25 กุมภาพันธ์ 2564
2 K

ถ้าให้นึกถึงคติประจำใจที่ได้จากการ์ตูน หลายคนคงนึกไม่ค่อยออก อาจคิดไปถึงสุภาษิตสอนหญิงหรือคติสอนใจท้ายเรื่องจากนิทานอีสปมากกว่า เพราะใครๆ ก็ดูการ์ตูนเพื่อความบันเทิง ไม่ได้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ 

แต่หญิงสาววัย 25 ที่เรามาพบในวันนี้ต่างออกไป เธอไม่ได้เพียงประยุกต์ใช้ความเป็นการ์ตูนในการดำเนินชีวิต แต่เธอดำเนินชีวิตด้วยคติอย่างการ์ตูนอนิเมะ

ถ้าจะให้พูด ปัจจุบันเธอคือนักร้องเพลงอนิเมะ (อนิซอง) คนไทยเพียงคนเดียวในค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Lantis ค่ายผลิตเพลงอนิเมะระดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น 

ย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว เธอเป็นเจ้าของช่องยูทูบที่ร้องอนิซองหรือเพลงอนิเมะจนได้รับรางวัล YouTube Silver Creator Awards ในระยะเวลาไม่นาน มีแฟนคลับติดตามในสายอนิเมะสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีแฟนคลับทั้งในประเทศอย่างไทย ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ประเทศต้นทางวัฒนธรรมอนิเมะอย่างญี่ปุ่น จนข้ามไปแถบยุโรปอีกหลายคน

ก่อนหน้านั้น หญิงสาวด้านหน้าเราคือนักศึกษาที่จบด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีความฝันอยากสร้างเกมที่ได้แรงบันดาลใจจากอนิเมะ เป็นนักเรียนที่หนึ่งในความฝันนั้นคือนักพากย์การ์ตูนอนิเมะ และเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ตื่นเช้ามารอดูอนิเมะทุกวัน 

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

ทั้งหมดนี้คือเส้นทางชีวิตของ MindaRyn (มายดาริน) หรือ มายด์-ณัชชา พงศ์สุปาณี ผู้ถือคติว่า “พระเอกเรื่องนั้นยังผ่านมาได้เลย ทำไมเราไม่ผ่านไปได้เหมือนเรื่องนั้นบ้าง” 

ใช่ เธอใช้ชีวิตอย่างอนิเมะ

หากพิจารณาเพียงระยะเวลาที่เธอได้ก้าวเข้าใกล้ความฝัน หลายคนอาจมองว่าชีวิตเธอโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องลึกเบื้องล่างนั้น คือถนนลูกรังที่คอยขัดขวางไม่ให้เด็กหญิงมายด์กลายเป็นมายดารินได้ง่ายๆ 

แล้วถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่แฝงความขรุขระเบื้องล่างของเธอเป็นยังไง ในวันที่เธอท้อถอย นอกจากอนิเมะแล้ว ใครหรืออะไรทำให้เธอก้าวต่อ 

บทสนทนาด้านล่างคือบทสนทนาถึงบทเพลงชีวิตทั้งหมด 4 บทเพลง ระหว่างเราผู้ไม่ใช่แฟนคลับของการ์ตูนสายใดกับมายด์ผู้เป็นโอตาคุขนานแท้ และเป็นบทสนทนาที่ทำให้เราทึ่งกับความเป็นอนิเมะในหัวใจของเธอจนอดดีใจและเป็นกำลังใจให้เธอไม่ไหว 

อ้อ หากเปิดเพลงแรกที่มายด์ได้เดบิวต์ขณะอ่าน คุณจะอินกับชีวิตของเธอมากทีเดียว

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 1

“การ์ตูนก็เหมือนเพื่อนเรา” 

วัยเด็กของมายด์เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะแทบไม่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวในหมู่บ้าน เมื่อไปโรงเรียนที่ดูน่าจะได้แลกเปลี่ยนความชอบอนิเมะกับเพื่อนบ้างก็ต้องพับเก็บความคิดนั้นไป เพราะสมัยนั้นเป็นยุคสมัยแห่ง K-pop การ์ตูนอนิเมะยามเช้าจึงเป็นเพื่อน (เกือบ) คนเดียวที่เธอมี 

เด็กหญิงมายดารินที่ตื่นมาดูการ์ตูนตอนเช้าคนนั้นอายุกี่ขวบ

โห น่าจะประมาณห้าหกขวบ ตอนนั้นดูทั้งดรีมเวิร์ก ดิสนีย์ และอนิเมะ แต่กลิ่นอายที่ได้จากการ์ตูนแต่ละค่ายไม่เหมือนกัน ถ้าดิสนีย์จะเป็นการ์ตูนแนวน่ารักสดใส แต่อนิเมะญี่ปุ่นจะมีเนื้อเรื่องหลากหลาย ทั้งแนว ดราม่า ดาร์กๆ และรักหวานแหวว 

แล้วคุณเข้าสู่วงการอนิเมะได้ยังไง

เริ่มต้นน่าจะมาจากคุณพ่อเพราะคุณพ่อชอบวง X Japan แต่พี่ชายเป็นคนเอาการ์ตูนอนิเมะมาให้เราดู เอาเกมมาให้เล่น เรียกได้ว่าอ่านการ์ตูนมาด้วยกันจนการ์ตูนกลายเป็นเพื่อนเราไป

แล้วเพื่อนที่โรงเรียนล่ะ

ตั้งแต่เด็กๆ เราไม่ค่อยมีเพื่อนในหมู่บ้าน เพราะเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันไม่ค่อยมี เราจึงดูการ์ตูนมากกว่า พอไปเรียนก็มีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพราะเราเป็นคนขี้อายมาก แล้วตอนนั้นเป็นยุค K-pop เราที่ดูการ์ตูนและฟังแต่เพลงอนิเมะก็จะคุยกับเพื่อนไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยไม่ได้แลกเปลี่ยนความชอบอนิเมะกับเพื่อนเท่าไหร่ 

ความไม่เข้าพวกตรงนี้ทำให้คุณเคยลังเลกับสิ่งที่ชอบบ้างไหม

เป็นความรู้สึกว่าทำไมคนอื่นไม่เข้าใจว่าเราชอบมากกว่า แต่ถามว่าเราอยากเลิกชอบไหม ก็ไม่ ถ้าเลิกชอบก็ไม่รู้ว่าจะไปชอบอะไร เพราะเราไม่ได้ชอบสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี

แล้วอนิเมะพาชีวิตคุณไปถึงจุดไหนบ้าง

ตอนมัธยมต้นเราไปซื้อหนังสือสอนภาษาญี่ปุ่น มินนะ โนะ นิฮงโกะ มาเรียนด้วยตนเอง ที่บ้านก็มีชั้นหนังสือตู้ใหญ่ไว้เก็บการ์ตูนและฟิกเกอร์ เรียกว่าเป็นโอตาคุคนหนึ่งเลย แล้วเราก็อยากเป็นนักพากย์เสียง แต่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องคิดว่าจะเรียนอะไร ด้วยความที่ชอบดูอนิเมะและเล่นเกมเราเลยเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์​ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ เพื่อได้เรียนเขียนโค้ดและได้ทำเกม 

อนิเมะมีอิทธิพลเยอะประมาณหนึ่งเลยนะ เราอยู่ตรงนี้แล้วสบายใจ เลยรู้สึกว่าถ้าต้องเลือกอะไรที่ดูสำคัญกับชีวิต แทนที่จะไปเลือกอะไรไม่รู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะชอบไหม ก็จะเลือกในสิ่งที่ชอบและเป็นอาชีพได้ด้วย 

สบายใจยังไงบ้าง

นิสัยต่างๆ ของเราทุกวันนี้ก็น่าจะมาจากการดูอนิเมะ สิ่งที่เหมือนกันมากๆ คือเรื่องความพยายาม การโฟกัสบางสิ่งบางอย่าง และความไม่ยอมแพ้ ตอนเด็กๆ มีบ้างเหมือนกันที่เวลารู้สึกท้อ จะคิดว่า เฮ้ย พระเอกเรื่องนั้นยังผ่านมาได้เลย ทำไมเราไม่ผ่านไปได้บ้างล่ะ 

อย่างพอเริ่มทำช่องยูทูบ เราก็ฝันเล็กๆ ว่าถ้ามีโอกาสได้ไปร้องเพลงอนิเมะจริงๆ เราคงรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากๆ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นจริงไหม แต่ก็อยากให้การทำสิ่งนี้ในแต่ละวันเป็นเรื่องสนุก พอมีคนติดตามและคอมเมนต์ยิ่งได้รับแพสชันจนอยากทำต่อ

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น
MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 2

“เราเพิ่งรู้ตัวว่าร้องเพลงได้หลังฟังเพลงอนิเมะ”

หากเรามีแม่เป็นคนชอบร้องเพลง ความชอบร้องเพลงของเราคงได้รับช่วงต่อมาจากแม่ 

น่าแปลก ที่สำหรับมายด์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความชอบร้องเพลงของเธอมาจากการฟังเพลงอนิเมะทุกวัน จนเริ่มอยากเป็นนักร้องเพลงอนิเมะ และมีโอกาสได้เปิดช่องยูทูบเป็นของตนเอง เพียงเพราะอยากแชร์เพลงที่ชอบและสิ่งที่รักลงไปในโลกอินเทอร์เน็ต 

คอมเมนต์แรกๆ มีทั้งแซว ชม ว่า และถูกตั้งคำถามจากคนรอบตัว เช่นเดียวกับตอนเด็กๆ ที่ความชอบการ์ตูนอนิเมะของเธอก็ถูกใส่เครื่องหมายคำถาม 

แต่ก็เช่นเดียวกันกับตอนนั้น เธอไม่สนใจคำพูดเชิงลบที่บั่นทอน แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อเพราะกำลังใจจากเพื่อนใหม่ที่เข้ามา 

สงสัยจริงๆ ว่านอกจากเพลงอนิเมะ คุณฟังเพลงอื่นบ้างไหม

ตอนเด็กๆ เราไม่ฟังเพลงเลย แต่พอโตมาก็เริ่มฟังเพลงไทย เพลงสากล เหมือนคนทั่วไป

ให้ทาย ความชอบร้องเพลงน่าจะมาจากอนิเมะด้วย

ใช่ พอได้ดูอนิเมะก็จะซึมซับเพลงและร้องตามบ้าง แรกๆ ก็ไม่ค่อยเพราะแต่พอฟังไปเรื่อยๆ ร้องไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้น

จริงๆ คุณแม่ร้องเพลงเหมือนกัน เขาชอบร้องเพลงสากล เพลงไทย ชนิดที่เดินสายประกวด แม่ก็ดีใจนะที่เราร้องเพลงได้เหมือนเขาสมัยสาวๆ แต่ก็มีถามบ้างว่า “ไม่ร้องเพลงไทยเหรอลูก ไม่ร้องเพลงฝรั่งเหรอลูก” แต่เราชอบและไม่อยากทำเหมือนคนอื่นก็เลยไม่คิดจะทำ

การร้องเพลงอนิเมะต่างจากการร้องเพลงทั่วไปยังไง

ถ้าเป็นเพลงรักทั่วไปอาจจะมีผู้หญิงคนหนึ่งอกหัก โดนแฟนทิ้ง แล้วก็เล่าว่าเธออกหักยังไง รู้สึกยังไง และเรื่องราวก็จะจบอยู่ในเพลงเพลงนั้น แต่พอเป็นเพลงอนิเมะหรืออนิซอง มันจะทำให้เรานึกถึงเนื้อเรื่องของอนิเมะด้วย สมมติเราร้องเพลง Gurenge จากการ์ตูนเรื่อง Kimetsu no Yaiba เราก็จะนึกถึงเรื่องราวของอนิเมะ นึกว่าตัวละครตัวนี้เจออะไรบ้าง เราว่านี่คือเสน่ห์ของอนิซอง

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

มันมากกว่าการร้องเพลง

ใช่ เหมือนมันมีพลัง เราจะนึกถึงตอนที่ดูการ์ตูนว่าเรารู้สึกอะไร ตัวละครคิดยังไง 

แล้วจากร้องเล่นๆ ตามการ์ตูนหน้าทีวีกลายเป็นร้องจริงจังใน YouTube ได้ยังไง

น่าจะเป็นช่วงที่เริ่มทำช่องได้สักหนึ่งถึงสองปี ตอนแรกทำช่องขึ้นมาเพราะอยากแชร์สิ่งที่ชอบในอินเทอร์เน็ตเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะต้องอัปตลอด แต่พอเริ่มมีคนเข้ามาติดตาม เริ่มมาคอมเมนต์ว่า ชอบอนิเมะเรื่องนี้เหมือนกัน ร้องได้ดีเลยนะ คนไทยเหรอ ไม่คิดว่าเป็นคนไทยเลยเพราะร้องเพลงญี่ปุ่นสำเนียงชัด 

บวกกับเริ่มได้ไปโชว์ที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย เราเหมือนได้รู้จักคนเยอะขึ้น เพราะอย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนเราไม่มีเพื่อนที่คุยเรื่องนี้ได้ จากที่คิดว่าไม่มีคนชอบอะไรเหมือนเราเลย กลายเป็นว่าจริงๆ แล้วมีอยู่เยอะแยะเลยนะ แค่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง เราเลยอยากทำช่องต่อไปจนเริ่มจ้างทีมงานและคนทำดนตรี 

แล้วมีคอมเมนต์ไม่ดีบ้างไหม

เยอะแยะเลย แต่เรารู้สึกว่ามันมาคู่กันอยู่แล้ว ถ้ามีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ เราจะรับฟังคอมเมนต์แนะนำให้ปรับปรุง แต่ถ้ามาด่าไม่มีเหตุผล หรือ Sexual Harassment เราจะไม่ตอบโต้ ไม่ยุ่งและจะเลือกไม่สนใจเพราะรู้สึกว่ามีคนที่ซัพพอร์ตเราอยู่ บางครั้งก็กดเลิฟคอมเมนต์ (หัวเราะ) ให้รับรู้ว่าอ่านนะแต่ไม่สนใจ เขาก็จะตอบว่า “อ้าว น้องมายด์กดเลิฟด้วย ขอโทษนะครับที่พูดแรงไป” 

บางทีก็รู้สึกแย่บ้างแต่พยายามไม่คิดอะไร เราเป็นคนเศร้าไม่ค่อยนานอยู่แล้วด้วย ดูการ์ตูนหรือนอนตื่นหนึ่งก็ไม่คิดมากแล้ว ยกเว้นถ้าดาวน์ก็จะดาวน์เลย อย่างถ้าขึ้นโชว์แล้วรู้สึกว่าครั้งนี้ทำได้ไม่ค่อยดี ก็จะเสียใจว่าทำไมทำอย่างนั้นออกไป แต่พอร้องไห้เสร็จก็คิดว่ารอบหน้าจะทำให้ดีขึ้น 

นอกจากคอมเมนต์ มีอะไรอีกบ้างที่ทำให้คุณอยากทำช่องต่อ

  รางวัลจาก YouTube ก็มีส่วนเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะมีคนสนใจจนมียอด Subscriber ถึงแสนแล้วกลายเป็นยูทูเบอร์สายอนิซองช่องแรกในไทยที่ได้รางวัลเหรียญเงิน เลยอยากทำต่อไปเรื่อยๆ ให้ได้เหรียญทอง บวกกับช่วงนั้นเริ่มจ้างทีมงานมาแล้ว ทุกคนก็คิดว่ามันน่าจะไปได้นะ

แต่กว่าจะเดินทางถึงแสนซับ เคยคิดอยากเลิกทำบ้างไหม 

เราไม่เคยลังเลเพราะคำพูดด้านลบของคนอื่น ทั้งจากในอินเทอร์เน็ตและคนรอบตัว เพราะเจอมานานจนชินและเข้าใจว่าอนิเมะในไทยไม่แมส อย่างญาติพี่น้องบางคนก็ไม่เข้าใจว่าการร้องเพลงอนิเมะมีประโยชน์ยังไง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ดูไร้สาระเพราะเป็นการ์ตูน ทั้งๆ ที่มันมีข้อคิด อีกอย่างที่บ้านก็ไม่ได้ว่าเราด้วยแค่เป็นห่วงเรื่องการเรียน

ความรู้สึกที่ทำให้ลังเลจึงเป็นเรื่องอนาคตของเรามากกว่าว่าจะทำไปถึงไหน เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องอ่านหนังสือสอบ มานั่งคิดว่างานหลักควรเป็นช่องหรือเรียนหนังสือ เพราะพอเริ่มไม่ลงคลิปสักสองถึงสามสัปดาห์ ก็เริ่มมีคนทักว่าไม่ลงคลิปเหรอ รอเพลงใหม่อยู่นะ เหมือนจะเลิกทำอยู่แล้วแต่ยังมีคนรอ มีคนอยากฟังอยู่ ก็เลยทำต่อ

แล้วอนาคตที่ตัดสินใจในตอนนั้นเป็นยังไง

ตลาดอนิซองในไทยยังเล็กมากจนไม่ค่อยมีใครทำคอนเทนต์สายนี้ เราเลยอยากเป็นคนหนึ่งที่ได้เปิดโอกาสให้คนที่ชอบคล้ายๆ เรา หรือตามหาเพลงคัฟเวอร์อนิซองแบบเราได้มาดู แต่ถ้าฝันที่ไกลที่สุดในตอนนั้นก็คงอยากมีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบอนิเมะจริงๆ  

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น
MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 3

“เรายังหยุดไม่ได้ต้องทุ่มให้สุดตัวเพราะนี่คือโอกาสที่รอมาทั้งชีวิต”

หลังทำช่อง YouTube ได้ 2 ปีกว่าๆ Yoshimoto Entertainment Thailand ได้ชวนมายด์ไปเซ็นสัญญา เธอเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงจังมากขึ้น จนเมื่อเข้าปีที่ 3 ของการทำช่อง Lantis ค่ายผลิตเพลงอนิเมะอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นส่งอีเมลชวนไปเป็นศิลปินที่นั่น ความฝันของมายด์จึงเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ

ความรู้สึกแรกที่ Yoshimoto ทักมาเป็นยังไง

มันเหนือความคาดหมายมากๆ ถามว่าตอนทำช่องหวังผลไหม ก็หวังบ้าง เพราะอยากให้ทุกคนรู้จักเราในฐานะคนที่ชื่นชอบและร้องเพลงอนิเมะได้ดี แต่พอโอกาสต่างๆ เข้ามาเรารู้สึกโชคดีเหมือนกันที่ตอนนั้นไม่ได้ยอมแพ้แล้วหยุดไปก่อน 

จนเข้าช่วงปีที่สามของการทำช่อง ค่ายเพลง Lantis จากญี่ปุ่นก็ส่งอีเมลมาว่าอยากร้องเพลงอนิเมะไหม ตอนเห็นโลโก้ก็ตกใจมาก เพราะเป็นค่ายที่ค่อนข้างใหญ่ พี่วิม (วิม มโนพิโมกษ์ ประธานกรรมการบริษัท Yoshimoto Entertainment Thailand) จึงไปคุยให้และวางแผนกัน 

พอตกลงกันว่าได้เดบิวต์ตอนแรกเราไม่เชื่อ เพราะคนที่มาบอกข่าวคือคนญี่ปุ่น เราก็คิดว่า เอ๊ะ ภาษาญี่ปุ่นเราไม่ดีจนฟังผิดหรือเปล่า เลยให้เขาทวนอีกรอบก็ยังตีความได้เหมือนเดิม ว่าจะได้เดบิวต์ร้องเพลงประกอบอนิเมะเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นดีใจเหมือนฝันเพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่พอมันเกิดขึ้นเร็วก็มีความรู้สึกกดดันด้วยเหมือนกัน

เราเลยตั้งเป้าเอาไว้ว่า การไปครั้งนี้คือ หนึ่ง เพื่อให้ความฝันเราเป็นจริง สอง เราอยากเป็นคนหนึ่งที่ทำให้คนไทยหันมาฟังเพลงอนิเมะมากขึ้น ได้เห็นด้านดีๆ ของอนิเมะและอนิซองมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมอนิเมะที่ญี่ปุ่นใหญ่มาก แต่ในไทยหรือประเทศอื่นๆ ยังมีคนมองว่าอนิเมะเป็นเรื่องไร้สาระหรือไม่ค่อยได้รับความสนใจ มีหลายคนที่ไม่รู้ว่าอนิเมะต้องมีศิลปิน 

ความกดดันก่อนไปนั้นคืออะไร 

เราเป็นยูทูเบอร์จึงเจอทุกคนผ่านวิดีโอมาตลอด เราไม่ใช่ศิลปินที่เดินสายออกงานเยอะๆ ประสบการณ์การร้องเพลงต่อหน้าคน ณ ตอนนั้นจึงยังไม่ค่อยมี 

พอไปถึง ยิ่งกดดันกว่าเดิมไหม 

กดดัน เพราะเราได้เห็นว่าทุกคนที่นั่นเก่งอย่างปีศาจ อย่างเวลาไป Live House เราเจอศิลปินคนอื่นที่เคยเห็นตามทวิตเตอร์ เขาเป็นศิลปินใหม่และน่าจะมีชื่อเสียงเท่าๆ กับเรา แต่พอขึ้นเวที เราเห็นเลยว่าประสบการณ์เขาเยอะมาก จึงกดดันว่าเราเป็นคนไทยในต่างแดนแล้วไปเจอแต่คนเก่งๆ 

ตอนเราไปงานอีเวนต์ที่อื่น เรามีคนดูหลักร้อยคน แต่พอไป Live House ซึ่งต้องไปร้องเพลงออริจินัลที่ค่ายแต่งให้ทั้งที่ยังไม่ได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการ มีคนมาดูน้อยที่สุดสองคน ตอนแรกก็คิดว่า โห คนมาดูน้อยมากเราจะทำได้ไหมเพราะปกติมันจะมีพลังส่งมาจากคนดูด้านล่าง แต่พอเห็นศิลปินจากโอซาก้าซึ่งแทบไม่มีแฟนคลับในโตเกียวเลยเล่นเต็มที่มาก เหมือนเขาอินกับสิ่งที่ทำแล้วเชื่อว่าเพลงเขาดี อยากทำให้สองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ที่ไม่รู้จักเขาชอบเพลงของเขา ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเปลี่ยนความคิดไปเลยว่าต่อให้มีคนมาดูสองคน คนเดียว หรือไม่มีเลยก็จะทำให้ดีที่สุด  

แล้วสิ่งที่ยากที่สุดของการไปทำงานที่นั่นล่ะ

จริงๆ ทุกอย่างท้าทายหมด ทั้งที่ต้องทำงานเกือบทุกวัน ทั้งเรื่องการร้อง แต่ภาษาคือสิ่งที่ยากที่สุด เพราะเราใช้ภาษาไทยไม่ได้เลย ในหัวเรามีร้อยแต่สื่อสารออกไปได้แค่ยี่สิบ เราอยากบอกทีมงานว่าขอปรับตรงนี้ได้ไหม แต่พยายามสื่อสารเท่าไหร่เขาก็ไม่เข้าใจ จนต้องปล่อยไปทั้งที่อยากทำอีกแบบหนึ่ง

หรืออย่าง Live House ที่เราไปขึ้นโชว์ มีช่วงให้ศิลปินเอาสินค้าไปขาย ตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยดีมาก เราจะพูดช้าและท่องสคริปต์ไป ตอนแสดงเขาก็มีอารมณ์ร่วมกับเรานะ แต่พอต่อแถวถ่ายรูปหรือซื้อของ เราก็แนะนำตัวว่าเป็นชาวต่างชาติที่มาจากประเทศไทย กลายเป็นว่าเขาไม่ค่อยกล้าเข้าหาเรา บางคนคิดว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลยเดินเข้ามายิ้มให้ แล้วพูดภาษาอังกฤษแทน

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

รู้สึกเฟลไหม

มันเฟลตรงที่ตอนอยู่ไทยแถวเราก็เคยยาว แต่ตอนนี้มองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าคนอื่นมีคนมาต่อแถวยาวมาก แต่ของเราแถวสั้นนิดเดียว จริงๆ รู้นะว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ ก็รู้สึกเฟลอยู่ดี ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะพูดภาษาญี่ปุ่นให้คล่องปร๋อ จนคนญี่ปุ่นไม่กลัวแล้วเดินเข้ามาหาเรา 

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความมาตรฐานสูงของประเทศญี่ปุ่น

สิ่งที่รู้สึกว้าวที่สุด คือวิธีการบอกว่าเราต้องพัฒนาอีกของเขา เขาจะไม่บอกว่าคาดหวังให้เราต้องทำได้ดี ไม่ดุแต่จะบอกว่าไม่เป็นไร รอบหน้าพยายามใหม่นะ พอเป็นแบบนี้เราจะรู้สึกว่าเราทำเขาผิดหวัง หรือบางครั้ง อยู่ดีๆ เขาก็ซื้อกีตาร์ ซื้อเปียโนราคาแพงมากๆ ให้แล้วบอกว่าเอาไปฝึกเล่นนะ ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องซ้อมให้หนักขึ้น

อีกสิ่งที่ได้เรียนรู้คือการเป็น Perfectionist ของคนที่นั่น เขาทำงานละเอียดมากเลย อย่างตอนอัดเพลงถ้าผิดนิดเดียวเขาจะให้เราร้องใหม่ เราเคยอัดเพลงนานที่สุดประมาณห้าชั่วโมง 

เศร้าไหม

เราเกรงใจทีมงานมากกว่า มันเหมือนกับว่าอุตส่าห์มาตั้งไกลถึงญี่ปุ่นทำได้แค่นี้เหรอ ได้แต่คิดว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกแล้ว หลังจากนั้นต้องซ้อมเองเยอะๆ เพื่อไม่ให้ทีมงานเหนื่อยมาก 

ทุกอย่างที่คุณเล่ามาเกิดขึ้นภายใน

เราไปฝึกตั้งแต่ ค.ศ. 2019 แต่ล่าสุดที่ไปคือสามเดือน

โห

เพราะจริงๆ เราต้องไปญี่ปุ่นตั้งแต่เมษายน แต่นี่ย้ายมาเดือนกันยายนเพราะติดสถานการณ์ COVID-19 ดังนั้นงานจะอัดมากๆ แต่ก็เป็นข้อดีที่ไม่มีเวลาให้คิดว่าอยู่คนเดียวแล้วเหงาจัง กลายเป็นว่าเหนื่อยบ้างแต่ก็สนุกดี 

ยังไม่รู้สึกท้อหรืออยากหนีกลับบ้านเสียก่อน

ยัง เพราะเรารู้สึกว่าทีมงานเหนื่อยกว่าเรามาก เขาก็อยู่กับเราตั้งแต่เช้าจนดึก พอเห็นว่าทุกคนทำงานกับเราอย่างตั้งใจโดยที่เอเนอจี้เขาไม่ตกเลยตั้งแต่เช้ายันเย็น เราก็ตั้งใจด้วย อีกอย่างเราว่ามันยังพยายามได้อีก อาจจะมีสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีบ้างแต่เรายังหยุดไม่ได้ ต้องทุ่มให้สุดตัว เพราะนี่คือโอกาสที่เรารอมาทั้งชีวิต 

ถามว่าเหงาไหมก็เหงานะ เพราะนี่คือการไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก พักที่โรงแรมกับทีมงานคนญี่ปุ่นอยู่สองคน มีอารมณ์คิดถึงบ้าน คิดถึงหมาบ้าง

แล้วแชร์ความเหงากับใครบ้าง

ช่วงแรกเราจะวิดีโอคอลคุยกับคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน ให้คุณแม่เอาโทรศัพท์ไปให้คุยกับหมาบ้าง เพราะเราติดหมามากๆ ถ้านอกเหนือจากครอบครัว คงเป็นคนญี่ปุ่นที่ไปด้วยกัน เพราะถึงเขาจะเป็นคนญี่ปุ่นแต่ก็มีบ้านอยู่ที่ไทย 

ถ้าตอนไหนมีโมเมนต์อยากกลับไทย อยากพูดภาษาไทย หรืออยากกินอาหารไทย เราจะไปร้านอาหารไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของแล้วสั่งอาหารเป็นภาษาไทย โชคดีที่ใกล้ๆ โรงแรมมีร้านอาหารไทยชื่อร้านธงไทยและร้านแก้วใจ ไปบ่อยจนซี้กับเจ้าของร้านแล้ว

เรียกว่าไปไกลสุดแค่ร้านอาหารไทย

ใช่ (หัวเราะ) หรือบางครั้งก็ไปเที่ยวแถวๆ ที่ทำงาน ไม่อย่างนั้นก็นอนเปื่อยๆ เพราะเราทำงานหนักมาก แค่อัด 3 เทปกลับมาก็นอนเป็นผักแล้ว หรือบางครั้งก็ต้องกลับมาซ้อมด้วย แต่คนจะชอบคิดว่าเราไปทำงานญี่ปุ่นจะได้ไปเที่ยวอากิฮาบาระบ้าง ได้ไปนู่นไปนี่บ้าง  

คนอื่นอาจจะคิดว่าไปญี่ปุ่นต้องได้ไปเที่ยว แต่อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่ามีค่าที่สุดจากการได้ทำงานที่นั่น

แน่นอนว่าประสบการณ์การทำงานที่เราได้มา แต่อีกสิ่งที่สำคัญเหมือนกันคือการอยู่ต่างประเทศคนเดียว เพราะเราอยู่กับครอบครัวมาตลอด เชื่อไหมว่าเราได้ซักผ้าและทำอาหารเองครั้งแรกที่ญี่ปุ่น เพราะตอนอยู่บ้านแม่ก็ทำให้ พออยู่หอตอนเรียนมหาวิทยาลัย เมตก็ชอบทำความสะอาดห้องและทำกับข้าวเก่ง พอไปที่นั่นเลยเอ็นจอยกับการสรรหาวัตถุดิบไทยๆ มาทำอาหาร

ภูมิใจกับเมนูไหนที่สุด

ผัดกะเพรา เพราะญี่ปุ่นไม่มีใบกะเพรา เราต้องไปเสิร์ชหาร้านขายของเอเชียที่นั่น แต่จริงๆ ชอบทานต้มข่าไก่มากๆ แต่มันยากเลยยังไม่เคยทำ

กลับมาที่การไปฝึก อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากคุณได้ทำงานที่นั่น

น่าจะเป็นความฝันและทิศทางชีวิต เพราะตอนที่ยังไม่ได้เดบิวต์เราก็แค่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เรามีเป้าหมายว่าจะจริงจังกับการเป็นศิลปินอนิซอง เราอยากให้คนอื่นชอบเพลงเราแล้วเอาไปคัฟเวอร์บ้าง

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

เพลงที่ 4

“เคยมีคนบอกว่าชีวิตเราโรยด้วยกลีบกุหลาบ เราโกรธมากเพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด”

จริงๆ แล้วช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่มายด์ต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น แต่เพราะสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย เธอจึงต้องทำงานข้ามประเทศและรอวันที่จะได้กลับไปสานฝันต่อ

หลังปล่อยเพลงออริจินัลของตัวเองแล้วถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง

เรายังอยู่ในระดับเริ่มต้น เพราะวงการอนิซองของญี่ปุ่นใหญ่มากและมีแต่คนเก่งๆ เราแค่เป็นนักร้องต่างชาติคนแรกๆ แต่การเป็นคนต่างชาติก็ไม่ได้มีผลกับระดับความดังเพราะเขาโฟกัสที่ผลงาน 

เพลงแรกที่เราปล่อยถือเป็นกุญแจเบิกทางที่พาเราไปอยู่โลกที่เราเคยฝันว่าอยากจะไปอยู่ จากนี้จะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้ว

แล้วกุญแจดอกต่อไปของคุณหลังจากนี้คืออะไร 

เรายังรู้สึกว่าไอ้เจ้าฝันนี้ยังขยายไปได้อีกไกล ยังมีเรื่องเกี่ยวกับวงการนี้ที่เรายังไม่รู้ มีสิ่งที่ยังไม่เคยทำ เราอยากร้องเพลงอนิเมะเรื่องอื่นๆ อยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น และอยากเป็นคนที่ไปยืนอยู่บนเวทีที่เราเคยแต่ซื้อตั๋วเข้าไปดู 

บางคนอาจมองว่าการทำความฝันให้สำเร็จภายในระยะเวลาแค่ 5 ปี คือชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ จริงๆ แล้วคุณคิดเห็นยังไงบ้าง

มีคนเคยพูดอย่างนี้ใส่เราแล้วโกรธมาก เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เขาพูด เราอาจโชคดีที่มีโอกาสเข้ามาแต่ไม่ใช่นั่งเฉยๆ หรือตื่นเช้ามาแล้วมีคนโทรชวนร้องเพลง ช่วงที่เริ่มทำช่องเราต้องลงคลิปสัปดาห์ละหนึ่งคลิป ที่ถ่ายและตัดต่อจริงจังมาก 

สิ่งที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้คือความโฟกัสและความทุ่มเทในสิ่งที่ชอบโดยไม่ได้ลังเลหรือคิดเยอะว่าทำแล้วจะได้อะไรไหม อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ใส่ใจกับคำถามของคนรอบข้าง บางทีมีน้องๆ อินบ็อกซ์เข้ามาถามว่าอยากทำช่องแบบเราต้องเริ่มยังไงหรือต้องซื้ออะไรบ้าง เราก็จะบอกว่าอย่าไปคิดว่าต้องมีอะไรเพื่อทำสิ่งนี้ ให้คิดว่าตอนนี้เรามีอะไรที่ใช้ทำได้บ้าง 

แล้วตอนนั้นคุณมีอะไร

มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่องกับหูฟัง แค่น้ันเลย

แค่นั้น

ใช่ แค่นั้น Now or Never คือคำพูดหนึ่งจากเพลงอนิซอง Now or Never ของศิลปินที่ชื่อว่า Nano ที่เรายึดถือมาตลอดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ทำแล้วนะ เพราะฉะนั้น อยากทำอะไรก็ทำเลย อย่าไปรอ

MindaRyn เด็กที่ถือคติอนิเมะดำเนินชีวิต สู่นักร้องอนิเมะไทยหนึ่งเดียวในญี่ปุ่น

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนมาถึง ‘2Bees Garden’ ผมไม่รู้ว่าควรจะตื่นเต้นกับอะไรก่อนดี ระหว่างขบวนแคคตัสและไม้อวบน้ำ รูปทรงดึงดูด แปลกตา กับการได้พบเจอกับ บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอกหนัง Coming of Age เรื่องเยี่ยมที่ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ

“อาจินต์ เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

หากใครยังจำประโยคข้างต้นนี้ได้ ก็คงพอจะนึกภาพของอาจินต์ ชายหนุ่มผิวเกรียม แววตาใสซื่อ กับบุคลิกเปิ่นๆ ในภาพยนตร์ มหา’ลัยเหมืองแร่ ออก บีคือผู้รับบทหนุ่มหน่ายที่ถูกรีไทร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พลันเหวี่ยงตัวเองไปกรำวิชาชีวิตกลางเหมืองแร่กระโสมคนนั้น แต่หลังปิดกองถ่าย ดูเหมือนเขาจะฝากผลงานไว้อีกประปราย แล้วจู่ๆ ก็ห่างหายไปจากวงการบันเทิง

หลายคนอาจไม่ทราบว่า แท้แล้วช่วงนั้นบีกลับไปเรียนต่อด้านชีววิทยาที่อเมริกา ก่อนผันจากอาจินต์เป็นอาจารย์หลังจบปริญญาโทด้านการปรับปรุงพันธุ์และพันธุกรรมพืชจากอังกฤษ ควบคู่กันเขาเริ่มจริงจังกับการเพาะเลี้ยงแคคตัสและไม้อวบน้ำ งานอดิเรกที่ต่อมาสร้างรายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงชีวิตและความใฝ่ฝัน จนทำให้เขาตัดสินใจลาออกมาเป็นคนสวนเต็มรูปแบบ 

ปัจจุบันเขาและภรรยาย้ายขึ้นมาทำฟาร์มที่จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 10 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งผลิตแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์แปลก พันธุ์หายาก กระทั่งพันธุ์โบราณที่ว่ากันว่าวิวัฒน์มาตั้งแต่ยุคจูแรสสิก

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอก มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden

อาจินต์เป็นอาจารย์

แม้จะเป็นคนกรุงแบบที่แทนตัวเองว่า โคตรกรุงเทพฯ แต่สวนขนาดเล็กเคียงรั้วรอบบ้านย่านทองหล่อ ก็เพียงพอจะหล่อหลอมให้เด็กชายบีรักธรรมชาติและโปรดปรานกิจกรรมเพาะปลูก

“จริงๆ เราชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก เวลาไปเจอต้นอะไรแปลกๆ หรือวัชพืชข้างทางก็เก็บมาปลูก รอดบ้างไม่รอดบ้าง เพราะปลูกไปตามประสา แล้วจำได้ว่ามีหนหนึ่งคุณย่าให้เงินมาร้อยบาท เลยนั่งรถเมล์ไปตลาดนัดจตุจักรหิ้วแคคตัสกลับบ้าน ปรากฏว่าปลูกไม่เป็น เอาทรายล้วนปลูก เพราะเคยเห็นมันอยู่ตามทะเลทราย ผลสุดท้ายคือตายเรียบ”

บีหัวเราะร่วนกับวีรกรรมครั้งยังเป็นมือใหม่หัดปลูกที่ชอบปลูกไปซะหมด กระทั่งผ่านมาถึงช่วงมัธยมเขาจึงเริ่มหันมาสนใจแคคตัสเป็นพิเศษ

“ประมาณ ม.3 เราได้ทุนไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา ซึ่งมันทำให้ได้เปิดหูเปิดตากับความหลากหลายของแคคตัส ได้เห็นพันธุ์ที่ไม่เคยเจอ เลยเก็บเงินซื้อมาปลูกไว้บนชั้นวางหนังสือที่ดัดแปลงติดไฟเทียม รอจนปิดเทอมฤดูร้อนก็ขนมาปลูกต่อเมืองไทย แล้วข้อดีของแคคตัสคือมันดูแลง่าย ไม่ต้องรบกวนคนอื่นมากช่วงที่เราต้องกลับไปเรียน ตั้งแต่นั้นเราก็ค่อยๆ ขยับมาเลี้ยงเฉพาะแคคตัส”

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอก มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden
บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอกหนัง ‘มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden

วิถีชีวิตและความหลงใหลกลายเป็นปัจจัยกำหนดต้นไม้ที่ปลูก ทั้งเชื่อมโยงไปสู่การเลือกเรียนต่อด้านชีววิทยา ที่ University of California Santa Cruz ควบคู่กับการเก็บเกี่ยววิชาความรู้ บีเล่าว่าเขายังสมัครทำงานในสวนพฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัย โซนแคคตัสและไม้อวบน้ำ เพื่อฝึกทักษะการดูแลจัดการต้นไม้ที่เขารักกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเสียงจริง

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้เองที่บีจับพลัดจับผลูจากชายขี้อาย ขลุกอยู่แต่กับต้นไม้ กลายมาเป็นนักแสดงแจ้งเกิดจากภาพยนตร์คุณภาพยุคแรกของค่าย GTH อย่าง มหา’ลัยเหมืองแร่

“สมัยก่อนผมเป็นคนขี้อาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง เข้าสังคมก็ไม่ค่อยเก่ง ช่วงอยู่อเมริกาเลยสมัครเรียนแอคติ้ง เพราะอยากพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเวิร์ก ดังนั้น ตอนกลับไทยประมาณปิดเทอมปี 3 ก็หาเรียนอีก ได้เรียนทั้งกับครูเล็ก (ภัทราวดี มีชูธน) และ ครูแอ๋ว (อรชุมา ยุทธวงศ์) แล้วเผอิญว่าครูแอ๋วรู้จักกับ พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ผู้กับกำกับ มหา’ลัยเหมืองแร่ ที่กำลังเปิดรับสมัครนักแสดง เขาเลยลองส่งผมไปแคสติ้ง

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

“ผมไปถึงออฟฟิศ หับ โห้ หิ้น ช่วงหัวค่ำ จริงๆ เขาปิดการแคสติ้งเรียบร้อยแล้ว แต่โชคดีว่าพี่เก้งยังไม่ได้เลือกนักแสดง เราก็เลยได้โอกาส ตอนนั้นยังไม่รู้จักนะว่าพี่เก้งคือใคร เห็นแกเดินผ่านไปมาก็นึกว่าเป็นพนักงานออฟฟิศ เพราะเคยได้ยินแค่ชื่อกับผลงานหนัง 15 ค่ำ เดือน 11 พอวันรุ่งขึ้นมีทีมงานโทรมาแจ้งว่า คุณได้รับบทอาจินต์นะ ผมงงเลย ทำไมมันรวดเร็วทันใจขนาดนี้ เขาบอกว่าวันนั้นพี่เก้งอยู่พอดี แล้วแกเห็นว่าบุคลิกภาพเราเหมาะสม เพราะดูเป็นเด็กเป๋อๆ” 

บีหัวเราะอย่างเก้อเขิน พลางเสริมต่อว่า หลังจากปิดกองถ่ายได้ไม่นาน เขาก็เดินทางไปรับผิดชอบภารกิจการเรียนที่คั่งค้างและมีงานในวงการบันเทิงอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงปักหมุดเมืองนอริช ประเทศอังกฤษ เป็นสถานที่สำหรับใช้เวลา 1 ปีเต็มเพื่อเรียนต่อปริญญาโทด้านปรับปรุงพันธุ์และพันธุกรรมพืช ณ University of East Anglia

ก่อนกลับมาประจำตำแหน่งอาจารย์คณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ควบคู่กับเพาะเลี้ยงแคคตัสและไม้อวบน้ำเป็นรายได้เสริม พลันผุดความคิดอยากจริงจังกับการทำฟาร์ม ซึ่งผลลงเอยเป็นรูปเป็นร่างในอีก 5 ปีถัดมา

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

สวนสองบี

“คือผมชอบการสอนนะ แต่ถึงจุดหนึ่งงานที่เราต้องทำเกี่ยวกับต้นไม้มันเยอะ จนไม่สามารถจัดสรรเวลาให้ความสำคัญกับงานหลักเพียงพอ ทำให้เรารู้สึกผิด จวบกับตอนนั้นรายได้จากการขายต้นไม้เริ่มที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต ก็เลยตัดสินใจลาออก”

หลังพลิกบทบาทมาทำฟาร์มเต็มตัว บีเดินเครื่องสร้างโรงเรือนและตั้งชื่อน่ารักๆ ว่า 2Bees Garden ซึ่งมาจากการหยิบจับชื่อของตัวเองและผึ้ง-ภรรยา มาสร้างลูกเล่นแบบพ้องคำคล้องความ พร้อมวางคอนเซปต์ที่มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายต้นไม้ตอบโจทย์ตลาดนักสะสมแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์แปลกจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีความชอบของเจ้าของฟาร์มเป็นเกณฑ์หลักในการคัดสรรพันธุ์ไม้

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

“เอาจริงๆ ผมเป็นนักธุรกิจที่แย่มากนะ เพราะเราไม่ได้เอาเรื่องธุรกิจมาคิดก่อน เราคิดแค่ว่าชอบไม้ตัวนี้ มันสวยดี ก็เลือกเอามาเพาะ ขยายพันธุ์ ส่วนจะขายได้รึป่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” บีเล่ากลั้วหัวเราะ “จะว่าเข้ามาทำธุรกิจแบบงูๆ ปลาๆ เลยก็ได้ แต่เผอิญโชคดีที่เหมือนเราเดินมาถูกทางตลอด เพราะเมื่อก่อนเราชอบเข้าไปโพสต์ให้ความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงและพัฒนาพันธุ์แคคตัส บ้างก็แนะนำพันธุ์ไม้อวบน้ำที่เราสนใจในเว็บไซต์ Pantown แค่อยากโพสต์อวดต้นไม้เฉยๆ นี่แหละ แล้วเขียนอธิบายข้อมูลประกอบ กลายเป็นว่าตอนหลังพอเราทำ 2Bees Garden สิ่งเหล่านี้มันเป็นอานิสงส์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเสริมพลังแบรนดิ้งให้กับเรา”

อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 ปี พื้นที่ขนาด 3 งาน ก็เต็มแน่นไปด้วยผลผลิต บีจึงขยับขยายย้ายกิจการขึ้นมาเปิดที่จังหวัดเชียงใหม่ บนทำเลกว้างขวาง 10 ไร่ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศเหมาะเจาะ พร้อมออกแบบบรรยากาศรื่นรมย์โดยได้แรงบันดาลใจจากฟาร์มแคคตัสแบบอเมริกา

ฟาร์มสไตล์อเมริกา

ปลาย พ.ศ. 2560 รถบรรทุกสิบล้อที่ทยอยขนต้นไม้จำนวนนับล้าน จากต้นทางกรุงเทพฯ ส่งถึงเชียงใหม่ก็ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น เป็นปีที่บีเปรยว่าเหนื่อยสาหัสกับการวุ่นแพ็กแคคตัสลงกล่องลังชนิดสั่งทำหนาพิเศษ จัดการเรื่องขนย้าย และบินตามมารอรับของลงปลายทาง ก่อนจัดจำแนกแยกเก็บไว้ตามโรงเรือน 3 หลัง ซึ่งปัจจุบันงอกเพิ่มอีก 4 โรง รวมแล้วเป็น 7

นอกจากพันธุ์ไม้เรียงรายในโรงเรือน ภายในอาณาบริเวณที่มีลักษณะเป็นเนินเตี้ยทอดยาวไปจรดบ้านพักส่วนตัวด้านท้าย ยังมีโซนเพาะเลี้ยงกลางแจ้งสำหรับไม้สู้แดดและทนฝน รวมถึงอาคารรับรองแขกสไตล์ Mexican Adobe House ซึ่งลงตัวกับบรรดาแคคตัสและไม้อวบน้ำที่ประดับประดาสวยงามรายล้อมรอบฟาร์มแห่งนี้

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

“ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าฟาร์มเราจะไม่โฟกัสกับแคคตัสหรือไม้อวบน้ำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วการปลูกลักษณะนี้เป็นสไตล์เดียวกับฟาร์มในอเมริกา ที่จะเน้นสปีชีส์หายาก ความแปลกแตกต่าง และความหลากหลาย ตรงกันข้ามกับสไตล์เอเชียที่เน้นเล่นไม้ลูกผสม ไม้กลายพันธุ์ หรือไม้ด่างเฉพาะทางไปเลย

“อาจเพราะว่าเราเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ได้ซึมซับกับรูปแบบการจัดสวน ทำโรงเพาะ และเห็นแคคตัสในแหล่งธรรมชาติแถบแอริโซนา ซานดิเอโก หรือเม็กซิโก ก็เลยนำประสบการณ์ทั้งหมดมาต่อยอดเป็นแนวทางการทำงาน ถึงอย่างนั้นทุกวันนี้เราก็พัฒนาพันธุ์นะ แต่จะเน้นสายพันธุ์ที่คนมองข้าม คือสปีชีส์เราก็เก็บ ไฮบริด ลูกผสม ตลอดจนไม้ด่าง เราเอาหมด”

ไม่เพียงรองรับปริมาณต้นไม้ได้สมใจอยาก สภาพภูมิอากาศของที่นี่ยังเอื้อให้พันธุ์ไม้หลายชนิดเติบโตสมบูรณ์ เช่น ‘ปีศาจทะเลทราย’ หนึ่งในดาวเด่นประจำฟาร์ม ซึ่งติดเมล็ดให้ขยายพันธุ์จนเป็นผลสำเร็จเมื่อ 2 ปีผ่านมา หลังเฝ้าประคบประหงมมานานกว่า 15 ปี

จากพระเอกหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของ 2Bees Garden ฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
จากพระเอกหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของ 2Bees Garden ฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

บีอธิบายเรื่องราวของต้นไม้ชนิดนี้ให้ฟังว่า “ความพิเศษของปีศาจทะเลทรายคือไม่ใช่พืชอวบน้ำ แต่มันขึ้นอยู่กลางทะเลทรายนามิบ ประเทศนามิเบีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตอนแรกหลายคนก็งงว่ามันอยู่รอดมาได้ยังไง จนตอนหลังมีคนศึกษาแล้วพบว่ามันดักกินหมอกยามเช้า และมีรากยาวสำหรับชอนหาแหล่งน้ำใต้ดิน” เขาเล่าอย่างกระตือรือร้น พลางออกท่าทางคล้ายกำลังโอบบางสิ่ง 

“คิดดูสิว่าต้นในธรรมชาติขนาดนี้อายุเฉลี่ยอาจจะประมาณห้าร้อย หกร้อยปี เทียบกับต้นไม้ใหญ่ๆ บ้านเราอย่างต้นสักหรือต้นจามจุรียักษ์ ไอ้ต้นแค่นี้แก่กว่าเยอะเลยนะ แถมมีการค้นพบอีกว่าฟอสซิลของพืชกลุ่มนี้มันวิวัฒนาการในยุคก่อนที่จะมีพืชดอก ซึ่งก็คือยุคจูแรสสิก ถ้าจำไม่ผิดพืชดอกมันมาหลังยุคครีเทเชียส ยุคสุดท้ายก่อนที่ไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์นู่นเลย”

ยังมีต้นคางคกแห่งโซมาเลีย ต้นมะพร้าวทะเลทรายยักษ์แห่งเกาะโซโคตร้า หรือต้นปรงฟ้าแห่งแอฟริกาใต้ ที่บีพูดถึง เมื่อผมขอให้แนะนำไม้ตัวท็อปของฟาร์มเพิ่มเติม แต่ดูเหมือนสักพักเขาจะอึกอักลังเล พลันตัดบทว่า “อันที่จริงมันเลือกยากนะ เพราะเสน่ห์ของแคคตัสและไม้อวบน้ำคือความแตกต่างของโครงสร้าง ซึ่งคล้ายกับผลงานศิลปะและความสวยแบบไร้ช่วงเวลา ไม่ว่ามองต้นไหน เวลาใด เราก็รู้สึกเอนจอยกับมัน ฉะนั้น ทุกต้นจึงมีคุณค่าเท่ากันสำหรับเรา”

จากพระเอกหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของ 2Bees Garden ฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
ต้นปรงฟ้า

ชนะบ้าง แพ้บ้าง

ด้วยสงสัยว่าต้นไม้จำนวนมากมายมหาศาลเช่นนี้ 2Bee Garden มีเคล็ดลับการดูแลอย่างไร ชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มเฉลยคำตอบง่ายๆ ว่า ถ้าปลูกติดแล้วแค่ให้น้ำ แต่เรื่องที่ยุ่งยากจนทำให้พักหลังเขาถึงขั้นจิตตก คือการที่เขาจำเป็นต้องรดมันด้วยตัวเอง

“ต้นไม้ที่ปลูกในโรงเรือนทั้งหมดผมจะไม่ให้คนงานรด เพราะการดูแลไม่เหมือน อย่างถ้าเรารดเอง เราดูได้ว่าต้นไหนตายก็เก็บออก เป็นโรคเราก็รักษา ต้นไหนควรรดมาก รดน้อย หรือบางต้นต้องถนอมเป็นพิเศษ เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อนมาก แค่รดน้ำอย่างเดียวก็ใช้เวลาเกือบอาทิตย์แล้ว แต่ข้อดีคือสองถึงสามอาทิตย์รดหนหนึ่ง เวลาที่เหลือเราก็จะมาเพาะเมล็ด พัฒนาพันธุ์ และจัดการธุระอื่นๆ”

อย่างไรก็ตาม ถึงบีจะทุ่มเทให้ต้นไม้หมดหน้าตักและดูเหมือนจัดการเวลาได้ดี ทว่าภาระงาน ความผิดชอบ บวกปัญหาที่ไม่มีทางออกก็ก่อมรสุมความเครียดหน่วงหนัก

“ตอนนี้มันอยู่ในจุดที่เราพบว่า มีเยอะเกินไปก็กลายเป็นทุกข์ เพราะพอดูแลไม่ไหว ต้นไม้ก็โทรม บ้างติดโรค เพิ่งมีเซ็ตหนึ่งประมาณพันต้น ผมเพาะมาห้าปี ถ้าขายจะได้ต้นละพัน แต่เปลี่ยนกระถางปุ๊บตายหมดยกเซ็ต” บีเว้นจังหวะ “ยิ่งเราเลือกบุกเบิกไม้พันธุ์แปลกเข้ามาปลูก บางปัญหาก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร เพราะคนอื่นไม่ปลูกกัน ปีหนึ่งต้นไม้ผมตายแน่ๆ หลักล้านบาท ฉะนั้น ผมจึงพยายามไม่ตีเป็นมูลค่าและไม่เคยทำบัญชี เพราะถ้าเราคิดแบบนี้เราตาย เราจะเครียดตายเลย”

บีเล่าซึมๆ ต่อว่าปีที่ผ่านมาเขาอาการหนักจนต้องปรึกษาจิตแพทย์ แต่สิ่งนี้เองที่ช่วยชุบชูและทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาด้วยสายตาแบบใหม่

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอก มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden

“ถามว่าทุกวันนี้ยังเครียดมั้ย ก็เครียดอยู่บ้างนะ แต่พอกลับมาทบทวนว่าอย่างน้อยมันไม่ได้แย่ แค่ ‘You win some, you lose some’ แล้วเรียนรู้ที่จะไม่พาใจไปหมกมุ่นกับมันมาก หัดมองในแง่ดีบ้าง อีกอย่างเราไม่ได้มีเป้าหมายเชิงธุรกิจมาตั้งแต่แรก แต่เราชัดเจนว่ามีความสุขที่ได้นำเสนอต้นไม้แปลกๆ และน่าสนใจให้คนได้เอาไปปลูกกัน แค่นั้นก็เอนจอยแล้ว”

อนาคตอันใกล้นี้ บีกำลังมีแผนเปิดฟาร์มให้ทุกคนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างโรงจำหน่ายต้นกล้าหน้าบ้าน เพื่อเป็นอีกช่องทางให้บริการลูกค้านอกจากระบบออนไลน์ เจ้าตัวแอบกระซิบด้วยว่า เตรียมจะปล่อยต้นไม้ในคอลเลกชันสะสมที่แบกเอาไว้จนล้น เพราะคิดว่าอาจเป็นหนทางที่ช่วยให้เขาพบ ‘จุดกึ่งกลางความพอดี’

2Bees Garden

โทรศัพท์ : 081 402 0950

Facebook : 2Bees Garden

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load