Minari (2020)

Directed and Written : Lee Isaac Chung

Starring : Steven Yeun, Han Ye-ri, Youn Yuh-jung, Alan Kim, Noel Kate Cho

Country : United States 

Duration : 120 Mins

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ 

“มินาริ มินาริ วันเดอร์ฟูล วันเดอร์ฟูล”

นี่คือท่อนหนึ่งของเพลงที่หญิงชราสัญชาติเกาหลีใต้ร้องให้หลานชายผู้เติบโตในต่างแดนฟัง และเป็นท่อนหนึ่งที่ดังก้องในหัวเราหลังจากรับชมภาพยนตร์ Minari จบ 

Minari คือภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันที่อำนวยการสร้างและใช้ทีมนักแสดงนำจากเกาหลีใต้ เล่าเรื่องครอบครัวคนเกาหลีที่หนีความแร้นแค้นของแผ่นดินแม่ไปตั้งต้นชีวิตใหม่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความหวังว่าจะได้สัมผัสคำว่า ‘ความสำเร็จ’ สักครั้งในชีวิต 

อีกนัยหนึ่ง คำว่า Minari (Oenanthe javanica) คือชื่อพืชสามัญประจำครัวคนแดนโสมขาว กินกับกิมจิก็ได้ ใส่ในซุปก็ดี ที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างป่าว่างเปล่า หรืออากาศร้อน ฝน หนาว เช่นไร มินาริก็จะโอนอ่อนลำต้นหาแสงและเจริญงอกงามได้เสมอ 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

เช่นเดียวกับชีวิตของซุนจา จาค็อบ โมนิก้า เด็กหญิงแอนน์ และเด็กชายเดวิด 

รายชื่อทั้งห้า คือตัวละครหลักจากภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวที Golden Globe Awards ครั้งที่ 78 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 6 รางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 

แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกบันทึกลงในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์เกาหลี ไม่ใช่เพียงเพราะมีดีกรีได้ไปเยือนเวทีระดับโลก หรือการเป็นผลงานที่เขียนมาจากความทรงจำวัยเด็กของผู้กำกับ อี ไอแซค จอง (Lee Isaac Chung) ในฐานะลูกหลานผู้อพชพชาวเกาหลี แต่ Minari ยังมีคุณค่าในแง่การสร้างกำลังใจให้ทุกคน ทุกชนชาติ เสมือนชีวิตที่ล้มและลุกของพวกเขาทั้ง 5 คนภาพยนตร์เรื่องนี้

01 

จาค็อบและโมนิก้า (รับบทโดย สตีเฟน ยอน และ ฮัน เยริ) คู่สามีภรรยาชาวเกาหลีที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐเมริกาด้วยความเชื่อว่าจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ณ ดินแดนคนละซีกโลก เขาทั้งคู่ทำหน้าที่คัดแยกเพศลูกเจี๊ยบ อาชีพที่ต้องจ้องตูดไก่วันละนับพันตัว และแยกลูกเจี๊ยบตัวผู้เพื่อเข้าสู่กระบวนการการจำกัด เพราะจาค็อบไม่อยากเป็นสิ่งมีชีวิตเพศผู้ที่ไร้ประโยชน์เช่นลูกเจี๊ยบที่เขาคัดทิ้ง จึงดิ้นรนเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างในโรงงานสู่การเป็นเจ้าของฟาร์มขนาด 50 เอเคอร์ 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

รถบ้านขนาดพอเหมาะกลางที่ดินว่างเปล่า คือเคหสถานที่สมาชิกตระกูลอี (Lee) ต้องพำนักด้วยความจำยอม แม้จะติดขัดเพราะห่างไกลจากทุกๆ ความสะดวกสบายที่ประชาชนทั่วไปควรได้รับ แต่ส่วนผสมของความอบอุ่นกับความห่วงใย ก็ยังช่วยหล่อเลี้ยงให้สมาชิกของรถบ้านแห่งนี้ (เกือบจะ) อยู่ดีมีสุข 

02

แอนน์และเดวิด (รับบทโดย โนเอล โช และ อลัน คิม) คือพี่สาว น้องชาย ทายาทธุรกิจที่ยังติดลบของตระกูลอี เขาทั้งคู่เป็นเยาวชนชาวเกาหลีแท้ๆ แต่ได้รับการผสมปนเปทางวัฒนธรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม แอนน์ผู้เป็นพี่นิยมสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษมากกว่าใคร ส่วนเดวิด หนุ่มน้อยน้องเล็กประจำบ้านก็พยายามตามรอยเท้าพี่สาวเพื่อก้าวเข้าสู่วิถีอเมริกันชนในทุกทาง ทั้งไม่ค่อยยอมสื่อสารด้วยภาษาแม่ ไปจนถึงตั้งป้อมรังเกียจกลิ่นตัวและสารพัดของดีที่คุณยายขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้จากบ้านเกิด 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดล้วนเป็นการคลุกเคล้าระหว่างความเป็นเกาหลี-อเมริกัน เหมือนถ้อยคำภาษาเกาหลีคำ อังกฤษคำ ที่คนในรถบ้านหลังนี้ใช้กันจนเป็นความเคยชิน 

03

ในระหว่างทางเดินสู่ชีวิตที่ดีกว่าตามปณิธานของหัวหน้าครอบครัว สมาชิกตระกูลอีต้องล้มลุกคลุกคลานหลายหนจนเกินนิ้วมือจะนับได้ เพื่อกำจัดหนึ่งอุปสรรคที่อาจนำไปสู่ความร้าวฉาน คุณยายซุนจา (รับบทโดย ยุน ยอจอง) สาวใหญ่วัยเกษียณก็ได้รับมอบหมายให้บินลัดฟ้าข้ามมาอยู่ด้วยกัน 

แต่ดูเหมือนว่าการมาเยือนของเธอคนนี้ จะนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และครั้งใหญ่มาสู่พวกเขาทุกคน

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

ด้วยความเป็นพลเมืองแดนโสมขาวเต็มขั้น แม้จะอยู่ต่างแดน แต่ซุนจาก็ยังคงรักษาขนบ ธรรมเนียม และประเพณี แบบเกาหลีดั้งเดิมไว้ได้หลายประการ 

ถึงผู้คนในบ้านจะทยอยเปลี่ยนผ่านสู่วิถีศิวิไลซ์มากเท่าใด เธอก็ยังคงใช้ชีวิตดังเช่นตอนอยู่บ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งคุณยายคนนี้นี่เอง คือผู้แอบพกเมล็ดมินาริ พืชพื้นบ้านเกาหลีที่แม้จะพลัดถิ่นหรือดินแดนประหลาดเช่นไร มันก็จะเติบโตและงอกงามได้… เธอเชื่อเช่นนั้นเสมอมา 

04

ว่ากันว่าการอพยพไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนั้นยากระดับ 10 ส่วนจะอยู่อย่างไรให้ประสบความสำเร็จนั้นยากระดับ 100 แม้จาค็อบจะเป็นผู้อพยพพ่วงตำแหน่งพ่อค้าหัวใสที่เข้าใจความต้องการของตลาดทะลุปรุโปร่ง แต่ธุรกิจฟาร์มผักเกาหลีของเขากลับกระท่อนกระแท่นจากหลายปัจจัย ซึ่งจุดเล็กๆ ของปัญหามาจากความที่เขาไม่ใช่ ‘อเมริกันชน’ และถึงตระกูลอีจะพยายามไต่ระดับสู่ความเป็น ‘พวกเขา’ มากเท่าไหร่ รากเดิมจากแผ่นดินแม่ก็เหมือนจะแทรกผ่านสมองและหัวใจขึ้นมาทุกครั้ง 

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

เราเชื่อหมดใจว่ารากนั้นเกิดขึ้นมาในลักษณะของการเกี่ยวพัน ไม่ใช่การฉุดรั้ง 

เพราะ ‘ราก’ ที่ว่าไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นคือสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้พวกเขาตระหนักถึงความตั้งใจแรกที่พาทุกคนเก็บความฝันออกเดินทางมาไกลหลายพันไมล์ รากนั้นทำให้ชีวิตมืดมนหวังกลับมีหวัง และรากนั้นยังพันรัดพวกเขาเอาไว้ ให้คงความผูกพันฉันครอบครัวที่พร้อมจะโอบอุ้มและเติบโตไปด้วยกัน

05

Minari ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ตะโกนบอกความยากลำบากของการใช้ชีวิตในต่างแดน ไม่ใช่การแสดงด้านแย่ๆ ที่ชาวเอเชียชนชาติใดเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ Minari เป็นวิธีสื่อสารความอบอุ่น อดทน และส่งกำลังใจให้ทุกๆ การเริ่มต้นใหม่ไปยังใครสักคนที่มีตัวตนอยู่จริง ไม่เพียงแค่ในภาพยนตร์หรือประวัติศาสตร์ แต่อาจเป็นมนุษย์เดินถนนสักคนที่กำลังต่อสู้กับบางสิ่ง ด้วยความหวังว่าอยากมี ‘ความสำเร็จ’ มาประดับโปรไฟล์ชีวิตสักครั้ง

Minari ภาพยนตร์อเมริกัน-เกาหลี ที่บอกว่าชีวิตย่อมมีวันโรยราและจะกลับมางอกงามได้เสมอ

และ Minari ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่บอกให้คุณสู้ สู้ และสู้ กับทุกสิ่งตรงหน้า แต่จงรู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนให้กับช่วงชีวิตที่ต้องหยุดชะงักหรือพักผ่อน จงเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับมินาริ พืชที่ปลูกง่าย โตไว แม้จะมีสิ่งใดมากระทบ มินาริก็พร้อมรับและปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ แม้ว่าพืชชนิดนี้จะต้องผลัดใบตายในครั้งแรกที่เติบโต แต่พวกมันก็ยังเหลือเศษซากของเมล็ดพันธุ์ และปะติดปะต่อความฝันนั้นให้งอกงามใหม่ได้ในครั้งถัดไป

จงมีชีวิตเยี่ยงมินาริที่วันเดอร์ฟูล วันเดอร์ฟูล

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

Thirty-Nine (2022)

Written : Yoo Yeong-ah 

Directed : Kim Sang-ho 

Starring : Son Ye-jin, Jeon Mi-do, Kim Ji-hyun 

Country : South Korea 

Genres : Korean, Romantic Drama

Episode : 12

Original Network : JTBC

*บทความนี้เปิดเผยใจความสำคัญของเรื่อง

Thirty-Nine เป็นซีรีส์ความยาว 12 ตอนที่ออกฉายสัปดาห์ละ 2 ตอนพร้อมกันทั้งทางช่อง JTBC ในเกาหลีใต้ และฉายผ่านทาง Netflix จนถึงวันนี้ก็ออกอากาศมาได้ครึ่งทางแล้ว

ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเพื่อนสาววัย 39 ปี 3 คนที่มีสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งกว่าครอบครัว และยังคงตัวติดกันเหมือนตอนอายุ 18 มีความสุขกับการกินโซจูกับต๊อกบอกกี มีความรัก และกำลังเผชิญกับการพลัดพราก

ชามีโจ (รับบทโดย ซนเยจิน) โจชานยอง (รับบทโดย จอนมีโด) และจางจูฮี (รับบทโดย คิมจีฮยอน) สามสาวเพื่อนซี้ที่แม้จะไม่ได้คาดคิดว่ามิตรภาพจะยืดยาว แต่ถึงตอนนี้ พวกเธอก็คบหาและอยู่เคียงข้างกันมา 20 ปีแล้ว 

ในวัยเฉียดเลข 4 พวกเธอขยันไปงานศพ เลี่ยงงานแต่ง ไม่ไปงานวันเกิดลูกเพื่อน “เพราะคงไม่มีวันได้ซองคืน” โจชานยองกล่าว

ช่วงอายุปลายเลข 3 การงาน ความรัก ความสัมพันธ์ ของทั้งสามสาวอยู่ในสภาวะอยู่ตัว (ที่ไม่ได้แปลว่าลงตัว) ชีวิตผ่านแดดลมฝนมาจนมีเรื่องราวมากมาย และค่อนข้างจะเข้าใจชีวิตและรู้จักตัวเองดี เหมือนกำลังเดินอยู่บนยอดภูที่มีพื้นราบให้เดิน หลังจากเพิ่งปีนทางชันที่สุดมาได้สำเร็จ 

ซีรีส์เรื่องนี้เลยให้รสหวานแบบน่าอิจฉา แต่ก็ยังผสมรสขมปร่ามาด้วยแบบชวนน้ำตาไหล 

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

ถ้าวัย 20 คือความเบ่งบานของชีวิต วัย 30 ก็คงจะเป็นรสชาติปน ๆ กันแบบนี้ จึงเป็นเหตุให้คนในวัยใกล้เคียงกับตัวละครในเรื่องจะยิ่งอินและมีน้ำตาปริ่ม ๆ ให้เหตุการณ์ในเรื่องมากเป็นพิเศษ 

ความอิสระทั้งจากภาระผูกพัน มีรายได้พอจะเหลือจากการใช้จ่ายประจำวัน การมีความรับผิดชอบในระดับที่บริหารจัดการได้ และการเลยเส้นตายที่สังคมขีดไว้ตั้งแต่อายุ 30 มานานแล้ว ทำให้มีโจ ชานยอง และจูฮี เป็นสาววัย 39 ที่ 

จะทำอะไรก็ได้ 

จะย้อนแย้งแค่ไหนก็ได้ 

เช่น การชวนกันไปเดินป่า แล้วก็พร้อมใจกันหันหลังกลับ เพียงเพราะเจอป้ายเตือนว่าให้ระวังผึ้ง จึงให้ข้ออ้างตัวเองว่ามันอันตรายนะ ข้อเท้าก็เพิ่งเคล็ดไปด้วย แล้วก็ไปหาอะไรกินกันแทน 

เป็น ‘พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ’ ของวัยที่ทุ่มเงินไปกับสกินแคร์และฝีมือหมอ เพื่อเหนี่ยวรั้งร่องรอยของเวลาให้อยู่ห่างไกลใบหน้ามากที่สุด

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า Thirty-Nine คือซีรีส์โลกสวยราวกับฤดูใบไม้ผลิ แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้นี่กลายเป็นซีรีส์ดราม่า ตะโกนสปอยล์โครมใหญ่ให้ฟังเลยว่า ซีรีส์เปิดฉากแรกมาด้วยภาพงานศพ แถมยังเผยรูปหน้าศพให้เห็นกันชัด ๆ ว่าใครจะเป็นผู้ต้องโบกมือลาจากโลกนี้ไป 

เวลาเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ จึงทำให้พวกเธออยากใช้มัน ให้เพื่อนที่รักกลายเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ร่าเริงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนคนที่กำลังจะหมดเวลาชีวิต ก็ยังคิดสะสางสิ่งที่ติดค้างให้เพื่อนเช่นกัน 

หากคุณคือมนุษย์เดินดินผู้ไม่จำกัดเพศสภาพ ไม่ว่าอยู่ในวัยใกล้เคียงหรือเลยเลข 3 ช่วงปลายไปแล้วก็ตาม เราอยากชวนพิจารณาคาแรกเตอร์ตัวละครหญิงทั้งสามในซีรีส์ Thirty-Nine ดูซิว่าในช่วงวัยนั้น คุณจะเลือกดำเนินชีวิต หรือหยิบยืมความคิดของใครมาใช้ แล้วจะพบว่า ไม่ว่าเลข 4 ความตาย หรือการต้องมีชีวิตอยู่โดยที่คนข้าง ๆ หายไป มันอาจน่ากลัวน้อยลงได้ เพียงแค่มี ‘มิตรภาพ + ความรักที่ดี’ อยู่ใกล้ตัว 

ชามีโจ : แพทย์หญิง + นักกอล์ฟ 

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

ชามีโจ คือผู้อำนวยการคลินิกผิวหนังย่านกังนัม เธอมีงานอดิเรกคือการตีกอล์ฟ และเอาจริงเอาจังถึงขั้นจะลางาน 1 ปี เพื่อไปเรียนตีกอล์ฟที่อเมริกา

ก็ชีวิตมันราบเรียบ การงานก็ประสบความสำเร็จขั้นสุด ไม่มีอะไรใหม่ ๆ ให้ท้าทาย ผู้ชายก็ไม่มี แถมยังมีภาวะทางใจที่ไม่ค่อยปกติ เลยให้การหมกมุ่นกับงานอดิเรก รับหน้าที่เติมสีสันให้ชีวิตแบบไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ 

จนกระทั่งได้เจอกับ คิมซอนอู คนที่มาทำให้ดอกโบตั๋นเบ่งบานอีกครั้ง 

คิมซอนอู เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ตอนหลังเฉลยว่าเป็นคุณหมอโรคผิวหนังดีกรีนักเรียนนอก โผล่เข้ามาในชีวิตชามีโจแบบงง ๆ แถมมีพลังทำลายล้างสูงด้วยความเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี มีเวลาให้ จริงใจ แถมสนุกแล้วก็ช่างสรรหาวิธีมาเอนเตอร์เทน

คิดดูว่าวันที่เคลียร์งานตอนดึกอยู่เงียบ ๆ การมีคนเห็นไฟที่ออฟฟิศยังเปิดแล้วโผล่เข้ามาอยู่เป็นเพื่อน พร้อมสมุดระบายสี กระดาษพับโอริกามิ หรือหนังสือคัดลายมือคำคมดี ๆ มาชวนเล่น มันน่ารักขนาดไหน

เจอแบบนี้เข้าไปใจคงสั่นไหว จนทำให้ความงานยุ่ง เข้าถึงยาก ไม่มีเวลา หรือข้ออ้างล้านแปดของผู้หญิงบ้างานทั้งหลายหายวับไปในพริบตา

การมีคนที่เป็นเหมือนจุดพักบนทางหลวงให้ได้กลับมาเป็นตัวเอง ในวันที่ชีวิตวิ่งผ่านไปเร็วจนหายใจไม่ทัน หรือวันที่เป็นทุกข์จัด ๆ แล้วมีคนชวนปลดปล่อยด้วยการเล่นเกม ต่อด้วยกินบะหมี่ถ้วยกับปลาเส้นเหมือนเวลาไปร้านเกมวัยเด็ก อย่างกับเป็นคนไม่มีภาระ ไม่ต้องกังวลแคลอรี่ 

ช่างเป็นความสบายใจ แบบไม่ขออะไรมากกว่านี้อีกแล้ว

ด้วยเหตุนี้เราจึงเข้าใจทุกอย่างเมื่อมีโจบุกไปหาคิมซอนอูถึงบ้าน ไม่ว่าจะในวันที่กังวลว่าเขาจะป่วย หรือเมื่อเธอต้องการคนเคียงข้าง

ฉากที่ชอนอูลุกออกจากการนอนเครียดอยู่บนเตียงมาแบบเยิน ๆ พอเปิดประตู แล้วเจอมีโจยืนอยู่ เป็นฉากเล็ก ๆ ที่ทำเอาเราน้ำตาไหลและสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจ สบายใจจากการโผกอดของชอนอู

โจชานยอง : ครูสอนการแสดง + ผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Thirty-Nine : ชีวิตวัย 39 ที่มีความรัก มีความหมาย และมีเพื่อนที่พร้อมร้องไห้ไปด้วยกัน

โจชานยอง เป็นครูสอนการแสดงผู้รู้ว่าความรักคืออะไร แต่เธอกลับใชัชีวิตโดยยอมโดนแปะป้ายจาง ๆ ว่าเป็นชู้ เพราะก่อนหน้านี้ เธอเชื่อว่ายังมีเวลาอีกมากมายเพื่อรอให้คนที่รักหย่าขาดจากภรรยา (ผู้มาทีหลัง) และเขากับเธอก็จะได้ครองคู่กันอย่างที่มันควรจะเป็น 

“สายตาพี่ก็บอกว่าชอบฉันซะขนาดนั้น ทำไมพี่ถึงไม่ทำอะไรเสียที” ชานยองบอก คิมจินซอก ผู้บริหารบริษัทดูแลศิลปินและพี่ชายคนสนิท ผู้มารู้หลังจากแต่งงานแล้วหลายปี ว่าลูกที่เกิดจากภรรยา ไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ อย่างที่เขาเข้าใจตอนตกลงแต่งงานกับเธอ แต่ก็ยังลังเลที่จะหย่า แม้จะห่วงใยและอาทรโจชานยองแบบปิดไม่มิด

ชานยองกับจินซอกมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เป็นความรักที่ไม่ลงตัวแบบผิดที่ไม่ถูกเวลามาตลอดช่วงอายุ 30 ของเธอ

เธอบอกกับมีโจว่า มั่นใจว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อจินซอกคือความรัก แม้เพื่อนรักจะไม่เห็นด้วย และแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยนั้นมากแค่ไหนก็ตาม

แต่ชีวิตก็ไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด หนึ่งในพฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจของสามสาว คือการยกโขยงกันไปตรวจร่างกาย คนที่โชคร้ายพบความผิดปกติก็คือชานยอง เธอป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะที่ 4 มีโอกาสรอดชีวิตเพียง 0.8 เปอร์เซ็นต์

วันที่ชานยองตั้งใจจะบอกข่าวนี้กับคิมจินซอก ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังคงรักษาคอนเซ็ปต์ผิดที่ไม่ถูกเวลาอีกครั้ง เพราะเขามาหาเธอด้วยข่าวดีที่รอคอยมานับสิบปีว่า เขาตัดสินใจหย่าขาดจากภรรยาแล้ว 

ฉากความผิดหวังที่จังหวะเวลาไม่เคยเข้าข้างเขาและเธอ เรียกน้ำตาจากคนดูได้แบบท่วมท้น จากการร้องไห้แบบไม่ฟูมฟาย แต่เจ็บลึกจนแทบขาดใจ 

การกอดกันแบบไม่รู้ว่าใครต้องปลอบใจใคร แต่เป็นกอดที่บอกว่าคนที่ทำร้ายเราครั้งนี้คือโชคชะตา

ชีวิตของ 3 สาววัย 39 ที่มีมิตรภาพ พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ และต้องเตรียมใจยอมรับกับการจากลา

นอกจากความสัมพันธ์ชายหญิงที่เค้นน้ำตาคนดูไปแบบไม่มีพัก ยังต่อเนื่องกันด้วยฉากเมื่อเพื่อนรักทราบข่าวร้าย มีโจ จูฮี และชานยอง ต่างพังทลายไม่แพ้กัน 

เพื่อนรักสามคนที่ตัวติดกันมา 20 ปี ล้วนคุ้นเคยกับบุคคลิก จุดอ่อน จุดแข็งของเพื่อนแต่ละคนเป็นอย่างดี แต่ถึงจะรู้ดีขนาดไหน ความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคนนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา 

พวกเขาทะเลาะกันบ้าง ด่าทอกันแรง ๆ บ้าง มีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ปรับความเข้าใจและพูดความรู้สึกของตัวเองกันแบบตรงไปตรงมาทุกครั้ง

ผลัดกันง้อ ผลัดกันให้อภัย ผลัดกันส่งกำลังใจ และตัดสินใจร่วมกันว่า จะทำให้โจชานยอง เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ร่าเริงที่สุดในประวัติศาสตร์

จางจูฮี : เมเนเจอร์ + น้องเล็ก 

ชีวิตของ 3 สาววัย 39 ที่มีมิตรภาพ พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ และต้องเตรียมใจยอมรับกับการจากลา

จางจูฮี ผู้จัดการเคาน์เตอร์ขายเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า แม้ในเวลางานเธอจะเป็นเมเนเจอร์คนเก่งที่จัดการปัญหาจากลูกค้าได้สารพัด แต่เมื่ออยู่กับชาวแก๊ง เธอคือน้องเล็กผู้อ่อนต่อโลก ไม่ค่อยกล้าเสี่ยง และเป็นคนที่เพื่อน ๆ มักจะเป็นห่วงอยู่เสมอ 

จูฮีคือคนที่คอยดับไฟร้อน ๆ เวลาที่อีกสองคนทะเลาะกัน ด้วยวิธีแบบจูฮี จูฮี อย่างตอนที่ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง เพราะชานยองตัดสินใจจะไม่เข้ารับการรักษา 

สายจากจูฮีที่โทรมาดีใจยกใหญ่บอกว่าตนถูกลอตเตอรี่ ซึ่งนับเป็นความโชคดีครั้งแรกในชีวิต ช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง เพราะเพื่อนทั้งสองที่ไม่อยากทำให้จูฮีที่กำลังดีใจอยู่ต้องมาเศร้ากับเรื่องนี้

และหลังจากแจ้งข่าวร้าย ชานยองยังต้องบอกให้มีโจไปหาจูฮีที่ห้าง แทนที่จะมาเป็นห่วงเธอ เพราะรู้ดีว่าจูฮีต้องเอาแต่ร้องไห้ทั้งวันแน่ ๆ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

อีกหนึ่งเรื่องที่จูฮีสร้างความหนักใจให้เพื่อน ๆ คือเธอคนนี้เป็นโสดมาทั้งชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งก็มีผู้ชายที่ชาวแก๊งมองการณ์ไกลว่าคนนี้แหละ ที่จะมาทำให้ดอกรักผลิบานในใจเพื่อนได้ แถมเขายังทำให้จูฮีเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย 

พัคฮยอนจุน เป็นเจ้าของร้านและเชฟประจำร้านอาหารจีนใกล้บ้านจูฮี เขาเป็นหนุ่มรุ่นน้อง ซึ่งถ้าคูณอายุจูฮีด้วย 0.8 ตามสูตรของเขา ก็น่าจะอายุเข้ากันได้พอดิบพอดี 

วันหนึ่งฮยอนจุนเล่าให้ฟังว่า เขาลาออกจากงานในโรงแรมเพื่อออกมาเปิดร้านของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่จะได้เป็นหัวหน้าเชฟอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ต่อว่าเขา มีแต่จูฮีที่ชื่นชมและมองมันเป็นความกล้าหาญ

ก็คงเป็นเพราะแรงบันดาลใจนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้จูฮีกล้าถอดป้ายชื่อติดหน้าอกวางบนเคาน์เตอร์และลาออกจากงานที่ไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขได้ในที่สุด

Thirty-Nine

วัย 39 เป็นวัยที่กราฟชีวิตไม่พุ่งเร็วเหมือนช่วง 20 กลาง ๆ ถึง 30 ต้น ๆ 

ช่วงนั้นหลายคนทุ่มเทให้กับงาน บางคนก็ทุ่มเทให้กับความรัก เหมือนกับว่ามันเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ต้องเก็บเกี่ยวและมีเส้นตายให้ต้องเชื่อฟัง แล้วพอหันหลังกลับมา ก็พบว่าเวลาได้พาสิ่งสำคัญในชีวิตอย่างครอบครัว ตัวตน ความหนุ่มสาว และมิตรภาพ หล่นหายไประหว่างทางเสียแล้ว

โชคดีที่มีโจ ชานยอง และจูฮี ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อฝุ่นตลบหายไป พวกเธอจึงยังมีกันและกันในวันที่ใครก็ไม่คาดว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้ 

เมื่อรู้ว่าเวลาที่จะได้อยู่กับชานยองมีจำกัด มีโจตัดสินใจไม่ไปเรียนตีกอล์ฟที่อเมริกา แต่เลือกใช้ 1 ปีที่ลาพักผ่อนเพื่อมาดูแลเธอ ส่วนจูฮีตัดสินใจยกโชคดีครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิตให้ชานยองทั้งน้ำตา เธอบอกว่า “แกเอาไปนะ แล้วอยู่ต่ออีก 4 ปี เพราะนี่มันรางวัลที่ 4 ไง”

แม้จะไม่สามารถช่วยให้โรคร้ายหายไป แต่การมีคนร่วมร้องไห้ไปด้วยกัน ก็น่าจะทำให้ไม่รู้สึกเดียวดายเกินไปนัก

ชีวิตของ 3 สาววัย 39 ที่มีมิตรภาพ พฤติกรรมยอมแก่โดยสมัครใจ และต้องเตรียมใจยอมรับกับการจากลา

มีโจเคยเจ้ากี้เจ้าการให้ชานยองและจูฮีมาเป่ายิ้งฉุบเพื่อหาว่าระหว่างเธอทั้ง 3 ใครที่จะอายุยืนและคอยอยู่จัดงานศพให้เพื่อน ๆ ถ้าหากว่าพวกเธอไม่ได้มีลูก

วันนั้นชานยองเป็นคนถูกมอบหมายให้ต้องมีชีวิตยืนยาวที่สุด แต่เธอกลับเป็นคนที่ต้องจากไปก่อนใคร

งานศพของชานยองถูกพูดถึงตั้งแต่ตอนแรกของเรื่อง และงานศพก็จะมีขึ้นในตอนที่ 7 ซึ่งเป็นตอนกลางเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจมาก ๆ จึงอยู่ที่ว่า ซีรีส์จะนำเสนออะไร เพื่อมาบีบเค้นน้ำตาและกระตุกเตือนต่อมความคิดของคนดูที่ไม่ว่าใคร ก็จะต้องประสบกับช่วงวัยและความสูญเสียนั้นเช่นกัน 

ชีวิตในวัย 39 ที่เผชิญทั้งความรัก มิตรภาพ ความสูญเสียในซีรีส์ Thirty-Nine จะเป็นอย่างไร ถ้าได้ดูจนจบแล้วมาคุยกันต่อนะ

ภาพ : Netflix, JTBC 

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load