ไม่แปลกหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อ อ.เถ่า-มีชัย แต้สุจริยา

แต่ถ้าคุณสนใจวงการผ้าไทยอยู่บ้าง คุณต้องรู้จักผ้ากาบบัวของบ้านคำปุน

คำปุนเป็นโรงงานทอผ้าแห่งแรกและแห่งเดียวของอุบลราชธานี ที่นี่ผลิตผ้าทอมาหลายสิบปี สืบทอดจากเชื้อสายของตระกูลจิตตะยโศธร ผ่านวันเวลาที่เมืองอุบลซบเซาจนไม่เหลือคนซื้อขายผ้า และยังยืนหยัดนำกระแสในวันที่ผ้าไทยกลายเป็นของทันสมัย

อ.เถ่า คือทายาทรุ่นที่ 3 ของบ้านคำปุน ผู้เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบผ้าสุดเจ๋งที่สร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชนทอผ้าทั้งในอุบลและทั่วอีสาน จนกระทั่งผ้าคอลเลกชันล่าสุด ‘กาบบัวแสงแรก’ ได้ไปอยู่ในพระหัตถ์เจ้าชายวิลเลียมและดัชเชสเคท (อ่านเรื่องราวของผ้ากาบบัวต่อได้ที่นี่)

เรานัดเจอเขาที่บ้านคำปุน ณ จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเป็นครูศิลป์ของแผ่นดินในวันนี้ เขาศึกษาเรื่องผ้าแบบต่างๆ ด้วยตัวเองจนชำนาญ แม้ระหว่างที่ทำงานเป็นลูกเรือสายการบิน เขายังมุ่งมั่นว่าจะกลับมาทำผ้าที่บ้าน ในวันที่กลับบ้านมาพบว่าผ้าทออุบลฯ หายไปจนเกือบหมด เขาก็ยังหาทางพลิกจนคำปุนกลายเป็นโรงงานผ้าที่ได้รับใช้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผ่านการทำเสื้อผ้าให้หนังไทยฟอร์มยักษ์อย่างมหากาพย์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ลองไปฟังช่างทำผ้าในตำนานคนนี้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังด้วยเสียงของเขาเอง

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

เจอกันทีไรก็เห็นคุณใส่โสร่งตลอดเลย

คนอีสานตั้งแต่เลยถึงลาวใต้ใช้ผ้าโสร่งแบบนี้กันทั้งสิ้น เราจะมองออกว่าเป็นคนจากไหน เช่นสุรินทร์ชอบผ้าเบาบาง อุบลฯ ชอบผ้าหนาหน่อย ยโสธรสีชมพูกับเขียว ผ้าอำนาจเจริญจะออกเหลืองๆ สิ่งเหล่านี้เป็น GI บอกว่าใครเป็นใคร บอกสายเลือดของเรา

ตอนเด็กๆ คุณตาของผมเป็นคนเดียวในยโสธรที่นุ่งผ้าโสร่ง เราเคยสงสัยว่าทำไมตานุ่ง เวลาใครพูดถึงตาก็จะบอกว่า ผู้บ่าวที่นุ่งผ้างามๆ ใช่มั้ย ผ้าผื้นนั้นเป็นผ้าปูมของทวด เป็นมรดกที่ล้ำค่ามากของตระกูล

เราเคยสงสัยว่าทำไมตานุ่ง แต่โตมาเราก็เห็นว่า เมื่อความเจริญเข้ามาแทนที่ คนใช้แต่ของนำเข้า พอไม่มีใครใช้ผ้าไทย มันเลยหมดไป นี่คือสาเหตุที่ทำไมผมต้องนุ่งผ้าโสร่งอยู่เสมอ

แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นช่างทำผ้า แต่คุณไม่ได้ทอผ้าเลยใช่ไหม

ไม่ชำนาญฮะ คือในอินเดีย อิหร่าน ผู้ชายทอ แต่ในไทยห้ามผู้ชายทอผ้า เพราะในสังคมไทยที่ผ่านมาผู้หญิงต้องทอผ้าที่จะนุ่งเอง โดยกุลสตรีสมัยก่อน คนอีสานมีคำพังเพยว่า ‘ตำหูกบ่เป็นแผ่น ก็อย่ามีผัว’ คือถ้าทอผ้าไม่ได้เป็นผืน ก็ยังไม่ควรแต่งงาน

ผมเองเหมือนเป็น CEO ในบริษัท เราชำนาญเรื่องย้อม เรื่องออกแบบ เรื่องแก้ไขปัญหา เรื่องวางแผน แน่นอนว่าต้องทำเป็นทั้งกระบวนการ เพื่อให้รู้ปัญหา แต่เทียบกันแล้วแม่ๆ ทอเก่งกว่าเยอะครับ

แปลว่างานที่ทำคือการออกแบบมากกว่า

ใช่ครับ ผมเป็นคนเดียวเลยที่วาดดราฟต์ไว้บนกระดาษก่อนทอเป็นผ้า ตอนเด็กๆ เราไม่รู้จะสื่อสารกับช่างยังไง จะเอาชอล์กเขียนมันก็เลือน จะเอาปูนมาแต้มใหม่ก็ขาด เราเคยผ่านปัญหามามาก จนกระทั่งเราพบว่าเขียนลงในกระดาษเลย เป็นทางออกที่ดีที่สุด ผ่านมา 40 ปีก็ยังทำเช่นนั้นอยู่

แต่ก่อนตอนเป็นสจ๊วต เวลาบินผมติดกระดาษออกแบบสำหรับออกแบบลายผ้าไปด้วยทุกครั้ง บางไฟลต์ เช่นเคยไปแอลเอ ญาติมิตรมารับเพื่อนร่วมงานไปกันหมด เราก็อยู่แต่ในห้องโรงแรม อย่างดีก็ไปเดินในเมือง เวลาส่วนใหญ่เลยใช้ไปกับการนั่งทำงาน ได้งานชิ้นดีๆ เยอะ มีลายผ้าสวยๆ หลายลายเลยที่เขียนระหว่างเดินทาง

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

ตอนนั้นทำไมถึงไปเป็นลูกเรือสายการบิน

แค่เพื่อนชวน จู่ๆ เขาก็มาบอกว่า เราดูเหมาะที่จะเป็นสจ๊วต ทำไมไม่ลองไปสมัครดู เราคงดูสงบและสุภาพในสายตาของกรรมการ ดูเป็นคนมีความสุขตลอด แล้วการบินไทยสมัยก่อนถ้าไม่ชอบตี๋ก็ชอบหน้าไทยๆ เขาเลยเข้ารับทำงาน อยู่ที่การบินไทยถึง 7 ปี ระหว่างนั้นก็ออกแบบผ้าไปด้วย

พ่อแม่เห็นด้วยมั้ย

แม่ห่วงฮะ คือทุกคนไม่อยากให้ลูกเป็นสจ๊วต เมื่อก่อนเครื่องบินตกถี่กว่านี้ พอได้ยินข่าวเครื่องบินตกที ยังไม่ทันรู้รายละเอียดอะไรเลย แม่ก็เป็นลมแล้ว หรือบางทีไม่ได้นอนเลย 24 ชั่วโมง สมองคงขาดออกซิเจนตายไปหลายจุดแล้วล่ะฮะ (หัวเราะ)

หรือตอนที่มีสงครามอ่าวเปอร์เซีย นอนอยู่ดีๆ บริษัทก็ให้เราไปรับผู้อพยพที่จอร์แดน ก็ร้องไห้กัน พวกเราก็บอกว่าไปเฉพาะผู้ชายพอ ไปถึงไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมัน เดชะบุญที่มีเงินติดตัวกันอยู่ ก็รวบรวมเงินกันให้ได้หลายพันเหรียญฯ เพื่อจ่ายค่าน้ำมัน

แล้วคุณชอบงานนี้มั้ย

วันที่ไปสมัครไม่อยากสมัครนะ แต่วันที่ลาออกมาแล้วมันคิดถึง เราได้รู้ว่าการที่เราทำงานให้คนอื่นมีความสุขมันเป็นความสุขอย่างยิ่ง ชีวิตเรานึกถึงคนอื่นก่อน เวลาเราจะบินบางทีหดหู่มาก อยู่บนรถบัสของ Crew ฝนตก ไฟสนามบินก็มืด ทุกคนเขาหลับ เรากำลังจะไป ดีร้ายก็ไม่รู้ แต่พอไปอยู่บนเครื่องวิญญาณบริการเข้าสิง มันก็กระตือรือร้นขึ้นมา

ถ้าชอบแล้วทำไมลาออก

สจ๊วตคงไม่ใช่อาชีพสุดท้ายของเรา เราคิดว่าอาชีพนี้ไม่ยั่งยืน เราไม่สามารถสร้างอะไรให้ใครได้ แต่อาชีพทอผ้าเราสามารถสร้างอาชีพให้คนอื่นได้ด้วยหลายสิบคน แล้วแต่ละคนก็เลี้ยงดูครอบครัวได้ เราเลยคิดว่าจะยึดอาชีพทอผ้าเป็นอาชีพสุดท้าย

ตอนนี้เพื่อนผมบางคนก็ยังอยู่ที่นั่น กลายเป็นฝ่ายบริหาร เรียกแค่ชื่อเปล่าๆ ไม่ได้แล้ว ต้องเรียก ‘คุณ…’ (หัวเราะ) บางทีเราก็ตะขิดตะขวงใจ มาเรียกเพื่อนว่าคุณ เราทำไม่เป็น มันโดดเดี่ยว ผมขอเลือกกลับมาเป็น ‘เฮีย’ ดีกว่า

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

คุณดูรักงานนี้มาก ทำใจนานมั้ยกว่าจะออกได้

ตอนที่เราตัดสินใจแน่ๆ ว่าจะต้องกลับมา คือตอนที่เราอยู่บนเครื่องไฟลต์แปซิฟิก ตั้งแต่ไปญี่ปุ่น ฮ่องกง ถึงอเมริกา ต้องผ่านทางนี้ตลอด กัปตันก็จะประกาศว่าเราผ่านดานัง ผ่านลาว ตอนนี้ผ่านจังหวัดอุบลราชธานี มันจะร้องไห้ โอ้ นี่มันบ้านเรา มันตื้นตัน แล้วรู้สึกว่าเราต้องกลับมาที่นี่ให้ได้

เตรียมตัวก่อนออกมายังไงบ้าง

จริงๆ ที่บ้านทอผ้าอยู่แล้ว เป็นการทอแบบดั้งเดิม มีแค่คุณยายกับคุณแม่ทอกันอยู่ 2 กี่ คุณยายยังชีพด้วยการทำผ้าขาย ท่านเป็นสายตระกูลเจ้าเมืองยโสธร ทำให้ได้สืบทอดความรู้เรื่องผ้ามา แต่ก่อนตอนที่มาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมก็ต้องหิ้วถุงใส่ผ้ามาขายด้วย ไปตามร้านก็ไม่มีใครซื้อ ต้องไปขายที่ร้านแอนทีกของเพื่อนที่สยามสแควร์ ไปนั่งที่นั่นแล้วก็ให้คุณยายมาดูมาซื้อกัน

ส่วนโรงงานคำปุน เราทำตั้งแต่ปี 2520 จนบัดนี้ก็ยังเป็นโรงงานเดียวของอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลฯ ที่มีการจดทะเบียน ไม่มีโรงงานทอผ้าอื่นเลย บ้านหลังใหญ่ของเราพอมีที่ตั้งกี่ได้ 7 กี่ ก็สร้างโรงเรือนเพิ่ม ให้ตั้งได้อีก 5 กี่ ยายทำงานที่บ้าน ให้เพื่อนบ้านมาช่วย ป้าเป็นคนมัดหมี่ แม่ทำเส้นยืน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มทอผ้าแห่งแรกที่ผมรู้จัก

แต่ก่อนพ่อทำกิจการแต้กวงหมง เป็นผู้จัดจำหน่ายเหมือนแมคโครเดี๋ยวนี้ วันที่หนักใจมากคือวันที่ไปบอกพ่อว่าจะขอเปลี่ยนชื่อของพ่อ ซึ่งลงสำเภามาถึงเมืองไทย เอาชีวิตเสี่ยงตายมาจนทำกิจการที่ดูแลครอบครัวได้ทั้งหมด วันนี้ท่านต้องเลิกใช้ชื่อนี้ เราก็เสียใจน้ำตาไหล ขอเปลี่ยนเป็นชื่อแม่แทน คือคำปุน

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน
มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

แล้วคุณเองมีทักษะเรื่องผ้าอะไรบ้างตอนนั้น

ผมเองได้รับความรู้จากยายตั้งแต่เป็นเด็ก อายุ 20 และเจ้าสิริบังอร ลูกเจ้าจุ้ย ณ จำปาศักดิ์ เจ้าตระกูลสุดท้ายของลาวใต้ มาอยู่ที่อุบลฯ ให้ความรู้ด้านผ้ายก บ้านเราก็อยู่ใกล้กัน เห็นมาตั้งแต่เด็ก พอซึมซับไปแล้วก็ทำให้เข้าใจว่ามันอันตรายต่อการสูญหายมาก เลยต้องหาทางรักษาไว้ จึงเอาผ้ากาบบัวมารักษาไว้ คือผ้ากาบบัวคำ

ตอนเรียนอยู่กรุงเทพฯ เคยจับพลัดจับผลูเข้าไปทำงานในโรงงานทอผ้าที่นำเข้าผ้าจากญี่ปุ่น เวลามีสต๊อกเหลือ เราก็ไปเอาผ้าพวกนั้นมาออกแบบเพื่อขายล้างสต๊อก เขาขอเราแค่ชั่วโมงเดียว เสาร์-อาทิตย์ อายุเท่านั้น ทำงานแค่นั้นได้เดือนละ 5,000 บาท เทียบกับคนจบปริญญาตรีได้แค่ 6,000 บาท ไปไหนก็เลี้ยงเพื่อนตลอด ก็ทำให้มีประสบการณ์ด้านการทำเสื้อผ้ามาบ้างฮะ

กลับมาแล้วเป็นยังไง

อย่างน้อยได้ผัดผักให้คุณพ่อทาน ได้อยู่ด้วยกันตั้งสิบกว่าปีก่อนท่านจะเสีย หรืออย่างตอนนี้ก็พยุงคุณแม่ขึ้นห้องนอนทุกวัน เวลาตาท่านมองไม่เห็นก้างปลา เราก็ช่วยดูให้

ตอนเป็นสจ๊วตเราเห็นเพื่อนบางคนรีบบินกลับไปงานศพพ่อแม่ เราก็คิดว่าเราจะรอให้พ่อแม่เราตายก่อนเหมือนกันเหรอ ไม่น่าจะอย่างนั้น เราเลยต้องลาออกมาอยู่ดูแลท่าน

แล้วเราก็ตัดสินใจไม่ผิดฮะ เราไม่ได้กลับมารับใช้แค่ท่านเท่านั้น เรายังมีโอกาสรับใช้สังคม เราได้ทำงานสืบสานประเพณี สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความเป็นปึกแผ่นทางใจให้ชุมชนที่เราใช้เป็นที่เกิด

เล่าสภาพอุบลราชธานีตอนนั้นให้ฟังหน่อย

ตอนนั้นอุบลฯ ไม่มีใครทอผ้าเลย ทุกคนรู้จักผ้าอุบลฯ เพราะคำปุน ถ้าไม่มีคำว่าคำปุนทุกคนจะนึกไม่ออกเลยว่าจังหวัดนี้มีการทอผ้า อย่างที่สุรินทร์มีบ้านสวาย กาฬสินธุ์มีบ้านโพลน ที่ลับแลมีสองร้อยกี่ เชียงรายเชียงของมีเป็นร้อยๆ กี่ มีหลายๆ หมู่บ้านที่ทอผ้าเด่นมาก แต่อุบลฯ เรามีอะไรล่ะครับ น่าเป็นห่วงมาก ทุกคนมีคนเก่งประจำชุมชนเขา แต่ที่นี่เราไม่มี

เลยคิดว่าจำเป็นต้องกลับมาอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์กับบ้านเกิด

คุณใช้เวลาทำอะไรไปบ้าง

พอเรารู้ว่าอุบลฯ ขาดการสืบสานภูมิปัญญาในด้านการทอผ้า เราก็ขอทุนจังหวัดเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทอผ้าให้หมู่บ้านนำร่อง 5 หมู่บ้าน แล้วก็ฝึกช่างทอผ้ารุ่นใหม่คนแล้วคนเล่า คนบางคนทอมัดหมี่ไม่เป็น ขิดไม่เป็น ก็ให้คนอื่นมาเก็บขิดให้ เราออกแบบให้ผ้ามีเทคนิคหลายแบบ ทั้งยก ทั้งมัดหมี่ เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกทุกอย่าง

เวลาไปสอน เราก็สอนทุกขั้นตอนว่า ย้อมแบบนี้นะ เราทำทั้งวันให้แม่ๆ ดู แม่ก็ยืนดูเฉยๆ บอกว่าทำแบบนี้นะแม่ แม่ก็บ่นว่า โอย แม่เฮ็ดบ่ได้ดอก แม่บ่มีแฮง ลูกมีแฮงหลาย (หัวเราะ) หรืออย่างพอวันเข้าพรรษาเราก็จะเชิญทุกคนเข้ามาดูว่าเรามีลายอะไรใหม่ หรือบางทีเราให้ผ้าไหมไปเลย มัดมาแล้ว ทอแล้ว ให้แม่ๆ ไปแกะลายทอของตัวเอง

มีหลายคนถามว่า เรามีลิขสิทธิ์ให้ผ้ากาบบัวมั้ย ผมจะตอบว่า ในวันที่ผมมอบให้ชุมชน ผมไม่ต้องการประโยชน์อะไรมากกว่าการให้มีการสืบทอดเรื่องทอผ้า และกระจายรายได้ให้ชุมชน สร้างความภาคภูมิใจให้เขา สร้างสัมมาอาชีพ เป็นสิ่งที่เราต้องการมากกว่าลิขสิทธิ์ใดๆ

ทำไมต้องรับใช้ผ่านการทอผ้า ทำอย่างอื่นไม่ได้เหรอ

จริงๆ แล้วงานที่ผมทำได้มีหลายอย่าง ผมทำอาหารอีสานให้ ดิฉัน 16 รายการ ลงในสื่อหลายครั้งเรื่องอาหารอีสาน เป็นนักจัดดอกไม้ของปาร์คนายเลิศสมัยก่อน ครบรอบ 25 ปีโรงแรมก็ยังเป็นคนจัดดอกไม้อยู่

แต่สิ่งที่สำคัญ มีความสุข และมีค่าที่สุดของชีวิต ก็คืองานทอผ้า ตอนนั้นคิดว่าจะทำจนกว่าจะไม่มีแรงทำ ถ้าเราจะหยุดทำงานโดยที่ไม่ทำอะไร ก็ขอตายดีกว่า เพราะชีวิตของเราก็คือการทำงาน เวลาที่เราทำคือช่วงที่มีความสุขทั้งสิ้น

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

ชีวิตในวงการผ้าเป็นยังไง

เราเป็นสังคมที่น่ารักมาก เราไม่ใช่ลูกค้า หรือคนขายผ้า เราเป็นกัลยาณมิตรที่ดูแลกัน เรามีความหวังดีเมื่อท่านต้องไปงาน แล้วท่านก็หวังดีเมื่อเรามีกิจการของเรา

ผมไม่เสียดายเลยที่เลือกอาชีพนี้เป็นอาชีพสุดท้าย เพราะมันไม่ได้เห็นแค่ความงดงามของงานเท่านั้น แต่มันได้เห็นความงดงามของจิตใจด้วย แล้วมันทำให้เกิดความสุขจริงๆ

ลูกค้าคนหนึ่งต้องรอผ้านานแค่ไหน

บางท่าน 3 ปี บางท่าน 5 ปีแล้วครับ บางท่านรอมาตั้งแต่ผมยังอายุ 20 ต้นๆ ด้วยซ้ำ

ทำไมนาน

ตอบตามตรงคือ นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรให้ท่านดี มันยังไม่เกิดแรงบันดาลใจ ที่จริงท่านก็บอกอะไรก็ได้ แต่เราก็อยากทำงานที่ดี ที่เหมาะกับท่านนั้นๆ บางท่านอาจรอจนหมดชาติภพนี้ก็อาจยังไม่ได้ผ้าของผมก็ได้ เพราะมันยังนึกไม่ออกว่าท่านจะเหมาะกับผ้าลวดลายแบบไหน

มุมมองผ้าของผมก็คือ เพื่อสิ่งที่ท่านเรียกว่าอริยทรัพย์ฮะ คือสิ่งที่เป็นของภายใน ไม่ใช่ของภายนอก ความปีติ ความสุขที่เราได้รับ ไม่ใช่เงินที่เราสัมผัสได้ ไม่ใช่แลกเอาเสื้อผ้า แลกเอารถยนต์ แลกเอาบ้าน แต่แลกเอาความสุขในใจที่จะติดตัวเราไปจนวาระสุดท้ายฮะ

เป้าหมาย ค่าของเรา มันเพื่อที่จะไม่ได้อะไรตอบแทน เราเลยถือว่าราคาของผ้าเสมอกัน ถ้าผ้าคุณภาพเท่านี้ ก็จะกำหนดราคาตามวัตถุดิบ คุณภาพ ที่เราคิดว่าเหมาะสม

งานที่ใหญ่ที่สุดที่คุณเคยทำคืออะไร

บ้านคำปุนเคยทำผ้าให้มหากาพย์หนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเรานำความรู้ดั้งเดิมมาปรับตีความใหม่ เลือกสีเข้มให้เหมาะกับความเป็นนักรบ และเอาลายอีสานไปใส่ เลือกลักษณะผ้าที่เวลาโดนแสงจะไม่วิบวับมาก เพื่อให้เหมาะกับการถ่ายทำหนัง หรืออย่างหนังเรื่อง สุริโยไท เราก็ทำมัดหมี่ที่มีลูกปัด เป็นเทคนิคที่เรายืมมาจากเผ่ากะตูในลาว

แต่ผมคงไม่ทำให้หนังอีกต่อไปแล้ว ทำแล้วเหนื่อย เพราะเยอะมากครับ ผ้าคาดเอวพระเอกคนเดียวก็ไม่รู้กี่สิบชิ้นแล้ว เราแทบต้องวางงานเราทั้งหมดของคำปุนเพื่อมาทำ

แต่งานนั้นก็คุ้มเพราะทำให้ได้รับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แบบห่างๆ แล้วก็ได้มีโอกาสถวายรายงานด้วย

เล่าบรรยากาศการถวายงานให้ฟังหน่อย

งานวันนั้นเขาให้เราประจำตรงนิทรรศการเรื่องเครื่องแต่งกายคนเดียว เมื่อพระองค์เสด็จมาเราก็ถวายคำนับแล้วก็รู้สึกว่า โอ ตัวเราเล็กเหลือเกิน ทำไมพระองค์ท่านมีบารมีใหญ่หลวง แล้วพระองค์ตรัสถามเราว่า ผ้าปูมนี้ออกแบบเองเหรอคะ สีนี้สวยเหมือนฝันเลย เราก็ดีใจที่พระองค์ทรงรู้จักผ้าปูม รู้ว่าไหมนี้เป็นไหมน้อย

ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้รับใช้พระองค์ท่านอย่างนี้ ถึงเราจะเสียหายอะไร ถ้าเทียบกับความปีติยินดีที่พระองค์ท่านทรงมีเมื่อได้ทอดพระเนตรงานของเรา ก็ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

ผ่านงานทอผ้ามาหลายปี ผ้าของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม

เปลี่ยนครับ ผมเคยใช้มรกตทับทิมในผ้าของชุดแต่งงานท่านหนึ่ง แต่ตอนนี้พอมองกลับไปดู เราก็เห็นว่า เราควรให้คุณค่ากับฝีมือเรามากกว่าของมีค่าที่เราจะประเดประดังลงไป

สังเกตว่าของที่ทำง่ายๆ เนี่ยเป็นของที่ทำได้ยาก ถ้าเราจะถมลงไปเยอะๆ ง่าย แต่ถ้าเราจะทำให้มันเรียบแล้วสง่างามต่างหาก เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดในเรื่องของงานผ้า

ทำงานผ้ามาตลอดชีวิต คุณยังสนุกอยู่ไหม

ตอนนี้ยังมีอะไรอยู่ ยังพออยากทำต่อ แต่เราไม่รู้ว่าเราจะมีแพสชันที่จะทำผ้าแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งถ้าเราแผ่วบางลงเมื่อไร ทั้งในแง่กายภาพและแง่แรงบันดาลใจ เราก็คงจะเลิกทำครับ ด้วยความพอใจว่าสิ่งนี้เราเลือกแล้ว ไม่มีความกดดัน ไม่ได้จนมุม เราเลือกทางเดินของเราแล้ว

อ.ถวัลย์ ดัชนี ท่านเคยมาเยี่ยมเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ท่านเขียนรูปให้ผมรูปหนึ่งเป็นพิเศษ แล้วท่านก็บอกว่า “เถ่ารู้มั้ยว่าพระมีหลายแบบ งานที่เถ่าทำเนี่ยเหมือนขรัวกวาดลานวัด เราเลือกเป็นพระได้ จะเป็นพระปฏิมาให้คนเขากราบไหว้บูชา หรือจะเป็นขรัวกวาดลานวัด เถ่าเลือกเอา”

พี่ก็ตอบท่านด้วยความเคารพว่า ผมไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง เรามีความสุขที่ได้รับใช้ ทำผ้าซิ่นให้ท่านเหล่านั้นนุ่งก็เป็นความสุขแล้ว

แล้วจะไปทำอะไรต่อ

พอเราได้ปฏิบัติ ได้บูชา ได้ซาบซึ้ง ในพุทธศาสนา เรามองชัดว่าความจริงคืออะไร

ตอนนี้ การที่เราไปสนใจทุ่มเทเวลาให้การปฏิบัติภาวนามาก ทำให้เห็นความไม่จำเป็นของการทำให้งาม เราเลยเริ่มทำของบูชาถวายพุทธศาสนา เป็นงานที่เราทำสร้างจากแพสชัน ให้กลายเป็นศรัทธา ทำบุษบก มันปีติ อิ่มใจกว่าทำบ้านให้มหาเศรษฐี

ตอนนี้ผมก็วางแผนการไว้ว่าในอนาคตอาจจะหมดความสนใจเรื่องความงาม การปรุงแต่ง คงจะทำแค่ผ้าสีเทา สีซีเปีย สีเดียวหมด เป็นผ้าโมโนโทนฮะ (ยิ้ม)

มีชัย แต้สุจริยา, บ้านคำปุน

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อเรามาถึงสตูดิโอพันทาง อาเธอร์ แวร์ญ ก็นั่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว สตูดิโอออกแบบสถาปัตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของ ‘บากะนก’ ร้านหนังสือเด็กอิสระสีสันสดใสภายในเวิ้งเหล็กแดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขากับภรรยา อิ๋ว-ปุณย์ศิริ สกุลวิโรจน์ แวร์ญ เป็นเจ้าของร้าน ทั้งคู่รักหนังสือ แถมเรื่องบังเอิญก็คือต่างมาจากแผ่นดินทางใต้เหมือนกัน เธอเป็นหญิงสาวอารมณ์ดีชาวนครศรีธรรมราช ส่วนเขาเป็นหนุ่มทรงสุภาพจากตูลูส

ในห้องทำงานที่มองลอดหน้าต่างออกไปเห็นถนนท่าแพยามบ่าย อาเธอร์เล่าให้ฟังว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางตึกรามบ้านช่องของเมืองใหญ่สุดในแคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายมาเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พลันโดนมนตร์เสน่ห์ความคลาสสิกและบรรยากาศชายทะเลแถบบอร์โดซ์ตกนับแต่นั้น ซึ่งดูจะไปกันคนละทางกับเชียงใหม่ที่ตัวเขาและครอบครัวเลือกมาปักหลักพอสมควร

“ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเชียงใหม่น้อยมาก รู้แค่ว่ามันเล็กกว่ากรุงเทพฯ และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่พอได้มาอยู่ก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมดีกว่าด้วย คุณไม่ต้องทนกับรถติด ใกล้ชิดธรรมชาติ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขอแค่คุณมีไอเดียหรือรักจะทำสิ่งไหน คุณก็ลงมือทำได้ทันที”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ระหว่าง 9 ปีที่พำนักในเชียงใหม่ อาเธอร์ตกหลุมรักงานสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะล้านนา เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบอาคารร่วมสมัยสวยโดดเด่นหลายแห่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังต่อยอดความหลงใหลสู่โปรเจกต์งานศิลปะภาพประกอบที่ซุ่มทำนานกว่า 2 ปี ‘A Journey in Chiang Mai’ ซึ่งไม่เพียงถ่ายทอดมุมมองประทับใจในบรรยากาศ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และหลากรายละเอียดสนุก ๆ จากความช่างสังเกตของสถาปนิกหนุ่มต่างแดน ต่างวัฒนธรรม แต่ยังมีกระบวนการทำงานสุดพิถีพิถัน เพื่อส่งต่อความรักและความสุขแก่ผู้คนที่รักเมืองเชียงใหม่

ก็เพราะรัก

หลังได้รับอีเมลตอบกลับ อาเธอร์ก็โบกมือลาบอร์โดซ์แล้วบินข้ามทวีปมาเริ่มต้นชีวิตยังจังหวัดเชียงใหม่

“ผมย้ายมา พ.ศ. 2556 แต่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้เจออิ๋ว พอเรียนจบเลยลองหางานทำในเมืองไทย ส่งสมัครไปหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สุดท้ายก็ได้ทำกับบริษัท นิวัตร อาร์คิเทค”

ที่บริษัท อาเธอร์นั่งเก้าอี้นักออกแบบ ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้เขาเปิดประตูสู่โลกสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะรูปแบบล้านนา ก่อนค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ กระทั่งมีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในผลงานการออกแบบอาคารโคโลเนียลของโรงแรม Sela อำเภอหางดง ที่ผสมผสานลักษณะอาคารเก่าในยุโรปเข้ากับกลิ่นอายความเป็นล้านนาได้อย่างงดงามและมีเสน่ห์ หรือผลงานยุคหลังที่ทำในนามบริษัทตัวเอง ซึ่งหยิบจับภูมิปัญญาบ้านทรงไทยโบราณมาร้อยเรียงใหม่ในโฉมอาคารโมเดิร์นสุดเก๋ของสำนักงานบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ Artisan Digital

“ตอนนี้ผมออกมาเปิดบริษัท ‘สตูดิโอพันทาง (1,000 ways)’ ได้ 2 ปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือผมต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น ตั้งแต่เขียนแบบ ร่างแบบงานโครงสร้าง ดูงบประมาณ เรื่อยไปจนติดตามงานก่อสร้าง ยังไงก็แล้วแต่งานในส่วนที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็นการออกแบบ 3 มิติ”

เพราะไม่เพียงความสุขในการได้ทำงานที่รัก ทว่าการเติมแต่งจินตนาการสอดแทรกลงไปรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นความสนุกสนาน ที่บ่อยครั้งทำให้อาเธอร์มักโดนเพื่อนร่วมงานติงว่าใช้เวลากับการประดิษฐ์ภาพเรนเดอร์นานเกินไป

“ผมรู้ว่าสถาปนิกบางคนเขาทำภาพทิวทัศน์ไวมาก เพราะเท่านั้นมันเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโปรเจกต์ แต่สำหรับผม ผมลงรายละเอียดเยอะ บางครั้งก็เยอะจนเกินความจำเป็นไปเหมือนกัน ประมาณชั่วโมงกว่ามั้งที่ผมจมอยู่กับมัน ก็เพราะว่าผมรักมันนั่นแหละ”

สถาปนิกหนุ่มส่งเสียงหัวเราะร่วน ส่วนเราและคุณเองก็พอจะเดาได้แล้วล่ะว่า ทำไมเขาจึงหันมาจริงจังกับงานวาดภาพประกอบ

ก้อนเมฆกับความคิด

ย้อนไปก่อนปีที่เราจะได้ยินชื่อไวรัสอู่ฮั่น และคุ้นเคยกับการทำงานแบบไฮบริด เป็นช่วงจังหวะที่อาเธอร์บินกลับไปเยี่ยมครอบครัว ขณะเทียวเสพบรรยากาศวันคืนเก่า ๆ เขาก็สะดุดตากับของบางสิ่งที่แสนปกติธรรมดา ทว่ากลับไม่เคยพบเห็นในเชียงใหม่ทั้งที่น่าจะต้องมี

บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่เขาเตรียมสิ่งนั้นวางไว้เรียงราย มันคือโปสการ์ดและโปสเตอร์รูปสถานที่บางแห่งทั้งที่คุ้นและไม่คุ้นตา แต่รายละเอียดบางอย่างบอกให้รู้แน่ชัดว่าเป็นเชียงใหม่

“ที่ฝรั่งเศส ทุกหมู่บ้านและตามสถานที่ท่องเที่ยวมักจะมีโปสเตอร์และโปสการ์ดสวย ๆ จำหน่าย แล้วผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบซื้อโปสการ์ดเก็บสะสมไว้ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งเรายังมีธรรมเนียมการให้โปสเตอร์เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ผมจึงได้ไอเดียทำเวอร์ชันเชียงใหม่ขึ้นมา”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ
อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

โปสเตอร์และโปสการ์ดที่อาเธอร์ตั้งใจสร้างสรรค์ผสมผสานระหว่างแนวคิดฉบับฝรั่งเศสกับมนตร์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ พร้อมนำเสนอผ่านศิลปะภาพประกอบที่มีมู้ดและโทนสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งตัวเขาไม่ปฏิเสธว่ามีแอนิเมชันของ Studio Ghibli บันดาลใจ

“ผมหลงรักงานของ Studio Ghibli โดยเฉพาะโทนสีและก้อนเมฆ ในแอนิเมชันทุกเรื่องผมมักจะได้รับความเพลิดเพลินจาก 2 สิ่งนี้ และในชีวิตจริงผมก็ชอบมอง ชอบถ่ายและชอบวาดภาพก้อนเมฆมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมฆก้อนใหญ่ยักษ์ เมฆน้อยที่กระจัดกระจาย หรือกลุ่มปุยเมฆหลากรูปทรงบนท้องฟ้า ทั้งหมดสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างและทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย”

แล้วก็เป็นเมฆนิรนามก้อนหนึ่งที่สะกดอาเธอร์ให้หยุดมองนิ่งงัน พลันความคิดที่ทดเก็บไว้เผยตัวจากลิ้นชักและจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างสรรค์ภาพ Old Town ที่ถอดแบบจากถนนมูลเมืองซอย 7 ยามเช้าสายของวันนั้น สู่ผลงานชิ้นประเดิมในคอลเลกชัน ‘A Journey in Chiang Mai’

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ถนัดและสนุก

เราค่อนข้างประหลาดใจระคนตื่นเต้น เมื่อได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่วางเรียงตรงหน้า เพราะทุกชิ้นไม่ได้วาดด้วยโปรแกรมสร้างภาพประกอบและกราฟิกเช่นธรรมดาทั่วไป ทว่าเนรมิตขึ้นจากโปรแกรม Archicad ที่ใช้สร้างแบบจำลองอาคาร 3 มิติ โดยอ้างอิงสัดส่วนตามสเกลจริง

“โดยปกติผมเป็นคนวาดภาพไม่ค่อยเก่ง เวลาแนะนำตัวผมมักบอกเสมอว่าเป็นสถาปนิก ไม่ใช่นักวาดภาพประกอบ แต่ในเมื่อผมต้องการจะทำโปสเตอร์ โปสการ์ด เลยพยายามสรรหาวิธีทำให้งานออกมาเหมือนภาพที่จินตนาการไว้ สุดท้ายจึงเลือกใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ เพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่ามันเป็นเทคนิคที่ผมถนัดและสนุกกับมัน”

อาเธอร์ขยับเม้าส์อย่างคล่องแคล้ว บิด หมุน ซูมเข้า-ออก เพื่อชี้ให้ดูรายละเอียดที่เขาประทับใจและตั้งใจนำมาบอกเล่าลงในภาพ Warorot Market หรือตลาดวโรรส

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

“ผมเลือกถนนย่านตลาดวโรรสเพราะชอบสีสันบรรยากาศความคึกคัก อีกทั้งยังมีตึกเก่ารูปทรงสวยคลาสสิก เมื่อเจอวัตถุดิบแล้วก็จะเริ่มร่างภาพลงบนกระดาษ ก่อนนำมาสร้างเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยโปรแกรม Archicad ซึ่งปกติผมใช้ออกแบบอาคารให้ลูกค้า แต่อันที่จริงมันนำมาสร้างได้ทั้งเมืองหรือภูเขาได้ทั้งลูก ยิ่งกว่านั้นมันยังจัดการเรื่องแสงเงาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

“ต่อมาเป็นกระบวนการที่ผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะ คือการเติมรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ อย่างภาพนี้ผมต้องเดินไปที่ตรอกเล่าโจ๊วอยู่บ่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปข้าวของที่สื่อถึงเมืองไทยและเสน่ห์ของย่าน อย่าง ประตูเหล็กยืด กระจกแปดเหลี่ยม พวงเครื่องปรุง เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิง หรือขอบทางเท้าสีขาว-แดง”

อาเธอร์บอกว่า หากนับรวมการจัดองค์ประกอบภาพ ผลงานหนึ่งชิ้นอาจกินเวลาในการออกแบบ 3 มิติ เกือบ 2 สัปดาห์ เมื่อจบกระบวนการนี้จึงเข้าสู่โค้งสุดท้ายนั่นคือเสกก้อนเมฆที่เขาแยกออกมาบรรจงวาดในแท็บเล็ต ซึ่งยอมรับตามตรงว่าผลงานทุกชิ้นที่มีก้อนเมฆประดับท้องฟ้า ช่างดูมีชีวิตชีวาและชุ่มชื่นหัวใจ

นี่แหละคือเชียงใหม่

“หลังจากเสร็จภาพแรก ผมก็หาเวลาออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเชียงใหม่เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานชิ้นต่อ ๆ มา รวมเป็นคอลเลกชันที่มีทั้งหมด 12 ภาพ ซึ่งใช้ระยะเวลาทำประมาณ 2 ปี”

ฟังดูกินเวลายาวนานกับชุดภาพจำนวนหนึ่งโหล แต่อาเธอร์อธิบายว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของความเข้าใจ ที่เขายกตัวอย่างให้ฟังในภาพ Chiang Dao

“ผมกับอิ๋วไปเที่ยวเชียงดาวกันบ่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราชอบบรรยากาศที่นั่น อีกส่วนคือในช่วงที่กำลังเขียนภาพนี้จู่ ๆ ผมต้องหยุดงานค้างไว้ เพราะเกิดไม่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานที่มากพอ เลยกลับไปอีกหนเพื่อออกสำรวจและสังเกตสิ่งแวดล้อม หามุมมองที่เรารู้สึกกับมันจริง ๆ ซึ่งพบว่าไม่ใช่การได้สัมผัสยอดดอยหลวง แต่เป็นการได้มองยอดดอยจากทุ่งนาข้าว ท่ามกลางชาวบ้านดำเนินชีวิตไปตามท่วงทำนองและท้องฟ้าปลอดโปร่งที่ยืนดูกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ได้ถนัดตา”

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

‘A Journey in Chiang Mai’ จึงเป็นผลงานที่อาเธอร์ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในมุมที่ทำให้เขาหลงรัก ทั้งในแง่บรรยากาศ ความรู้สึก สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งบอกกับผู้คนว่านี่แหละคือเชียงใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นใด

“ผมรักเชียงใหม่และชอบเมืองนี้มาก ๆ ผมหวังว่าทุกคนที่ได้รับโปสการ์ดและโปสเตอร์ชุดนี้ไปจะสัมผัสได้ถึงความสุข และรักเชียงใหม่เช่นเดียวกันครับ”

ปัจจุบันคอลเลกชัน A Journey in Chiang Mai นอกจากนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์และโปสการ์ดแล้ว ล่าสุดยังมี Magnet และเร็ว ๆ นี้กำลังจะแปลงโฉมเป็นปฏิทินสวย ๆ สมุดบันทึก และเกมตัวต่อจิ๊กซอว์ให้ได้จับจองกัน ใครสนใจสามารถตามลายแทงในบรรทัดล่าง หรือไปพบปะพูดคุยกับอาเธอร์และสนับสนุนผลงานกันได้ในเทศกาล Chiang Mai Design Week 2022 นี้

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

Instagram : arthur.illustration

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load