The Cloud x Designer of the Year

ป้ายรถเมล์ที่คุณคุ้นเคยบอกอะไรได้บ้าง

หากคุณอยู่ในกรุงเทพฯ ฟังก์ชันหลักของป้ายรถเมล์อาจไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่ารถเมล์ (อาจ) จะจอดตรงนี้ หรืออย่างมากก็บอกสายรถที่จะวิ่งผ่านด้วย เอ๊ะ ว่าแต่สายนี้ยังผ่านป้ายนี้อยู่รึเปล่านะ นี่อาจเป็นประสบการณ์ที่หลายคนเคยเจอเข้าสักครั้ง

กว่า 2 ปีที่ผ่านมานี้ มีกลุ่มคนชื่อว่า เมล์เดย์ (MAYDAY!) ที่เชื่อและพยายามผลักดันให้ขนส่งสาธารณะเป็นมิตรขึ้นต่อคนทุกคน ทำให้การใช้รถเมล์ในกรุงเป็นมิตรขึ้นไม่มากก็น้อย

เมล์เดย์หยิบเอาสกิลล์การสื่อสารผ่านการออกแบบกราฟิก บวกค้นคว้าหาข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน พ่วงด้วยการฟังเสียงความต้องการของคนหลายกลุ่ม ออกมาเป็นป้ายรถเมล์แบบใหม่ ที่แม้จะติดอยู่บนโครงเดิม เพิ่มเติมคือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เดินทางมากขึ้น ทั้งบอกสายรถเมล์ที่อัพเดต บอกจุดสำคัญที่รถสายนั้นๆ วิ่งผ่าน หรือป้ายบางแบบก็ช่วยบอกสายจากการระบุปลายทางที่ต้องการจะไปได้

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

แม้ป้ายรถเมล์คือผลงานหลักที่จับต้องได้ แต่เมล์เดย์ไม่ได้และไม่อยากเป็นแค่นักทำป้ายในตำนาน เมล์เดย์ยังทำข้อมูลในศาลารถเมล์ ชวนคนมาออกแบบศาลารถเมล์ ไปจนถึงการทำเพจเฟซบุ๊ก MAYDAY! ที่ให้ข้อมูลหรือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับขนส่งสาธารณะ ผ่านการใช้กราฟิกที่สะดุดตา หยอดมุกล้อเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่สำคัญ ยังเป็นประโยชน์ นอกจากนี้ เมล์เดย์ยังจัดกระบวนการมีส่วนร่วมในประเด็นขนส่งสาธารณะมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้คนมาร่วมระบุปัญหาและลองคิดหาทางออกด้วยการออกแบบ

ทุกความพยายามที่ทำไปก็เพราะอยากเห็นขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกของทุกคนได้ในสักวันหนึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบคือหนึ่งในสกิลล์สุดจำเป็นของเมล์เดย์ และในวาระที่เมล์เดย์ได้รับรางวัล Designer of the Year สาขา Social, Environment and Culture Contribution แวน-วริทธิ์ธร สุขสบาย และ วิช-กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ สองนักออกแบบประจำเมล์เดย์ จึงมาแอบบอกกระบวนการทำงาน บทบาทของนักออกแบบ และความฝันของพวกเขาที่มีต่อเมืองแก่เรา

แวน-วริทธิ์ธร สุขสบาย และ วิช-กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ สองนักออกแบบประจำเมล์เดย์

ขนส่งสาธารณะ เพื่อสาธารณะ โดยสาธารณะ

ทั้งแวน วิช และคนอื่นๆ ในทีม ต่างปันใจให้ประเด็นขนส่งสาธารณะเป็นการส่วนตัว พอจะทำงานออกแบบเกี่ยวกับขนส่งสาธารณะแต่ละที พวกเขาจะกางตำราและหยิบประสบการณ์ตัวเองมาทำเลยก็คงจะใช้การได้และไม่ผิดอะไร แต่กับทุกงาน พวกเขาเลือกที่จะคุยและถามความเห็นคนก่อนที่จะลงมือทำ

“เราอยากรู้ว่าปัญหาขนส่งมวลชนมีอะไรบ้าง ในทีมเราสี่ห้าคนก็ตอบได้หมดแหละ แต่มันจะใช่ปัญหาของทุกคนจริงรึเปล่า” แวนเล่าให้ฟังว่า จากความสงสัยนี้จึงขยายกลายเป็นการจัดเวิร์กช็อปที่เริ่มจากการเก็บรวบรวมปัญหาของขนส่งสาธารณะแต่ละประเภท จัดลำดับความสำคัญของปัญหาและความเป็นไปได้ในการแก้ไขแต่ละจุด

นับแต่นั้นมากระบวนการมีส่วนร่วมและความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กลายมาเป็นส่วนผสมหลักของงานเมล์เดย์ทุกชิ้น โดยงานออกแบบของเมล์เดย์คือการผสมทุกอย่าง 

เช่นเดียวกับการออกแบบป้ายแต่ละครั้ง พวกเขาเลือกที่จะชวนคนมาเสนอความเห็น แจกจ่ายอุปกรณ์ง่ายๆ ให้ลองออกแบบ ลองวางจับปรับขยาย เพื่อให้ป้ายนั้นตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ก่อนที่เมล์เดย์จะผลิตชิ้นงานจริง

แวน-วริทธิ์ธร สุขสบาย และ วิช-กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ สองนักออกแบบประจำเมล์เดย์

“พออยากรู้ว่าป้ายจะตอบโจทย์คนได้ยังไง เราก็ชวนคนมาบอกว่าอะไรจะดีต่อเขา แล้วก็เอานักออกแบบที่รู้ทฤษฎีว่าจะทำยังไงให้สิ่งที่มันดีกับคนใช้ สวยและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมที่ตั้งอยู่ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคนใช้งานก็เหมือนลูกค้า บางคนขอให้ตัวอักษรใหญ่อีกๆ ส่วนดีไซเนอร์ก็อาจจะอยากให้มันมินิมอลที่สุด เรียบที่สุด สุดท้ายมันก็ต้องประนีประนอมกันให้แฮปปี้ที่สุดทุกฝ่าย” แวนเล่าถึงกระบวนการออกแบบแต่ละครั้ง

แน่นอนว่ามากคนก็ย่อมมากความ การเอาความคิดของทุกคนมารวมกันให้กลายเป็นชิ้นงานหนึ่งชิ้นไม่น่าใช่เรื่องง่าย

“เราไม่ได้เอารูปแบบงานจากเวิร์กช็อปมาใช้เป๊ะๆ แต่เราเก็บการใช้งานบางอย่าง เก็บรายละเอียด มาจัดกลุ่มดูว่าเขาอยากได้แบบนี้เพราะอะไร แล้วสุดท้ายก็ลองเอามาวางรวมกันและเช็กว่ามันยังเล่าสิ่งที่ผู้เข้าร่วมอยากได้รึเปล่า โดยทุกอย่างต้องมีเหตุมีผลรองรับ” วิชขยายความ

การออกแบบโดยยึดผู้ใช้งานเป็นสำคัญเคยทำให้เมล์เดย์และที่ปรึกษาด้านการออกแบบต้องอึ้งมาแล้ว

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2561 หนึ่งในงานใหญ่ งานร้อน งานด่วน ของเมล์เดย์คือการช่วยแปลงโฉมป้ายย่านแผ่นยักษ์ ป้ายที่เคยเดือดในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องข้อมูลมากไปไม่อ่าน ตัวหนังสือเล็กไป ไม่เห็น หรือป้ายต่ำไป ก้มไม่ไหว

เมล์เดย์ไม่รอช้าวิ่งไปปรึกษา วีร์ วีรพร และ เตชิต จิโรภาสโกศล สองนักออกแบบที่ปรึกษา 

จากน้ันทีมออกแบบก็เตรียมยึดแผนที่เป็นหลัก และตั้งใจพัฒนาแผนที่ให้ครบใจความและงามที่สุด

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย
MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

“ตัดภาพมาในเวิร์กช็อป สิ่งที่คนอยากรู้คือ จะไปถึงที่ที่หนึ่งได้ยังไง ต้องขึ้นสายไหน มาดูแผนที่แค่ใช้ประกอบจุดที่จะขึ้นรถทีหลัง” แวนเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมต้องการพลิกจากสิ่งที่คิดไว้ ยังไม่รวมเรื่องสีที่ตอนแรกทีมออกแบบตั้งใจใช้สีเข้มๆ ดูเท่ๆ แต่ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทดลองนำสีนั้นไปวางในที่มืด สุดท้ายพบว่าพื้นหลังสีขาวรอด นักออกแบบจึงต้องปรับตามข้อสรุปที่ได้จากเวิร์กช็อป

“แก่นการทำงานของเราคือการให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) แล้วเอาการออกแบบมาจับให้ชีวิตดีขึ้น” แวนบอกว่า การออกแบบของเมล์เดย์หมายถึงการผสมทุกอย่าง ทั้งความต้องการของผู้ใช้งาน ข้อมูลมหาศาล และความสวยงาม ให้ลงตัวที่สุด

งานที่ไม่มีวันจบ

สิ่งที่เมล์เดย์ทำอยู่เสมอกับทุกชิ้นงานออกแบบ คือการเก็บเสียงตอบรับ ทั้งจากผู้ใช้งานจริงและจากแบบทดสอบความเข้าใจออนไลน์ นี่จึงเป็นเหตุผลให้งานของเมล์เดย์แต่ละตัวมีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ เช่น จากอักษรมีหัว เป็นอักษรไม่มีหัว เพิ่มสี เพิ่มจุด เป็นต้น

“อย่างป้ายเซ็ตแรกที่เราทำ หนึ่งร้อยยี่สิบป้าย ตอนแรกก็ทำเป็นเท็มเพลตเดียว แต่ละจุดก็ใส่ข้อมูลที่มีลงไป ซึ่งบางอันก็มีที่ว่างเยอะ เราเริ่มเห็นแล้วว่ามันล่อตาล่อใจ เห็นแล้วว่าถ้ามีที่ว่างคนจะเขียนกราฟฟิตี้ลงไป เฟสถัดมาเราก็เลยออกแบบเท็มเพลตให้มีหลายเวอร์ชันมากขึ้น หรือบอกข้อมูลมากขึ้นด้วย เช่นป้ายไหนมีสายน้อย ป้ายนั้นอาจจะบอกจุดจอดเยอะหน่อย” แวนเล่าย้อนไปให้ฟังแบบขำๆ ว่า ตอนนี้ต่อให้ใช้ที่เต็มป้ายก็อาจจะถูกขีดเขียนอยู่ดี ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหม่ให้คิด

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

“หรืออย่างบางครั้ง เราก็เก็บฟีดแบ็กจากการสังเกตคนที่ป้ายรถเมล์ เวลาเจอคนมองป้ายดูหลงๆ งงๆ เราก็เข้าไปถามเขาว่า หาอะไรอยู่ครับ แล้วก็ค่อยๆ ตะล่อมหาวิธีถามว่าทำไมเขาถึงหาสิ่งที่เขาอยากหาไม่เจอ แล้วเราก็เก็บมาปรับปรุง” แวนเล่าต่อ

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

ไม่เพียงแค่เรื่องนี้ อีกหนึ่งเหตุผลที่งานเมล์เดย์ยังไม่จบลงง่ายๆ คือย้อนกลับไปตั้งแต่เวิร์กช็อปครั้งแรกที่ชวนคนมานั่งถกนั่งลิสต์ปัญหาขนส่งมวลชนแต่ละประเภท ยังมีอีกหลายอย่างที่เมล์เดย์โน้ตเก็บไว้และหาจังหวะลงมือทำ

หรือแม้แต่ความต้องการของผู้ใช้รถเมล์ เรื่องการให้ข้อมูลบางอย่างที่เมล์เดย์อาจจะยังตอบโจทย์ได้ไม่ครบ พวกเขายืนยันว่ายังคงครุ่นคิดกับมันอยู่

ออกแบบเพื่อสังคม

ทั้งวิชและแวนต่างก็ข้องเกี่ยวอยู่กับการออกแบบทั้งคู่

แต่เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาของทั้งแวนและวิช เมล์เดย์พาเขาออกมาจากภาพแรกที่มีต่อการออกแบบไม่น้อย

“ตอนแรกๆ ที่มาทำเมล์เดย์เราแค่อยากออกแบบให้สวยขึ้น แต่พอมาทำจริงๆ แล้วเราได้เข้าใจผู้ใช้งานที่ต่างกันในหลายระดับ การออกแบบของเราเลยเปลี่ยนเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงคนที่หลากหลาย ออกแบบยังไงให้ตอบโจทย์คนที่ต้องการข้อมูลในระดับที่ต่างกัน” วิชเล่า

สำหรับแวน การทำงานอย่างมีส่วนร่วมเปิดโลกเขาให้ไปเจอแขนงของการออกแบบที่กว้างขวางกว่าเดิม

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

“งานกราฟิกดีไซน์ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบที่ได้รับบรีฟมา ทำไม่ดีก็แก้ไป พอมาอยู่ที่นี่ มาทำงานเมือง มันต้องออกแบบกระบวนการเพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงของเขา ว่าเขาอยากได้อะไร ต้องออกแบบกระบวนการการคุยงานระหว่างชุมชน ระหว่างผู้ใช้ ระหว่างหน่วยงานรัฐ ทำให้เราเห็นว่าการออกแบบเป็นมากกว่านั้น

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

“การออกแบบไม่ใช่การออกแบบแค่กราฟิก มันหมายถึงการออกแบบประสบการณ์ ออกแบบกระบวนการด้วย หรืออย่างการออกแบบตารางเวลาเดินรถ ออกแบบการเดินทาง ออกแบบว่าชีวิตคนกรุงหนึ่งวันไม่ควรใช้เวลาบนถนนเกินกี่ชั่วโมง ไม่ควรใช้เงินกี่บาท ทุกอย่างคือการออกแบบหมดเลย ส่วนการออกแบบกราฟิกมันก็คือส่วนเล็กๆ ที่ทำให้มันสุนทรีย์ขึ้น” แวนอธิบาย

เครื่องมือการออกแบบหลากหลายทั้งหมดที่ว่ามา คือสิ่งที่แวนอยากใช้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ของเมล์เดย์ ที่ว่าด้วยการ “อยากให้ขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกของทุกคน”

เริ่มที่ป้ายรถเมล์ แต่จะไม่จบที่ป้ายรถเมล์

สโลแกนในการทำงานของเมล์เดย์ คือ Small Change, Big Move

“ขนส่งสาธารณะมีปัญหาเยอะมาก เมล์เดย์เลือกแก้สิ่งเล็กๆ ก่อน แต่มันสร้างอิมแพ็ค บางคนบอกว่าป้ายรถเมล์เป็นอะไรที่ปลายทางมาก ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ทำแล้วมันก็เกิดผล Small ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าโปรเจกต์มันเล็กเสมอไป แต่คือการไม่ทิ้งเวลาไปเฉยๆ แล้วรอการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ทีเดียว เพราะถ้าอะไรที่เราทำได้ แล้วก็ทำได้ดี ก็ทำไปก่อนไหม” วิชเล่า

MAYDAY! กลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาใช้การออกแบบและใจแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเมืองไทย

“มีคนบอกว่า ทำไมไม่รอทำป้ายดิจิทัลเลย เราก็รอนะ ไม่ใช่ไม่รอ แต่ถ้ารออย่างเดียว เราจะปล่อยให้คนหลงทางไปทุกวันไม่ได้ เราเชื่อว่าที่ทำมันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย มันอาจจะไม่ใช่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็อาจจะเป็น Big Move ได้”

มาถึงวันนี้ สโคปความสนใจของสองนักออกแบบเมล์เดย์ขยายกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ

“ทุกการออกแบบของเรา เรามองภาพกว้างขึ้น แล้วก็มองละเอียดขึ้น เราดูทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเดินทางจากต้นทางไปถึงปลายทาง ว่ามีตรงไหนที่จะหยิบจับทำอะไรได้บ้าง หรือการทำป้าย บางครั้งเราก็รู้สึกฝืนใจมาก เพราะทางเท้ามันแคบ แต่มันต้องทำแบบนั้น เพราะถูกกำหนดมา ถ้ามีโอกาส เราก็อยากทำประเด็นอื่นๆ อยากทำฟุตปาทให้ดีขึ้นด้วย หรืออยากออกแบบข้อมูลให้ถูกบริบทการใช้งานบริเวณนั้นๆ มากขึ้น มากกว่าที่จะทำแบบเดียวกันหมดแล้วจบไปเลย และอีกมุมหนึ่ง พอมาอยู่ตรงนี้แล้วกลายเป็นว่าใช้ชีวิตในเมืองนี้ลำบากขึ้นหน่อยๆ จากเดิมที่เราใช้ชีวิตปกติ ตอนนี้เราก็ชอบคิดว่าถ้าทำอันนี้ให้ดีกว่านี้นะ” วิชเล่า

แวน-วริทธิ์ธร สุขสบาย และ วิช-กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ สองนักออกแบบประจำเมล์เดย์

“เรายังอินขนส่งมวลชนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอมาทำตรงนี้ เรานึกถึงเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งขนส่งมวลชนมีบทบาทสำคัญมาก แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด คนหนึ่งคนควรใช้เวลากับการเดินทางให้น้อยที่สุดด้วยซ้ำ แล้วอีกสิบ ยี่สิบกว่าชั่วโมงที่เหลือล่ะ อะไรคือส่วนประกอบที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นบ้าง เราเลยมองเห็นภาพกว้างขึ้น สนใจมันมากขึ้น เราเห็นถนน เห็นท่อ เห็นสายไฟ แล้วมันเป็นปัญหาหมด มันคิดถึงคนอื่นมากขึ้น บางทีเห็นทางเท้ากว้างแล้ว แต่มันก็มีหลุม มีบ่อ ไม่สว่าง มีกลิ่น เราเห็นบาดแผลเต็มไปหมด แต่ทุกบาดแผลมันก็คือโอกาสด้วยนะ โอกาสที่จะแก้มัน” แวนทิ้งท้าย

ป้ายรถเมล์ที่คุณคุ้นเคยบอกอะไรได้บ้าง

วันนี้ ถ้าสังเกตดูดีๆ คุณอาจจะเริ่มเห็นรายละเอียดที่มากขึ้นบนป้ายรถเมล์

ด้วยพลังในการสร้างสรรค์และผลักดันของกลุ่ม MAYDAY! ทำให้เราเชื่อเหลือเกินว่า วันที่ขนส่งมวลชนจะเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งของเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ อาจจะไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

แวน-วริทธิ์ธร สุขสบาย และ วิช-กรวิชญ์ ขวัญอารีย์ สองนักออกแบบประจำเมล์เดย์

Writer

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load