มิลานเมืองแฟชั่น

ใครๆ ก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น 

การปะยี่ห้ออย่างนี้ไว้ตรงหน้าผากเมืองมิลาน ทำให้เกิดอะไรได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ใครที่รักแฟชั่น ก็จะอยากมามิลาน ตรงกันข้าม ใครที่ไม่ชอบแฟชั่น ก็พาลไม่คิดจะมา เพราะคิดไปเสียแล้วว่านอกจากแฟชั่นแล้ว มิลานจะมีอะไร

อันที่จริงมิลานก็เป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในอิตาลี มีอะไรให้ชม ให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ในขณะที่เมืองฟังดูทันสมัยจ๋าขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นที่ตั้งของวิหารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ไหนจะภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดา วินชี อีกเล่า ก็ล้วนอยู่ในมิลานทั้งสิ้น มิลานจึงเป็นเมืองที่ประสานความเก่าเข้ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว

ปีแรกที่ไปอยู่อิตาลี ฉันไม่ได้ไปมิลาน ทั้งๆ ที่หากนั่งรถไฟไปจากเมืองที่อยู่ก็กินเวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากจืดเท่านั้น เพื่อนฝูงชาวอิตาเลียนล้วนปลอบใจว่า เธอไม่ได้พลาดอะไรไปเลย จงเคี้ยวหมากของเธอต่อไป… อันหลัง แน่นอนว่าเพื่อนไม่ได้บอกไว้

ครั้งแรกที่ฉันไปมิลาน ฉันก็รู้จักมิลานแบบงูๆ ปลาๆ มิลานสำหรับฉันคือ เมืองที่ต้องไปดูด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิตครูสอนภาษาอิตาเลียน อยากเข้าใจคำกล่าวที่ว่า “มิลานคือเมืองหลวงโดยพฤตินัยของอิตาลี” นั้นเป็นอย่างไร แค่อยากไปดู ไปเห็น พอไปจริง เวลาเที่ยวก็เดินไป อ่านหนังสือนำเที่ยวไป จำค.ศ. จำชื่อคนคิดคนสร้าง ไม่เคยได้ เห็นว่างามก็พอใจอยู่ตรงนั้น มิได้สนใจใคร่รู้อะไรมากมาย จริงๆ มิลานไม่ใช่เมืองโปรดของฉันสักเท่าใด เพราะดูมันใหญ่โตกว้างไกลเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับเมืองที่ฉันมา

จากนั้นเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนก็ได้กลับไปอีก แล้วความไม่ได้ (คิดจะ) หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเลย ก็ทำให้ได้พบกับฉากชวนสะดุ้งเบาๆ 

หลังจากที่ชมวิหารใหญ่กลางเมืองมิลานเสร็จ ก็มุ่งหน้าเดินไปที่ปราสาทของตระกูลสฟอร์ซา (Castello Sforzesco) ที่เดินไปเพราะที่นั่นมีสวนสาธารณะและนั่งได้ฟรี ไปนอนอ่านหนังสืออาบแดดอุ่นเสียหน่อยจะเป็นไรไป เผื่อจะมีใครเล่นจานร่อนหลงแฉลบมาใกล้ๆ ให้ได้ช้อนตาคู่งามขึ้นสบยามยื่นจานร่อนคืน

คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจในการสืบเท้าให้เร็วขึ้น (เรียกว่าจ้ำคงจะไม่ผิดนัก) ลองเข้าซอยเล็กซอยน้อยดูหน่อยเป็นไรเผื่อจะเร็วขึ้น แต่ก็ดูเหมือนยิ่งรีบจะยิ่งช้า หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคตแท้ๆ เทียว เดินๆ ไปก็เจอแต่กำแพง แต่ก็เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน กันที่ว่าก็คือตัวเองนั่นเอง

ในขณะที่กำลังเซ็งชีวิตอยู่นั้น เงยหน้ามาอีกทีก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งไม่คาดฝัน ซึ่งเหมือนมาตบหน้าฉาดใหญ่ ซ้ำเติมชะตากรรมของการเดินผิดซอยขณะนั้นให้ดูเซ่อเข้าไปอีก

มันคือ มือขนาดใหญ่ที่ชูนิ้วกลางให้

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ฉันยืนตะลึงอยู่สัก 2 วินาที ก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา

เพราะมือที่ว่านั้นคือ หินสลักรูปมือชูนิ้วกลาง ตั้งเด่นเป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง

จะว่าไม่รู้จักเลยก็ไม่เชิง พอเห็นก็นึกออกว่าเคยอ่านเจอในเน็ต จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่หน้าตลาดหุ้น แต่ด้วยความที่ไม่รู้มั้ยว่าตลาดหุ้นมิลานอยู่ที่ไหน ไม่ได้สนใจ พอมาเจอจริงๆ เลยตกใจ เออ…เนาะ จู่ๆ ไม่นึกจะเจอก็ได้เจอ มาอยู่ตรงกลางเมือง แทบจะฟาดหน้าเอาเสียอย่างนั้น

ตอนได้อ่านในเน็ตก็คิดนะว่าช่างเป็นความกล้าบ้าบิ่นทั้งของศิลปิน นายกเทศมนตรีเมือง และชาวเมือง เป็นยิ่งนัก เพราะถ้าไม่รวมใจกันทั้งสามฝ่าย มีหรือนิ้วกลางนั้นจะตั้งเด่อยู่กลางลานเยี่ยงนั้นได้

ดูเผินๆ อาจคิดว่ามันเป็นอนุสาวรีย์ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอนุสรณ์สถานอะไรหรอก หากแต่เป็นเพียงประติมากรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ศิลปกรรมชิ้นที่ว่านี้เป็นรูปสลักหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา สูงตั้งแต่ฐานไปจนถึงปลายนิ้วกลาง 11 เมตร แต่ตัวรูปสลักเองสูงราว 4 เมตรกว่าๆ เท่านั้น เพราะฐานสูงไปแล้วตั้ง 7 เมตร แล้วไม่ได้ทำมั่วๆ ด้วยนะ เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นขนมจีน ปูดโปน ขึ้นชัดเจนอยู่บนหลังมือเลยทีเดียว

ประติมากรผู้รังสรรค์งานอันวิจิตรนี้มีนามว่า เมาริตซิโย คัตเตลัน (Maurizio Cattelan) คนพื้นที่จึงเรียกรูปสลักนี้ว่า นิ้วกลางของคัตเตลัน (Il Dito medio di Cattelan) หรือไม่ก็เรียกว่า นิ้ว (Il DIto) เฉยๆ อยากรู้ภาษาอิตาเลียนเผื่อไว้ถามทางเก๋ๆ อย่างนั้นเหรอ? ก็ได้ อ่านว่า อิล ดีโต 

ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นคือ L.O.V.E. ดูโรแมนติกใช่หยอกอยู่เมื่อไหร่ แต่หากได้ยินแค่ชื่อ แล้วชวนแฟนไปสาบานรักเป็นอ้ายขวัญกับอีเรียม หรือเตรียมกุญแจทองไปคล้องใจ อาจหน้าหงายกลับมา แฟนอาจนึกว่าชวนมาหลอกด่า พานขอเลิกไปเสียฉิบ

L.O.V.E. นั้นเป็นตัวย่อมาจากภาษาอิตาเลียน 4 คำ คือ Libertà, Odio, Vendetta และ Eternità อันแปลได้ว่า เสรีภาพ ความเกลียดชัง การแก้แค้น และความเป็นนิรันดร

และนั่นเป็นถ้อยอธิบายเพียงอย่างเดียวที่ประติมากรให้ไว้ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นจินตนาการของผู้ชมไป

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

L.O.V.E นี้ตั้งอยู่หน้าตลาดหุ้นของมิลาน เปิดแพรคลุมป้ายโดยนายกเทศมนตรีหญิงแห่งนครมิลาน (เปรี้ยวกว่านี้มีไหม) ระยะเวลาของการตั้งแสดงนั้น กะไว้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่นี่ก็ตั้งมาจะร่วม 10 ปีอยู่แล้ว ด้วยความที่พิธีเปิดดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2010 แถมยังมีผู้ประเมินราคาว่า น่าจะราว 2 ล้านยูโรเลยทีเดียว

ผู้คนพร้อมใจกันตีความว่านี่คือการวิพากษ์ระบบทุนนิยมอย่างรุนแรงของศิลปิน เพราะการชูนิ้วกลางให้ตลาดหุ้นนั้น แทบไม่เหลืออะไรให้ตีความอีกแล้ว ถึงจะตั้งชื่อโรแมนติกราวมดจะไต่อย่างนั้นก็ตามทีเถิด

แต่ผู้สันทัดกรณี (ซึ่งคือใครก็ไม่รู้) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ดูดีๆ สิ รูปปั้นนี้ไม่ได้กำมือซ่อนนิ้วทั้งหมดที่เหลือไว้ แล้วชูแต่นิ้วกลางนะ หากแต่มันคือมือที่ชูขึ้นตรงๆ แล้วตัดทุกนิ้วออก คงเหลือไว้แต่นิ้วกลางเท่านั้น (ฉันก็ได้แต่ อืมม… เออจริง… แล้ว… แล้วยังไงล่ะ) ก็ถ้าไม่ตัดนิ้วออก มันก็คือฝ่ามือที่มีนิ้วแนบชิดติดกันแน่น ซึ่งมันก็คือท่าแสดงความเคารพของพวกฟาสซิสต์-นาซีไง

ตาลุกพองด้วยความทึ่งยังไม่ทันจะเสร็จดี ก็ถูกตบท้ายด้วยข้อมูลที่ว่า

…ซึ่งอาคารตลาดหุ้นของมิลานก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสม์ไง

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ตรงนี้ฉันเริ่มพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามอย่างจริงจังอยู่หน้าจอคอมฯ เพราะมันขจัดข้อสะกิดใจของฉันข้อหนึ่งออกไปได้ว่า ตามปกติคนจะชูนิ้วกลางให้ใคร จะต้องชูหลังมือให้สิ แต่อันนี้หันฝ่ามือให้ตึก ซึ่งดูพิกล แต่หากตีความอย่างนี้ ก็โอเค รับได้ เชื่อได้จริงๆ 

ปัจจุบัน L.O.V.E ถือเป็น Unseen แห่งหนึ่งของมิลานก็ว่าได้ เป็นของใหม่และมิได้ตั้งอยู่ในที่ซึ่งคนพลุกพล่านผ่านไปมา

ไปยังไงน่ะเหรอ เอาจริงนะ เปิด GPS เถอะ ใน Google Maps ก็มี

หรือจะส่ง Location ไปให้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดได้ยืนตะลึงชื่นชมในความงามก็ตามใจ

ภาพ : ปีย์วรา ชุณหวงศ์

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load