The Cloud x กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงประเทศไทยในสายตาชาวโลกเขาจะนึกถึงอะไรกันบ้าง ถ้าเป็นอาหารไทย ก็คงเป็นต้มยำกุ้ง ถ้าเป็นนิสัยคนไทย ก็คงเป็นรอยยิ้มที่มาได้ในทุกสถานการณ์ และถ้าพูดถึงกีฬา ก็คงหนีไม่พ้นมวยไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงนำ ‘มวยไทย’ มาเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านการทูตวัฒนธรรม กระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในระดับนานาชาติ

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินภารกิจอันท้าทายนี้ร่วมกับ ครูดิน-วิทวัส ค้าสม (ครูมวยไทยผู้ก่อตั้งค่ายลานนาไฟท์ติ้งมวยไทย และอาจารย์โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่) ซึ่งได้ออกเดินทางไปกับกระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยในแดนไกลหลายสิบประเทศ ภายในระยะเวลาเกือบ 10 ปี งานของครูดินมีทั้งการพานักมวยไปชกกับนักมวยเจ้าถิ่น ชกโชว์ และสอนนักมวย นักบอล ทหาร เด็กผู้หญิง ไปจนถึงคนพิการ

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

นอกจากมวยไทยจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในหลายมิติ (โดยเฉพาะในมุมที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน) การเดินทางรอบโลกของครูดินยังเต็มไปด้วยประสบการณ์ ทั้งสนุก ระทึกขวัญ และน่าประทับใจมากมาย

ไปดูกันว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มวยไทยพาครูดินไปเจออะไรมาบ้าง

รัสเซีย-คาซัคสถาน ถิ่นคู่ปรับสุดหิน

ครูดินเริ่มพามวยไทยออกเดินทางเมื่อ พ.ศ. 2555 แค่ประเทศแรกก็ได้เจอโจทย์ที่ยากที่สุดแล้ว รัสเซียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแชมป์โลกมวยสากล โดดเด่นถึงขนาดมีสไตล์การชกเป็นของตัวเอง นอกจากนักมวยรัสเซียจะมีพื้นฐานที่ดีมากแล้ว สถานที่สอนหรือบรรดายิมมวยทั้งหลายยังลึกลับไม่ต่างจากที่เราเคยเห็นในหนัง หลายแห่งอยู่ใต้ดินแบบต้องใส่รหัสผ่านถึงเปิดไปเจอห้องลับนี้ มีการตรวจรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

แม้ว่าการนำมวยไทยไปสาธิตในครั้งแรกยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก แต่เมื่อกลับไปอีกก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ มีนักมวยสนใจมาเรียนมากขึ้น มีการเปิดค่ายมวยไทยในรัสเซียแบบจริงจังหลายแห่ง และมีชาวรัสเซียทั้งนักมวยและคนธรรมดาเรียนมวยไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การไปเยือนคาซัคสถานนั้นก็ยากไม่แพ้กัน นักมวยที่เขาเตรียมไว้ชกกับนักมวยไทยก็เป็นนักมวยฝีมือดี “รัสเซีย คาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน เขามีพื้นฐานการต่อสู้พื้นฐานอย่างมวยปล้ำ ยูโด อยู่แล้ว มาถึงเขาก็ทำท่าจาพนม ฟันศอกหลังใส่เราเลย ผมตะลึงเลย เพราะไม่เคยเห็นประเทศไหนทำมาก่อน” อาจจะด้วยความล้าจากการเดินทาง สภาพอากาศ และความฟิตที่ไม่พอ นักมวยจากไทยก็เลยแพ้ 3 คู่รวด

ครูดินเล่าต่อว่า พอชกเสร็จก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องมวยไทยให้นักชกคาซัคสถาน ซึ่งนักมวยเขาเอาจริงเอาจังกว่าประเทศอื่น ๆ แทนที่จะชกเข้าเป้าที่ครูถือ กลับเล็งมาที่ใบหน้าของครูแทน งานนี้ครูดินก็เลยได้โชว์การใช้สายตาและการหลบหมัด ถึงแม้จะไม่ได้ออกอาวุธใด ๆ แต่ก็ครูดินก็ได้ใจ และได้รับการยอมรับจากนักมวยชาวคาซัคสถานไปเต็ม ๆ หลังจากนั้น ในคาซัคสถานก็เริ่มมีการตั้งชมรมมวยไทยมากขึ้น และนิยมเรียนมวยไทยกับครูมวยไทยชาวไทยเพิ่มมากขึ้น

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

เช็ก-ฮังการี เวทีคอนเสิร์ตของเหล่าผู้ชื่นชอบมวย

ทริปต่อมา ครูดินพามวยไทยไปขึ้นเวทีใหญ่ในฮอลล์ที่จัดไฟแสงสีสุุดอลังการที่สาธารณรัฐเช็ก มีการจัดการแข่งขันชกมวยระหว่างนักมวยไทยอันดับหนึ่งของเช็กกับนักมวยจากประเทศไทย เรียกว่าเตรียมล้มนักชกจากประเทศต้นตำรับเต็มที่ เสียงเชียร์ของเจ้าถิ่นจึงกระหึ่มฮอลล์ แต่สุดท้ายนักมวยจากประเทศไทยก็ใช้ทักษะและประสบการณ์เอาชนะนักมวยจากเช็กไปได้

บรรยากาศการชกที่ฮังการีคึกคักไม่แพ้กัน นักมวยเจ้าถิ่นเป็นนักมวยไทยขวัญใจอันดับหนึ่งของประเทศ คนดูเข้ามาเต็ม มีดีเจมาเปิดแผ่นกระตุ้นบรรยากาศไม่ต่างจากเวทีคอนเสิร์ต เมื่อเริ่มต้นเสียงระฆังไปได้ไม่เท่าไหร่ คนดูทั้งสนามก็เงียบกริบ เมื่อนักมวยของไทยฟันศอกเข้าที่คิ้วนักมวยเจ้าถิ่นจนได้เลือด พอขึ้นยกสอง นักมวยไทยก็น็อกเจ้าถิ่นลงไปนอนให้กรรมการนับสิบ

แม้ว่าผลจากการชกจะไม่สมใจกองเชียร์ แต่ก็ทำให้มีคนอยากเรียนมวยไทยมากขึ้น หลายปีให้หลังครูดินมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง รอบนี้เขาขอเปลี่ยนจากการชกที่มีผลแพ้ชนะ เป็นการมาสอนมวยไทย สอนให้เข้าใจวัฒนธรรมของมวยไทยในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจมวยไทยและความเป็นไทยอย่างถููกต้อง

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

กังฟู-มวยไทย การประชันหน้ากับมังกรในจีนแผ่นดินใหญ่

“ไม่มีศิลปะการต่อสู้ของประเทศไหนดีกว่าประเทศไหน” ครูดินมองว่าทุกประเทศต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว การนำมวยไทยมาปะทะกังฟูจึงไม่ใช่การชิงแชมป์หาสุดยอดศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

รอบนี้ครูดินมีโอกาสได้เดินทางไปยัง 9 มณฑลทั่วประเทศจีน เป้าหมายคือพานักมวยไปชกสาธิตและสอนมวยไทย 

“เมืองแรกที่ไปคือเฉิงตู ไปถึงเขาเอาสิงโตมาเชิดโชว์เลย” ครูดินเล่าว่าครั้งนั้นเจ้าภาพเตรียมการแสดงแบบจัดเต็ม มีการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า แล้วก็มีการโชว์รำกังฟูที่สวยงาม เมื่อเจ้าภาพเชิญนักมวยไทยร่วมแสดงด้วย ครูดินก็บอกให้นักมวยถอดเสื้อ แล้วลงไปปล่อยลีลาแม่ไม้มวยไทยต่อยเตะกันดังตุ้บตั้บ จนเรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง แล้วก็ปิดท้ายด้วยการชวนนักมวยไทยและนักมวยกังฟูออกมาร่ายรำร่วมกัน จบการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างสวยงาม

จากนั้นครูดินก็ได้รับคำเชิญไปสอนมวยให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เมืองซีอาน ที่นี่สร้างนักมวยเก่ง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือนักมวยที่เคยขึ้นชกกับ บัวขาว (บัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยไทยอันดับหนึ่งระดับสากล) 

“ตั้งแต่มาอยู่นี่ มีคนมาท้าต่อยผมทุกวัน” ครูดินเล่าถึงวิธีแลกเปลี่ยนวิชาของชาวกังฟูด้วยเสียงหัวเราะ มวยไทยกับกังฟูเรียนในโรงยิมเดียวกัน นักศึกษาที่เรียนกับครูดินก็เคารพครูดินอย่างมากไม่ต่างจากที่พวกเขาปฏิบัติกับครูชาวจีน ตกเย็นจึงมีเด็กขอเลี้ยงข้าวครูทุกวัน ซึ่งครูดินก็ปฏิเสธทุกวัน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ครูกังฟูก็ขอเลี้ยงข้าวเย็นครูดินทุุกวันเช่นกัน 

“ผมไม่ชอบดื่มเหล้าครับ” ครูดินออกตัวก่อนเล่าต่อถึงความแตกต่างในวงเหล้าของครูมวยไทยและครูมวยจีน “ถ้าครูมวยไทยกินเหล้ากันจะคุยกันเรื่องเฮฮา แต่ครูจีนเขาคุยแต่เรื่องกังฟู เขาจะคุยเรื่องวิชากันในวงเหล้า” จิบไปได้สักพักบรรดาครู ๆ ก็จะลุกขึ้นมารำไทเก๊ก หรือรำท่ากังฟูตลก ๆ ครูดินก็โดนยุให้ลุกขึ้นมารำมวยไทยด้วย “โอ้ย ผมไม่ไหวหรอกครับ แค่ทรงตัวยังไม่อยู่เลย ยังจะให้ผมรำมวยไทยอีก” ครูดินทิ้งท้ายว่า แม้จีนจะมีกังฟูเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ แต่มหาวิทยาลัยกีฬาชื่อดังของประเทศและครูกังฟูทั้งหลาย ก็ยังเปิดใจให้กับมวยไทย

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

ตะวันออกกลาง ความแตกต่างของวัฒนธรรม

กาตาร์จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ดังนั้นจึงมีโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลหลายแห่ง ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมในการเข้าไปช่วยทำงานก่อสร้างในหลายด้าน แต่กิจกรรมแรกที่ไทยนำไปเบิกทาง เพื่อสร้างความสนิทสนมก่อนเจรจาเรื่องสำคัญก็คือ การสอนมวยไทย

มวยไทยได้รับความนิยมมากในกาตาร์ เมื่อมีโค้ชมวยไทยฝีมือดีจากเมืองไทยเดินทางมาสอน ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายคนจึงอยากมาเรียน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขอขึ้นเวทีชกกับครูมวย ครูดินจึงต้องประชุมทีมอย่างเคร่งเครียด ว่าการชกครั้งนี้ต้องชกอย่างระมัดระวังมาก ๆ เพราะถ้าทำอะไรเกินเลย จากที่ตั้งใจจะมาสร้างความสัมพันธ์ ผลอาจจะเป็นตรงข้าม

“ผมบอกนักมวยเราว่า ต้องต่อยแบบไม่ให้เขาเจ็บ แต่เราต้องชนะ ต้องใช้ศิลปะเข้าสู้ การใช้ศิลปะเข้าสู้ทำให้ชนะใจเขาด้วย เพราะมวยไทยไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวมากกว่า” ครูดินเล่าต่อว่า ด้วยวัฒนธรรมของที่นี่นักมวยต้องใส่เสื้อชก และครูดินสอนได้แค่นักมวยชายเท่านั้น ส่วนนักมวยหญิง ต้องให้ครููมวยหญิงชาวต่างชาติมาเรียนกับครูดิน แล้วเอาไปสอนนักมวยหญิงชาวกาตาร์อีกที แม้จะเต็มไปด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ผลตอบรับก็ออกมาดีมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างประทับใจ ส่งผลให้การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ราบรื่นไปด้วย

เมื่อเดินทางต่อไปยังจอร์แดน ก็มีแขกระดับ VVIP อีกท่านขอมาเรียนมวยไทยด้วย นั่นก็คือเจ้าหญิงของจอร์แดน ซึ่งครูดินต้องเตรียมตัวและระมัดระวังตัวอย่างดี ป้องกันทุุกอย่างไม่ให้เจ้าหญิงบาดเจ็บ หากสาธิตมวยไทยแล้วเกิดพลาดพลั้งไปแม้เพียงนิด อนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศคงไม่สดใสแน่ สุดท้ายการสาธิตมวยไทยเพื่อสานสัมพันธ์กับจอร์แดนครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จนคณะของครูดินและท่านทูตไทยได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหญิงในวัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้สถานทูตได้ทำงานด้านวัฒนธรรมร่วมกับเจ้าหญิงต่อ

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

แอฟริกา พาบุกป่า เยือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และสลัม

“การไปแอฟริกานี่คือที่สุดของความลำบากแล้วครับ” ครูดินออกตัวพร้อมเสียงหัวเราะ เพราะโจทย์ที่ได้รับคือ ไปสอนมวยไทยในหมู่บ้านชนบทของประเทศโมซัมบิก แล้วก็ยังเจออุปสรรคด้านภาษา เพราะคนที่นี่ใช้ภาษาโปรตุเกส แล้วคนที่เรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ต้องหากิจกรรมให้เขาสนุุกสนานไปด้วย แต่ข้อดีของการไปสอนมวยไทยในพื้นที่อันห่างไกลก็คือ ที่นั่นไม่มีอะไรเลย มวยไทยจึงเป็นกิจกรรมใหม่ของชีวิตที่ทำให้พวกเขามีความสุข ไปพร้อม ๆ กับได้รู้จักประเทศไทย

จากนั้นครูดินเดินทางต่อไปที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อสอนมวยไทยในสลัมและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งคนที่มาเรียนกับครูดินเป็นผู้หญิง เมื่อผู้หญิงได้ขึ้นสังเวียนเดียวกับผู้ชาย เสียงเชียร์ก็จะดังยิ่งขึ้นไปอีก “พอมีผู้หญิงขึ้นไปชก พวกเขาจะตื่นเต้นมากที่เห็นผู้หญิงก็สู้คนได้” ครูดินพูดถึงเพื่อนชาวแอฟริกาในมุมที่น่าสนใจว่า “ร่างกายพวกเขาดูแข็งแรง แต่เขาไม่ได้ชอบการต่อสู้ แม้จะดููแข็งแรงแต่ก็อ่อนโยน และไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อสู้ การได้รู้จักมวยไทยทำให้พวกเขารู้จักพื้นฐานการป้องกันตัว และเคารพในศิลปะมวยไทย เพราะมวยไทยไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรง แต่เราเรียนไปเพื่อช่วยลดความรุนแรง”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

กองทัพทหาร-บ้านคนพิการ ในชิลีกับลิทัวเนีย

การสอนมวยไทยให้นักมวยหรือคนทั่วไปในหลายประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่มวยไทยก็ยังเดินทางไปได้ไกลกว่านั้น ครั้งนี้ครูดินพามวยไทยเข้าไปถึงกองทัพของชิลี ที่นี่ต้องการให้บรรจุมวยไทยเข้าไปอยู่หลักสูตรของกองทัพอย่างจริงจัง เพราะศิลปะการต่อสู้อย่างมวยไทย คือพื้นฐานสำคัญที่ทหารทุกคนควรมี 

“เมื่อไหร่ที่ปืนตก ก็ยังมีศิลปะการต่อสู้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เป็นเรื่องของจิตวิทยา” ดังนั้น มวยไทยจึงไม่ใช่แค่กีฬาหรือการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เสริมสร้างกำลังใจด้วย

ไม่ใช่แค่นักมวย ทหาร หรือคนที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะเรียนมวยไทยได้ ที่ลิทัวเนีย ครูดินพามวยไทยไปสาธิตเช่นเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ คนที่ครูดินยกเป้าให้ชกกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น หมัดที่ถูกชกเข้าเป้าไม่ได้มีกำลังมากนัก แต่ก็เป็นกำลังสุดแรงเท่าที่ผู้พิการจะทำได้ ครูดินมีโอกาสสอนมวยไทยให้คนพิการ แม้จะคาดไม่ถึงมาก่อน แต่ครูดินก็เต็มที่กับทุกการสาธิตมวยไทย “ผมต้องเอาเป้าเข้าไปใกล้ ๆ ให้เขาชก เพราะเขาแรงน้อย อย่างบางคนก็นั่งรถเข็น แต่เขาก็สนุก หลังจากสอนเสร็จทุกคนก็มีรอยยิ้ม”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การแลกเปลี่ยนไม่ใช่การสอน

หลังจากการเดินทางไปหลายต่อหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่ครูดินเห็นว่าทุกประเทศมีร่วมกันคือ ทุกประเทศเคารพในมวยไทย และมวยไทยไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อคนอื่น ในจุดที่นักมวยกำลังจะแพ้หรือกำลังจะคว้าชัยชนะ แรงใจของนักมวยมักพุ่งทะยานขึ้น เพราะเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มจากคนรอบข้าง วินาทีที่กำลังจะแพ้ หากได้หันไปเห็นผู้คนที่มาเชียร์หรือครอบครัวที่ยืนอยู่ข้างสนาม อาจทำให้นักมวยมีแรงฮึดขึ้นสู้ เพื่อคว้าชัยชนะให้กับคนข้างสนามเหล่านั้นได้ ท้ายที่สุด ชัยชนะไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของแค่นักมวยคนเดียว แต่ชัยชนะนั้นเป็นของคนรอบข้างด้วย

“ผมไม่อยากให้เรียกว่านี่คือการสอนมวยไทย ผมเรียกว่ามาแลกเปลี่ยน” การเดินทางพามวยไทยไปสู่สายตาชาวโลกของครูดินได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างทางมากมาย ได้เรียนรู้ว่าทุกประเทศมีศิลปะการต่อสู้และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมคือความละเอียดอ่อนที่ครูดินเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศเหล่านั้น

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การพามวยไทยไปต่างแดนทำให้เรามองเห็นภาพของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เห็นมุมมองที่ประเทศอื่นมองคนไทย ในหลายแง่มุมมากกว่าที่เคยเป็น

“ถึงผมจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามวยไทยเปลี่ยนโลกยังไง แต่ผมคิดว่ามวยไทยสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ และทำให้คนรู้จักคนไทยได้มากขึ้น” ครูดินทิ้งท้ายถึงพลังของมวยไทย

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

ภาพ : กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองเชียงใหม่แตกต่างจากที่อื่น ๆ ก็คือ ดอย 

โดยเฉพาะดอยสุเทพที่ทำให้ลักษณะภูมิศาสตร์ของเชียงใหม่มีความพิเศษ มีป่าอยู่ใกล้ชิดกับเมือง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เข้าถึงผืนป่าได้อย่างง่ายดาย ตลอดระยะเวลามากกว่า 700 ปีที่เชียงใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา ชีวิตของผู้คนที่นี่ต่างสัมพันธ์กับดอยสุเทพในหลายด้าน ทั้งเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งกำเนิดสายน้ำต่าง ๆ ที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงคูเมือง ไร่นา และประปาเมือง เป็นแหล่งอาศัยของคนและสัตว์ เป็นประเพณี เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งเป็นศูนย์รวมใจของผู้คนเชียงใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจหากมีใครไปทำอะไรให้ดอยแห่งนี้แหว่งเว้าขึ้นมา ชาวเชียงใหม่ก็พร้อมใจกันลุกขึ้นมาต่อต้าน

ระยะเวลายาวนานทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชียงใหม่กับดอยสุเทพแนบชิดเป็นอันหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ แม้แต่สมัยปัจจุบันคราวที่ปัญหาหมอกควัน PM 2.5 มาใหม่ ๆ ยังไม่มีใครรู้จักแอปพลิเคชัน Air Visual ชาวเมืองเชียงใหม่ก็ยังใช้ดอยสุเทพนี้เองเป็นตัวชี้วัดระดับของควัน วันไหนหนักหนาหน่อยก็มองแทบไม่เห็นดอย

ความสัมพันธ์ที่ดอยกับเมืองเป็นหนึ่งเดียวกัน แสดงออกมาให้เห็นผ่านความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ หากเมืองเปลี่ยนแปลง ดอยสุเทพก็เปลี่ยนไป สายน้ำจากดอยที่เคยหล่อเลี้ยงเมืองทุกวันนี้เริ่มเหือดแห้ง อากาศหนาวบางปีมาไวก็จากไปเร็ว ฤดูกาลที่ผิดเพี้ยนผลผลิตก็ยากจะงอกงาม สรรพเสียงจากนกป่าที่ค่อย ๆ ลดสำเนียงและชนิดลงไปทุกที เมืองที่ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว ผู้คนที่อยู่ในเมืองมากขึ้น ทำให้วิถีของพวกเขาเริ่มออกห่างจากดอย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและดอยเริ่มจางหายลืมเลือน คุณค่าของดอยในท้ายที่สุดอาจเหลือไว้แต่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

การมองตัวเมืองเชียงใหม่แยกส่วนออกจากดอยทั้งที่เป็นพื้นที่ร่วมกัน มีแต่จะส่งผลเสียต่อไป 

หลายปัญหาในเมืองแก้ไขได้จากการฟื้นฟูดอย หลายปัญหาจากบนดอยก็แก้ไขได้จากในเมือง หากมองเห็นความสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่ระหว่างดอยสุเทพและเมืองเชียงใหม่ เพราะเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาสัมพันธ์กับดอยตั้งแต่เริ่มตั้ง

นี่เองจึงเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของ ‘หลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา’ วิชาที่จะทำให้ผู้คนไม่ใช่แค่ได้รู้จักกับดอยสุเทพในทุกแง่มุม แต่จะทำให้คนเข้าใจดอยสุเทพ และสานสัมพันธ์ผู้คนในเมืองกับดอยสุเทพให้กลับมาอีกครั้ง

นี่คือความพยายามที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ระหว่างศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับภาคีจำนวนมากที่เคยทำงานเกี่ยวกับดอยสุเทพด้านต่าง ๆ มาร่วมมือกันออกแบบหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษาให้นำเสนอครบทุกมิติ 

เราชวน รศ.ดร.ประสิทธิ์​ วังภคพัฒนวงศ์ หัวหน้าศูนย์​ธรรมชาติ​วิทยา​ดอ​ยสุ​เทพ​เฉลิม​พระ​เกียรติ​ฯ​ หนึ่งในคณะจัดทำมาเป็นตัวแทนเล่าแนวคิดเบื้องหลังการทำ ‘หลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา’ ของพวกเขา

'ดอยสุเทพศึกษา' วิชาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพ และอยู่ร่วมกับดอยสุเทพอย่างยั่งยืน

“เวลาพูดถึงดอยสุเทพ รายละเอียดของดอยมันเยอะมาก ถ้าพูดจากมุมของผมที่เป็นนักชีววิทยา ผมจะพูดถึงดอยสุเทพในมุมของต้นไม้ ผมทำงานอยู่ในแง่ของกายภาพเยอะ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่ได้ทันนึกถึงประเด็นอื่น การที่มีผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับดอยสุเทพหลายแง่มุมมารวมกันจึงสำคัญ เช่น อาจารย์ทางด้านมานุษยวิทยาหรือสังคมมาพูดถึงดอยสุเทพในแง่มุมของวิถีชีวิตของผู้คน ของวัฒนธรรม ของประเพณีที่ผูกโยงกับดอยสุเทพ ตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษา อาจารย์สตีฟ (Stephen D. Elliott) พูดเสมอว่า ‘ดอยสุเทพดอยเดียว มีความหลากหลายทางชีวภาพไม่ด้อยไปกว่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะ’ แค่ในมุมของชีววิทยานะครับ ถ้ารวมแง่มุมอื่น ๆ เกี่ยวกับดอยสุเทพเข้าไปอีกจะขนาดไหน

“ผมอยากให้คนทั่วไป คนที่สนใจดอยสุเทพ ได้รู้จักดอยสุเทพในทุกแง่มุม ทุก ๆ มิติ แต่ผมทำเองคนเดียวไม่ได้ ผมไม่ได้รู้ทุกเรื่อง งั้นเรามาร่วมมือกันดีกว่า ซึ่งผมคิดตรงกันว่า ปัจจุบันมันยังไม่มีหลัก คนนั้นก็พูดถึงดอยสุเทพ คนนี้ก็พูด แต่ไม่มีการนำความรู้นำมารวมกัน และมันมีความสำคัญจริง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องของความสวยงาม เรื่องเชิงกายภาพ เชิงชีววิทยา เชิงสังคม เชิงประวัติศาสตร์ และเชิงวัฒนธรรม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับคนเชียงใหม่หมด”

ปัจจุบันคณะทำงานที่มาร่วมกันออกแบบหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษามีทั้งหมด 8 หน่วยงาน ได้แก่ 

  • ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชี่ยวชาญเรื่องชีววิทยา ธรณีวิทยา และระบบนิเวศป่าของดอยสุเทพ
  • คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยดูในมุมมองเชิงสถาปัตย์ ความสัมพันธ์ทางพื้นที่ระหว่างดอยสุเทพกับเมืองเชียงใหม่
  • สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรม
  • คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เชี่ยวชาญเรื่องของชุมชนต่าง ๆ ซึ่งดอยสุเทพมีพื้นที่คลุมถึง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอแม่ริม และอำเภอแม่แตง
  • อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ให้ความรู้ด้านการทำงานของอุทยานแห่งชาติ
  • สภาลมหายใจเชียงใหม่ กลุ่มภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหมอกควันเชียงใหม่
  • เขียวสวยหอม กลุ่มภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมือง
  • เครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ-ปุย กลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสุเทพและดอยปุย มาให้องค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธ์ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ทั้ง 8 หน่วยงาน คือกลุ่มคนที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับดอยสุเทพ และในอนาคต กลุ่มผู้ออกแบบวิชาจะเพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดอยสุเทพมาช่วยเสริมหลักสูตร เพื่อทำให้วิชานี้นำเสนอเรื่องราวได้ครบทุกแง่มุมที่สุด

“เหตุผลที่วิชาดอยสุเทพศึกษาต้องนำเสนอได้ทุกแง่มุมที่สุด เกิดจากมุมมองของตัวผม พอเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็มีแว่นของนักวิทยาศาสตร์อยู่ ผมสนใจแต่สิ่งที่วิจัย ส่วนงาน NGO หรือชุมชน เขาจะมีแว่นของเขา เรามองดอยสุเทพขนานกันมาโดยตลอด สถานการณ์บางอย่างใช้แว่นอันเดียวมองไม่ได้ เพราะโจทย์หลายอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ว่าจะท้องถิ่นหรือระดับจังหวัด ตอบด้วยเครื่องมือเดียวไม่ได้ ต้องใช้หลายเครื่องมือจากแต่ละศาสตร์มาช่วยกัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนร่วมมือกัน จะให้นักวิทยาศาสตร์แก้โจทย์สังคมวัฒนธรรมก็ไม่ใช่ เราเลยต้องร่วมมือกัน

'ดอยสุเทพศึกษา' วิชาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพ และอยู่ร่วมกับดอยสุเทพอย่างยั่งยืน
'ดอยสุเทพศึกษา' วิชาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพ และอยู่ร่วมกับดอยสุเทพอย่างยั่งยืน

“ในฐานะคนที่ออกแบบวิชา ทุกครั้งที่ประชุมร่วมกัน พอได้ฟังอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ผมเองก็ได้ความรู้ ได้แง่มุมใหม่ ๆ เกี่ยวกับดอยสุเทพจากแต่ละศาสตร์ ตอนที่ผมจะเรียนจบ ผมทำงานวิจัยที่อำเภอแม่แจ่ม เรื่องนิเวศวิทยาไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอ ผมต้องขึ้นลงแม่แจ่มอยู่ 20 เดือน ไปเอาตัวอย่างใบไม้มาวิจัย ประเด็นคือ ตอนที่ผมไปทำวิจัย ผมมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์มาก ๆ ไม่สนใคร ไม่คุยกับใครเลย ผมไม่ได้ถูกฝึกมาให้เข้าใจบริบทสังคม 

“พอมองย้อนกลับไป ผมเสียดายนะครับ ทำไมถึงไม่พยายามเรียนรู้บริบทต่าง ๆ ที่เป็นผลให้เขาทำไร่หมุนเวียน บางทีเหตุผลไม่ได้เป็นเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเดียว มันมีเหตุผลอื่น เชิงสังคม เชิงวัฒนธรรม เขาอยู่ตรงนั้นมานาน เขาก็ต้องมีเหตุผลของเขา แต่สนใจเฉพาะผลวิจัยของผม ทั้งที่ในโลกนี้ยังมีคำว่า การทำงานที่ชุมชนมีส่วนร่วมอยู่ ผมเพิ่งมารู้จักคำนี้ในภายหลัง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หากมีโจทย์ใดขึ้นมา เราควรจะต้องใช้แว่นตาของหลาย ๆ ศาสตร์มามอง

“ในที่ประชุม บางคนไม่ได้มองว่าดอยสุเทพเป็นแค่ภูเขา เขามองว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็ตรงกับหลักหนึ่งของนิเวศวิทยา เขาเรียกกันว่าเป็น Super Organism เขามองโลกทั้งโลกเป็น Super Organism มีพลวัตร ถ้ามองดอยสุเทพไม่เป็นแค่ก้อนหิน ดิน ต้นไม้ มันมีอย่างอื่นอีกมากที่อยู่ร่วมกันในภูเขาลูกนั้น มีความสัมพันธ์ต่าง ๆ มากมาย และเกี่ยวโยงมาถึงในเมืองเชียงใหม่ ในหลักสูตรวิชาดอยสุเทพ เราแบ่งย่อยรายวิชาต่าง ๆ ตามแต่ละแง่มุมของดอยสุเทพ

“หลักสูตรนี้เลยมีวัตถุประสงค์หลักที่วางไว้ว่า คนที่สนใจดอยสุเทพที่มาเรียน ไม่ใช่แค่คำว่า ‘รู้จัก’ แต่เราอยากให้เขา ‘เข้าใจ’ ดอยสุเทพมากขึ้นในทุกมิติ ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะในหลักการออกแบบวิชา คนทางด้านการศึกษาจะมีหลักการมองวัตถุประสงค์ของวิชาอยู่ว่าจะให้ผู้เรียนได้รับระดับไหน จำได้ เข้าใจ วิเคราะห์ ประยุกต์ และขั้นสุดท้ายคือ สังเคราะห์ ซึ่งจุดสูงสุดของการศึกษาก็คือการให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปสังเคราะห์ใช้ในชีวิตของเขา

การร่วมมือกันของ 8 หน่วยงานที่สร้างหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ให้ครอบคลุมทุกมิติการเรียนรู้ภูเขาแห่งเชียงใหม่

“คำว่า สังเคราะห์ ในความหมายของผม คือ สมมติมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น จะเอาความรู้ทั้งหมดที่ได้สังเคราะห์มาจัดการสถานการณ์นั้นได้ไหม ถ้าเกิดตอนนั้นเครื่องมือที่เคยมีมาก่อนใช้ไม่ได้อีกแล้ว เช่น มีเครื่องมืออยู่ A B และ C คุณหยิบเอาเครื่องมือนี้ไปใช้แก้ปัญหาได้ แต่ในอนาคตข้างหน้า เครื่องมือ A B C อาจใช้การไม่ได้ คุณจะสังเคราะห์ความรู้ที่ได้รับ สร้างเครื่องมือ D ขึ้นมาใหม่เพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ไหม นี่คือจุดสูงที่สุดของการศึกษา มันเกิดขึ้นค่อนข้างยาก นี่เป็นผลลัพธ์สูงสุดที่ผมมองไว้ เลยเป็นโจทย์สำคัญที่ทีมออกแบบหลักสูตรต้องหารือกันต่อ

“ตอนทีมออกแบบวิชาประชุมกัน มีคนเสนอว่า อยากให้ข้าราชการเรียนวิชาดอยสุเทพศึกษาเช่นกัน เพราะระบบราชการที่ย้ายมารับตำแหน่งจากที่อื่น ทำให้ไม่รู้บริบทของเชียงใหม่ วิชานี้จะช่วยให้เขามองเห็นความสัมพันธ์ของดอยและเมือง มีประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาเมืองหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ผมมองว่านี่เป็นแนวคิดที่ดีและน่าสนใจ”

การร่วมมือกันของ 8 หน่วยงานที่สร้างหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ให้ครอบคลุมทุกมิติการเรียนรู้ภูเขาแห่งเชียงใหม่

เพื่อให้คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักศึกษาก็เข้าเรียนวิชาดอยสุเทพศึกษาได้มากที่สุด ผู้ออกแบบวิชาจึงเลือกให้วิชาดอยสุเทพศึกษาอยู่ในโครงการ ‘วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต’ (School of Lifelong Education) เรียกสั้น ๆ ว่า LE ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสมัครเข้ามาเรียนในรายวิชาที่สนใจผ่านเว็บไซต์ 

“หลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ผมตั้งใจไว้ว่าจะให้มีส่วนของการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ ซึ่งผู้เรียนกดเข้ามาเรียนได้ตามเวลาที่เขาสะดวกผ่านระบบการสอนของ LE เมื่อเรียนภาคบรรยายจนครบชั่วโมงที่กำหนดไว้ ก็จะมาสู่ภาคปฏิบัติที่จะพาผู้เรียนขึ้นดอยไปศึกษาและลงมือในพื้นที่จริง ใครสนใจด้านชุมชนบนดอยก็จะได้ไปลงทำงานในชุมชนจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าทุกคนจำเป็นต้องเรียนให้จบหลักสูตร เราเปิดกว้างให้ตามที่แต่ละคนสนใจ

“ท้ายที่สุด ผมหวังว่าการเกิดขึ้นของวิชาดอยสุเทพศึกษา จะทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพมากขึ้นไม่มากก็น้อย เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรเกิดขึ้นกับดอยสุเทพ เขาจะรู้แล้วว่ามีที่พื้นที่ตรงนี้ที่เขาเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับดอยสุเทพได้”

การร่วมมือกันของ 8 หน่วยงานที่สร้างหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ให้ครอบคลุมทุกมิติการเรียนรู้ภูเขาแห่งเชียงใหม่

ปัจจุบันหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษายังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสสุดท้ายของ พ.ศ. 2565 

ผู้ที่สนใจ ติดตามความเคลื่อนไหวของวิชาดอยสุเทพศึกษาได้ทาง Facebook : ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มช

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

ธิรารัตน์ พุทธวงศ์

มีเชียงใหม่เป็นบ้านเกิด หลงใหลธรรมชาติ รักสีบลู แมวดำ และชอบกินผลไม้สีเหลือง Facebook | Out of Tune

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load