ไม่แปลกหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อ อ.เถ่า-มีชัย แต้สุจริยา

แต่ถ้าคุณสนใจวงการผ้าไทยอยู่บ้าง คุณต้องรู้จักผ้ากาบบัวของบ้านคำปุน

คำปุนเป็นโรงงานทอผ้าแห่งแรกและแห่งเดียวของอุบลราชธานี ที่นี่ผลิตผ้าทอมาหลายสิบปี สืบทอดจากเชื้อสายของตระกูลจิตตะยโศธร ผ่านวันเวลาที่เมืองอุบลซบเซาจนไม่เหลือคนซื้อขายผ้า และยังยืนหยัดนำกระแสในวันที่ผ้าไทยกลายเป็นของทันสมัย

อ.เถ่า คือทายาทรุ่นที่ 3 ของบ้านคำปุน ผู้เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบผ้าสุดเจ๋งที่สร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชนทอผ้าทั้งในอุบลและทั่วอีสาน จนกระทั่งผ้าคอลเลกชันล่าสุด ‘กาบบัวแสงแรก’ ได้ไปอยู่ในพระหัตถ์เจ้าชายวิลเลียมและดัชเชสเคท (อ่านเรื่องราวของผ้ากาบบัวต่อได้ที่นี่)

เรานัดเจอเขาที่บ้านคำปุน ณ จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเป็นครูศิลป์ของแผ่นดินในวันนี้ เขาศึกษาเรื่องผ้าแบบต่างๆ ด้วยตัวเองจนชำนาญ แม้ระหว่างที่ทำงานเป็นลูกเรือสายการบิน เขายังมุ่งมั่นว่าจะกลับมาทำผ้าที่บ้าน ในวันที่กลับบ้านมาพบว่าผ้าทออุบลฯ หายไปจนเกือบหมด เขาก็ยังหาทางพลิกจนคำปุนกลายเป็นโรงงานผ้าที่ได้รับใช้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผ่านการทำเสื้อผ้าให้หนังไทยฟอร์มยักษ์อย่างมหากาพย์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ลองไปฟังช่างทำผ้าในตำนานคนนี้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังด้วยเสียงของเขาเอง

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

เจอกันทีไรก็เห็นคุณใส่โสร่งตลอดเลย

คนอีสานตั้งแต่เลยถึงลาวใต้ใช้ผ้าโสร่งแบบนี้กันทั้งสิ้น เราจะมองออกว่าเป็นคนจากไหน เช่นสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง อุบลฯ ชอบผ้าหนาหน่อย ยโสธรสีชมพูกับเขียว ผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ สิ่งเหล่านี้เป็น GI บอกว่าใครเป็นใคร บอกสายเลือดของเรา

ตอนเด็กๆ คุณตาของผมเป็นคนเดียวในยโสธรที่นุ่งผ้าโสร่ง เราเคยสงสัยว่าทำไมตานุ่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย ผ้าผื้นนั้นเป็นผ้าปูมของทวด เป็นมรดกที่ล้ำค่ามากของตระกูล

เราเคยสงสัยว่าทำไมตานุ่ง แต่โตมาเราก็เห็นว่า เมื่อความเจริญเข้ามาแทนที่ คนใช้แต่ของนำเข้า พอไม่มีใครใช้ผ้าไทย มันเลยหมดไป นี่คือสาเหตุที่ทำไมผมต้องนุ่งผ้าโสร่งอยู่เสมอ

แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นช่างทำผ้า แต่คุณไม่ได้ทอผ้าเลยใช่ไหม

ไม่ชำนาญฮะ คือในอินเดีย อิหร่าน ผู้ชายทอ แต่ในไทยห้ามผู้ชายทอผ้า เพราะในสังคมไทยที่ผ่านมาผู้หญิงต้องทอผ้าที่จะนุ่งเอง โดยกุลสตรีสมัยก่อน คนอีสานมีคำพังเพยว่า ‘ตำหูกบ่เป็นแผ่น ก็อย่ามีผัว’ คือถ้าทอผ้าไม่ได้เป็นผืน ก็ยังไม่ควรแต่งงาน

ผมเองเหมือนเป็น CEO ในบริษัท เราชำนาญเรื่องย้อม เรื่องออกแบบ เรื่องแก้ไขปัญหา เรื่องวางแผน แน่นอนว่าต้องทำเป็นทั้งกระบวนการ เพื่อให้รู้ปัญหา แต่เทียบกันแล้วแม่ๆ ทอเก่งกว่าเยอะครับ

แปลว่างานที่ทำคือการออกแบบมากกว่า

ใช่ครับ ผมเป็นคนเดียวเลยที่วาดดราฟต์ไว้บนกระดาษก่อนทอเป็นผ้า ตอนเด็กๆ เราไม่รู้จะสื่อสารกับช่างยังไง จะเอาชอล์กเขียนมันก็เลือน จะเอาปูนมาแต้มใหม่ก็ขาด เราเคยผ่านปัญหามามาก จนกระทั่งเราพบว่าเขียนลงในกระดาษเลย เป็นทางออกที่ดีที่สุด ผ่านมา 40 ปีก็ยังทำเช่นนั้นอยู่

แต่ก่อนตอนเป็นสจ๊วต เวลาบินผมติดกระดาษออกแบบสำหรับออกแบบลายผ้าไปด้วยทุกครั้ง บางไฟลต์ เช่นเคยไปแอลเอ ญาติมิตรมารับเพื่อนร่วมงานไปกันหมด เราก็อยู่แต่ในห้องโรงแรม อย่างดีก็ไปเดินในเมือง เวลาส่วนใหญ่เลยใช้ไปกับการนั่งทำงาน ได้งานชิ้นดีๆ เยอะ มีลายผ้าสวยๆ หลายลายเลยที่เขียนระหว่างเดินทาง

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

ตอนนั้นทำไมถึงไปเป็นลูกเรือสายการบิน

แค่เพื่อนชวน จู่ๆ เขาก็มาบอกว่า เราดูเหมาะที่จะเป็นสจ๊วต ทำไมไม่ลองไปสมัครดู เราคงดูสงบและสุภาพในสายตาของกรรมการ ดูเป็นคนมีความสุขตลอด แล้วการบินไทยสมัยก่อนถ้าไม่ชอบตี๋ก็ชอบหน้าไทยๆ เขาเลยเข้ารับทำงาน อยู่ที่การบินไทยถึง 7 ปี ระหว่างนั้นก็ออกแบบผ้าไปด้วย

พ่อแม่เห็นด้วยมั้ย

แม่ห่วงฮะ คือทุกคนไม่อยากให้ลูกเป็นสจ๊วต เมื่อก่อนเครื่องบินตกถี่กว่านี้ พอได้ยินข่าวเครื่องบินตกที ยังไม่ทันรู้รายละเอียดอะไรเลย แม่ก็เป็นลมแล้ว หรือบางทีไม่ได้นอนเลย 24 ชั่วโมง สมองคงขาดออกซิเจนตายไปหลายจุดแล้วล่ะฮะ (หัวเราะ)

หรือตอนที่มีสงครามอ่าวเปอร์เซีย นอนอยู่ดีๆ บริษัทก็ให้เราไปรับผู้อพยพที่จอร์แดน ก็ร้องไห้กัน พวกเราก็บอกว่าไปเฉพาะผู้ชายพอ ไปถึงไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมัน เดชะบุญที่มีเงินติดตัวกันอยู่ ก็รวบรวมเงินกันให้ได้หลายพันเหรียญฯ เพื่อจ่ายค่าน้ำมัน

แล้วคุณชอบงานนี้มั้ย

วันที่ไปสมัครไม่อยากสมัครนะ แต่วันที่ลาออกมาแล้วมันคิดถึง เราได้รู้ว่าการที่เราทำงานให้คนอื่นมีความสุขมันเป็นความสุขอย่างยิ่ง ชีวิตเรานึกถึงคนอื่นก่อน เวลาเราจะบินบางทีหดหู่มาก อยู่บนรถบัสของ Crew ฝนตก ไฟสนามบินก็มืด ทุกคนเขาหลับ เรากำลังจะไป ดีร้ายก็ไม่รู้ แต่พอไปอยู่บนเครื่องวิญญาณบริการเข้าสิง มันก็กระตือรือร้นขึ้นมา

ถ้าชอบแล้วทำไมลาออก

สจ๊วตคงไม่ใช่อาชีพสุดท้ายของเรา เราคิดว่าอาชีพนี้ไม่ยั่งยืน เราไม่สามารถสร้างอะไรให้ใครได้ แต่อาชีพทอผ้าเราสามารถสร้างอาชีพให้คนอื่นได้ด้วยหลายสิบคน แล้วแต่ละคนก็เลี้ยงดูครอบครัวได้ เราเลยคิดว่าจะยึดอาชีพทอผ้าเป็นอาชีพสุดท้าย

ตอนนี้เพื่อนผมบางคนก็ยังอยู่ที่นั่น กลายเป็นฝ่ายบริหาร เรียกแค่ชื่อเปล่าๆ ไม่ได้แล้ว ต้องเรียก ‘คุณ…’ (หัวเราะ) บางทีเราก็ตะขิดตะขวงใจ มาเรียกเพื่อนว่าคุณ เราทำไม่เป็น มันโดดเดี่ยว ผมขอเลือกกลับมาเป็น ‘เฮีย’ ดีกว่า

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

คุณดูรักงานนี้มาก ทำใจนานมั้ยกว่าจะออกได้

ตอนที่เราตัดสินใจแน่ๆ ว่าจะต้องกลับมา คือตอนที่เราอยู่บนเครื่องไฟลต์แปซิฟิก ตั้งแต่ไปญี่ปุ่น ฮ่องกง ถึงอเมริกา ต้องผ่านทางนี้ตลอด กัปตันก็จะประกาศว่าเราผ่านดานัง ผ่านลาว ตอนนี้ผ่านจังหวัดอุบลราชธานี มันจะร้องไห้ โอ้ นี่มันบ้านเรา มันตื้นตัน แล้วรู้สึกว่าเราต้องกลับมาที่นี่ให้ได้

เตรียมตัวก่อนออกมายังไงบ้าง

จริงๆ ที่บ้านทอผ้าอยู่แล้ว เป็นการทอแบบดั้งเดิม มีแค่คุณยายกับคุณแม่ทอกันอยู่ 2 กี่ คุณยายยังชีพด้วยการทำผ้าขาย ท่านเป็นสายตระกูลเจ้าเมืองยโสธร ทำให้ได้สืบทอดความรู้เรื่องผ้ามา แต่ก่อนตอนที่มาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมก็ต้องหิ้วถุงใส่ผ้ามาขายด้วย ไปตามร้านก็ไม่มีใครซื้อ ต้องไปขายที่ร้านแอนทีกของเพื่อนที่สยามสแควร์ ไปนั่งที่นั่นแล้วก็ให้คุณยายมาดูมาซื้อกัน

ส่วนโรงงานคำปุน เราทำตั้งแต่ปี 2520 จนบัดนี้ก็ยังเป็นโรงงานเดียวของอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลฯ ที่มีการจดทะเบียน ไม่มีโรงงานทอผ้าอื่นเลย บ้านหลังใหญ่ของเราพอมีที่ตั้งกี่ได้ 7 กี่ ก็สร้างโรงเรือนเพิ่ม ให้ตั้งได้อีก 5 กี่ ยายทำงานที่บ้าน ให้เพื่อนบ้านมาช่วย ป้าเป็นคนมัดหมี่ แม่ทำเส้นยืน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มทอผ้าแห่งแรกที่ผมรู้จัก

แต่ก่อนพ่อทำกิจการแต้กวงหมง เป็นผู้จัดจำหน่ายเหมือนแมคโครเดี๋ยวนี้ วันที่หนักใจมากคือวันที่ไปบอกพ่อว่าจะขอเปลี่ยนชื่อของพ่อ ซึ่งลงสำเภามาถึงเมืองไทย เอาชีวิตเสี่ยงตายมาจนทำกิจการที่ดูแลครอบครัวได้ทั้งหมด วันนี้ท่านต้องเลิกใช้ชื่อนี้ เราก็เสียใจน้ำตาไหล ขอเปลี่ยนเป็นชื่อแม่แทน คือคำปุน

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน
มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

แล้วคุณเองมีทักษะเรื่องผ้าอะไรบ้างตอนนั้น

ผมเองได้รับความรู้จากยายตั้งแต่เป็นเด็ก อายุ 20 และเจ้าสิริบังอร ลูกเจ้าจุ้ย ณ จำปาศักดิ์ เจ้าตระกูลสุดท้ายของลาวใต้ มาอยู่ที่อุบลฯ ให้ความรู้ด้านผ้ายก บ้านเราก็อยู่ใกล้กัน เห็นมาตั้งแต่เด็ก พอซึมซับไปแล้วก็ทำให้เข้าใจว่ามันอันตรายต่อการสูญหายมาก เลยต้องหาทางรักษาไว้ จึงเอาผ้ากาบบัวมารักษาไว้ คือผ้ากาบบัวคำ

ตอนเรียนอยู่กรุงเทพฯ เคยจับพลัดจับผลูเข้าไปทำงานในโรงงานทอผ้าที่นำเข้าผ้าจากญี่ปุ่น เวลามีสต๊อกเหลือ เราก็ไปเอาผ้าพวกนั้นมาออกแบบเพื่อขายล้างสต๊อก เขาขอเราแค่ชั่วโมงเดียว เสาร์-อาทิตย์ อายุเท่านั้น ทำงานแค่นั้นได้เดือนละ 5,000 บาท เทียบกับคนจบปริญญาตรีได้แค่ 6,000 บาท ไปไหนก็เลี้ยงเพื่อนตลอด ก็ทำให้มีประสบการณ์ด้านการทำเสื้อผ้ามาบ้างฮะ

กลับมาแล้วเป็นยังไง

อย่างน้อยได้ผัดผักให้คุณพ่อทาน ได้อยู่ด้วยกันตั้งสิบกว่าปีก่อนท่านจะเสีย หรืออย่างตอนนี้ก็พยุงคุณแม่ขึ้นห้องนอนทุกวัน เวลาตาท่านมองไม่เห็นก้างปลา เราก็ช่วยดูให้

ตอนเป็นสจ๊วตเราเห็นเพื่อนบางคนรีบบินกลับไปงานศพพ่อแม่ เราก็คิดว่าเราจะรอให้พ่อแม่เราตายก่อนเหมือนกันเหรอ ไม่น่าจะอย่างนั้น เราเลยต้องลาออกมาอยู่ดูแลท่าน

แล้วเราก็ตัดสินใจไม่ผิดฮะ เราไม่ได้กลับมารับใช้แค่ท่านเท่านั้น เรายังมีโอกาสรับใช้สังคม เราได้ทำงานสืบสานประเพณี สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความเป็นปึกแผ่นทางใจให้ชุมชนที่เราใช้เป็นที่เกิด

เล่าสภาพอุบลราชธานีตอนนั้นให้ฟังหน่อย

ตอนนั้นอุบลฯ ไม่มีใครทอผ้าเลย ทุกคนรู้จักผ้าอุบลฯ เพราะคำปุน ถ้าไม่มีคำว่าคำปุนทุกคนจะนึกไม่ออกเลยว่าจังหวัดนี้มีการทอผ้า อย่างที่สุรินทร์มีบ้านสวาย กาฬสินธุ์มีบ้านโพลน ที่ลับแลมีสองร้อยกี่ เชียงรายเชียงของมีเป็นร้อยๆ กี่ มีหลายๆ หมู่บ้านที่ทอผ้าเด่นมาก แต่อุบลฯ เรามีอะไรล่ะครับ น่าเป็นห่วงมาก ทุกคนมีคนเก่งประจำชุมชนเขา แต่ที่นี่เราไม่มี

เลยคิดว่าจำเป็นต้องกลับมาอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์กับบ้านเกิด

คุณใช้เวลาทำอะไรไปบ้าง

พอเรารู้ว่าอุบลฯ ขาดการสืบสานภูมิปัญญาในด้านการทอผ้า เราก็ขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน แล้วก็ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่คนแล้วคนเล่า คนบางคนทอมัดหมี่ไม่เป็น ขิดไม่เป็น ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้ เราออกแบบให้ผ้ามีเทคนิคหลายแบบ ทั้งยก ทั้งมัดหมี่ เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกทุกอย่าง

เวลาไปสอน เราก็สอนทุกขั้นตอนว่า ย้อมแบบนี้นะ เราทำทั้งวันให้แม่ๆ ดู แม่ก็ยืนดูเฉยๆ บอกว่าทำแบบนี้นะแม่ แม่ก็บ่นว่า โอย แม่เฮ็ดบ่ได้ดอก แม่บ่มีแฮง ลูกมีแฮงหลาย (หัวเราะ) หรืออย่างพอวันเข้าพรรษาเราก็จะเชิญทุกคนเข้ามาดูว่าเรามีลายอะไรใหม่ หรือบางทีเราให้ผ้าไหมไปเลย มัดมาแล้ว ทอแล้ว ให้แม่ๆ ไปแกะลายทอของตัวเอง

มีหลายคนถามว่า เรามีลิขสิทธิ์ให้ผ้ากาบบัวมั้ย ผมจะตอบว่า ในวันที่ผมมอบให้ชุมชน ผมไม่ต้องการประโยชน์อะไรมากกว่าการให้มีการสืบทอดเรื่องทอผ้า และกระจายรายได้ให้ชุมชน สร้างความภาคภูมิใจให้เขา สร้างสัมมาอาชีพ เป็นสิ่งที่เราต้องการมากกว่าลิขสิทธิ์ใดๆ

ทำไมต้องรับใช้ผ่านการทอผ้า ทำอย่างอื่นไม่ได้เหรอ

จริงๆ แล้วงานที่ผมทำได้มีหลายอย่าง ผมทำอาหารอีสานให้ ดิฉัน 16 รายการ ลงในสื่อหลายครั้งเรื่องอาหารอีสาน เป็นนักจัดดอกไม้ของปาร์คนายเลิศสมัยก่อน ครบรอบ 25 ปีโรงแรมก็ยังเป็นคนจัดดอกไม้อยู่

แต่สิ่งที่สำคัญ มีความสุข และมีค่าที่สุดของชีวิต ก็คืองานทอผ้า ตอนนั้นคิดว่าจะทำจนกว่าจะไม่มีแรงทำ ถ้าเราจะหยุดทำงานโดยที่ไม่ทำอะไร ก็ขอตายดีกว่า เพราะชีวิตของเราก็คือการทำงาน เวลาที่เราทำคือช่วงที่มีความสุขทั้งสิ้น

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

ชีวิตในวงการผ้าเป็นยังไง

เราเป็นสังคมที่น่ารักมาก เราไม่ใช่ลูกค้า หรือคนขายผ้า เราเป็นกัลยาณมิตรที่ดูแลกัน เรามีความหวังดีเมื่อท่านต้องไปงาน แล้วท่านก็หวังดีเมื่อเรามีกิจการของเรา

ผมไม่เสียดายเลยที่เลือกอาชีพนี้เป็นอาชีพสุดท้าย เพราะมันไม่ได้เห็นแค่ความงดงามของงานเท่านั้น แต่มันได้เห็นความงดงามของจิตใจด้วย แล้วมันทำให้เกิดความสุขจริงๆ

ลูกค้าคนหนึ่งต้องรอผ้านานแค่ไหน

บางท่าน 3 ปี บางท่าน 5 ปีแล้วครับ บางท่านรอมาตั้งแต่ผมยังอายุ 20 ต้นๆ ด้วยซ้ำ

ทำไมนาน

ตอบตามตรงคือ นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรให้ท่านดี มันยังไม่เกิดแรงบันดาลใจ ที่จริงท่านก็บอกอะไรก็ได้ แต่เราก็อยากทำงานที่ดี ที่เหมาะกับท่านนั้นๆ บางท่านอาจรอจนหมดชาติภพนี้ก็อาจยังไม่ได้ผ้าของผมก็ได้ เพราะมันยังนึกไม่ออกว่าท่านจะเหมาะกับผ้าลวดลายแบบไหน

มุมมองผ้าของผมก็คือ เพื่อสิ่งที่ท่านเรียกว่าอริยทรัพย์ฮะ คือสิ่งที่เป็นของภายใน ไม่ใช่ของภายนอก ความปีติ ความสุขที่เราได้รับ ไม่ใช่เงินที่เราสัมผัสได้ ไม่ใช่แลกเอาเสื้อผ้า แลกเอารถยนต์ แลกเอาบ้าน แต่แลกเอาความสุขในใจที่จะติดตัวเราไปจนวาระสุดท้ายฮะ

เป้าหมาย ค่าของเรา มันเพื่อที่จะไม่ได้อะไรตอบแทน เราเลยถือว่าราคาของผ้าเสมอกัน ถ้าผ้าคุณภาพเท่านี้ ก็จะกำหนดราคาตามวัตถุดิบ คุณภาพ ที่เราคิดว่าเหมาะสม

งานที่ใหญ่ที่สุดที่คุณเคยทำคืออะไร

บ้านคำปุนเคยทำผ้าให้มหากาพย์หนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเรานำความรู้ดั้งเดิมมาปรับตีความใหม่ เลือกสีเข้มให้เหมาะกับความเป็นนักรบ และเอาลายอีสานไปใส่ เลือกลักษณะผ้าที่เวลาโดนแสงจะไม่วิบวับมาก เพื่อให้เหมาะกับการถ่ายทำหนัง หรืออย่างหนังเรื่อง สุริโยไท เราก็ทำมัดหมี่ที่มีลูกปัด เป็นเทคนิคที่เรายืมมาจากเผ่ากะตูในลาว

แต่ผมคงไม่ทำให้หนังอีกต่อไปแล้ว ทำแล้วเหนื่อย เพราะเยอะมากครับ ผ้าคาดเอวพระเอกคนเดียวก็ไม่รู้กี่สิบชิ้นแล้ว เราแทบต้องวางงานเราทั้งหมดของคำปุนเพื่อมาทำ

แต่งานนั้นก็คุ้มเพราะทำให้ได้รับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แบบห่างๆ แล้วก็ได้มีโอกาสถวายรายงานด้วย

เล่าบรรยากาศการถวายงานให้ฟังหน่อย

งานวันนั้นเขาให้เราประจำตรงนิทรรศการเรื่องเครื่องแต่งกายคนเดียว เมื่อพระองค์เสด็จมาเราก็ถวายคำนับแล้วก็รู้สึกว่า โอ ตัวเราเล็กเหลือเกิน ทำไมพระองค์ท่านมีบารมีใหญ่หลวง แล้วพระองค์ตรัสถามเราว่า ผ้าปูมนี้ออกแบบเองเหรอคะ สีนี้สวยเหมือนฝันเลย เราก็ดีใจที่พระองค์ทรงรู้จักผ้าปูม รู้ว่าไหมนี้เป็นไหมน้อย

ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้รับใช้พระองค์ท่านอย่างนี้ ถึงเราจะเสียหายอะไร ถ้าเทียบกับความปีติยินดีที่พระองค์ท่านทรงมีเมื่อได้ทอดพระเนตรงานของเรา ก็ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

ผ่านงานทอผ้ามาหลายปี ผ้าของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม

เปลี่ยนครับ ผมเคยใช้มรกตทับทิมในผ้าของชุดแต่งงานท่านหนึ่ง แต่ตอนนี้พอมองกลับไปดู เราก็เห็นว่า เราควรให้คุณค่ากับฝีมือเรามากกว่าของมีค่าที่เราจะประเดประดังลงไป

สังเกตว่าของที่ทำง่ายๆ เนี่ยเป็นของที่ทำได้ยาก ถ้าเราจะถมลงไปเยอะๆ ง่าย แต่ถ้าเราจะทำให้มันเรียบแล้วสง่างามต่างหาก เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดในเรื่องของงานผ้า

ทำงานผ้ามาตลอดชีวิต คุณยังสนุกอยู่ไหม

ตอนนี้ยังมีอะไรอยู่ ยังพออยากทำต่อ แต่เราไม่รู้ว่าเราจะมีแพสชันที่จะทำผ้าแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งถ้าเราแผ่วบางลงเมื่อไร ทั้งในแง่กายภาพและแง่แรงบันดาลใจ เราก็คงจะเลิกทำครับ ด้วยความพอใจว่าสิ่งนี้เราเลือกแล้ว ไม่มีความกดดัน ไม่ได้จนมุม เราเลือกทางเดินของเราแล้ว

อ.ถวัลย์ ดัชนี ท่านเคยมาเยี่ยมเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ท่านเขียนรูปให้ผมรูปหนึ่งเป็นพิเศษ แล้วท่านก็บอกว่า “เถ่ารู้มั้ยว่าพระมีหลายแบบ งานที่เถ่าทำเนี่ยเหมือนขรัวกวาดลานวัด เราเลือกเป็นพระได้ จะเป็นพระปฏิมาให้คนเขากราบไหว้บูชา หรือจะเป็นขรัวกวาดลานวัด เถ่าเลือกเอา”

พี่ก็ตอบท่านด้วยความเคารพว่า ผมไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง เรามีความสุขที่ได้รับใช้ ทำผ้าซิ่นให้ท่านเหล่านั้นนุ่งก็เป็นความสุขแล้ว

แล้วจะไปทำอะไรต่อ

พอเราได้ปฏิบัติ ได้บูชา ได้ซาบซึ้ง ในพุทธศาสนา เรามองชัดว่าความจริงคืออะไร

ตอนนี้ การที่เราไปสนใจทุ่มเทเวลาให้การปฏิบัติภาวนามาก ทำให้เห็นความไม่จำเป็นของการทำให้งาม เราเลยเริ่มทำของบูชาถวายพุทธศาสนา เป็นงานที่เราทำสร้างจากแพสชัน ให้กลายเป็นศรัทธา ทำบุษบก มันปีติ อิ่มใจกว่าทำบ้านให้มหาเศรษฐี

ตอนนี้ผมก็วางแผนการไว้ว่าในอนาคตอาจจะหมดความสนใจเรื่องความงาม การปรุงแต่ง คงจะทำแค่ผ้าสีเทา สีซีเปีย สีเดียวหมด เป็นผ้าโมโนโทนฮะ (ยิ้ม)

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ป่วยก็ควรพัก แต่ผู้หญิงคนนี้ป่วยหนักแล้วไปเก็บกาแฟ

เหนื่อยก็ควรพอ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยท้อเพื่อไปสมาคมกาแฟ

ทุกโปรเจกต์การตลาด ถ้าอาจารย์ไม่สั่ง ผู้หญิงคนนี้ก็จะขายแต่กาแฟ

เชื่อแล้วว่า นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย คือผู้คลั่งไคล้ ‘กาแฟ’ อย่างแท้จริง

เธอนิยามชีวิตตัวเองว่าถึงขั้นรากเลือด เพราะเคยมีคืนวันที่ต้องประคองการเรียนไปพร้อมกับการทำงานประจำและงานที่สมาคมฯ ซึ่งอย่างหลังสุดไม่เลือกก็คงได้ แต่สำหรับหญิงสาวที่ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอบริษัทกาแฟครบวงจรตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี และได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยตอนอายุ 32 ปี สิ่งนี้มีความหมายมากเกินกว่าจะตัดทิ้ง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยถึงชีวิตที่ (ยัง) ขาดกาแฟไม่ได้ของนุ่น ตั้งแต่วันที่เธอแอบลิ้มลองกาแฟหยดแรกในวัยประถม วันที่เธอแบกร่างป่วย ๆ ไปเก็บกาแฟ วันที่เธอส่งอีเมลขอดูโรงคั่วในต่างประเทศแล้วได้รับอนุญาตแบบงง ๆ จนถึงวันที่กาแฟมอบบทเรียนชีวิตให้เธอรู้จักตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

The Girl in the Coffee Land

เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นในบ้านที่สมาชิกครอบครัวทุกคนดื่มกาแฟ วันเสาร์-อาทิตย์ผู้ใหญ่จะชงกาแฟในกระป๋องสเตนเลส โดยไม่ลืมชงโอวัลตินแยกให้เด็กน้อยดื่ม แต่ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม ทำให้นุ่นอยากลองมากกว่าแค่โอวัลติน จนแม่ต้องออกปากเตือนว่า “กินกาแฟเยอะแล้วจะโง่นะ”

เรื่องนี้หลอกนุ่นไม่ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่าหัวดี

หลังจากนั้นชีวิตของนุ่นและกาแฟก็มาบรรจบกันสมัย ป.5

“แม่เป็นคนชอบกินกาแฟ แต่ตอนนี้เขาไม่อินเท่าเรานะ (หัวเราะ) สมัยเด็กแม่พาไปซื้อของที่ตลาดปีนัง ซึ่งเคยมีกาแฟที่หนีภาษีขาย เราก็ดูแม่ซื้อ แต่หลัง ๆ แม่จะฝากเราซื้อ ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม เราเลยสงสัยว่า กาแฟมีตั้งร้อยชนิดในร้าน ทำไมแม่ต้องฝากซื้ออันนี้ มันต่างกันอย่างไร

“พอสงสัยแบบนั้น เราก็เลยซื้อมาลองให้หมด!” เธอเล่าอย่างออกรส

การทดลองของนุ่นเริ่มขึ้นโดยเน้นกาแฟราคาถูกตามประสาเด็ก โหลแก้วบรรจุกาแฟต่างยี่ห้อ ต่างชนิด ต่างสูตร มีจุดสังเกตที่ฝาต่างสี เธอหยิบโหลแก้วที่เล็กที่สุดเพื่อนำมาชงดื่มแบบกาแฟดำ

“เราเอามาลองชิมว่ามันต่างกันอย่างไร ซึ่งจุดที่กระตุ้นความสงสัยของเราคือ ชิมแล้วมันดันต่าง! เราก็ลามไปชิมยี่ห้ออื่น เมื่อโตขึ้นอีก จากขวดก็ซื้อแบบซอง กลายเป็นเริ่มสนใจเครื่องดื่มชนิดนี้มาตั้งแต่นั้น”

เจ้าของเรื่องเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบค่อนข้างเร็ว หลังสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนคอนแวนต์ เธอไปเรียนต่อที่ ACC หรือโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ตอนอายุเพียง 14 – 15 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเธอยังดื่มกาแฟเป็นประจำและดื่มทุกชนิด ตั้งแต่กาแฟโบราณจนถึงกาแฟในห้างอย่าง Black Canyon และ coffeeToday

“Au Bon Pain ด้วย หารเงินกับเพื่อนซื้อเครื่องดื่ม Iced Mocha Blast ทุกวัน” เธอเสริม

ราวกับคนที่ชอบกลายเป็นคนที่ใช่ นุ่นเริ่มเดินลัดเลาะเข้าไปถึงหลังเคาน์เตอร์ เพื่อขอดูกรรมวิธีการชง แต่บางครั้งคำขอก็ถูกปฏิเสธพร้อมความสงสัยว่า ‘เด็กคนนี้เข้ามาทำอะไร’ แม้จะถูกโยนผ้าไล่ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ นั่นจึงกลายมาเป็นนิสัยติดตัวที่ ‘ขอให้ได้ลองก่อน เพราะไม่มีอะไรเสียหาย’

หลังเรียนจบในวัยเพียง 21 ปี เธอเริ่มต้นทำงานที่จังหวัดระยองในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่นั่น เธอมีความสุขกับเครื่องกดกาแฟที่ให้พนักงานเอาเมล็ดไปเอง

แต่เมื่อความสนุกจบลงด้วยแก้วอันว่างเปล่า นุ่นย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท่ามกลางหน้าที่การงานที่ดีและการประสบความสำเร็จ ความเพลิดเพลินกับการทำงานหายไปไหน หรือแท้จริงแล้ว เธอทำอะไรที่มีคุณค่าได้มากกว่านั้นหรือเปล่า

“สิ่งที่ทำให้นุ่นใจกล้าขึ้นคือ ช่วงปี 2012 – 2013 นุ่นไปเจอหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในโลกกาแฟ ของ ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล มันเหมือนการอ่านอัตชีวประวัติของคน แต่ทำให้เราได้รู้จักอุตสาหกรรมกาแฟของต่างประเทศ”

หลังจากนั้น การเดินทางของนุ่นโดยมีกาแฟนำทางก็เริ่มขึ้น

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Coffee Star

เธอบอกกับเราผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สัญญาณไม่เสถียรว่า เธอโชคดีที่ได้พบกับคนในวงการมากมาย ทั้งเจ้าของหนังสืออย่าง ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล และ ไนซ์-ศิรฎา เตชะการุณ จาก P&F Coffee รวมไปถึง วัล-วัลลภ ปัสนานนท์ เจ้าของร้าน Nine One Coffee และอดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้าที่จะพบกับวัลลภ นุ่นมีความฝันเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อยากทำงานในต่างประเทศ แต่เมื่อได้ทำแล้ว เธอกลับค้นพบว่าตัวเองมองข้ามสิ่งดี ๆ ที่อยู่รอบตัวไปอย่าง ‘กาแฟไทย’ สุดท้ายนุ่นจึงย้อนกลับมาตีโจทย์ว่า หากเธอชอบมากขนาดนี้ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักมันมากขึ้น

“แล้วก็มาถึงทริปเปลี่ยนโลกที่ไร่ของพี่วัล ตอนไปหาพี่วัล นุ่นป่วยหนัก ไข้ขึ้น หน้าแดง พี่วัลให้พัก แต่นุ่นไม่ยอม ไม่พัก ฉันจะไปเก็บกาแฟ เพราะอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้เต็มที่ ต้องสุดกับมัน”

นุ่นพูดขำ ๆ ว่า ทำให้ดีที่สุด แล้วไปหยุดที่โรงพยาบาล

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปพักที่รีสอร์ตของวัลลภ เขามีนโยบายให้ผู้เข้าพักดื่มกาแฟฟรีเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้นุ่นได้ลิ้มลองความพิเศษของกาแฟไทย ถึงขั้นที่รู้สึกว่า ‘นี่คือของดีมีอนาคต’

“แต่กาแฟไทยขาดอะไร” เธอตั้งคำถามและครุ่นคิดกับตัวเอง

“การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ คืองานที่เราทำมาตลอด สิ่งนี้เป็นตัวช่วยในการโปรโมตให้ชาวต่างชาติรู้ เรามีของดี และอยากทำอะไรดี ๆ ให้ประเทศ สรุปเลยว่าตอนนั้นกาแฟไทยขาด Marketing (การตลาด) และ Operation Supply Chain (การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) เรายังไม่มีระบบเหมือนต่างประเทศ ไม่มีรัฐบาลคอยจัดการให้เป็นระบบ”

คิดเสร็จสรรพ นุ่นก็ไปเรียนปริญญาโทเรื่องกาแฟ ไม่ใช่! นุ่นไปเรียนปริญญาโทด้าน Marketing และ Supply Chain Operation เพื่อมาดูแลกาแฟไทย

“แล้วเชื่อไหมว่านุ่นทำโปรเจกต์เกี่ยวกับกาแฟมาตลอด ช่วงที่เรียนอยู่ ACC ทำเรื่อง Coffee Shop สมัยปริญญาตรียังแตะ ๆ เรื่องกาแฟมาตลอด พอเรียนปริญญาโทก็ตั้งใจทำแต่การตลาดกาแฟล้วน ยกเว้นอาจารย์มอบโจทย์ให้ถึงจะไปทำแบรนด์อื่น ยอมรับว่าแต่ก่อนเรียนให้จบเร็ว ความรู้ไม่เยอะ แต่ตอนเรียนปริญญาโท คือเราใส่ความพยายามและความต้องการต่อยอดความรู้เข้าไปอย่างเต็มที่”

ในที่สุด แนวคิดที่เรียนมาจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวงการนี้อย่างที่ตั้งใจ

“ย้อนกลับไปอีกว่า ความชอบที่มีต่อเครื่องดื่มชนิดนี้ยังทำให้เราอยากรู้อะไรอีกมากมาย ตอนที่ทำงานอยู่ระยอง บ้านอยู่สมุทรปราการ เรียน NIDA ไม่ไหวเลยย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เรายังทำงานกับบริษัทต่างชาติเหมือนเดิม ครั้งนี้เป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก พอเขาส่งเราไปเมืองนอก เราก็ถึงจุดที่ไม่ได้ไปแค่ร้าน แต่ไปถึงโรงคั่วแล้ว

“นุ่นใช้วิธีเดิมคือเสิร์ชก่อนว่าจะไปเมืองไหน หาชื่อโรงคั่ว แล้วส่งอีเมลไป บอกว่าขอเข้าไปดูได้ไหม แบกกาแฟพี่วัลไปด้วย ส่งไปประมาณ 20 – 30 เจ้า ตอบกลับมา 4 เจ้า ซึ่งก็ดีนะ เขายังตอบกลับมา (หัวเราะ)”

เธอบอกว่าอย่าดูถูกเรื่องการส่งอีเมลแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันทำให้เธอไปไกลถึงโรงคั่ว Small Batch และได้เห็นกระบวนการทุกอย่างมาแล้ว

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ความกระตือรือร้นของเธอไม่หยุดแค่นั้น แฟนพันธุ์แท้คนนี้เข้าคอร์สเรียนจนได้ใบประกาศนียบัตรมามากมาย และมีตำแหน่งด้านกาแฟการันตีความสามารถ ทั้ง Q Arabica Grader, COE Sensory Evaluation Training และ Thai Specialty Coffee Awards Sensory Judge 2020 – 2022 นอกจากนี้ เธอยังศึกษาจากหนังสือและงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาแล้วกว่า 200 เล่ม

“พี่วัลสอนให้นุ่นเก็บกาแฟ พี่ซานสอนเรา Cupping ในแง่การทำธุรกิจก็ได้จาก พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ Bluekoff ตอนนั้นนุ่นสติแตกอย่างหนัก พอพี่ ๆ ทุกคนเห็นว่า เราอยู่ทุกที่ของกาแฟก็เลยชวนเรามาช่วยงานสมาคมฯ ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นสมาคมฯ ด้วย นุ่นนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เรียนก็ยังไม่จบ งานประจำก็มี (หัวเราะ) จังหวะนี้รากเลือดจริง”

บางคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับพ่อแม่ของนุ่นว่า ทำไมเธอจึงเลือกมาช่วยงานสมาคมฯ ทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร แถมยังทำให้ชีวิตวุ่นวายยิ่งกว่าเก่า แต่นุ่นมองกลับกันว่า นี่คือการเรียนรู้แบบ Fast Track

“Win-Win กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่บอกว่างานนี้ไม่ได้เงิน แถมเสี่ยงอันตราย (ไปดอย) แต่นุ่นว่าการได้นั่งตรงนั้นคือความโชคดี พอทำ Thailand Coffee Fest 2016 ปีแรกก็มันมาก วันธรรมดามาไม่ค่อยได้เพราะติดงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็โดดเรียนไปเลย จบสวยงาม มีประกวด 10 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ทำให้เห็นความเจ๋งของกาแฟไทยอย่างที่ตั้งใจไว้”

นับจากนั้น นุ่นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการนี้อย่างเป็นทางการ

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย
ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Bluekoff to Blueprint

“สิ่งแรกที่คิดกับ Bluekoff คือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และแมส ไม่ Specialty อย่างที่เราต้องการ แต่หลังจากที่ได้พบกับพี่ ๆ เราเห็นว่า Bluekoff เป็น Specialty แต่สเกลใหญ่มาก มีอะไรให้สนุกเยอะมาก ตั้งแต่บนดอย ทำเรื่องดินกับเกษตรกร มีโรงคั่ว โรงสี คาเฟ่ หน้าร้าน ครบวงจรในสิ่งที่คนอยากเรียนรู้ มันคือสนามเด็กเล่นดี ๆ นี่เอง”

พนักงานใหม่เริ่มงานกับศุภชัยด้วยความกังวลหลายด้าน แต่เมื่อเขารับฟัง เปิดใจ และสนับสนุนการทำงานอย่างไม่ยั้ง พร้อมคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเจ้าเล็กเจ้าน้อยอยู่เสมอ ทำให้นุ่นถูกใจหลักการที่ตรงกัน สุดท้ายจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ Bluekoff ตั้งแต่นั้นมา

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“กาแฟอย่างเดียวไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ จะมีเบื่อบ้างก็เรื่องงาน” เธอหัวเราะ แล้วเริ่มวิเคราะห์การทำงานให้ฟังอย่างตั้งใจ

นุ่นใช้หลักการ 2 ข้อคือ ทำทุกอย่างอย่างมืออาชีพและซื่อตรง นอกจากนี้ เธอมักจะกลับมารีวิวตัวเองเสมอว่า ตัดสินใจอะไรพลาดบ้างหรือไม่ แล้วครั้งต่อไปจะจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

“เรามี Best Case Scenario, Ideal Scenario และ Worst Case Scenario เผื่อไว้ ถ้าทำออกมาแล้วสำเร็จ ก็ต้องแชร์ความสำเร็จให้คนรอบตัวด้วย เพราะนุ่นว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะช่วยกัน นอกนั้นคือทำอะไรก็ซัดให้เต็มข้อ จะได้ไม่ต้องมานั่งเฟลคูณสอง”

ทั้งหมดคือรายละเอียดความเป็นมืออาชีพที่นุ่นพูดถึงตั้งแต่ต้น และเป็นสาเหตุให้เธอปวดหัวในบางครั้ง “Expect the best, Prepare for the worst” อีกฝ่ายพูดไปตบโต๊ะไป

“ความเป็นมืออาชีพต้องมาพร้อมความถูกต้อง มันง่ายมากถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ แต่พอเรามีหลักการที่ต้องซื่อสัตย์ มันเพิ่มความยากเข้าไป แต่เราจะมีชีวิตที่สบายใจขึ้น” เธอยิ้ม เราพยักหน้ารับ

เราลองถามเธอว่า ปัจจุบันร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้วงความคิดของเธอเกี่ยวกับเครื่องดื่มชนิดนี้อย่างเดียวไหม เจ้าตัวขมวดคิ้วและบอกว่า “ไม่” แต่โดยรวมเธอคิดถึงเรื่องงานเป็นหลัก ทั้งงานสมาคมฯ และงานของ Bluekoff นอกจากนี้ก็มีเรื่องครอบครัวที่เพิ่งมาดีกันหลังทำงาน เพราะทางบ้านไม่เห็นด้วยเรื่องการทำงานเกี่ยวกับกาแฟมากนัก แต่ในวัยนี้ นุ่นเริ่มมองเห็นความโชคดีที่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน เธอจึงพยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว

จบจากคำถามดังกล่าว เราเบรกความจริงจังด้วยการถามเธอว่า แล้วเสน่ห์ของกาแฟคืออะไร ทำไมเธอจึงยังอยู่กับมันได้ตลอด

อีกฝ่ายสบตากับเราด้วยสีหน้าผ่อนคลายทันที

“กาแฟเนี่ย” เธอเงยหน้ามองเพดานอย่างครุ่นคิด ท่าทางคำตอบจะเยอะมาก จนเรียบเรียงเป็นประโยคไม่ถูกอยู่นานสองนาน

“เสน่ห์ของมันคือการทำให้เราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มันน่าสนใจ สมมติคุณมีแฟนสักคน บางทีมันตันเพราะเรารู้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ แต่กาแฟช่างมีอะไรให้ค้นหา ลึกลับซับซ้อน สายพันธุ์ใหม่ก็มา บางอย่างมีมานาน แต่กลับมีวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่หยุด

“กาแฟไม่เคยทำร้ายใคร มันมีความเฉพาะตัวในแง่ของธุรกิจด้วย อย่างช่วงโควิด-19 ยอดขายก็สูงสุด” เธอยกตัวอย่างการปิดยอดขายของ Bluekoff ที่ทำให้ต้องยกมือเฮ! แต่นั่นก็เพราะทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน และทุกคนมีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“นุ่นมาถึงจุดนี้ได้ใน Bluekoff และวงการกาแฟ ยอมรับว่าผู้ใหญ่ใจดี แต่เขาจะไม่สนับสนุนเลย ถ้าเราไม่ได้พัฒนาตัวเองมาก่อน ไม่ศึกษามาก่อน ไม่เตรียมตัวมาก่อน ณ โมเมนต์ที่เขาให้โอกาส นุ่นโคตรพร้อมที่จะรับโอกาส แม้กระทั่งการไปดูโรงคั่ว นุ่นไม่ได้รอโอกาส แต่นุ่นสร้างโอกาสด้วย มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองแค่ไหน และคุณยินดีทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองไหม”

นุ่นสรุปให้ฟังอีกอย่างว่า ต้นทุนชีวิตของคนอาจไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เรามีเท่ากันคือ ‘เวลา’

หญิงสาวคนนี้รู้ว่าเธอจะบริหารเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในความรู้และอาชีพการงาน จึงทำให้เธอมาไกลถึงจุดนี้ในวัยที่เพิ่งย่างเข้าเลข 3 ได้ไม่กี่ปี

“นุ่นทำงานเป็นซีอีโอตอนอายุ 27 เรื่องอายุมีผลต่อการทำงาน เนื่องจากประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัยวุฒิ’ ที่ต่างชาติไม่มีกัน เขามี Seniority แต่วัยวุฒิเป็นสิ่งที่คนไทยค่อนข้างจริงจัง ปัญหาเรื่องอายุจะมีแค่ช่วง First Impression เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือเราดีลกับผู้ใหญ่อย่างไร คุณรีแอ็กกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเด็ก ๆ หรือคุณหัดเรียนรู้จากคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเขาจัดการอย่างไร”

การทำงานกับศุภชัยทำให้เธอรู้จักความใจเย็นและกลยุทธ์อ่อนนอก แข็งใน เตรียมพร้อมพบเจอกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ โดยเปิดรับความต่างของแต่ละคน และตั้งใจ ‘ฟัง’ เพื่อความเข้าใจ จากนั้นจึง ‘พูดคุย’ ด้วยความใส่ใจ

ซีอีโอที่สละเวลารับประทานอาหารเที่ยงมาพูดคุยกับเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายสำคัญ จังหวะนั้นเราเห็นรอยสักเล็ก ๆ ที่แขนของเธอ เมื่อนุ่นวางสาย เราจึงขอเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องที่ผ่อนคลายกว่า คือความรักที่เธอมีต่อกาแฟถูกส่งผ่านรอยสักบนตัวบ้างไหม

“มันไม่ได้หมายถึงกาแฟโดยตรง แต่คือแรงบันดาลใจของชีวิตในการทำเพื่อกาแฟ” เธอโชว์รอยสักจากหนังสือชื่อ Manual of the Warrior of Light ของ Paulo Coelho ให้เราชม รอยนั้นมีลักษณะเหมือนดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในหนังสือทุกหน้า

“ในนั้นมีบทที่บอกว่าเมื่อ Warrior of Light เจออุปสรรคจะทำอย่างไร เราว่าใช้หลักการของเขาทำให้ตัวเองมีประโยชน์ในการพัฒนากาแฟไทยได้ หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเกิดมาเพื่อเรา เพราะการที่เราจะเป็นผู้พัฒนากาแฟไทย โดยเฉพาะจุดที่ยืนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือการพัฒนาที่ต้นน้ำ พอมันพัฒนาตลอด ภาพใหญ่มันยากและเยอะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเป็น Warrior of Light ถึงจะรอด”

เธอบอกว่า ไม่สักเป็นรูปกาแฟ เพราะมันตรงเกินไป และรอยสักของเธอทุกรอยมีผลต่อระดับจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความชอบ

นุ่นโชว์รอยสักอื่นผ่านหน้าจอ มีทั้งรอยดาวินชี และสัญลักษณ์อินเดียนแดงที่หมายถึง Leadership Energy และ Humble เธอยังปิดท้ายหัวข้อด้วยว่า การสักเป็นความท้าทายชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ต้องพร้อมทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะสังคมบางส่วนยังมองคนมีรอยสักไม่ดีนัก

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เราคิดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักในทุกด้าน ถ้าอย่างนั้นในวันที่เหนื่อย อะไรเป็นสิ่งเยียวยาเธอ

“วันไหนที่เหนื่อยเหมือนจะตาย แค่ได้ชิมกาแฟที่เข้า Top 10 ก็หายเหนื่อยแล้ว หรือถ้าคืนนั้นมีเวลาคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกว่าวงการกาแฟไทยกำลังเดินไปข้างหน้า เท่านั้นก็หายเหนื่อย เพราะจากที่เราเดินทางกันมา มันมาไกลมาก

“ส่วนการเยียวยารายวัน ถ้าเป็นโซฟาตัวเดิมกับเบียร์ 1 กระป๋องก็โอเคแล้ว” เธอเสริม

ตลอดการสนทนา เราตั้งข้อสังเกตว่า จุดมุ่งหมายของเธอถูกตั้งขึ้นและดำเนินไปเพื่อคนอื่นในสังคมเสมอ นุ่นบอกว่านั่นคือความเห็นแก่ตัวของเธอที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น การทำเพื่อคนในวงการกาแฟไทยจึงเป็นเป้าหมายอันเห็นแก่ตัวของเธอเอง

“ตอนนี้วงการพัฒนาขึ้นเยอะ การทำงานของเรากับเกษตรกรที่ต่างวัยกันยังคงมีอยู่ แต่ในอนาคต เรารู้ว่าวงการนี้จะไปไกลมาก เพราะคนรุ่นใหม่กลับบ้านไปทำมากขึ้น พวกเขากล้าลอง เจเนอเรชันเปลี่ยนและโต และจะไม่กลับไปที่เดิม ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเร็ว สิ่งที่พลาดจะมีเยอะขึ้น แต่จะเกิดการพัฒนาที่รวดเร็ว

“ยกตัวอย่าง การประกวด 10 สุดยอด Thai Specialty Coffee Awards เมื่อปีที่แล้ว เกษตรกรพลาดเยอะมาก หมักกาแฟมาแบบน้ำส้มสายชู กรรมการก็ท้องเสีย คะแนนต่ำ ไม่ได้แย่ เพราะเป็นกระแสกาแฟหมัก เกษตรกรยังจับจุดไม่ถูก แต่เพราะเขาลองแล้วพลาด พอมาปีนี้ปรากฏว่า เกษตรกรรุ่นใหม่จับจุดได้ เขาแชร์ข้อมูลกันจนผลลัพธ์ดีมาก Top 20 คะแนนต่ำคือ 85 ซึ่งถือว่าสูง ภาพรวมกาแฟไทยอัปขึ้นมาเฉลี่ย 3 – 4 แต้ม แปลว่าเขาพลาดแล้วเรียนรู้ นี่คืออนาคตของกาแฟไทย เป็นวัฏจักรที่คล่องตัว ลอง-ผิด-ทำใหม่ นุ่นจะรอดูนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต”

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เธอทิ้งท้ายว่า ในวัยเด็กเคยมีความฝันที่จะเก็บเงินเยอะ ๆ เพื่อเปิดร้านกาแฟในวัยเกษียณ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าความฝันนั้นลอยหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ซีอีโออนาคตไกลนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะเป็นไปในทิศทางใดหากไม่ได้ทำงานด้านนี้แล้ว

“การขาดกาแฟไปเหมือนชีวิตไร้จุดหมาย นอกจากงานบริหารที่มีความรู้อยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาเป้าหมายชีวิตใหม่ เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าเพื่ออะไรสักอย่างเหมือนเดิม ตายไปจะได้ไม่เสียดาย แต่ตอนนี้ถ้าเราอยู่ในวงการแล้วทำตัวมีประโยชน์ได้ก็ดี นุ่นอยากเตรียม10 สุดยอดกาแฟไทยไปกระจายให้คนลองกิน อยากโปรโมตกาแฟไปเมืองนอก นี่คือเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากทำ ก็กาแฟไทยมันดีอย่างนั้นแหละค่ะ (ยิ้ม)”

เราขอลาปลายสายไปรับประทานอาหารกลางวันอย่างอิ่มเอมใจ คงไม่มีใครเชื่อว่าความสงสัยใคร่รู้ของเด็กหญิงคนหนึ่ง จะสร้างผู้บริหารที่เปลี่ยนความชอบเป็นการงานที่มั่นคงได้ ทั้งงานนั้นยังไม่ได้มอบประโยชน์ให้เพียงตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากยอดดอยจนถึงใครสักคนที่สดชื่นและหายปวดหัวเมื่อได้ดื่มกาแฟ

ป.ล. ปัจจุบัน นุ่นดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว แก้วละประมาณ 300 ซีซี (เผื่อใครสงสัยว่าเธอติดกาแฟมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load