“พี่รู้ไหม นักท่องเที่ยวคนไทยหลายคนนึกภาพฝันว่า ข้างบนเขาที่มีดอกบัวผุด หน้าตาจะเป็นอย่างไร”

แอ๊ด คนนำทางพื้นเมืองเอ่ยปากกับผม ก่อนเริ่มต้นเดินขึ้นเขา

“พวกเขาคิดว่าเป็นอย่างไรครับ”

“พวกเขาคิดว่า ข้างบนโน้นน่าจะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ แล้วมีบัวสวยงามขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บัวผุด ลอยเด่นอยู่กลางสระราวสรวงสวรรค์ แต่พอได้เห็นของจริงก็บอกว่า แค่นี้เหรอ”

ผมอมยิ้มกับจินตนาการสุดบรรเจิดของนักท่องเที่ยวเหล่านี้

ตามหา ‘บัวผุด’ ดอกไม้ยักษ์ที่ทั้งสวย เหม็น และเป็นสุดยอดปรสิตระดับเซียนในเมืองไทย

ความฝันประการหนึ่งของนักท่องธรรมชาติทั่วโลก คือได้มีโอกาสมาเห็นบัวผุด (Rafflesia kerrii) ดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่กระจายพันธุ์เฉพาะในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของประเทศไทย แหลมมลายู และอินโดนีเซีย 

อุทยานแห่งชาติเขาสก คือที่หมายตาของนักธรรมชาติวิทยาทั่วโลกที่อยากมาดูดอกไม้ชนิดนี้ในประเทศไทย กลางเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 พวกเราขับรถรวดเดียวจากกรุงเทพฯ เข้ามาในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสก เมื่อมีคนส่งข่าวว่าบัวผุดกำลังออกดอกแล้ว

เขาสกเป็นผืนป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ทางภาคใต้ ได้รับฉายาว่าเป็น ‘ขุนเขาแห่งป่าฝน’ ครอบคลุมป่าคลองหยีและคลองพระแสง อำเภอพนมและอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่ประมาณ 463,131 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาขึ้นสลับซับซ้อน และมีแนวหน้าผาสูงชัน ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติงดงาม และเป็นป่าแหล่งอาศัยของสัตว์ป่ากว่า 415 ชนิด มีสัตว์ป่าสงวนถึง 4 ชนิด คือ เก้งหม้อ เลียงผา สมเสร็จ และแมวลายหินอ่อน

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้เกิดโครงการสร้างเขื่อนรัชชประภาหรือเขื่อนเชี่ยวหลานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้พื้นป่าเขาสกนับแสนไร่ต้องจมน้ำกลายเป็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน และได้เกิดโครงการอพยพสัตว์ป่าขึ้นครั้งแรกในประเทศ โดยมีคุณสืบ นาคะเสถียร เป็นหัวหน้าโครงการ ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า มีการช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ตกค้างตามเกาะในอ่างเก็บน้ำได้นับพันชีวิต 

และต่อมา คุณสืบได้เขียนงานวิจัยออกมาเผยแพร่ว่า โครงการอพยพสัตว์ป่าประสบความล้มเหลว เพราะไม่สามารถช่วยสัตว์ป่าได้สัตว์ป่าเหล่านั้นได้ จากความอ่อนแอ ความอดอยาก และหลายตัวที่รอดชีวิตก็ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ไม่ได้ จนในที่สุดก็ล้มตายจนหมดสิ้น การสร้างเขื่อนคือต้นเหตุแห่งการทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในป่าโดยสิ้นเชิง 

ระหว่างทางเข้าอุทยานเขาสก เราสังเกตเห็นว่า รีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกนับร้อยแห่งปิดตัวเองราวกับเมืองร้าง เพราะผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเลย

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบริเวณนี้ล้วนพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้รักการผจญภัยในธรรมชาติ ขึ้นเขา เดินป่า ล่องแก่ง ขณะที่นักท่องเที่ยวคนไทยไม่ค่อยมา แต่นิยมไปล่องเรืออ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน ดูความงดงามของน้ำตก หน้าผา ถ้ำ และทิวทัศน์เทือกเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่านเหนือผืนน้ำอ่างเก็บน้ำ จนได้รับฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย

“จะว่าไปแล้ว คนไทยชอบเที่ยวอะไรสบายๆ ไม่ต้องลำบากในการเดินมาก อ่างเก็บน้ำจึงตอบโจทย์มากกว่า การเดินป่าเขาสกที่ต้องอาศัยการเดินเท้า” ไกด์คนเดิมบอกกับเรา

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากมารายงานตัวลงทะเบียนคนเข้าพื้นที่หน้าที่ทำการอุทยานแล้ว เรามุ่งหน้าเดินขึ้นเขาสูงชันรวดเดียว แทบจะไม่มีพื้นราบให้เดิน ผ่านป่าไผ่ ผ่านป่าดิบเขาเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงอย่างทุลักทุเล ราวกับธรรมชาติกำลังสอนเราว่า ก่อนจะสัมผัสกับความมหัศจรรย์แห่งชีวิตเบื้องบน เราจะผ่านบททดสอบอันเหนื่อยยากได้ไหม

ขณะที่เรากำลังดื่มน้ำดับกระหาย แอ๊ดกวักมือชี้ให้เราดูก้อนสีน้ำตาลแดงขนาดใหญ่คล้ายหม้อบนพื้นดิน เมื่อเดินเข้าไปใกล้ หัวใจก็เต้นเร่าด้วยความดีใจ เมื่อเห็นดอกบัวผุดปรากฏขึ้นต่อหน้าจริงๆ แต่เป็นดอกตูมๆ ยังไม่บาน

ตามหา ‘บัวผุด’ ดอกไม้ยักษ์ที่ทั้งสวย เหม็น และเป็นสุดยอดปรสิตระดับเซียนในเมืองไทย

“ใจเย็นครับ ด้านหน้าคงจะมีดอกบานให้เห็นแน่นอน”

เห็นดอกใหญ่ขนาดนี้ แต่น่าแปลกตรงที่เราไม่เห็นใบ รากหรือลำต้นของบัวผุดเลย เพราะบัวผุดจัดว่าเป็นพืชกาฝากขนาดใหญ่ ไม่ต้องมีราก ลำต้น หรือใบสังเคราะห์แสง แต่เจริญงอกงามอยู่บนลำต้นของเถาไม้วงศ์องุ่นป่า ที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ย่านไก่ต้ม’ 

ดอกตูมเหล่านี้ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะบานออกมาเต็มที่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

เราเดินต่อไปอีกไม่ไกล หัวใจก็เต้นแรงอีกครั้ง เมื่อเห็นดอกบัวผุดบานอยู่บนพื้นดินเป็นดอกเดี่ยวๆ เส้นผ่านศูนย์กลางของตัวดอกประมาณ 50 เซนติเมตร เรานั่งพิจารณาความงามของดอกไม้ชนิดนี้อย่างใกล้ชิด เป็นดอกไม้ที่งดงามจริงๆ แลกกับกลิ่นเหม็นเน่าฉุนโชยออกมา เพื่อล่อแมลงชนิดต่างๆ ให้เข้ามาผสมเกสร

ตามหา ‘บัวผุด’ ดอกไม้ยักษ์ที่ทั้งสวย เหม็น และเป็นสุดยอดปรสิตระดับเซียนในเมืองไทย
ตามหา ‘บัวผุด’ ดอกไม้ยักษ์ที่ทั้งสวย เหม็น และเป็นสุดยอดปรสิตระดับเซียนในเมืองไทย

ดอกบัวผุด : Rafflesia kerri โดยเฉลี่ยจะมีขนาด 50 – 80 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมาก 6 – 8 กิโลกรัม

บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อ พ.ศ. 2527 โดย วิลเลิม เมเยอร์ (Willem Meijer) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์จากมหาวิทยาลัยเคนทักกี สหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่ อาร์เธอร์ ฟรานซิส จอร์จ เคอร์ (Arthur Francis George Kerr) นายแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 ที่จังหวัดกระบี่

เราโชคดีมากที่มาทันเห็นดอกบัวผุดบานเต็มที่ได้ 3 วันแล้ว เพราะบัวผุดบานเพียง 5 – 7 วัน ก่อนใบจะเหี่ยว เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ และเน่าเปื่อยหลุดออกจากลำต้นในที่สุด

เราค่อยๆ พิจารณาความงดงามของดอกไม้ชนิดนี้ที่เป็นดอกแยกเพศ เกสรตัวผู้-ตัวเมีย กันอยู่คนละดอก ดอกจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ภายนอกสุดเรียกว่า กลีบดอก มีลักษณะอวบน้ำเป็นสีแดงคล้ำจำนวน 5 กลีบ ถัดมาคือกำบังดอกสีแดง เป็นส่วนที่ล้อมรอบใจกลางดอก และส่วนสุดท้ายคือ จานกลางดอกและหนาม มีแผ่นแบนคล้ายจานสีแดงสด มีปุ่มคล้ายหนามขึ้นอยู่ตรงกลาง หนามทำหน้าที่กระจายความร้อนและส่งกลิ่นเหม็นออกมา โดยมีกำบังดอกช่วยทำให้กลิ่นเหม็นเน่าภายใน ไม่ฟุ้งกระจายไปไกล เพื่อล่อแมลงชนิดต่างๆ อาทิ แมลงวัน แมลงวันหัวเขียว ผึ้ง ชันโรง ให้มาตอมดอก เพื่อช่วยแพร่ละอองเรณูของเกสรตัวผู้ที่อยู่กันคนละดอกไปผสมเกสรตัวเมีย 

ตามหา ‘บัวผุด’ ดอกไม้ยักษ์ที่ทั้งสวย เหม็น และเป็นสุดยอดปรสิตระดับเซียนในเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นความลับทางวิทยาศาสตร์ว่า ดอกบัวผุดแพร่พันธุ์ได้อย่างไร เพราะดอกบานเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะเหี่ยวเฉา โอกาสที่แมลงจะผสมเกสรจึงน้อยมาก และดอกที่ผสมแล้วใช้เวลาเท่าไรกว่าจะเจริญเติบโตเป็นผลและเมล็ด และกลับมาอาศัยเป็นกาฝากอยู่บนลำต้นของย่านไก่ต้ม เถาวัลย์วงศ์องุ่นได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งข้อสังเกตว่า การแพร่พันธุ์ของดอกบัวผุดน่าจะต้องอาศัยปัจจัยหลายประการคือ

  1. ดอกตัวผู้ ตัวเมีย ต้องอาศัยอยู่ใกล้กัน และบานพร้อมกัน เพื่อทำให้แมลงวันที่จะพาละอองเรณูของดอกเกสรตัวผู้ไปหาดอกเกสรตัวเมียมีโอกาสสูงขึ้น ก่อนจะเหี่ยวเฉาไปภายในไม่ถึงอาทิตย์
  2. หลังจากนั้น สัตว์ขนาดเล็ก อาทิ กระแต ต้องมากินผลบัวผุดที่แก่จัด และเมล็ดของบัวผุดอาจจะติดเล็บของมัน และกระแตต้องไปตะกุยบนผิวลำต้นของเถาวัลย์วงศ์องุ่น จนเมล็ดบัวผุดฝังเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงได้ จึงเกิดการเจริญงอกงามของดอกบัวผุดจนกลายเป็นปรสิต

บัวผุดจึงเป็นพืชเปราะบางเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก เพราะกระจายพันธุ์ได้ยาก และต้องอาศัยเป็นกาฝากของอยู่ในป่าดิบชื้นเท่านั้น มิหนำซ้ำ ชาวบ้านนิยมนำดอกตูมมาต้มน้ำดื่ม ด้วยความเชื่อว่า ช่วยทำให้หญิงมีครรภ์คลอดง่าย มดลูกเข้าอู่เร็ว

แต่ในความงดงามและความลึกลับของดอกไม้ชนิดนี้ เบื้องหลังคือเป็นพืชเบียน (Parasitic Plant) ปรสิต หรือกาฝากระดับเซียน

บัวผุดไม่ต้องการใบที่จะสังเคราะห์อาหารด้วยแสง แต่ดูดกินแร่ธาตุและน้ำจากย่านไก่ต้ม เถาวัลย์วงศ์องุ่นเถาวัลย์ หรือสูบเลือด สูบอาหาร จากเจ้าของบ้าน โดยต้นเจ้าของบ้านก็ยังมีชีวิตอยู่ตามปกติ 

เรียกว่าเป็นปรสิตระดับสุดยอด สูบเลือดสูบเนื้อเจ้าของบ้านแบบเนียนๆ แต่ไม่สูบให้ถึงกับตาย แต่เลี้ยงไว้เรื่อยๆ เพราะหากเจ้าบ้านตาย ปรสิตก็อาจจะตายได้ เพราะไม่รู้จะไปสูบแร่ธาตุอาหารกับใครได้ 

บัวผุด ดอกไม้แสนงาม จึงเป็นสุดยอดปรสิตในทางธรรมชาติ เช่นเดียวกับสังคมมนุษย์ ก็มีสุดยอดปรสิตแบบบัวผุดอาศัยอยู่แบบเนียนๆ เช่นกัน

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

8 กุมภาพันธ์ 2566
211

เชียงของ เป็นอำเภอในจังหวัดเชียงราย อยู่ติดแม่น้ำโขง

ผู้เขียนเคยเห็นปลาบึกตัวขนาดหลายร้อยกิโลกรัมเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อร่วม 20 ปีก่อน ก่อนที่เขื่อนในประเทศจีนซึ่งกั้นแม่น้ำโขงจะสร้างเสร็จ และตามมาด้วยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จนเป็นอุปสรรคสำคัญในการแพร่พันธุ์ปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เพราะการไหลของแม่น้ำโขงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จากเขื่อนปิดกั้นการเดินทางของปลาบึกที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่

ผมจำได้ว่าปีนั้นชาวบ้านจับปลาบึกยักษ์ที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่ได้ 20 กว่าตัว หลังจากนั้น ปริมาณการจับปลาบึกก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้คนสองฝั่งแม่น้ำแทบไม่เห็นปลาบึกในธรรมชาติอีกเลย

ทุกวันนี้เชียงของเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็ก ๆ ของผู้คนที่รักวิถีชีวิตพื้นบ้าน ธรรมชาติ วัดวาอาราม และโดยเฉพาะนักเดินทางที่อยากนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงนานเป็นวัน เพื่อมาขึ้นฝั่งที่เมืองหลวงพระบาง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้ คือ ‘ป่าบุญเรือง’ ในเชียงของที่โด่งดังไประดับโลก

เมื่อ พ.ศ. 2563 ป่าบุญเรืองเป็น 1 ในป่า 10 แห่งทั่วโลกที่ได้รับรางวัล ‘Equator Prize’ ของ United Nations Development Programme (UNDP) รางวัลป่าระดับโลกที่เอาชนะป่า 500 กว่าแห่งจาก 120 ประเทศที่ส่งเข้าประกวด

ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก

Equator Prize เป็นรางวัลใหญ่ มอบให้ชุมชนที่ดูแลรักษาพื้นที่ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการทรัพยากร เพื่อลดปัญหาความยากจน ขจัดความเหลื่อมล้ำ

ปลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสล่องเรือไปในป่าบุญเรือง บริเวณหมู่บ้านบุญเรือง หมู่ 2 ที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำอิง แม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนือที่ไหลออกไปเติมปริมาณน้ำให้กับแม่น้ำโขง

ใช่ครับ ล่องเรือไปในป่า ไม่ใช่เดินป่า เพราะป่าบริเวณนี้ ในช่วงหน้าแล้งเดินได้ แต่ช่วงหน้าน้ำ น้ำจากแม่น้ำอิงจะไหลเอ่อท่วมเข้ามาในป่าแห่งนี้ จนกลายเป็นป่าชุ่มน้ำ (Seasonal Wetland)

ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง พื้นที่ 3,000 กว่าไร่ เป็นพื้นที่ป่าที่มีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงของระดับน้ำอิงและน้ำโขง ในช่วงปกติมีสภาพพื้นที่คล้ายป่าทั่วไป พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจากแม่น้ำอิงจะไหลทะลักเข้ามาท่วมป่าใหญ่ร่วม 3 เดือน กลายเป็นพื้นที่ป่าชุ่มน้ำตามฤดูกาล เป็นแก้มลิงธรรมชาติ กักน้ำได้มากกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เกิดความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย พบพันธุ์ปลา 282 ชนิด นก 90 ชนิด พบสัตว์ป่า 134 ชนิด รวมทั้งเสือปลา แมวดาว สัตว์ป่าหายาก และต้นไม้พรรณพืชนับ 100 ชนิดที่มีวิวัฒนาการน่าสนใจ

ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก
ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก

ชาวบ้านแห่งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรืองพาเราล่องเรือเข้าไปในป่า สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดที่ถูกน้ำท่วม บางแห่งน้ำท่วมลึกถึง 3 – 4 เมตร จะพบเห็นต้นไม้ชุมแสงและข่อยเป็นไม้เด่น มีเถาวัลย์พันเกี่ยวขึ้นไปตามลำไม้ใหญ่ ต้นไม้หลายต้นมีรูปทรงแปลกตา นับเป็นการปรับตัวทางธรรมชาติของต้นไม้เมื่อต้องเจอน้ำท่วมนานหลายเดือน แต่ยังมีชีวิตรอดได้อย่างน่าอัศจรรย์

ชาวบ้านเล่าให้เราฟังว่า พวกเขาแบ่งลักษณะพื้นที่ของป่าชุ่มน้ำผืนนี้ย่อยลงไปอีกอย่างน่าสนใจ ประกอบด้วย

หนองน้ำ เป็นพื้นที่น้ำขังขนาดใหญ่ มีน้ำขังตลอดทั้งปี รับน้ำจากแม่น้ำอิงและลำห้วยสาขาในช่วงฤดูน้ำหลาก และรับน้ำจากน้ำฝน

บวก เป็นพื้นที่น้ำขังขนาดเล็ก มีน้ำขังไม่ตลอดทั้งปี แห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง

วังน้ำ เป็นพื้นที่น้ำนิ่ง ในช่วงฤดูน้ำหลากมีความลึกประมาณ 10 – 15 เมตร ความยาวประมาณ 200 – 300 เมตร

ฮ่อง เป็นทางน้ำที่ไหลเชื่อมระหว่างแม่น้ำอิงกับหนองน้ำต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้น้ำไหลเข้า-ออกได้

ห้วย เป็นทางน้ำที่ไหลจากพื้นที่ตันน้ำบนดอยสูงไหลลงสู่แม่น้ำอิง เป็นลำห้วยสาขาที่ไหลลงมาเติมน้ำให้แม่น้ำอิงและไหลตลอดทั้งปี

ดอน เริ่มโผล่พ้นน้ำให้เห็นในฤดูแล้ง อยู่ฝั่งด้านใดด้านหนึ่งหรืออยู่กลางลำน้ำอิง ในช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วมพื้นที่ดอนทั้งหมด

ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก

ในช่วงฤดูน้ำหลาก ปลาต่าง ๆ จะว่ายน้ำจากแม่น้ำโขงสายหลักไปยังแม่น้ำอิงที่เชื่อมต่อกัน ก่อนที่จะเข้ามาวางไข่บริเวณรอบ ๆ ป่าชุ่มน้ำแห่งนี้ เมื่อปลาเจริญเติบโตเต็มวัย บางส่วนจะว่ายกลับไปแม่น้ำอิงและไปสู่แม่น้ำโขง ป่าแห่งนี้จึงเป็นต้นทางของแหล่งอาหารโปรตีนชั้นดีของคนแถวนี้ และรวมไปถึงผู้คนริมแม่น้ำโขงสองฟากฝั่งด้วย

ป่าชุมน้ำบุญเรืองแห่งนี้จึงเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร และวัตถุดิบของ 600 กว่าคนในชุมชนแห่งนี้ ผู้ประกอบอาชีพทำนามานานกว่า 300 ปี

ป่าบุญเรือง คว้ารางวัล Equator Prize จาก UNDP แหล่งอาหารของชาวบ้านริมโขง ดูดซับคาร์บอนจากรถยนต์ได้ 5 แสนคันต่อปี
ภาพ : กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง

“ป่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน ถึงแม้ไม่มีเงินก็หากินจากป่าได้ อยากกินผัก กินผึ้ง กินต่อ หรืออยากกินอะไร ก็หากินจากป่าได้ ใช้เพียงแค่แรงงานเดินเข้าไปหาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงิน…” ทรงพล จันทะเรือง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าบุญเรือง บอกกับเราขณะล่องเรือเข้าไปในป่า

ทุกคนเข้าไปหากินได้ตลอดทั้งปี เช่น หาผัก จับปลา ล่าสัตว์ ยกยอ หว่านแห เป็นต้น ว่างจากการทำนาก็หาของป่ามาขาย มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ในรอบ 1 ปี ชาวบ้านจะเข้าไปหาอาหารในนั้น เพราะมีทั้งเห็ด พืชพื้นบ้าน ปลา และของป่าอื่น ๆ เช่น ผึ้ง ต่อ จิ้งหรีดยักษ์

คนที่มีกินคือคนที่ขยันเข้าไปหากิน บางคนไม่มีไร่นาแต่ก็อยู่ได้ เพราะมีป่าเป็นแหล่งอาหารนานาชนิด และเป็นแหล่งรายได้ให้กับครอบครัว การใช้ประโยชน์ร่วมกันและความผูกพันกับป่ามาแต่อดีต ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

หลายคนบอกว่าพอเกิดมาก็เห็นป่าผืนใหญ่ผืนนี้แล้ว พ่อแม่พาเข้าไปหากินตั้งแต่เด็ก เรียนรู้การใช้ประโยชน์และพึ่งพาป่าจากรุ่นสู่รุ่นหลายช่วงอายุแล้ว

“ป่าเป็นมากกว่าต้นไม้ แต่ป่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบุญเรือง”
ป่าบุญเรือง คว้ารางวัล Equator Prize จาก UNDP แหล่งอาหารของชาวบ้านริมโขง ดูดซับคาร์บอนจากรถยนต์ได้ 5 แสนคันต่อปี

นอกจากนั้นแล้ว ในสถานการณ์ปัญหาโลกร้อน ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) ศึกษาศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าบุญเรืองแล้วพบว่า มีการกักเก็บคาร์บอนเหนือดินรวม 172,479 ตัน หรือเทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ขนาดเล็กได้สูงกว่า 500,000 คันต่อปี

แต่กว่าที่ชาวบุญเรืองจะรักษาผืนป่าแห่งนี้ได้ ในปี 2557 รัฐบาล คสช. เคยพยายามจะยึดป่า 3,000 กว่าไร่ไปทำโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยทางการหาว่าป่าชุ่มน้ำเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม ต้องให้ทางการไปทำประโยชน์ด้วยการถมที่ดิน แต่ชาวบ้านร่วมกันต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างเด็ดขาด ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของพวกเขา ร่วมกันก่อตั้ง ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง’ ทำการสื่อสาร จัดเสวนา เปิดเวทีอภิปราย

พวกเขาร่วมมือกับนักวิชาการภายนอก ทำการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางระบบนิเวศ การตีแปลงสำรวจให้ทางรัฐบาลเห็นว่า ป่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นป่าเสื่อมโทรม หากแต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ ทั้งพืชอาหาร พืชสมุนไพรนานาชนิด รวมไปถึงแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลาน้ำจืดที่อพยพมาจากแม่น้ำโขง ท่ามกลางบรรยากาศของเผด็จการทหาร ซึ่งมีคนในเครื่องแบบมาปรากฏตัวบ่อยครั้ง แต่สุดท้ายรัฐบาลยอมถอย ยกเลิกการใช้พื้นที่ป่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ชาวบ้านป่าบุญเรือง รักษาป่าผืนนี้ให้ลูกหลานได้ ไม่ใช่การร้องขอแต่คือการรวมพลังต่อสู้อย่างเข้มแข็ง

ป่าบุญเรือง คว้ารางวัล Equator Prize จาก UNDP แหล่งอาหารของชาวบ้านริมโขง ดูดซับคาร์บอนจากรถยนต์ได้ 5 แสนคันต่อปี

“บรรพบุรุษของเราตกลงจะกําหนดพื้นที่ชุ่มน้ำนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชนมากกว่าเป็นของส่วนตัว และเราได้ปฏิบัติตามจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน เราต้องรักษามรดกสืบทอดของเราไว้เพื่อลูกหลานและธรรมชาติของเรา”

พิชเญศพงษ์ คุรุปรัชญามรรค แห่งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง กล่าวกับเราด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่าการรักษาป่าผืนนี้สำคัญกับพวกเขาอย่างไร

ทุกวันนี้ป่าบุญเรืองคือสถานที่ดูงาน เป็นแหล่งเรียนรู้และทำวิจัยของหน่วยงาน สถาบันวิชาการ กลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ ในฐานะพื้นที่ที่มีความสำคัญในระบบนิเวศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งเพาะพันธุ์ปลานานาชนิดให้กลับไปสู่แม่น้ำโขง

ขณะที่โครงการพัฒนาเขื่อนหลายสิบแห่งในแม่น้ำโขงมีส่วนทำให้ปลาบึก ปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load