27 ธันวาคม 2564
3.32 K

The Cloud x กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงประเทศไทยในสายตาชาวโลกเขาจะนึกถึงอะไรกันบ้าง ถ้าเป็นอาหารไทย ก็คงเป็นต้มยำกุ้ง ถ้าเป็นนิสัยคนไทย ก็คงเป็นรอยยิ้มที่มาได้ในทุกสถานการณ์ และถ้าพูดถึงกีฬา ก็คงหนีไม่พ้นมวยไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงนำ ‘มวยไทย’ มาเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านการทูตวัฒนธรรม กระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในระดับนานาชาติ

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินภารกิจอันท้าทายนี้ร่วมกับ ครูดิน-วิทวัส ค้าสม (ครูมวยไทยผู้ก่อตั้งค่ายลานนาไฟท์ติ้งมวยไทย และอาจารย์โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่) ซึ่งได้ออกเดินทางไปกับกระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยในแดนไกลหลายสิบประเทศ ภายในระยะเวลาเกือบ 10 ปี งานของครูดินมีทั้งการพานักมวยไปชกกับนักมวยเจ้าถิ่น ชกโชว์ และสอนนักมวย นักบอล ทหาร เด็กผู้หญิง ไปจนถึงคนพิการ

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

นอกจากมวยไทยจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในหลายมิติ (โดยเฉพาะในมุมที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน) การเดินทางรอบโลกของครูดินยังเต็มไปด้วยประสบการณ์ ทั้งสนุก ระทึกขวัญ และน่าประทับใจมากมาย

ไปดูกันว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มวยไทยพาครูดินไปเจออะไรมาบ้าง

รัสเซีย-คาซัคสถาน ถิ่นคู่ปรับสุดหิน

ครูดินเริ่มพามวยไทยออกเดินทางเมื่อ พ.ศ. 2555 แค่ประเทศแรกก็ได้เจอโจทย์ที่ยากที่สุดแล้ว รัสเซียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแชมป์โลกมวยสากล โดดเด่นถึงขนาดมีสไตล์การชกเป็นของตัวเอง นอกจากนักมวยรัสเซียจะมีพื้นฐานที่ดีมากแล้ว สถานที่สอนหรือบรรดายิมมวยทั้งหลายยังลึกลับไม่ต่างจากที่เราเคยเห็นในหนัง หลายแห่งอยู่ใต้ดินแบบต้องใส่รหัสผ่านถึงเปิดไปเจอห้องลับนี้ มีการตรวจรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

แม้ว่าการนำมวยไทยไปสาธิตในครั้งแรกยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก แต่เมื่อกลับไปอีกก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ มีนักมวยสนใจมาเรียนมากขึ้น มีการเปิดค่ายมวยไทยในรัสเซียแบบจริงจังหลายแห่ง และมีชาวรัสเซียทั้งนักมวยและคนธรรมดาเรียนมวยไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การไปเยือนคาซัคสถานนั้นก็ยากไม่แพ้กัน นักมวยที่เขาเตรียมไว้ชกกับนักมวยไทยก็เป็นนักมวยฝีมือดี “รัสเซีย คาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน เขามีพื้นฐานการต่อสู้พื้นฐานอย่างมวยปล้ำ ยูโด อยู่แล้ว มาถึงเขาก็ทำท่าจาพนม ฟันศอกหลังใส่เราเลย ผมตะลึงเลย เพราะไม่เคยเห็นประเทศไหนทำมาก่อน” อาจจะด้วยความล้าจากการเดินทาง สภาพอากาศ และความฟิตที่ไม่พอ นักมวยจากไทยก็เลยแพ้ 3 คู่รวด

ครูดินเล่าต่อว่า พอชกเสร็จก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องมวยไทยให้นักชกคาซัคสถาน ซึ่งนักมวยเขาเอาจริงเอาจังกว่าประเทศอื่น ๆ แทนที่จะชกเข้าเป้าที่ครูถือ กลับเล็งมาที่ใบหน้าของครูแทน งานนี้ครูดินก็เลยได้โชว์การใช้สายตาและการหลบหมัด ถึงแม้จะไม่ได้ออกอาวุธใด ๆ แต่ก็ครูดินก็ได้ใจ และได้รับการยอมรับจากนักมวยชาวคาซัคสถานไปเต็ม ๆ หลังจากนั้น ในคาซัคสถานก็เริ่มมีการตั้งชมรมมวยไทยมากขึ้น และนิยมเรียนมวยไทยกับครูมวยไทยชาวไทยเพิ่มมากขึ้น

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

เช็ก-ฮังการี เวทีคอนเสิร์ตของเหล่าผู้ชื่นชอบมวย

ทริปต่อมา ครูดินพามวยไทยไปขึ้นเวทีใหญ่ในฮอลล์ที่จัดไฟแสงสีสุุดอลังการที่สาธารณรัฐเช็ก มีการจัดการแข่งขันชกมวยระหว่างนักมวยไทยอันดับหนึ่งของเช็กกับนักมวยจากประเทศไทย เรียกว่าเตรียมล้มนักชกจากประเทศต้นตำรับเต็มที่ เสียงเชียร์ของเจ้าถิ่นจึงกระหึ่มฮอลล์ แต่สุดท้ายนักมวยจากประเทศไทยก็ใช้ทักษะและประสบการณ์เอาชนะนักมวยจากเช็กไปได้

บรรยากาศการชกที่ฮังการีคึกคักไม่แพ้กัน นักมวยเจ้าถิ่นเป็นนักมวยไทยขวัญใจอันดับหนึ่งของประเทศ คนดูเข้ามาเต็ม มีดีเจมาเปิดแผ่นกระตุ้นบรรยากาศไม่ต่างจากเวทีคอนเสิร์ต เมื่อเริ่มต้นเสียงระฆังไปได้ไม่เท่าไหร่ คนดูทั้งสนามก็เงียบกริบ เมื่อนักมวยของไทยฟันศอกเข้าที่คิ้วนักมวยเจ้าถิ่นจนได้เลือด พอขึ้นยกสอง นักมวยไทยก็น็อกเจ้าถิ่นลงไปนอนให้กรรมการนับสิบ

แม้ว่าผลจากการชกจะไม่สมใจกองเชียร์ แต่ก็ทำให้มีคนอยากเรียนมวยไทยมากขึ้น หลายปีให้หลังครูดินมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง รอบนี้เขาขอเปลี่ยนจากการชกที่มีผลแพ้ชนะ เป็นการมาสอนมวยไทย สอนให้เข้าใจวัฒนธรรมของมวยไทยในทุกมิติ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจมวยไทยและความเป็นไทยอย่างถููกต้อง

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ
ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

กังฟู-มวยไทย การประชันหน้ากับมังกรในจีนแผ่นดินใหญ่

“ไม่มีศิลปะการต่อสู้ของประเทศไหนดีกว่าประเทศไหน” ครูดินมองว่าทุกประเทศต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว การนำมวยไทยมาปะทะกังฟูจึงไม่ใช่การชิงแชมป์หาสุดยอดศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

รอบนี้ครูดินมีโอกาสได้เดินทางไปยัง 9 มณฑลทั่วประเทศจีน เป้าหมายคือพานักมวยไปชกสาธิตและสอนมวยไทย 

“เมืองแรกที่ไปคือเฉิงตู ไปถึงเขาเอาสิงโตมาเชิดโชว์เลย” ครูดินเล่าว่าครั้งนั้นเจ้าภาพเตรียมการแสดงแบบจัดเต็ม มีการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า แล้วก็มีการโชว์รำกังฟูที่สวยงาม เมื่อเจ้าภาพเชิญนักมวยไทยร่วมแสดงด้วย ครูดินก็บอกให้นักมวยถอดเสื้อ แล้วลงไปปล่อยลีลาแม่ไม้มวยไทยต่อยเตะกันดังตุ้บตั้บ จนเรียกเสียงปรบมือได้กึกก้อง แล้วก็ปิดท้ายด้วยการชวนนักมวยไทยและนักมวยกังฟูออกมาร่ายรำร่วมกัน จบการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างสวยงาม

จากนั้นครูดินก็ได้รับคำเชิญไปสอนมวยให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เมืองซีอาน ที่นี่สร้างนักมวยเก่ง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือนักมวยที่เคยขึ้นชกกับ บัวขาว (บัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยไทยอันดับหนึ่งระดับสากล) 

“ตั้งแต่มาอยู่นี่ มีคนมาท้าต่อยผมทุกวัน” ครูดินเล่าถึงวิธีแลกเปลี่ยนวิชาของชาวกังฟูด้วยเสียงหัวเราะ มวยไทยกับกังฟูเรียนในโรงยิมเดียวกัน นักศึกษาที่เรียนกับครูดินก็เคารพครูดินอย่างมากไม่ต่างจากที่พวกเขาปฏิบัติกับครูชาวจีน ตกเย็นจึงมีเด็กขอเลี้ยงข้าวครูทุกวัน ซึ่งครูดินก็ปฏิเสธทุกวัน แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ครูกังฟูก็ขอเลี้ยงข้าวเย็นครูดินทุุกวันเช่นกัน 

“ผมไม่ชอบดื่มเหล้าครับ” ครูดินออกตัวก่อนเล่าต่อถึงความแตกต่างในวงเหล้าของครูมวยไทยและครูมวยจีน “ถ้าครูมวยไทยกินเหล้ากันจะคุยกันเรื่องเฮฮา แต่ครูจีนเขาคุยแต่เรื่องกังฟู เขาจะคุยเรื่องวิชากันในวงเหล้า” จิบไปได้สักพักบรรดาครู ๆ ก็จะลุกขึ้นมารำไทเก๊ก หรือรำท่ากังฟูตลก ๆ ครูดินก็โดนยุให้ลุกขึ้นมารำมวยไทยด้วย “โอ้ย ผมไม่ไหวหรอกครับ แค่ทรงตัวยังไม่อยู่เลย ยังจะให้ผมรำมวยไทยอีก” ครูดินทิ้งท้ายว่า แม้จีนจะมีกังฟูเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ แต่มหาวิทยาลัยกีฬาชื่อดังของประเทศและครูกังฟูทั้งหลาย ก็ยังเปิดใจให้กับมวยไทย

ครูดิน วิทวัส ผู้พามวยไทยทัวร์ทั่วโลก สอนเจ้าหญิง ผู้นำ ทหาร เด็กในสลัม และคนพิการ

ตะวันออกกลาง ความแตกต่างของวัฒนธรรม

กาตาร์จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ดังนั้นจึงมีโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลหลายแห่ง ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมในการเข้าไปช่วยทำงานก่อสร้างในหลายด้าน แต่กิจกรรมแรกที่ไทยนำไปเบิกทาง เพื่อสร้างความสนิทสนมก่อนเจรจาเรื่องสำคัญก็คือ การสอนมวยไทย

มวยไทยได้รับความนิยมมากในกาตาร์ เมื่อมีโค้ชมวยไทยฝีมือดีจากเมืองไทยเดินทางมาสอน ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายคนจึงอยากมาเรียน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ขอขึ้นเวทีชกกับครูมวย ครูดินจึงต้องประชุมทีมอย่างเคร่งเครียด ว่าการชกครั้งนี้ต้องชกอย่างระมัดระวังมาก ๆ เพราะถ้าทำอะไรเกินเลย จากที่ตั้งใจจะมาสร้างความสัมพันธ์ ผลอาจจะเป็นตรงข้าม

“ผมบอกนักมวยเราว่า ต้องต่อยแบบไม่ให้เขาเจ็บ แต่เราต้องชนะ ต้องใช้ศิลปะเข้าสู้ การใช้ศิลปะเข้าสู้ทำให้ชนะใจเขาด้วย เพราะมวยไทยไม่ใช่การต่อสู้เพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวมากกว่า” ครูดินเล่าต่อว่า ด้วยวัฒนธรรมของที่นี่นักมวยต้องใส่เสื้อชก และครูดินสอนได้แค่นักมวยชายเท่านั้น ส่วนนักมวยหญิง ต้องให้ครููมวยหญิงชาวต่างชาติมาเรียนกับครูดิน แล้วเอาไปสอนนักมวยหญิงชาวกาตาร์อีกที แม้จะเต็มไปด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่ผลตอบรับก็ออกมาดีมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างประทับใจ ส่งผลให้การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ราบรื่นไปด้วย

เมื่อเดินทางต่อไปยังจอร์แดน ก็มีแขกระดับ VVIP อีกท่านขอมาเรียนมวยไทยด้วย นั่นก็คือเจ้าหญิงของจอร์แดน ซึ่งครูดินต้องเตรียมตัวและระมัดระวังตัวอย่างดี ป้องกันทุุกอย่างไม่ให้เจ้าหญิงบาดเจ็บ หากสาธิตมวยไทยแล้วเกิดพลาดพลั้งไปแม้เพียงนิด อนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศคงไม่สดใสแน่ สุดท้ายการสาธิตมวยไทยเพื่อสานสัมพันธ์กับจอร์แดนครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จนคณะของครูดินและท่านทูตไทยได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหญิงในวัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้สถานทูตได้ทำงานด้านวัฒนธรรมร่วมกับเจ้าหญิงต่อ

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

แอฟริกา พาบุกป่า เยือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และสลัม

“การไปแอฟริกานี่คือที่สุดของความลำบากแล้วครับ” ครูดินออกตัวพร้อมเสียงหัวเราะ เพราะโจทย์ที่ได้รับคือ ไปสอนมวยไทยในหมู่บ้านชนบทของประเทศโมซัมบิก แล้วก็ยังเจออุปสรรคด้านภาษา เพราะคนที่นี่ใช้ภาษาโปรตุเกส แล้วคนที่เรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ต้องหากิจกรรมให้เขาสนุุกสนานไปด้วย แต่ข้อดีของการไปสอนมวยไทยในพื้นที่อันห่างไกลก็คือ ที่นั่นไม่มีอะไรเลย มวยไทยจึงเป็นกิจกรรมใหม่ของชีวิตที่ทำให้พวกเขามีความสุข ไปพร้อม ๆ กับได้รู้จักประเทศไทย

จากนั้นครูดินเดินทางต่อไปที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อสอนมวยไทยในสลัมและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งคนที่มาเรียนกับครูดินเป็นผู้หญิง เมื่อผู้หญิงได้ขึ้นสังเวียนเดียวกับผู้ชาย เสียงเชียร์ก็จะดังยิ่งขึ้นไปอีก “พอมีผู้หญิงขึ้นไปชก พวกเขาจะตื่นเต้นมากที่เห็นผู้หญิงก็สู้คนได้” ครูดินพูดถึงเพื่อนชาวแอฟริกาในมุมที่น่าสนใจว่า “ร่างกายพวกเขาดูแข็งแรง แต่เขาไม่ได้ชอบการต่อสู้ แม้จะดููแข็งแรงแต่ก็อ่อนโยน และไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อสู้ การได้รู้จักมวยไทยทำให้พวกเขารู้จักพื้นฐานการป้องกันตัว และเคารพในศิลปะมวยไทย เพราะมวยไทยไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรง แต่เราเรียนไปเพื่อช่วยลดความรุนแรง”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

กองทัพทหาร-บ้านคนพิการ ในชิลีกับลิทัวเนีย

การสอนมวยไทยให้นักมวยหรือคนทั่วไปในหลายประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่มวยไทยก็ยังเดินทางไปได้ไกลกว่านั้น ครั้งนี้ครูดินพามวยไทยเข้าไปถึงกองทัพของชิลี ที่นี่ต้องการให้บรรจุมวยไทยเข้าไปอยู่หลักสูตรของกองทัพอย่างจริงจัง เพราะศิลปะการต่อสู้อย่างมวยไทย คือพื้นฐานสำคัญที่ทหารทุกคนควรมี 

“เมื่อไหร่ที่ปืนตก ก็ยังมีศิลปะการต่อสู้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เป็นเรื่องของจิตวิทยา” ดังนั้น มวยไทยจึงไม่ใช่แค่กีฬาหรือการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เสริมสร้างกำลังใจด้วย

ไม่ใช่แค่นักมวย ทหาร หรือคนที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะเรียนมวยไทยได้ ที่ลิทัวเนีย ครูดินพามวยไทยไปสาธิตเช่นเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ คนที่ครูดินยกเป้าให้ชกกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น หมัดที่ถูกชกเข้าเป้าไม่ได้มีกำลังมากนัก แต่ก็เป็นกำลังสุดแรงเท่าที่ผู้พิการจะทำได้ ครูดินมีโอกาสสอนมวยไทยให้คนพิการ แม้จะคาดไม่ถึงมาก่อน แต่ครูดินก็เต็มที่กับทุกการสาธิตมวยไทย “ผมต้องเอาเป้าเข้าไปใกล้ ๆ ให้เขาชก เพราะเขาแรงน้อย อย่างบางคนก็นั่งรถเข็น แต่เขาก็สนุก หลังจากสอนเสร็จทุกคนก็มีรอยยิ้ม”

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส
การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การแลกเปลี่ยนไม่ใช่การสอน

หลังจากการเดินทางไปหลายต่อหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่ครูดินเห็นว่าทุกประเทศมีร่วมกันคือ ทุกประเทศเคารพในมวยไทย และมวยไทยไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อคนอื่น ในจุดที่นักมวยกำลังจะแพ้หรือกำลังจะคว้าชัยชนะ แรงใจของนักมวยมักพุ่งทะยานขึ้น เพราะเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มจากคนรอบข้าง วินาทีที่กำลังจะแพ้ หากได้หันไปเห็นผู้คนที่มาเชียร์หรือครอบครัวที่ยืนอยู่ข้างสนาม อาจทำให้นักมวยมีแรงฮึดขึ้นสู้ เพื่อคว้าชัยชนะให้กับคนข้างสนามเหล่านั้นได้ ท้ายที่สุด ชัยชนะไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของแค่นักมวยคนเดียว แต่ชัยชนะนั้นเป็นของคนรอบข้างด้วย

“ผมไม่อยากให้เรียกว่านี่คือการสอนมวยไทย ผมเรียกว่ามาแลกเปลี่ยน” การเดินทางพามวยไทยไปสู่สายตาชาวโลกของครูดินได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างทางมากมาย ได้เรียนรู้ว่าทุกประเทศมีศิลปะการต่อสู้และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมคือความละเอียดอ่อนที่ครูดินเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศเหล่านั้น

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

การพามวยไทยไปต่างแดนทำให้เรามองเห็นภาพของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เห็นมุมมองที่ประเทศอื่นมองคนไทย ในหลายแง่มุมมากกว่าที่เคยเป็น

“ถึงผมจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามวยไทยเปลี่ยนโลกยังไง แต่ผมคิดว่ามวยไทยสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ และทำให้คนรู้จักคนไทยได้มากขึ้น” ครูดินทิ้งท้ายถึงพลังของมวยไทย

การเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพามวยไทยไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศรอบในสิบปีของ ครูดิน วิทวัส

ภาพ : กระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

46,000 ล้านบาท

คือมูลค่ามหาศาลของ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ โครงการมิกซ์ยูส 23 ไร่ที่ปลูกขึ้นหัวมุมถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4 บริเวณโรงแรมดุสิตธานีเดิม ภายใต้แนวคิด ‘Here for Bangkok’ หนึ่งในโปรเจกต์ยักษ์ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ในทศวรรษถัดไป 

ชื่อ ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ นั้นล้อไปกับสวนสาธารณะ Central Park ใจกลางนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วยทำเลงามตรงข้ามสวนลุมพินีขนาด 360 ไร่ บ่งบอกถึงทำเลทอง CBD กลางเมืองที่ใกล้ชิดพื้นที่สีเขียวแบบสุด ๆ 

ชื่อนี้ยังสื่อถึงการร่วมมือของกลุ่มดุสิตธานี กับ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) กลายเป็น ‘วิมานสุริยา’ ผู้ดูแลโปรเจกต์ปลุกชีวิตสีลมให้มีชีวิตชีวา และสานต่อตำนานของดุสิตธานีให้เป็นแลนด์มาร์กกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร

ลองสังเกตที่ดินในกรุงเทพฯ ตอนนี้ โครงการแบบมิกซ์ยูสเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มเปลี่ยนวิถีการอยู่อาศัยในบางกอกให้คล้ายหัวเมืองใหญ่ของโลก ตามจำนวนประชากรในเมืองที่มากขึ้น สวนทางกับจำนวนผืนที่ดินที่น้อยลงไปทุกวัน 

ที่นี่เป็นโครงการที่น่าจับตามอง เพราะอะไร

50 กว่าปีก่อน โรงแรมดุสิตธานีเคยเป็นตึกที่สูงที่สุดบนถนนสีลม เป็นโรงแรมไทย 5 ดาวที่หรูหราที่สุดในพระนคร เมื่อครั้งกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยทุ่งนา ดุสิตธานีเติบโตกลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์สัญชาติไทย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สีลมกลายเป็นถนนเศรษฐกิจ รวมถึงพิสูจน์บทบาทของบางกอกในฐานะหัวเมืองใหญ่ในอาเซียน 

เมื่อยักษ์ใหญ่ขยับตัว ทุ่มทุนมหาศาลสร้าง Dusit Central Park แทนที่โรงแรมเดิม บ่งบอกวิสัยทัศน์ว่า กรุงเทพฯ จะแปลงโฉมเปลี่ยนรูปร่างไปอีกมาก และเป็นสัญญาณให้เรามองเห็นเค้าโครงทิศทางอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยในอนาคต

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) ผู้ดูแลการออกแบบโครงการ จะพาเราไปทำความรู้จักสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งย่านสีลม

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

The Most Prestigious Address 

คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี

ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มีพื้นที่ก่อสร้างรวมกันมากกว่า 400,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 4 อาคารหลัก ซึ่งทุกอาคารบิดมุมให้ไม่บังกัน หันไปทางสวนลุมพินี มองเห็นวิวสวนได้เต็มตาทุกตึก 

1. โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ

อาคารสูง 39 ชั้น ซึ่งถอดแบบรายละเอียดมรดกทางศิลปะของไทยมาจากดุสิตธานีเดิม แต่ขยายขนาดให้สูงใหญ่กว่าเดิมมาก โดยเก็บรายละเอียดสะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ ที่ผู้คนจดจำไว้ ตั้งแต่ยอดชฎาทอง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร รวมถึงส่วนฐาน คือ ล็อบบี้ ห้องอาหาร และห้องนภาลัย บอลรูม และส่วนยอดเป็นรูฟท็อปบาร์ ดีไซน์ให้คงไว้ซึ่งคุณค่าในอดีตให้มากที่สุด โดยยอดเสาเดิมจะถูกติดตั้งไว้ภายใน แล้วนำยอดเสาใหม่ครอบลงไป

จากเดิมที่ห้องพักมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับโรงแรม 5 ดาวยุคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง ดุสิตธานีลดจำนวนห้องพักจากเดิม 510 ห้อง เหลือเพียง 259 ห้อง แต่เพิ่มขนาดห้องให้กว้างขวาง เพดานสูงโปร่ง ที่สำคัญคือขยับตัวอาคารออกไปทิศทางใกล้สวนมากขึ้น เพื่อให้เลย์เอาต์ห้องพักของโรงแรมทั้งหมดมองเห็นวิวสวนลุมพินี 100 เปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดการเปิดโรงแรมคือปี 2024

2. ดุสิต เรสซิเดนเซส

อาคารสูง 69 ชั้น รวม 406 ยูนิต เป็นอาคารส่วนที่พักอาศัย ตั้งอยู่ในตำแหน่งของโรงแรมดุสิตธานีเดิม ออกแบบโดยเน้นความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูงสุด แบ่งส่วนพักอาศัยเป็น 2 แบรนด์ ได้แก่ ‘ดุสิต เรสซิเดนเซส’ ที่อยู่อาศัยสไตล์คลาสสิก หรูหรา มีความเป็นส่วนตัวสูง มีล็อบบี้ลิฟต์ส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ให้ความเป็นส่วนตัวมากที่สุด 160 ยูนิต และ ‘ดุสิต พาร์คไซด์’ ดีไซน์ที่ร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบไลฟ์สไตล์คนเมือง 246 ยูนิต ทุกยูนิตมองเห็นวิวสวนลุมพินีเช่นกัน อาคารนี้มีกำหนดเสร็จราวปี 2025 ระยะเวลาการเช่าที่อยู่อาศัยนี้รวม 58 ปี (ภายใต้ระยะเวลาการเช่า 2 ช่วง)

3. เซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศเซส 

อาคารสำนักงานความสูง 40 ชั้น เป็นออฟฟิศระดับพรีเมียม ออกแบบให้เชื่อมต่อกับการเดินทางสาธารณะทั้ง BTS และ MRT ได้สะดวกสบาย

4. เซ็นทรัล พาร์ค 

อาคารรีเทลหรือศูนย์การค้า Low-rise 8 ชั้น เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของโครงการเข้าด้วยกัน มีทั้งส่วนที่เป็นศูนย์การค้าชั้นใต้ดินและบนดิน สอดรับกับเส้นทางคมนาคมหัวถนนสีลมซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อ BTS และ MRT เช่นกัน

ตัวอาคารสำนักงานและศูนย์การค้ามีกำหนดการเปิดราวปี 2024 

ความงามที่ยั่งยืน

คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี
คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี

“ผมจำได้เลย เมื่อ 26 ปีก่อน ตอนนั้นตึกโรงแรมดุสิตธานีเริ่มเก่าแล้วนะ มีลูกค้ามาหาผม บอกว่าช่วยออกแบบตึกให้หน่อย โดยยกตัวอย่างโรงแรมดุสิตธานี เพราะมัน Iconic มาก เขาอยากได้แลนด์มาร์กแบบนี้ นี่คือตัวอย่างการออกแบบที่ Timeless เอาของไทย ๆ มาใช้ได้เก๋ เวลาผ่านไปนาน ๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าคนรักคนเสียดาย สถาปนิกเขาผสมผสานได้ดี ยุคนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต พินเทอเรสต์ ตึกก็ออกมาสวยงามตามธรรมชาติ” คุณสมเกียรติระลึกความหลัง

50 กว่าปีตั้งแต่แรกสร้าง จนถึงวันที่โรงแรมดุสิตธานีปิดตัวลง สถาปัตยกรรมนี้ยังคงขึ้นชื่อเรื่องความงามยั่งยืนเหนือกาลเวลา แล้วดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค โฉมใหม่ในที่ดินเดิมจะมีความงามแบบไหน

“Timeless เป็นประเด็นที่แวดวงสถาปัตย์พูดกันเยอะมาก บางตึกยังสร้างไม่ทันเสร็จอาจจะเชยแล้ว เพราะมันตามแฟชั่นจนเกินไป ดังนั้นเราต้องคิดถึง Essence ของมันจริง ๆ และบุคลิกของโครงการมากกว่าคล้อยตามกระแสหลัก ซึ่งมันยากที่จะเจาะจงว่าความสวยแบบ Timeless คืออะไรจากวันแรกที่เริ่ม

“เรามี Design Meeting กันเป็นร้อยครั้ง หลัก ๆ คือดูแลส่วนโรงแรมและที่พักอาศัย ส่วนรีเทลก็ได้คุยกับเขาว่าตัวห้างควรจะมีความคลาสสิก ไม่ควรที่จะต้อง re-façade ทุก ๆ 7-8 ปี อย่างห้าง Peter Jones & Partners ที่ลอนดอน ซึ่งเป็นตึกแถบขาวที่สร้างหลังสงครามโลก พอรีโนเวตใหม่ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะโครงมันดีอยู่แล้ว” 

“ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้หลายอย่างมากเลย มันสร้างฟอร์มแปลกประหลาดได้เต็มไปหมด ในการออกแบบโรงแรม เราก็ช่วยกันดูทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ไม่ได้กำหนดว่าห้ามแฟชั่น แต่ตกลงกันว่าเรามองหาสิ่งที่ไม่ได้สวยปรู๊ดปร๊าด ผมว่ามันเป็นเรื่องในใจทุกคนอยู่แล้วว่ามันต้องมีความคลาสสิกอยู่

“ที่สำคัญคือเก่าแล้วต้องดูดี พูดถึงในแง่วัสดุด้วยนะ ผมว่าบางทีไม่ต้อง Shiny เนี้ยบกริบตลอดไป เหมือนรองเท้าหนัง มีรอยนิดหน่อยไม่เป็นไร กล้องถ่ายภาพที่มีริ้วรอย แปลว่าผ่านชีวิตมามาก โต๊ะไม้ที่มีร่องรอยการใช้ รอยขูด ก็มีเสน่ห์สวย” 

กว่าจะเป็นดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

กว่าโปรเจกต์ระดับหมื่นล้านจะเผยโฉม คุณสมเกียรติเล่าว่า ทีมสถาปนิกทดลองศึกษาแบบต่าง ๆ หลายลีลามาแล้วนับไม่ถ้วน ก่อนเลือกให้แต่ละอาคารแยกออกจากกัน โดยมีโจทย์หลักว่าต้องเก็บจิตวิญญาณแบบโรงแรมดุสิตธานีไว้ ตัวโรงแรมซึ่งจะเสร็จก่อนเป็นอาคารแรก จึงหน้าตาบุคลิกคล้ายกับตึกออริจินัลที่เป็นแลนด์มาร์กเดิม แต่สเกลผิดกันมาก ยอดเสาแหลมขนาดราว 11 เมตร จะถูกครอบโดยยอดเสาความสูงราว 30 – 40 เมตร

“โรงแรมเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ อย่างของเดิมห้องปกติค่อนข้างเล็ก เพดานก็เตี้ย เนื่องจากสมัยก่อนโรงแรมยังไม่แฟนซี แต่ตอนนี้ที่นี่จะเป็น Flagship ที่แข่งขันกับโรงแรม 5 – 6 ดาวอื่น ๆ ทุกอย่างใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น มีความพิเศษมากขึ้น และตรงเทียร่า ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกชั้นบนสุดของโรงแรมดุสิตธานีตั้งแต่ผมยังหนุ่ม ๆ ก็ทำฟังก์ชันใหม่ มีรูฟท็อปบาร์ตามสมัยให้คนขึ้นไปได้ ส่วนตึกอื่น ๆ ออกแบบใหม่หมด” 

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

ทีมงานเลือกออกแบบตัวตึกออฟฟิศหนาใหญ่ ตามโจทย์ว่าพื้นที่แต่ละชั้นต้องกว้างขวางสำหรับเป็นสำนักงานเช่าของเซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศเซส ขณะที่ดุสิต เรสซิเดนเซส ผอมบาง 3 อาคารสูงชะลูด ยืนปักหลักหันหน้าไปคนละทาง ตามข้อกำหนดว่าทุกอาคารต้องมองเห็นสวน ไม่บังกัน

สีลมสีเขียว

เทรนด์ชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อคอนโดผุดขึ้นทุกสถานีรถไฟฟ้า การอยู่ในตึกสูงคล้าย ๆ กันหมดทำให้คนมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตในพื้นที่สีเขียวมากขึ้น 

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยแหละ วันก่อนในออฟฟิศก็คุยกันว่า มันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะที่เราออกแบบโดยสนใจแค่รูปร่างสวยงาม แพลน ฟังก์ชัน สเปซ ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้มีปัจจัยเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม จะทำอะไรก็ตาม ทุกคนต้องสนใจที่มาของวัสดุ ต้องคำนึงถึงการลด Waste และ Zero Emission มันถูกกดดันไปโดยธรรมชาติ การสร้างตึกขึ้นมาแล้วเห็นวิวสวนเฉย ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป 

“ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติเรามีที่แปลงหนึ่ง เคยมีต้นไม้รก ๆ แล้วเราไปสร้างตึกหนึ่งขึ้นมา เมืองเสียพื้นที่ซับน้ำไปเลย เราก็ต้องหาทางทดแทน เติมสีเขียวเข้าไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งบางตึกในสิงคโปร์เขาโม้ด้วยซ้ำว่า ที่ดินเขาแค่ 100 แต่เขาทำพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่ 30 ตามกฎหมาย พื้นที่สีเขียว 200 เพราะเขาทำทางตั้งด้วย เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง”

ด้วยข้อกำหนดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การเลือกใช้วัสดุหรือทางเลือกพลังงานจำต้องปล่อยมลพิษน้อยที่สุด คำนึงถึงบริบทโดยรอบมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องคิดถึงภาวะน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ภายในโครงการต้องมีวิธีจัดการระบายน้ำได้เองโดยไม่เป็นภาระด้านนอก 

คุยกับสถาปนิก เจาะลึก Dusit Central Park โครงการระดับหมื่นล้านโฉมใหม่ของดุสิตธานี

แต่ก่อนพื้นที่ในดุสิตธานีและตึกออฟฟิศข้าง ๆ ไม่ค่อยมีพื้นที่สีเขียว ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็เติม Roof Park สวนสาธารณะลอยฟ้าที่โอบล้อมด้วยกลุ่มอาคารสูงทั้งสามและอาคารศูนย์การค้า สวนธรรมชาติที่สร้างขึ้นนี้ มีขอบเขตพื้นที่รวม 7 ไร่ เริ่มตั้งแต่ระดับอาคารชั้น 4 ของอาคารศูนย์การค้า ไต่ระดับขึ้นไปสู่ชั้น 5 ชั้น 6 และชั้น 7 โดยดีไซน์ยังคงอัตลักษณ์และจิตวิญญาณความเป็นดุสิตธานีที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งโดดเด่นในเรื่องพรรณไม้และน้ำตก

“Roof Park ขนาด 7 ไร่นี้ เกิดจากแนวคิดที่ต้องการเชื่อมต่อมุมมองสวนลุมพินีไล่ขึ้นไปแบบขั้นบันได เมื่อมองมาจากกลุ่มอาคาร จะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนเนินเขา ขอบเขตธรรมชาติจะมองเห็นการเชื่อมต่อจาก Roof Park สู่สวนลุมพินีโดยไม่มีสิ่งใดบดบังสายตา ในขณะที่หากมองจากสวนลุมพินี เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เสมือนเป็นเนินเขาขนาดเล็กอยู่ท่ามกลางตึกสูงใจกลางเมือง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เนื่องจากเราตั้งใจออกแบบพื้นที่นี้ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย วิ่ง ขี่จักรยาน หรือรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานอดิเรก แสดงงานศิลปะ ดนตรี ฯลฯ ตรงนี้เป็นการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการเกิดรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนเมือง” คุณสมเกียรติอธิบาย

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

ไม่ใช่แค่ผู้พักอาศัยและแขกโรงแรม Roof Park เป็นสถานที่ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ มีทั้ง Amphitheatre พื้นที่สำหรับผู้คนได้มาพบปะ เล่นดนตรี หรือโชว์การแสดงขนาดเล็ก Jogging Track ลู่วิ่งความยาว 158 เมตร (หากรวมทั้ง Trail ยาว 753 เมตร) Urban Farm ฟาร์มปลูกผักใจกลางเมือง ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐาน Universal Design ซึ่งคำนึงถึงคนทุกวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หรือผู้ใช้รถเข็น ให้ใช้งานพื้นที่ได้ตามความสะดวก

นิยามความหรูหรา

เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49

Ultra Luxury และ High-end เป็นคีย์เวิร์ดที่ปรากฏบ่อยครั้งในการอธิบายที่อยู่อาศัยระดับดุสิตธานี เราจึงขอให้คุณสมเกียรติช่วยขยายความเรื่องนี้ให้ชัดแจ้ง 

“เรื่องการออกแบบที่พักอาศัยระดับบน South East Asia อยู่ในระดับโลกนะจะบอกให้ อย่างลิฟต์ส่วนตัวที่ก้าวออกมาเจอโถงบ้านตัวเองเลย ไม่ปะปนกับใคร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ทำก่อน สมัยก่อนต่อให้คุณอยู่อะพาร์ตเมนต์หรูแถวเซ็นทรัล พาร์ค นิวยอร์ก คุณก็ยังต้องเจอเพื่อนบ้านก่อนเข้ายูนิตตัวเอง Private Pool ก็เหมือนกัน การออกแบบให้ข้างห้องนั่งเล่นมีสระน้ำทุกชั้นก็มีก่อนในภูมิภาคเรา” 

แล้วในฐานะผู้นำเรื่อง Luxury ตอนนี้ความหรูหราในปัจจุบันคืออะไร

“คำที่เราใช้กันบ่อย ๆ เลยก็คือ Luxury Experience การใช้งานได้สะดวกมาก ๆ ก็เป็นความหรูหราอย่างหนึ่ง อย่าง iPhone มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรียบง่ายมาก แล้วเราก็ใช้จนลืมไปว่ามันสะดวก นี่ก็เป็นความหรูหรา ไม่ใช่แค่เป็นของมีแบรนด์ 

“เดินเข้าคอนโด มีคนเปิดประตูให้ก็หรูหรา มีคนกดลิฟต์ให้ นั่นไม่ใช่ความหรูหราเหรอ ก็ใช่ แต่ Luxury Experience คือตอนเช้าเปิดหน้าต่างนิดหนึ่งทั้ง 2 ด้านให้ลมสดชื่นโชยเข้ามาได้ ห้องน้ำมีแสงแดด แปรงฟันแล้วเห็นแสงแดดเช้า สิ่งเหล่านี้มันจะหาได้ยังไงจากหินอ่อนหรือสิ่งสวยงามในตึก มันเป็นเรื่องของประสบการณ์จริง ๆ บรรยากาศพวกนี้ Luxury ตั้งแต่ต้นจนจบ ตอบโจทย์ประสาทสัมผัสทั้งห้าตั้งแต่จอดรถ ไม่ใช่ปิดหมด มืดหมด

“เคยอ่านเจอคอมเมนต์ของอะพาร์ตเมนต์หรูในมิลาน เขาบอกว่า ฉันมีความสุขมากเลยที่เห็น 4 ฤดูในยูนิตฉันได้ด้วย ความหมายคือ เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ใบหญ้าตลอดจากห้องนั่งเล่นของเขาที่อยู่ชั้น 18 ซึ่งน่าสนใจมาก แบบนี้เป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คนยุคนี้”

เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49
เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49

“หลายคนสงสัยว่าในเมื่อเราเห็นสวนลุมพินีอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำไมต้องสร้างสวนใหญ่ในโครงการอีก เพราะเราไม่ได้แค่นั่งมองอยู่ในห้องแอร์ คุณต้องการได้กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้หลังฝนตก สัมผัสต้นไม้ได้แบบใกล้ชิด ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป”

โครงการอาคารหรูหราในย่านใกล้เคียงมีมากมาย โดยเฉพาะย่านวิทยุ-หลังสวน ที่ใกล้สวนลุมพินีเหมือนกัน แล้วอะไรคือจุดแข็งของ ดุสิต เรสซิเดนเซส

“พื้นที่หลังสวนก็หรูหราไม่แพ้กัน ใกล้สวนเหมือนกัน ความหรูก็สูสีสู้กันได้ จุดเด่นต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชอบของคน ถ้าชอบโครงการ Mixed-use ที่นี่ก็ตอบโจทย์ด้านความสะดวก ถ้าผมวิเคราะห์นะ จุดแข็งอันแรกที่เราแตกต่างคือ Privacy ส่วนรีเทลหรือออฟฟิศเข้าถึงง่าย แต่ส่วนที่พักต้องเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของที่พักก็พิถีพิถัน มีแสงธรรมชาติ ตัวตึกบางมากจนบางห้องได้แสงทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลย เปิดหน้าต่างรับลมได้ หน้าต่างก็มองเห็นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่เหมือนคอนโดทั่วไปที่เป็นหน้าต่างด้านเดียว แต่นี่คือทำครัวแล้วมองออกไปข้างนอกได้ด้วย ตอนเสร็จแล้วของจริงน่าจะน่าอยู่มาก

“อันที่สองที่ผมว่าน่าสนใจคือ มันเป็นพื้นที่ที่มีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ที่ดินอีกผืน บางคนอาจจะไม่สนใจก็ได้นะ แต่ว่าผมสนใจ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าคำว่า ดุสิตธานี กลายเป็นคำที่มีเสน่ห์ มีแรงดึงดูดด้าน Heritage เท่ดี ตอนพัฒนาโปรเจกต์เราก็พยายามทำทุกวิถีทางให้มี Element ทั้งโมเดิร์นทั้งไทยอยู่ด้วยกัน”

คุณสมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)

ฟื้นชีวิตสีลม

“ออฟฟิศที่จะขึ้นตรงหัวถนนจะมีส่วนช่วย Revival ถนนสีลมด้วย แต่ก่อนสีลมเป็นย่านธุรกิจสำคัญ เมื่อเมืองขยายไปเพลินจิต ราชประสงค์ ตึกก็ค่อย ๆ อายุมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วสีลมก็ยังมีเสน่ห์ของมัน มีทางเท้า มีร้านรวง มีวิถีชีวิตผสมผสาน” 

ตัวแทน A49 บริษัทสถาปนิกที่ดูแลการก่อสร้างตึกใหม่ ๆ มากมายในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า

“ผมคิดว่าโครงการ Mixed-use ที่ดีควรใส่ใจเรื่องย่านและถนนหนทาง ไม่ใช่ว่า โอ้โห คุณกั้นรั้วหนา ๆ เก็บต้นไม้เขียวสวยอยู่ข้างในโครงการอย่างเดียว ไม่ปฏิสัมพันธ์กับถนนหรือทางเท้าเลย มันควรจะเป็นมิตรกับย่าน แล้วการมีอยู่ของโครงการก็อาจทำให้คนในย่านได้อานิสงส์ ถนนทั้งเส้นสดชื่นขึ้น ร้านดี ๆ ร้านเก๋ ๆ อาจจะอยากมาลงเพิ่ม เพราะว่าแถวนี้มีคนตลอดเวลาทั้งวันทำงานและวันหยุด 

“ในมุม Landscape กรุงเทพฯ ผมคิดว่าโครงการใหม่ ๆ จะต้องเป็นมิตรกับคนเดินเท้าเดินถนนมากขึ้น แทนที่จะทำรั้วกั้นทึบอย่างเดียว เราทำ Landscape กั้นได้ไหม หน้าตึกไม่ใช่ว่าปิดเป็น Shop Front ทั้งหมด อาจจะมีร้านกาแฟข้างนอก มีที่นั่งบ้าง ใส่ใจพื้นที่ข้างเคียง สนใจทำให้เมืองมีชีวิตชีวาขึ้น เรื่องของ Urban Life ตรง Street Level เนี่ย ผมว่าสำคัญ” 

 รองกรรมการผู้จัดการ A49 กล่าวตบท้ายถึงภาพรวมของสีลม ย่านธุรกิจที่กำลังจะคึกคักขึ้น ขณะก้าวสู่ยุคใหม่ไปพร้อม ๆ กันการเปลี่ยนแปลงของดุสิตธานี 

เจาะลึก Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสหัวถนนสีลม ซึ่งมาแทนที่โรงแรมดุสิตธานี กับสถาปนิก 49

ภาพ : Dusit Central Park

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load