต่สิ่งที่ผมทำมาตลอด 4 ปีอาจจะล้มลงได้เลย ทั้งความเชื่อมั่นจากผลงานและการฝึกฝนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ถ้าเล่นได้ไม่ถึงและดูเฟคเมื่อไหร่ก็จบเลย มันมีทั้งแรงกดดัน ความกระหายและอื่นๆ ผสมปนเปกันหมด เป็นความรู้สึกใหม่ในการทำงาน

ซึ่งคุณกล้าวางเดิมพัน

เด็กมัน want ครับ ตอนแรกผมคิดว่าออทิสติกเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Project S The Series ที่เอานักแสดงมาเป็นนักกีฬา แต่พอบทในเรื่องของผมเป็นแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว ตั้งแต่บทเลย ผมรู้สึกมัน ultimate ผมใช้คำว่า แม่ง ได้ไหม ผมต้องใช้คำว่าแม่งเลย แม่งจะอะไรขนาดนั้น เกิดคำถามในหัวตลอดเวลาว่าจะพีกไปถึงไหน

วันประชุมงานมีทีมโปรดิวเซอร์ ทีมเขียนบท และนักแสดงทุกคน อ่านบท 8 ตอนด้วยกันจนดึก ประโยคส่งท้ายที่พี่ปิง โปรดิวเซอร์ พูดขึ้นมาก็คือ “ก่อนจะเริ่มงานกันจริงๆ เรามาจูนทัศนคติก่อนดีไหม จากที่เราอ่านมา พี่ว่ามันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก ตอนนี้เราไม่ใช่คนที่จะทำซีรีส์กีฬา เราต้องเป็นกระบอกเสียงให้เด็กออทิสติก สิ่งนี้มันควรจะต้องพิเศษ” พอได้ยินแบบนั้น จากไฟที่มันท่วมอยู่แล้วมันกลายเป็นลุกไหม้เลย ความรู้สึกคือไฟมันขึ้นไม่หยุดแล้ว ยังไงเราก็ต้องทำให้ได้

ต่อ ธนภพ

คุณทำการบ้านสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ยังไงบ้าง

ทำทุกอย่างเลย อะไรก็ตามที่มีคำว่าออทิสติกมาเกี่ยว ผมเก็บเป็นแหล่งข้อมูลทั้งหมด หนังสือ เว็บบอร์ด บล็อกต่างๆ คลิป วารสารเฉพาะทาง คุยกับคุณหมอ สังเกตการณ์และใช้ชีวิตร่วมกับเด็กออทิสติก จนออกมาเป็นคาแรกเตอร์ที่ผมสร้างเอง กระบวนการสร้างคาแรกเตอร์เริ่มต้นจากตอนที่รับบทพี่เฟรมในเรื่อง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ (พ.ศ. 2558) พี่เฟรมมีจริตและเสน่ห์บางอย่างที่ไม่เหมือนตัวละครทั่วไป ครูบิว (อรพรรณ อาจสมรรถ) แอ็กติ้งโค้ชที่ช่วยทำบทและเป็นเหมือนผู้ทำคลอดผมในวงการเห็นว่าเราควรใช้วิธีเดิมนี้สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะให้พี่ยิม จึงปล่อยให้ผมทดลองค้นหาและทำเลย ครูบิวจะคอยแนะนำว่ามาถูกทางแล้วหรือยังเท่านั้น แต่ระหว่างทางที่ล้มลุกคลุกคลานผมก็ดราม่ากับตัวเองเยอะมากนะ หนักหน่วงเลย

ยังไง

ผมเฟลกับตัวเองหลายรอบ พอศึกษาเยอะ รู้เยอะ ลองทำจริงดันแป้ก เข้าไม่ถึง มันไม่เชื่อ ไม่เชื่อแม้กระทั้งตัวเราเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมร้องไห้กับมันเยอะที่สุดแล้ว ท้อแท้และถามตัวเองว่า หรือว่าเราไม่เอาไหนจริงๆ มีแต่คำว่าทำไม เคยมั่นใจมากๆ ในวันที่จะลงคาแรกเตอร์พร้อมสวมบทของจริง แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่ถึงที่สุดอย่างที่อยากได้ จนมาพบว่าเราต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่

ทัศนคตินักแสดงโดยทั่วไปจะใช้ความเข้าใจ ใช้ใจเป็นสำคัญ “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” แต่ออทิสติกทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่มีทางแตะถึงเขาได้เลย “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” ผลที่ได้คือ เฟค สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ โอเค ไม่อยากเข้าใจแล้ว พอแล้ว ไม่อ่านอะไรเกี่ยวกับออทิสติกแล้วนะอ่านมามากพอแล้ว มันไม่ใช่มุมของคนที่อยากเข้าใจแล้ว แต่มันคือการบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “กูจะเป็นออทิสติก กูไม่ต้องการเข้าใจ วันนี้กูจะเป็นจริงๆ เป็นทั้งๆ ที่ปกติแบบนี้แหละ” จากนั้นผมก็เริ่มเจอแก่นของตัวละครแล้วผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของผมลงไป ออกแบบทุกอย่างที่จะเป็นลักษณะเฉพาะของพี่ยิมเท่านั้น

แก่นของตัวละครนี้คืออะไร

ภายในตัวออทิสติกมีบางอย่างที่คนปกติไม่เข้าใจ การอธิบายให้ฟังก็เช่นกัน ผมอธิบายออกมาไม่ได้ เพราะวันที่ผมรับรู้ถึงแก่นตรงนี้ได้ ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำได้อย่างไร ตอนนั้นเราก็ทำมันออกมาเลยนะจนคนในกองร้องบอกว่า นี่แหละ! มาแล้ว!

ต่อ ธนภพ

เคยนับไหมว่าก่อนจะพบคาแรกเตอร์ที่ใช้ต้องลองลงบทไปทั้งหมดกี่ครั้ง

นับไม่ถ้วนครับ

พอถึงวันถ่ายจริง ทุกอย่างราบรื่นดีไหม

ต่อให้เราทำคาแรกเตอร์มาเรียบร้อย แต่มันคือคาแรกเตอร์ที่ตาเราเห็น ไม่ใช่กล้องเห็น ความยากอันดับแรกคือ การหาเจอคาแรกเตอร์นั้นให้เจอ อันดับที่สองคือ เงื่อนไขตัวตัวละครที่เป็นอัจฉริยะด้านแบดมินตัน เราต้องผสมออทิสติกและแบตมินตันเข้าด้วยกัน แถมยังต้องเก่งมากๆ ด้วย ทำอย่างไรก็ได้ให้ลีล่าท่าทางเป็นออทิสติก แล้วท่าทางต้องเท่มาก ให้คนดูรู้สึกว่าคนนี้เท่มากแต่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการออกแบบจริตของผมเอง ดูจากตัวอย่างซีรีส์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจต้องรอดูของจริง

ที่จะบอกคือ ต่อให้เรามั่นใจมากก็มาตายตอนถ่ายจริงกับกล้องนี่แหละ พอเข้าเลนส์ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเหมือนอีกโลกหนึ่ง ต้องหาสมดุลเหมือนกัน แต่เป็นกับซีนแรกแค่ซีนเดียว พอเป็นบทแบบนี้ อย่างไรก็ต้องทำให้ใช่จริงๆ เราจึงต้องลองเยอะมากแต่หลังจากนั้นก็จะทำได้

งานนี้ทำให้คุณเข้าใจออทิสติกมากขึ้นไหม

เรื่องนี้ผมไม่ได้เวิร์กช็อปอยู่แค่ในห้อง แต่ทดลองเอาออกมาใช้ในชีวิตจริงตามห้างสรรพสินค้าด้วย มีครั้งหนึ่งผมเคยสวมบทว่าเป็นออทิสติกแล้ววิ่งจริงๆ ในห้างที่ใหญ่มากๆ เป็นการทดลองบทว่าถ้าเจอคนเยอะขนาดนั้นด้วยพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นอย่างไรจะรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ไม่ได้อยู่แค่ในบท เพราะเราพบว่าคนที่เป็นออทิสติกมีความคิดของตัวเองชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นบททำอะไรเขาไม่ได้ dioalog ที่มีไม่สามารถคุมพี่ยิมได้

สิ่งที่ผมสัมผัสจากการรับบทนี้คือ คนเหล่านี้สวยงามมากนะ เขามีความดีงามทั้งที่คนปกติแบบเราไม่มี ดังนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้เด็กออทิสติกเหล่านี้มีโอกาสมากกว่านี้ในสังคม มีพื้นที่ มีที่ยืน ทุกวันนี้มันอาจจะมีอยู่แค่คงน้อยเกินไป เราก็แค่อยากเห็นภาพแบบนั้น

ซีรีส์เรื่องนี้จะตอบโจทย์ความเข้าใจของสังคมได้ใช่ไหม

ออทิสติกมันไม่ซ้ำแบบและนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่จะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น แต่ผมไม่ได้บอกว่าคุณดูแล้วคุณจะเข้าใจ เพราะมีเรื่องราวบางประเภทที่คุณเข้าใจไม่ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วถ้าคุณเปิดใจคุณก็จะอยู่กับเขาได้

ต่อ ธนภพ

เรื่องใหญ่ที่สุดที่ได้จากการแสดงเป็นพี่ยิม

ด้วยอารมณ์ที่มันดีดมากของการเข้าถึงออทิสติก เช่น ร้องไห้หนักมากๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็หันมายิ้มได้ทันที บางทีมันทำให้เรารู้สึกเพี้ยนในตัวเอง

แล้วโอเคไหม

ผมโอเคที่จะอยู่กับมันนะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่โอเคหรอก

แต่อย่างน้อยคุณก็หาทางกลับโลกตัวเองเจอ

ใช่ แต่พอถ่ายทำจบก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะมันมีอะไรหลายอย่างยังวนอยู่ในตัว ยิ่งคิวสุดท้ายที่ถ่ายทำซีนจบอยู่ดีๆ พี่บอสก็บอกให้ผมคิดเองเลยว่าจะเล่นอะไรในตอนจบ เหมือนได้เข้าไปอีกโลกหนึ่งเลย ยิ่งถลำลึกลงไป และผมก็ชอบตอนจบมากๆ อยากให้ได้ดูเหมือนกันว่าเพราะน่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าจริงๆ แล้วเราโอเคกับมันจริงหรือเปล่า

ต่อ ธนภพ

 

ต่อ ธนภพ

ติดคาแรกเตอร์พี่ยิมมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม

มีช่วงหนึ่งที่ติดหนักๆ ระหว่างถ่ายเรื่องนี้เราก็ทำโปรเจกต์อื่นไปด้วย ถึงเวลาประชุมเราก็ติดคาแรกเตอร์ผ่านสายตาท่าทาง ผู้ใหญ่ก็แนะนำว่าให้คุมให้อยู่ ผมเองก็ไม่ได้โตขนาดนั้น และเพิ่งเจอกับคาแรกเตอร์ที่ฮาร์ดคอร์ขนาดนี้ ไม่ใช่ผมไม่คุม แต่ผมคุมไม่ได้ บางครั้งที่มันไปถึงจุด ultimate ซึ่งก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่ทำให้คนในกองเหวอๆ ก่อนวันปิดกล้องมีทีมงานถามว่า “จริงๆ แล้วเป็นใช่ไหม บอกมาเถอะ” ผมเป็นคนที่ถ้าพอเข้าบทแล้วไม่ออก แต่ก็ทำไปจนอยากสามารถแบ่งสติมาฟังผู้กำกับได้พร้อมๆ กลับเข้าบทเร็วขึ้นได้ด้วย

พออยู่ในจุดนั้นเราจะไม่กลัวอะไรเลย สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือ กลัวแรงจะหมดเพราะตัวละครนี้ใช้พลังมาก เหนื่อยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมรู้สึกว่าผมไม่ติดกับการที่ต้องติดคาแรกเตอร์ โอเคสิ่งนี้อาจจะทำร้ายเรารุนแรงประมาณหนึ่งแต่ผมไม่เดือดร้อนกับมันเพราะรู้ตัวเองแล้วว่าสิ่งที่ทำคุ้มค่า

บทบาทพี่ยิมนี้ถือว่าเป็นการค้นพบตัวเองในสายการแสดงดราม่าแล้วหรือยัง

ผมเลือกเล่นดราม่ามาตลอดตั้งแต่ Hormones อย่างบทพี่เฟรมในเมย์ไหนฯ ที่เป็นโรแมนติกคอเมดี้ก็มีซีนดราม่าอยู่ สำหรับผมคอเมดี้เป็นสายที่ยากที่สุด มันไม่ได้ยากด้วยตัวละครแต่มันยากด้วยจังหวะการแสดง จังหวะมันจะไม่เหมือนธรรมชาติขนาดนั้น (ก่อนจะทำท่าจังหวะที่แตกต่างกันให้เราดู) ทุกวันนี้ผมชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่าทำอะไรแล้วมีความสุขและก็ผมก็แค่กำลังอยู่ในความสุขของผมแค่นั้นเอง

ต่อ ธนภพ

กับการทำงานเรื่องนี้ถ้าให้คะแนนตัวเอง 1 – 100 ตอนนี้คุณอยู่ที่ระดับคะแนนเท่าไหร่

คิดว่า 100 ตลอดนะ เพียงแต่ร้อยของผมมันบวกขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ยังมีบทบาทไหนที่อยากเล่นอีกบ้าง

ทุกบทบาทเลย รู้ตัวเองว่าเป็นคนโลภ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเวลาเจอ reference ที่น่าสนใจเราก็หยิบมาใช้ เดี๋ยวนี้พอเจอ reference ที่น่าสนใจเราจะรู้สึกว่าน่านำมาใช้แต่จะไม่เอาแบบอย่างนี้เราจะเล่นในแบบที่เป็นเรา

ให้เลือกสักหนึ่งบทบาทที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้

ผู้หญิง! แบบ The Danish Girl อยากลองเพราะเคยมีคนพูดว่าผมน่าจะเล่นไหว

นอกจากการแสดงคุณยังมีความสนใจอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง

ผมสนใจงานเขียนบท แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนแค่อยากจะลองเขียนเองเล่นเอง ตอนนี้คิดแค่ว่าถ้าอยากทำเป็นก็ต้องลอง ยิ่งพอเรื่องล่าสุดนี้เราอินกับมันมากเราจนเราอยากลองทำงานทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นกระบวนการ อยากรู้ว่าถ้าเราอยู่กับมันตั้งแต่ต้นเราจะลึกลงไปได้มากกว่านี้อีกไหม

ต่อ ธนภพ

รู้ตัวไหมว่าตอบคำถามดีขึ้นมากเลยนะ

มีช่วงหนึ่งที่ผมหลง ตอนนี้เป็นการกลับมาเป็นตัวเองเต็มร้อยแบบที่ไม่มีคราบความเป็นดาราอยู่

คุณเข้าวงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว

4 ปีครับ มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองตอบอะไรเป็นแพตเทิร์น ทำอะไรก็ต้องดูดีเพราะกลัวคนจะมองเราไม่ดี แต่ตอนนี้ “โทษทีมันความคิดผม”

ตอนไหนที่ทำให้คุณคิดได้แบบนี้ ใช่ระหว่างแสดงซีรีส์เรื่องนี้หรือเปล่า

เป็นช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานที่เราเริ่มโตจริงๆ เรามีตัวตน เราไม่ใช่คน cliche และเราก็ไม่ได้ติสท์ด้วย แต่เราเป็นเรา จะมีความคล้ายคลึงกับช่วงแสดงเป็นไผ่ Hormones ซีซั่นแรก (พ.ศ. 2556) คือเป็นตัวเองผสมกับการติดคาแรกเตอร์ มีจริตห้าวๆ ทุกวันนี้ความดิบเหล่านั้นกลับมาเป็นปกติ รู้สึกก็พูดออกมาเลยเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำพูดสวยๆ ไปทำไม มีช่วงหนึ่งที่เราเหมือนอะไรไม่รู้ และสังคมก็หล่อหลอมจนบางครั้งเราแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ไม่เป็นตัวเองนะ แต่เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีความสุขจริงๆ หรอ ทุกวันนี้เป็นช่วงที่ผมโคตรจะแฮปปี้เลยกับสิ่งที่เป็นอยู่

ต่อ ธนภพ

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load