“ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อพระคริสต์เจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดดลบันดาลให้เราได้รับความช่วยเหลือในการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในผืนดิน ซี่งอาจก่อให้เกิดความงอกงามไพศาล เมื่อถึงเวลาที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้ผลผลิต ดังนั้นภาระหน้าที่ของเราก็คือต้องหว่านให้ดีที่สุด เต็มความสามารถ”

นี่คือใจความสำคัญจากจดหมายที่ สังฆราชเรอเน แปร์โรส (Bishop René Perros) ประมุขผู้ดูแลสังฆมณฑลสยาม ได้เขียนถึง สังฆราชโจเซฟ เฟรริ (Bishop Joseph Fréri) ผู้อำนวยการสำนักแพร่ธรรม ลงวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2466 ด้วยสังฆราชแปร์โรสเชื่อมั่นว่า พระศาสนจักรในสยามจะเติบโตได้อย่างกล้าแข็ง ถ้าหากมีซิสเตอร์จำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามาให้การศึกษาถึงที่นี่ และจดหมายฉบับนี้คือสายสัมพันธ์แรกที่เชื่อมคณะอุร์สุลินกับสยามไว้ด้วยกัน

คณะอุร์สุลิน (Ursuline) ดำรงอยู่ภายใต้พระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1532 โดย นักบุญอัญเจลา เมริชี (Angela Merici) มีพันธกิจสำคัญคือการมอบการศึกษาแก่เยาวชนหญิง เพื่อให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม คณะอุร์สุลินดำเนินการโดยกลุ่มผู้ถือบวชและฆราวาสที่สละแล้วซึ่งชีวิตทางโลก พร้อมอุทิศตนในทางธรรม

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2467 ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินจำนวน 4 ท่าน คือ ซิสเตอร์มารี ราฟาแอล วูร์นิค (Marie Raphael Vurnik), ซิสเตอร์มาเรีย ซาเวียร์ เปียร์ซ (Maria Xaveria Pirc) ชาวยูโกสลาเวีย, ซิสเตอร์มารี อักเนส ดูการิสตี เดอแลตร์ (Marie-Agnes de Eucharistie Delattre) ชาวฝรั่งเศส และ ซิสเตอร์มารี เดอลองฟอง เจซู แมร์แตนส์ (Merie de l’Enfant Jesus Mertens) ชาวเบลเยียม ได้ออกเดินทางด้วยเรือเดินสมุทร S.S. Angers จากเมืองมาร์เซย (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยหีบสัมภาระจำนวน 49 ใบสู่สิงคโปร์ ก่อนเปลี่ยนเป็นเรือบรรทุกสินค้าขนาดเล็กนามว่ากระทง เดินทางต่อมายังสยาม ท่ามกลางท้องทะเลที่ปั่นป่วนด้วยพายุคลั่ง

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“เรือลอยตัวขึ้นแล้วก็โล้ฮวบลงมา ขึ้น ๆ ลง ๆ เหนือแนวคลื่นลูกมหึมาที่โหมใส่ น่ากลัวจริง ๆ เรือจมวูบลงไปอยู่ในห้วงน้ำมืดตื้อ กระทั่งคลื่นอีกลูกซัดพาเรือลอยขึ้นมาอีก” ซิสเตอร์ซาเวียร์บันทึก

ตลอด 2 วันแรก ซิสเตอร์ทั้ง 4 ทำได้เพียงคลานหลบหีบสัมภาระที่ไถลไปมาตามแรงคลื่น ล่วงเข้าวันที่ 3 พายุจึงซาลง ค่ำวันที่ 4 คณะซิสเตอร์จึงได้มีโอกาสเห็นแผ่นดินสยามเป็นครั้งแรก อันเป็นช่วงเดียวกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซิสเตอร์ซาเวียร์ได้บันทึกความรู้สึกของท่านไว้ว่า “พวกเราทั้งสี่ได้มาทำหน้าที่ของเรา ความฝันของเราเป็นจริงขึ้นมาแล้ว” ในวินาทีนั้นทุกท่านพร้อมจะอุทิศตนให้กับดินแดนที่เพิ่งรู้จัก

นั่นคือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยที่มีเรือนวัดน้อย เหล่ามาแมร์และซิสเตอร์ รวมทั้งลูกศิษย์อีกนับร้อยนับพัน ร่วมกันสร้างตำนานความรักและผูกพันอันเป็นนิรันดร์

มาแตร์-มาแมร์

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ โรงเรียนมาแตร์เดอีฯ ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นทันที คณะซิสเตอร์ได้รับมอบหมายให้ไปสอนและดูแลเด็กกำพร้า ทำอาหาร ซักรีดเสื้อผ้าให้พระสงฆ์ที่วัดกาลหว่าร์หรือวัดพระแม่ลูกประคำ (Holy Rosary Church) ย่านตลาดน้อย ล่วงเข้า พ.ศ. 2468 มาแมร์มารี เบอร์นาร์ด มังแซล (Marie Bernard Mancel) ได้รับมอบหมายจากคณะอุร์สุลินแห่งสหภาพโรมันให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อดำรงตำแหน่งอธิการิณี ท่านเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีโรงเรียนและอารามเป็นของคณะอุร์สุลินเอง จึงเร่งเสาะหาจนพบที่ดินขนาด 18 ไร่ ริมถนนเพลินจิต อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง มีสถานีรถรางอยู่ห่างไปเพียง 400 เมตร และยังมีเรือนไม้หลังงามที่นำมาปรับปรุงให้เป็นทั้งอารามและโรงเรียนได้

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“ที่ดินนี้เดิมเป็นของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ซึ่งทรงซื้อต่อจากอำแดงเปียเมื่อ พ.ศ. 2455 ต่อมาช่วง พ.ศ. 2458 – 2471 ได้มีการซื้อขายที่ดินและมีผู้เข้าครอบครองอีกหลายราย ได้แก่ หลวงภัณฑลักษณวิจารณ์ บริษัทแอล เอส บักกวานซิงแอนด์โก จำกัด (L.S.Bhagwansingh & Co) จนมาถึงบริษัทแองโกลสยาม คอร์ปอเรชัน จำกัด (Anglo-Siam Corporation) ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินพร้อมเรือนไม้ให้กับคณะอุรุ์สุลิน” ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน หรือคุณโก้ สถาปนิกอนุรักษ์ผู้รับผิดชอบโครงการบูรณะเรือนวัดน้อยเล่าให้ฟัง เธอเองก็เป็นศิษย์เก่ามาแตร์เดอี รุ่น 63

“ที่ดินและเรือนไม้หลังนี้กลายมาเป็นโรงเรียนมาแตร์ฯ หลังจากที่สังฆราชแปร์โรสได้รับอนุมัติเงินกู้จาก Paris Foreign Mission เมื่อ พ.ศ. 2470 หลังจากที่ซื้อที่ดินและปรับปรุงเรือนไม้เรียบร้อยแล้ว วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 สังฆราชแปร์โรสได้เดินทางมาประกอบพิธีเสกตัวอาคารและที่ดิน อีก 4 วันต่อมาโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก็เปิดดำเนินการเป็นวันแรก พร้อมนักเรียนรุ่นบุกเบิกทั้งสิ้น 45 คน เราจึงถือว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์เป็นวันสถาปนาโรงเรียน” อาจารย์สุมิตรา พงศธร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนและศิษย์เก่ารุ่น 38 เล่าถึงวันสำคัญ

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“Mater Dei หมายความว่า พระมารดาแห่งพระเจ้า เราเป็นโรงเรียนที่มีพระแม่เป็นองค์อุปถัมภ์ เริ่มสอนโดยเหล่านักบวชจากยุโรป นักเรียนมาแตร์รุ่นก่อน ๆ จะเรียกท่านว่ามาแมร์ และสิ่งที่มาแมร์ย้ำนักย้ำหนาก็คือ Serviam อันเป็นคติพจน์ของคณะอุร์สุลิน หมายถึง I Shall Serve – เราพร้อมจะเป็นผู้ให้” อาจารย์สุมิตราขยายความ

ผมเคยได้ยินคำว่า ‘มาแมร์’ คู่กับโรงเรียนมาแตร์ฯ มาโดยตลอด ผมเลยอยากชวนศิษย์เก่ามาร่วมกันให้คำจำกัดความคำว่ามาแมร์กันสักหน่อย

“ถ้าให้อธิบายอย่างเป็นทางการ เมื่อก่อนนักบวชอุร์สุลินจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือมาแมร์กับมาเซอร์ Ma Mère เป็นคำภาษาฝรั่งเศส แปลว่าคุณแม่ของฉัน ส่วน Ma Sœur ก็เป็นคำภาษาฝรั่งเศส แปลว่าพี่สาวของฉัน มาแมร์คือนักบวชหญิงที่เตรียมตัวมาเป็นครูสอนหนังสือ ส่วนมาเซอร์คือนักบวชที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นครู แต่มาเป็นผู้ดูแล เช่น มาเป็นพยาบาล แม่บ้าน หรือช่วยเหลืองานอื่น ๆ ต่อมาศาสนจักรได้มีการประชุมสังคายนากันที่กรุงวาติกัน ครั้งที่ 2 และได้มีการปรับมุมมองใหม่ว่านักบวชก็คือมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องยกตนให้สูงเหนือผู้อื่น และไม่ต้องจัดแบ่งกลุ่มตามงานที่ทำ จึงกำหนดให้เรียกนักบวชหญิงว่ามาเซอร์หรือซิสเตอร์เหมือนกัน ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่จะเรียกนักบวชกันว่าซิสเตอร์แล้วค่ะ” อาจารย์สุมิตราเล่า

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
กลุ่มมาแมร์รุ่นแรกเมื่อจัดตั้งโรงเรียนมาแตร์ฯ

แล้วคำจำกัดความอย่างไม่เป็นทางการล่ะครับ

“มาแมร์คือแม่คนที่สอง มาแมร์ไม่ได้เพียงแค่สอนหนังสือ แต่ช่วยสร้างจิตสำนึกที่ดี สมัยเด็ก ๆ ก่อนเข้าเรียนจะมีเสียงกระดิ่งเตือน มาแมร์สอนว่าเมื่อได้ยินกระดิ่งครั้งที่หนึ่ง ให้เก็บเศษขยะที่อาจหล่นอยู่รอบตัว พอกระดิ่งดังแก๊งแรก เด็กมาแตร์จะกระวีกระวาดวิ่งเก็บขยะเอาไปทิ้งกันสนุกสนาน พอกระดิ่งสองค่อยมาเข้าแถวอย่างพร้อมเพรียง วิธีการง่าย ๆ เช่นนี้คือการสอนให้มีจิตสำนึกต่อส่วนร่วม ทุกวันนี้เวลาตัวเองไปไหนก็จะเก็บขยะรอบตัว ถ้าไม่มีที่ทิ้งก็จะนำใส่กระเป๋ากลับบ้าน โดนลูกดุประจำว่าไปไหนก็หอบขยะกลับมา (หัวเราะ)” นั่นคือคำจำกัดความคำว่ามาแมร์ของ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศิษย์เก่ารุ่น 34 ผู้เป็น ‘พี่กึ๋ง’ ในวงสนทนาวันนี้ และเป็นคุณแม่ของคุณโก้ด้วยอีกตำแหน่ง

“มาแมร์สอนให้รู้จักเสียสละ มาแมร์มีโครงการหนึ่ง เรียกว่ากระป๋องช่วยคนจน เป็นกระป๋องสะสมเงินที่มาแมร์จะส่งเวียนในห้องเรียนระหว่างวิชาคำสอน นักเรียนเลือกเองว่าจะปันค่าขนมของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นหรือเปล่า เราจะรวบรวมเงินนั้นไปทำโครงการช่วยผู้ด้อยโอกาส สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาจนโต เราจะหยุดคิดเวลาใช้จ่ายว่า เราลดความฟุ่มเฟือยของตัวเองเพื่อไปช่วยใครได้บ้างไหม” ดร.ศุภลักข์ โกมารกุล ณ นคร ศิษย์เก่ารุ่น 36 ผู้เป็นทั้ง ‘พี่ซู’ และ ‘น้องซู’ ของวงสนทนา

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
อาจารย์สุมิตรา พงศธร, ดร.ศุภลักข์ โกมารกุล ณ นคร และ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน (เรียงลำดับจากบันไดขั้นบนลงล่าง)

จำได้ว่าช่วงการสอบ มาแมร์บอกว่าท่านไว้ใจทุกคน อย่าลอกข้อสอบกัน พอพูดจบ มาแมร์ก็เดินออกจากห้องไป แล้วก็ไม่มีใครลอกข้อสอบกันเลย มาแมร์สอนให้เราเป็นคนมีเกียรติและรักษาเกียรตินี้ไว้ด้วยความภูมิใจ สิ่งนี้ติดตัวมาจนทุกวันนี้ เราจะต้องทำดีและซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ก็ตาม” คุณน้ำ-ปาริชาติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ศิษย์เก่ารุ่น 58 ร่วมแบ่งปันประสบการณ์

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
ซ้าย คุณปาริชาติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา (น้ำ) และขวา ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน (โก้)

“มาแมร์ก็ดุบ้าง ใจดีบ้าง แล้วเราจะมีฉายานามให้มาแมร์ทุกท่าน (หัวเราะ) บางท่านก็มาจากลักษณะนิสัย บางท่านก็มาจากชื่อ ซูนึกออกบ้างไหม” รศ.ยุพยง หันไปถาม ดร.ศุภลักข์

“มาแมร์เย็นเจี๊ยบไงคะพี่กึ๋ง (หัวเราะ) ชื่อมาแมร์เจเนเวียฟเรียกลำบาก เราก็เลยตั้งสมญานามเย็นเจี๊ยบให้ท่าน แล้วท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ เวลาท่านมาก็จะรู้สึกหนาว ๆ (หัวเราะ)” คำตอบของ ดร.ศุภลักข์ เรียกเสียงฮารอบวง

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ประทับใจที่เด็กมาแตร์มีต่อมาแมร์ โดยมีเรือนวัดน้อยเป็นฉากสำคัญ

เรือนวัดน้อย

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

สันนิษฐานว่าเรือนวัดน้อยสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2463 ขณะที่หลวงภัณฑลักษณวิจารณ์เป็นผู้ครอบครองที่ดินผืนนี้ เป็นเรือนไม้สูง 2 ชั้น ลักษณะแบบบ้านพักตากอากาศ หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องว่าวขนาดเล็ก มีหลังคายื่นปีกนกล้อมรอบพร้อมระเบียงคลุมหลังคา (Verandah) ทำหน้าที่กันแดดและฝน ตัวเรือนทอดยาวตามแนวตะวันออก-ตกเพื่อรับลม ใต้ถุนสูงโล่ง มีเสาก่ออิฐฉาบปูนประดับลายปูนปั้นที่หัวเสา 

เรือนวัดน้อยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามายังภูมิภาคนี้ สังเกตได้จากไม้ฉลุลายอ่อนช้อย หรือลายเรขาคณิตที่ประดับตกแต่งอยู่ทั่วเรือน รวมทั้งการใช้สีพาสเทลทาผนัง บานประตูและหน้าต่าง ซึ่งสถาปัตยกรรมลักษณะนี้พบได้กับอาคารในยุคเดียวกันที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในกรุงเทพฯ เราพบอาคารลักษณะเดียวกันในละแวกใกล้เคียง เช่น ทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ บนถนนวิทยุ เป็นต้น

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“ในยุคแรก มีการใช้เรือนวัดน้อยหลายวัตถุประสงค์ จึงต้องมีการปรับสภาพจากบ้านให้เป็นอาราม ที่พักของมาแมร์ รวมทั้งที่เรียนด้วย” คุณโก้เล่า “การเปลี่ยนบ้านเป็นโบสถ์ เริ่มจากการขยายอาคารทางด้านตะวันออก (ทางด้านซ้าย) โดยเพิ่มหอระฆังและหอคอยเข้าไป นายช่างคนสำคัญคือ นายบ๋า ยวงพาณิช เป็นผู้ดำเนินการในช่วง พ.ศ. 2470”

นอกจากการเพิ่มหอคอยและหอระฆังแล้ว ยังมีการแบ่งและปรับพื้นที่ให้เหมาะสม วัดน้อยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงอยู่กลางเรือนเพราะมีความสำคัญมากที่สุด แล้วสร้างบันไดหินอ่อนสีขาวโค้งเพิ่มลงไป โดยให้วนมายังรูปปั้นพระแม่มารีย์ทรงอุ้มพระกุมารเยซู ส่วนทางทิศตะวันตก (ทางด้านขวา) ด้านบนเป็นที่พักของมาแมร์ จึงขยายพื้นที่จาก 2 เป็น 3 ชั้น ส่วนด้านล่างมีห้องเพื่อเป็นที่เรียนของเด็กเล็ก ทางทิศตะวันออก (ทางซ้าย) นอกจากการเพิ่มหอทั้ง 2 หอแล้ว ก็มีการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นดั่งออฟฟิศ มีห้องอำนวยการ ห้องรับแขก มีห้องนอนนักเรียนประจำ ด้านล่างเป็นที่ทานอาหาร 

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

เรือนวัดน้อยได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเสมอมา ผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือ คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ ศิษย์เก่าและครูผู้มีคุณูปการต่อโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้ซ่อมแซมและปรับปรุงเรือนวัดน้อยอย่างต่อเนื่อง จน พ.ศ. 2544 กรรมาธิการอนุรักษ์ฯ แห่งสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้มีมติให้เรือนวัดน้อยได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น โดยคุณแม่บุญประจักษ์เป็นผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลนี้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเกียรติภูมิของท่านก่อนสิ้นชีวิตลงใน พ.ศ. 2558

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์

ปีนี้เป็นปีที่เรือนวัดน้อยมีอายุครบ 102 ปี จึงถึงเวลาแล้วที่จะทำการบูรณะอย่างเต็มรูปแบบ 

“ตอนที่สำรวจก็พบว่าเรือนวัดน้อยทรุดโทรมลงไปพอสมควร ต้องใช้หลักฐานที่เป็นภาพถ่ายเก่า ประกอบกับการอ่านจากบันทึกและคำบอกเล่ามากพอสมควร” 

คุณโก้อธิบายว่าการบูรณะนั้นมี 3 ระดับ ระดับที่ 1 คือ งานซ่อมแซมและฟื้นฟู (Repair and Restoration) เพื่อปรับปรุงอาคารให้กลับสู่รูปแบบดั้งเดิม พร้อมกับแสดงร่องรอยที่บอกเล่าเรื่องราวในแต่ละยุค ระดับที่ 2 คือ งานเสริมความแข็งแรง (Re-consolidation ) เพื่อปรับปรุงวัสดุและโครงสร้างเดิมที่เสื่อมสภาพหรือทรุดตัว ให้กลับสู่สภาพที่แข็งแรงปลอดภัย และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการเลือกใช้วัสดุทดแทนหรือเสริมโครงสร้างใหม่โดยไม่ทำลายรูปแบบเดิม ระดับที่ 3 งานดัดแปลงและต่อเติม (Adaptation & Addition) เพื่อปรับสภาพอาคารให้สอดคล้องกับการใช้สอยที่เปลี่ยนไปจากเดิม

การบูรณะเพิ่งเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ และเรือนวัดน้อยก็กลับมาอยู่ในสภาพงดงามสมบูรณ์อีกครั้ง

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
มุมแห่งความทรงจำของเด็กมาแตร์

“การบูรณะเรือนวัดน้อยมีความสำคัญมาก เพราะเรือนวัดน้อยเป็นภาพจำของทุกคน อย่างบันไดโค้งเป็นที่ที่นักเรียนกับมาแมร์จะได้ถ่ายรูปร่วมกัน เราจะมีภาพหมู่ตั้งแต่ตอนเล็ก ๆ นั่งหน้ากะป๋อหลอ จนตอนโตที่นั่งพับเพียบเรียบร้อย อย่างรุ่นโก้ก็มีภาพมุมเดียวกับรุ่นแม่” รศ.ยุพยง กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“เรือนวัดน้อยมีความสวยงาม แล้วก็มี 2 อารมณ์ค่ะ ด้านบนคือความสำรวม เพราะเป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นที่พักของมาแมร์ แต่ใต้ถุนนี่เป็นของพวกเราเลย เต็มที่ (หัวเราะ)” ดร.ศุภลักข์ เรียกเสียงฮาจากพวกเราอีกครั้ง

ตอนนี้ผมว่าศิษย์เก่าผู้รวมสนทนาทุกคนคงอยากพาพวกเราไปเดินชมเรือนวัดน้อยกันแล้ว ตามมาด้วยกันเลยครับ

02 02 2022

“จุดนี้คือจุดศูนย์กลางของเรือนวัดน้อย เป็นจุดสมมาตรที่แกนตะวันออก-ตก และเหนือ-ใต้ ตัดกันพอดี ด้านบนตรงตำแหน่งนี้คือพระแท่นบูชา เราเพิ่งฝังหมุดหมายงานบูรณะไปเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเลข 0 และ 2 ทั้งหมดหมายถึงวันที่ 2 เดือน 2 ปี 2022 ซึ่งเป็นวันเดือนและปีที่บูรณะอาคารวัดน้อยเสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ยังเป็นวันที่สังฆราชแปร์โรสทำพิธีเสกผืนดินและอาคารเป็นครั้งแรกด้วย” คุณโก้อธิบาย

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“แบบตัวอักษรที่เลือกใช้เป็นรูปแบบอาร์ตเดโค (Art Deco Style) ที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1920 ที่เลือกใช้ฟอนต์นี้ก็เพราะเรือนวัดน้อยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 1920” คุณโก้พูดจบ ทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาบันทึกภาพกันรัว ๆ ผมมั่นใจว่าจะเป็นจุดเช็กอินสำคัญของชาวมาแตร์ต่อไปอย่างแน่นอน 

ใต้ถุน

“พื้นเดิมตรงนี้ต่ำกว่าบริเวณอื่น ตอนบูรณะ เราตัดสินใจว่าจะไม่ยกอาคารขึ้น เพราะอาคารค่อนข้างยาว ถ้ายกก็เสี่ยงที่จะทำให้อาคารโย้ไปมาได้ ก็เลยตัดสินใจปรับระดับพื้นลงให้กลับไปสู่ระดับปูนเดิมชั้นล่างสุด และทำเป็นทางลาดเชื่อมลงมาแทน ซึ่งทำให้ทัศนียภาพโดยรวมดีกว่าทำเป็นขั้น สะดวกต่อการเดินเข้าสู่ตัวอาคาร และถูกต้องตามหลักการอารยสถาปัตย์ด้วย” คุณโก้เริ่มเล่า

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

“เสาที่ใต้ถุนเดิมเป็นเสาก่ออิฐฉาบปูน พอเวลาผ่านไปผิวปูนกร่อนและกะเทาะ เพราะว่าความชื้นจากใต้ดินซึมเข้าไปในเนื้อเสา แล้วความชื้นก็ยังซึมขึ้นไปจนถึงตัวเรือนไม้ด้านบน ตอนนั้นคุณแม่บุญประจักษ์เลยปรึกษาช่าง และแก้ปัญหาโดยการหุ้มปูนทำเป็นเสาทรายล้าง” อาจารย์สุมิตราเล่าต่อ

“จำได้ค่ะ เสาทรายล้างที่ใต้ถุนจะมีเหลี่ยมคม ๆ จึงเป็นที่ฉีกถุงขนมของเด็กมาแตร์ (หัวเราะ) พวกเราจะนำถุงขนมที่มักเป็นพลาสติกเหนียว ๆ ไปถู ๆ จนถุงขาด ถ้าไม่มีเสาพวกนี้นี่กินขนมกันลำบากเลยค่ะ แต่เวลาเล่นบัลลูนแล้วไปครูดโดนเสานี่ได้แผลเลย” คุณโก้เล่าถึงวันวาน

แต่เสาทรายล้างไม่ช่วยแก้ปัญหาความชื้นให้หมดสิ้นไป จึงต้องหาทางออกในการบูรณะครั้งนี้

“วิธีซ่อมเสาก็คือลอกผิวทรายล้างออกให้เหลือแต่อิฐเปลือย เสาจะได้หายใจและระบายความชื้นสะสมออกมามากที่สุด เมื่อความชื้นระบายออกไปแล้ว จึงใส่โครงเหล็กสแตนเลสเข้าไป ดามเหล็กพร้อมกับแปะลวดกรงไก่แล้วโบกปูนทับอีกชั้น ปูนที่ใช้เป็นปูนหมักแบบโบราณ ซึ่งทำให้เสาหายใจได้ ส่วนฐานเสาเราป้องกันความชื้นด้วยการตัดเสาช่วงล่างออก แล้วหล่อฐานคอนกรีตเสริมเหล็กแทนที่เข้าไป วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาความชื้นได้เป็นอย่างดี งานซ่อมเสาถือเป็นงานหลักของการบูรณะครั้งนี้ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ความชื้นจากใต้ดินขึ้นไปทำลายอาคารทั้งหมด” คุณโก้เล่าถึงวิธีการบูรณะ

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

คราวนี้ผมอยากให้ศิษย์เก่าร่วมกันเล่าสักหน่อยว่า ใต้ถุนซึ่งเป็น ‘ที่ของพวกเรา’ นั้น นักเรียนมาแตร์เขาทำอะไร

“พอเรียนเสร็จก็จะวิ่งตื๋อมาจองเสา เราก็จะแบ่งกันว่าเสาต้นนี้เป็นของใคร แต่พอเล่นไปเล่นมาก็มาเล่นร่วมกันนั่นแหละ ไม่ได้แบ่งชั้นอะไรหรอก เกมที่ฮิตสุดคือลิงจับหลัก เสาเยอะจนวิ่งเป็นลิงกันเพลินเลย”

“อีกเกมคือตี่จับ เล่นกันอยู่หน้าเรือนวัดน้อย ดึงกันเสื้อหลุดกระโปรงขาดก็มี (หัวเราะ) เล่นเหนื่อยแล้วก็ไปซื้อขนมจากโรงอาหารมานั่งทานบนพื้น วิธีนั่งของนักเรียนมาแตร์คือรวบชายกระโปรงพรึ่บเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ก่อนทรุดตัวนั่งลงเหมือนหนังจีนกำลังภายใน (หัวเราะ)” รศ.ยุพยง เล่าและเตรียมสาธิตการนั่งให้ผมชมเป็นขวัญตา 

“อยากเสริมพี่กึ๋งนิดหนึ่งว่า เกมเรียบร้อยอย่างหมากเก็บนี่เราก็เล่นนะคะ (หัวเราะ) แต่ที่อยากเล่าคือเรื่องที่ท่านแม่เคยเล่าให้ฟัง” ดร.ศุภลักข์ กล่าว

ท่านแม่ของ ดร.ศุภลักข์ คือ ท่านหญิงอรอำไพ โกมารกุล ณ นคร (พระยศเดิมคือหม่อมเจ้าอรอำไพ เกษมสันต์) ผู้ทรงเป็นทั้งศิษย์เก่ารุ่นที่ 1 เลขประจำตัว 96 และยังทรงเป็นครูที่โรงเรียนมาแตร์ฯ อีกด้วย

“ช่วงที่รัชกาลที่ 8 และ 9 เสด็จมาทรงศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนมาแตร์ฯ ตอนนั้นท่านแม่พระชนม์ราว 18 ปี เป็นนักเรียนชั้นโตสุดของโรงเรียน ท่านก็เลยได้รับโจทย์จากท่านป้า (หม่อมเจ้ากุสุมา เกษมสันต์) ผู้เคยเป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จพระบรมราชชนกว่า ให้คอยดูแลทั้งสองพระองค์ เวลาพระองค์ท่านเสด็จมาก็จะทรงนำตะกร้าใส่แซนด์วิชและกระติกนมมาด้วย ท่านแม่มีหน้าที่เปิดกระติกแล้วรินนมถวายให้พระองค์ท่านเสวยตอนช่วงพักตอน 10 โมงเช้า ก็เสวยตรงเก้าอี้หน้าวัดน้อยนี่แหละค่ะ”

เมื่อ พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ขณะดำรงพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ได้เสด็จมาทรงศึกษาชั้นอนุบาล และอีก 2 ปีถัดมา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ก็เสด็จมาทรงศึกษาด้วยเช่นกัน

ท่านหญิงอรอำไพยังได้ทรงเล่าเกี่ยวกับทั้งสองพระองค์และเรือนวัดน้อยไว้ในหนังสือ 60 ปี มาแตร์เดอีวิทยาลัย ซึ่งอ่านแล้วทำให้ได้ยิ้ม

“ท่านเป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา ไม่อยู่นิ่ง ๆ เสวยแล้วก็ทรงวิ่งไล่จับกันอยู่ที่ลานเล่น วันหนึ่ง มาแมร์ มารี เดอลูรดส์ เดินเฝ้าเวรอยู่ที่ลานเล่น แล้วไปหยุดหันหลังให้กับเสาต้นหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ทรงเล่นกระโดดเชือกอยู่กับเพื่อน ๆ ทรงช่วยกันเอาเชือกพันเสา แล้วพันมาแมร์ไว้กับเสา โดยมาแมร์มารู้ตัวเอาก็ต่อเมื่อจะเดินก็เดินไม่ออก มาแมร์หันมาดุแกมยิ้มว่า “You are naughty boys.” ท่านก็ทรงทำท่าขอโทษ ทรงพระสรวล แล้วก็วิ่งเล่นต่อกับเพื่อน ๆ”

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช รหัสประจำพระองค์ 449

นอกจากความทรงจำของพี่ ๆ รุ่นแรก ๆ ของโรงเรียนแล้ว เรามาลองฟังรุ่นน้อง ๆ กันดูบ้าง

“ตอนรุ่นน้ำ บริเวณใต้ถุนเรือนวัดน้อยอาจจะไม่ได้ครื้นเครงเท่ารุ่นก่อน ๆ เพราะมีป้ายติดไว้ว่ากรุณาอย่าส่งเสียงดัง สงสัยรุ่นพี่สร้างวีรกรรมไว้เยอะ (หัวเราะ) เรือนวัดน้อยกลายเป็นที่รับแขกของมาแมร์ ก็เลยต้องให้นักเรียนให้เงียบลงหน่อย” คุณน้ำร่วมแบ่งปันความทรงจำ

“แต่มีวันอยู่วันหนึ่งที่สนุกมาก นั่นคือวันงานโรงเรียน แล้วก็จะเป็นวันเดียวที่เสียงดังมาก (หัวเราะ) วันนั้นจะมีนิทรรศการประจำปีของโรงเรียน มีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการและกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเกมง่าย ๆ แบ่งออกเป็นช่องเป็นซุ้มมีปากระป๋อง ปาเป้า ฯลฯ กิจกรรมนี้จัดอยู่ที่ลานใต้ถุนเรือนวัดน้อยอยู่หลายปี ก่อนจะย้ายไปที่อื่นเพราะต้องการสถานที่ที่กว้างขวางขึ้น” อาจารย์สุมิตราเสริม

“ใต้ถุนเรือนวัดน้อยเป็นแหล่งรวมพลของเด็กมาแตร์ ทุกวันนี้ไปไหนก็จะเจอรุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยรู้จักกันที่ใต้ถุนเรือนวัดน้อยทั้งนั้น ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเรายังจำกันได้เสมอ” รศ.ยุพยง มีข้อสรุปที่ทุกคนเห็นด้วย

วัดน้อย

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี

วัดน้อยหรือ Little Chapel ตั้งอยู่ตรงกลางเรือนบนชั้นสอง ถือเป็นพื้นที่สำคัญสุด เพราะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา มีพระรูปพระเยซูตรึงไม้กางเขนประดิษฐานอยู่ด้านหน้าแท่นบูชา ซึ่งเป็นงานศิลป์ดั้งเดิม  

“วัดน้อยเป็นสถานที่เล็ก ๆ แต่รวบรวมงานศิลป์สถาปัตย์ที่น่าสนใจไว้มากมาย อยากให้ชมฝ้าเพดานซึ่งตกแต่งด้วยเหล็กชุบดีบุกดุนลายที่เรียกว่า Tin Ceiling สันนิษฐานว่าเพิ่งมาปรับเป็นฝ้าเพดานลักษณะนี้ช่วงที่เปลี่ยนบ้านมาเป็นโบสถ์ ในวัดน้อยมีลายเพดานอยู่ 2 ลาย แต่ทั้งเรือนวัดน้อยมีทั้งสิ้น 4 ลายแตกต่างกัน เพดานลักษณะนี้หาชมได้ยากมากในประเทศไทย” คุณโก้ชวนให้พวกเราชม

เรือนวัดน้อย รีโนเวตเรือนเก่าแก่ที่เป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน รร.มาแตร์เดอี
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
การประดับช่องเหลี่ยมด้วยกระจกสีพิมพ์ลายต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งเรือนวัดน้อยนั้นมีอยู่ 5 สี 5 ลายแตกต่างกันตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเรือน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“อยากให้สังเกตการใช้บานประตูแบบแบ่งช่องแยกออกเป็นตอนบนและตอนล่าง ซึ่งเราเรียกว่าบานประตูแบบ Dutch Door พบได้ทั่วไปในบ้านที่ตั้งอยู่ตามดินแดนอาณานิคมของยุโรป และยังสะท้อนถึงการแบ่งชนชั้นในช่วงนั้น เช่นเมื่อคนพื้นเมืองนำของมาส่ง ก็ได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่ภายนอกห้อง แล้วส่งของผ่านประตูที่เปิดเพียงครึ่งบนเท่านั้น โดยตัวไม่ต้องล่วงล้ำเข้ามา”  

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านที่เป็นทองเหลืองแท้ นำเข้าจากต่างประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มีทั้งกลอน ขอสับ มือจับ รวมทั้งฐานโคมไฟ เมื่อบูรณะ เรานำของเดิมมาทำความสะอาดและนำกลับไปใช้ได้ทั้งหมด มีเพียงตัวโคมไฟบางดวงเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ของทดแทนโดยเลือกดีไซน์ร่วมยุค”  

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“ในช่วงสงครามโลก เคยมีเหตุการณ์ที่ลูกระเบิดลงตรงหลังคาบริเวณนี้มาก่อน ความเสียหายคือถึงขั้นหลังคาถล่ม เลยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ต้องย้ายโรงเรียนไปหัวหิน การซ่อมวัดน้อยในครั้งนั้นดำเนินการอย่างประหยัดเพราะเป็นช่วงสงคราม มีการใช้ไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสริมกลับเข้าไปให้อาคารคงอยู่ได้ สำหรับการบูรณะในครั้งนี้ โก้เลยตัดสินใจเอาไม้เดิมออกหมด เปลี่ยนมาใช้ไม้ใหม่แทน เพื่อมั่นใจได้ว่าจะทำให้วัดน้อยมีความแข็งแรงมากที่สุด”

นอกจากความงามของวัดน้อยแล้ว ความทรงจำของนักเรียนมาแตร์ต่อสถานที่สำคัญแห่งนี้มีอะไรบ้าง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“นักเรียนคาทอลิกได้รับการปลูกฝังว่าให้ขึ้นไปวัดน้อยประจำ พอมาถึงโรงเรียน วางกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็จะรีบขึ้นไปสวดภาวนา ตอนเที่ยงทานข้าวเสร็จก็จะชวนเพื่อน ๆ ขึ้นไปสวดมนต์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติประจำวัน ส่วนมาแมร์นั้น จะมีพิธีมิสซาเป็นประจำ และสวดทำวัตรอีกวันละหลายครั้ง ถ้าเป็นวันศุกร์ต้นเดือน ก็จะมีพิธีอวยพรศีลมหาสนิท ฯลฯ มีเพลงภาษาละติน เรานั่งอยู่ใต้ถุน ได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะมาก ฟังอย่างซาบซึ้ง ยังจำเสียงมาแมร์มอรีสได้เลยค่ะ” อาจารย์สุมิตรารำลึก

“ส่วนน้ำจะขึ้นไปวัดน้อยเป็นประจำ ไปนั่งสงบใจอธิษฐาน ก่อนสอบทุกครั้งก็จะขึ้นไปขอพร ช่วงสอบนี่นักเรียนจะวนเวียนขึ้นวัดน้อยกันไม่ขาดสายเลยค่ะ ไปขอพรพระแล้วท่านจะช่วยเหลือเราแทบทุกครั้ง ไม่ใช่เป็นเรื่องของวัตถุนะคะ แต่เป็นเรื่องของความสงบ สบายใจ เกิดความคิดที่กระจ่างขึ้น” คุณน้ำร่วมรำลึก

บริเวณด้านหลังที่อยู่ติดกับวัดน้อยมีห้องสี่เหลี่ยมกรุกระจกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ อาจารย์สุมิตราเล่าว่านี่คือห้องสารภาพบาป “ทางศาสนจักรจะส่งพระสงฆ์มาทำหน้าที่จิตตาภิบาล มาทำพิธีมิสซาและฟังแก้บาปให้กับครูและนักเรียนที่เป็นคาธอลิก โดยจะมีฉากกั้นระหว่างตัวท่านกับผู้สารภาพบาป ท่านจะเป็นเหมือนตัวแทนพระเจ้าที่รับฟังบาปโดยไม่แพร่งพรายต่อไปให้ผู้อื่นรู้ และท่านก็จะแนะนำว่าควรไปฝึกฝนและปฏิบัติตนอย่างไร สวดมนต์บทไหน สำรวมใจกายและต้องปฏิบัติกิจใช้โทษบาปอย่างไร เพื่อให้เราเป็นคนที่ประพฤติดีขึ้น”

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องสารภาพบาปด้านหลังวัดน้อย

ปีกตะวันตก 

หลังจากชมวัดน้อยเสร็จ คุณโก้ชวนเรามาสำรวจปีกตะวันตกของตัวเรือน เป็นส่วนที่ขยายขึ้นจาก 2 เป็น 3 ชั้น ในคราวที่เปลี่ยนบ้านเป็นโบสถ์และโรงเรียนเมื่อ พ.ศ. 2470

“ชั้น 2 เป็นเหมือน Community Room หรือห้องพักผ่อนของมาแมร์ ส่วนชั้น 3 เป็นห้องนอน ปีกนี้ถือเป็นเขตส่วนตัวของท่าน” คุณโก้พาชม

ห้องพักผ่อนของมาแมร์มีชื่อเล่นว่าห้องแวร์ซาย นอกจากฝ้าเพดานที่ตกแต่งด้วยเหล็กชุบดีบุกดุนลายที่งดงามแล้ว ยังกรุกระจกไปตามความยาวอาคารอย่างงดงาม สันนิษฐานว่าชื่อแวร์ซายน่าจะมาจาก Hall of Mirror ในพระราชวัง Versailles ชานกรุงปารีสนั่นเอง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องแวร์ซายหรือ Community Room ของมาแมร์

“ห้องแวร์ซาย เป็นห้องรับประทานอาหารและพักผ่อนของคณะนักบวช มีการประดับตกแต่งตามเทศกาลทางศาสนาบ้าง เช่น การประดับด้วยต้นคริสต์มาส การบูรณะและตกแต่งห้องนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 30 ปีก่อนโดยคุณแม่บุญประจักษ์ ตอนบูรณะครั้งล่าสุด โก้ก็พยายามเก็บรักษาสภาพที่คุณแม่บุญประจักษ์เคยทำไว้ ส่วนปัญหาที่ต้องแก้หนักที่สุดคือพื้นชั้นสามที่ทรุดตัวลงมากว่า 10 เซนติเมตร เนื่องมาจากการตัดเสาออกก่อนหน้านี้ เราต้องรื้อคานไม้เดิมออก และเสริมคานและตงใหม่ โดยใช้เหล็กแทรกเข้าไปในช่องว่างเดิมแบบระมัดระวังที่สุด เพื่อเก็บรักษาฝ้าเพดานห้องนี้ไว้ตามเดิม” คุณโก้เล่า

ที่ชั้น 2 ยังมีห้องรับรองเล็ก ๆ ซึ่งเคยเป็นที่ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงจูงพระราชโอรสทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นบันไดวนเข้ามาสมัครเรียนที่โรงเรียนมาแตร์ฯ สมุดลงพระนาม ชุดรับแขกไม้สัก และเก้าอี้ที่เคยประทับ ทางโรงเรียนได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องรับรอง มองออกไปเห็นบันไดที่ทอดขึ้นมายังพระรูปพระแม่ทรงอุ้มพระกุมาร

ก่อนขึ้นบันไดไปชั้น 3 เรามองออกไปนอกชานหน้าห้องแวร์ซาย แล้ว รศ.ยุพยง ก็นึกถึงเหตุการณ์สนุก ๆ บางอย่าง

“คือมาแมร์เป็นนักบวช ท่านแต่งกายมิดชิดแล้วคลุมผมตลอดเวลา พวกเราอยากรู้มากว่ามาแมร์มีผมหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะเด็กไทยจะคุ้นเคยกับแม่ชีทางพุทธที่ท่านโกนศีรษะ แล้วยังอยากรู้ว่าผมท่านสีอะไร ทรงอะไร ผมยาวตรงหรือผมหยิก พวกเราจะส่องแล้วส่องอีก” เมื่อ รศ.ยุพยง เล่าจบทุกคนก็ฮาครืน

“สมัยก่อนเด็กประจำที่นอนที่โรงเรียนก็จะรับอาสาย่องขึ้นบันไดมาแอบดูมาแมร์แล้วไปรายงานเพื่อน ๆ จนมาแมร์ต้องคอยมาบอกให้ลงไป” อาจารย์สุมิตราเล่าเสริม โอย… เด็กมาแตร์นี่ซนจริง ๆ

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
บันไดที่ชานเรือนคือบันไดที่เด็ก ๆ มาแตร์ แอบย่องชึ้นมาดูทรงผมของมาแมร์เป็นประจำ

บนชั้น 3 จะเป็นห้องนอนของมาแมร์ 3 ห้อง ซึ่งบูรณะไว้คงเดิม มีอ่างล้างหน้าอยู่ทุกห้อง ในอดีตมีเตียงเหล็กตั้งอยู่ มีตู้เสื้อผ้าแยกเป็นสัดส่วน ล่าสุดมีการสร้างห้องน้ำรวมขนาดใหญ่ ในกรณีที่ต้องใช้เป็นห้องรับรองนักบวชที่มาพักค้างในอนาคต

“ต่อไปห้องนอนของมาแมร์ก็อาจจะใช้เป็นสถานที่เข้าเงียบของคณะซิสเตอร์ได้ ปกติท่านจะเข้าเงียบเดือนละ 1 – 2 วัน และเข้าเงียบใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนอีสเตอร์และก่อนคริสต์มาส โดยใช้เวลา 7 วันในการสงบใจ ภาวนา ฟังธรรม และรับประทานอาหารแต่พอเพียง บ้างก็ละมื้อเย็นในวันศุกร์ค่ะ” อาจารย์สุมิตราเล่า 

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
3 ห้องนอนของมาแมร์บนชั้นสามและเป็นสถานที่เข้าเงียบ

มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือระฆังที่ห้อยไว้โดยมีสายตีระฆังยาวจากชั้น 3 ลงมาที่ชั้น 2

“ระฆังใบนี้ทำหน้าที่ 2 อย่างค่ะ ปกติเราจะมีระฆังชนิดหนึ่งที่เรียกว่าระฆังพรหมถือสาร ซึ่งใช้ตีเพื่อให้ทุกคนสงบใจนิ่ง เตรียมสวดมนต์บทพรหมถือสาร เมื่อสวดบทนี้เสร็จแล้วก็สวดขอพรแม่พระ ดังนั้นระฆังใบนี้ก็ทำหน้าที่เช่นนี้เป็นอย่างแรก ส่วนอย่างที่สองคือทำหน้าที่เหมือนอินเทอร์คอม บางครั้งก็มีแขกมารอพบ หรือมีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหามาแมร์ท่านนั้นท่านนี้ ในอดีตเราไม่มีอินเทอร์คอมสำหรับกดเรียกหรือประกาศออกลำโพงตามหา ก็ใช้วิธีตีระฆัง ในอดีตจะมีการกำหนดโค้ดด้วยนะคะ เช่น ถ้าตีแก๊งเดียว ก็จะเป็นโค้ดสำหรับท่านอธิการเสมอ ถ้าแก๊ง ๆ 2 ครั้งติดก็จะหมายถึงมาแมร์ท่านนี้ ถ้าตี 3 ครั้งเร็ว ๆ ก็จะเป็นของมาแมร์อีกท่าน คือมาแมร์ทุกท่านมีโค้ดระฆังเสียงแก๊งเป็นของตนเอง (หัวเราะ)” อาจารย์สุมิตราเล่าให้ฟัง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ระฆังพรหมถือสารที่เคยทำหน้าที่เป็นอินเทอร์คอมในอดีต สังเกตรอกและสายชักเหนืออ่างล้างหน้าไว้สำหรับลั่นระฆัง สายนี้ยาวทะลุลงไปยังชั้นสองด้วย 

เราเดินต่อมายังห้องใต้หลังคาซึ่งอยู่เหนือวัดน้อยพอดี ในตอนบูรณะ คุณโก้เล่าว่าพบหีบโบราณหลายใบเก็บรักษาไว้ในห้องนี้ ซึ่งเป็นหีบสมัยรัชกาลที่ 6 จึงสันนิษฐานกันว่าอาจเป็นหีบที่ฝ่าพายุมาพร้อมกับคณะซิสเตอร์คราวเดินทางจากมาร์เซยมาสยามเป็นครั้งแรก ปัจจุบันทางโรงเรียนนำมาเก็บรักษาไว้เช่นกัน

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

ปีกตะวันออก

จากฝั่งตะวันตก คราวนี้เราเดินตามระเบียงหลังเรือนไปฝั่งตะวันออกกันบ้าง ขณะที่ผ่านต้นมะม่วงต้นใหญ่ 2 ต้นที่ปลูกไว้ตรงกลางจั่ว คุณโก้ก็หยุดเดิน

“ต้นมะม่วงคู่นี้ตั้งใจอนุรักษ์ไว้คู่กับเรือนวัดน้อยเลยค่ะ เป็นมะม่วงที่คุณแม่บุญประจักษ์ท่านทะนุถนอมมาก ๆ” คุณโก้เริ่มเล่า ก่อนอาจารย์สุมิตราเสริมว่า “ทุกปีท่านจะส่งมะม่วงจากต้นนี้ไปให้คนที่ท่านสนิทสนม เป็นมะม่วงที่ใครก็ชมว่ารสดี แล้วท่านก็จะมีโน้ตสั้น ๆ ที่เขียนด้วยลายมือแนบไปด้วย ท่านเขียนเองจนอายุมาก แม้จะเป็นพาร์คินสัน ท่านก็ยังพยายามเขียนเองอยู่ด้วยความตั้งใจมอบให้กับผู้รับรายนั้น”

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ต้นมะม่วงคู่นี้เองที่เด็กมาแตร์จ้องตาเป็นมัน!

“นักเรียนมาแตร์รุ่นก่อน ๆ จะหาวิธีเก็บมะม่วงจากต้นนี้ให้ได้ จะปีน จะเอาของขว้างให้หล่นลงมา จะกระโดดเขย่ากิ่ง หรืออะไรก็ตาม ต้องหาทางจะกินให้ได้ อย่างรุ่นคุณยายโก้นี่ก็พยายามเอารองเท้าขว้างมาหลายครั้ง (หัวเราะ)” 

จากระเบียงเราเดินเข้าสู่ห้องขนาดใหญ่ทางปีกตะวันออกหลังวัดน้อย ห้องนี้เคยทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ห้องสมุดของมาแมร์ ห้องพยาบาลสำหรับมาแมร์สูงอายุที่ไม่สบาย ทั้งนี้เพื่อให้มาแมร์ได้รับการดูแลและรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และเป็นห้องที่มาแมร์หลายท่านรวมทั้งคุณแม่บุญประจักษ์เคยพักรักษาตัวในช่วงปัจฉิมวัย

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

ปัจจุบันมีเปียโนใหญ่ตั้งอยู่ในห้อง เป็นเปียโนโบราณคู่วัดน้อยมาช้านาน สันนิษฐานว่ามาแมร์ซาเวียร์ 1 ใน 4 ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินกลุ่มแรกที่เดินทางสู่สยาม เป็นผู้สั่งให้ผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย โดยเป็นเปียโนยี่ห้อ Challen ผลิตจากประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2468 ตัวเปียโนผลิตจากไม้วอลนัตและมะเกลือ ซึ่งทนทานต่อทุกสภาพอากาศ

มาแมร์ซาเวียร์เป็นผู้มีความสามารถทางศิลปะหลายแขนง ในขณะนั้นท่านต้องการสอนวิชาดนตรีให้กับเด็กนักเรียน รวมทั้งช่วยหารายได้เพิ่มเติมให้กับโรงเรียนโดยการสอนพิเศษเปียโนด้วย นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่วาดภาพเรือนวัดน้อยด้วยสีน้ำมัน ซึ่งเป็นภาพสำคัญที่โรงเรียนรักษาไว้

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ภาพวาดวัดน้อย ฝีมือมาแมร์ซาเวียร์ 1 ใน 4 ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินรุ่นแรกที่เข้ามาบุกเบิกพันธกิจในสยาม

ด้วยสภาพเปียโนที่ทรุดโทรมเสียหายไปตามกาลเวลา ทางสมาคมผู้ปกครองและครูจึงเข้ามาเป็นผู้อนุเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด ในที่สุดเปียโนประวัติศาสตร์หลังนี้ก็ได้กลับมาตั้งในเรือนวัดน้อย และพร้อมจะบรรเลงอีกครั้ง

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

ส่วนสำคัญที่สุดของปีกตะวันออกคือหอคอย 2 หอ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2470 เมื่อเปลี่ยนบ้านให้เป็นโบสถ์ 

หอคอยแรกทำหน้าที่เป็นหอระฆัง ซึ่งตอนสำรวจพบว่ามีสภาพเอียงมากและเสี่ยงต่อการทลาย ดังนั้นจึงต้องเร่งบูรณะให้กลับมาอยู่ในแนวตรงและมีสภาพแข็งแรงขึ้น เมื่อเดินตามบันไดเหล็กวนขึ้นไปก็จะพบกับห้องเล็ก ๆ ซึ่งเคยเป็นห้องนอนอีกห้องของมาแมร์ และมีอ่างล้างหน้าอยู่บนนั้นด้วย

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

“เรือนวัดน้อยมีอ่างล้างหน้าในห้องต่าง ๆ ปรากฏอยู่ทั่วไปหมด มีทั้งสิ้น 18 อ่าง ซึ่งซ่อมและนำกลับมาติดตั้งยังตำแหน่งเดิมได้ 16 อ่าง มี 2 อ่างที่แตกไป ซ่อมกลับมาไม่ได้ ส่วนฝ้าเพดานของหอคอยนั้นผุพังไปมากจากน้ำที่รั่ว จึงตัดสินใจรื้อออก ทำให้พบว่ายังมีบันไดชันอีกชุดที่พาขึ้นไปยังจุดสูงสุดของหอได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจเปิดฝ้าทิ้งไว้เพื่อให้เห็นโครงสร้างไม้ดั้งเดิมทั้งหมด” คุณโก้อธิบายถึงหอคอยแรก

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ห้องนอนของมาแมร์บนหอระฆัง มีอ่างล้างหน้าติดตั้งอยู่ด้วย
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ฝ้าเพดานที่เปิดออก เห็นบันไดเล็ก ๆ ชัน ๆ พาไปจนถึงยอดหอคอย

“ส่วนหอคอยปลายสุดอาคาร เป็นหอที่ปรากฏภาพไม้กางเขนอยู่บนหลังคา ผิวกระเบื้องผุกร่อนไปหมด จึงต้องเปลี่ยนใหม่แต่ใช้สีส้มตามเดิม ส่วนภาพไม้กางเขนที่ประดับบนหลังคานั้น เดิมใช้กระเบื้องสีเขียว แต่ตัดสินใจใช้สีขาวแทนเพื่อให้เข้ากับสีของอาคาร” คุณโก้อธิบายถึงหอคอยที่สอง 

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน
หอคอยที่ 2 ขณะบูรณะ โปรดสังเกตรูปกางเขนเดิมเป็นสีเขียว

บนหอคอยที่ 2 เป็นห้องนอนอีกห้องของมาแมร์ แน่นอนว่าเราพบอ่างล้างหน้าอยู่บนนั้นเช่นกัน และห้องนี้เคยเป็นห้องนอนของคุณแม่บุญประจักษ์อยู่ระยะหนึ่ง บันไดที่ทอดขึ้นสู่ห้องนอนเป็นบันไดเดิมที่บูรณะกลับมาได้สำเร็จเช่นกัน

“ทั้งเรือนวัดน้อย เราพบสีดั้งเดิมที่มักเป็นสีฟ้าและเขียวพาสเทล ซึ่งเป็นสีที่เรานำมาใช้เป็นหลักในการบูรณะครั้งนี้ แต่มาเจอสีเหลืองตรงนี้ ซึ่งประหลาดมาก ก็เลยรักษาไว้ แล้วก็เจอกระจกพิมพ์ลายสีฟ้ากับสีเหลือง ซึ่งรักษาของเดิมไว้เช่นกัน อันไหนแตกก็ต้องเปลี่ยนเป็นกระจกใส เพราะหามาทดแทนไม่ได้แล้วในปัจจุบัน” คุณโก้เล่า

102 ปี วัดน้อยแห่งความทรงจำ

เราเดินชมเรือนวัดน้อยกันจนทะลุปรุโปร่ง ดีใจที่อาคารกลับมาแข็งแรงสวยงาม แล้วนับจากวันนี้ล่ะ เรือนวัดน้อยจะเป็นอย่างไรต่อไป

“ผู้ที่ครอบครองอาคารนี้คือคณะซิสเตอร์ และส่วนสำคัญที่สุดคือโบสถ์หรือวัดน้อย ซึ่งจะรักษาไว้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดั่งเช่นที่เป็นมา โดยคณะซิสเตอร์อนุญาตให้โรงเรียนและนักเรียนคาทอลิกใช้พื้นที่วัดน้อยได้ตามโอกาสสำคัญทางศาสนาเป็นกรณีไป ทางปีกตะวันตกจะเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาโดยซิสเตอร์ ส่วนทางปีกตะวันออก ทางซิสเตอร์ได้อนุญาตให้โรงเรียน สมาคมผู้ปกครองครู สมาคมนักเรียนเก่า ฯลฯ ใช้จัดงานได้ตามสมควร เช่น จัดนิทรรศการชั่วคราว คอนเสิร์ตเล็ก ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในโอกาสสำคัญของโรงเรียน ที่สำคัญคือ เรือนวัดน้อยจะยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมาแตร์ทุกคนต่อไป” อาจารย์สุมิตรากล่าว

ชมเรือนไม้เก่าแก่ใจกลาง รร.มาแตร์เดอี เจาะเบื้องหลังการบูรณะสถาปัตยกรรมที่เคยเป็นทั้งอาราม ที่พัก และห้องเรียน

นอกจากโครงการบูรณะที่เพิ่งเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว ทางโรงเรียนและศิษย์เก่ายังมีโครงการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ขึ้น

“หนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกจะบันทึกประวัติ ที่มาของทั้งโรงเรียนมาแตร์ฯ และเรือนวัดน้อย รวมทั้งเรื่องเล่าที่มาจากความทรงจำของนักเรียนหลายรุ่น ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพว่าเคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่นี่บ้าง ทุกเรื่องสนุกและน่าประทับใจมาก ภาคที่ 2 จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการบูรณะวัดน้อยครั้งล่าสุด เพื่อให้ทราบว่ามีกระบวนการอย่างไร ระหว่างบูรณะได้พบเจอร่องรายการใช้พื้นที่และอาคารอย่างไร โดยโก้เป็นคนเขียน คาดหวังว่าจะเผยแพร่เดือนพฤษภาคมนี้” คุณน้ำเล่าให้ฟัง

ศิษย์เก่ามาแตร์และผู้ที่สนใจลองสอบถามกันได้นะครับ ผมคิดว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อ พ.ศ. 2466 สังฆราชแปร์โรส ได้ตัดสินใจเชิญชวนซิสเตอร์คณะอุร์สุลินให้เดินทางสู่สยามเพื่อ ‘หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในผืนดิน ซี่งอาจก่อให้เกิดความงอกงามไพศาล’ คณะซิสเตอร์ทั้ง 4 ท่านได้เดินทางเข้ามาและมุ่งมั่นปฏิบัติพันธกิจจนสัมฤทธิ์ผล ผมเชื่อว่าวันนี้เมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะจากโรงเรียนมาแตร์เดอีฯ ได้เติบโตงอกงามสมความตั้งใจ โดยมีเรือนวัดน้อยเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้พันธกิจนี้สำเร็จลุล่วงแล้วทุกประการ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • อาจารย์สุมิตรา พงศธร MD 38 สีฟ้า
  • รศ.ยุพยง เหะศิลปิน MD 34 สีเขียว
  • ดร.ศุภลักข์ โกมารกุล ณ นคร MD 36 สีเขียว
  • ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน MD 63 สีแดง
  • คุณปาริชาติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา MD 58 สีเขียว

สีคณะ : ในอดีตมีการประกาศผลการสอบของนักเรียน โดยแบ่งเป็นสี สอบได้ที่ 1 สีฟ้า ที่ 2 สีแดง ที่ 3 สีเหลือง ที่ 4 สีเขียว พอมาที่ 5 ก็วนกลับไปเป็นฟ้าใหม่ ไล่ลำดับวนไปเรื่อย ๆ สีฟ้าจึงมักเป็นสีของเด็กเรียนเก่ง ส่วนสีเขียวมักเป็นสีนักกีฬา นักกิจกรรม ปัจจุบันการประกาศผลสอบยกเลิกไปแล้ว แต่ยังมีการแบ่งสีคณะ ซึ่งโรงเรียนขอให้ไม่มีการเปลี่ยน อยู่สีไหนก็สีนั้น ตั้งแต่แรกเข้าจนจบจากโรงเรียน

เอกสารอ้างอิง

  • ณ แดนไกล เขียนโดย ซิสเตอร์ไอรีน มาโอนี O.U.S ถอดความภาษาไทยโดย บุญสม เจริญเอง
  • ได้รู้จักคือได้รัก คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยฯ
  • ได้รู้จักคือได้รัก มาแมร์จากแดนไกล จัดพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยฯ
  • ได้รู้จักคือได้รัก 101 ปี วัดน้อยแห่งความทรงจำ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัย ฯ
  • ร้อยใจในทรงจำ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพท่านหญิงอรอำไพ โกมารกุล ณ นคร
  • 60 ปี มาแตร์เดอีวิทยาลัย

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load