ในบทความก่อน ๆ ผมเคยได้เกริ่นเล่าเรื่องมาแล้วว่า ชาวคริสเตียนรวมทั้งบาทหลวงมากมายเข้ามาในเมืองสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บรรดาบาทหลวงเหล่านี้เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางสัญจรไปรอบโลกในยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) 

โลกใหม่หรือทวีปอเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ชาวสเปน และเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเชียก็มีทรัพย์สินเต็มพระคลังราชสำนักโปรตุเกส เรือของกษัตริย์คาทอลิกเหล่านี้จึงแล่นไปพร้อมกับบาทหลวงประจำเรือ ทำหน้าที่ดูแลอภิบาลชุมชนตามชาติภาษาของตน ตามเมืองท่าอาณานิคมเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง ยิ่งดินแดนใดที่มีบรรดา Creole หรือพวกลูกครึ่งชาวพื้นเมืองเกิดมากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงศรีอยุธยา พะสิม ศรีลังกา หรือมะนิลา งานดูแลชาวคริสต์พื้นเมืองหลายพันคนใน ‘ค่าย’ หรือชุมชนชาวคริสต์ต่าง ๆ ก็กินเวลาบาทหลวงเหล่านั้น จนไม่อาจปลีกตัวออกไปเผยแผ่ศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองอื่น ๆ ได้ 

บาทหลวงเหล่านี้จึงทำงานอยู่ในค่ายชุมชนตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมบรรดาบาทหลวงที่ขาดจิตตารมณ์ของการแพร่ธรรม แต่กลับเดินทางออกจากยุโรปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย จากการค้าขายกับดินแดนห่างไกลในเอเชีย สินค้าแปลก ๆ และเครื่องเทศบันดาลความมั่งคั่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้ในทวีปยุโรป

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เรือสำเภาจำลองที่คณะมิชชันนารีใช้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา

กำเนิดคณะ MEP บาทหลวงในดินแดนตะวันออกไกล

ด้วยบาทหลวงทำงานอยู่แต่ในค่ายของชนชาติตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ธรรมที่ไม่เกิดผลในเอเชีย สันตะสำนักแห่งโรมไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงก่อตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้นในปี 1622 ในรัชสมัยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 มีจุดประสงค์ในการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ออกไปสู่ชาวต่างชาติ และผู้ที่รับเป็นแม่งานใหญ่คือราชสำนักแห่งฝรั่งเศส 

คณะนักบวชมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Paris Foreign Missions Society หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MEP) จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่อำนาจทางการค้าของชาวโปรตุเกสและสเปนไปไม่ถึง หรือยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งบางส่วนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในจีนขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเผยแผ่ศาสนาใหม่นัก บรรดาบาทหลวงที่ถูกส่งออกไปจึงไปตกค้างอยู่ในดินแดนที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น คือ ‘กรุงศรีอยุธยา’ และลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาในสยามตั้งแต่นั้นมา 

จวบจนในปีนี้ คณะ MEP จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง 350 ปีการแพร่ธรรมของบาทหลวงเหล่านี้ขึ้น โดยจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับคณะ MEP ขึ้นในอารามประจำคณะในกรุงปารีส – ถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะที่ฉลองความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และค่อนข้างพิเศษไปกว่านั้นตรงที่ บรรดามิชชันนารีของคณะนี้เริ่มงานแพร่ธรรมแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา คณะ MEP มีอายุ 360 ปี ส่วนการแพร่ธรรมในอยุธยานั้นเริ่มมาถึง 350 ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2205 ในสมัยพระนารายณ์) 

น่าเสียดายที่ ‘บ้านแรก’ ของคณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายไปในกองเพลิงในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่เรายังสังเกตเห็นซากอิฐบางส่วนได้ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ที่ตำบลสำเภาล่ม (ส่วนตัววัดปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5)

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
บาทหลวงฟรองซัว ปัลลือ มิชชันนารีชาวฝรั่งผู้บุกเบิกงานแพร่ธรรมที่กรุงศรีอยุธยา
ภาพ : missionsetrangeres.com
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพถ่ายขาวดำการทำงานของบรรดามิชชันนารีในอดีตภายในนิทรรศการ

นิทรรศการรำลึก 350 ปี การส่งมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสมายังสยาม

สำหรับท่านผู้อ่านต่างศาสนิก อาจจะงงกับคำว่า ‘คณะ’ ในศาสนาคริสต์ บาทหลวงและนักบวชรวมทั้งแม่ชี ซิสเตอร์ จำเป็นต้องมีการสังกัด ‘คณะ’ ที่มีจุดประสงค์ในการทำงานแตกต่างกัน ที่คุ้นหูคนไทยมาก ๆ ก็เช่น คณะเซนต์คาเบรียล คณะเยสุอิต คณะโดมินิกัน คณะฟรังซิสกัน ฯลฯ 

คณะ MEP ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยไม่เคยทิ้งร้างห่างช่วงไปเลยตลอด 350 ปี แม้ว่าจะประสบความยากลำบากหลายต่อหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปฏิวัติของพระเพทราชาที่มีการทำลายหมู่บ้านชาวคริสต์ หรือเหตุการณ์พิพาทอินโดจีนที่ศาสนาคริสต์ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นจารชนให้ฝรั่งเศส และเป็นคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดงานลงหลักปักฐานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยามให้มั่นคงมาจนทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว บาทหลวงจากมิสซังอุบลราชธานี ที่ตอนนี้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านแนะนำให้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ บ้านของคณะ MEP ที่กรุงปารีส ผมก็บอกไปว่าตอนนี้คงไม่มีโอกาสไปหรอก ทั้งโควิด ทั้งสถานการณ์โลกต่าง ๆ (แน่นอนเงินในกระเป๋าด้วย)

“พ่อช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาและสถานการณ์ของคณะ MEP ในตอนนี้ให้ฟังได้ไหมครับ” 

“MEP ตอนนี้เขายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 400 ปีแล้ว ทั่วโลกมีบาทหลวงราว ๆ 180 องค์ใน 13 ประเทศ ส่วนในปารีสมีบาทหลวงประจำที่ศูนย์ฯ อยู่ราว ๆ 15 – 20 องค์ มีผู้เตรียมตัวบวชอีกราว ๆ 17 องค์ เขาก็ประสบปัญหาขาดแคลนบาทหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนี้คนสนใจจะบวชมีน้อย เลยจัดเตรียมทุนไว้ให้ฆราวาสแพร่ธรรม ทุนนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับเยาวชนที่อยากสัมผัสบรรยากาศของการแพร่ธรรมในดินแดนห่างไกล เป็นทุนให้เปล่า 1 ปี กลับมาจะตัดสินใจบวชหรือไม่ก็ได้ ส่วนมากเขาก็จะไปทำงานในที่ที่กันดาร อย่างแอฟริกา เวียดนาม แต่ละปีก็จะมีอาสาสมัครออกไปทำงานปีละราว ๆ 150 คน”

“แล้วในไทยเป็นยังไงบ้างครับ”

“MEP ในไทยเนี่ย เขาโอบอุ้มและตั้งหลักให้พระศาสนจักรคาทอลิกไทยมาตั้ง 300 ปีแล้ว ลงหลักปักฐานให้จนมั่นคง เขาก็จะมีนโยบายว่า ประเทศไหนที่ศาสนจักรคาทอลิกมั่นคงแล้ว ก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ต่อ แต่บ้านของคณะในไทยก็ยังมีนะ อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดแขกสีลมไง” 

ผมนึกถึงบ้านของคณะ MEP มีรั้วอิฐแดงข้างป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดแขก ข้างในมีโบสถ์หลังเล็ก ๆ เงียบ ๆ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

พ่อปัตทวีเสริมว่า

“ถ้าใครมาชมนิทรรศการเองไม่ได้ ก็มีนิทรรศการแบบออนไลน์ด้วยนะ เข้าไปชมได้ เป็นแบบ Virtual Online Tours” พ่อวีบอก สำหรับผู้สนใจจะชม เข้าลิงก์นี้ได้เลย มีข้อมูลแปลเป็น 3 ภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย

ผมลองเข้าไปชมแล้ว เป็นนิทรรศการเล็ก ๆ แต่รวบรวมวัตถุสิ่งของหลายชิ้นที่นำมาจากสยาม ทั้งสมุดข่อย สมุดไทย ตำรายาแพทย์แผนพื้นบ้านต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกประจำวันของของออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยที่เดินทางมายังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ให้รายละเอียดการเดินทางไปฝรั่งเศสลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ (ใครที่คิดว่าชาวสยามไม่ชอบการจดบันทึก ต้องลองอ่านไดอารี่เล่มนี้ของท่าน)

“สมัยพระนารายณ์ บาทหลวง MEP บางท่านเดินทางมาเป็นล่ามให้ที่นี่ พวกเขาจึงแวะกลับมายังบ้านเดิมของคณะ และพาราชทูตไทยมารับประทานอาหารค่ำที่นี่ด้วย ยังมีรูปอยู่เลยนะ เป็นรูปสีน้ำมันที่ตอนนี้ตกเป็นสมบัติเอกชน แสดงภาพขุนนางสวมครุยใส่ลอมพอก หรือเครื่องประดับศีรษะสีขาวทรงแหลมที่เราเห็นบ่อย ๆ ในงานพระราชพิธี กำลังนั่งโต๊ะล้อมวงกับบาทหลวง เขากินข้าวกันที่ตึกนี้แหละ แต่ไม่ทราบว่าห้องไหน เพราะมันก็ผ่านเวลามาตั้ง 300 กว่าปีแล้ว” คุณพ่อเอาภาพวาดมาให้ดูพร้อมบอกว่า ภาพนี้ยังไม่เคยเอามาจัดแสดงที่ไหนมาก่อนเลย

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ตึกของคณะ MEP ซึ่งเคยรับรองคณะทูตจากสยาม
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพคณะทูตสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์รับประทานอาหารในตึกของคณะ MEP 
ภาพ : missionsetrangeres.com
บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทรหรือโกษาปาน
บันทึกของสังฆราชหลุยส์ ลาโน สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแพร่ธรรมในลาว ซึ่งยังไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

นิทรรศการยังบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับคณะ MEP ที่ดำเนินไปกว่า 350 ปี เพราะนอกจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส และแน่นอนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่าม ก็ต้องเป็นบาทหลวงของคณะผู้ชำนาญภาษาสยาม บ้านของคณะ MEP จึงมีโอกาสต้อนรับทูตชาวสยามถึง 2 ครั้ง และยังมีเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย

ในนิทรรศการยังโชว์ศิลปวัตถุอื่น ๆ เช่น กล่องลงรักปิดทองจากสยาม เหยือกเงินที่เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการกว่า 1,500 ชิ้นจากพระนารายณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์) แต่นำภาพถ่ายมาจัดแสดง 

เป็นที่น่าเสียดายว่า สงครามและความวุ่นวายต่าง ๆ ในฝรั่งเศสทำให้เครื่องราชบรรณาการจากสยามสูญหายไปจนหมด ยิ่งชิ้นที่ทำจากเงินหรือวัสดุมีค่า ก็มักจะถูกหลอมกลายเป็นเหรียญเอาไว้ใช้จ่ายแทน

ชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดจากสยาม ของที่ระลึกที่คณะ MEP เก็บรักษาไว้
พระราชสาส์นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระสันตะปาปา

ถึงแม้ทุกวันนี้ MEP จะลดบทบาทลงมากในการทำงานแพร่ธรรมในไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่ดำเนินงานก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่เข้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้ในรอบ 300 ปี หลายครั้งนักบวชเหล่านี้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทุกครั้งที่สยามมีเรื่องปะทะกับฝรั่งเศสก็ตาม แต่ความตั้งใจจริงของพวกท่านที่จะนำพระธรรมของพระคริสตเจ้าเข้ามาปลูกไว้ในดินแดนเอเชีย เกิดผลสวยงาม สะท้อนออกมาเป็นกลุ่มคริสตชนมากมายทั่วทั้งสยามและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพ : คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว

นิทรรศการ L’Évangile au Pays du Sourire 

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2565

ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

ณ ที่ทำการสำนักงาน Missions Etrangères de Paris เลขที่ 128 rue du bac กรุงปารีส

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ได้ข่าวมาว่าทางฮอลลีวู้ดกำลังจะนำอมตะเทพนิยายอย่าง สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง 7 มาจัดสร้างเป็นหนังใหญ่อีกครั้ง จึงนึกขึ้นได้ว่าเรื่องราวที่มาจากนิยายพื้นบ้านรัสเซียเรื่องนี้ ประกอบด้วยระบบสัญลักษณ์และความหมายต่าง ๆ ที่ซับซ้อนทับถมกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางปรัมปราคติ ดาราศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงวัยของเด็กสาว ภาวะการขาดมารดา ไล่ยาวไปถึงปรัชญากรีก ซึ่งเป็นปกติของเรื่องราวมุขปาฐะที่สะสมความหมายต่อกันมาเรื่อย ๆ ผ่านกาลเวลามายาวนานจะพึงมี จึงอยากนำมุมมองทางด้านศาสนาคริสต์ที่ทับซ้อนอยู่ในเรื่องออกมาคลี่ขยายความหมายดูบ้างว่า นิทานโบราณเรื่องนี้ซ่อนความหมายแบบคริสเตียนอะไรไว้บ้าง

เจาะเทพนิยายดิสนีย์ มีสัญลักษณ์ใดของ ‘ศาสนาคริสต์’ ซ่อนไว้ในสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง 7
Rachel Zegler ผู้กำลังจะรับบท Snow White รับบทนางเอกใน West Side Story (2021) 
ภาพ : https://vancouver.broadway.com

โดยปกติถ้าท่านใดมีความคุ้นชินกับคริสต์ศาสนามาก่อน จะพบว่าศาสนานี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด พระเยซูคริสต์เองก็ตรัสสอนด้วยเรื่องนิทานอุปมาเป็นหลัก ชาวตะวันตกจึงคุ้นเคยกับการอุปมาและการแกะอุปมาและสัญลักษณ์ 

เวลาเราหยิบการ์ตูนเรื่อง สโนว์ไวท์ ขึ้นมาดู ก็มักจะเกิดคำถามขึ้นในใจเสมอ ๆ เช่น ทำไมคนแคระต้องมี 7 คน ทำไมนางเอกต้องผิวสีขาว ทำไมต้องปากสีแดง ทำไมนางเอกจะต้องถูกแม่มดยั่วยวนให้กินแอปเปิ้ล ทั้ง ๆ ที่จะกินอะไรก็ได้ แล้วการกลับคืนชีพของสโนว์ไวท์ทำให้เรานึกถึงอะไรนะ บางท่านก็คงคุ้น ๆ กับเรื่องราวแบบนี้ เราลองมาพิจารณากันทีละเรื่องทีละตอนดู

เจาะเทพนิยายดิสนีย์ มีสัญลักษณ์ใดของ ‘ศาสนาคริสต์’ ซ่อนไว้ในสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง 7
ภาพ : theconversation.com

ความหมายของสี : ชีวิตและการเปลี่ยนแปลง

เริ่มจากชื่อของนางเอกของเรื่อง – สโนว์ไวท์ ลักษณะหน้าตาผิวพรรณของเธอนั้นถูกบรรยายออกมาว่า ‘ขาวเหมือนหิมะ’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดีงามบริสุทธิ์แบบเด็ก ๆ ชวนให้นึกถึงความบริสุทธิ์ของมนุษย์คู่แรกคืออาดัมกับเอวาในสวนเอเดน ส่วนปากของเธอนั้นเป็นสีแดง หมายถึงชีวิต ความทรมาน (สีของเลือด) และวัยสาวสะพรั่งที่กำลังมาถึง (Coming of Age) ซึ่งเป็นความหมายหลักที่ซ่อนไว้ของนิทานเรื่องนี้ 

นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเข้าสู่วัยสาวที่พร้อมจะแต่งงาน และต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และจะต้องเรียนรู้ระบบศีลธรรมแบบผู้ใหญ่คริสเตียน ส่วนผมของเธอนั้นเป็นสีดำขลับ หมายถึงความตายที่จะปรากฏในท้ายเรื่อง

ความจองหอง : ปฐมมลทินของมนุษยชาติ

มารดาของสโนว์ไวท์นั้นตายในวันที่เธอเกิด พระราชาผู้บิดาจึงแต่งงานใหม่กับแม่มด พล็อตนี้เป็นปมทั่วไปของนิทานโบราณที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจ และสร้างความเห็นอกเห็นใจของผู้ฟัง ช่วยเสริมความรู้สึกว่าการขาดมารดาทำให้ชีวิตในวัยเด็กไม่สมบูรณ์ (โดยเฉพาะพัฒนาการทางอารมณ์และทางจริยธรรม) เพราะในอดีต หน้าที่การเลี้ยงลูกสาวก็ย่อมาจากทางฝั่งมารดามากกว่าบิดา แม่มดเองก็เน้นย้ำความชั่วร้ายแบบคริสเตียนที่เด็กผู้หญิงที่กำลังจะเติบโตไปเป็นสาวโดยขาดมารดาต้องเผชิญ 

สัญลักษณ์ของแม่มดนั้นเห็นได้ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะการครอบครอง ‘กระจกวิเศษ’ พูดได้ (หมายถึงโต๊ะเครื่องแป้ง-สัญลักษณ์ของความฟุ้งเฟ้อลุ่มหลงตัวเอง และดูย้อนแย้งมากที่กระจกควรจะเป็นสิ่งที่สะท้อนความจริงที่สุด กลับสร้างความลุ่มหลงมากกว่าการตระหนักรู้แจ้ง)  

เจาะเทพนิยายดิสนีย์ มีสัญลักษณ์ใดของ ‘ศาสนาคริสต์’ ซ่อนไว้ในสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง 7
ภาพ : lithub.com

กระจกนั้นคอยชมนางแม่มดอยู่ตลอด ว่าสวยสะคราญยิ่งกว่าใครในพิภพโลกา ตอกหมุดย้ำบาปแรกของชาวคริสต์ คือ Pride หรือความเย่อหยิ่งจองหองถือว่าตนดีกว่าชาวบ้าน ซึ่งเพราะบาปนี้ จึงทำให้นางแม่มดยังมีบาปอีกหลายประการตามมาอีกเป็นพรวน ได้แก่ ความอิจฉาริษยา ความสนใจแต่ตัวเอง ความโหดร้ายทารุณ มากมายมหาศาลจนนางทนเห็นใครดีกว่าไม่ได้ ต้องหาทางกำจัดลูกเลี้ยงไปเสีย

แม่มดจึงจ้างนายพรานออกไปฆ่าสโนว์ไวท์ แต่นายพรานเกิดสงสารจึงปล่อยเธอไป แล้วเอาหัวใจของหมูป่ามาถวายราชินีแม่มด นางจัดการกัดกินหัวใจบริสุทธิ์นั้นอย่างตะกละตะกราม-ตรงนี้อธิบายได้ว่า บาปหรือความชั่วร้ายนั้นย่อมกัดกินความดีงามในจิตใจ โดยใช้หัวใจจริง ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวของความชั่วให้สมจริงสมจัง

เจาะเทพนิยายดิสนีย์ มีสัญลักษณ์ใดของ ‘ศาสนาคริสต์’ ซ่อนไว้ในสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง 7
ภาพ : originalvintagemovieposters.com 

การเป็นผู้ใหญ่ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์และเรียนรู้ระบบศีลธรรม

สโนว์ไวท์ต้องร่อนเร่ไปในป่า เธอได้พบบ้านของคนแคระทั้ง 7 ซึ่งตามชื่อของการ์ตูนวอลดิสนีย์ คือ Dopey, Grumpy, Doc, Happy, Bashful, Sneezy และ Sleepy นั้น เห็นได้ชัดมากว่าตั้งตาม ‘อารมณ์ 7 ประการ’ ของมนุษย์ คนแคระจึงเป็นอุปมา หมายถึง ความต่ำต้อยตามสภาพธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะคล้อยไปตามอารมณ์ต่าง ๆ 7 แบบ คนแคระจึงต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา เพราะถูกจองจำด้วยอารมณ์มากกว่าการใช้ปัญญา เหมือนกับอาดัมและเอวาที่ถูกพระเจ้าสาปให้ต้องทำงานหนัก หลังจากถูกขับไล่จากสวนเอเดน อย่างไรก็ตาม การทำงานก็ยังเป็นสัญลักษณ์ถึงการชำระบาปตามพระคัมภีร์เดิมและอุดมการณ์ ตามแบบชาวคริสเตียนยุคกลางที่เชื่อมั่นในคุณธรรมของการทำงานหนัก

สโนว์ไวท์พบว่าบ้านของคนแคระนั้นทั้งรกและสกปรกโสโครก นางจึงจัดการทำความสะอาดให้ อุปมาถึงมนุษย์ผู้รู้ตัวมีสติ มีคุณธรรมย่อมแลเห็นความไม่สมบูรณ์ของอารมณ์ตัวเอง การจัดการอารมณ์ให้คงที่และเป็นระเบียบอยู่เสมอ จึงเป็นสัญญาณของการก้าวจากวัยเด็กเจ้าอารมณ์ ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในร่องในรอย คนแคระจึงอนุญาตให้สโนว์ไวท์อาศัยอยู่ด้วยได้อย่างเป็นมิตร 

การช่วยเหลือดูแลคนแคระจึงตรงกันข้ามกับบาปมหันต์ 7 ประการของแม่มด นั่นคือสโนว์ไวท์เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรมศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ ได้แก่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความบริสุทธิ์ ความพอประมาณ การกุศล ความขยันหมั่นเพียร ความอดทน ความเมตตา ทั้งหมดนี้เป็นคุณลักษณะของสโนว์ไวท์

แอปเปิ้ลแดง กระจกวิเศษ หัวใจหมูป่า นอกจากความสนุกแบบดิสนีย์ นิทานโบราณเรื่องนี้ซ่อนความหมายแบบคริสเตียนอะไรไว้บ้าง
ภาพ : www.usmagazine.com

การฟื้นคืนชีพ : สโนว์ไวท์ ‘ตาย’ และฟื้นคืนชีพ

ต่อมาเมื่อราชินีแม่มดทราบความจริงว่า สโนว์ไวท์ไม่ตายจริง แต่โดนพรานหลอก เธอจึงปลอมตัวเป็นหญิงชราถือแอปเปิ้ลมายั่วยวนให้สโนว์ไวท์กิน แม้ว่าบรรดาคนแคระจะสั่งไว้แล้วว่าไม่ควรไปยุ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่น่าไว้วางใจ 

พล็อตเรื่องตอนนี้ชัดเจนมากว่า นิทานเรื่องนี้คงจะพัฒนามาจากเหตุการณ์ในคัมภีร์ปฐมกาล ตอนที่งูปีศาจมาหลอกลวงให้เอวากินแอปเปิ้ล เอวาหรืออีฟกับสโนว์ไวท์จึงมีภาพลักษณ์ที่ทับซ้อนกันอยู่ ในด้านความอ่อนไหวทางอารมณ์ของมนุษย์เพศหญิง ซึ่งในสมัยโบราณถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอและหวั่นไหวถูกหลอกลวงได้โดยง่าย เมื่อสโนว์ไวท์กินแอปเปิ้ล เธอจึงต้องตาย เหมือนกับปฐมบิดรมารดาของมนุษยชาติ ที่ถูกพรากความเป็นอมตะไปเพราะไม่เชื่อฟังพระเจ้า 

เมื่อเธอตาย บรรดาคนแคระต่างหดหู่ใจและนำร่างเธอใส่ไว้ในโลงแก้ว จนในที่สุดเจ้าชายองค์หนึ่งก็มาจุมพิตเธอ หรือในบางเวอร์ชันก็ว่าเอาโลงของเธอบรรทุกรถม้าไป แล้วพอรถกระแทก แอปเปิ้ลที่ติดขัดอยู่ในคอของสโนว์ไวท์ก็หลุดออก ชวนให้เราคิดถึง ‘ลูกกระเดือก’ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘แอปเปิ้ลของอาดัม’ เจ้าชายจึงเปรียบเสมือนพระเยซูคริสต์ผู้เข้ามาเอาแอปเปิ้ลที่ติดคอ ซึ่งหมายถึงบาปแรกในปฐมกาลออก แล้วเธอก็กลับคืนชีพ ซึ่งก็เป็นเค้าโครงเดียวกับการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์นั่นเอง

แอปเปิ้ลแดง กระจกวิเศษ หัวใจหมูป่า นอกจากความสนุกแบบดิสนีย์ นิทานโบราณเรื่องนี้ซ่อนความหมายแบบคริสเตียนอะไรไว้บ้าง
ภาพ : www.cosmopolitan.com

หลังการกลับคืนชีพของสโนว์ไวท์ เธอก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย เรื่องตรงนี้ให้ภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแต่งงานศักดิ์สิทธิ์ในสวรรค์ ปรากฏในหนังสือวิวรณ์ว่า มนุษย์จะเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ ในขณะเดียวกัน ก็ตอกย้ำการผ่านเข้าสู่วัยสาวที่พร้อมจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ สำหรับสโนว์ไวท์นั้น เธอได้ผ่านจากความเป็นเด็กเข้าสู่หญิงสาวที่กำลังจะแต่งงาน โดยผ่านบททดสอบคุณธรรมและความชั่วร้ายต่าง ๆ จนเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ ตามหลักความคิดศีลธรรมแบบคริสต์ศาสนา

ทั้งหมดจึงเป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนเอาไว้ในนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ เราเชื่อว่าแต่เดิมนั้น ผู้ใหญ่คงใช้สอนใจเด็กสาวที่กำลังก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ว่าจะต้องมีคุณธรรมสมบูรณ์พร้อมผ่านทางเครื่องหมายต่าง ๆ 

อันที่จริงนิทานเรื่องนี้ก็ยังตีความต่อไปได้อีกหลายแนวทาง ตามแต่ว่าจะใช้หลักการจากศาสตร์แขนงใดมาพิจารณา แต่สำหรับคอลัมน์ที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา แนวนี้คงจะเห็นได้ชัดเจนและสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load