28 กรกฎาคม 2563
2 K

บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพาหนะของเราเคลื่อนเข้าสู่อาณาเขตของเมืองเก่ามะละกา สถานที่ท่องเที่ยวชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมของประเทศมาเลเซีย จากตึกสูงคุมโทนสีพาสเทลแบบทันสมัย เปลี่ยนเป็นอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส อาคารบางหลังเคลือบด้วยสีแดงสดตัดกันกับประตูและหน้าต่างสีขาว ถนนสายหลักเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อก้าวเท้าลงจากรถแล้วพบกับโบสถ์คริสต์สีแดงสด มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมืองอยู่ตรงเบื้องหน้า บรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้ทราบได้ทันทีว่าเมืองเก่าแห่งนี้ ‘ไม่ธรรมดา’

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

จากตะวันตกสู่ตะวันออก

มะละกา (Melaka) คือเมืองหลวงของรัฐมะละกาที่ตั้งอยู่บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย ตามตำนานเชื่อว่าชื่อ ‘มะละกา’ มีที่มาจากชื่อต้นมะละกา (Melaka tree) หรือที่เราอาจรู้จักว่า ต้นมะขามป้อม (Phyllanthus emblica L.) ที่ตั้งโดยเจ้าชายของสุมาตราครั้นเสด็จประพาสที่นี่ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำออกสู่ทะเลทางช่องแคบมะละกา ทำให้มะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญของมาเลเซียในอดีต ที่เคยทำการค้ากับจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป 

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 16 เมืองมะละกาถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของโปรตุเกส ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองได้ตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ตามด้วยการถูกยึดครองจากอาณานิคมอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 มะละกาได้ถูกจัดให้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซียหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ จึงไม่แปลกที่หลักฐานทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมของเมืองโบราณแห่งนี้ แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว 

บริเวณปากแม่น้ำจึงมีลักษณะของความเป็น ‘เมืองเก่า’ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีบ้านเรือนสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เรียงรายตามซอกซอย มีสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ยังคงอยู่แม้กาลเวลาผ่านไป มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดของบริเวณแห่งนี้ ทำให้เมืองเก่าริมปากแม่น้ำแห่งนี้ถูกจัดให้เป็น ‘เมืองมรดกโลก’ (World Heritage Site) จากองค์การยูเนสโกใน ค.ศ. 2008

เมืองโบราณร่วมสมัย

ถนนสายหลัก Jalan Laksamana ที่แยกตัวออกจากถนนในเขต ‘เมืองใหม่’ ของมะละกาเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่เขต ‘เมืองเก่า’ มีโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์ (Church of St. Francis Xavier) สีขาวตั้งตระหง่านอยู่เป็นลำดับแรก เลียบถนนไปไม่ไกลก็พบว่าตัวเองมาอยู่ที่กลางจัตุรัสดัตช์ (Dutch Square) หรือจัตุรัสแดง (Red Square) ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการเยี่ยมชมเมืองเก่ามะละกาแห่งนี้ 

หันหน้ากลับไปก็จะเจอกับโบสถ์คริสต์แห่งมะละกา (Christ Church Melaka) สีแดงสด ขนาบข้างด้วยอาคารสีแดงเฉดเดียวกัน เปรียบเสมือนศาลาว่าการ (City Hall) ในสมัยที่มะละกาถูกปกครองโดยอาณานิคมดัตช์ แต่ศาลาว่าการแห่งนี้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนที่สอนโดยมิชชันนารีในสมัยการปกครองของอังกฤษ และในปัจจุบันได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ 

ตรงกลางจัสตุรัสมีน้ำพุควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria’s Fountain) ที่สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมของอังกฤษ และไม่ไกลกันมีหอนาฬิกาประจำเมือง (Tan Beng Swee Clock Tower) สร้างโดยชาวจีนผู้อาศัยอยู่ในเมือง ถึงแม้ว่าองค์ประกอบที่อยู่รายรอบจัตุรัสแห่งนี้จะมีที่มาต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วจะเห็นถึงความลงตัวที่เป็นความเฉพาะของมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลัดเลาะมาทางด้านข้างจัตุรัสแดงจะเห็นเป็นทางเดินขึ้นบันไดนำไปสู่เนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งด้านบนเป็นที่ตั้งซากปรักหักพังของโบสถ์เซนต์พอล (St. Paul’s Church) ที่แรกเริ่มโบราณสถานแห่งนี้สร้างในสมัยการยึดครองของโปรตุเกส และตั้งชื่อว่า Nossa Senhora da Annunciada แต่เมื่อถูกยึดครองจากอาณานิคมดัตช์ ชื่อของโบสถ์นี้ก็ถูกเปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบัน 

และโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ใช้งานจนเปลี่ยนเป็นสุสานบุคคลสำคัญในสมัยนั้น เนื่องจากชาวดัตช์ได้สร้างโบสถ์ใหม่ที่จัตุรัสแดงแทน ด้านหน้าโบสถ์เก่าแห่งนี้มีอนุสาวรีย์แกะสลักของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ (St. Francis Xavier) นักบุญคนสำคัญของมะละกา ซึ่งนักบุญรุ่นหลังที่ศรัทธาจึงสร้างโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์เพื่อเป็นอนุสรณ์ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลงบันไดจากเนินเขาอีกด้านหนึ่ง จะเจอกับซากป้อมปราการ (Formosa) ที่สร้างขึ้นสมัยการปกครองของโปรตุเกส ด้านล่างสุดของเนินเขาบรรจบกับถนนที่ตัดผ่านปลายด้านหนึ่งนำไปทาง ‘เมืองใหม่’ ปลายอีกด้านของถนนนำกลับไปสู่จัตุรัสแดงของ ‘เมืองเก่า’ ระหว่างทางกลับไปที่จัสตุรัส จะผ่านพิพิธภัณฑ์ของมะละกา ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมสิ่งมีค่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมืองมะละกา 

ตรงข้ามกันมีหอคอยที่รองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะชมเมืองเก่ามะละกาจากมุมสูง 360 องศา ทำให้ได้บรรยากาศการชมเมืองต่างไปอีกแบบ ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum) ของมะละกาซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างรูปเรือสำเภาจำลองขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนพื้นดินเลียบแม่น้ำมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

กลับไปที่จุดเริ่มต้น ณ จัตุรัสแดง ข้ามถนนและข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาก็จะเข้าสู่ย่านค้าขาย ที่ส่วนใหญ่เป็นของชาวจีนหรือที่เรามักคุ้นหูกันในชื่อ ‘ไชน่าทาวน์’ เป็นตรอกซอกซอยมากมายที่รายล้อมถนนด้วยอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส

ส่วนใหญ่มักเป็นที่อยู่อาศัย บ้างเปิดเป็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือโรงแรม โดยถนนที่ต่อจากสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาเป็นถนนเส้นหลักที่มีนักท่องเที่ยวขวักไขว่มากที่สุด คล้ายกับเป็นศูนย์กลางของไชน่าทาวน์ในมะละกา ชื่อว่า Jalan Hang Jebat หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อ Jonker Street นอกจากนี้ยังมีวัดจีนและมัสยิดแทรกตัวอยู่ในระยะที่ไม่ไกลกัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

สายน้ำกับงานศิลป์

สองฝั่งริมแม่น้ำมะละกาในย่านเมืองเก่าเป็นทางเดินเลียบตลอดแนว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแบบภาพวาดบนฝาผนัง (Street Art) จากฝีแปรงของศิลปินท้องถิ่น ผลงานส่วนใหญ่แสดงออกในเชิงวัฒนธรรม ความกลมกลืนกันของหลายเชื้อชาติ คล้ายกับทุกภาพมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นของตัวเอง

ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินตามล่าถ่ายรูปของรูปวาดบนผนัง เพื่อสะสมเป็นคอลเลกชันภาพถ่ายที่คล้ายคลึงกับงานศิลปะฝาผนังที่จอร์จทาวน์ (George Town) บนเกาะปีนัง ทำให้การเดินเล่นริมแม่น้ำมีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเจองานภาพวาดฝาผนังอะไรในซอยเล็กๆ ด้านหน้า 

บางภาพวาดเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อยู่ตัวละครในฝาผนัง หรือจะเรียกว่าภาพวาดฝาผนังแบบสามมิติ อีกทางเลือกของการเยี่ยมชมสองข้างทางแม่น้ำมะละกาก็คือ การโดยสารเรือนำเที่ยว ซึ่งจะพานักท่องเที่ยวล่องไปตามแม่น้ำมะละกาที่ไหลผ่ากลางบริเวณเมืองเก่า ทำให้ได้บรรยากาศการเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

แสงไฟยามค่ำคืน

สลับมาบรรยากาศยามค่ำคืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงกลางวัน แต่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นมรดกโลกได้อย่างเต็มที่ แสงแดดที่ร้อนอบอ้าวกลายเป็นลมพัดเย็นสบายเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากทะเล ร้านค้าที่เคยคึกครื้นกลางวันส่วนใหญ่ปิดตัวลง บ้านเรือนริมสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเริ่มเปล่งแสงสว่างหลากหลายสี ราวกับมีงานเทศกาลตลอดแนวแม่น้ำ 

ร้านอาหารกลางคืนเริ่มกางโต๊ะ ตั้งเก้าอี้ ริมทางเท้าเลียบแม่น้ำ ทำให้บรรยากาศของอาหารริมทางถูกยกระดับขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว บางร้านมีการประดับเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศมื้ออาหารเย็นของหลายคนๆ ให้เกิดความ ‘สมบูรณ์แบบ’ มากขึ้น เมื่อกลับไปดูแสงไฟกลางจัตุรัสแดง ก็จะพบว่าการมีสีแดงของอาคารโดยรอบตัดกับแสงไฟประดับสีเหลืองนวลนั้น ทำให้บรรยากาศรอบตัวดีขึ้นไปยิ่งกว่ากลางวัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

การเดินทางโดยรถบัสเพียง 2 ชั่วโมงจากสถานีขนส่ง TBS (Terminal Bersepadu Selatan) ในกัวลาลัมเปอร์ถือเป็นการเดินทางที่ง่ายดายและสะดวกสบาย มีรถประจำทางออกเดินทางไปยังสถานีขนส่งมะละกา (Melaka Sentral Bus Terminal) ทุกชั่วโมง และต่อรถประจำทางหรือแท็กซี่มาลงที่จัตุรัสแดงโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แผนการเดินทางจัดแบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าหากมีเวลา อยากจะสัมผัสเมืองเก่าทั้งกลางวันและยามค่ำคืน การมานอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำมะละกาสักครั้งหนึ่ง แล้วตื่นเช้ามารับประทานติ่มซำหรือโรตีกับกาแฟร้อนสไตล์มาเลเซีย ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอย่างหนึ่งในชีวิต

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

28 กรกฎาคม 2563
2 K

บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพาหนะของเราเคลื่อนเข้าสู่อาณาเขตของเมืองเก่ามะละกา สถานที่ท่องเที่ยวชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมของประเทศมาเลเซีย จากตึกสูงคุมโทนสีพาสเทลแบบทันสมัย เปลี่ยนเป็นอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส อาคารบางหลังเคลือบด้วยสีแดงสดตัดกันกับประตูและหน้าต่างสีขาว ถนนสายหลักเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อก้าวเท้าลงจากรถแล้วพบกับโบสถ์คริสต์สีแดงสด มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมืองอยู่ตรงเบื้องหน้า บรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้ทราบได้ทันทีว่าเมืองเก่าแห่งนี้ ‘ไม่ธรรมดา’

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

จากตะวันตกสู่ตะวันออก

มะละกา (Melaka) คือเมืองหลวงของรัฐมะละกาที่ตั้งอยู่บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย ตามตำนานเชื่อว่าชื่อ ‘มะละกา’ มีที่มาจากชื่อต้นมะละกา (Melaka tree) หรือที่เราอาจรู้จักว่า ต้นมะขามป้อม (Phyllanthus emblica L.) ที่ตั้งโดยเจ้าชายของสุมาตราครั้นเสด็จประพาสที่นี่ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำออกสู่ทะเลทางช่องแคบมะละกา ทำให้มะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญของมาเลเซียในอดีต ที่เคยทำการค้ากับจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป 

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 16 เมืองมะละกาถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของโปรตุเกส ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองได้ตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ตามด้วยการถูกยึดครองจากอาณานิคมอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 มะละกาได้ถูกจัดให้เป็นรัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซียหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ จึงไม่แปลกที่หลักฐานทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมของเมืองโบราณแห่งนี้ แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว 

บริเวณปากแม่น้ำจึงมีลักษณะของความเป็น ‘เมืองเก่า’ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีบ้านเรือนสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เรียงรายตามซอกซอย มีสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในสมัยอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ยังคงอยู่แม้กาลเวลาผ่านไป มีแม่น้ำมะละกาผ่านกลางเมือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดของบริเวณแห่งนี้ ทำให้เมืองเก่าริมปากแม่น้ำแห่งนี้ถูกจัดให้เป็น ‘เมืองมรดกโลก’ (World Heritage Site) จากองค์การยูเนสโกใน ค.ศ. 2008

เมืองโบราณร่วมสมัย

ถนนสายหลัก Jalan Laksamana ที่แยกตัวออกจากถนนในเขต ‘เมืองใหม่’ ของมะละกาเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่เขต ‘เมืองเก่า’ มีโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์ (Church of St. Francis Xavier) สีขาวตั้งตระหง่านอยู่เป็นลำดับแรก เลียบถนนไปไม่ไกลก็พบว่าตัวเองมาอยู่ที่กลางจัตุรัสดัตช์ (Dutch Square) หรือจัตุรัสแดง (Red Square) ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการเยี่ยมชมเมืองเก่ามะละกาแห่งนี้ 

หันหน้ากลับไปก็จะเจอกับโบสถ์คริสต์แห่งมะละกา (Christ Church Melaka) สีแดงสด ขนาบข้างด้วยอาคารสีแดงเฉดเดียวกัน เปรียบเสมือนศาลาว่าการ (City Hall) ในสมัยที่มะละกาถูกปกครองโดยอาณานิคมดัตช์ แต่ศาลาว่าการแห่งนี้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนที่สอนโดยมิชชันนารีในสมัยการปกครองของอังกฤษ และในปัจจุบันได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ 

ตรงกลางจัสตุรัสมีน้ำพุควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria’s Fountain) ที่สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมของอังกฤษ และไม่ไกลกันมีหอนาฬิกาประจำเมือง (Tan Beng Swee Clock Tower) สร้างโดยชาวจีนผู้อาศัยอยู่ในเมือง ถึงแม้ว่าองค์ประกอบที่อยู่รายรอบจัตุรัสแห่งนี้จะมีที่มาต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วจะเห็นถึงความลงตัวที่เป็นความเฉพาะของมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลัดเลาะมาทางด้านข้างจัตุรัสแดงจะเห็นเป็นทางเดินขึ้นบันไดนำไปสู่เนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งด้านบนเป็นที่ตั้งซากปรักหักพังของโบสถ์เซนต์พอล (St. Paul’s Church) ที่แรกเริ่มโบราณสถานแห่งนี้สร้างในสมัยการยึดครองของโปรตุเกส และตั้งชื่อว่า Nossa Senhora da Annunciada แต่เมื่อถูกยึดครองจากอาณานิคมดัตช์ ชื่อของโบสถ์นี้ก็ถูกเปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบัน 

และโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ใช้งานจนเปลี่ยนเป็นสุสานบุคคลสำคัญในสมัยนั้น เนื่องจากชาวดัตช์ได้สร้างโบสถ์ใหม่ที่จัตุรัสแดงแทน ด้านหน้าโบสถ์เก่าแห่งนี้มีอนุสาวรีย์แกะสลักของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ (St. Francis Xavier) นักบุญคนสำคัญของมะละกา ซึ่งนักบุญรุ่นหลังที่ศรัทธาจึงสร้างโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์เพื่อเป็นอนุสรณ์ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ลงบันไดจากเนินเขาอีกด้านหนึ่ง จะเจอกับซากป้อมปราการ (Formosa) ที่สร้างขึ้นสมัยการปกครองของโปรตุเกส ด้านล่างสุดของเนินเขาบรรจบกับถนนที่ตัดผ่านปลายด้านหนึ่งนำไปทาง ‘เมืองใหม่’ ปลายอีกด้านของถนนนำกลับไปสู่จัตุรัสแดงของ ‘เมืองเก่า’ ระหว่างทางกลับไปที่จัสตุรัส จะผ่านพิพิธภัณฑ์ของมะละกา ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมสิ่งมีค่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับเมืองมะละกา 

ตรงข้ามกันมีหอคอยที่รองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะชมเมืองเก่ามะละกาจากมุมสูง 360 องศา ทำให้ได้บรรยากาศการชมเมืองต่างไปอีกแบบ ใกล้ๆ กันมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum) ของมะละกาซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างรูปเรือสำเภาจำลองขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนพื้นดินเลียบแม่น้ำมะละกา

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

กลับไปที่จุดเริ่มต้น ณ จัตุรัสแดง ข้ามถนนและข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาก็จะเข้าสู่ย่านค้าขาย ที่ส่วนใหญ่เป็นของชาวจีนหรือที่เรามักคุ้นหูกันในชื่อ ‘ไชน่าทาวน์’ เป็นตรอกซอกซอยมากมายที่รายล้อมถนนด้วยอาคารทรงชิโน-โปรตุกีส

ส่วนใหญ่มักเป็นที่อยู่อาศัย บ้างเปิดเป็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือโรงแรม โดยถนนที่ต่อจากสะพานข้ามแม่น้ำมะละกาเป็นถนนเส้นหลักที่มีนักท่องเที่ยวขวักไขว่มากที่สุด คล้ายกับเป็นศูนย์กลางของไชน่าทาวน์ในมะละกา ชื่อว่า Jalan Hang Jebat หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อ Jonker Street นอกจากนี้ยังมีวัดจีนและมัสยิดแทรกตัวอยู่ในระยะที่ไม่ไกลกัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

สายน้ำกับงานศิลป์

สองฝั่งริมแม่น้ำมะละกาในย่านเมืองเก่าเป็นทางเดินเลียบตลอดแนว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแบบภาพวาดบนฝาผนัง (Street Art) จากฝีแปรงของศิลปินท้องถิ่น ผลงานส่วนใหญ่แสดงออกในเชิงวัฒนธรรม ความกลมกลืนกันของหลายเชื้อชาติ คล้ายกับทุกภาพมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นของตัวเอง

ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินตามล่าถ่ายรูปของรูปวาดบนผนัง เพื่อสะสมเป็นคอลเลกชันภาพถ่ายที่คล้ายคลึงกับงานศิลปะฝาผนังที่จอร์จทาวน์ (George Town) บนเกาะปีนัง ทำให้การเดินเล่นริมแม่น้ำมีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเจองานภาพวาดฝาผนังอะไรในซอยเล็กๆ ด้านหน้า 

บางภาพวาดเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อยู่ตัวละครในฝาผนัง หรือจะเรียกว่าภาพวาดฝาผนังแบบสามมิติ อีกทางเลือกของการเยี่ยมชมสองข้างทางแม่น้ำมะละกาก็คือ การโดยสารเรือนำเที่ยว ซึ่งจะพานักท่องเที่ยวล่องไปตามแม่น้ำมะละกาที่ไหลผ่ากลางบริเวณเมืองเก่า ทำให้ได้บรรยากาศการเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

แสงไฟยามค่ำคืน

สลับมาบรรยากาศยามค่ำคืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงกลางวัน แต่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นมรดกโลกได้อย่างเต็มที่ แสงแดดที่ร้อนอบอ้าวกลายเป็นลมพัดเย็นสบายเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากทะเล ร้านค้าที่เคยคึกครื้นกลางวันส่วนใหญ่ปิดตัวลง บ้านเรือนริมสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเริ่มเปล่งแสงสว่างหลากหลายสี ราวกับมีงานเทศกาลตลอดแนวแม่น้ำ 

ร้านอาหารกลางคืนเริ่มกางโต๊ะ ตั้งเก้าอี้ ริมทางเท้าเลียบแม่น้ำ ทำให้บรรยากาศของอาหารริมทางถูกยกระดับขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว บางร้านมีการประดับเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศมื้ออาหารเย็นของหลายคนๆ ให้เกิดความ ‘สมบูรณ์แบบ’ มากขึ้น เมื่อกลับไปดูแสงไฟกลางจัตุรัสแดง ก็จะพบว่าการมีสีแดงของอาคารโดยรอบตัดกับแสงไฟประดับสีเหลืองนวลนั้น ทำให้บรรยากาศรอบตัวดีขึ้นไปยิ่งกว่ากลางวัน

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม
มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

การเดินทางโดยรถบัสเพียง 2 ชั่วโมงจากสถานีขนส่ง TBS (Terminal Bersepadu Selatan) ในกัวลาลัมเปอร์ถือเป็นการเดินทางที่ง่ายดายและสะดวกสบาย มีรถประจำทางออกเดินทางไปยังสถานีขนส่งมะละกา (Melaka Sentral Bus Terminal) ทุกชั่วโมง และต่อรถประจำทางหรือแท็กซี่มาลงที่จัตุรัสแดงโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แผนการเดินทางจัดแบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าหากมีเวลา อยากจะสัมผัสเมืองเก่าทั้งกลางวันและยามค่ำคืน การมานอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำมะละกาสักครั้งหนึ่ง แล้วตื่นเช้ามารับประทานติ่มซำหรือโรตีกับกาแฟร้อนสไตล์มาเลเซีย ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอย่างหนึ่งในชีวิต

มะละกา มาเลเซีย, นอนดูวิถีชีวิตคนดั้งเดิมริมแม่น้ำเมืองเก่ามะละกา และเดินชมสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จิรัฐิ สัตถาพร

ผู้เชื่อว่าตัวเองคือนักเดินทางและช่างภาพ ที่มักจะหนีจากห้องทำงานไปเช็กอินอยู่ตามต่างจังหวัดและต่างประเทศบ่อยครั้ง มีความฝันอยากเป็นนักเขียนเล่าเรื่องการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 มิถุนายน 2564
215

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

5 มิถุนายน 2564
215

เพื่อเป็นการงาน CSD (Christopher Street Day) Frankfurt 2020 เป็นขบวนพาเหรดที่จัดปีละครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศ บางประเทศเรียกว่า Pride Parade หรือ Pride March งานนี้จัดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีที่แล้ว ควบคู่กับงานเสวนาออนไลน์ พิเศษตรงรูปแบบของขบวนพาเหรดที่เป็น Auto-Demo ภาษาเยอรมัน แปลว่า Car Demonstration Parade (ขบวนพาเหรดรถยนต์) เราเพิ่งรู้จักกับการจัดขบวนพาเหรดแบบนี้เป็นครั้งแรกที่นี่

ช่วงที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งแรก ก็มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เพื่อวางแผนมาตรการเฝ้าระวัง ในตอนนั้นทางรัฐบาลมีข้อกำหนดเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเข้มงวด เพื่อลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การเดินประท้วงแบบปกติจึงต้องงดเว้นไป แต่ทางการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้ โดยจะต้องมีผู้โดยสารคันละไม่เกิน 2 คน จึงทำให้เราได้เห็นการประท้วงแบบ Auto-Demo นี้แทนการเดินถนน

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ผู้จัดต้องการให้มีพาเหรดนี้เกิดขึ้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาด ก็เลยนำไอเดีย Auto-Demo มาใช้กับงานพาเหรดในปีนี้เช่นกัน ในขบวนมีทั้งผู้สนับสนุนจากเมือง Frankfurt และเมืองใกล้เคียง เช่น Offenbach และ Wiesbaden มาร่วมด้วย ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ Romerberg ลานกว้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Frankfurt โชคดีที่ในวันงาน สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว ทางการอนุญาตให้เดินขบวนและชุมนุมได้ 

โดยยังแนะนำให้มีการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง 1.5 เมตรอยู่ 

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ+

ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังผู้นำการจัดงานพูดแนะนำงานและความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศ ก่อนที่จะเริ่มขบวน Auto-Demo ซึ่งผู้ร่วมขบวนและรถยนต์ทั้งหมดได้จอดรอเรียบร้อยแล้ว บนถนนริมแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก

เมื่อถึงเวลา ทุกคนเดินไปขึ้นรถของตัวเองและรอสัญญาณจากทีมงาน ก่อนจะเริ่มขับออกไปพร้อมกับโบกธง Pride Flag ให้กับผู้คนรอบข้าง ทั้งขบวนมีรถประมาณ 20 – 30 คัน แต่ละคันมาจากองค์กรและหน่วยงานอิสระมากมาย รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล บางส่วนก็เป็นผู้ร่วมขบวนที่เดินเป็นหน้ากระดานทั้งระหว่างขบวนและท้ายขบวน

ในความรู้สึกของเราถือเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ และรณรงค์ได้ด้วยมาตรการความปลอดภัย ในขบวนพาเหรดครั้งนี้ เราได้เห็นข้อความที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เรื่อง Artikel 3 หรือกฎหมายมาตราที่ 3 

เมื่อได้อ่านดู ก็พบว่ามีใจความสำคัญเรื่องความเท่าเทียม มีประโยคขึ้นต้นมาตราว่า

“All persons shall be equal before the law.”

เดินขบวนทิพย์ในงานขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เนื้อหาในกฎหมายมาตรานี้ยังพูดถึงสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง รัฐมีหน้าที่กำจัดความไม่เท่าเทียมใดก็ตามที่เกิดขึ้น ยังกล่าวด้วยว่า บุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความลำเอียง เพราะเพศ การมีลูก ชาติพันธุ์ ภาษา ถิ่นกำเนิด เชื้อสาย ความเชื่อ หรือความคิดเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาและการเมือง และบุคคลไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเพราะมีความพิการ

(ข้อมูลอ้างอิง: https://www.bundesregierung.de/breg-en/chancellor/basic-law-470510)

ในฐานะผู้หญิงตรงเพศที่แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นผู้ชายตรงเพศเช่นกัน เราจินตนาการไม่ได้เลยว่า ความไม่เท่าเทียมที่ชาว LGBTQ+ ต้องแบกรับนั้นนักหนาขนาดไหน แม้ว่าประเทศเยอรมนีจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีกฎหมายคุ้มครอง และผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนมาก แต่ในความเป็นจริง ชาว LGBTQ+ ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน 

ตราบใดที่ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคม การรณรงค์นี้ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

นอกจากมาตราที่ 3 ที่เป็นกฎหมายพื้นฐานแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม คู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนสมรสได้ และอุปการะบุตรบุญธรรมได้ด้วย เราได้เห็นครอบครัว LGBTQ+ ที่นี่กับลูกๆ หลายครั้ง และรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง เราเชื่อว่าความรักที่ดีมาจากคนสองคนที่รักและเคารพกันในฐานะคนที่เท่าเทียม และความรักที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งและทำให้สังคมมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

เราหวังว่าจะมีวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและกฎหมายความเท่าเทียมพื้นฐานเช่นกัน

สำหรับปีนี้งาน CSD Frankfurt 2021 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2021 รูปแบบงานจะกลับมาเป็นขบวนพาเหรดเดินเท้า พร้อมกิจกรรม Mini-CSD ที่จะจัดขึ้นอีกครั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ติดตามรายละเอียดที่ : https://csd-frankfurt.de

เดินขบวนทิพย์ในงาน CSD Frankfurt ขบวนพาเหรดรถยนต์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วรรณิดา กสิวงศ์

เวดดิ้งแพลนเนอร์ @wondersweddings ชอบหนังสือ ช็อกโกแลตร้อน และดอกไม้ ใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load