19 กุมภาพันธ์ 2564
1 K

ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว พื้นที่สื่อในโลกออนไลน์พูดถึงคนสองกลุ่มมากเป็นพิเศษ

กลุ่มแรกคือ อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุุขประจำหมู่บ้าน กำลังหลักในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคในระดับชุมชน ซึ่งทำงานในระบบอาสาสมัครทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

อีกกลุ่มคือ แรงงานต่างด้าว ที่หลายคนมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา จนมีทัศนคติเชิงลบต่อคนกลุ่มนี้

ในช่วงที่ COVID-19 ระบาดอย่างหนักในจังหวัดสมุทรสาคร เรามีโอกาสได้พบคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมของคนทั้งสองกลุ่มข้างต้น คือ เป็นแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทย แต่เมื่อมีเวลาว่างก็รับบทบาทเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทีมแพทย์พยาบาลเพื่อช่วยกันหยุด COVID-19

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19
อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

พวกเขาทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยดูแลแลแก้ปัญหาสาธารณสุขในระดับชุมชนมาหลายสิบปี มีเครือข่ายอยู่ในหลายจังหวัดที่มีจำนวนชาวต่างด้าวสูง พวกเขาคือคนที่คุณหมอหลายคนยืนยันว่า ถ้าไม่มีคนกลุ่มนี้ ปัญหา COVID-19 ในหลายพื้นที่จะรุนแรงกว่านี้แน่นอน

พวกเขาคือกลุุ่ม อสต. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

อสต. ในสายตาคุณหมอ

นายแพทย์อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรสาคร อธิบายเรื่อง อสต. ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า มีหลักการเหมือน อสม. เพียงแต่ตัวอาสาสมัครเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งกลุ่มหลักคือ กลุ่มแรงงานต่างด้าว เริ่มต้นขึ้นราว 20 ปีก่อน โดยมูลนิธิศุภนิมิต ซึ่งทำงานกับแรงงานต่างด้าวมาอย่างยาวนาน แล้วพบว่า ควรสร้างระบบนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ระบบสาธารณสุขเข้าถึงแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศ จึงร่างหลักสูตรอบรม อสต. ขึ้น และเริ่มดำเนินงานในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานเดียวกับที่ดูแล อสม.

“อสต. เข้ามาช่วยเติมเต็มการดูแลสาธารณสุุขของพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นสมุทรสาครมีคนไทยห้าแสนคน มีแรงงานต่างชาติสองแสนแปดหมื่นคน การดูแลสุขภาพคนกลุ่มนี้จึงสำคัญมาก เพราะไม่ว่าโรคจะเกิดกับคนกลุุ่มไหน สุุดท้ายก็จะไปถึงคนทุกกลุุ่ม การป้องกันแต่แรกจึงสำคัญมาก” ผูู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรสาครอธิบาย

การทำงานของ อสม. และ อสต. เป็นแบบจิตอาสา ไม่มีค่าตอบแทน แต่ต่างกันตรงที่ อสม. มักจะไม่ได้มีงานประจำ จึงทำงานอาสาได้ตลอด และเป็นคนในพื้นที่ แต่ อสต. เป็นแรงงานที่ทำงานประจำตั้งแต่เช้ายันเย็นสัปดาห์ละ 5 – 6 วัน จึงว่างแค่บางวัน และมาอยู่ในพื้นที่เพราะมาทำงาน เมื่อหมดสัญญาก็จะกลับออกไป จึงต้องจัดหลักสูตรอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนอาสาสมัครที่ย้ายออกไป

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19
อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

อสต. ในสายตาอาสาสมัคร

เรามีโอกาสได้คุยกับ เต้ย-ทเว เล (Htwe Lay) อายุุ 23 ปี และ ปาย-แซต ไป อู (Sat Paing Oo) อายุุ 25 ปี สองสมาชิก อสต. ที่ทำงานในจังหวัดสมุทรสาคร พวกเขาทำงานในโรงงานปลากระป๋องแห่งเดียวกัน และตัดสินใจเรียนภาษาไทยที่วัดป้อมวิเชียรโชติการามเหมือนกัน

“คนพม่าจะบอกกันว่า ที่วัดป้อมฯ มีสอนภาษาไทยวันอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณเก้าเดือนถึงหนึ่งปี ใครที่พูดหรืออ่านเขียนไทยไม่ได้ก็จะมาเรียนกัน รุ่นหนึ่งหลายร้อยคน” เต้ยพูดถึงเหตุผลที่เขานัดเราคุุยที่วัดป้อมฯ เขาเล่าต่อว่า พอเรียนจบ อ่านเขียนภาษาไทยได้คล่องแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังเรียน กศน. ในระดับมัธยมปลายร่วมกับชาวไทย ด้วยความตั้งใจว่า ถ้ามีวุฒิมัธยมปลายก็จะได้งาน และมีอนาคตที่ดีขึ้น

ที่นี่เป็นสถานที่รวมตัวของชาวต่างด้าวที่อยากพัฒนาตัวเองซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นถ้าหากหน่วยงานไหนอยากติดต่อกับคนกลุ่มนี้ นี่คือช่องทางที่ดีที่สุด โรงพยาบาลสมุทรสาครก็เลยใช้ช่องทางนี้ในการประกาศหาและจัดอบรม อสต.

ถ้าใครคิดว่าแรงงานต่างด้าวมีเป้าหมายเดียวในชีวิตคือ ทำงานเก็บเงิน โดยไม่สนใจสิ่งอื่น คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่

“พออ่านออกเขียนได้ เขาก็ให้ความรูุ้เรื่องเกี่ยวกับสุุขภาพ ต้องดูแลสุขภาพยังไง เรียนทุกวันอาทิตย์ สามเดือน ดีสำหรับเราด้วย เพราะเรียนจบมาก็ช่วยดูแลครอบครัว ดูแลเพื่อนเราได้” ปายพูดถึงเหตุผลที่ทำให้เขายอมสละเวลาวันหยุุดมาอบรม

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

เมื่อจบหลักสูตรแล้ว อาสาสมัครจะมีความรู้เรื่องอนามัยพื้นฐาน ช่วยเป็นล่ามให้หมอได้ ช่วยสอนเรื่องการดูแลสุขภาพเบื้องต้นได้ พวกเขาจะใช้เวลาว่างลงพื้นที่ไปพบพี่น้องชาวต่างด้าวในพื้นที่ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ถึง เพราะติดข้อจำกัดด้านภาษาและความไว้วางใจ พวกเขาจะไปถามปัญหาด้านสุขภาพ แล้วให้คำแนะนำ รวมไปถึงงานเก็บข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลเด็ก ดูเรื่องลูกน้ำ ยุงลาย ชวนคนท้องไปฝากครรภ์ บอกพ่อแม่ให้พาลููกไปฉีดวัคซีน และเก็บตัวเลขที่จำเป็นกลับมาให้เจ้าหน้าที่

ถ้าป่วยเกินกว่าจะรักษาได้ ก็ต้องพาไปหาหมอ แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว แต่พวกเขาอาจไม่ทราบสิทธิ์ที่ได้รับ พอพูดภาษาไทยไม่ได้ ก็มีความกลัวไปหมด อสต.จึงมีหน้าที่เข้าไปให้ความเข้าใจ สลายความกลัวเหล่านี้ และบางคนก็ไปหาหมอมาแล้ว แต่ฟังที่หมออธิบายไม่เข้าใจทั้งหมด อสต. จึงต้องช่วยแปลให้ฟัง

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

ทีมเดียวกัน

อสต. มีข้อจำกัดด้านเวลาการอบรมและการทำงานสูงมาก การชักชวนให้คนมาเป็น อสต. จึงไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่ใช่งานยาก

“ไม่ว่าเป็นคนชาติไหน จะยากดีมีจนแบบไหน ก็มีจิตอาสากันทั้งนั้น” นายแพทย์อนุกูลพูดถึงหัวใจของโครงการ แล้วอธิบายต่อว่า กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างในการชวนคนมาเป็น อสต. คือ การทำให้ทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม นั่นก็คือการแจกเสื้อทีม หมวกเขียว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทีม หรือการให้ยืมเครื่องมือบางอย่างออกไปตรวจสุุขภาพได้

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

โรงพยาบาลสมุทรสาครมีคนต่างชาติเป็นผู้ใช้บริการเยอะมาก มาคลอดปีละ 7,000 คน จึงมีการจ้างล่ามกว่า 20 คน เพื่อช่วยสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย โรงพยาบาลจึงชักชวนล่ามกลุ่มนี้ให้เป็นอาสาสมัคร และช่วยชักชวนคนอื่นต่อ ช่วยแปล ช่วยอบรม และช่วยเป็นพี่เลี้ยง เพราะสื่อสารได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ชาวไทย

นายแพทย์อนุกูลพูดถึงนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยให้การทำงานระหว่างโรงพยาบาลกับ อสต. ราบรื่น เป็นสิ่งที่ทางโรงพยาบาลพัฒนาขึ้นในช่วง COVID-19 เมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้มีการนำไปใช้ทั่วประเทศ นั่นก็คือ การทำแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ อสต. สื่อสารข้อมูลจากการลงพื้นที่ให้โรงพยาบาลทราบ อาสาสมัครพิมพ์รายงานผลเป็นภาษาพม่า และระบบจะแปลให้ทางโรงพยาบาลอ่านผลเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

กำลังกายและกำลังใจในช่วง COVID-19

ในช่วง COVID-19 อสต. มีบทบาทที่สำคัญมากในการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่คนต่างด้าวเรื่องการป้องกันตัวเอง

“การระบาดรอบใหม่เกิดขึ้นตามชุมชนเป็นส่วนใหญ่ เราต้องตั้งโรงพยาบาลสนาม นำผู้ป่วยเจ็ดร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติไปรวมกัน เราต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันบุุคลากรทางการแพทย์ คือให้ผู้ป่วยด้านในสื่อสารกับแพทย์ด้านนอกผ่านหุ่นยนต์ที่มีจอ ล่ามต้องอยู่กับหมอตลอดเวลา นั่นหมายความว่า ล่ามจะอยู่ห่างจากผู้ติดเชื้อ” คุณหมออนุกูลเล่า

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

“ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการน้อยมากหรือไม่มีอาการ เราจึงเกิดแนวคิดว่า ระหว่างการรักษาตัว เราชวนคนที่พูดภาษาไทยได้มาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข เป็น อสต. ใส่หมวกเขียว ทุกเย็นจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปอบรม ทำให้ได้จำนวน อสต. เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ อสต. กลุ่มนี้จะช่วยดูแลผู้ติดเชื้อภายในอาคาร ช่วยสื่อสารกับแพทย์ด้วยการพาผู้ติดเชื้อมาที่หน้าจอของหุ่นยนต์ เมื่อหายออกมาแล้ว เขาก็ช่วยสื่อสารกับกลุ่มแรงงานต่างชาติได้”

ระบบ อสต. ในจังหวัดสมุทรสาครนั้นมีประสิทธิภาพมาก จนผู้ว่าราชการจังหวัดออกนโยบายเร่งผลิต อสต. เพิ่ม ขอความร่วมมือให้ทุกบริษัทที่มีแรงงานต่างชาติ ส่งพนักงานมาอบรม ให้ได้สัดส่วน อสต. อย่างน้อย 1 คนต่อจำนวนคนต่างด้าว 100 คน

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19
อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

คุณค่าของชีวิต

“การทำงาน อสต. เป็นไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุ เราอยากเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ถ้าเปิดอบรมรุุ่นใหม่ อาจารย์มาสอนอีก เราก็มาช่วยเป็นล่าม ช่วยอาจารย์ ช่วยพูดกับรุ่นน้อง ช่วยทั้งเรื่องภาษาและช่วยให้เขาไม่กลัว มันทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มด้วย” เต้ยพูดถึงความตั้งใจในอนาคต

ส่วนนายแพทย์อนุกูลก็พูดถึงคุณค่าของ อสต. ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นความสำคัญว่า “ไม่ว่าคนชาติไหนก็ไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของปัญหา เราไม่ต้องไปหาหรอกว่าใครเป็นต้นเหตุ เพราะมีคนเป็นต้นเหตุมากมาย สิ่งสำคัญคือการป้องกันตัวเอง อสต. มีความสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้โรคติดต่อเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ COVID-19 แต่โรคติดต่อทุุกอย่าง พวกเขาเป็นเหมือนเขื่อนที่ไปช่วยกั้นน้ำไว้ ถ้าไม่มีคนกลุุ่มนี้ ปัญหาจะร้ายแรงกว่านี้มาก”

ปายทิ้งท้ายด้วยคำถามที่หลายคนคงสงสัยว่า พวกเขาได้อะไรจากการมาเป็นอาสาสมัครที่ทั้งเหนื่อย ค่าตอบแทนก็ไม่ได้รับ

“เราอยากเรียนรู้เพิ่มเติม พอได้เรียนก็คุ้มค่า ได้แบ่งปัน ถ้าเราช่วยได้ก็อยากช่วย มันเหนื่อยนะ แต่เวลาที่เขาหายแล้ว ความเหนื่อยกลายเป็นความดีใจ ภูมิใจในตัวเองว่าเราก็ทำได้”

อสต. กลุ่มคนต่างด้าวในสมุทรสาคร ฮีโร่อาสาสมัครสาธารณสุขสู้ COVID-19

ภาพ : โครงการบันทึกประวัติศาสตร์โควิด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ช่างภาพ : บัณฑิต โชติสุวรรณ และเริงฤทธิ์ คงเมือง, โรงพยาบาลสมุทรสาคร

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load