Minari (2020)

Directed and Written : Lee Isaac Chung

Starring : Steven Yeun, Han Ye-ri, Youn Yuh-jung, Alan Kim, Noel Kate Cho

Country : United States 

Duration : 120 Mins

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ 

“มินาริ มินาริ วันเดอร์ฟูล วันเดอร์ฟูล”

นี่คือท่อนหนึ่งของเพลงที่หญิงชราสัญชาติเกาหลีใต้ร้องให้หลานชายผู้เติบโตในต่างแดนฟัง และเป็นท่อนหนึ่งที่ดังก้องในหัวเราหลังจากรับชมภาพยนตร์ Minari จบ 

Minari คือภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันที่อำนวยการสร้างและใช้ทีมนักแสดงนำจากเกาหลีใต้ เล่าเรื่องครอบครัวคนเกาหลีที่หนีความแร้นแค้นของแผ่นดินแม่ไปตั้งต้นชีวิตใหม่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความหวังว่าจะได้สัมผัสคำว่า ‘ความสำเร็จ’ สักครั้งในชีวิต 

อีกนัยหนึ่ง คำว่า Minari (Oenanthe javanica) คือชื่อพืชสามัญประจำครัวคนแดนโสมขาว กินกับกิมจิก็ได้ ใส่ในซุปก็ดี ที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างป่าว่างเปล่า หรืออากาศร้อน ฝน หนาว เช่นไร มินาริก็จะโอนอ่อนลำต้นหาแสงและเจริญงอกงามได้เสมอ 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

เช่นเดียวกับชีวิตของซุนจา จาค็อบ โมนิก้า เด็กหญิงแอนน์ และเด็กชายเดวิด 

รายชื่อทั้งห้า คือตัวละครหลักจากภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวที Golden Globe Awards ครั้งที่ 78 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 

แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกบันทึกลงในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์เกาหลี ไม่ใช่เพียงเพราะมีดีกรีได้ไปเยือนเวทีระดับโลก หรือการเป็นผลงานที่เขียนมาจากความทรงจำวัยเด็กของผู้กำกับ อี ไอแซค จอง (Lee Isaac Chung) ในฐานะลูกหลานผู้อพชพชาวเกาหลี แต่ Minari ยังมีคุณค่าในแง่การสร้างกำลังใจให้ทุกคน ทุกชนชาติ เสมือนชีวิตที่ล้มและลุกของพวกเขาทั้ง 5 คนภาพยนตร์เรื่องนี้

01 

จาค็อบและโมนิก้า (รับบทโดย สตีเฟน ยอน และ ฮัน เยริ) คู่สามีภรรยาชาวเกาหลีที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐเมริกาด้วยความเชื่อว่าจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ณ ดินแดนคนละซีกโลก เขาทั้งคู่ทำหน้าที่คัดแยกเพศลูกเจี๊ยบ อาชีพที่ต้องจ้องตูดไก่วันละนับพันตัว และแยกลูกเจี๊ยบตัวผู้เพื่อเข้าสู่กระบวนการการจำกัด เพราะจาค็อบไม่อยากเป็นสิ่งมีชีวิตเพศผู้ที่ไร้ประโยชน์เช่นลูกเจี๊ยบที่เขาคัดทิ้ง จึงดิ้นรนเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างในโรงงานสู่การเป็นเจ้าของฟาร์มขนาด 50 เอเคอร์ 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

รถบ้านขนาดพอเหมาะกลางที่ดินว่างเปล่า คือเคหสถานที่สมาชิกตระกูลอี (Lee) ต้องพำนักด้วยความจำยอม แม้จะติดขัดเพราะห่างไกลจากทุกๆ ความสะดวกสบายที่ประชาชนทั่วไปควรได้รับ แต่ส่วนผสมของความอบอุ่นกับความห่วงใย ก็ยังช่วยหล่อเลี้ยงให้สมาชิกของรถบ้านแห่งนี้ (เกือบจะ) อยู่ดีมีสุข 

02

แอนน์และเดวิด (รับบทโดย โนเอล โช และ อลัน คิม) คือพี่สาว น้องชาย ทายาทธุรกิจที่ยังติดลบของตระกูลอี เขาทั้งคู่เป็นเยาวชนชาวเกาหลีแท้ๆ แต่ได้รับการผสมปนเปทางวัฒนธรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม แอนน์ผู้เป็นพี่นิยมสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษมากกว่าใคร ส่วนเดวิด หนุ่มน้อยน้องเล็กประจำบ้านก็พยายามตามรอยเท้าพี่สาวเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีอเมริกันชนในทุกทาง ทั้งไม่ค่อยยอมสื่อสารด้วยภาษาแม่ ไปจนถึงตั้งป้อมรังเกียจกลิ่นตัวและสารพัดของดีที่คุณยายขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้จากบ้านเกิด 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดล้วนเป็นการคลุกเคล้าระหว่างความเป็นเกาหลี-อเมริกัน เหมือนถ้อยคำภาษาเกาหลีคำ อังกฤษคำ ที่คนในรถบ้านหลังนี้ใช้กันจนเป็นความเคยชิน 

03

ในระหว่างทางเดินสู่ชีวิตที่ดีกว่าตามปณิธานของหัวหน้าครอบครัว สมาชิกตระกูลอีต้องล้มลุกคลุกคลานหลายหนจนเกินนิ้วมือจะนับได้ เพื่อกำจัดหนึ่งอุปสรรคที่อาจนำไปสู่ความร้าวฉาน คุณยายซุนจา (รับบทโดย ยุน ยอจอง) สาวใหญ่วัยเกษียณก็ได้รับมอบหมายให้บินลัดฟ้าข้ามมาอยู่ด้วยกัน 

แต่ดูเหมือนว่าการมาเยือนของเธอคนนี้ จะนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และครั้งใหญ่มาสู่พวกเขาทุกคน

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

ด้วยความเป็นพลเมืองแดนโสมขาวเต็มขั้น แม้จะอยู่ต่างแดน แต่ซุนจาก็ยังคงรักษาขนบ ธรรมเนียม และประเพณี แบบเกาหลีดั้งเดิมไว้ได้หลายประการ 

ถึงผู้คนในบ้านจะทยอยเปลี่ยนผ่านสู่วิถีศิวิไลซ์มากเท่าใด เธอก็ยังคงใช้ชีวิตดังเช่นตอนอยู่บ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งคุณยายคนนี้นี่เอง คือผู้แอบพกเมล็ดมินาริ พืชพื้นบ้านเกาหลีที่แม้จะพลัดถิ่นหรือดินแดนประหลาดเช่นไร มันก็จะเติบโตและงอกงามได้… เธอเชื่อเช่นนั้นเสมอมา 

04

ว่ากันว่าการอพยพไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนั้นยากระดับ 10 ส่วนจะอยู่อย่างไรให้ประสบความสำเร็จนั้นยากระดับ 100 แม้จาค็อบจะเป็นผู้อพยพพ่วงตำแหน่งพ่อค้าหัวใสที่เข้าใจความต้องการของตลาดทะลุปรุโปร่ง แต่ธุรกิจฟาร์มผักเกาหลีของเขากลับกระท่อนกระแท่นจากหลายปัจจัย ซึ่งจุดเล็กๆ ของปัญหามาจากความที่เขาไม่ใช่ ‘อเมริกันชน’ และถึงตระกูลอีจะพยายามไต่ระดับสู่ความเป็น ‘พวกเขา’ มากเท่าไหร่ รากเดิมจากแผ่นดินแม่ก็เหมือนจะแทรกผ่านสมองและหัวใจขึ้นมาทุกครั้ง 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

เราเชื่อหมดใจว่ารากนั้นเกิดขึ้นมาในลักษณะของการเกี่ยวพัน ไม่ใช่การฉุดรั้ง 

เพราะ ‘ราก’ ที่ว่าไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นคือสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้พวกเขาตระหนักถึงความตั้งใจแรกที่พาทุกคนเก็บความฝันออกเดินทางมาไกลหลายพันไมล์ รากนั้นทำให้ชีวิตมืดมนหวังกลับมีหวัง และรากนั้นยังพันรัดพวกเขาเอาไว้ ให้คงความผูกพันฉันครอบครัวที่พร้อมจะโอบอุ้มและเติบโตไปด้วยกัน

05

Minari ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ตะโกนบอกความยากลำบากของการใช้ชีวิตในต่างแดน ไม่ใช่การแสดงด้านแย่ๆ ที่ชาวเอเชียชนชาติใดเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ Minari เป็นวิธีสื่อสารความอบอุ่น อดทน และส่งกำลังใจให้ทุกๆ การเริ่มต้นใหม่ไปยังใครสักคนที่มีตัวตนอยู่จริง ไม่เพียงแค่ในภาพยนตร์หรือประวัติศาสตร์ แต่อาจเป็นมนุษย์เดินถนนสักคนที่กำลังต่อสู้กับบางสิ่ง ด้วยความหวังว่าอยากมี ‘ความสำเร็จ’ มาประดับโปรไฟล์ชีวิตสักครั้ง

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

และ Minari ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่บอกให้คุณสู้ สู้ และสู้ กับทุกสิ่งตรงหน้า แต่จงรู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนให้กับช่วงชีวิตที่ต้องหยุดชะงักหรือพักผ่อน จงเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับมินาริ พืชที่ปลูกง่าย โตไว แม้จะมีสิ่งใดมากระทบ มินาริก็พร้อมรับและปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ แม้ว่าพืชชนิดนี้จะต้องผลัดใบตายในครั้งแรกที่เติบโต แต่พวกมันก็ยังเหลือเศษซากของเมล็ดพันธุ์ และปะติดปะต่อความฝันนั้นให้งอกงามใหม่ได้ในครั้งถัดไป

จงมีชีวิตเยี่ยงมินาริที่วันเดอร์ฟูล วันเดอร์ฟูล

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

87 นาที
Director: Thomas Wirthensohn
*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

 

ในหนังสารคดีส่วนมากเราก็จะได้ดูเรื่องราวของเหล่าผู้คนที่ประสบความสำเร็จในการไล่ตามความฝันจนสำเร็จซึ่งในพันหรือหมื่นคนก็อาจจะมีอยู่สักคนสองคน

แล้วคนที่เหลือล่ะ ? ไม่เคยมีใครมองเห็นผู้คนเหล่านั้นทั้งในหนังและในชีวิตจริง

Homme Less คือสารคดีที่นำเสนอเรื่องราวของผู้ที่ไล่ตามฝันไม่สำเร็จในมหานครแห่งฝันอย่างนิวยอร์ก

มาร์ค เรย์ เป็นอดีตนายแบบที่ปัจจุบันคือผู้ชายอายุห้าสิบต้นๆ ที่ดูดี ดูรวย และมีเสน่ห์

มาร์ค เรย์ เป็นช่างภาพถ่ายสตรีทแฟชันบนท้องถนน และแฟชันโชว์สุดหรู

มาร์ค เรย์ เป็นนักแสดงตัวประกอบในกองถ่าย และนอกกองถ่ายตามที่มีคนจ้าง

ยังไม่หมดเท่านั้น มาร์ค เรย์ เป็น ‘คนไร้บ้าน’

HOMME LESS

HOMME LESS

เราอาจจะมีภาพของคนไร้บ้านที่สกปรก ไม่มีงานทำ ของใช้ส่วนตัวที่มีก็เอามันไปใส่ไว้ในรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต อาศัยอยู่ตามซอกหลืบตรอกเหม็นฉี่ในมหานคร แต่ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าผู้ชายที่ดูดี ห่อหุ้มตัวเองด้วยสูทหรูหรา รองเท้าหนังแวววับ สะพายกล้องถ่ายรูปราคาแพงถ่ายเหล่านางแบบนั้นจะเป็นชายที่ไม่มีที่ซุกหัวนอน

ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย ไม่เว้นแม้แต่การไล่ตามความฝัน และยิ่งการมาไล่ตามฝันในเมืองอย่างนิวยอร์กนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่อื่น

แล้วถ้าเราไม่สามารถจ่ายไหวจะทำยังไง?

บางคนก็ถอดใจกลับบ้าน บางคนก็อยู่สู้ต่อ แน่นอนว่ามาร์ค เรย์เป็นอย่างหลัง

ชีวิตของมาร์คนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ถ่ายรูปนางแบบ ถ่ายรูปในแฟชันโชว์ ขายงานให้กับเหล่าแมกกาซีน

เวลาไม่มีงานถ่ายก็ไปเป็นตัวประกอบในหนัง ว่างขึ้นมาอีกก็ไปรับจ๊อบงานตามแต่ที่จะมีคนจ้าง

HOMME LESS HOMME LESS HOMME LESS

ตัดภาพมานอกเวลางาน ฟิตเนสสำหรับเขานอกจากจะเป็นสถานที่ออกกำลัง ยังเป็นสถานที่ซักผ้าและเก็บข้าวของเครื่องใช้มีค่า พอตกกลางคืน เนื่องจากมาร์คมีรายได้ไม่มาก หนทางการอยู่รอดง่ายที่สุดจึงเป็นการตัดรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดในแต่ละเดือนทิ้งไป ซึ่งนั่นหมายถึงค่าเช่าบ้าน แต่เขายังต้องการอาศัยหลับนอนในเมืองเพื่อตื่นขึ้นมาสู้ต่อ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงแอบปีนไปบนดาดฟ้าตึก หลบไปนอนในซอกหลืบข้างบนนั้นและภาวนาให้ไม่มีคนพบเห็น ไม่ว่าจะเป็นในช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาวก็แล้วแต่ ก่อนจะตื่นเช้ามาเข้าห้องน้ำสาธารณะและเปลี่ยนชุดจากคนไร้บ้าน กลายมาเป็นชนชั้นกลางในเมืองใหญ่อีกครั้ง

HOMME LESS HOMME LESS HOMME LESS

หลายคนรวมทั้งผมด้วยอาจคิดว่า ทำไมไม่ขายสมบัติที่มีอยู่ออกไปเพื่อหาเงินมาเช่าบ้านอยู่ให้สบายๆล่ะ

แต่ที่จริงแล้ว กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์มากมาย รวมไปถึงเปลือกที่ห่อหุ้มตัวมาร์คอย่างชุดสูท รองเท้าหนังนั้นไม่ได้เป็นของฟุ่มเฟือยอย่างที่เราคิด หากคือต้นทุนที่ให้เขาไล่ตามฝันในเมืองนี้ต่อไปต่างหาก

หลังจากดูจบ ผมก็พบว่าการเป็นคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่อาจเป็นคนที่เรามองว่าเขาคือคนที่ดูดี น่าจะมีชีวิตที่ดีคนหนึ่งก็ได้

ก็นั่นแหละ ชีวิตมักเล่นตลกกับเราอยู่เสมอ เหมือนที่มาร์คพูดไว้ว่า

“จงเดินตามความฝัน แต่อย่าลืมเตรียมใจไว้เผชิญหน้ากับฝันร้ายด้วยล่ะ!”

“Homme Less คนจรลอยฟ้า”

ฉายที่ Bangkok Screening Room ตั้งแต่ศุกร์ 30 มิ.ย. – อาทิตย์ 23 ก.ค. นี้

เช็ครอบได้ที่นี่ www.bkksr.com/movies/homme-less

วิธีการเดินทาง www.bkksr.com/th/about-bkksr-th/your-visit

หรือติดตามความเคลื่อนไหวของหนังสารคดีเรื่องอื่นๆได้ที่ DocumentaryClubTH

Writer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load