ในบทความก่อน ๆ ผมเคยได้เกริ่นเล่าเรื่องมาแล้วว่า ชาวคริสเตียนรวมทั้งบาทหลวงมากมายเข้ามาในเมืองสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง บรรดาบาทหลวงเหล่านี้เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือบรรทุกสินค้าที่เดินทางสัญจรไปรอบโลกในยุคแห่งการค้นพบ (Age of Discovery) 

โลกใหม่หรือทวีปอเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ชาวสเปน และเมืองท่าต่าง ๆ ในเอเชียก็มีทรัพย์สินเต็มพระคลังราชสำนักโปรตุเกส เรือของกษัตริย์คาทอลิกเหล่านี้จึงแล่นไปพร้อมกับบาทหลวงประจำเรือ ทำหน้าที่ดูแลอภิบาลชุมชนตามชาติภาษาของตน ตามเมืองท่าอาณานิคมเล็ก ๆ ริมชายฝั่ง ยิ่งดินแดนใดที่มีบรรดา Creole หรือพวกลูกครึ่งชาวพื้นเมืองเกิดมากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงศรีอยุธยา พะสิม ศรีลังกา หรือมะนิลา งานดูแลชาวคริสต์พื้นเมืองหลายพันคนใน ‘ค่าย’ หรือชุมชนชาวคริสต์ต่าง ๆ ก็กินเวลาบาทหลวงเหล่านั้น จนไม่อาจปลีกตัวออกไปเผยแผ่ศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองอื่น ๆ ได้ 

บาทหลวงเหล่านี้จึงทำงานอยู่ในค่ายชุมชนตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมบรรดาบาทหลวงที่ขาดจิตตารมณ์ของการแพร่ธรรม แต่กลับเดินทางออกจากยุโรปเพื่อแสวงหาความร่ำรวย จากการค้าขายกับดินแดนห่างไกลในเอเชีย สินค้าแปลก ๆ และเครื่องเทศบันดาลความมั่งคั่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้ในทวีปยุโรป

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
เรือสำเภาจำลองที่คณะมิชชันนารีใช้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา

กำเนิดคณะ MEP บาทหลวงในดินแดนตะวันออกไกล

ด้วยบาทหลวงทำงานอยู่แต่ในค่ายของชนชาติตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ธรรมที่ไม่เกิดผลในเอเชีย สันตะสำนักแห่งโรมไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงก่อตั้งกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้นในปี 1622 ในรัชสมัยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 มีจุดประสงค์ในการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ออกไปสู่ชาวต่างชาติ และผู้ที่รับเป็นแม่งานใหญ่คือราชสำนักแห่งฝรั่งเศส 

คณะนักบวชมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Paris Foreign Missions Society หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MEP) จึงเกิดขึ้น เพื่อส่งบรรดามิชชันนารีไปยังดินแดนที่อำนาจทางการค้าของชาวโปรตุเกสและสเปนไปไม่ถึง หรือยังไม่มั่นคงนัก ซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งบางส่วนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในจีนขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเผยแผ่ศาสนาใหม่นัก บรรดาบาทหลวงที่ถูกส่งออกไปจึงไปตกค้างอยู่ในดินแดนที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น คือ ‘กรุงศรีอยุธยา’ และลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาในสยามตั้งแต่นั้นมา 

จวบจนในปีนี้ คณะ MEP จึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง 350 ปีการแพร่ธรรมของบาทหลวงเหล่านี้ขึ้น โดยจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับคณะ MEP ขึ้นในอารามประจำคณะในกรุงปารีส – ถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะที่ฉลองความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และค่อนข้างพิเศษไปกว่านั้นตรงที่ บรรดามิชชันนารีของคณะนี้เริ่มงานแพร่ธรรมแรก ๆ ในกรุงศรีอยุธยา คณะ MEP มีอายุ 360 ปี ส่วนการแพร่ธรรมในอยุธยานั้นเริ่มมาถึง 350 ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ. 2205 ในสมัยพระนารายณ์) 

น่าเสียดายที่ ‘บ้านแรก’ ของคณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกทำลายไปในกองเพลิงในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่เรายังสังเกตเห็นซากอิฐบางส่วนได้ภายในวัดนักบุญยอแซฟ ที่ตำบลสำเภาล่ม (ส่วนตัววัดปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5)

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
บาทหลวงฟรองซัว ปัลลือ มิชชันนารีชาวฝรั่งผู้บุกเบิกงานแพร่ธรรมที่กรุงศรีอยุธยา
ภาพ : missionsetrangeres.com
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพถ่ายขาวดำการทำงานของบรรดามิชชันนารีในอดีตภายในนิทรรศการ

นิทรรศการรำลึก 350 ปี การส่งมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสมายังสยาม

สำหรับท่านผู้อ่านต่างศาสนิก อาจจะงงกับคำว่า ‘คณะ’ ในศาสนาคริสต์ บาทหลวงและนักบวชรวมทั้งแม่ชี ซิสเตอร์ จำเป็นต้องมีการสังกัด ‘คณะ’ ที่มีจุดประสงค์ในการทำงานแตกต่างกัน ที่คุ้นหูคนไทยมาก ๆ ก็เช่น คณะเซนต์คาเบรียล คณะเยสุอิต คณะโดมินิกัน คณะฟรังซิสกัน ฯลฯ 

คณะ MEP ถือเป็นคณะบาทหลวงที่ทำงานในประเทศไทยยาวนานที่สุด โดยไม่เคยทิ้งร้างห่างช่วงไปเลยตลอด 350 ปี แม้ว่าจะประสบความยากลำบากหลายต่อหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปฏิวัติของพระเพทราชาที่มีการทำลายหมู่บ้านชาวคริสต์ หรือเหตุการณ์พิพาทอินโดจีนที่ศาสนาคริสต์ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นจารชนให้ฝรั่งเศส และเป็นคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดงานลงหลักปักฐานศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยามให้มั่นคงมาจนทุกวันนี้

ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว บาทหลวงจากมิสซังอุบลราชธานี ที่ตอนนี้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านแนะนำให้ไปชมนิทรรศการนี้ ณ บ้านของคณะ MEP ที่กรุงปารีส ผมก็บอกไปว่าตอนนี้คงไม่มีโอกาสไปหรอก ทั้งโควิด ทั้งสถานการณ์โลกต่าง ๆ (แน่นอนเงินในกระเป๋าด้วย)

“พ่อช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาและสถานการณ์ของคณะ MEP ในตอนนี้ให้ฟังได้ไหมครับ” 

“MEP ตอนนี้เขายังทำงานอยู่ แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 400 ปีแล้ว ทั่วโลกมีบาทหลวงราว ๆ 180 องค์ใน 13 ประเทศ ส่วนในปารีสมีบาทหลวงประจำที่ศูนย์ฯ อยู่ราว ๆ 15 – 20 องค์ มีผู้เตรียมตัวบวชอีกราว ๆ 17 องค์ เขาก็ประสบปัญหาขาดแคลนบาทหลวงเหมือนกัน เพราะสมัยนี้คนสนใจจะบวชมีน้อย เลยจัดเตรียมทุนไว้ให้ฆราวาสแพร่ธรรม ทุนนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว สำหรับเยาวชนที่อยากสัมผัสบรรยากาศของการแพร่ธรรมในดินแดนห่างไกล เป็นทุนให้เปล่า 1 ปี กลับมาจะตัดสินใจบวชหรือไม่ก็ได้ ส่วนมากเขาก็จะไปทำงานในที่ที่กันดาร อย่างแอฟริกา เวียดนาม แต่ละปีก็จะมีอาสาสมัครออกไปทำงานปีละราว ๆ 150 คน”

“แล้วในไทยเป็นยังไงบ้างครับ”

“MEP ในไทยเนี่ย เขาโอบอุ้มและตั้งหลักให้พระศาสนจักรคาทอลิกไทยมาตั้ง 300 ปีแล้ว ลงหลักปักฐานให้จนมั่นคง เขาก็จะมีนโยบายว่า ประเทศไหนที่ศาสนจักรคาทอลิกมั่นคงแล้ว ก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ต่อ แต่บ้านของคณะในไทยก็ยังมีนะ อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดแขกสีลมไง” 

ผมนึกถึงบ้านของคณะ MEP มีรั้วอิฐแดงข้างป้ายรถเมล์ตรงข้ามวัดแขก ข้างในมีโบสถ์หลังเล็ก ๆ เงียบ ๆ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

พ่อปัตทวีเสริมว่า

“ถ้าใครมาชมนิทรรศการเองไม่ได้ ก็มีนิทรรศการแบบออนไลน์ด้วยนะ เข้าไปชมได้ เป็นแบบ Virtual Online Tours” พ่อวีบอก สำหรับผู้สนใจจะชม เข้าลิงก์นี้ได้เลย มีข้อมูลแปลเป็น 3 ภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย

ผมลองเข้าไปชมแล้ว เป็นนิทรรศการเล็ก ๆ แต่รวบรวมวัตถุสิ่งของหลายชิ้นที่นำมาจากสยาม ทั้งสมุดข่อย สมุดไทย ตำรายาแพทย์แผนพื้นบ้านต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกประจำวันของของออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยที่เดินทางมายังฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ให้รายละเอียดการเดินทางไปฝรั่งเศสลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ (ใครที่คิดว่าชาวสยามไม่ชอบการจดบันทึก ต้องลองอ่านไดอารี่เล่มนี้ของท่าน)

“สมัยพระนารายณ์ บาทหลวง MEP บางท่านเดินทางมาเป็นล่ามให้ที่นี่ พวกเขาจึงแวะกลับมายังบ้านเดิมของคณะ และพาราชทูตไทยมารับประทานอาหารค่ำที่นี่ด้วย ยังมีรูปอยู่เลยนะ เป็นรูปสีน้ำมันที่ตอนนี้ตกเป็นสมบัติเอกชน แสดงภาพขุนนางสวมครุยใส่ลอมพอก หรือเครื่องประดับศีรษะสีขาวทรงแหลมที่เราเห็นบ่อย ๆ ในงานพระราชพิธี กำลังนั่งโต๊ะล้อมวงกับบาทหลวง เขากินข้าวกันที่ตึกนี้แหละ แต่ไม่ทราบว่าห้องไหน เพราะมันก็ผ่านเวลามาตั้ง 300 กว่าปีแล้ว” คุณพ่อเอาภาพวาดมาให้ดูพร้อมบอกว่า ภาพนี้ยังไม่เคยเอามาจัดแสดงที่ไหนมาก่อนเลย

เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ตึกของคณะ MEP ซึ่งเคยรับรองคณะทูตจากสยาม
เจาะลึก 350 ปีการหยั่งรากของคริสต์ศาสนาลงในสยาม ในนิทรรศการคณะมิสซัง MEP ที่ปารีส
ภาพคณะทูตสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์รับประทานอาหารในตึกของคณะ MEP 
ภาพ : missionsetrangeres.com
บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทรหรือโกษาปาน
บันทึกของสังฆราชหลุยส์ ลาโน สมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแพร่ธรรมในลาว ซึ่งยังไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

นิทรรศการยังบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับคณะ MEP ที่ดำเนินไปกว่า 350 ปี เพราะนอกจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส และแน่นอนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่าม ก็ต้องเป็นบาทหลวงของคณะผู้ชำนาญภาษาสยาม บ้านของคณะ MEP จึงมีโอกาสต้อนรับทูตชาวสยามถึง 2 ครั้ง และยังมีเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาอีกด้วย

ในนิทรรศการยังโชว์ศิลปวัตถุอื่น ๆ เช่น กล่องลงรักปิดทองจากสยาม เหยือกเงินที่เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการกว่า 1,500 ชิ้นจากพระนารายณ์ (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์) แต่นำภาพถ่ายมาจัดแสดง 

เป็นที่น่าเสียดายว่า สงครามและความวุ่นวายต่าง ๆ ในฝรั่งเศสทำให้เครื่องราชบรรณาการจากสยามสูญหายไปจนหมด ยิ่งชิ้นที่ทำจากเงินหรือวัสดุมีค่า ก็มักจะถูกหลอมกลายเป็นเหรียญเอาไว้ใช้จ่ายแทน

ชามเบญจรงค์ทรงมะนาวตัดจากสยาม ของที่ระลึกที่คณะ MEP เก็บรักษาไว้
พระราชสาส์นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระสันตะปาปา

ถึงแม้ทุกวันนี้ MEP จะลดบทบาทลงมากในการทำงานแพร่ธรรมในไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่ดำเนินงานก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่เข้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้ในรอบ 300 ปี หลายครั้งนักบวชเหล่านี้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทุกครั้งที่สยามมีเรื่องปะทะกับฝรั่งเศสก็ตาม แต่ความตั้งใจจริงของพวกท่านที่จะนำพระธรรมของพระคริสตเจ้าเข้ามาปลูกไว้ในดินแดนเอเชีย เกิดผลสวยงาม สะท้อนออกมาเป็นกลุ่มคริสตชนมากมายทั่วทั้งสยามและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพ : คุณพ่อปัตทวี วงศ์ศรีแก้ว

นิทรรศการ L’Évangile au Pays du Sourire 

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2565

ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี วันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. 

ณ ที่ทำการสำนักงาน Missions Etrangères de Paris เลขที่ 128 rue du bac กรุงปารีส

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

แม้ว่าโดยแท้จริงแล้ว สงครามรัสเซียบุกโจมตีกรุงเคียฟในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะไม่เกี่ยวข้องอะไรโดยตรงกับฝ่ายศาสนจักร เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่พอใจของรัสเซีย ต่อการที่ยูเครนพยายามสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การ NATO รวมไปถึงเข้าร่วมสหภาพยุโรปด้วย

เราได้เห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสงคราม ความสูญเสียของทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน และบทบาทของศาสนจักรโรมันคาทอลิกและออร์โธดอกซ์ที่ออกมาเรียกร้องสันติภาพ แม้ว่าจะถูกวิจารณ์ว่ามีความพยายามน้อยเกินไป หรือไม่กล่าวประณามให้เข้าเป้าเข้าประเด็น และหลายครั้งที่ตกเป็นข่าวว่า ผู้นำศาสนจักรรัสเซียโน้มเอียงเข้ากับฝ่ายประธานาธิบดีปูตินอย่างเห็นได้ชัด จนเสียงของผู้นำศาสนาถูกกลบไว้ใต้เสียงระเบิดและรอยตีนตะขาบรถถัง 

เรามาดูกันก่อนว่า เบื้องลึกเบื้องหลังที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย” นั้น เกิดขึ้นเพราะอะไร 

เห็นได้ชัดว่า ปูตินซึ่งค่อนข้างเป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม และมีศาสนจักรออร์โธดอกซ์หนุนหลังอยู่เสมอ คงจะอ้างอิงไปถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ทั้งสองชาติเคยมีมาร่วมกันในสมัยโบราณ โดยเฉพาะจากรากเหง้าของธรรมเนียมออร์โธดอกซ์ที่ประธานาธิบดีปูตินพยายามเชิดชูและปกป้องให้พ้นจาก “ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมที่มาจากฝั่งตะวันตก” 

ปูตินพยายามยกคุณค่าทางศีลธรรมแบบออร์โธดอกซ์ให้เห็นว่า ชาวตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ได้ละทิ้งรากเหง้าธรรมเนียมคริสเตียนของตน หันมาสมาทานแนวคิดโลกวิสัย กลายเป็นเอทิสต์หรือผู้ปฏิเสธพระเจ้า และสิ่งที่ดูจะทำให้เขาไม่พอใจมากที่สุดก็คือ การเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศในที่สาธารณะ ซึ่งผิดหลักศีลธรรมของชาวคริสต์สายอนุรักษ์นิยมอย่างชาวรัสเซียออร์โธดอกซ์อย่างรุนแรง การเป็นเกย์จึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในวัฒนธรรมรัสเซีย จนกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และถูกทำให้เป็นเสมือนสภาวะที่ไม่มีอยู่จริงในโลก 

แม้ว่าปูตินจะพยายามแก้ต่างว่า เกย์ไม่ใช่อาชญากรรมในประเทศรัสเซีย โดยเขาเองเปรียบเทียบว่า ในโลกนี้มีอีกตั้งหลายประเทศที่เกย์เป็นอาชญากรรม โดยเฉพาะในดินแดนที่ใช้กฎหมายศาสนา แต่ชาว LGBT ก็ดูไม่ชอบใจนักเมื่อรัสเซียประกาศใช้กฎหมายห้ามเผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหารักร่วมเพศ โดยประกาศออกมาพร้อมกับกฎหมายห้ามเผยแพร่สื่อลามกที่ล่วงละเมิดเยาวชน (Pedophile) จนดูราวกับว่าทั้งสองเรื่องเป็นอาชญากรที่ร้ายแรงพอ ๆ กัน

รัสเซียยังประณามการเรียกผู้ปกครองชาว LGBT ว่า ‘ผู้ปกครองคนแรก’ และ ‘ผู้ปกครองคนที่สอง’ ตามแบบตะวันตก โดยยืนยันว่าครอบครัวจะต้องประกอบด้วย ‘พ่อและแม่’ เท่านั้น และวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างหยุดยั้งไม่ได้ หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย จะทำลายความเป็นรัสเซียพังทลายลง และดูเหมือนว่าหลักการศีลธรรมของรัสเซียจะกลายเป็นข้ออ้างหนึ่งในหลายข้อ ที่ยกมาเพื่อปกป้องไม่ให้ยูเครนตกอยู่ภายใต้ศีลธรรมอันเสื่อมทรามของพวกตะวันตกด้วย

นอกจากประเด็นเชิงศีลธรรม ประเด็นเรื่องศาสนจักรรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นประเด็นร้อนมาก่อนหน้าสงครามแล้ว และน่าจะเป็นชนวนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองขาดสะบั้นลง

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินกับพระอัยกาซีริล ประมุขศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์
ภาพ : www.theguardian.com

รากเหง้าของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ในดินแดนรัสเซีย-ยูเครน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งยูเครนและรัสเซีย (รวมทั้งประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์อื่น ๆ อย่างเบลารุส) ต่างมีพื้นฐานวัฒนธรรมร่วมรากเดียวกัน โดยเฉพาะในยุคโบราณจนถึงยุคจักรวรรดิรัสเซียอันเกรียงไกร ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์แต่เดิมนั้น เมื่อแยกตัวออกจากศาสนจักรคาทอลิกในศตวรรษที่ 11 ก็มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันอยู่ในตุรกี) บรรดานักบวชชาวคริสต์ต่างพยายามเดินทางไปยังแดนตะวันออกเพื่อเผยแผ่ศาสนา ในศตวรรษที่ 9 ปรากฏว่ามีนักบุญที่สำคัญสองท่าน คือ ซีริล (St. Cyril) และ เมธอดิอุส (St. Methodius) เดินทางเข้าไปเผยแผ่พระคริสตธรรมจนประสบความสำเร็จ 

พวกท่านยังได้ประดิษฐ์อักษร ‘ซีริลลิค’ ที่เป็นต้นเค้าของอักษรสลาฟในปัจจุบันนี้อีกด้วย ปัจจุบันก็ยังมีการระลึกถึงท่านทั้งสอง ทั้งในฐานะนักบุญผู้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าอัครสาวก และ ‘บิดาแห่งวัฒนธรรมสลาฟ’ ซึ่งมักจะมีการแห่แหนท่านในวันชาติของประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคริสต์ออร์โธดอกซ์

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
รูปนักบุญซีริลและเมโธดิอุส องค์อุปถัมภ์ทวีปยุโรปและวัฒนธรรมสลาฟ
ภาพ : en.wikipedia.orgrs

ชาวรุสเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนาอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 988 เมื่อเจ้าชายโวโลดีเมียร์ (ในสำเนียงยูเครน) – วลาดีเมียร์ (ในสำเนียงรุส) ทรงรับพิธีล้างจากธรรมทูตชาวไบแซนทีน ณ แหลมไครเมีย (อันเป็นพื้นที่ที่ถูกผนวกเข้ากับรัสเซียในปี 2014) เมื่อเจ้าชายวลาดีเมียร์เสด็จกลับมายังกรุงเคียฟ พระองค์บัญชาให้ทหารทั้งกองทัพรับพิธีล้างเป็นกลุ่มใหญ่ในแม่น้ำ Dniepr และในเวลาเกือบพันปีต่อมา จักรวรรดิรัสเซียได้รำลึกถึงเหตุการณ์นี้โดยตั้งรูปปั้นเจ้าชายวลาดีเมียร์สูง 14 ฟุตเหนือฝั่งแม่น้ำในยูเครน และเพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน ประธานาธิบดีปูตินจึงสั่งให้สร้างรูปเจ้าชายสูง 52 ฟุตในกรุงมอสโกเมื่อปี 2016 จึงมักมีคำกล่าวแบบนับญาติว่า ยูเครนและรัสเซียมีรากเหง้ามาจากแม่น้ำ Dniepr อันเป็นที่รับศีลล้างบาปแรกสายเดียวกัน 

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
ชาวเคียฟรับศีลล้างบาปตามบัญชาของเจ้าชายวลาดิเมียร์
ภาพ : arthive.com
ศาสนจักรออร์โธดอกซ์และเจ้าชายแห่งเคียฟ ความขัดแย้งทางศาสนา เบื้องหลังสงครามยูเครน
เจ้าชายวลาดิเมียร์รับศีลล้างบาป
ภาพ : en.wikipedia.org

อย่างไรก็ตาม ในยุคเริ่มแรกที่ชาวรุสรับนับถือคริสต์ศาสนานั้น ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่กรุงเคียฟ ขณะที่ลึกเข้าไปทางตะวันออก มอสโกยังคงเป็นบ้านป่าอันหนาวเหน็บ จนเกิดการวิจารณ์รูปปั้นเจ้าชายวลาดิเมียร์ของปูตินว่า หาความเกี่ยวข้องกับมอสโกไม่ได้เลย เพราะเขาเป็นเจ้าชายแห่งเคียฟ ไม่ใช่เจ้ามอสโก แม้ท่านประธานาธิบดีจะพยายามเชิดชูเจ้าชายองค์นี้ว่า “ด้วยการเลือกของพระองค์ ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ได้กลายเป็นจิตวิญญาณหลักของชาวรัสเซีย เบลารุส และยูเครน” ก็ตามที เห็นได้ชัดว่าปูตินกำลังใช้วีรบุรุษทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการหลอมรวมชาติต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยอ้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งนี่เป็นวิธีคลาสสิกที่หลายต่อหลายประเทศเคยนำมาปรับใช้อย่างได้ผลมาแล้วในอดีต

อย่างไรก็ตาม ชาวยูเครนจำนวนมากไม่พอใจกับการเปิดตัวรูปปั้นนี้ เสมือนว่ารัสเซียกำลังช่วงชิงวีรบุรุษและนักบุญของพวกเขาไป พวกเขาตอบโต้ทันควันว่า “รัสเซียเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ตามใจชอบ” และ “เจ้าชายวลาดิเมียร์รวมชาวสลาฟเข้าด้วยกันด้วยนิกายออร์โธดอกซ์ ส่วนท่าน – กำลังใช้เจ้าชายในทางที่ผิด โดยสร้างความเกลียดชังให้กระจายไปทั่ว” 

การที่รัสเซียผู้ประกาศตนเป็นศูนย์กลางศาสนจักรออร์โธดอกซ์ แต่กลับไม่ได้ครอบครองดินแดนดั้งเดิมอันเป็นจุดกำเนิดศาสนาคริสต์ของชาวสลาฟ ก็ถูกนำมาตั้งคำถามต่อไปว่า จะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหนกับการที่รัสเซียต้องการจะผนวกกรุงเคียฟให้ได้

เบื้องหลังสงครามยูเครน ทำความรู้จักศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ปูตินบอกว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย”
รูปเจ้าชายโวโลดิเมียร์ที่สร้างขึ้นในเครมลิน ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัสเซีย
ภาพ : www.rbth.com

ศาสนจักรในเคียฟค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้น จนมีโบสถ์สำคัญหลายแห่ง เช่น โบสถ์อัครเทวดามิเกล หรือโบสถ์โดมทอง เป็นที่เก็บรักษาภาพไอค่อนสำคัญ ๆ อย่างไรก็ตาม เคียฟค่อย ๆ เสื่อมความสำคัญลงจากการรุกรานของพวกมองโกลในศตวรรษที่ 13 ขณะที่มอสโกนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า กลายเป็นทั้งศูนย์กลางอำนาจและศาสนา จนศตวรรษที่ 15 เมื่อศาสนจักรที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล โบสถ์แม่ของชาวออร์โธดอกซ์ทั้งปวงถูกกองทัพออตโตมันทำลายลงอย่างราบคาบ รัสเซียก็สวมสิทธิอันชอบธรรมในการประกาศตัวเป็น ‘โรมแห่งที่ 3’ หรือผู้สืบทอดสิทธิ์การเป็นชาวคริสเตียนอันเที่ยงแท้ดั้งเดิมต่อทันที

เบื้องหลังสงครามยูเครน ทำความรู้จักศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ปูตินบอกว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย”
โบสถ์โดมทองอัครเทวดามิเกลในกรุงเคียฟ สร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 10 แต่ได้รับการปฏิสังขรณ์เรื่อยมา โดมทองนั้นสร้างในศตวรรษที่ 18 
ภาพ : en.wikipedia.org

‘สังฆเภท’ ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย : ความขัดแย้งที่นำไปสู่รอยร้าว

ประวัติศาสตร์ศาสนาในยูเครนผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุค ทั้งในยุคสตาลินที่นำลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาพยายามยุติบทบาทของศาสนจักร ทั้งสถานการณ์ภายในของยูเครนเอง ค่อนข้างแตกต่างจากรัสเซียตรงที่มีศาสนจักรที่มี ‘ความหลากหลาย’ กว่า เพราะในทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ของยูเครนได้รับอิทธิพลทั้งจากคอนสแตนติโนเปิล รัสเซีย และโรม โดยเฉพาะกลุ่มยูเครนคาทอลิก ที่แม้จะภักดีต่อสันตะสำนักในวาติกัน แต่ก็ใช้จารีตคล้ายคลึงกับชาวออร์โธดอกซ์ และมีจำนวนประชากรค่อนข้างมาก

ส่วนในนิกายออร์โธดอกซ์เอง แต่เดิมศาสนจักรรัสเซียรุกคืบสร้างเขตอิทธิพลในพื้นที่ของยูเครน พยายามที่จะหลอมรวมให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันทางวัฒนธรรมด้วยการสร้างโบสถ์จำนวนมาก รัสเซียเข้ามามีอิทธิพลทางศาสนาในยูเครนตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 โดยจัดการกีดกันอิทธิพลนิกายคาทอลิกที่มาจากโปแลนด์ออกไป รัสเซียจึงเข้าปกครองศาสนจักรยูเครนด้วย นัยว่าเพื่อพิทักษ์ชาวออร์โธดอกซ์จากพวกคาทอลิก ทั้งได้รับการรับรองอำนาจการปกครองจากศาสนจักรที่คอนสแตนติโนเปิลอย่างเป็นทางการ อำนาจศาสนจักรรัสเซียจึงปกคลุมเคียฟเป็นเวลานานกว่า 300 ปี

ชาวคริสต์ในยูเครนพยายามแยกตัวออกจากศาสนจักรมอสโกมาตั้งแต่ปี 1921 – 1991 เป็นเวลากว่า 70 ปี แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จนกระทั่งยูเครนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการในปี 1991 ก็ยังสลัดอิทธิพลรัสเซียออกไปไม่ได้ 

ล่วงเลยมาถึงปี 2018 กลุ่ม UOK หรือยูเครนออร์โธดอกซ์อิสระ ซึ่งโน้มเอียงไปมีความสัมพันธ์กับศาสนจักรแห่งคอนสแตนติโนเปิล ได้แยกตัวออกจากรัสเซียอย่างเป็นทางการ พระอัยกาบาร์โธโลมิวแห่งคอนสแตนติโนเปิล ออกมาประกาศรับรองศาสนจักรแห่งชาติใหม่นี้ โดยถือสิทธิ์ว่า ชาวยูเครนรับศีลล้างบาปจากมิชชันนารีชาวคอนสแตนติโนเปิล ศาสนจักรจากคอนสแตนติโนเปิลจึงถือว่าเป็น ‘โบสถ์แม่’ ที่ให้การรับรองการแยกตัวสถาปนาศาสนจักรใหม่ได้อย่างชอบธรรม และมีศาสนจักรออร์โธดอกซ์อื่น ๆ อีก 3 แห่งให้การรับรองด้วย คือ กรีก อเล็กซานเดรีย ไซปรัส ต่างยินดีต้อนรับศาสนจักรใหม่

เบื้องหลังสงครามยูเครน ทำความรู้จักศาสนจักรออร์โธดอกซ์ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ปูตินบอกว่า “ยูเครนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรัสเซีย”
นักบวชยูเครนทำพิธีท่ามกลางซากปรักหักพังในเมืองดอนเนตส์
ภาพ : indianexpress.com

ศาสนจักรจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

ตั้งแต่ปี 2018 ชาวยูเครนประกาศอิสรภาพทางจิตวิญญาณ ปราศจากอิทธิพลการชี้นำจากภายนอก ซึ่งชาวยูเครนยอมรับไม่ได้มาเป็นมาเวลานาน ศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์ไม่พอใจการแยกตัวออกของกลุ่ม UOK เป็นอย่างมาก จนถึงกับตัดความสัมพันธ์กับศาสนจักรแห่งคอนสแตนติโนเปิลไปเลยทีเดียว

สำหรับยูเครนแล้ว การปรับโครงสร้างทางศาสนาใหม่ แยกตัวออกจากมอสโก ไปพึ่งพิงคอนสแตนติโนเปิลนั้น มีผลทำให้ยูเครนถอนตัวออกจาก ‘โลกรัสเซีย’ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายอุดมการณ์ทางวัฒนธรรมที่รัสเซียใช้เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือพรมแดนทางการเมือง เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายในการตัดสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับรัสเซีย ผู้อ้างเสมอว่า ‘เป็นอันหนึ่งอันเดียว’ กับยูเครน ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นตามมา

ส่วนรัสเซียเองก็ไม่ยอมรับความชอบธรรมของคริสตจักรออร์โธดอกซ์แห่งใหม่ของยูเครน ยังคงอ้างสิทธิ์ในเขตอำนาจเหนือศาสนจักรในยูเครนต่อไป ส่วนศาสนจักรออร์โธดอกซ์อื่น ๆ ในโลก ตอนนี้ก็ถูกบังคับให้เลือกระหว่างมอสโกและคอนสแตนติโนเปิล การถูกบีบให้เลือกข้างเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งในวงการศาสนจักรออร์โธดอกซ์ต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

ขอให้เราภาวนาเพื่อสันติภาพของโลก จะได้บังเกิดขึ้นในเร็ววัน

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load