20 พฤศจิกายน 2563
12 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตึกสูงกลางเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในซอยโยธี เป็นโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ของไทย ปลุกปั้นทันตแพทย์เก่งๆ ทำงานในสังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517

บรรยากาศโดยรวมในอาคารค่อนข้างแปลกตา ถ้าเทียบกับสถานโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่นี่มีความโมเดิร์น ตกแต่งโทนสีขาวสบายตาไม่อึดอัด เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับการทำงานของอาจารย์ การเรียนของเหล่านักศึกษาทันตแพทย์ และรองรับคนไข้ในงานทันตกรรมทุกด้าน

วันนี้เรากดลิฟต์ขึ้นชั้น 9 มายังคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร คุยกับ ผศ. ดร. ทพ.ณัฐดนัย โชติประเสริฐ อาจารย์ผู้ควบคุมคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร โครงการอะไหล่มนุษย์ อะไหล่ชีวิต

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อทำความรู้จักกับภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์แห่งเดียวในไทย ที่มีหลักสูตรการทำอวัยวะเทียมอย่างเป็นทางการ (Maxillofacial Prosthesis Service) ทำการรักษาและเติมเต็มอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่มีความพิการทางใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คุณหมอณัฐดนัยอธิบายกับเราในเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีความพิการบริเวณใบหน้าและขากรรไกรมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ 

หนึ่ง คือพิการแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเด็กที่มีใบหูพิการ 

และสอง ผู้ป่วยที่พิการหลังกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ ผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้า แพทย์ต้องผ่าตัดอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าพวกเขาออกไป ทำให้ใบหน้าไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การรักษาโดยวิธีศัลยกรรมตกแต่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ป่วยใบหน้าพิการทุกราย คนไข้เหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมาให้ทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนรักษาต่อ

วันนี้เรามาทำความรู้จักศาสตร์วิชาการแพทย์ที่ยังมีคนรู้จักน้อยมากๆ ในบ้านเรา

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

01

เริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้คนไข้มีกำลังใจใช้ชีวิต

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณทันตแพทย์เบ็ญจพจน์ ยศเนืองนิตย์ อดีตหัวหน้าภาคทันตกรรมประดิษฐ์ ที่อยากช่วยคนไข้ไม่รู้สึกกลัวการใช้ชีวิตในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหมอเบญจพจน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขาประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรที่ประเทศอเมริกา เมื่อกลับมายังประเทศไทย ท่านก็เริ่มรับคนไข้เข้ามารักษา ทำอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มอวัยวะบนใบหน้า ตอนนั้นยังทำงานภายใต้คลินิกทำฟันปลอม

“คนไข้กลุ่มแรกๆ คือคนไข้กลุ่มมะเร็งใบหน้าที่ต้องตัดโพรงจมูกและตัดขากรรไกรออก หมอก็จะส่งให้ทันตแพทย์มาใส่ฟันปลอม คนไข้ที่ถูกตัดใบหน้าออกไปมาก สมัยก่อนหมอศัลยกรรมตกแต่งเขาก็จะเอาเนื้อส่วนก้นมาแปะ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เป็นรูปร่างลักษณะของใบหน้า เป็นก้อนเนื้อมาแปะไว้เฉยๆ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฟังก์ชันก็ใช้งานได้ กลืนน้ำได้ ไม่สำลัก แต่ว่าเรื่องความสวยงามไม่ได้ คนไข้กลุ่มนี้จึงไม่กล้าออกไปข้างนอกหรืออยู่ในสังคม

“อาจารย์หมอเบญจพจน์ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้เหล่านี้ เลยพยายามผลักดันงานแบบนี้มากขึ้น สมัยแรกๆ เราทำเฉพาะฟันปลอม คนไข้กลืนไม่ได้ก็มาทำเพดานปากให้เคี้ยวอาหารได้บ้าง ใส่ฟันปลอมได้บ้าง พออาจารย์เบญจพจน์กลับมาจากอเมริกาก็ขยายงานเพิ่มขึ้น เป็นทำใบหูเทียม ใบหน้าเทียม ดวงตาเทียม และทำเบ้าตาเทียม” คุณหมอณัฐดนัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตร์การทำอวัยวะเทียมมีมานานแล้วที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา มีสาขาอาชีพที่เรียกว่า Anaplastologist เป็นวิชาชีพทางการแพทย์ที่สรรค์สร้างอวัยวะเทียมอย่างสมจริง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องร่ำเรียนเป็นเวลา 4 ปี เมื่อจบออกมาก็ทำงานร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีคณะและวิชาชีพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่ทำงานได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือทันตแพทย์ สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ เนื่องจากหมอทันตกรรมประดิษฐ์ต้องทำฟันปลอมหรือทำรากฟันเทียมอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์

เมื่อคุณหมอเบญจพจน์รับรักษาคนไข้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง จำนวนคนไข้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่กำลังหมอคนเดียวจะจัดการไหว จึงตัดสินใจรับอาจารย์มาเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ รศ. ทพ. หม่อมหลวงธีรธวัช ศรีธวัช ผู้เป็นหัวหน้าโครงการในปัจจุบัน พร้อมเปิดเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย สอนนักศึกษาทันตแพทย์ที่สนใจมาเรียนเฉพาะทางด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 

“เราเปิดหลักสูตรครั้งแรกตอน พ.ศ. 2547 แต่ตอนนั้นยังเป็น Advanced Clinic เป็นคลินิกรวมที่หลายแผนกใช้ร่วมกัน ยังไม่มีคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรตามผังโรงพยาบาล เป็นแค่หน่วยประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรเท่านั้น จนงานของเราเป็นที่รับรู้ของสังคมและของหมอจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ Refer คนไข้มาเยอะ ทางคณะเลยตั้งเป็นคลินิกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นคลินิกหนึ่งในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นหรือโรงพยาบาลอื่นไม่มีคลินิกนี้

“มันเป็นศาสตร์ที่คนไทยไม่รู้จักเลย แล้วก็มีแพทย์ที่ทำได้น้อย ตอนนี้เราก็มีคุณหมออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคุณหมอจัดฟัน คุณหมอรักษารากฟัน คุณหมออุดฟัน คุณหมอรักษาโรคเหงือก และคุณหมอตา หมอเหล่านี้เข้ามาช่วยโดยไม่ได้รับเงินสักบาท อันนี้ผมก็ต้องให้คณะทำหนังสือขอบคุณทุกปี” หมอณัฐดนัยเล่า ก่อนขอตัวไปตรวจคนไข้สักพักหนึ่ง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

02

รักษาร่างกายและรักษาใจ

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรรับรักษาคนไข้มาแล้วนับหมื่นเคส ทีมแพทย์เจอทั้งเคสง่ายไปจนถึงเคสที่ยากมาก เช่น คุณป้าผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้าที่ต้องผ่านการผ่าตัด จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปเกินครึ่ง

“ผมกับอาจารย์หม่อมดูแลเคสนั้น เป็นเคสใหญ่มากของเรา จนทีมต้องคิดกันหนักเลยว่าจะเริ่มยังไงดี หนึ่งคือจะยึดใบหน้าเขายังไง ใบหน้าเป็นโพรงจนเห็นอวัยวะข้างใน มีการเจาะเต็มไปหมดเลยครับ คนไข้ถ่ายรูปยังไม่มองกล้องเลย ประโยคแรกที่คุยกัน เขาบอกว่าคุณหมอมาช่วยชีวิตเขาทำไม เขาอยากตาย

“พอเราเจอแบบนี้ก็คิดหนักเลยว่าจะช่วยคนไข้อย่างไรดี คนไข้จะกลืนอาหารยังไงเพราะเขาไม่มีเพดานปาก ไม่มีอะไรเลย กว่าจะทำออกมาได้สำเร็จใช้เวลานานเหมือนกัน เราก็พิมพ์แบบใบหน้าเทียมที่เราทำมา มีฟันปลอม มีเพดานปาก มีอวัยวะใบหน้าทั้งหมด 

“อาจารย์หม่อมบอกเราว่า เคสนี้ใหญ่มาก สมัยอยู่อเมริกาก็ไม่เคยเจอ เรารักษาคุณป้าจนลูกสาวสนิทกับพวกผู้ช่วย ลูกสาวบอกว่า ตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่กล้าส่องกระจก ในบ้านห้ามมีอะไรที่จะให้เห็นตัวเอง 

“ปรากฏว่าพอได้ใบหน้าไปแล้ว คุณป้าก็ออกไปไหนมาไหน คุณป้าไปตลาด ไปเที่ยวข้างนอกบ้าน และทุกครั้งที่มาเช็กอุปกรณ์ที่โรงพยาบาล ป้าจะไปสอยมะม่วงมาแจกหมอๆ ลูกสาวก็บอกว่าเขาเห็นความเปลี่ยนไปของคุณแม่เขา คุณแม่เขามีกำลังใจที่จะอยู่มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นมะเร็ง พออยู่ไปอีกประมาณสี่ปี มะเร็งมันกินเข้าไปถึงฐานสมอง แล้วก็ทะลุเข้าไปในสมอง” 

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณหมอณัฐดนัยเล่าให้เราฟังถึงอีกเคสที่เก็บไว้สอนนักเรียนแพทย์ เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่เจ็บปวดจากโรคมะเร็งใบหน้า เข้ามารับการรักษากับทีมคุณหมอตั้งแต่ พ.ศ. 2544

“ค่ารักษาคุณลุงประมาณล้านบาท เพราะต้องใส่จมูกเทียม สร้างเพดานปากขึ้นมาใหม่ และใส่ตัวรากเทียมยาวขึ้นไปยึดถึงกระดูกด้านในใบหน้า โดยปกติรากเทียมจะยึดแค่เหงือกกับกระดูกขากรรไกร แต่เคสนี้กระดูกขากรรไกรไม่เหลือแล้ว เลยต้องไปยึดขึ้นไปถึงกระดูกแถวโหนกแก้ม เป็นเคสที่เรามีหมอจากต่างประเทศมาทำ Life Surgery ที่แผนกศัลยศาสตร์ช่องปาก ทำ VDO Conference ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน

“ตอนหลังมะเร็งมันขึ้นตา ก็ต้องผ่าตาออกข้างหนึ่ง เข้ามาทำอวัยวะเพิ่ม ค่ารักษาคุณลุงจริงๆ เป็นล้าน แต่คุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านยากจน ขอสังคมสงเคราะห์จากทางคณะ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตำนาน คุณลุงออกรายการทีวีด้วย แกบอกว่าแกอยากมาให้ความรู้กับคนที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน” คุณหมอเล่าพร้อมเปิดภาพการรักษาบางส่วนให้เราดู

อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัด คือที่แห่งนี้เป็นที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจลดลงหลังจากสูญเสียอวัยวะนั้นไป จนผู้ที่ได้มารับการรักษา ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้กับผู้อื่นในสังคมด้วย

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

03

มุ่งมั่นต่อไปอย่างสุดกำลัง

คุณหมอณัฐดนัยพาเราไปดูอุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัยที่คลินิกมี รวมถึงวิธีการรักษาคนไข้จริงๆ ของทีมแพทย์ที่นี่ 

เช้าวันนี้มีคนไข้เข้ามาไม่เยอะนัก พวกเขากำลังนั่งรอคิวบริเวณโถงตรงกลาง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแล็บผลิตอวัยวะเทียม มีเจ้าหน้าที่ช่างทันตกรรมประจำการ คอยทำหน้าที่ผลิตอวัยวะเทียมตามคำสั่งของเหล่าคุณหมอทุกวัน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ยิ่งได้รับความพิการบนใบหน้า ก็ทำให้ไม่กล้าออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตอีก เหล่าทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรจึงมุ่งมั่นรักษาผู้ป่วยอย่างสุดกำลัง 

“ห้าหกปีหลังมานี้บุคลากรเราน้อย ทีมเราก็ทำได้แค่ตั้งรับ อย่างคนไข้ดวงตาเทียมมีคิวอยู่ในสต๊อกหกร้อยกว่าคน เรามีแพลนเปิดคลินิกนอกเวลา ให้คุณหมอนักศึกษาที่เรียนไปกลับมาช่วยทำ จะเริ่มเปิดเดือนหน้าในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนอีกหนึ่งแพลนที่ว่าจะทำ คือเป็นโครงการทำดวงตาเทียมสำเร็จรูป คิดว่าถ้าเราทำเอง ต้นทุนจะถูกลงมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับอาจารย์หม่อมมานานแล้วล่ะ หวังอยากให้ทันตแพทย์ดูแลคนไข้กลุ่มนี้ได้ คือบรรจุลงไปในหลักสูตรทันตแพทย์เลย แต่ว่ามันก็ยากถ้าไปปรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ผมก็มองว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าให้หมอที่ไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มาพัฒนาความรู้ ความสามารถ แล้วรักษาคนไข้ในที่นั่นได้เลย เพราะมีคุณหมอที่อยู่ตามชุมชนเจอคนไข้แบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเราเอาเข้าไปเป็นนโยบายของกระทรวงได้ เราจะมีหมอที่ทำสิ่งนี้ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าบทความนี้ออกไปแล้วมีคุณหมอที่สนใจอยากช่วยคนไข้กลุ่มนี้ ผมยินดีมากครับ”

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud X ไทยปะกันชีวิต

“คนทุกคนมีความแตกต่าง และในความแตกต่างของทุกคนล้วนมีศักยภาพที่พัฒนาได้” 

คือความเชื่อที่ผลักดันให้ ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า ผู้เป็นทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยวและแม่พิมพ์ของชาติ อุทิศเวลาและความตั้งใจในการศึกษาค้นคว้าบทเรียนที่เหมาะสมกับลูกชายที่เป็นออทิสติก ต่อยอดไปสู่การเปิด ‘ศูนย์การศึกษา ห้องเรียนนอกเวลา’ (Overtime Classroom Learning Center) สำหรับลูกศิษย์ที่เป็นผู้พิการและมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันให้พวกเขาได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีและมีความเท่าเทียม

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ครูเขียวเปลี่ยนบ้านสองชั้นขนาดอบอุ่นในตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชของตนเองให้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กทั่วไป และเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ แสดงออกถึงศักยภาพของตัวเองร่วมกันนอกเวลาเรียน ผ่านแผนการสอนที่เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมกับ จิม ลูกชายออทิสติก จนพัฒนาเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่ม และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง 

หลักสูตรทั้ง 4 หลักสูตรที่ครูเขียวออกแบบนั้น ประกอบด้วยหลักสูตรปัญญา หลักสูตรพัฒนากล้ามเนื้อ หลักสูตรค่ายภาคฤดูร้อน (ตอน เดินเท้าเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง) และหลักสูตรอาชีพตามวิถีชุมชนและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน

หากเสาร์-อาทิตย์นี้ยังไม่มีแพลนอะไร เราขอชวนคุณผู้อ่านมาเข้าคลาสทำความเข้าใจเพื่อนร่วมห้องที่มีความหลากหลาย พร้อมทำความรู้จัก 4 หลัก-รักษ์สูตรสนุกๆ ด้วยกัน​ในห้องเรียนนอกเวลา​ที่ไร้ซึ้งข้อจำกัดของหลักสูตร เกณฑ์ประเมิน และศักยภาพของทุกคน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 1

เรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมลูกชายในฐานะแม่และครู

ครูเขียวเล่าย้อนไปว่า เธอเกิดและเติบโตที่ชุมชนบ้านนาโหนด หลังเรียนจบจึงมาเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษาที่โรงเรียนวัดสวนพล การสอนของเธอก็เหมือนครูทั่วไป จนกระทั่งครูเขียวค้นพบว่า ลูกชายคนโตของเธอเป็นออทิสติก

เมื่อรู้ว่าจิมในวัย 12 ขวบ ไม่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กทั่วไป ครูเขียวก็เริ่มกังวลว่า หากวันหนึ่งไม่มีแม่คอยดูแล ลูกชายคนนี้จะใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้อย่างไร จากความกังวลค่อยๆ กลายเป็นความทุกข์ในใจของคนเป็นแม่ ครูเขียวจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้อำนวยการประจำศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช จนได้รับคำแนะนำให้เข้าร่วมอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

“พ.ศ. 2541 คือปีที่ครูเริ่มเข้าอบรม ประกอบกับศึกษาจากหนังสือด้วยตัวเอง แล้วจึงไปสอบ ตอนนั้นครูได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทั้งความเข้าใจในความแตกต่างของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา เด็กสมาธิสั้น รวมถึงแนวทางการสอนที่เหมาะสำหรับพวกเขา

“กรณีของพี่จิมคือออทิสติก เด็กกลุ่มนี้จะมีพัฒนาการล่าช้าและการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยท่าทีแปลกๆ เช่น หลบหน้าหลบตาคนอื่น ตอบโต้กับเสียงที่ได้ยินหรือสิ่งที่สัมผัส บางครั้งก็ไม่สนใจสิ่งรอบตัว มีปัญหาด้านการพูด สื่อออกมาไม่เป็นภาษา 

“วิธีที่เขาจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือการการสาธิต อย่างสาธิตการไหว้พระ การสะกดคำ วิธีนี้ช่วยให้เขาเรียนรู้เร็วขึ้น ไม่ซับซ้อนเกินไป หรือการเล่นเกม ก็ช่วยให้เขามีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น ที่สำคัญคือเขาชอบ”

ผลลัพธ์จากการปรับสไตล์การสอนที่ได้เรียนรู้ให้เข้ากับลูกชายเป็นที่น่าพอใจสำหรับครูเขียว จิมมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถไปเรียนต่อที่สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระหว่างนั้นครูเขียวและจิมก็ประคับประคองกันไปจนจิมสอบเทียบผ่าน และได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 2

เปลี่ยนบทเรียนสอนลูกชายให้กลายเป็นบทเรียนสอนลูกศิษย์ 

หลังผ่านการอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ครูเขียวเริ่มสังเกตว่า ยังมีเด็กอีกหลายคนในชุมชนที่มีภาวะเดียวกับจิม ความสำเร็จเบื้องต้นในฐานะแม่ผนวกกับความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ ซึ่งศักยภาพนั้นพัฒนาได้ จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ครูเขียวเดินหน้าทำงานวิจัยต่อในฐานะครู

“งานวิจัยนั้นชื่อ ‘แผนการสอนแบบไม่ตายตัว’ สิ่งที่ครูทำคือบูรณาการแผนการสอนเด็กทั่วไปกับแผนการสอนที่ใช้กับพี่จิม เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ในกลุ่มเด็กบกพร่อง เป็นธรรมดาที่จะเจอปัญหาที่ต่างกันออกไป เมื่อเจอปัญหาเราก็แก้ไข ชั่วโมงถัดไปเจออีก เราก็แก้อีก สุดท้ายปัญหามันก็จะหมดไป”

เมื่อแผนการสอนแบบไม่ตายตัวเสร็จสมบูรณ์ ครูเขียวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกว่าเด็กๆ กำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไร และพวกเขาช่วยอะไรลูกๆ ได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ของแม่ที่ผ่านการดูแลลูกชายออทิสติก และแผนการสอนของครูที่เตรียมไว้รองรับลูกศิษย์ที่อยู่ในภาวะเดียวกัน

เมื่อมีความเข้าใจ ก็เริ่มมีคนรู้จัก มีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนแผนการสอนนี้ จนเกิดเป็น ‘ห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ’ ที่โรงเรียนวัดสวนพล 

“เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก สมาธิสั้น และพิการทางร่างกาย จะได้รับการเสริมทักษะและประสบการณ์เหมือนที่เพื่อนร่วมชั้นของเขาเจอ ต่างกันเพียงแค่สื่อที่ใช้และวิธีการสอน

“อย่างการสอนสะกดคำโดยใช้สื่อวิดีโอ หนังสือภาพคำศัพท์ สมุดฝึกเขียน การฝึกกล้ามเนื้อด้วยการประดิษฐ์ของเล่น ของใช้ การฝึกการเคลื่อนไหวและการเเก้ปัญหาผ่านเกมด้วยของที่ประดิษฐ์พวกเขาเอง รวมถึงการเสริมความมั่นใจและทักษะการเข้าสังคมผ่านกิจกรรมเข้าวัด ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา” ครูเขียวอธิบายถึงรูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 3

เปิดห้องเรียนนอกเวลา

การเรียนการสอนในห้องเรียนสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการดำเนินไปเรื่อยๆ แม้มีเหตุให้สะดุดบ้าง เนื่องจากเวลาที่ทับซ้อนกันของคาบเรียนหลักและเสริมที่ครูเขียวต้องรับผิดชอบ แต่เธอก็พยายามบริหารจัดการเวลานั้นให้ลงตัว จนครูเขียวพบทางออกของปัญหาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นความสามารถและความตั้งใจของครูเขียวเอง

“ตอนนั้นครูดูแลหลายอย่าง ทั้งสอนในรายวิชาตัวเองและดูแลเด็กพิเศษ ทุกอย่างต้องบริหารจัดการในเวลาราชการหมด เลยมีปัญหาเรื่องเวลาบ้าง เงินทุนบ้าง ปะปนกันไป พอดี พ.ศ. 2551 ครูได้รับรางวัลทุนครูสอนดี เลยคิดว่าจะเอาเงินทุนส่วนนั้นมาเปิดห้องเรียนให้เด็กๆ พิเศษกลุ่มนี้แทน จะได้แก้ปัญหาเรื่องเวลาที่จำกัดด้วย”

ครูเขียวเริ่มต้นใหม่ด้วยการปรับปรุงบริเวณบ้านสองชั้นของตัวเองให้เป็นพื้นที่ทำการเรียน จากนั้นจึงจัดทำสื่อและอุปกรณ์ที่ต้องใช้สอน บ้างก็ซื้อ บ้างก็นำสิ่งที่หาได้ในชุมชนมาปรับใช้ เงินส่วนที่เหลือก็นำไปใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

ความพิเศษของห้องเรียน ‘ด้วยความปรารถนาดีบ้านครูเขียว’ ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2554 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา’ คือการต้อนรับกลุ่มผู้เรียนที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีตั้งแต่อายุ 4 – 18 ปี ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่รวมถึงเด็กทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยมีค่าใช้จ่าย

“สมาชิกที่เข้ามามีทุกประเภท กลุ่มออทิสซึม กลุ่มดาวน์ กลุ่มบกพร่องทางร่างกาย แต่ครูไม่ได้ตั้งใจไว้แค่นี้นะ เพราะมันจะไม่สำเร็จ พวกเขาต้องมีเพื่อนที่มีพัฒนาการ ถ้าสอนเด็กบกพร่องแค่กลุ่มเดียว พอเขาออกไปจากตรงนี้ ถามว่ามีสักกี่คนที่เข้าใจเขา สุดท้ายก็จบเหมือนเดิมอีก

“อย่างที่เห็นวันนี้ เด็กบกพร่องที่มาอยู่ตรงนี้ เขาผ่านอะไรมามากมายนะ ชาวบ้านบอกว่า ลูกของคุณเป็นบ้า ไม่ปกติทั้งนั้นถ้ามาที่นี่ เพราะฉะนั้น เด็กปกตินี่แหละจะช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่เข้าใจเมื่อกลับไปอยู่ในโรงเรียน

“เด็กปกติก็เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกเกิดไม่ได้ฉันใด เขาก็เลือกเพื่อนร่วมสังคมไม่ได้ฉันนั้น อนาคตถ้าเขาไปทำงานในองค์กรหรือที่ไหนๆ เขาก็จะเข้าใจ เพราะเมื่อก่อนเขาเองก็มีเพื่อนแบบนี้ เขาจะปรับตัวได้ ถือเป็นทักษะชีวิตให้เขา” ครูเขียวเล่าถึงเหตุผลที่เลือกรับผู้เรียนที่มีความต่างกันมากขึ้น 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 4

หลักสูตร x รักษ์สูตร

อีกหนึ่งความพิเศษของศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา คือ 4 หลักสูตรที่ไร้ข้อจำกัดของเวลา เกณฑ์การประเมิน และศักยภาพของผู้เรียน เน้นเอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่มและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

หลักสูตรแรก คือ ‘ปัญญา’ ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาการอ่าน-เขียนในชีวิตประจำวัน โดยมีนักศึกษาที่อาสามาช่วยสอน

หลักสูตรที่สอง คือ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่ใช้พัฒนาการขยับกล้ามเนื้อและบริหารร่างกายด้วยการเล่นเกม เช่น ต่อจิ๊กซอว์ เล่นหมากขุม หรือของเล่นพื้นบ้านที่ประดิษฐ์ได้เองจากวัสดุในชุมชน

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

หลักสูตรที่สาม คือ ‘ค่ายฤดูร้อน’ ที่เน้นสร้างความความมั่นใจ กระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และเสริมทักษะการเข้าสังคม ผ่านกิจกรรมเดินเท้าไปยังศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน เพื่อเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง และค่ายสานสัมพันธ์ ปันโอกาส ปันปัญหา คิดคุณธรรม

หลักสูตรสุดท้าย คือ ‘อาชีพ’ เป็นการสอนและฝึกทักษะการประกอบอาชีพตามวิถีชุมชน โดยมีผู้ปกครองของเด็กที่มาเรียนห้องเรียนนอกเวลาเป็นถ่ายทอดความรู้ เช่น การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สมุนไพร ทำพานพุ่มจากวัสดุต่างๆ จนเด็กๆ สามารถไปแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน 

ครูเขียวเล่าว่า เธอออกแบบหลักสูตรเหล่านี้จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับการตามหารูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับลูกชาย การเรียนรู้จากปัญหาของเด็กที่มีความบกพร่องภายในโรงเรียน ร่วมกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครูเขียวจึงได้รู้ว่า มีพ่อแม่ของเด็กๆ อีกหลายคนที่มีความถนัดในอาชีพต่างๆ และพวกเขายินดีให้ความร่วมมือ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เมื่อถึงวัยที่เด็กๆ โตขึ้น ห้องเรียนนอกนอกเวลาแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเล็กลง บวกกับจำนวนสมาชิกที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งอายุและศักยภาพ ครูเขียวจึงปรับการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ให้มีความท้าทายและเกิดประโยชน์มากขึ้น 

“เราพากันไปดูแลสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน เช่น สร้างฝายมีชีวิตและซ่อมแซมฝาย ปลูกต้นไม้ริมทางเพื่อการพังทลายและเก็บความชุ่มชื้นในดิน เพื่อลดปัญหาน้ำแล้ง ส่งผลต่อการจัดการน้ำโดยอนุรักษ์พืชเก็บน้ำและป้องกันตลิ่งโดยใช้สาคูและคล้า เข้าประกวดในโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การรำมโนราห์ประยุกต์ การหุงข้าวยาคู” 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 5

ประเมินผลการเรียนรู้

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา กลายเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้าถึงการเรียนการสอนที่ดี เหมาะสม และมีความเท่าเทียม ทั้งยังต้อนรับเพื่อนร่วมห้องที่คละวัย คละศักยภาพ ให้เข้ามาทดลองใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกัน

แม้ระหว่างทางจะเจอปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ต้องสะดุดหรือเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง แต่ครูเขียวผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ หรือละทิ้งความเชื่อในศักยภาพของลูกศิษย์กลุ่มพิเศษของตนเอง

ผลงานของเด็กๆ เป็นที่ยอมรับของชุมชน พวกเขาได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นฐานการเรียนรู้ของหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข”ระดับอำเภอ ในด้านความเอื้ออาทร มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานเฉลี่ยเดือนละ 2 – 3 ครั้ง

ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอก กลุ่มเยาวชนจิตอาสาศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนนอกเวลา และชุมชนนาโหนก ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นชุมชนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งศึกษาดูงานและเข้ามาร่วมทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนบอกลากัน ครูเขียวทิ้งท้ายกับเราไว้ว่า “สิ่งที่น่าดีใจมากกว่าความสำเร็จของตัวเอง คือการได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ พวกเขากลายเยาวชนที่มีความรู้หลายมิติ มีจิตสาธารณะ จากโอกาสที่เราช่วยสร้างให้”

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Writer

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load