28 กรกฎาคม 2563
2 K

บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพาหนะของเราเคลื่อนเข้าสู่อาณาเขตของเมืองเก่ามะละกา สถานที่ท่องเที่ยวชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมของประเทศมาเลเซีย จากตึกสูงคุมโทนสีพาสเทลแบบทันสมัย เปลี่ยนเป็นอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส อาคารบางหลังเคลือบด้วยสีแดงสดตัดกันกับประตูและหน้าต่างสีขาว ถนนสายหลักเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อก้าวเท้าลงจากรถแล้วพบกับโบสถ์คริสต์สีแดงสด มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมืองอยู่ตรงเบื้องหน้า บรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้ทราบได้ทันทีว่าเมืองเก่าแห่งนี้ ‘ไม่ธรรมดา’

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

จากตะวันตกสู่ตะวันออก

มะละกา (Melaka) คือเมืองหลวงของรัฐมะละกาที่ตั้งอยู่บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย ตามตำนานเชื่อว่าชื่อ ‘มะละกา’ มีที่มาจากชื่อต้นมะละกา (Melaka tree) หรือที่เราอาจรู้จักว่า ต้นมะขามป้อม (Phyllanthus emblica L.) ที่ตั้งโดยเจ้าชายของสุมาตราครั้นเสด็จประพาสที่นี่ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำออกสู่ทะเลทางช่องแคบมะละกา ทำให้มะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญของมาเลเซียในอดีต ที่เคยทำการค้ากับจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป 

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 16 เมืองมะละกาถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของโปรตุเกส ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองได้ตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ตามด้วยการถูกยึดครองจากอาณานิคมอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 มะละกาได้ถูกจัดให้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซียหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ จึงไม่แปลกที่หลักฐานทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมของเมืองโบราณแห่งนี้ แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว 

บริเวณปากแม่น้ำจึงมีลักษณะของความเป็น ‘เมืองเก่า’ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีบ้านเรือนสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เรียงรายตามซอกซอย มีสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ยังคงอยู่แม้กาลเวลาผ่านไป มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดของบริเวณแห่งนี้ ทำให้เมืองเก่าริมปากแม่น้ำแห่งนี้ถูกจัดให้เป็น ‘เมืองมรดกโลก’ (World Heritage Site) จากองค์การยูเนสโกใน ค.ศ. 2008

เมืองโบราณร่วมสมัย

ถนนสายหลัก Jalan Laksamana ที่แยกตัวออกจากถนนในเขต ‘เมืองใหม่’ ของมะละกาเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่เขต ‘เมืองเก่า’ มีโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์ (Church of St. Francis Xavier) สีขาวตั้งตระหง่านอยู่เป็นลำดับแรก เลียบถนนไปไม่ไกลก็พบว่าตัวเองมาอยู่ที่กลางจัตุรัสดัตช์ (Dutch Square) หรือจัตุรัสแดง (Red Square) ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการเยี่ยมชมเมืองเก่ามะละกาแห่งนี้ 

หันหน้ากลับไปก็จะเจอกับโบสถ์คริสต์แห่งมะละกา (Christ Church Melaka) สีแดงสด ขนาบข้างด้วยอาคารสีแดงเฉดเดียวกัน เปรียบเสมือนศาลาว่าการ (City Hall) ในสมัยที่มะละกาถูกปกครองโดยอาณานิคมดัตช์ แต่ศาลาว่าการแห่งนี้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนที่สอนโดยมิชชันนารีในสมัยการปกครองของอังกฤษ และในปัจจุบันได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ 

ตรงกลางจัสตุรัสมีน้ำพุควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria’s Fountain) ที่สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมของอังกฤษ และไม่ไกลกันมีหอนาฬิกาประจำเมือง (Tan Beng Swee Clock Tower) สร้างโดยชาวจีนผู้อาศัยอยู่ในเมือง ถึงแม้ว่าองค์ประกอบที่อยู่รายรอบจัตุรัสแห่งนี้จะมีที่มาต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วจะเห็นถึงความลงตัวที่เป็นความเฉพาะของมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลัดเลาะมาทางด้านข้างจัตุรัสแดงจะเห็นเป็นทางเดินขึ้นบันไดนำไปสู่เนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งด้านบนเป็นที่ตั้งซากปรักหักพังของโบสถ์เซนต์พอล (St. Paul’s Church) ที่แรกเริ่มโบราณสถานแห่งนี้สร้างในสมัยการยึดครองของโปรตุเกส และตั้งชื่อว่า Nossa Senhora da Annunciada แต่เมื่อถูกยึดครองจากอาณานิคมดัตช์ ชื่อของโบสถ์นี้ก็ถูกเปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบัน 

และโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ใช้งานจนเปลี่ยนเป็นสุสานบุคคลสำคัญในสมัยนั้น เนื่องจากชาวดัตช์ได้สร้างโบสถ์ใหม่ที่จัตุรัสแดงแทน ด้านหน้าโบสถ์เก่าแห่งนี้มีอนุสาวรีย์แกะสลักของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ (St. Francis Xavier) นักบุญคนสำคัญของมะละกา ซึ่งนักบุญรุ่นหลังที่ศรัทธาจึงสร้างโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์เพื่อเป็นอนุสรณ์ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลงบันไดจากเนินเขาอีกด้านหนึ่ง จะเจอกับซากป้อมปราการ (Formosa) ที่สร้างขึ้นสมัยการปกครองของโปรตุเกส ด้านล่างสุดของเนินเขาบรรจบกับถนนที่ตัดผ่านปลายด้านหนึ่งนำไปทาง ‘เมืองใหม่’ ปลายอีกด้านของถนนนำกลับไปสู่จัตุรัสแดงของ ‘เมืองเก่า’ ระหว่างทางกลับไปที่จัสตุรัส จะผ่านพิพิธภัณฑ์ของมะละกา ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมสิ่งมีค่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมืองมะละกา 

ตรงข้ามกันมีหอคอยที่รองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะชมเมืองเก่ามะละกาจากมุมสูง 360 องศา ทำให้ได้บรรยากาศการชมเมืองต่างไปอีกแบบ ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum) ของมะละกาซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างรูปเรือสำเภาจำลองขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนพื้นดินเลียบแม่น้ำมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

กลับไปที่จุดเริ่มต้น ณ จัตุรัสแดง ข้ามถนนและข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาก็จะเข้าสู่ย่านค้าขาย ที่ส่วนใหญ่เป็นของชาวจีนหรือที่เรามักคุ้นหูกันในชื่อ ‘ไชน่าทาวน์’ เป็นตรอกซอกซอยมากมายที่รายล้อมถนนด้วยอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส

ส่วนใหญ่มักเป็นที่อยู่อาศัย บ้างเปิดเป็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือโรงแรม โดยถนนที่ต่อจากสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาเป็นถนนเส้นหลักที่มีนักท่องเที่ยวขวักไขว่มากที่สุด คล้ายกับเป็นศูนย์กลางของไชน่าทาวน์ในมะละกา ชื่อว่า Jalan Hang Jebat หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อ Jonker Street นอกจากนี้ยังมีวัดจีนและมัสยิดแทรกตัวอยู่ในระยะที่ไม่ไกลกัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

สายน้ำกับงานศิลป์

สองฝั่งริมแม่น้ำมะละกาในย่านเมืองเก่าเป็นทางเดินเลียบตลอดแนว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแบบภาพวาดบนฝาผนัง (Street Art) จากฝีแปรงของศิลปินท้องถิ่น ผลงานส่วนใหญ่แสดงออกในเชิงวัฒนธรรม ความกลมกลืนกันของหลายเชื้อชาติ คล้ายกับทุกภาพมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นของตัวเอง

ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินตามล่าถ่ายรูปของรูปวาดบนผนัง เพื่อสะสมเป็นคอลเลกชันภาพถ่ายที่คล้ายคลึงกับงานศิลปะฝาผนังที่จอร์จทาวน์ (George Town) บนเกาะปีนัง ทำให้การเดินเล่นริมแม่น้ำมีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเจองานภาพวาดฝาผนังอะไรในซอยเล็กๆ ด้านหน้า 

บางภาพวาดเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อยู่ตัวละครในฝาผนัง หรือจะเรียกว่าภาพวาดฝาผนังแบบสามมิติ อีกทางเลือกของการเยี่ยมชมสองข้างทางแม่น้ำมะละกาก็คือ การโดยสารเรือนำเที่ยว ซึ่งจะพานักท่องเที่ยวล่องไปตามแม่น้ำมะละกาที่ไหลผ่ากลางบริเวณเมืองเก่า ทำให้ได้บรรยากาศการเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

แสงไฟยามค่ำคืน

สลับมาบรรยากาศยามค่ำคืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงกลางวัน แต่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นมรดกโลกได้อย่างเต็มที่ แสงแดดที่ร้อนอบอ้าวกลายเป็นลมพัดเย็นสบายเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากทะเล ร้านค้าที่เคยคึกครื้นกลางวันส่วนใหญ่ปิดตัวลง บ้านเรือนริมสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเริ่มเปล่งแสงสว่างหลากหลายสี ราวกับมีงานเทศกาลตลอดแนวแม่น้ำ 

ร้านอาหารกลางคืนเริ่มกางโต๊ะ ตั้งเก้าอี้ ริมทางเท้าเลียบแม่น้ำ ทำให้บรรยากาศของอาหารริมทางถูกยกระดับขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว บางร้านมีการประดับเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศมื้ออาหารเย็นของหลายคนๆ ให้เกิดความ ‘สมบูรณ์แบบ’ มากขึ้น เมื่อกลับไปดูแสงไฟกลางจัตุรัสแดง ก็จะพบว่าการมีสีแดงของอาคารโดยรอบตัดกับแสงไฟประดับสีเหลืองนวลนั้น ทำให้บรรยากาศรอบตัวดีขึ้นไปยิ่งกว่ากลางวัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

การเดินทางโดยรถบัสเพียง 2 ชั่วโมงจากสถานีขนส่ง TBS (Terminal Bersepadu Selatan) ในกัวลาลัมเปอร์ถือเป็นการเดินทางที่ง่ายดายและสะดวกสบาย มีรถประจำทางออกเดินทางไปยังสถานีขนส่งมะละกา (Melaka Sentral Bus Terminal) ทุกชั่วโมง และต่อรถประจำทางหรือแท็กซี่มาลงที่จัตุรัสแดงโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แผนการเดินทางจัดแบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าหากมีเวลา อยากจะสัมผัสเมืองเก่าทั้งกลางวันและยามค่ำคืน การมานอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำมะละกาสักครั้งหนึ่ง แล้วตื่นเช้ามารับประทานติ่มซำหรือโรตีกับกาแฟร้อนสไตล์มาเลเซีย ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอย่างหนึ่งในชีวิต

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จิรัฐิ สัตถาพร

ผู้เชื่อว่าตัวเองคือนักเดินทางและช่างภาพ ที่มักจะหนีจากห้องทำงานไปเช็กอินอยู่ตามต่างจังหวัดและต่างประเทศบ่อยครั้ง มีความฝันอยากเป็นนักเขียนเล่าเรื่องการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 กันยายน 2564
686

“They don’t speak, but they tell you everything about life. They are the 7,000 incredibly lifelike specimens in the Grande Galerie de l’Évolution. A mythical place renovated in 1994, where modernity stands alongside history and science to tell us the great adventure of biodiversity.” 

นี่คือคำโปรยบนหน้าเว็บไซต์จองตั๋วเข้าชม ‘แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต’ (Grande Galerie de l’Évolution) ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Muséum National d’Histoire Naturelle) ที่น่าจะสะกิดคนที่มีความสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคนที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักและเดินเข้าไปสำรวจในแกลเลอรี่นี้มากยิ่งขึ้น

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ระเบียงชั้นบนของแกลเลอรี่ มองเห็นส่วนจัดแสดงบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเห็นภาพส่วนจัดแสดงของแกลเลอรี่แห่งนี้จากนิตยสารไทยฉบับหนึ่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ในภาพตั้งอยู่ ณ จุดไหนของกรุงปารีส และด้วยความอยากรู้จึงค้นหาเพิ่มเติมจาก Google จนรู้ว่าภาพที่เห็นเป็นส่วนจัดแสดงหนึ่งในแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา ผมหมายมั่นตั้งใจว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ จะต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ให้ได้ เวลาผ่านไปประมาณ 6 ปี ผมก็มีโอกาสไปเยือนกรุงปารีสเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 แน่นอนว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายการเที่ยวครั้งนั้น ก็คือแกลเลอรี่แห่งนี้นั่นเอง

จำได้ว่าวันที่ผมไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆฝนมากวนใจ (หลังจากที่แอบภาวนาในใจทั้งคืน ขอให้ฝนไม่ตก) ผมกับพี่สาวนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Censier-Daubenton ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้กับแกลเลอรี่แห่งนี้ที่สุด หลังออกจากสถานีเดินต่ออีกประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่หมาย

แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นหนึ่งในอาคารจัดแสดงนิทรรศการที่ถือว่าน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส (Jardin des Plantes de Paris) ตัวอาคารมีลักษณะโครงสร้างเป็นโถงกว้าง มีส่วนจัดแสดงที่เปิดให้เข้าชมด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น 

จุดเด่นของอาคารนี้คือเพดานกระจก (Glass Ceiling) สไตล์ศตวรรษที่ 19 ในแต่ละชั้นจะมีระเบียงทางเดินที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าสนใจ และจากระเบียงนี้ เรายังมองเห็นส่วนจัดแสดงในบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน และยังมีอีกหลายห้องที่น่าสนใจ เช่น ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ ห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนกโดโด้ 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
หุ่นจำลองนกโดโด้

ภาพในนิตยสารที่จุดประกายให้ผมอยากเข้ามาเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ ก็คือภาพขบวนสัตว์จำลองที่มีชื่อเรียกว่า ‘La caravane des animaux de la savane africaine’ (The Caravan of animals from the African savanna) ประกอบไปด้วยรูปจำลองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์นักล่าชนิดต่างๆ ในทวีปแอฟริกา จัดแสดงอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ เช่น ช้างแอฟริกา ยีราฟ สิงโต วิลเดอบีสต์ ม้าลาย ไฮยีน่า เม่น และเสือชีตาห์ โดยสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะและท่าทางแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวแล้วผมประทับใจกับส่วนจัดแสดงนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนจัดแสดงที่จัดวางได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังอยู่ในบริเวณที่โดดเด่นมากๆ อย่างโถงกลางของอาคาร ประกอบกับการที่บรรดารูปจำลองของสัตว์เหล่านี้มีความเหมือนจริงมาก ชนิดที่ว่าเหมือนได้ยืนกระทบไหล่ หายใจรดต้นคอกับฝูงสัตว์เหล่านี้ในทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกำลังยืนอยู่ในแกลเลอรี่กลางกรุงปารีส แค่ไปยืนใกล้ๆ แล้วลองจินตนาการว่าถ้าจู่ๆ พวกมันเกิดมีชีวิตขึ้นมาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว

หมายเหตุ : เหตุผลที่ผมเรียกสิ่งจัดแสดงชุดนี้ว่า ‘รูปจำลอง’ แทนที่จะใช้คำว่า รูปปั้นหรือสัตว์สตัฟฟ์ เพราะว่าผมยังไม่มีข้อมูลว่าทางแกลเลอรี่ใช้กรรมวิธีอะไรในการสร้างรูปจำลองของสัตว์เหล่านี้ ให้ดูค่อนข้างสมจริงและได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะให้พูดไปเลยว่าเป็นรูปปูนปั้นก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะฟันธงว่าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ขบวนสัตว์จำลอง La caravane des animaux de la savane africaine
ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์

ระหว่างที่ผมและพี่สาวเดินสำรวจภายในแกลเลอรี่ เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ เราสองคนก็เจอกับ ‘ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์’ ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แกลเลอรี่ เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดประตูเรียกแขกเหมือนห้องอื่นๆ แต่เปิดแง้มๆ ไว้เท่านั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยมองลอดเข้าไป จึงรู้ว่าเป็นห้องแสดงสัตว์สตัฟฟ์ (เกือบพลาดไปแล้วเรา) ห้องนี้ตั้งอยู่บริเวณปีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร (จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้น 3) ภายในจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์หลายสิบชนิดที่ยืนนิ่งๆ ในตู้กระจก ค่อนข้างมิดชิดแน่นหนา ไฟสลัวๆ พร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์ที่มองจ้องกลับมาก็แอบทำให้รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ภายในห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์

ในขณะที่เดินชมไปเรื่อยๆ ผมพบกับ ‘สมันสตัฟฟ์’ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของเจ้าสมันตัวนี้มาก่อน เห็นแค่ว่าเป็นกวางตัวหนึ่งที่ดูแปลกตา และถูกจัดวางให้อยู่ในส่วนที่โดดเด่นของห้อง ก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ และมารู้ภายหลัง (อีกแล้ว) ว่า เจ้าสัตว์สตัฟฟ์ตัวนั้นคือสมัน ไม่ใช่กวางทั่วไป และที่สำคัญ ยังเป็นสมันเพียงตัวเดียวในโลกที่ได้รับการสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป และไม่มีใครที่เคยได้เห็นพวกมันตัวเป็นๆ อีกเลย 

พอมานึกย้อนกลับไป ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจดูมันอย่างละเอียดเท่าที่ควร 

หมายเหตุ : สมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกีบคู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rucervus schomburgki มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Schomburgk’s Deer ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของ เซอร์โรเบิร์ต โชมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลแห่งราชสำนักอังกฤษประจำสยาม ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นักวิชาการตะวันตกในสมัยนั้นได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
สมันสตัฟฟ์

นอกจากส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์บกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในชั้นบนแล้ว บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารก็มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร จุดที่น่าสนใจของโซนข้างล่างคือ โครงกระดูกวาฬ รูปจำลองสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เช่น ฉลาม ปลาทูน่า วาฬนาร์วาล ปูและหอยชนิดต่างๆ รวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกมากมาย 

อ้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแกลเลอรี่แห่งนี้ก็คือ การใช้แสง สี เสียง ในการสร้างบรรยายกาศให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ ระหว่างเดินๆ อยู่อาจจะได้ยินเสียงที่เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่า ต่อมาอีก 5 นาทีเราอาจจะได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ไปพร้อมๆ กับแสงและสีของหน้าต่างแปรผันไปตามเสียงที่เราได้ยิน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
การเล่นแสงและสีของหน้าต่างแกลเลอรี่ 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ในแกลเลอรี่แห่งนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็จวนจะถึงเวลาปิดให้เยี่ยมชมแล้ว ผมเดินกลับมาออกด้วยความประทับใจและดีใจ เพราะได้ทำความฝันเล็กๆ ที่เก็บมาตลอดหลายปีให้เป็นความจริง และในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ผมยังจำอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เดินชมภายในแกลเลอรี่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี 

ถ้าหากประเทศไทยมีแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอได้สวยงาม สนุก และน่าสนใจในลักษณะนี้บ้าง ก็คงจะเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความเพลิดเพลิน และความกระหายใคร่รู้ให้กับผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ไม่น้อย 

สองพี่น้องนั่งรถไฟใต้ดินไปเดินชม Grande Galerie de l’Évolution แกลเลอรี่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส

ข้อมูลอ้างอิง 

 www.jardindesplantesdeparis.fr

Francis H. Giles (1937) The Riddle of Cervus Schomburgki. The Journal of Siam Society, Natural History Supplement. Vol. XI., No.1.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดิศรณ์ ง้วนพันธ์

ข้าราชการตัวเล็กๆ สังกัดกระทรวงการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ รักการถ่ายภาพและชอบวาดรูป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load