The Cloud x กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงประเทศไทยในสายตาชาวโลกเขาจะนึกถึงอะไรกันบ้าง ถ้าเป็นอาหารไทย ก็คงเป็นต้มยำกุ้ง ถ้าเป็นนิสัยคนไทย ก็คงเป็นรอยยิ้มที่มาได้ในทุกสถานการณ์ และถ้าพูดถึงกีฬา ก็คงหนีไม่พ้นมวยไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงนำ ‘มวยไทย’ มาเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านการทูตวัฒนธรรม กระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในระดับนานาชาติ

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินภารกิจอันท้าทายนี้ร่วมกับ ครูดิน-วิทวัส ค้าสม (ครูมวยไทยผู้ก่อตั้งค่ายลานนาไฟท์ติ้งมวยไทย และอาจารย์โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่) ซึ่งได้ออกเดินทางไปกับกระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยในแดนไกลหลายสิบประเทศ ภายในระยะเวลาเกือบ 10 ปี งานของครูดินมีทั้งการพานักมวยไปชกกับนักมวยเจ้าถิ่น ชกโชว์ และสอนนักมวย นักบอล ทหาร เด็กผู้หญิง ไปจนถึงคนพิการ

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

นอกจากมวยไทยจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในหลายมิติ (โดยเฉพาะในมุมที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน) การเดินทางรอบโลกของครูดินยังเต็มไปด้วยประสบการณ์ ทั้งสนุก ระทึกขวัญ และน่าประทับใจมากมาย

ไปดูกันว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มวยไทยพาครูดินไปเจออะไรมาบ้าง

รัสเซีย-คาซัคสถาน ถิ่นคู่ปรับสุดหิน

ครูดินเริ่มพามวยไทยออกเดินทางเมื่อ พ.ศ. 2555 แค่ประเทศแรกก็ได้เจอโจทย์ที่ยากที่สุดแล้ว รัสเซียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแชมป์โลกมวยสากล โดดเด่นถึงขนาดมีสไตล์การชกเป็นของตัวเอง นอกจากนักมวยรัสเซียจะมีพื้นฐานที่ดีมากแล้ว สถานที่สอนหรือบรรดายิมมวยทั้งหลายยังลึกลับไม่ต่างจากที่เราเคยเห็นในหนัง หลายแห่งอยู่ใต้ดินแบบต้องใส่รหัสผ่านถึงเปิดไปเจอห้องลับนี้ มีการตรวจรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

แม้ว่าการนำมวยไทยไปสาธิตในครั้งแรกยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก แต่เมื่อกลับไปอีกก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ มีนักมวยสนใจมาเรียนมากขึ้น มีการเปิดค่ายมวยไทยในรัสเซียแบบจริงจังหลายแห่ง และมีชาวรัสเซียทั้งนักมวยและคนธรรมดาเรียนมวยไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การไปเยือนคาซัคสถานนั้นก็ยากไม่แพ้กัน นักมวยที่เขาเตรียมไว้ชกกับนักมวยไทยก็เป็นนักมวยฝีมือดี “รัสเซีย คาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน เขามีพื้นฐานการต่อสู้พื้นฐานอย่างมวยปล้ำ ยูโด อยู่แล้ว มาถึงเขาก็ทำท่าจาพนม ฟันศอกหลังใส่เราเลย ผมตะลึงเลย เพราะไม่เคยเห็นประเทศไหนทำมาก่อน” อาจจะด้วยความล้าจากการเดินทาง สภาพอากาศ และความฟิตที่ไม่พอ นักมวยจากไทยก็เลยแพ้ 3 คู่รวด

ครูดินเล่าต่อว่า พอชกเสร็จก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องมวยไทยให้นักชกคาซัคสถาน ซึ่งนักมวยเขาเอาจริงเอาจังกว่าประเทศอื่น ๆ แทนที่จะชกเข้าเป้าที่ครูถือ กลับเล็งมาที่ใบหน้าของครูแทน งานนี้ครูดินก็เลยได้โชว์การใช้สายตาและการหลบหมัด ถึงแม้จะไม่ได้ออกอาวุธใด ๆ แต่ก็ครูดินก็ได้ใจ และได้รับการยอมรับจากนักมวยชาวคาซัคสถานไปเต็ม ๆ หลังจากนั้น ในคาซัคสถานก็เริ่มมีการตั้งชมรมมวยไทยมากขึ้น และนิยมเรียนมวยไทยกับครูมวยไทยชาวไทยเพิ่มมากขึ้น

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

เช็ก-ฮังการี เวทีคอนเสิร์ตของเหล่าผู้ชื่นชอบมวย

ทริปต่อมา ครูดินพามวยไทยไปขึ้นเวทีใหญ่ในฮอลล์ที่จัดไฟแสงสีสุุดอลังการที่สาธารณรัฐเช็ก มีการจัดการแข่งขันชกมวยระหว่างนักมวยไทยอันดับหนึ่งของเช็กกับนักมวยจากประเทศไทย เรียกว่าเตรียมล้มนักชกจากประเทศต้นตำรับเต็มที่ เสียงเชียร์ของเจ้าถิ่นจึงกระหึ่มฮอลล์ แต่สุดท้ายนักมวยจากประเทศไทยก็ใช้ทักษะและประสบการณ์เอาชนะนักมวยจากเช็กไปได้

บรรยากาศการชกที่ฮังการีคึกคักไม่แพ้กัน นักมวยเจ้าถิ่นเป็นนักมวยไทยขวัญใจอันดับหนึ่งของประเทศ คนดูเข้ามาเต็ม มีดีเจมาเปิดแผ่นกระตุ้นบรรยากาศไม่ต่างจากเวทีคอนเสิร์ต เมื่อเริ่มต้นเสียงระฆังไปได้ไม่เท่าไหร่ คนดูทั้งสนามก็เงียบกริบ เมื่อนักมวยของไทยฟันศอกเข้าที่คิ้วนักมวยเจ้าถิ่นจนได้เลือด พอขึ้นยกสอง นักมวยไทยก็น็อกเจ้าถิ่นลงไปนอนให้กรรมการนับสิบ

แม้ว่าผลจากการชกจะไม่สมใจกองเชียร์ แต่ก็ทำให้มีคนอยากเรียนมวยไทยมากขึ้น หลายปีให้หลังครูดินมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง รอบนี้เขาขอเปลี่ยนจากการชกที่มีผลแพ้ชนะ เป็นการมาสอนมวยไทย สอนให้เข้าใจวัฒนธรรมของมวยไทยในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจมวยไทยและความเป็นไทยอย่างถููกต้อง

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

กังฟู-มวยไทย การประชันหน้ากับมังกรในจีนแผ่นดินใหญ่

“ไม่มีศิลปะการต่อสู้ของประเทศไหนดีกว่าประเทศไหน” ครูดินมองว่าทุกประเทศต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว การนำมวยไทยมาปะทะกังฟูจึงไม่ใช่การชิงแชมป์หาสุดยอดศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

รอบนี้ครูดินมีโอกาสได้เดินทางไปยัง 9 มณฑลทั่วประเทศจีน เป้าหมายคือพานักมวยไปชกสาธิตและสอนมวยไทย 

“เมืองแรกที่ไปคือเฉิงตู ไปถึงเขาเอาสิงโตมาเชิดโชว์เลย” ครูดินเล่าว่าครั้งนั้นเจ้าภาพเตรียมการแสดงแบบจัดเต็ม มีการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า แล้วก็มีการโชว์รำกังฟูที่สวยงาม เมื่อเจ้าภาพเชิญนักมวยไทยร่วมแสดงด้วย ครูดินก็บอกให้นักมวยถอดเสื้อ แล้วลงไปปล่อยลีลาแม่ไม้มวยไทยต่อยเตะกันดังตุ้บตั้บ จนเรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง แล้วก็ปิดท้ายด้วยการชวนนักมวยไทยและนักมวยกังฟูออกมาร่ายรำร่วมกัน จบการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างสวยงาม

จากนั้นครูดินก็ได้รับคำเชิญไปสอนมวยให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เมืองซีอาน ที่นี่สร้างนักมวยเก่ง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือนักมวยที่เคยขึ้นชกกับ บัวขาว (บัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยไทยอันดับหนึ่งระดับสากล) 

“ตั้งแต่มาอยู่นี่ มีคนมาท้าต่อยผมทุกวัน” ครูดินเล่าถึงวิธีแลกเปลี่ยนวิชาของชาวกังฟูด้วยเสียงหัวเราะ มวยไทยกับกังฟูเรียนในโรงยิมเดียวกัน นักศึกษาที่เรียนกับครูดินก็เคารพครูดินอย่างมากไม่ต่างจากที่พวกเขาปฏิบัติกับครูชาวจีน ตกเย็นจึงมีเด็กขอเลี้ยงข้าวครูทุกวัน ซึ่งครูดินก็ปฏิเสธทุกวัน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ครูกังฟูก็ขอเลี้ยงข้าวเย็นครูดินทุุกวันเช่นกัน 

“ผมไม่ชอบดื่มเหล้าครับ” ครูดินออกตัวก่อนเล่าต่อถึงความแตกต่างในวงเหล้าของครูมวยไทยและครูมวยจีน “ถ้าครูมวยไทยกินเหล้ากันจะคุยกันเรื่องเฮฮา แต่ครูจีนเขาคุยแต่เรื่องกังฟู เขาจะคุยเรื่องวิชากันในวงเหล้า” จิบไปได้สักพักบรรดาครู ๆ ก็จะลุกขึ้นมารำไทเก๊ก หรือรำท่ากังฟูตลก ๆ ครูดินก็โดนยุให้ลุกขึ้นมารำมวยไทยด้วย “โอ้ย ผมไม่ไหวหรอกครับ แค่ทรงตัวยังไม่อยู่เลย ยังจะให้ผมรำมวยไทยอีก” ครูดินทิ้งท้ายว่า แม้จีนจะมีกังฟูเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ แต่มหาวิทยาลัยกีฬาชื่อดังของประเทศและครูกังฟูทั้งหลาย ก็ยังเปิดใจให้กับมวยไทย

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

ตะวันออกกลาง ความแตกต่างของวัฒนธรรม

กาตาร์จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ดังนั้นจึงมีโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลหลายแห่ง ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมในการเข้าไปช่วยทำงานก่อสร้างในหลายด้าน แต่กิจกรรมแรกที่ไทยนำไปเบิกทาง เพื่อสร้างความสนิทสนมก่อนเจรจาเรื่องสำคัญก็คือ การสอนมวยไทย

มวยไทยได้รับความนิยมมากในกาตาร์ เมื่อมีโค้ชมวยไทยฝีมือดีจากเมืองไทยเดินทางมาสอน ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายคนจึงอยากมาเรียน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขอขึ้นเวทีชกกับครูมวย ครูดินจึงต้องประชุมทีมอย่างเคร่งเครียด ว่าการชกครั้งนี้ต้องชกอย่างระมัดระวังมาก ๆ เพราะถ้าทำอะไรเกินเลย จากที่ตั้งใจจะมาสร้างความสัมพันธ์ ผลอาจจะเป็นตรงข้าม

“ผมบอกนักมวยเราว่า ต้องต่อยแบบไม่ให้เขาเจ็บ แต่เราต้องชนะ ต้องใช้ศิลปะเข้าสู้ การใช้ศิลปะเข้าสู้ทำให้ชนะใจเขาด้วย เพราะมวยไทยไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวมากกว่า” ครูดินเล่าต่อว่า ด้วยวัฒนธรรมของที่นี่นักมวยต้องใส่เสื้อชก และครูดินสอนได้แค่นักมวยชายเท่านั้น ส่วนนักมวยหญิง ต้องให้ครููมวยหญิงชาวต่างชาติมาเรียนกับครูดิน แล้วเอาไปสอนนักมวยหญิงชาวกาตาร์อีกที แม้จะเต็มไปด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ผลตอบรับก็ออกมาดีมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างประทับใจ ส่งผลให้การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ราบรื่นไปด้วย

เมื่อเดินทางต่อไปยังจอร์แดน ก็มีแขกระดับ VVIP อีกท่านขอมาเรียนมวยไทยด้วย นั่นก็คือเจ้าหญิงของจอร์แดน ซึ่งครูดินต้องเตรียมตัวและระมัดระวังตัวอย่างดี ป้องกันทุุกอย่างไม่ให้เจ้าหญิงบาดเจ็บ หากสาธิตมวยไทยแล้วเกิดพลาดพลั้งไปแม้เพียงนิด อนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศคงไม่สดใสแน่ สุดท้ายการสาธิตมวยไทยเพื่อสานสัมพันธ์กับจอร์แดนครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จนคณะของครูดินและท่านทูตไทยได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหญิงในวัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้สถานทูตได้ทำงานด้านวัฒนธรรมร่วมกับเจ้าหญิงต่อ

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

แอฟริกา พาบุกป่า เยือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และสลัม

“การไปแอฟริกานี่คือที่สุดของความลำบากแล้วครับ” ครูดินออกตัวพร้อมเสียงหัวเราะ เพราะโจทย์ที่ได้รับคือ ไปสอนมวยไทยในหมู่บ้านชนบทของประเทศโมซัมบิก แล้วก็ยังเจออุปสรรคด้านภาษา เพราะคนที่นี่ใช้ภาษาโปรตุเกส แล้วคนที่เรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ต้องหากิจกรรมให้เขาสนุุกสนานไปด้วย แต่ข้อดีของการไปสอนมวยไทยในพื้นที่อันห่างไกลก็คือ ที่นั่นไม่มีอะไรเลย มวยไทยจึงเป็นกิจกรรมใหม่ของชีวิตที่ทำให้พวกเขามีความสุข ไปพร้อม ๆ กับได้รู้จักประเทศไทย

จากนั้นครูดินเดินทางต่อไปที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อสอนมวยไทยในสลัมและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งคนที่มาเรียนกับครูดินเป็นผู้หญิง เมื่อผู้หญิงได้ขึ้นสังเวียนเดียวกับผู้ชาย เสียงเชียร์ก็จะดังยิ่งขึ้นไปอีก “พอมีผู้หญิงขึ้นไปชก พวกเขาจะตื่นเต้นมากที่เห็นผู้หญิงก็สู้คนได้” ครูดินพูดถึงเพื่อนชาวแอฟริกาในมุมที่น่าสนใจว่า “ร่างกายพวกเขาดูแข็งแรง แต่เขาไม่ได้ชอบการต่อสู้ แม้จะดููแข็งแรงแต่ก็อ่อนโยน และไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อสู้ การได้รู้จักมวยไทยทำให้พวกเขารู้จักพื้นฐานการป้องกันตัว และเคารพในศิลปะมวยไทย เพราะมวยไทยไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรง แต่เราเรียนไปเพื่อช่วยลดความรุนแรง”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

กองทัพทหาร-บ้านคนพิการ ในชิลีกับลิทัวเนีย

การสอนมวยไทยให้นักมวยหรือคนทั่วไปในหลายประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่มวยไทยก็ยังเดินทางไปได้ไกลกว่านั้น ครั้งนี้ครูดินพามวยไทยเข้าไปถึงกองทัพของชิลี ที่นี่ต้องการให้บรรจุมวยไทยเข้าไปอยู่หลักสูตรของกองทัพอย่างจริงจัง เพราะศิลปะการต่อสู้อย่างมวยไทย คือพื้นฐานสำคัญที่ทหารทุกคนควรมี 

“เมื่อไหร่ที่ปืนตก ก็ยังมีศิลปะการต่อสู้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เป็นเรื่องของจิตวิทยา” ดังนั้น มวยไทยจึงไม่ใช่แค่กีฬาหรือการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เสริมสร้างกำลังใจด้วย

ไม่ใช่แค่นักมวย ทหาร หรือคนที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะเรียนมวยไทยได้ ที่ลิทัวเนีย ครูดินพามวยไทยไปสาธิตเช่นเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ คนที่ครูดินยกเป้าให้ชกกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น หมัดที่ถูกชกเข้าเป้าไม่ได้มีกำลังมากนัก แต่ก็เป็นกำลังสุดแรงเท่าที่ผู้พิการจะทำได้ ครูดินมีโอกาสสอนมวยไทยให้คนพิการ แม้จะคาดไม่ถึงมาก่อน แต่ครูดินก็เต็มที่กับทุกการสาธิตมวยไทย “ผมต้องเอาเป้าเข้าไปใกล้ ๆ ให้เขาชก เพราะเขาแรงน้อย อย่างบางคนก็นั่งรถเข็น แต่เขาก็สนุก หลังจากสอนเสร็จทุกคนก็มีรอยยิ้ม”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การแลกเปลี่ยนไม่ใช่การสอน

หลังจากการเดินทางไปหลายต่อหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่ครูดินเห็นว่าทุกประเทศมีร่วมกันคือ ทุกประเทศเคารพในมวยไทย และมวยไทยไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อคนอื่น ในจุดที่นักมวยกำลังจะแพ้หรือกำลังจะคว้าชัยชนะ แรงใจของนักมวยมักพุ่งทะยานขึ้น เพราะเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มจากคนรอบข้าง วินาทีที่กำลังจะแพ้ หากได้หันไปเห็นผู้คนที่มาเชียร์หรือครอบครัวที่ยืนอยู่ข้างสนาม อาจทำให้นักมวยมีแรงฮึดขึ้นสู้ เพื่อคว้าชัยชนะให้กับคนข้างสนามเหล่านั้นได้ ท้ายที่สุด ชัยชนะไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของแค่นักมวยคนเดียว แต่ชัยชนะนั้นเป็นของคนรอบข้างด้วย

“ผมไม่อยากให้เรียกว่านี่คือการสอนมวยไทย ผมเรียกว่ามาแลกเปลี่ยน” การเดินทางพามวยไทยไปสู่สายตาชาวโลกของครูดินได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างทางมากมาย ได้เรียนรู้ว่าทุกประเทศมีศิลปะการต่อสู้และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมคือความละเอียดอ่อนที่ครูดินเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศเหล่านั้น

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การพามวยไทยไปต่างแดนทำให้เรามองเห็นภาพของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เห็นมุมมองที่ประเทศอื่นมองคนไทย ในหลายแง่มุมมากกว่าที่เคยเป็น

“ถึงผมจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามวยไทยเปลี่ยนโลกยังไง แต่ผมคิดว่ามวยไทยสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ และทำให้คนรู้จักคนไทยได้มากขึ้น” ครูดินทิ้งท้ายถึงพลังของมวยไทย

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

ภาพ : กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
386

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load