28 กรกฎาคม 2563
4 K

บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพาหนะของเราเคลื่อนเข้าสู่อาณาเขตของเมืองเก่ามะละกา สถานที่ท่องเที่ยวชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมของประเทศมาเลเซีย จากตึกสูงคุมโทนสีพาสเทลแบบทันสมัย เปลี่ยนเป็นอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส อาคารบางหลังเคลือบด้วยสีแดงสดตัดกันกับประตูและหน้าต่างสีขาว ถนนสายหลักเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อก้าวเท้าลงจากรถแล้วพบกับโบสถ์คริสต์สีแดงสด มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมืองอยู่ตรงเบื้องหน้า บรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้ทราบได้ทันทีว่าเมืองเก่าแห่งนี้ ‘ไม่ธรรมดา’

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

จากตะวันตกสู่ตะวันออก

มะละกา (Melaka) คือเมืองหลวงของรัฐมะละกาที่ตั้งอยู่บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย ตามตำนานเชื่อว่าชื่อ ‘มะละกา’ มีที่มาจากชื่อต้นมะละกา (Melaka tree) หรือที่เราอาจรู้จักว่า ต้นมะขามป้อม (Phyllanthus emblica L.) ที่ตั้งโดยเจ้าชายของสุมาตราครั้นเสด็จประพาสที่นี่ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำออกสู่ทะเลทางช่องแคบมะละกา ทำให้มะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญของมาเลเซียในอดีต ที่เคยทำการค้ากับจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป 

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 16 เมืองมะละกาถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของโปรตุเกส ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองได้ตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ตามด้วยการถูกยึดครองจากอาณานิคมอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 มะละกาได้ถูกจัดให้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซียหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ จึงไม่แปลกที่หลักฐานทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมของเมืองโบราณแห่งนี้ แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว 

บริเวณปากแม่น้ำจึงมีลักษณะของความเป็น ‘เมืองเก่า’ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีบ้านเรือนสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เรียงรายตามซอกซอย มีสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ยังคงอยู่แม้กาลเวลาผ่านไป มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดของบริเวณแห่งนี้ ทำให้เมืองเก่าริมปากแม่น้ำแห่งนี้ถูกจัดให้เป็น ‘เมืองมรดกโลก’ (World Heritage Site) จากองค์การยูเนสโกใน ค.ศ. 2008

เมืองโบราณร่วมสมัย

ถนนสายหลัก Jalan Laksamana ที่แยกตัวออกจากถนนในเขต ‘เมืองใหม่’ ของมะละกาเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่เขต ‘เมืองเก่า’ มีโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์ (Church of St. Francis Xavier) สีขาวตั้งตระหง่านอยู่เป็นลำดับแรก เลียบถนนไปไม่ไกลก็พบว่าตัวเองมาอยู่ที่กลางจัตุรัสดัตช์ (Dutch Square) หรือจัตุรัสแดง (Red Square) ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการเยี่ยมชมเมืองเก่ามะละกาแห่งนี้ 

หันหน้ากลับไปก็จะเจอกับโบสถ์คริสต์แห่งมะละกา (Christ Church Melaka) สีแดงสด ขนาบข้างด้วยอาคารสีแดงเฉดเดียวกัน เปรียบเสมือนศาลาว่าการ (City Hall) ในสมัยที่มะละกาถูกปกครองโดยอาณานิคมดัตช์ แต่ศาลาว่าการแห่งนี้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนที่สอนโดยมิชชันนารีในสมัยการปกครองของอังกฤษ และในปัจจุบันได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ 

ตรงกลางจัสตุรัสมีน้ำพุควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria’s Fountain) ที่สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมของอังกฤษ และไม่ไกลกันมีหอนาฬิกาประจำเมือง (Tan Beng Swee Clock Tower) สร้างโดยชาวจีนผู้อาศัยอยู่ในเมือง ถึงแม้ว่าองค์ประกอบที่อยู่รายรอบจัตุรัสแห่งนี้จะมีที่มาต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วจะเห็นถึงความลงตัวที่เป็นความเฉพาะของมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลัดเลาะมาทางด้านข้างจัตุรัสแดงจะเห็นเป็นทางเดินขึ้นบันไดนำไปสู่เนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งด้านบนเป็นที่ตั้งซากปรักหักพังของโบสถ์เซนต์พอล (St. Paul’s Church) ที่แรกเริ่มโบราณสถานแห่งนี้สร้างในสมัยการยึดครองของโปรตุเกส และตั้งชื่อว่า Nossa Senhora da Annunciada แต่เมื่อถูกยึดครองจากอาณานิคมดัตช์ ชื่อของโบสถ์นี้ก็ถูกเปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบัน 

และโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ใช้งานจนเปลี่ยนเป็นสุสานบุคคลสำคัญในสมัยนั้น เนื่องจากชาวดัตช์ได้สร้างโบสถ์ใหม่ที่จัตุรัสแดงแทน ด้านหน้าโบสถ์เก่าแห่งนี้มีอนุสาวรีย์แกะสลักของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ (St. Francis Xavier) นักบุญคนสำคัญของมะละกา ซึ่งนักบุญรุ่นหลังที่ศรัทธาจึงสร้างโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์เพื่อเป็นอนุสรณ์ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลงบันไดจากเนินเขาอีกด้านหนึ่ง จะเจอกับซากป้อมปราการ (Formosa) ที่สร้างขึ้นสมัยการปกครองของโปรตุเกส ด้านล่างสุดของเนินเขาบรรจบกับถนนที่ตัดผ่านปลายด้านหนึ่งนำไปทาง ‘เมืองใหม่’ ปลายอีกด้านของถนนนำกลับไปสู่จัตุรัสแดงของ ‘เมืองเก่า’ ระหว่างทางกลับไปที่จัสตุรัส จะผ่านพิพิธภัณฑ์ของมะละกา ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมสิ่งมีค่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมืองมะละกา 

ตรงข้ามกันมีหอคอยที่รองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะชมเมืองเก่ามะละกาจากมุมสูง 360 องศา ทำให้ได้บรรยากาศการชมเมืองต่างไปอีกแบบ ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum) ของมะละกาซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างรูปเรือสำเภาจำลองขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนพื้นดินเลียบแม่น้ำมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

กลับไปที่จุดเริ่มต้น ณ จัตุรัสแดง ข้ามถนนและข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาก็จะเข้าสู่ย่านค้าขาย ที่ส่วนใหญ่เป็นของชาวจีนหรือที่เรามักคุ้นหูกันในชื่อ ‘ไชน่าทาวน์’ เป็นตรอกซอกซอยมากมายที่รายล้อมถนนด้วยอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส

ส่วนใหญ่มักเป็นที่อยู่อาศัย บ้างเปิดเป็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือโรงแรม โดยถนนที่ต่อจากสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาเป็นถนนเส้นหลักที่มีนักท่องเที่ยวขวักไขว่มากที่สุด คล้ายกับเป็นศูนย์กลางของไชน่าทาวน์ในมะละกา ชื่อว่า Jalan Hang Jebat หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อ Jonker Street นอกจากนี้ยังมีวัดจีนและมัสยิดแทรกตัวอยู่ในระยะที่ไม่ไกลกัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

สายน้ำกับงานศิลป์

สองฝั่งริมแม่น้ำมะละกาในย่านเมืองเก่าเป็นทางเดินเลียบตลอดแนว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแบบภาพวาดบนฝาผนัง (Street Art) จากฝีแปรงของศิลปินท้องถิ่น ผลงานส่วนใหญ่แสดงออกในเชิงวัฒนธรรม ความกลมกลืนกันของหลายเชื้อชาติ คล้ายกับทุกภาพมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นของตัวเอง

ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินตามล่าถ่ายรูปของรูปวาดบนผนัง เพื่อสะสมเป็นคอลเลกชันภาพถ่ายที่คล้ายคลึงกับงานศิลปะฝาผนังที่จอร์จทาวน์ (George Town) บนเกาะปีนัง ทำให้การเดินเล่นริมแม่น้ำมีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเจองานภาพวาดฝาผนังอะไรในซอยเล็กๆ ด้านหน้า 

บางภาพวาดเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อยู่ตัวละครในฝาผนัง หรือจะเรียกว่าภาพวาดฝาผนังแบบสามมิติ อีกทางเลือกของการเยี่ยมชมสองข้างทางแม่น้ำมะละกาก็คือ การโดยสารเรือนำเที่ยว ซึ่งจะพานักท่องเที่ยวล่องไปตามแม่น้ำมะละกาที่ไหลผ่ากลางบริเวณเมืองเก่า ทำให้ได้บรรยากาศการเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

แสงไฟยามค่ำคืน

สลับมาบรรยากาศยามค่ำคืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงกลางวัน แต่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นมรดกโลกได้อย่างเต็มที่ แสงแดดที่ร้อนอบอ้าวกลายเป็นลมพัดเย็นสบายเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากทะเล ร้านค้าที่เคยคึกครื้นกลางวันส่วนใหญ่ปิดตัวลง บ้านเรือนริมสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเริ่มเปล่งแสงสว่างหลากหลายสี ราวกับมีงานเทศกาลตลอดแนวแม่น้ำ 

ร้านอาหารกลางคืนเริ่มกางโต๊ะ ตั้งเก้าอี้ ริมทางเท้าเลียบแม่น้ำ ทำให้บรรยากาศของอาหารริมทางถูกยกระดับขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว บางร้านมีการประดับเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศมื้ออาหารเย็นของหลายคนๆ ให้เกิดความ ‘สมบูรณ์แบบ’ มากขึ้น เมื่อกลับไปดูแสงไฟกลางจัตุรัสแดง ก็จะพบว่าการมีสีแดงของอาคารโดยรอบตัดกับแสงไฟประดับสีเหลืองนวลนั้น ทำให้บรรยากาศรอบตัวดีขึ้นไปยิ่งกว่ากลางวัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

การเดินทางโดยรถบัสเพียง 2 ชั่วโมงจากสถานีขนส่ง TBS (Terminal Bersepadu Selatan) ในกัวลาลัมเปอร์ถือเป็นการเดินทางที่ง่ายดายและสะดวกสบาย มีรถประจำทางออกเดินทางไปยังสถานีขนส่งมะละกา (Melaka Sentral Bus Terminal) ทุกชั่วโมง และต่อรถประจำทางหรือแท็กซี่มาลงที่จัตุรัสแดงโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แผนการเดินทางจัดแบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าหากมีเวลา อยากจะสัมผัสเมืองเก่าทั้งกลางวันและยามค่ำคืน การมานอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำมะละกาสักครั้งหนึ่ง แล้วตื่นเช้ามารับประทานติ่มซำหรือโรตีกับกาแฟร้อนสไตล์มาเลเซีย ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอย่างหนึ่งในชีวิต

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

จิรัฐิ สัตถาพร

ผู้เชื่อว่าตัวเองคือนักเดินทางและช่างภาพ ที่มักจะหนีจากห้องทำงานไปเช็กอินอยู่ตามต่างจังหวัดและต่างประเทศบ่อยครั้ง มีความฝันอยากเป็นนักเขียนเล่าเรื่องการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load