“เมื่อก่อนตอนมีบ้านใหม่ๆ จัดแบบมินิมอล วางเก้าอี้สวยๆ ตัวเดียวก็นิ่งแล้ว”

คุณพ่อ ทินกร รุจิณรงค์ เล่าย้อนถึงอดีตขณะที่ลูกชาย บิ๊ก-มีรัชต รุจิณรงค์ นำเราเข้าสู่บ้านสีขาวสูงโปร่งที่ดูยังไงก็คงเป็นบ้านของสถาปนิกแน่ๆ

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

บ้านของครอบครัวรุจิณรงค์ในวันนี้ห่างไกลจากการมี ‘เก้าอี้ตัวเดียว’ ไปมาก เพราะตรงหน้าคือเก้าอี้จำนวนหลายสิบ (นับดีๆ อาจถึงหลักร้อย) เรียงรายอยู่ด้วยกันในห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฟิลิปส์ สตาร์ก (Philippe Starck), เกตาโน เปสเซ (Gaetano Pesce), เกอร์ริต รีตเวลด์ (Gerrit Rietveld), ชาร์ลส์และเรย์ อีมส์ (Charles and Ray Eames), ทอม ดิกซัน (Tom Dixon) และ มาร์ค นิวซัน (Marc Newson) คือชื่อดีไซเนอร์แบบคร่าวที่สุดที่มีในบ้านหลังนี้

ถ้าพูดให้เห็นภาพมากขึ้น ที่นี่คงเหมือนโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่รวบรวมผลงานดีไซเนอร์จากหลายยุคและหลายมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อบิ๊กเอ่ยถามว่านั่งคุยตรงไหนดี เราก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน

ด้วยความที่บิ๊กเติบโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยงานดีไซน์และมีคุณพ่อเป็นสถาปนิก เลือดนักออกแบบจึงอยู่ในตัวเขามาตลอด จนทำให้ตัดสินใจเรียนปริญญาตรีสาขา Communication Design จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มิลาน ประเทศอิตาลี และก็เป็นที่นั่นเองที่ทำให้เขาตามรอยพ่อในการเป็นนักสะสมเก้าอี้ ด้วยการซื้อเก้าอี้ตัวแรกของตัวเอง

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“สมัยสี่สิบกว่าปีที่แล้ว พ่อไปเรียนปริญญาโทด้านการออกแบบภายในที่อเมริกา แล้วก็ได้ทำงานในนิวยอร์ก”

คุณพ่อทินกรเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของคอลเลกชันเก้าอี้หลากหลายสไตล์ที่วางอยู่รอบๆ บ้าน สมัยนั้นเขาก็เหมือนดีไซเนอร์คนอื่นๆ ที่ฝันอยากจะมีบ้านสวยๆ ของตัวเองสักหลัง เขาเลือกที่จะซื้อเก้าอี้ ตั้งใจเอามาตกแต่งบ้าน แต่ก็กลายเป็นของสะสมไปในที่สุด

“ที่ทำงานพ่ออยู่ในแมนฮัตตัน ทำงานเสร็จก็เดินเล่นดูเก้าอี้ทุกวันไม่ทำอะไรเลย จินตนาการตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้ามีบ้าน ตัวนี้จะวางตรงนี้ ตัวนี้จะวางตรงนั้น คนเป็นดีไซเนอร์มันฝันไว้หมดแล้ว เราอยากได้เก้าอี้ Hill House ของ ชาร์ล เรนนี แม็กอินทอช (Charles Rennie Mackintosh) มากเลย เพราะเคยเห็นบ้านของนักออกแบบภายในคนหนึ่งมีเก้าอี้ตัวนี้ สวยมาก เราก็เล็งไว้ หรืออย่าง Fledermaus ของ โจเซฟ ฮอฟแมนน์ (Josef Hoffmann) ก็อยากได้ บางตัวเดินไปเจอตามร้านก็ซื้อเลย”

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

ในยุคที่ภาพเขียนของศิลปินป๊อปอาร์ตอย่างแอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol) ราคาสูงถึงหลักหมื่นเหรียญฯ คุณพ่อเลือกสะสมเก้าอี้ที่ราคาตอนนั้นยังไม่สูงเหมือนทุกวันนี้ เขาบอกด้วยเสียงหัวเราะว่า Painting ศิลปินรูปหนึ่งได้เก้าอี้ตั้งหลายตัว และบางตัวจากยุคนั้นราคาแพงมากในยุคนี้ ถ้ารู้แบบนี้คงยอมซื้อมากกว่านี้

หลังเรียนจบ คุณพ่อทินกรเดินทางกลับมาเมืองไทยพร้อมเก้าอี้ประมาณ 60 ตัวที่ขนส่งมาโดยใช้สิทธิ์นักเรียน ได้สร้างบ้านที่ตัวเองฝันถึงตั้งแต่ตอนนั้น สร้างครอบครัว มีลูก แล้วก็เป็นบิ๊กนี่แหละที่มารับช่วงต่อเก้าอี้ที่เคยสะสมไว้ รวมถึงบทสนทนากับเราในวันนี้ด้วย

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“เราโตมากับการมีพ่อเป็นสถาปนิกและนักออกแบบภายใน เขาชอบของสวยของงาม สะสมตั้งแต่แก้วเอสเพรสโซ่ แจกัน ไปจนถึงเก้าอี้ พ่อชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับดีไซน์เพราะเป็นแพสชัน เราเลยเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก”

เก้าอี้บ้านบิ๊กเลยไม่เหมือนเก้าอี้บ้านเพื่อน ในขณะที่บ้านส่วนใหญ่มีเก้าอี้หน้าตาเหมือนกันเป็นชุดๆ บ้านของเขากลับมีเก้าอี้หน้าตาประหลาด รูปทรงแปลกๆ มากมาย

“แต่เก้าอี้บ้านเราก็ไม่ธรรมดาดี แต่ละดีไซน์สวยของมันอยู่แล้ว กว่าดีไซเนอร์จะออกแบบมาได้ มันผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว บางตัวนั่งสบาย บางตัวก็ไม่สบายเลย อยู่ที่ผู้ใช้ว่าเขาให้คุณค่ากับเรื่องอะไร ชอบเห็นมากกว่านั่ง หรือชอบนั่งมากกว่า”

แม้จะมีพ่อเป็นสถาปนิก แต่บิ๊กกลับไม่อยากเรียนสถาปัตย์ฯ เพราะกว่าจะเสร็จงานหนึ่งงานต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เขาเลือกเรียนด้าน Communication Design เพราะสำหรับเขามันสนุก แถมยังใช้เวลาน้อยกว่า แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไปเรียน Product Design ที่มิลาน ประเทศอิตาลี เมืองแห่งศิลปะการออกแบบที่เปลี่ยนมุมมองบิ๊กในหลายๆ ด้าน เขามีโอกาสได้ไปเจอดีไซเนอร์ที่ออกแบบเก้าอี้ที่อยู่บ้าน ได้เจอกับเพื่อนของพ่อที่เป็นดีไซเนอร์หลายคน ทำให้บิ๊กยิ่งอินกับสิ่งนี้เข้าไปอีก

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“ทำเลอพาร์ตเมนต์เราที่โน่น ลงจากบ้านมาคือเจอตลาดขายของเก่าเลย ทุกเสาร์-อาทิตย์เลยเหมือนการไปจตุจักร ออกจากบ้านก็ได้เดินดู อัปเดตดีไซน์แปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”

บิ๊กเจอเก้าอี้ตัวแรกของเขาก็ที่ตลาดแห่งนี้ เก้าอี้ Made in Italy ที่ทำจากวัสดุไม้และหนัง ซึ่งตั้งอยู่ในมุมเล็กๆ ของอพาร์ตเมนต์เขาในมิลานมาเป็นปี ก่อนจะถอดชิ้นส่วนและขนส่งกลับประเทศไทยมาในกล่องพัสดุขนาดกลาง เพราะทำใจทิ้งไว้ที่โน่นไม่ได้

“ตัวนี้ราคาประมาณสามสี่ร้อยยูโร ซึ่งถือว่าไม่แพงมากเพราะมันผลิตมาหลายๆ ตัว เราชอบดีไซน์เรียบๆ หนาๆ ชอบหนัง มันให้ความรู้สึกเหมือนไบเกอร์ นั่งสบายเพราะฐานมันใหญ่ ตัดสินใจขนตัวนี้กลับมาเมืองไทยด้วย บางอย่างก็ต้องทิ้งไว้โน่น อย่างเคยซื้อหีบ หีบใหญ่ๆ เหมือนหีบ Louis Vuitton ซื้อมาห้าสิบยูโร แต่กูจะขนกลับยังไงวะ ค่าส่งแพงกว่าหีบอีก”

บิ๊กเล่าต่อว่า ถ้าเทโลกไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สิ่งที่จะกองไปอยู่รวมกันคือ Product เพราะ Product บนโลกนี้มีจำนวนมหาศาล การสนใจในเรื่องนี้เลยเป็นความเพลิดเพลินไม่รู้จบ และยังเป็นการเรียนรู้ที่จะมีสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ยิ่งเขามีพื้นฐานทางด้านการออกแบบ การสะสมก็เลยสนุกมากขึ้นไปอีกเท่าตัว

“เคยเป็นไหม เวลาอยู่กับเพื่อนที่เป็นสถาปนิก เวลาไปไหน เจออะไร มันจะชอบเดินไปจับ Material ซึ่งเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เฮ้ย อันนี้เข้ามุมเนี้ยบว่ะ ขาเหล็กกี่มิลวะ แต่ละตัวรับน้ำหนักยังไง บางตัวใช้สปริงรับน้ำหนัก บางตัวใช้เหล็กท่อนเดียว มันก็มีลูกเล่นของมัน ยิ่งตอนอยู่อิตาลียิ่งสนุก เพราะงานช่างฝีมือดีมาก”

เราใช้เวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงเพื่อเดินดูเก้าอี้ของทั้งคู่ที่ตั้งอยู่รอบๆ บ้าน ชั้นล่าง ชั้นบน ในสตูดิโอ หรือแม้แต่ในห้องน้ำ และขอให้บิ๊กเลือกตัวที่ชอบเป็นพิเศษมาให้สักหน่อย กลายเป็นว่าทุกตัวมีความพิเศษของมันทั้งหมด เลยขอยกตัวอย่างเพียงสิบตัวนี้เท่านั้น

01 Stools

Designed by Philippe Starck
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“เป็นเก้าอี้สตูลพลาสติก คอลเลกชันใกล้ๆ กันสามตัว สามสิบปีที่แล้วพ่ออยู่อิตาลี แล้ว ฟิลิปส์ สตาร์ก เป็นอาจารย์พ่อ จริงๆ อายุห่างกันแค่ปีสองปี แต่เขามาเป็นครูสอนแล้ว ดีไซน์เขาจะเป็นสไตล์ฝรั่งเศส บ้าๆ ปั่นๆ กวนๆ ถ้ารู้จักอุปนิสัยเขาจะเข้าใจดีไซน์เขามากขึ้น เขาโด่งดังมากในช่วงหนึ่ง เขามาออกแบบคอนโดฯ โปรเจกต์ KHUN by YOO ที่กรุงเทพฯ ด้วย”

02 Felt

Designed by Gaetano Pesce
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“เกตาโน เปสเซ เป็นดีไซเนอร์กึ่งอาร์ทิสต์ชาวอิตาลี เขาย้ายไปอยู่นิวยอร์กเพราะสนใจเรื่องศิลปะด้วย เก้าอี้ตัวนี้ดังมากเพราะวัสดุมันคือผ้าหนาๆ แล้วเขานำไปจุ่มเรซิ่น ทำให้มันแข็งจนเป็นส่วนขาเก้าอี้ได้ เขาเป็นคนที่ออกแบบเก้าอี้ Mamma ที่มีลูกกลม แล้วก็เคยเป็นอาจารย์พ่อด้วยเหมือนกัน”

03 Zig-Zag Chair

Designed by Gerrit Rietveld
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“ตัวนี้อาจจะเคยเห็นบ่อยแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบการรับน้ำหนักของเขา ซึ่งจริงๆ มันเป็นการเข้าสันไม้เฉยๆ แต่ต้องผ่านการคำนวณให้มันไม่หัก สำหรับเราถือเป็น Good Design ที่ไม่ตกยุค”

04 Fledermaus

Designed by Josef Hoffmann
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“ตัวนี้เป็นตัวโปรดพ่อ ออกแบบโดย โจเซฟ ฮอฟแมนน์ ให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อ Thonet เขาจะใส่ความเก่า มีรูเล็กๆ ใส่รูปทรงเรขาคณิตเข้าไป สวยมากและก็แพงมากด้วย”

05 Seconda Chair

Designed by Mario Botta
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“ตอนเด็กๆ เราชอบเล่นตัวนี้ รู้สึกว่านี่เก้าอี้อะไรวะ ประหลาดที่สุดเลย มันหมุนได้ ล้ำ ตัวนี้เป็นของ มาริโอ บอตตา (Mario Botta) ดีไซเนอร์ชาวสวิส เท่มากนะ ตอนนี้เกาหลีชอบ ชอบเอาไปวางในคาเฟ่”

06 Hill House Chair

Designed by Charles Rennie Mackintosh
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“ตัวนี้ใครเห็นก็ชอบหมด ตอนนั้นเขาออกแบบให้ร้านอาหาร ถือว่าเป็นตัวเอกของแบรนด์ Cassina เลย”

07 Gluon Chair

Designed by Marc Newson
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“คนนี้เป็นดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียที่ดังมาก เขาเป็นคนออกแบบกระเป๋าเดินทางให้ Louis Vuitton เขาชอบเรื่อง Aerodynamics ซึ่งแสดงออกมาในงานดีไซน์ของเขาด้วย”

08 Red and Blue Chair

Designed by Gerrit Rietveld
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“ตัวนี้ถือว่าโหดสุด ของเราเป็นเวอร์ชันไม่มีสี พ่อเคยเรียนกับอาจารย์คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของเจ้าของบ้านหนึ่งที่ให้เกอร์ริต รีตเวลด์ ออกแบบ พ่อชอบเก้าอี้ตัวนี้ก็เลยไปขอซื้อกับเขา”

09 LCW

Designed by Charles and Ray Eames
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“แต่ก่อนเป็นแบรนด์ Herman Miller ตอนนี้รู้สึกจะเป็นของ Vitra แล้ว ตัวนี้เราขัดหน้าไม้ใหม่ เพราะแลกเกอร์มันพัง เราอยากให้มันดูใหม่ ในฐานะที่เป็นดีไซเนอร์ กูขัดเองเลยแล้วกัน”

10 Spun Chair

Designed by Thomas Heatherwick
นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

“เราเคยเจอดีไซเนอร์คนนี้ที่ตลาด อ.ต.ก. เดินเจอเขาแล้วก็แบบ เชี่ย ใช่เปล่าวะ เลยเดินเข้าไปถามว่า Are you Thomas?’ ปรากฏใช่ ตัวนี้เป็นเก้าอี้เอาต์ดอร์ เป็นพลาสติก มีรูปให้น้ำไหล การดีไซน์มันเหมือนลูกข่าง นั่งยังไงก็ไม่มีทางล้ม”

สมัยนี้ราคาเก้าอี้ดีไซเนอร์สูงกว่าเมื่อก่อนมาก ยุคคุณพ่อทินกรเก้าอี้หาง่าย ราคายังพอจับต้องได้ แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้น เพราะหลายๆ คนสนใจซื้อขายมากขึ้น หากดีไซเนอร์ดังๆ เสียชีวิต ก็ทำให้ราคางานของเขาสูงขึ้นไปอีก เมื่อเราถามถึงการดูแลรักษาของสะสมจากรุ่นพ่อที่มูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัว บิ๊กกลับยิ้มแล้วตอบว่า

“ก็มีเสื่อมตามอายุไปบ้างแหละ เราไม่ได้ดูแลมันเหมือนสะสมงานศิลปะ Painting เราเป็นดีไซเนอร์ เรารู้ว่ามันทำมาเพื่อให้คนใช้งาน แต่บางตัวก็อาจต้องการการดูแลมากกว่าคนอื่น บางตัวก็ถล่มไปแล้ว” ก่อนจะชี้ให้ดู Aeron Chair ของ Herman Miller เก้าอี้ทำงานในฝันที่ตอนนี้ไฟเบอร์ตรงเบาะเสื่อมจนขาดเป็นรู

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

คุณพ่อทินกรและบิ๊กกลายเป็นเพื่อนซี้ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอิตาลี ชอบอ่านหนังสือและนิตยสารเกี่ยวกับการออกแบบ และทั้งคู่ชอบเก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ที่พัฒนาผ่านรสนิยมของดีไซเนอร์และเทรนด์ตามสมัย จากดีไซน์บุกเบิกในยุคของชาร์ลส์และเรย์ อีมส์ หรือ เกอร์ริต รีตเวลด์ สู่ผลงานแบบมินิมอลของรุ่นฟิลิปส์ สตาร์ก จนมาถึง โทมัส เฮเธอร์วิก (Thomas Heatherwick) นักออกแบบรุ่นใหม่ที่ดีไซน์งานด้วยวิธีคิดสนุกๆ อย่างการทำเก้าอี้ที่มีลักษณะแบบลูกข่าง

“การเป็นดีไซเนอร์มันไม่ใช่การก๊อปปี้” คุณพ่อทินกรกลับเข้ามาในวงสนทนาอีกครั้ง “เราต้องรู้ว่าทำไมเขาถึงดีไซน์สิ่งนี้ แต่ละคนจะมีคาแรกเตอร์ มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน มันคือการเรียนรู้และเข้าใจ และอยู่ที่ว่าเราเห็นคุณค่าของมันหรือเปล่า อย่างตัวนี้พ่อไปเจอที่จตุจักรก็ซื้อมา เป็นเก้าอี้นักเรียนของโรงเรียนอำนวยศิลป์ พ.ศ. 2511 ตัวละห้าร้อย ไม่ได้แพงอะไรเลย แต่ซื้อมาเพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับเรา”

“แต่งบ้านสวยด้วยนะ” บิ๊กเสริม

ในฐานะนักสะสมที่อยู่กับสิ่งเหล่านี้มาหลายสิบปี คุณพ่อทินกรไม่มีอะไรแนะนำผู้รับช่วงต่อคนต่อไป เพียงแต่บอกว่าให้ดูแลรักษาสิ่งที่มีอยู่ แต่สุดท้ายก็แล้วแต่บิ๊กตัดสินใจ จะสะสมต่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา

“แต่ละตัวของพ่อมีคุณค่าและมีความหมาย เขารู้อยู่แล้วแหละ มีของดีอยู่แล้วก็ต้องดูแลรักษาต่อไป ซึ่งเขาก็เหมาะสมแล้ว”

นั่งเก้าอี้สะสมของ บิ๊ก มีรัชต รุจิณรงค์ ที่มีทั้งเก้าอี้นักเรียนจนถึงเก้าอี้ของศิลปินระดับโลก

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

หากพูดถึงไพ่ทาโรต์ การดูดวง การทำนายทายทัก คงเป็นอย่างแรกที่หลายคนนึกถึง แต่กับ ภูมิ น้ำวล นักสะสมไพ่ทาโรต์กว่า 70 สำรับ และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป เขามองว่าไพ่ทาโรต์คือวรรณกรรมภาษาที่มาในรูปแบบสำรับ เราใช้ภาษาไพ่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้เหมือนภาษาทั่วไป เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หนังสือ และวัฒนธรรม

จุดเริ่มต้นของการสะสมไพ่ทาโรต์จนนำไปสู่การทำความเข้าใจภาษาวรรณกรรม (ไพ่) เริ่มต้นเมื่อคุณภูมิเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เขาบังเอิญได้รับไพ่การ์ตูนชุด โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ที่แถมมากับนิตยสาร ความคลั่งไคล้ในไพ่ทาโรต์ของเขาเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย และเหนียวแน่นมาตั้งแต่ตอนนั้น

“ผมเป็นเด็กเนิร์ดๆ หน่อยที่สนใจหนังสือวรรณกรรมมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะตำนาน Mythology และสิ่งลึกลับ ซึ่งไพ่ทาโรต์เป็นศาสตร์หนึ่งที่น่าค้นหา เป็นเหมือนวรรณกรรม เพราะไพ่แต่ละใบ แต่ละสำรับ มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราวของตัวเอง ไพ่ทุกใบจึงมีเรื่องเล่า”

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

01

ไพ่ = Something

จากการได้ไพ่แถมฟรีมากับนิตยสาร นำไปสู่การสะสมและทำความเข้าใจไพ่ทาโรต์กว่า 70 สำรับ เพราะไพ่แต่ละชุดมีความงาม มีเอกลักษณ์ มีสิ่งที่ซ่อนมาแตกต่างกันออกไป เขาบอกกับเราว่านี่เป็นความน่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งของการสะสมไพ่ทาโรต์

“ตอนนี้มีไพ่เยอะมากครับ ทั้งไพ่ไทยและไพ่นอก ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้เป็นคนที่สะสมไพ่เยอะที่สุด ไม่ได้เป็นคนที่มีไพ่ราคาแรงที่สุด แต่ผมเลือกเก็บไพ่ที่มันเหมาะกับเรา”

ค.ศ. 2008 คือจุดเริ่มต้นการซื้อไพ่ทาโรต์ครั้งแรกของคุณภูมิ นอกเหนือจากไพ่ที่มักแถมมากับหนังสือคู่มือการอ่าน เขาคิดว่าการได้คลุกคลี จับต้องกับไพ่จริงๆ น่าจะส่งผลให้รู้จักไพ่ได้ดีกว่านี้ 

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

“ผมมองว่าไพ่ทาโรต์ ไพ่ทำนาย รวมถึงเครื่องมือการทำนายอย่างอื่นเป็นภาษา เหมือนกับภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารหรือถอดความจากไพ่ บางทีอาจเป็นพลังงานบางอย่างเหนือธรรมชาติซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ คนอื่นอาจจะเรียกว่าเทพเจ้าหรือพระเจ้า แต่สำหรับผมแล้ว ผมเรียกมันว่า Something”

คุณภูมิอธิบายเพิ่มเติมว่า การสื่อสารกับอะไรสักอย่างที่เขาเรียกว่า Something เป็นเพียงการสอบถามในสิ่งที่ ‘เรา’ หรือมนุษย์หยั่งรู้ไม่ได้ด้วยตัวเอง เช่น อยากรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น หรือคนที่คุยด้วยตอนนี้คิดอย่างไรกับเรา เพราะมนุษย์อ่านใจคนอื่นไม่ได้

จึงสอดคล้องกับไพ่ทาโรต์ที่บอกเรื่องราวจังหวะชีวิตของมนุษย์ผ่านหน้าไพ่ ยกตัวอย่างไพ่ทาโรต์ชุดคลาสสิก The Rider-Waite Tarot ชุดนี้ออกแบบมา 78 ใบ แบ่งออกเป็น 2 ชุด คือ 1)​ ไพ่ชุดใหญ่มีจำนวน 22 ใบ (Major Arcana) 2) ไพ่ชุดเล็กมีจำนวน 56 ใบ (Minor Arcana) ซึ่งไพ่แต่ละใบจะบ่งบอกเรื่องราวหรือองค์ประกอบสำคัญของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลง การเกิด การดับสูญ และการหยุดนิ่ง นี่จึงเป็นเสน่ห์ของไพ่ทาโรต์ มันคือความพยายามที่จะทำความเข้าใจหรือหยั่งรู้ถึงอนาคต

ยกตัวอย่างไพ่ชุดเล็ก ไพ่ไม้ (Wands) เป็นตัวแทนความคิดสร้างสรรค์หรือแพสชัน ถ้ามองในแง่พื้นฐานคือการพูดเรื่องการงาน ไพ่ถ้วย (Cups) เป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ใช้ดูความสัมพันธ์ของคน ไพ่ดาบ (Swords) เป็นเรื่องความคิดความอ่าน คำพูด บางคนก็จะมองว่าเป็นเรื่องปัญหา ไพ่เหรียญ (Pentacle / Coins) สื่อเรื่องวัตถุ สิ่งที่เป็นรูปธรรม ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ความร่ำรวย

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

เมื่อดูแบบนี้แล้ว ไพ่ทั้งหมดมีความหมายแทนตัวเองอยู่ การที่เราเปิดไพ่จึงเหมือนกับการอ่าน ราวกับว่าไพ่แต่ละใบเป็นองค์ประกอบของภาษา มีพยัญชนะ มีเสียงอ่าน มีรูป มีสัญญะ มีไวยากรณ์ ซึ่งไวยากรณ์ในที่นี้หมายถึงจังหวะและรูปแบบการวางไพ่ 

ยกตัวอย่างการวางไพ่ 5 ใบเพื่อเผาตัวเองในตอนแรก เป็นรูปแบบหนึ่งของไวยากรณ์และยังมีอีกหลายรูปแบบมาก บางคนนำไพ่มาวาง 10 ใบ (Celtic Cross) หรือไพ่บางสำรับคนสร้างก็ได้คิดไวยากรณ์เฉพาะของแต่ละไพ่ขึ้นมา ตั้งแต่คิดคอนเซ็ปต์หรือการวางไพ่ประจำตำแหน่งแต่ละชุด (Spade) ดังนั้น การเปิดไพ่ในแต่ละครั้ง จึงเหมือนกับเรากำลังอ่านภาษาที่บรรจุมากับไพ่แต่ละใบ 

02

ไพ่ = ภาษา

แปลว่าไพ่แต่ละสำรับมีภาษาเป็นของตัวเองหรือเปล่า

“ใช่ แต่บางอันก็เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่มีมาก่อนหน้า ยกตัวอย่างภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี สังเกตไหมว่าคำบางคำคล้ายกัน เพราะมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินเหมือนกัน ไพ่ทาโรต์ก็มีรากฐานภาษามาจากไพ่ชุดคลาสสิก ซึ่งหลักๆ มีสามชุด ได้แก่ Rider-Waite’s, Tarot de Marseille และ Thoth สามชุดนี้เรียกได้ว่าเป็นสามเสาหลักแห่งไพ่ทาโรต์ได้เลย”

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

เราอดสงสัยไม่ได้ว่าการทำความเข้าใจภาษาถิ่นของไพ่แต่ละสำรับยากไหม เมื่อเหลือบไปเห็นภูเขาไพ่ทาโรต์ที่กองอยู่ข้างๆ คุณภูมิ นี่คือภาษาถิ่นที่นักดูไพ่ทาโรต์ต้องทำความเข้าใจ และจดจำองค์ประกอบของภาษาซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ด้วย เช่น Shuffle Tarot ไพ่สัญชาติไทยสังกัดสำนักพิมพ์ Destiny ก็มีวิธีการอ่านที่สลับซับซ้อนตรงข้ามความหมายไปมา หรือไพ่ Housing Tarot ของ California Rail Map ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องสถานที่ด้วย 

 “แล้วแต่ไพ่แต่ละสำรับเลยครับ” คุณภูมิตอบพร้อมอธิบายต่อว่า เพราะไพ่แต่ละสำรับโฟกัสภาษาที่ต่างกัน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เช่น ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีหลายระดับชั้น สังเกตได้จากสรรพนามหรือคำราชาศัพท์ที่ใช้ต่างกันไป ส่วนของพวกอินูอิต (Inuit) ก็มีคำเรียกหิมะหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับไพ่ที่มีจุดโฟกัสแตกต่างกัน หรือไพ่บางชุดจะให้ความสำคัญในเรื่องของเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เป็นต้น 

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

“นอกจากการอ่านไพ่ที่เหมือนการแปลภาษาแล้ว ผมยังคิดว่าการอ่านไพ่ก็เหมือนกับการอ่านวรรณกรรม” นอกจากศาสตร์ในการตีความแล้ว คุณภูมิยังดึงวิธีคิดแบบอักษรศาสตร์มาใช้ร่วมกับการตีความอีกด้วย เพราะเขามีพื้นฐานมุมมองมาจากการเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

เขากล่าวต่อว่า ทฤษฎีการอ่านหรือการวิจารณ์วรรณคดีมีหลายรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่ทุกรูปแบบที่จะนำมาใช้กับหนังสือทุกเล่มได้ เฉกเช่นเดียวกับไพ่ที่วิธีการอ่านทุกรูปแบบใช้กับไพ่ทุกสำรับไม่ได้ บางชุดอาจตีความได้เลยตั้งแต่เห็นหน้าไพ่ การสัมผัสเห็นหน้าตัวละคร รับรู้ถึงความรู้สึก และตีความจากภาพได้ บางภาพอาจจะแทรกสัญลักษณ์ในเชิงโหราศาสตร์ สัญลักษณ์การเล่นแร่แปรธาตุเข้ามาด้วย เมื่อคิดอย่างนี้แล้วการสะสมไพ่ทาโรต์จึงสนุกขึ้นมากๆ เพราะต้องคอยทำความเข้าใจ และนี่คือสิ่งที่เขาได้มาจากการสะสมไพ่ทาโรต์นอกจากศาสตร์แห่งการทำนาย

03

Possible Future 

ทั้งสะสมไพ่ เรียนรู้ภาษาของไพ่แต่ละสำรับ แล้วส่วนตัวเขาเชื่อเรื่องการทำนายทายทักหรือเปล่า คำตอบของเขาทำให้เราเลิกคิ้วสงสัยนิดหน่อย

“ผมอยากเชื่อ” คุณภูมิขยายความว่า เขาอยากเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างนอกเหนือไปจากสิ่งที่มนุษย์กำหนด และเชื่อสิ่งที่ไพ่สื่อสาร

“ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าบางสิ่งมันถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนจนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะยังเชื่อในเจตจำนงอิสระหรือ Free Will อยู่” เขาอ้างอิงวรรณกรรมเรื่อง ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน :The Alchemist เพื่อมาอธิบายให้เราเห็นภาพชัดเจน

“เรื่องนี้ตัวละครพูดถึงการทำนายของพระอัลเลาะห์ ว่าพระองค์ไม่ได้ต่อต้าน ปฏิเสธการทำนาย หรือการดูดวงอนาคต แต่การที่พระองค์ยอมให้ทำนาย เพราะมองว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ หากเป็นอนาคตหรือสิ่งที่เป็นมติจากสวรรค์ชัดเจน สิ่งเหล่านี้อ่านไม่ได้ผ่านการเปิดไพ่หรือดูดวง การดูดวงในตอนนี้จึงเป็นการ Possible Future ดูแนวโน้มว่าเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง เพราะการพยากรณ์มีสิ่งที่เรียกว่าการทำงานเชิงสถิติอยู่ จะพูดว่านี่คือสิ่งเร้นลับของไพ่ทาโรต์ ซึ่่งพยายามเอาชนะสิ่งที่เราไม่รู้ก็ได้” 

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

คุณภูมิเล่าต่อว่า เมื่อเรามองไพ่ทาโรต์เป็นหนึ่งในภาษา สิ่งที่ได้ตามมาจึงเป็นมากกว่าการทำนายดวงชะตา เพราะเราหยิบจับภาษาเหล่านี้มาเล่าเรื่องต่างๆ และทำให้ไพ่ทาโรต์มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ไพ่ทาโรต์จึงเป็นมากกว่าของสะสมทั่วไป เพราะไพ่ช่วยส่งสารและดึงมุมมอง สติ แง่การใช้ชีวิตต่างๆ ของเขาได้ การทำนายจากไพ่ทาโรต์เหมือนการสะท้อนภาพปัจจุบัน และคาดเดาถึงอนาคตอันใกล้ที่เจ้าตัวเปลี่ยนแปลงได้

 “มีช่วงหนึ่งที่ผมพยายามทำความเข้าใจไพ่ ก็จะหยิบไพ่ประจำวันขึ้นมาทำนายว่าวันนี้เราจะเป็นอย่างไร ให้ความหมายอะไรบ้าง แล้วตอนเย็นก็กลับมาเทียบว่ามันเป็นอย่างที่ไพ่เขาทำนายหรือเปล่า เหมือนเป็นการพูดคุยกับตัวเอง”

04

ไพ่เราเผาเรื่อง

ไพ่เราเผาเรื่อง เป็นเพจที่นำไพ่ทาโรต์มาเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งหนังสือ เกม เขียนรีวิว หรือวิจารณ์ จุดเริ่มต้นมาจากคุณภูมิสนใจอยากทำเพจคอนเทนต์รีวิว และอยากทำเพจที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับไพ่ทาโรต์ การรวมกันของ Passion ทั้งคู่กลายเป็นเพจที่พูดเรื่องการสะสมไพ่ทาโรต์ การเสพสื่อ การรีวิวผ่านภาษาของไพ่ ว่าไพ่แต่ละชุดจะเล่าหรือวิจารณ์สื่อเหล่านี้ออกมาในรูปแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นเผาบอกเล่าเกี่ยวกับ MV เพลง Lalisa, เผาเกม Popcat และภาพยนตร์เอนิเมชัน Raya and the Last Dragon

แล้วไพ่ให้มุมมองการเผาเรื่อง ต่างจากมุมมองทั่วไปที่เราประจักษ์หรือเปล่า

 “ไพ่ให้มุมมองความเป็นกลาง” เขายกตัวอย่างว่าตัวเองชอบเพลงของวงลาบานูนเพลงหนึ่งมาก แต่ไม่ชอบมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ จึงนำไพ่ทาโรต์มาเผาเล่าเรื่องว่ามองอย่างไร มีความเห็นอย่างไร เลยทำให้เห็นมุมมองที่กลางกว่า ถ้าพูดอีกทางก็คล้ายกับว่าการสะสมไพ่ทาโรต์ช่วยให้มองภาพในอีกมิติหนึ่ง นอกเหนือมุมมองเดิมที่อาจมีอคติ หรือมีส่วนไหนที่เราพลาดไป

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

ในสภาพสังคมที่รายล้อมไปด้วยความตึงเครียด และจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าพุ่งสูงขึ้นในทุกปี คุณภูมิบอกกับเราว่าไพ่ทาโรต์ก็เป็นเหมือนการพักผ่อนทางจิตใจ หลีกหนีความตึงเครียด ความกังวล หรือโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ การศึกษาภาษาของไพ่ ยังทำให้เห็นความพยายามของมนุษย์ที่อยากเอาชนะธรรมชาติ เพราะมนุษย์ควบคุมธรรมชาติไม่ได้ การดูดวงอาจเป็นหนึ่งในวิธีการเอาตัวรอด เพื่อพิชิตสิ่งที่มวลมนุษยชนไม่อาจเข้าใจ ‘อนาคต’ ได้

“ส่วนตัวผมมองว่าการสะสมก็เหมือนงานอดิเรกอย่างหนึ่ง เป็นการใช้เวลาในช่วงที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง เป็นช่วงที่ไม่ได้ทำงานหรือใช้ชีวิตท่ามกลางคนอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ”

06

สำรับสำคัญ

นี่คือไพ่ชุดพิเศษที่มีความหมายต่อนักสะสมไพ่มากที่สุด ขณะบอกเล่าเรื่องราวความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในไพ่แต่ละชุด เขาทิ้งท้ายกับเราว่า อนาคตก็อยากจะมีไพ่ทาโรต์ของตัวเองเหมือนกัน

01 Manga Tarot (2006)

ผู้ผลิต : Lo Scarabeo

ออกแบบโดย : Riccardo Minetti

วาดโดย : Anna Lazzarini

‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์ที่เขียนวรรณกรรมผ่านภาษาไพ่

“เหตุผลที่เลือกไพ่สำรับนี้เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมและศึกษาไพ่ทาโร่อย่างจริงจัง เป็นการซื้อไพ่ที่นอกเหนือจากไพ่แถมมากับหนังสือคู่มือตำราสอน ความพิเศษของไพ่ชุดนี้คือการสลับเพศตัวละครของไพ่ ยกตัวอย่างหากตัวละครในไพ่จากชุดคลาสสิกเป็นผู้ชาย ไพ่สำรับนี้ก็จะเป็นผู้หญิง มีความเป็นเฟมินิสต์ เพราะตัวละครผู้หญิง Active มากกว่าตัวละครผู้ชาย 

“อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในไพ่ชุดนี้คือทุกใบมีสัญลักษณ์บ่งบอกถึงฤดูกาล 4 ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งฤดูเหล่านี้นำมาประกอบการตีความ การทำนายได้ ซึ่งคนวาดไพ่ชุดนี้มีความละเอียดมาก สื่ออารมณ์ผ่านโทนสีของภาพได้อย่างชัดเจน”

“ที่เห็นไพ่ทาโร่ชุดนี้ จริงๆ ไม่ได้หน้าตาเป็นแบบนี้นะ ตอนซื้อมามันมีกรอบสีดำล้อมรอบรูป และมีชื่อไพ่เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสอยู่ด้วย แต่อันนี้ผ่านการ Deck Modification หรือว่าการโมไพ่ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ฝรั่งมาก แต่คนไทยไม่นิยมทำกัน เรารู้สึกว่าภาพชุดนี้สวย แต่มันน่าเสียดายที่มันมีกรอบที่กักขังความงามของไพ่อยู่ ก็เลยตัดสินใจโมไพ่เองด้วยคัตเตอร์ และเอาปากกาเจลมาทาขอบสีดำ”

02 The Dark Mansion Tarot (2019)

ผู้ผลิต : Taroteca Studio

วาดโดย : Magdalena Kaczan

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“เป็นชุดที่เรียกแพสชันการสะสมของเรากลับมา เพราะมีช่วงหนึ่งที่ความสนใจของเราไปอยู่กับสิ่งอื่นมากกว่า แต่พอเห็นไพ่ชุดนี้ในอินเทอร์เน็ตก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราต้องมี เพราะชอบสไตล์ลายเส้นมาก มีบางคนบอกว่าไพ่ชุดนี้คล้ายงานของ ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ซึ่งส่วนตัวชอบงานของเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยสั่งไพ่ชุดนี้มา นี่จึงเป็นการซื้อของจากต่างประเทศครั้งแรกผ่าน Paypal”

03 Shuffle Tarot (2020)

ผู้ผลิต : Deckstiny

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“ชุดนี้เป็นของ คุณเมท ทศวิวัศน์ เขาผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตพิมพ์ไพ่เมื่อไม่นานมานี้ สาเหตุที่เลือกชุดนี้มีสามเหตุผลคือ หนึ่ง เป็นชุดแรกที่เปิดตัว เป็นการประกาศว่ามีแบรนด์ไทยนะ แม้ว่าจะเป็นไพ่อินดี้ ไม่ได้จำหน่ายในร้านหนังสือ แต่ก็เป็นที่รู้จักในออนไลน์อย่างมาก และต่างชาติก็สั่งเยอะ สอง มันชื่อว่าไพ่ Shuffle Tarot หมายถึงการสับเปลี่ยนไปมา อย่างภาพหน้ากล่องเป็นไพ่ The Fool แต่มันกลับมานั่งที่ของจักรพรรดิ หากเคยดูซีรีย์ What if…? ของดิสนีย์ก็จะอารมณ์คล้ายๆ กัน เป็นสถานการณ์โลกคู่ขนานแปลกๆ ที่ตัวละครกลับกันหมด เช่นไพ่ The Lover ก็เอา The Devil ขึ้นมาแทน และสาม ไพ่ชุดนี้แฟนให้เป็นของขวัญวันเกิด

“การสลับกันส่งผลต่อการอ่าน การที่ไพ่ The Lover ถูกแทนด้วย The Devil หมายความว่า เราแน่ใจจริงๆ หรือว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือความรัก หรือมันเป็นแค่ความหลงใหล”

04 Housing Tarot

ผู้ผลิต : California Rail Map

วาดโดย : Alfred Twu

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“ไพ่ชุดนี้เป็นชุดที่เล็งมานาน แต่ไม่มีโอกาสซื้อสักที เพราะเป็นไพ่ที่ขายเมืองนอกและไม่มีคนนำเข้า จนสุดท้ายเราสั่งซื้อเข้ามาเอง จุดเด่นของไพ่นี้คือสถานที่ แม้ว่าไพ่ทาโรต์จะมีพื้นฐานอ่านได้ว่าหมายถึงสถานที่แบบไหน แต่ไพ่ชุดนี้กลับทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ยกตัวอย่างไพ่ The Tower ที่หมายถึงการทลายโครงสร้างดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน คนวาดก็สื่อความหมายผ่านภาพการประท้วง ไพ่ชุดนี้จึงสนุก เพราะได้แสดงศักยภาพการตีความของมนุษย์อีกด้วย” 

05 The Mystery Tarot (2021)

ผู้ผลิต : Quarter Press

ออกแบบและวาดโดย : Chris Smith

ไพ่ที่สร้างจากการ์ตูน Disney เรื่อง Gravity Falls (2012 – 2014)

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“เป็นไพ่ที่วาดและสร้างมาจากการ์ตูนเรื่อง Gravity Falls ของดิสนีย์ ข้อดีของไพ่ชุดนี้คือ แม้ว่าเราไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้ก็สามารถตีความได้ เพราะตัวละครทำท่าทางเหมือนไพ่ชุดคลาสสิก แต่หากเรารู้พื้นฐานของการ์ตูนไปด้วย จะทำให้ตีความไพ่ได้ดียิ่งขึ้น ที่เลือกสำรับนี้มาเพราะอยากบอกคนอื่นว่า เวลาจะใช้ไพ่ที่มีพื้นฐานมาจากการ์ตูนหรือมีเนื้อเรื่องมาแล้ว ควรศึกษาต้นฉบับและศึกษาตัวละครก่อน มันจะทำให้คุณตีความหมายของไพ่ได้ดีขึ้น” 

06 Decameron Tarot (2003)

ผู้ผลิต : Lo Scarabeo

ออกแบบและวาดโดย : Giacinto Gaudenzi

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“อันนี้ใครมาเห็นอาจจะมองว่าไม่แปลกเท่าไหร่ แต่เรามองว่าแปลกมาก ตอนเห็นไพ่ชุดนี้ครั้งแรกตกใจเล็กน้อย (หัวเราะ) เพราะมันมีความ 18+ อย่างชัดเจน โจ่งครึ้ม ที่สร้างมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นท้าทายศีลธรรมเรื่อง The Decameron โดย Giovanni Boccaccio นักเขียนชาวอิตาเลียนสมัยศตวรรษที่ 14 งานเขียนนี้ก็จะพูดถึงเรื่องของคนที่ใช้ชีวิตทั่วไป ไม่สนใจกรอบขนบของศีลธรรมใดๆ รวมถึงเรื่องเพศที่ถูกโยนออกนอกประตูไปเลย ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามใจชอบ ได้แบบเต็มที่ ไพ่ที่ออกมาเลยไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ

“เราจะเห็นเลยว่ามันโจ๋งครึ่มมาก ไม่มีการเซ็นเซอร์ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า ไพ่มันมาทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ แม้ว่าไพ่สำรับนี้ไม่ใช่ชุดแรกที่พูดถึงเรื่อง 18+ แต่ชุดอื่นที่เราเคยเห็นมันไม่ได้เห็นอวัยะ หรือฉากร่วมรักแบบอล่างฉ่างแบบนี้ จะออกแนวศิลปะนู้ดๆ มากกว่า ไม่ก็ปิดนั่นปิดนี่ แต่ไพ่นี้ไม่สน เปิดเลย (หัวเราะ) “

07 Food Fortunes (2016)

ผู้ผลิต : Chronicle Books

ออกแบบและวาดโดย : Josh LaFayette

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“อันนี้ผมมองว่าเป็นไพ่ที่แปลกมาก เขามีชื่อ ว่า Food Fortunes หลักๆ เป็นไพ่ธีมอาหารจากทั่วโลก เช่น อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารอินเดีย และอาหารกรีก ภาพหน้าไพ่เป็นแนว Parody RWS ไพ่ชุดใหญ่มียี่สิบสองใบ เป็นอาหารจำพวกของกินที่ขาดไม่ได้ ส่วนไพ่ชุดเล็กมีห้าสิบหกใบ จะแบ่งเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มละสิบสี่ใบ แบ่งเป็นอาหารจานหลัก (Mains) เครื่องเคียง (Slides) ของหวาน (Sweet) และเครื่องดื่ม (Drinks)

“มีสินค้าของไทยอยู่ด้วยนะครับไพ่ชุดนี้” คุณภูมิพูดพร้อมกับหยิบไพ่รูปวาดซอสพริกศรีราชาออกมา และบอกกับเราว่าอยากนำเสนอใบนี้มากๆ ส่วนไพ่ที่เราเห็นอยู่ผ่านการโมตัดขอบเรียบร้อยแล้ว

 “มีคนเคยถามผมเหมือนกันว่าไพ่ชุดนี้มีไว้สำหรับอะไร เพราะมันนำไปเทียบกับไพ่ทาโรต์ตัวหลักไม่ได้ คนที่นำไปใช้นอกจากสะสมแบบผมแล้ว เขาก็นำไปปรับใช้ เช่น เวลาออกไปกินข้าวกับลูกค้า กับหัวหน้า วันนี้ต้องกินอาหารประเทศไหน ถึงจะทำให้การเจรจาธุรกิจราบรื่น หรือเดทแรกควรไปกินอะไร”

08 จาตุมหาราชทาโรต์ (4 Heavenly Kings Tarot) (2011)

ผู้ผลิต : Line Art Planning

ออกแบบโดย : วิโรจน์ ตั้งฑัตสวัสดิ์ และ ดร.เซ่ ไพ่พยากรณ์

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

 “ไพ่ชุดนี้ที่เลือกมาเพราะไพ่อ้างอิงกับพระจตุมหาราชหรือจตุโลกบาล ตามความเชื่อของ ไตรภูมิพระร่วง ที่นำโครงสร้างจากไพ่ชุดพื้นฐานมาเชื่อมโยงกับจตุโลกบาลทั้งสี่แบบ จุดที่ทำให้สนใจจริงๆ คือหน้าไพ่ที่ออกแบบมาเหมือนกับจิตรกกรรมฝาผนัง ตรงโครงสร้างของไพ่อ้างอิงมาจากไพ่ชุดคลาสสิก แต่สำรับนี้เขาเปลี่ยนตัวละคร เปลี่ยนสิ่งของต่างๆ ให้กลายเป็นภาพจิตรกรรมผนังแบบไทยๆ

“แล้วก็เช่นเคย ไพ่สำรับนี้แต่เดิมมันมีขอบอยู่ แต่ผ่านการโมเรียบร้อยแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกไม่ชอบที่เราโมตัดขอบออก เพราะจะส่งผลต่อราคาไพ่ได้ และบอกไม่ได้ว่าเป็นไพ่รุ่นไหน เนื่องจากมีหลายเวอร์ชัน แต่ละเวอร์ชันมีราคาแตกต่างกันไป เช่น เวอร์ชันที่ขอบเป็นทองแท้และขอบเงิน แต่ส่วนตัวเราไม่ชอบเลยตัดออก เพราะเป็นของสะสม ไม่คิดจะปล่อยต่ออยู่แล้ว เลยเลือกทำไพ่ในแบบที่เราชอบดีกว่า”

09 The Tarot of Loka (2014)

ผู้ผลิต : River Horse

ออกแบบโดย : Alessio Cavatore

วาดโดย : Pete Borlace

แลกเปลี่ยนมุมมองงานเขียนผ่านภาษาไพ่กับ ‘ภูมิ น้ำวล’ นักสะสมไพ่ทาโรต์และเจ้าของเพจ ‘ไพ่เราเผาเรื่อง’ เพจที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาษาของไพ่

“ความแปลกของไพ่สำรับนี้คือ ปกติแล้วไพ่ทาโรต์เคยมีที่มาจากไพ่ป๊อก แต่ไพ่ชุดนี้กลับนำตัวเอกของไพ่ป๊อก เช่น แจ็ก แหม่ม คิง มาเป็นหน้าไพ่ และมีดอกต่างๆ ร่วมด้วย ที่สำคัญคือ ไพ่สำรับนี้ออกแบบมาให้มองกลับด้านได้

“ที่สำคัญคือ ไพ่ชุดนี้มีกติการของตัวเอง ใช้ทำนายได้ และนำไปเล่นเกมได้ ผู้ออกแบบไพ่ชุดนี้คือ Alessio Cavatore เป็นนักออกแบบคิดค้นบอร์ดเกมชื่อดังต่างๆ เช่น Warhammer และ King of War”

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load