‘ศึกษาสิ่งของ เข้าใจผู้คน’ คือสโลแกนเท่ๆ ของพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งถ้าใครเคยผ่านมาในรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ก็คงเคยเห็นภาพอาคารที่โอ่โถงสวยงามกันบ้างแล้ว แต่วันนี้เราอยากชวนทุกคนเข้าไปดู ‘ของ’ และ ‘ท่าที’ ต่อของซึ่งถูกจัดแสดงด้านในมิวเซียม ภายใต้การดูแลของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแห่งนี้ว่าเขา ‘ศึกษา’ สิ่งของอะไร? แล้วมีวิธีล้ำๆ ที่จะช่วยทำความ ‘เข้าใจ’ ผู้คนอย่างไร?

“ในฐานะคนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เราแปลกใจอยู่เสมอที่คนมักจะตื่นเต้นเมื่อเห็นของ โดยเฉพาะของที่เรานึกว่ามันเป็นที่รู้จักทั่วๆ ไป พอเขาเข้ามาเห็นก็จะตั้งคำถามว่าไอ้โน่นคืออะไร พอเราอธิบายไปแล้ว สิ่งที่เรามักได้เห็นคือดวงตาเป็นประกายของคนฟัง

“เขามักจะตื่นเต้น สนใจว่านี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน หรือไม่ก็เป็นสิ่งซึ่งอาจจะเคยได้ยินมานานแล้ว แต่ไม่รู้มันทำงานยังไงหรือมันมีหน้าที่อะไร” ผศ.สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เล่าให้เราฟังว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดประตูให้คนเข้าชมอย่างเป็นทางการมากว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยชื่อของพิพิธภัณฑ์เองก็เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระองค์

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ส่วนคอลเลกชันหรือสิ่งของในครอบครองนั้นหลักๆ มาจาก 2 ส่วน หนึ่งคือ ดร.วินิจ วินิจนัยภาค บริจาคศิลปวัตถุและโบราณวัตถุจำนวนกว่า 2,500 รายการให้กับทางมหาวิทยาลัย และสอง มาจากการศึกษาวิจัยภาคสนามของคณาจารย์ในคณะที่ออกพื้นที่และได้วัตถุมารักษาดูแล รวมถึงจัดแสดงมาโดยตลอด ทำให้ปัจจุบันมีวัตถุที่อยู่ในระบบของพิพิธภัณฑ์มากกว่า 6,000 ชิ้น 

“มีทั้งของเก่าอายุเป็นล้านปี มาจนถึงของที่เพิ่งเก็บขึ้นมาเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เราอาจไม่มีของที่เด่นหรือสำคัญ (ในแง่โบราณคดี) มาก แต่สิ่งสำคัญของเราคือเรามีของที่หลากหลาย เราไม่ได้สนใจว่ามันเป็นของแท้หรือเก่าอย่างเดียว เรายังสนใจของปลอมหรือของที่ผลิตขึ้นมาไม่นานนี้ สนใจของซึ่งจะช่วยทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์และวัฒนธรรมได้” อาจารย์สุดแดนกล่าว

เอาเข้าจริง เราอยากจะเปลี่ยนคำว่า ‘หลากหลาย’ เป็น ‘มีแทบทุกอย่าง’ ไปเสียเลย เพราะในคอลเลกชันของที่นี่ ผู้ชมสามารถมาดูได้ตั้งแต่เครื่องปั้นดินเผายุคศรีสัชนาลัย ยาวมาถึงปูนปั้นหัวหนุมานที่ถูกถอดมาจากศาลาเฉลิมกรุง ของที่มาจากยุโรปอย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ หรือชิ้นส่วนทับหลังจากโบราณสถานในวัฒนธรรมแบบเขมร ของชิ้นใหญ่ยักษ์อย่างเพดานวัด ไปจนถึงของชิ้นจิ๋วอย่างหลอดใส่ ‘รักยม’ ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ซึ่งแน่นอนว่าพอของเหล่านี้มาอยู่รวมกันแล้ว ย่อมต้องมีการคิดกันหลายตลบว่าจะจัดแจง จัดแสดง ตีความ รวมถึงสื่อสารเนื้อเรื่อง ของวัตถุสู่ผู้ชมอย่างไร อาจารย์สุดแดนบอกกับเราว่าพิพิธภัณฑ์ที่นี่เลือกที่จะจัดนิทรรศการ ‘กึ่งถาวร’ คือหมุนเวียนของจัดแสดงไปเรื่อยๆ ทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี

ดังนั้น เมื่อเราไปเยี่ยมชมแต่ละครั้งจะมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นของใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งวิธีการจัดนิทรรศการของเขาก็น่าสนใจ กล่าวคือไม่ได้จัดแสดงตามเส้นเวลา (Chronological Order) อย่างเดียว แต่มีการหยิบจับประเด็นที่เราอาจจะนึกไม่ถึงจากวัตถุแต่ละชิ้น 

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

อาทิ การจัดแสดงล่าสุดที่ชื่อ ‘แสง สิ่งของ และการมองเห็น’ (จัดแสดงถึงสิ้นปนี้) ซึ่งไม่ได้เน้นการจัดกลุ่มวัตถุ แต่เน้นการนำเสนอ ‘มุมมอง’ ของนักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยาที่มีต่อของชิ้นนั้นๆ จากการเขียนสู่การใช้กล้องถ่ายภาพ แปลว่าข้างๆ ของแต่ละชิ้นแทนที่จะมีแค่คำบรรยายสั้นๆ ว่าคืออะไร อายุเท่าไร ได้มาจากที่ไหน ฯลฯ ซึ่งปกติมักจะถูกเขียนด้วยเสียงของบุคคลนิรนามในพิพิธภัณฑ์ เรากลับได้อ่านบทความ (บางอันแทบเรียกได้ว่าเรื่องสั้นชั้นดี) ที่เขียนโดยนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาผู้เลือกของชิ้นนั้นมาจัดแสดง

โดยเล่าเรื่องประสบการณ์ภาคสนามว่าเขาไปเจอของชิ้นนั้นได้อย่างไร มีความผูกพันกับมันอย่างไร เหมือนเป็นบันทึกของอาจารย์ท่านนั้นๆ ทำให้มีความเป็นปัจเจกและอ่านเพลิน แถมยังสามารถโยงไปถึงประเด็นเกี่ยวกับวงการว่านักสังคมศาสตร์มีการเอามุมมองของตัวเองมาใส่ในวัตถุที่ตนศึกษา (โดยเฉพาะวัตถุจากชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมอื่น) มากน้อยแค่ไหน พิพิธภัณฑ์จะมีความเป็นกลางได้หรือไม่ อย่างไร

นอกจากนิทรรศการชั้นล่างแล้ว อีกจุดเด่นของที่นี่คือการทำทางลาดขนาดใหญ่ใจกลางพิพิธภัณฑ์ที่นำพาคนและวีลแชร์ขึ้นไปสู่อีกส่วนสำคัญ คือ ‘Open Storage’ หรือ ‘คลังเปิด’ นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ระหว่างทางลาดผู้ชมจะค่อยๆ ปรับบรรยากาศและถูกชวนเชื้อให้คิดถึงความหมายของสิ่งของในแง่มุมต่างๆ แต่เมื่อถึงข้างบนผู้ชมจะพบกับห้องคลังที่เต็มไปด้วยวัตถุ ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสของได้ด้วยตนเอง ได้ตีความของตามความสนใจของเขาในแต่ละกลุ่มสิ่งของได้ ซึ่งในส่วนนี้มีความเยอะทั้งจำนวนของ ทั้งเรื่องให้เล่า รับรองว่าดูทั้งวันก็ไม่เบื่อ 

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

สุดท้ายเราอยากนำเสนออีกวิธีการจัดการที่น่าสนใจมากกกกก (ก ไก่ ล้านตัว) คือโครงการนำร่องจัดนำวัตถุมาสแกนสามมิติ! โดยโครงการนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา กับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์สุดแดนกล่าวถึงเหตุผลหลักๆ ในการทำโครงการนี้กับเราว่า “เรามองว่ามีความสำคัญสองอย่าง หนึ่ง เป็นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุที่เราคัดสรรมา สามารถบันทึกลักษณะพิเศษของสิ่งของที่เราสแกนได้ ในแง่การเก็บข้อมูล ธรรมดาเรามีภาพถ่ายที่เป็นทะเบียนวัตถุอยู่แล้ว แต่การสแกนทำให้เห็น 360 องศา ช่วยให้เรา Identify ของหรือลักษณะเฉพาะของของแต่ละชิ้นได้

“อีกส่วนหนึ่งเราเชื่อว่าการสแกนจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเอาภาพที่ได้ไปเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป เช่น ทำนิทรรศการออนไลน์ ซึ่งทำให้คนที่อยู่ห่างไกลสามารถเข้าถึงวัตถุได้ในเบื้องต้น สามารถพลิกดูได้ทั้งหมด ศึกษาดูเบื้องต้นได้ และหากสนใจจริงๆ อาจจะเข้ามาดูในพิพิธภัณฑ์ของเราได้ในอนาคต”

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

เราโชคดีมากที่ ผศ. ดร.ชาวี บุญรัตน์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ให้เกียรติมาสาธิตวิธีการสแกนให้เราดูกันจะจะ! อาจารย์บอกว่าเครื่องสแกนนี้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทางสถาปัตย์ ที่คณะมี 2 รุ่น โดยรุ่นใหญ่กว่านี้สามารถสแกนได้ทั้งอาคาร (ราคาอยู่ที่หลักล้าน!) ปกติแล้วใช้สำหรับการเก็บข้อมูลอาคาร โดยเฉพาะข้อมูลโบราณสถาน รวมไปถึงการจำลองแบบอาคารเสมือนสามมิติ (Virtual Building) ที่ให้คนกดเข้าไปลองเดินในบ้านได้

เกิดเป็นไอเดียว่าพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็น่าจะสามารถทำออกมาเป็น Virtual Museum ได้ด้วยเหมือนกัน โดยเริ่มจากสแกนวัตถุซึ่งจะใช้เครื่องสแกนรุ่นที่เล็กกว่า คือ FARO Freestyle 3D ทำงานโดยใช้เลเซอร์วัดระยะ หรืออีกวิธีคือการใช้กล้องถ่ายรูปธรรมดานี่แหละ แต่เก็บภาพจากมุมรอบๆ ทุกด้าน (เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับ 360 องศา คือแทนที่เราจะอยู่ตรงกลางแล้วหมุนถ่ายรูปรอบตัว แต่กลับเอาของมาวางไว้ตรงกลางแล้วเราเดินวนถ่ายรูปเขาแทน) โดยโปรแกรมจะสร้างภาพสามมิติขึ้นมาโดยการเก็บข้อมูลเป็นจุดๆ ในพื้นที่สามมิติ หรือที่เรียกว่า Point Cloud และอ่านเทียบตำแหน่งจุดจากความแตกต่างของจุดหนึ่งไปยังอีกจุด

ดังนั้น เวลาสแกนจะต้องเลือกวัตถุที่มีพื้นผิวด้าน ไม่โปรงแสง ไม่สะท้อนกับแสงเท่าไร ยิ่งสแกนเยอะ Point Cloud ก็จะยิ่งหนาขึ้น ยิ่งหนามากเท่าไรก็จะมีความใกล้เคียงกับวัตถุจริงมากเท่านั้น 

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

อย่างไรก็ดี แม้เครื่องจะจับลักษณะพื้นผิว รวมไปถึงสีของวัตถุที่ค่อนข้างใกล้เคียงแล้ว ความผิดพลาดหรือ Scan Error ก็ยังมีอยู่ อาทิ วัตถุพวกไห เราอาจไม่สามารถเอาเครื่องเข้าไปสแกนด้านในของไหได้ ดังนั้น ก็จะมีบางส่วนที่หายไป ตรงนี้อาจจะต้องไปแก้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลังสแกนอีกที โดยเอาข้อมูลที่ได้มาไปแปรค่าลงบนโครงสร้าง แล้วตกแต่งให้เต็มด้วยโปรแกรมสามมิติอื่นๆ เช่น Maya เพื่อให้ขนาดไฟล์ไม่ใหญ่เกินไป เหมาะสำหรับที่จะเอาขึ้นบนเว็บไซต์ได้ 

แน่นอนว่าการอัพโหลดออนไลน์นี้จะทำให้คนเข้าถึงมันได้ 24 ชั่วโมงจากหน้าจอของตัวเอง และสามารถหมุนดูและเล่นกับมันได้มากขึ้นกว่าที่อยู่ในคลังหรือหลังกระจกตู้จัดแสดง แถมทางทีมงานยังแง้มๆ กับเราว่าในอนาคตอาจจะมีการพิมพ์วัตถุสามมิติออกมาให้ผู้ใช้ได้สัมผัสและเรียนรู้จากมันด้วย! 

แม้ว่าการสแกนสามมิติจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการพิพิธภัณฑ์สากลซะทีเดียว แต่โครงการนำร่องของพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรตินี้ก็อาจถือเป็นอีกก้าวเล็กๆ ที่จะผลักดันวงการพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราให้หันมามอง ‘มูลค่า’ ของวัตถุ ไม่เพียงแค่ในความเก่าหรือความแท้ของวัตถุเท่านั้น 

แต่ยังครอบคลุมไปถึงความเชื่อมโยงจากวัตถุเหล่านั้นต่อผู้ชมอีกด้วย

อย่างที่อาจารย์สุดแดนได้บอกกับเราทิ้งท้ายไว้ว่า “ของเป็นสื่อกลางที่ทำให้มนุษย์ซึ่งอาจจะเป็นคนรุ่นปัจจุบัน ได้เห็นและเชื่อมโยงกับมนุษย์ยุคก่อนหน้านั้น เมื่อคนทั้งสองยุคได้รู้จักกันแล้วเขาจะรู้สึกว่า เอ้อ มันไม่ได้แตกต่างกันเลย”

Writer & Photographer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load