ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ไป Float มาค่ะ

เรื่องคือ ปวดไหล่มาหลายอาทิตย์มาก คอด้านซ้ายก็ตึงแบบเอียงลงไปถึงไหล่ไม่ได้ เอวก็ปวด ไหล่ ข้อศอก และสะโพกด้านขวา ก็พากันเจ็บลึก ๆ คือถ้าความปวดมีเสียงนี่ ร่างกายอุ้มคงประหนึ่งวงมโหรีปี่พาทย์ที่เครื่องดนตรีเสียงเพี้ยนหมด รู้สึกคุณภาพชีวิตตกต่ำมากจนไม่ไหวละ

ก็เลยไปฝังเข็ม กับไปนวด Deep-Tissue ที่คลินิกตรงปากซอยบ้านค่ะ นักนวดบำบัด (จะเรียกหมอนวดก็ยังไงพิกล เพราะเขาจบปริญญาโทด้านสรีรศาสตร์กับสังคมสงเคราะห์มา) รีดกล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นอยู่พักใหญ่ แล้วก็วินิจฉัยว่า “คุณเครียดมากค่ะ” เพราะว่าเส้นเสิ้นอะไรตึงไปหมด ไมเกรนก็เริ่มจะถามหา แล้วที่ร่างกายด้านขวาพากันประท้วงนี่ก็เพราะ (สมองซีกซ้าย) พยายามจะเข้มแข็งมานานเกินไป ไม่ให้ส่วนอ่อนโยนอ่อนไหว (สมองซีกขวา) ได้ทำงานกับเขาบ้างเลย

ฟังแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก คือไอ้อาการที่ว่ามาเนี่ย รู้อยู่แล้วแหละ ถึงได้ลากสังขารแข็ง ๆ มาหานี่ไง แต่การได้ยินชัด ๆ ให้รู้ตัวทั่วพร้อมแบบนี้ มันเหมือนมีคนมาโอบไหล่ให้เราได้ยอมรับความจริง คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำไงให้หายเครียด นี่ก็ทั้งเล่นโยคะ ออกไปเดิน นั่งสมาธิ แช่น้ำอุ่น ถักนิตติ้ง ไปคุยกับ Counselor หรือดูซีรีส์ Netflix ยาว ๆ ไป แต่ก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่ แม้แต่นอนที่ควรจะได้พัก ตื่นมาดั๊นปวดเมื่อยเนื้อตัวและเจ็บคอหนักกว่าเก่าอีก

“ยูควรไป Float” นักนวดบอกมาง่าย ๆ สั้น ๆ แค่นี้เลย 

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คือแถวบ้านอุ้มมีอยู่ร้านหนึ่งค่ะ ชื่อว่า Float On อุ้มผ่านทุกวันมาจะสิบปีแล้ว แต่ไม่เคย (จริง ๆ คือไม่กล้า) จะเข้าไปข้างในเลย เพราะรู้คร่าว ๆ มาว่ามันคือที่ที่คนไปนอนลอยมืด ๆ ในน้ำเกลือเป็นชั่วโมง แล้วเวลาเดินผ่าน มองเข้าไปก็จะเห็นผู้ชายลุคโยคี ๆ ออกมานั่งหัวเปียกหน้าตายิ้ม ๆ เหมือนไปพิชิตบุรีรัมย์มาราธอนมาหมาด ๆ คือมีความลัทธิและบุปผาชนมาก จนเดี๊ยนแน่ใจว่าไม่ใช่ที่ของตนแน่ ๆ

แต่พอนักบำบัดมาบอกแบบนี้ อุ้มก็เริ่มสนใจขึ้นมา เพราะหนึ่งคือไหล่นี่ปวดขั้นสุด จะบอกให้ไปนอนกลบหลุมทรายคาบไข่เค็มอะไรก็ยอมแล้วนะตอนนี้ แล้วสองคือนางก็มีลูกเล็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษด้านการแพทย์เหมือนกันอีก เขาบอกยูไปเถอะ อาการอะไร ๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันจะดีขึ้น ไอยืนยัน

เหมือนตอนอุ้มจะไปวิปัสสนาที่ศูนย์ท่านโกเอ็นก้าเป็นครั้งแรกเลยค่ะ ก่อนหน้านั้นสมัยอยู่กองถ่าย สี่แผ่นดิน มีพี่ผู้ช่วยผู้กำกับมาบอกว่า ดีจริง ๆ ไปเถอะ อุ้มก็ได้แต่ขอคิดดูก่อน (ในใจคือคิดว่าบ้าเหรอ จะให้ไปนั่งหลับตาไม่พูดไม่จากับใครตั้งสิบวัน) แต่มาวันหนึ่งหลังจากนั้นหลายปี มีพี่อีกคนโทรมาบอก อุ้มลงทะเบียนแล้วแพ็กกระเป๋า ขับรถไปกาญจนบุรีคนเดียวเลยค่ะ

ชะรอยว่าบารมีแห่งการ Float ของอุ้มจะถึงพร้อม 2 วันต่อมา อุ้มก็มายืนอยู่หน้าร้านสีฟ้าที่เคยเป็นอโคจรสถานของตัวเองมาตลอด พ่อหนุ่มที่รอเช็กอินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็โคตรจะยิ้มแย้ม พอบอกว่ามา Float เป็นครั้งแรก ฮีนี่แทบจะออกมาอุ้มเข้าไปข้างใน (ด้วยความเป็นมิตร กรุณาอย่าคิดอกุศล)

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หนุ่ม Float พาอุ้มเดินไปดูห้องที่จะให้ใช้ แล้วอธิบายว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง คือที่ Float On นี่มีทั้งหมด 6 ห้อง เหมือนเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วแต่ละห้องมี Float Tank อยู่ข้างในอีกทีน่ะค่ะ Tank ที่นี่มีทั้งหมด 3 แบบ มีตั้งแต่แบบที่เป็น Pod เหมือนแคปซูลลงไปนอนแล้วปิดฝาเหมือนโลงอวกาศ กับแบบเป็นตู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยเรียกว่าแบบ Cabin แล้วก็แบบ Open Pool คือเป็นบ่อโล่ง ๆ เหมือนอ่างอาบน้ำ สำหรับคนที่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดมาก ซึ่งคือข้าพเจ้าเองไม่ต้องเดาให้มากความ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หลังถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง อุ้มก็จัดการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว เอาซิลิโคนใส่หูสองข้างกันน้ำเกลือเข้าไปข้างใน แล้วก็หย่อนเท้าลงไปในบ่อซึ่งลึกแค่ประมาณ 10 นิ้วได้ น้ำอุ่นกำลังสบาย และมีความลื่น ๆ แปลก ๆ (ก็บ่อแค่นี้แต่เขาละลาย Epsom Salt หรือ Magnesium Sulfate ลงไปตั้งเกือบ 500 กิโลฯ! คือเค็มกว่า Dead Sea อีก) อุ้มลองนั่งดูก่อน แล้วค่อย ๆ เอนหลังเหยียดแขนเหยียดขาเป็นท่านอนหงาย

เฮ้ย…. มันลอยจริง ๆ !!

แบบลอยตุ๊บป่อง ๆ เลยค่ะ ลองกดขาให้จมแตะก้นบ่อ พอปล่อยมันก็ลอยขึ้นมาเอง ส่วนหัวนี่คือจมลงไปถึงประมาณครึ่งแก้ม แปลว่าหูสองข้างอยู่ใต้น้ำ ไม่ได้ยินอะไร

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอุ้มก็ลองปิดไฟ มันมืดตึ๊ดตื๋อแบบลืมตายังมองอะไรไม่เห็นเลยค่ะ

5 นาทีแรกอุ้มแอบนอยด์นิดหน่อย แถมงงด้วย ว่าตกลงตรูจะทำอะไรดีฟระ คือยังรู้สึกถึงส่วนของร่างกายที่ลอยพ้นน้ำ อย่างมือ เท้า หน้าท้อง และที่สำคัญ ปวดคอและปวดไหล่ม้ากกกก!

ดีที่วิปัสสนามา 14 ปี ก็เลยทำใจร่ม ๆ รอดูว่าความปวดมันจะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงยังไงของมันต่อไป ส่วนสติสตังที่ยังพอมีเหลือ ก็แวะไปดูส่วนอื่น ๆ ของร่างกายว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหม

ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าอยู่ดี ๆ อุ้มก็พบความปวดความเจ็บที่อื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วย เหมือนร่างทั้งร่างหายไป แล้วเหลือไว้ให้เห็นแต่ความปวดเป็นหย่อม ๆ นอนดู (จริง ๆ คือรู้สึกเอาเพราะมองไม่เห็น) มันไปเรื่อย ๆ ก็เพลินได้แฮะ แปลกจริง

นอนหายใจนิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นขึ้นมาค่ะ ตุบ ๆ ตุบ ๆ เหมือนฟังจากหูฟังของหมอแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ไม่ได้น่าตกใจหรือน่ากลัวอะไรนะคะ แค่รู้สึกว่าเออแปลกดีแฮะ ทำไมเพิ่งได้ยิน

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอยู่ ๆ ก็งีบหลับไปค่ะ (เฮ่ย!) คือพอแช่ไปสักพัก มันจะเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นน่ะค่ะ ยังรู้สึกตัวอยู่นะคะ แต่มันจะ เอ๊ะ นี่เราทำอะไรอยู่ที่ไหน ตกลงเราอยู่นิ่ง ๆ หรือเราลอยวน ๆ อ้าว แล้วนี่ตัวเราทำไมหายไป ลองขยับมือขยับขาดูซิ เออ ก็ยังอยู่นิ พอโล่งใจว่าไม่ได้วิญญาณหลุดจากร่าง แล้วผ่อนคลาย มันก็เหมือนงีบหลับไปอีก ที่อุ้มรู้เพราะหัวคงจะหงายลงไปในน้ำมากขึ้น น้ำลายเลยไหลย้อนขึ้นมา ก็เลยสะดุ้งตื่นมากลืนน้ำลาย 

แล้วก็คิดว่าตกลงเอมิลี่จะได้กับเชฟหรือเปล่า (ขอได้ไหมเชฟเนี่ย จะเอามาย่างกิน คนอะไรหล่อเกิ้น คิดแล้วก็หิว) แล้วก็คิดว่าจะส่งต้นฉบับเรื่อง Float ทันไหม (ออกจากบ่อ จะไลน์ไปบอกก้องว่าไม่ทัน) 

เออพูดถึงเรื่องเวลา ตกลงนี่ต้องลอยอีกนานเท่าไหร่ อิหนุ่มนั่นลืมฉันหรือเปล่า แต่คงเพิ่งครึ่งชั่วโมงเองละมั้ง มันตั้ง 77 เหรียญนะ อย่าเพิ่งรีบจบสิ ยังไม่ได้มีประสบการณ์ Out-Of-Body เห็นแสงเหนือแสงใต้เลย

แล้วอยู่ดี ๆ เพลงจากลำโพงใต้น้ำก็ดังค่ะ เป็นสัญญาณว่าครบ 90 นาทีแล้วจ้า (What?!? ทำไมเร็ว) ไปอาบน้ำซะนะ มีเวลาให้อยู่ในห้องได้อีก 15 นาที เพราะเดี๋ยวเขาต้องปล่อยแสงยูวีกับฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีมหากาพย์ เพื่อรอรับคนจะมาลอยต่อไป

อุ้มขึ้นมาจากบ่อด้วยความงง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไปอาบน้ำแต่งตัว กลับออกมายืนหัวเปียกอยู่ในห้องโถงข้างหน้า หนุ่ม Float ยิ้ม ๆ เหมือนคงรู้ว่ากำลังพยายามจะทำความเข้าใจ แล้วบอกว่า “Time is really funky in there.” เออใช่ ตรูสับสนมาก เพราะมันทั้งเร็วและนานไปพร้อม ๆ กัน

อุ้มเปิดประตูออกมาหน้าร้าน เจอลมเย็น ๆ ของผอดแลนด์ฤดูหนาว รู้สึกเหมือนตัวเบาจนคิดว่าต้องอุปาทานไปเองแน่ ๆ แต่ระหว่างเดินกลับบ้าน ความพิสดารก็บังเกิดค่ะ อยู่ดี ๆ ก็เอียงคอลงไปติดไหล่ซ้ายได้เฉยเลย! What What What What?!?! คืออัลไล นี่ไปรักษามาทุกขนานแล้วนะ ตั้งแต่ฝังเข็ม, Craniosacral, นวด Deep Tissue, นวดไทย, ไปสปาแช่น้ำร้อนจี๋แล้วโดดลงบ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ, ทาโอสถทิพย์ไปเป็นขวด ๆ ไม่เคยมีอะไรช่วยได้จริง ๆ เลย

แล้วนี่คืออะไร ไปนอนลอยแค่ชั่วโมงครึ่ง ความพยายามอย่างเดียวที่ทำ คือพยายามจะไม่ทำอะไร เสร็จแล้วออกมาหัวโล่ง ตัวโล่ง รู้สึกสบายหายปวด เมืองถลอก ๆ ที่ก่อนหน้านี้รู้สึกสกปรกจัง ตอนนี้กลับดูรับได้ขึ้นมา จะบ้าแล้ว นี่เราเดินผ่านอยู่ทำไมตั้งสิบปี รู้งี้มาลอยตั้งนานแล้วเนี่ย ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดเล้ยยยย

ประสาคนอยากรู้อยากเห็น อุ้มกลับมาบ้านรีบหาข้อมูลว่า Float มันช่วยเราได้ยังไง แล้วใครเป็นคนประดิษฐ์ไอ้เจ้าแทงก์แบบนี้ขึ้นมา เสิร์ชไปปุ๊บ มีแต่ข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยขึ้นมาล้วน ๆ เลยค่ะ แถมสื่อใหญ่ ๆ อย่าง CNN, abc, The Guardian, BBC, The Huffington Post หรือแม้กระทั่ง Vogue ก็พูดถึงเรื่อง Float กันหมด แปลว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสเห่อกันเองลอย ๆ แล้วล่ะ

เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 1954 หรือเกือบ 70 ปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นมีประเด็นร้อนที่นักประสาทวิทยา (Neurophysiologists) พากันถกเถียงว่า สมองคนเราจะยังทำงานอยู่ไหม ถ้าปราศจากสิ่งเร้าจากภายนอก อย่างเช่น ภาพ กลิ่น เสียง รส และสัมผัส กลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ทำงาน สมองมันก็ต้องหลับดับวูบไปสิ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่จริงหรอก สมองคนเราเนี่ยมีความสามารถในการทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรงสองคน ชื่อ Dr.Jay Shurley กับ Dr.John Lilly เกิดอยากหาคำตอบเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ ต้องบอกก่อนนะคะว่าตาจอห์น ลิลลี่เนี่ย แกมีชื่อเสียงในด้านทำการทดลองพิสดารอยู่เป็นทุนเดิม คือเข้าข่ายเป็น Mad Scientist เราดี ๆ นี่เอง การทดลองนึงที่คนยังพูดถึงจนทุกวันนี้ ก็คือการสร้างบ้านพิเศษที่มีน้ำทุกห้อง ให้ผู้ช่วยสาวของเขาอาศัยอยู่กับโลมาชื่อปีเตอร์ เพื่อศึกษาการสื่อสารของสิ่งมีชีวิตต่างชนิด แล้วคุณลิลลี่นี่แกอินเรื่อง LSD กับ Ketamine มาก ว่ามันสร้างการรับรู้ใหม่ ๆ ตัวแกเองก็มี Trip มานับไม่ถ้วน แกก็เลยลองฉีด LSD ใส่โลมาด้วย (ย้าก!) ผลปรากฏว่าสารเคมีทำอะไรโลมาไม่ได้ แกก็เลยหายตื่นเต้น แล้วก็เลิกโครงการนี้ไป

ย้อนกลับมาที่เรื่อง Float ทีแรกที่ทำการทดลองเรื่องนี้ มันออกจะเป็นแนว Sensory Deprivation คือหาทางตัดขาดประสาทสัมผัสทั้งห้าซะมากกว่าค่ะ เริ่มตั้งแต่ใส่หน้ากากปิดหูปิดตา (หลอนมากจนไม่อยากเอารูปมาให้ดู) ไปจนกระทั่งดอกเตอร์เชอร์ลีย์สร้างแทงก์หน้าตาแบบนี้ขึ้นมาได้เมื่อปี 1957

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คุณพระ! คือเอาแทงก์แบบนี้มาตั้งแถวบ้าน จ้างห้าพันอุ้มยังไม่ลงไปเลย พุทโธ่พุทถัง (เออถังจริง ๆ) แค่เห็นก็เครียดแล้ว คนที่มาทำการทดลองตอนนั้น นอกจากต้องเข้าไปยืนลอยเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวันแล้ว ยังต้องใส่หมวกกันน็อกมืดทึบ มีท่อต่อให้หายใจ มีสายเสียบวัดค่าโน้นค่านี้ติดกับหัว สรุปตอนนั้นตาสีตาสาทั่วไปไม่มีใครทนได้ เหลือใครรู้มั้ยคะที่ทนไหว… นักบินอวกาศที่ฝึกจะไปดวงจันทร์ไงละคะคู้ณณ เออดู ๆ ไปมันก็เหมือนชุดนักบินอวกาศอยู่แหละนะ

อีกคนที่ทนแทงก์นี้ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวดอกเตอร์ลิลลี่เองนั่นแหละค่ะ แกทดลองทั้งแบบตัวเปล่า ๆ กับแบบมี LSD มีไวตามิน K แล้วก็ประกาศว่า กลุ่มที่สองชนะ! คือหากไม่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสทั้งห้า สมองกลับจะตื่นตัว ได้เดินทางเข้าไปพบกับความจริงภายในตัวเอง และเกิด Altered State หรือสภาวะทางจิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย (เลยเป็นที่มาของหนังยุค 80 เรื่อง Altered State ไง) คือสรุปว่ามันดีมากนะ ชาวโลกนะ

แต่ชาวโลกอย่างอุ้มจะไม่มีโอกาสมีประสบการณ์ที่ว่าเลย ถ้าไม่มีลูกน้องของลิลลี่คนหนึ่ง ที่ชื่อ เกล็น แพร์รี่ (Glen Perry) หมอนี่มีศรัทธาสูงส่งต่อความฉลาดล้ำเลิศของลิลลี่มาก แต่ก็แบบ…ถังหัวหน้ามันฮาร์ดคอร์มากอะฮะ ขอผมไปออกแบบถังที่คนทั่วไปไม่ตกใจมากดูได้ไหม ลองแล้วลองอีกอยู่นาน สุดท้ายก็ผ่าน หลวงพี่ลิลลี่อนุมัติให้จัดสร้าง แถมตั้งชื่อให้ด้วยว่า Samadhi Tank (อุ้มแปลเป็นไทยให้ว่า ถังสมาธิ นี่ถ้ามีรุ่นต่อไป จะเสนอให้ชื่อถังสังฆทาน)

ปี 1973 Commercial Float Tank แบบแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้น หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แอบเหมือนถังน้ำแข็งอยู่นะ แต่นี่เป็นถัง Float แบบแรกที่ให้คนได้นอนหงาย แล้วการ Float ก็กลายเป็นเรื่องฮิป ๆ เป็นกระแสในหมู่เซเลบริตี้สมัยนั้นขึ้นมา แม้แต่ Yoko Ono ยัง Float!

แล้วจู่ ๆ โรค AIDS ก็ระบาด (จำได้ไหมคะ) ผู้คนแตกตื่น ไม่รู้อะไรปลอดภัยไม่ปลอดภัย กระแส Float กำลังมาแรงอยู่ดี ๆ ก็เลยวูบไป แล้วก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นกระแสอีกทีใน 50 ปีต่อมา

แรกเริ่มมันมาจากทางยุโรปก่อนค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ขยายมาอเมริกา Float Tank ก็ปรับปรุงให้หน้าตากลม ๆ มน ๆ หรือเหมือนตู้ซาวน่า ดูเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อนเยอะ จนเดี๋ยวนี้มี Float Center ในสองทวีปนี้เป็นร้อย ๆ แห่ง มากที่สุดก็แน่นอนว่าคือชาติแห่งการกอบโกยอย่างอเมริกา รับรองว่าเมืองใหญ่ ๆ นี่ต้องมี Float Center อย่างน้อย 1 แห่ง กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเราก็มีด้วยนะคะ อยู่แถวพระโขนง ดูจากเว็บไซต์ แล้วฟันธงลงไปเลยว่าฝรั่งทำฝรั่งใช้กันเองแน่นวล ราคาพอ ๆ กับที่นี่เลยค่ะ (ที่ร้าน Float On คิด 77 เหรียญต่อ 90 นาที ที่เมืองไทย 2,500 บาท) เท่าที่เห็นมีแต่แบบ Pod ไม่มีแบบ Cabin หรือ Open Pool (ซึ่งส่วนตัวอุ้มชอบมากกว่า)

 กลับมาที่ว่า ทำไมไป Float แล้วความเครียด ความกังวล และความเจ็บปวดตามร่างกายดูจะลดลง

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Dr.Justin Feinstein

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดถึงงานวิจัยของนักประสาทวิทยาหนุ่มชาวอเมริกันที่ชื่อ Dr.Justin Feinstein ค่ะ ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์นี่แกทำงานกับคนไข้ที่เป็นโรคจิตเภทอย่างโรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSD ในระดับที่รุนแรงขนาดใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ คือใช้ยาก็ไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงที่ทำให้คนไข้ไม่ยอมกินยา

บุญนักหนาที่เมื่อ 5 ปีก่อน ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์แกได้รู้จักการ Float ค่ะ แกตื่นเต้นกับผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาก จนคิดว่าจะทำการทดลองกับคนไข้ดู เพราะไม่เคยมีใครทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ถึงผลของการ Float ต่อคนไข้ในกลุ่มนี้มาก่อน (กรุณาอ่านต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ อย่าเพิ่งคิดว่านี่ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะเราไม่ได้ป่วย) 

แกก็เลยไปหาทุน แล้วก็คัดกลุ่มตัวอย่างมาได้ 50 คน ที่ถูกวินิจฉัยมาแล้วว่ามีอาการซึมเศร้าวิตกกังวลในระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน จากนั้นก็ให้คนสร้าง Float Tank แบบเป็นอ่างกลม ๆ ไม่มีฝาปิด แล้วให้ห้องทั้งห้องเก็บเสียงและกันแสงได้แทน เพราะคนไข้กลุ่มนี้มีความวิตกกังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถูกไหมคะ จะให้เข้าไปอยู่ในตู้ปิดฝาก็จะ Panic Attack กันเสียเปล่า ๆ แบบนี้ทุกคนก็ยังสบายใจได้ว่า ไฟจะปิดมืดหรือเหลือทิ้งไว้เรือง ๆ ก็ได้นะ จะลุกออกจากอ่างเมื่อไหร่ก็ได้นะ (เหมือนตอนเราไปร้าน Float นั่นแล)

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
การทดลองที่มี EEG กับ EKG ติดที่ผู้เข้ารับการทดลอง

อีกสองอย่างที่ต้องประดิษฐ์ขึ้นมา ก็คือเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (EKG) กับเครื่องวัดคลื่นสมอง (EEG) แบบกันน้ำและไร้สาย สำหรับเอาไว้ติดที่หน้าผากกับหน้าอกของกลุ่มตัวอย่างเวลาลงไป Float เขาบอกว่า ที่ไม่เคยมีใครทำการทดลองแบบนี้ได้มาก่อน ก็เพราะเพิ่งจะมีเทคโนโลยีสองอย่างนี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

หลังจากให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 50 คน ทำการ Float อาทิตย์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 12 ครั้ง ก็พบว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งกลุ่ม และ 82 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่มีความวิตกกังวล (Anxiety) ขั้นสุด บอกว่านี่เป็นการบำบัดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุดในชีวิต เทียบกับวิธีอื่น ๆ ที่เคยลองมาทั้งหมด และยังส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวด้วย

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
รูปเปรียบเทียบความเครียดในร่างกายก่อนและหลัง Float เทียบกับคนที่ดูโทรทัศน์

ไฟน์สไตน์อธิบายแบบนี้ค่ะ เมื่อสมองส่วนต่าง ๆ ของคนเราไม่ต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า มันก็จะสงบลง และหยุดหลั่ง Cortisol หรือฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งเวลาเครียด วัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน จากอัตราการเต้นของหัวใจและคลื่นสมอง ดูจากกราฟนี้ก็ได้ค่ะ เขาวัดเทียบกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนที่นั่งดูรายการสารคดีทาง BBC สบาย ๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เท่ากับอีกกลุ่มหนึ่งที่นอน Float มันต่างกันเห็น ๆ เลยค่ะ ทำให้รู้เลยว่า การดูทีวีดูซีรีส์ยาว ๆ ไปนี่มันแค่เบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ได้ทำให้หายเครียดจริง ๆ หรอก

นี่คือ Profound Intervention for the Nervous System หรือการแทรกแซงเพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทเสียใหม่ในระดับที่ลึกมาก

ไม่แปลกหรอกค่ะที่เวลา Float 2 อย่างที่เราจะรับรู้ได้ชัดเจนแทบจะตลอดเวลา ก็คือลมหายใจกับเสียงหัวใจเต้น ซึ่งเป็น 2 ระบบหลักที่ผู้ป่วยจิตเภทต้องทุกข์ทรมาน เพราะเวลาอาการกำเริบขึ้นมา อาการก็คือหัวใจเต้นแรง หรือพาลจะหายใจไม่ออก ถึงขั้นคิดว่าตัวเองหัวใจวาย ต้องไปไอซียูก็มีให้เห็นบ่อย ๆ พอหมอจับตรวจทุกระบบก็ไม่มีความผิดปกติอะไร

ทีนี้การทดลองนี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเราคนทำงานยังไง

ไหนลองตอบสิคะว่าใครมีอาการเหล่านี้บ้าง ปวดคอ หลัง ไหล่ นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับยาก บางทีก็ไม่อยากตื่น กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา แล้วก็อยากกินแป้งหรือของหวาน ๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร สิ่งที่เคยชอบทำก็พาลเบื่อไม่อยากทำซะงั้น เศร้า รู้สึกตันไม่มีทางออก

ฟังดูคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมคะ ขอต้อนรับสู่ดินแดนแห่งใหม่ ที่กำลังมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกที ดินแดนแห่งนี้ชื่อ Disability Land ค่ะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ ความทุพพลภาพอันดับหนึ่งของโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แขนขาขาดต้องนั่งรถเข็น ไม่ใช่ตกบันไดกลายเป็นอัมพาต แต่คือ โรคซึมเศร้า (Depression) ค่ะ! ส่วนอีกโรคที่ไล่มาติด ๆ ก็คือโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) แปลว่าสภาวะทั้งสองนี้กระทบคุณภาพชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม แล้วไม่ใช่แค่คนที่เป็น แต่คนรอบข้าง อย่างครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลกมีอาการ 2 อย่างนี้ค่ะ (นั่นมันมากกว่า 1,500 ล้านคนอีกนะ!) ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่น่าตกใจก็คือ 3 ใน 4 ไม่ได้รับการบำบัดรักษา เพราะคิดว่าอาการไม่หนักเท่าไหร่ แค่เครียดเฉย ๆ แหละ หรือไม่อยากไปหาหมอ หรือไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ตัวเองดีขึ้น

อุ้มพูดได้เต็มปากเลยว่าเคยเป็นโรคซึมเศร้าแบบต้องไปหาหมอมาแล้ว ตอนอายุประมาณ 30 ได้ หมอให้ลองยาหลายขนานมาก บอกแต่ว่า “คุณลองยานี้ไปสัก 3 เดือน ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนยาใหม่ แต่ก็ไม่รู้ยาใหม่จะได้ผลหรือเปล่านะ ต้องลองไปเรื่อย ๆ” ตอนนั้นชีวิตบัดซบมากเลยค่ะขอบอก คือยาแต่ละตัวมันจะสร้างความตื่นเต้นแบบปลอม ๆ แล้วพอตกเย็นราว ๆ ทุ่มนึง อุ้มก็จะ Panic Attack แบบหนักมาก แบบกลัวมือไม้สั่นน่ะค่ะ กลัวอะไรไม่รู้ด้วย

ตอนนั้นเลยตัดสินใจว่า ไม่เอาแล้วโว้ย กรูจะตายก็เพราะอิยาพวกนี้แหละ เคยฝึกนั่งสมาธิมาบ้าง แต่ ณ จุดนั้นนี่ สภาพจิตสั่นคลอนเหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา จะให้มานั่งพิจารณาลมหายใจก็ไม่รอดอีก ก็เลยตัดสินใจออกวิ่งค่ะ วิ่งแบบคิดแค่ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ทำอยู่เป็นเดือน จนอาการดีขึ้น รอดมาได้ แต่ลองนึกดูสิคะว่ามีใครบ้างที่ยังทุกข์ทรมาน หรือแพ้พ่ายกับสภาวะใจถดถอยแบบนี้บ้าง

มีงานวิจัยในทางประสาทวิทยาหลายชิ้นเลยค่ะ ที่สันนิษฐานว่าความเครียดสะสม คือการที่ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลออกมามาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญของอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล

อะไรคือตัวกระตุ้นสำคัญให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล นอกเหนือไปจากสิ่งเร้าภายนอกรู้ไหมคะ… กาแฟ!

สรุปว่าตอนนั้นคือทำงานหนักมาก กินกาแฟเยอะมาก คอร์ติซอลหลั่งพรั่งพรูมาก ร่างกายบอกว่ารับไม่ไหวแล้ว อะไรอีกนิดเดียวก็รับไม่ได้แล้วววววว

การ Float ถึงได้เหมาะมากกับคนที่เครียดจัด ๆ แบบนี้ เพราะจะให้พยายามทำอะไรอีกก็ไม่มีเรี่ยวแรงและความพยายามเหลือแล้ว ให้ไปวิปัสสนาสิบวันจะไหวมั้ย ฝึกโยคะกว่าจะสุริยนมัสการจบ นอนดูทีวีเพลิน ๆ ก็ไม่ช่วย เอานี่แหละ…ไปนอนเฉย ๆ ปิดการรับรู้ทั้งหมด แล้วให้ร่างกาย Reset ตัวเอง ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกินยาด้วย มิน่าผลการทดลองของดอกเตอร์ไฟน์สไตน์ถึงได้ดูมีความหวังในการรักษามาก ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

หลังจากเขียนมาถึงตรงนี้ อุ้มก็ตัดสินใจไป Float อีกรอบค่ะ

ครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย ส่วนครั้งนี้อ่านข้อมูลมาอย่างเยอะ ดูซิว่าประสบการณ์จะลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมไหม

อุ้มพบว่า สามารถลื่นไหลลงไปสู่ความสงบได้เร็วขึ้นค่ะ ไม่มัวแต่สงสัยแล้วว่าต้องทำอะไร ไปถึงลอยปั๊บปิดไฟหลับตาเลย แค่ไม่นาน ลมหายใจ เสียงหัวใจเต้นก็ช้าลงจนรู้สึกได้ แต่ความปวดนี่สิ…คอหลังไหล่ปวดเป็นปื้นใหญ่ทรมานม๊ากกกกเหมือนเดิมเลย

ก็เลยโฟกัสอยู่กับความปวดนั่นแหละ ดูซิว่าคราวนี้มันจะมลายหายไปกับน้ำเกลือไหม ระหว่างนี้สมองก็ดำดิ่งลึกลงไปสู่ความเงียบ เสียแต่คราวนี้เลือกห้องแบบ Cabin ที่เล็กลงกว่าคราวที่แล้ว เดี๋ยว ๆ มือหรือเท้าก็จะลอยไปแตะผนังให้รู้สึกตัวขึ้นมา (คราวหน้าจะเลือกห้องที่ใหญ่กว่านี้) แล้วอะไรรู้ไหมคะ หงายหน้าเยอะไปนิด น้ำเกลือเข้าตา!!! ภวังค์ภเวิงเปิดเปิงหมด ร้องเจี๊ยกในใจแบบเสียอาการมาก ควานหาผ้าขนหนูที่เขาแขวนเอาไว้ให้เช็ดหน้าอยู่พักใหญ่ เช็ดเสร็จก็ยังแสบ จนคิดว่าออกไปล้างหน้าอาบน้ำเลยดีไหม แต่ก็ตัดสินใจอยู่ต่อ สักพักก็หายแสบ อันนี้ก็บอกกันเอาไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ น้ำเกลือไม่ทำให้ตาบอด It’s okay. ไม่ต้องตกใจ

หลังจากต้องผุดลุกขึ้นนั่งเช็ดน้ำเกลือออกจากตา อุ้มก็แอบเซ็งนิดหน่อยว่า แหมกำลังเข้าที่เลย ต้องเริ่มใหม่อีกสิเนี่ย แต่ปรากฏว่า ร่างกายกลับเข้าสู่โหมดผ่อนคลายต่อได้เกือบจะทันทีเลยค่ะ ดูเหมือนจะยิ่งมีสมาธิลึกลงไปอีกด้วย (เขาบอกว่านั่นคือสมองผลิตคลื่น Theta เหมือนกับคนที่ปฏิบัติมานาน ๆ แล้วมีสมาธิขั้นสูง)

แล้วจู่ ๆ อุ้มก็มี Realization นี้เกิดขึ้นมาค่ะ เรานี่บ้าไปแล้ว มัวแต่ใช้เวลาที่ผ่านมาทั้งชั่วโมง เพ่งจ้องแต่ความเจ็บปวด แล้วก็หวังให้มันหายวับไป โฟลทแทงก์ แกต้องทำให้ไหล่ชั้นหายปวดก่อนหมดเวลา 90 นาที ทั้งที่ความเจ็บปวดนี้ ตัวเราเองก็สร้างก็สะสมมาทั้งนั้น อยู่ดี ๆ จะมาหวังให้คนอื่นช่วยแก้ปัญหา มันใช่เหรอ ถ้าปวดยังไม่หายมันก็คือไม่หาย ก็อยู่กับมันให้ได้ แล้วร่างกายที่เหลือมีอีกตั้งเยอะที่ผ่อนคลายสบายดี ทำไมต้องมาเพ่งแต่ความปวดที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

อุ้มเดินออกมาจากบ่อ Float ครั้งนี้แบบเพลียกว่าคราวที่แล้ว แต่ก็ทึ่งด้วยที่ได้พบความจริงอะไรใหม่ ๆ คือบางคนที่มีแนวโน้มจะหลอนก็อาจจะคิดเรื่องอะไรร้าย ๆ อย่างเช่นพ่อสมคิดที่บ้าน เคยไป Float เมื่อนานมาแล้ว ฮีบอกว่าสิบนาทีแรกกลัวมาก คิดว่าจะมีคนเข้ามาฆ่า ส่วนอิเมียคิดได้แต่อะไรบ้า ๆ บ๊อง ๆ อย่างเช่น อยากรู้ว่าถ้าพระพุทธเจ้าหรือท่านโกเอ็นก้ามา Float จะรู้สึกยังไง คือจะบอกว่าการ Float นี่ก็เหมือนไปวิปัสสนาเลยค่ะ ที่แต่ละคนจะมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และบางทีก็อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด แต่อุ้มคิดว่ามันเป็นทางเลือกในการบำบัดความเครียดและความเจ็บปวดของร่างกายที่ได้ผลมาก เป็น 90 นาทีที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะตะบี้ตะบันฝากความหวังไว้กับถังน้ำเกลือ โดยไม่คิดจะทำอะไรอย่างอื่นอีกเลยนะคะ อย่างแรกเลยคือมันแพง ใครจะไปมีเงิน Float ได้บ่อย ๆ ที่ไปลอยก็ยังมีไม่มาก (เว้นเสียแต่ว่าจะมีเงินเหลือทิ้งขว้าง ซื้อถังมาติดที่บ้านมันเสียเลย อย่างคนรู้จักอุ้มที่นี่คนหนึ่ง แค่หกเจ็ดแสนบาทเอ๊ง ถูกกว่าซื้อ Tesla อีก งือออ) อย่างที่สองก็คือเทคนิคผ่อนคลายอย่างอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียง อย่างวิปัสสนาหรือ Counseling หรือออกกำลังกาย ไปอยู่ในธรรมชาติ กินอาหารที่มีประโยชน์ ยังไงก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป แล้วก็ทำได้บ่อย ๆ กว่าด้วย

ใครอยากจะเปิด Float Center ที่เมืองไทย ขอร้องอย่างหนึ่งเลยนะคะ ช่วยศึกษาให้ลึกซึ้ง ทำให้ดีจริง ๆ ปลอดภัยจริง ๆ และอย่าให้แพงมาก คนจะได้มีโอกาส Float มากขึ้น ตอนนี้มีงานวิจัยมีข้อมูลให้ศึกษาเยอะขึ้นมากเลย ลองฟังดอกเตอร์ไฟน์สไตน์จากวิดีโอนี้ ก่อนเลยก็ได้ค่ะ แล้วถ้าอยากตามไปอ่านงานวิจัยอย่างละเอียดก็เข้าไปในเว็บไซต์นี้

อ้อแล้วก็ยังมี Float Conference ให้ได้อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ทุกปีด้วยนะคะ คนก่อตั้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้บริหารทั้งสองของ Float On นี่เอง ดูภูมิฐานสมกับเป็นนักธุรกิจใหญ่แห่งพอร์ตแลนด์ดีมั้ยคะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

สองคนนี้นอกจากจะบริหารร้าน Float On ที่เป็นเหมือนสถาบันแห่งการ Float รุ่นบุกเบิกของอเมริกาแล้ว ตอนนี้ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาสำหรับคนที่จะเปิด Float Center ชื่อว่า Float Tank Solutions กับซอฟต์แวร์สำหรับบริหารร้าน ให้เอาไปใช้ได้เลย ชื่อ Helmbot คือครบวงจรมากสำหรับคนที่อยากจะเริ่มทำเรื่อง Float จริงจัง

ตายละ เขียนมายาวมากเป็นประวัติการณ์ สงสัยสมองทำงานดีผิดปกติหลังจากไป Float มา 2 หน เห็นทีต้องเก็บค่าต้นฉบับแพงเป็น 2 เท่า อ้อ ข่าวว่าส่งเลต ว้า หลับตา ปิดไฟ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

ไป Float ต่อดีกว่า ลากันแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load