จุดด่าง

บนถนนหลานหลวงมี ‘จุดด่าง’ ตั้งอยู่ 

อาคารสีดำริมถนนแห่งนี้อาจดูเหมือนร้านกาแฟเท่ๆ อีกแห่งที่ผุดขึ้นมาตามกระแสนิยม แต่สำหรับสายตาช่างสังเกต จะเห็นว่าทุกตารางนิ้วของ MATDOT Art Center นั้นอัดแน่นไปด้วยศิลปะระดับโลกนับร้อยชิ้น มันเป็นทั้งสำนักพิมพ์ เป็นแกลเลอรี่ เป็นที่พำนักศิลปินชื่อดังจากหลายประเทศ เป็นที่จัดเวิร์กช็อป และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างคนทั้งในและนอกวงการศิลปะที่น่าตื่นเต้น 

“ที่จริงมันจะชื่อว่า Black list นะ แต่ว่าที่ปรึกษาหลายท่านขอร้องว่าอย่าใช้ชื่อนี้เลย เขารู้สึกว่ามันไม่เป็นมงคล แต่เรารู้สึกว่าชอบ เลยคิดต่อมาว่า อยากได้คำว่า Matt ที่แปลว่าด้าน คือเป็น ‘จุดด้าน’ หรือ ‘จุดด่าง’ ประมาณนี้” 

เบื้องหน้าเราคือ คุณธวัชชัย สมคง หรือ ‘พี่หน่อง’ ผู้คร่ำวอดในวงการศิลปะบ้านเรามาหลายสิบปี เขาเป็นทั้งศิลปินที่มีอิทธิพล บรรณาธิการ อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาให้องค์กรภาครัฐอย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของหอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) ด้วย แต่ในวันนี้เขาสละเวลามาพูดคุยกับเราในฐานะผู้ก่อตั้งพื้นที่ศิลปะในตึกแถวแห่งนี้ ที่บอกเลยว่าไม่ธรรมดาในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ชื่อของมัน 

 “สมมติเรามีรถอยู่คันหนึ่ง แล้วมันมีแผลด่างๆ อยู่แผลเดียว ไม่มีใครเห็นหรอกนะ แต่เราจะเห็นและคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา จะขี่กี่ที จุดนั่นแหละจะขัดใจ และมาอยู่ในความคิดเรา พี่เลยรู้สึกว่า เออ คำว่าจุดด้านนี่มันเวิร์กมาก เพราะมันเป็นจุดเล็กๆ แต่ทรงพลังมาก” พี่หน่องอธิบายว่าสุดท้าย ตัดอักษร T ออกหนึ่งตัว จากคำว่า MATT เพื่อให้ไม่ตรงตัวเกินไป เลยมาเป็น MATDOT ที่เรานั่งกันอยู่วันนี้

“มันทรงพลังในแง่ที่ทำให้คนจดจำ มันสร้างแรงขับเคลื่อนได้ ถึงแม้จะรังเกียจ แต่มันก็จะอยู่ตรงนั้นแหละ อยู่ในใจเราเสมอ” พี่หน่องยิ้มมุมปากแบบยียวน

หากจะทำความรู้จักอัตลักษณ์ของที่นี้ ก็ต้องรู้จักตัวตนของพี่หน่องเสียก่อน ว่าแล้วเราก็หย่อนก้นนั่งกันในโซนคาเฟ่ของ MATDOT สูดกลิ่นกาแฟคั่วสดหอมฟุ้ง แถมมีงานประติมากรรมรูป ‘เต่าเขามอ’ ของคุณกฤช งามสม ชูหัวร่วมฟังบทสนทนาของเราไปด้วย

จุดเริ่มต้น

“พี่ไม่ได้คิดว่าจะทำศิลปะนะ ความฝันตั้งต้นของพี่คือเป็นครู” คุณธวัชชัยเล่าย้อนไปว่าเขาเรียนจบจากเทคโนเชียงใหม่ แล้วจึงเรียนการศึกษาบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒต่อ เมื่อศึกษาจบก็ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์อยู่ในโรงเรียนอยู่ร่วมขวบปี 

“พอเราไปคลุกคลีอยู่กับเด็ก เรื่องหนึ่งซึ่งแรงมากที่เข้ามาในความคิดของพี่ คือ เอ วิชาศิลปะเนี่ย มันผิดหมดรึเปล่า

“เราตั้งคำถามว่า ทำไมเน้นวาดเขียนเยอะ ในเมื่อเด็กทั้งห้องสี่สิบคน เขาจบไปไม่ได้ไปเป็นศิลปิน แต่เราเรียนรู้ศิลปะเพื่ออะไร? เพื่อเขาจะได้มีรสนิยมเลือกเสื้อผ้ามาแต่งตัว เลือกคู่สีมาใช้กับงานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ศิลปะเป็นรสนิยมที่สร้างมูลค่าให้กับทุกอย่าง มันคือสุนทรียะ แต่นี่เขาไม่ได้เป็นศิลปินนะ ทำไมคุณต้องให้วาดภาพทุกอาทิตย์ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเขียนรูปเก่ง เราก็จะชอบศิลปะ แต่ว่าคนที่กลางๆ หรือเขียนได้ไม่ดีก็จะเกลียดศิลปะ 

“ดังนั้น มันเป็นห่วงโซ่ที่สัมพันธ์กับยุคปัจจุบันมาก ทำไมเราไม่มีนักสะสมศิลปะ เพราะขาดจุดเชื่อมต่อตั้งแต่ประถมแล้ว ก็เขียนรูปไม่เก่ง ผมไม่อยู่ในสังคมแคบๆ ของคุณ กลายเป็นว่าเรากันศิลปะออกจากชีวิตประจำวันคนจำนวนมาก แต่ในโลกที่พัฒนาแล้ว ศิลปะต้องยกระดับชีวิต ต้องอยู่ในมิติทางเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่อยู่ในมิติทางวัฒนธรรมอย่างเดียว”

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

เมื่อการเป็นอาจารย์ไม่ตอบโจทย์ คุณธวัชชัยจึงเลือกไปศึกษา Post-Diphoma จิตรกรรม มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ที่ศานตินิเกตัน (Santiniketan) ประเทศอินเดีย 

“พี่ไปช่วง ค.ศ. 1992 โคคาโคล่ายังไม่เข้าที่อินเดีย ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ อยู่บ้านนอกมากๆ” หน่องเล่าไปยิ้มไป “ตอนนั้นเพื่อนๆ พี่ไปเรียนที่นิวยอร์ก ที่อังกฤษ ซึ่งบ้านเขามีฐานะนะ แต่ทุกคนก็ต้องไปทำงานหาเงิน เพราะใช้เงินจากทางบ้านมากก็ไม่ไหว พี่ก็มานั่งดูว่า เราไปยังไงให้มันสบายนิดหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจไปอินเดีย เพราะมหาวิทยาลัยนี้ถ้าสอบเข้าได้มันก็เหมือนเรียนฟรี ในเมื่อเพื่อนไปตะวันตกกันหมด เราไปตะวันออกดีกว่า แล้วก็คิดว่าเลือกได้ถูกนะ สมัยนั้นคือใช้เงินหนึ่งหมื่นเราอยู่ได้แบบมหาราชาเลย พี่มีคนใช้สองคน บ้านขนาดสองเอเคอร์ (เกือบสี่ไร่) คิดว่าเราตัดสินใจถูก มันสอนเราว่าถ้าเรามีข้อมูลมากพอ สามารถทำให้ชีวิตเราอยู่สบายขึ้น ได้พิจารณาเรื่องงานของตัว มีเวลาทำงานมากขึ้น”

นอกจากสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้สร้างงานศิลปะแล้ว สิ่งที่ประทำใจหน่องมากที่สุดจากอินเดียก็คือคำสอนของอาจารย์ที่นั้นด้วย 

“ครั้งแรกที่พี่ไปเราก็สเก็ตซ์อะไรเต็มไปหมด แปดใบ สิบใบ แล้วก็ไปถามอาจารย์ว่า อาจารย์ครับ ชิ้นไหนที่มันเวิร์ก ผมจะขยายเป็นงานชิ้นใหญ่ คำแรกที่พี่รู้สึกว่าเป็นคำสอนจากอาจารย์คือ ถ้าเราเป็นศิลปิน เราต้องเป็นผู้เลือก” หน่องยิ้ม “ต่อให้ทุกคนไม่เห็นด้วยกับความคิดเรา แต่เรามีหน้าที่ประกาศสิ่งที่เราคิด ให้สังคมเชื่อเรา นั่นคือศิลปิน นี่แหละไปอยู่ห้าปีได้คำสอนนี้แหละอันเดียว นอกนั้นก็คือนั่งสูบบุหรี่กัน”

จุดบนกระดาษ

นอกจากการเป็นศิลปินแล้ว หน่องยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งนิตยสาร Fine Art ที่เป็นคณูปการให้กับวงการศิลปะมายาวนานกว่า 17 ปี

“พี่ต้องยกเครดิตให้หนังสือหัวต่างๆ ที่เคยทำมาก่อนเราไม่ว่าจะเป็น Feeling, โลกศิลปะ, Art Record in Thailand ทุกคนเขามีพลังอย่างมากในการทำนิตยสารศิลปะ มันเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้น่ะ ถ้าให้พี่ไปทำธุรกิจให้ได้เงิน เราก็คงไม่มาตรงนี้ แต่เราเลือกเพราะตรงนี้ท้าทาย และเราก็อยากทำ” นิตยสาร Fine Art เล่มแรกถือกำเนิดขึ้นสวนทางกับคำท้วงติงของคนรอบข้าง วางแผงเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 มีงานของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี พิมพ์หราอยู่บนปก แน่นอนว่ามันเป็นเส้นทางที่ไม่ง่ายนักตามคาด

 “นิตยสารสถาปัตย์หรือดีไซน์มันยังได้นะ คือโถส้วมก็ลงโฆษณาได้ กระเบื้องก็ลงโฆษณาได้ แต่ของเราแกลเลอรี่เท่านั้นที่จะมาลง แล้วจุดเด่นของแกลเลอรี่เมืองไทยคือไม่มีตังค์ เจ้าของแกลเลอรี่ในเมืองไทยกับเมืองนอกก็ต่างกัน ในเมืองนอกเขาเป็นมหาเศรษฐี หรือมูลนิธิที่สนับสนุนโดยรัฐบาล แต่ของเราเป็นชนชั้นกลางที่มีความฝัน

 “ในช่วงแรกๆ เงินที่ลงทุนนี่ถือว่าเป็นค่าเล่าเรียนนะ คิดเสียว่าเอาเงินไปเรียนที่ชิคาโก ใช้เงินก็พอๆ กัน แต่ว่าแม่งมันกว่าเยอะ” หน่องเล่าว่าในช่วงเริ่มต้นเขาต้องใช้ทุกเทคนิคแหวกแนวให้นิตยสารอยู่รอดให้ได้

“ปีสองปีแรกต้องให้คนด่าเราก่อน มันถึงจะจำได้ ดังนั้น หนังสือเราทุกเล่มแม่งหลุดปรูฟบ้าง ลงผิดบ้างอะไรบ้าง สารพัด พี่ถึงบอกไงว่า ถ้ามีจุดด่างนี่แหละ คนจะจำ” 

จนมาวันนี้ มีหนังสือนิตยสาร Fine Art เรียงรายกว่าร้อยเล่มในผนังด้านในของ MATDOT เป็นหลักฐานของการเดินทางที่โชกโชนตลอด 17 ปีที่ผ่านมา 

“พี่ดูหนังแล้วมีคำหนึ่งที่ชอบมาก เขาบอกว่า ‘ยืนหยัดได้ต้องชนะแน่’ คือเราต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้ แล้วท้ายที่สุดมันจะดีเอง มันเหมือนโดมิโน่นะชีวิต จะเริ่มมายังไงก็ช่าง แต่สุดท้ายมันดี ที่ผ่านมามันก็งดงามหมด สำหรับ Fine Art ระหว่างทางเราวางแผนไว้คร่าวๆ ทุกๆ สี่ปีเราจะคิดว่าจะทำอะไร จนในที่สุดเรากระโจนไปทำหนังสือแปล ทำไปทำมากว่าสามสิบเล่ม ร่วมกับสำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง Tashen, Phaidon, ฯลฯ” 

“สิบกว่าปีที่แล้วอินเทอร์เน็ตมันไม่ได้บูมเท่าไร ตอนนี้มันเปลี่ยนไป Hard Copy แทบจะไม่มีบทบาท มันอุ้ยอ้ายไปด้วยซ้ำ แต่เราก็เชื่อว่ามันจะยังอยู่นะ” 

หน่องบอกว่า การระบาดของ COVID-19 ทำให้เขาได้มีโอกาสคิดเปลี่ยนแปรรูปแบบของนิตรยสาร Fine Art ด้วยพอดี โดยจากนี้ไปจะทำเป็น Book Report ประจำปีแทน ออกทีเดียวตอนสิ้นปี จากเมื่อก่อน 12 เล่มต่อปี ตอนนี้ก็เป็นเล่มเดียว 

“เราเปลี่ยนจากสายส่งนิตยสารเป็นสายส่งหนังสือแทน ส่วนนักข่าวที่เรามี เราก็ปรับให้เขาเขียนขึ้นเว็บเลย แล้วปลายปีก็ค่อยรวมในเล่ม วิธีนี้นักข่าวขอองเราก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับแกลเลอรี่ตลอด และผู้อ่านก็เข้าไปอ่านไปดูรีวิวได้ทันใจ แล้วถ้าเขาอยากเก็บค่อยไปซื้อปลายปี”

จุดประสงค์

แล้วเรื่องราวก็เดินทางมาถึงอาคารริมถนนหลานหลวงแห่งนี้ 

“เดินผ่านแล้วชอบ ชอบแล้วก็เช่าเลย” หน่องเล่าว่าเขาใช้เวลาไม่ถึง 2 ปีในการเนรมิตตึกเก่านี้ให้เป็นจุดด่างที่ตอบโจทย์วงการศิลปะของบ้านเรา “ตอนบูรณะก็ทำเอง สถาปนิกคิดแพงมาก แพงแล้วไม่สวยสำหรับเราด้วย แต่เขาไม่เข้าใจว่าเราต้องการอะไร พี่เลยทำเองหมดเลย เอาแบบถูกๆ 

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

“นิตยสารก็ยังจำเป็น มันทำงานในส่วนของมัน แต่ว่าพื้นที่นี้ก็ขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เรายังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อ เราสามารถเชิญศิลปินมาพำนักที่นี่ แล้วเราส่งศิลปินไปเวิร์กช็อปกับเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นหอศิลป์ หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ จากนั้นทำ Talk ใครมาก็ได้พูดคุยกับศิลปิน อีกกลุ่มคือเชิญภัณฑารักษ์มา เราก็จะเชิญศิลปินให้มาเสนองาน รวมถึงข้อมูลของศิลปินที่เราสะสมมาจากการทำนิตยสารเป็นสิบปีเป็นหมื่นๆ รูป พวกเขาก็จะได้ข้อมูล รวมไปถึงช่วยขายงานให้ศิลปินเราด้วย” นี่คือคอนเซปท์ตั้งต้นของ Art Space หรือ พื้นที่ศิลปะแห่งนี้ในใจของหน่อง

ทางกายภาพแล้ว เมื่อเดินเข้ามาในตึก เราจะเจอโซนคาเฟ่ที่เป็นเสมือนห้องรับแขกให้คนทั้งในและนอกวงการได้แวะเวียนมาพบปะกัน พื้นที่นี้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยมุมมองแบบภัณฑารักษ์มากกว่าสถาปนิก มีจุดประสงค์หลักคือ ให้เป็นพื้นที่เปิด งานที่เอามาประทับพื้นที่ก็เพื่อให้เห็นว่าศิลปะมันมีทางเลือกอื่นๆ ไม่ใช่แค่ศิลปะกระแสหลักอย่างเดียว

“ในยุคพวกพี่มันเป็นศิลปะแนวคิดแบบโมเดิร์น ตอนนี้ขยับมาเป็น Contemporary (ร่วมสมัย) แล้ว แต่นักสะสมก็ยังยึดติดอยู่กับงานละเอียด งานเนี้ยบ เราเป็นพื้นที่ที่เราอยากจะอธิบาย เราก็เอางานมาวางให้ดูเลย มันเวิร์กนี่หว่า มีแสงส่องมาก็ดูเข้าท่า ส่งให้เกิดแรงบันดาลใจ เพราะเราสอนกันไม่ได้ ศิลปะมันต้องเข้ามาซึมซับเอง”

เมื่อมองไปรอบตัวเราก็เห็นเป็นแบบนั้นจริงๆ ผนังสีดำด้านขับให้สีฟ้าในงานประติมากรรม ‘สัมมาทิฎฐิ’ ที่สูงกว่า 2 เมตรของ คุณอลงกรณ์ หล่อวัฒนา โดดเด่นขึ้นมาอย่างงดงาม ผนังข้างๆ เราติดตั้งผลงานวิดีโอ ‘NOWHERE’ ของ คุณชาคริต บูรณารมณ์ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ค่อยเห็นที่ไหนเอางานลักษณะนี้มาตกแต่งพื้นที่เท่าไร อีกทั้งภาพวาดของหน่องเอง ก็ถูกแขวนอย่างสง่างาม เยื้องกับรูปปั้นมาสเตอร์พีซ ‘ล่องลอยในความทุกข์’ ของ คุณประสิทธิ์ วิชายะ ในตำแหน่งที่มีแสงส่องวัสดุสื่อผสม ทั้งไฟเบอร์กลาสเรซิ่น เรซิ่นใส และดินเผา ให้เรืองรองในแบบของมัน

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง
MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

อ้อ ลืมบอกไปว่า กาแฟของเขาก็อร่อยมากๆ ด้วย

จุดเชื่อมต่อ

นอกจากส่วนคาเฟ่แล้ว หน่องพาเราเดินชมอีกหนึ่งส่วนการใช้งานของที่นี่ นั่นคือการทำ Residency หรือ โครงการที่พำนักศิลปิน โดยพี่หน่องตั้งใจเชิญศิลปินประมาณ 3 – 4 คนต่อปี มาพำนักที่นี่เพื่อสร้างผลงาน โดยมีทั้งห้องนอนและสตูดิโอ บวกเบี้ยเลี้ยงให้พร้อมเสร็จสรรพ 

“ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เขาเชื่อมต่อกับหอศิลป์ ไปวัด หรือไปข้าวสารก็ง่าย ทำงานกับชุมชนก็ได้ (ในส่วนห้องพัก) พี่คิดว่าอย่างน้อยๆ มันต้องสมาร์ทระดับหนึ่ง ไม่ต้องถึงกับหรูหรา แต่ศิลปินมาแล้วเขาต้องมีไฟ มีคนในวงการเดินเข้ามา ให้เขาได้สื่อสารมีบทสนทนา พอคิดอย่างนี้เราเลยทำร้านกาแฟ บอกเลยว่าตรงนี้มีศิลปินแวะเวียนมาเยอะนะ ทำงานกับเครือข่ายกันนี่แหละเวิร์กที่สุด มารู้จักกัน เดี๋ยวก็ชวนกันไปเอง” 

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง
MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง
MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

หน่องเล่าขณะพาเราไปชมห้องสตูดิโอสีน้ำมันขนาดเล็ก เป็นพื้นที่เปิด มีอากาศถ่ายเทเหมาะสำหรับการใช้สีน้ำมัน มีต้นไม้เรียงรายอยู่ข้างกับขาตั้งแคนวาสและสเตชันผสมสี ซึ่งตอนนี้มีศิลปินชื่อ Fiza Ghauri เป็นศิลปินชาวปากีสถานมาสร้างงานอยู่ 

ส่วนอีกสตูดิโอที่มีขนาดใหญ่กว่า มีคุณ Gianluca Vernizzi ชาวอิตาเลียนพำนักอยู่ ลักษณะของสตูดิโอนั้นกว้างขวางและอำนวยให้วาดรูป เป็นเหมือนพื้นที่ในฝันสำหรับศิลปินจริงๆ

นอกจากศิลปินแล้ว หน่องยังคิดที่จะเชิญบุคลากรด้านอื่นในวงการมาร่วมงานที่นี่ด้วย

 “พี่มีความเชื่อว่า ถ้าเราทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์จาก Southeast Asia ให้เขาหาข้อมูลกับศิลปินไทย ประโยชน์คือเมื่อเขามารู้จักศิลปินไทย ถ้าวันหนึ่งเขาจัดงานที่บ้านเขาหรือที่ไหน เขาก็จะได้ใช้ประโยชน์จากศิลปินไทย ดังนั้น Art Center มันทำงานในมิติที่นอกเหนือไปจากพื้นที่ได้ คุณสามารถจัดการ สร้างเครือข่ายได้” 

สำหรับนักการศึกษาหรือสายกิจกรรม ที่นี่ยังมีห้องเวิร์กช็อปขนาดใหญ่ รองรับการจัดเสวนาและกิจกรรมทางการเรียนรู้อื่นๆ ด้วย โดยห้องนี้มีเอกลักษณ์ของรูปวาดฝาผนังสีขาวดำ จากพื้นจรดเพดานรอบห้อง ลักษณะดูเหมือนงานจากอินเดีย แต่ก็มีความเป็นไทยแฝงอยู่

“อันนี้มีที่มาคือ มหาวิทยาลัยเขาเชิญให้กลับไปช่วยงานที่อินเดีย พอทำงานเสร็จเขาบอกว่ายินดีให้พี่จำลองภาพวาดชื่อดังของ K.G. Subramanyan บนตึกดำของเขามาได้ แต่พี่ว่าถ้าใครอยากไปดูของจริงก็ต้องไปดูที่อินเดียดีกว่า ตอนหลังพี่เลยชวนเพื่อนที่จบจากศาลตินิเกตันเหมือนกัน คือ คุณอลงกรณ์ หล่อวัฒนา ซึ่งเขาก็เอาลักษณะรูปของ K.G. มาวาด แต่ก็เติมเรื่องราวของเขาเข้าไป ออกมาเป็นภาพเวอร์ชันของเราเอง” 

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง
MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

จุดจัดแสดง

“พี่เชื่อว่าบนโลกนี้มีแค่ศิลปินจริงกับเก๊ ไม่ใช่ดังหรือไม่ดัง สำหรับพี่ถึงแม้ว่าจะโนเนม แต่ถ้าผมเชื่อว่างานคุณเจ๋งผมก็โปรโมตคุณ และถึงคุณจะระดับโลก แต่ถ้าผมไม่ชอบงานคุณก็จบ Artspace มันก็ตามแนวคิดของเจ้าของนั่นแหละ”

แล้วงานที่พี่เขาสนใจเป็นอย่างไร หน่องพาเราเดินทะลุไปด้านหลังเพื่อชมส่วนของห้องจัดแสดง (แกลเลอรี่) บนกระจกใสนั้นมีชื่อนิทรรศการล่าสุดแปะหราอยู่ว่า ‘The Revolving World’ โดยโชว์นี้เป็นนิทรรศการที่หน่องเคยคัดสรรไปจัดแสดงที่ไทยพาวิลเลียน ในงานเวนิส บินาเล่ เมื่อ ค.ศ. 2018

“เวลามันถูกหยุดด้วย COVID-19 อยู่แล้วไง ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีอะไรเคลื่อนไหว อีกอย่างหนึ่งคือ พื้นที่ที่เวนิสมันน้อย งานก็แสดงได้ไม่หมด พอเอากลับมาเพราะศิลปินเขาก็อยากให้คนไทยได้ดูด้วย”

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

หน่องเล่าให้ฟังถึงคอนเซปต์โชว์คร่าวๆ เป็นชุดงานที่พูดถึงโลกที่ยังคงหมุนไป ด้วยเรื่องความจริง ความเชื่อ และเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนกันและกัน เป็นงานที่รวม 3 ศิลปิน ได้แก่ ได้แก่ ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 สมศักดิ์ เชาว์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.​2560 และ กฤช งามสม 

“ตอนนั้นที่พี่เลือกงานไปเวนิสครั้งแรก ตอนนั้นคิดเรื่องเดียวว่าไม่มีสิ่งใหม่บนโลกนี้แล้ว สิ่งที่ใหม่คือสิ่งที่เราไม่เคยเห็น ดังนั้นเลยคิดว่าลักษณะศิลปะที่จะไปโชว์ในเวทีนานาชาติ น่าจะมีรสชาติของความเป็นไทยออกไป

“อย่างงานของกฤช เขาทำเรื่อตู้ประวัติศาสตร์ เขาสนใจตึกไทยคู่ฟ้าที่ถูกถอดแบบมาจากตึกที่เวนิส มีวิดีโอฉายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยากับเวนิสเทียบคู่กัน จะเห็นว่าธีมงานนี้จะพูดถึงสยามยุคการล่าอณานิคมสมัยรัชกาลที่ 3 ทุกคนมองฝรั่งเป็นลบ แต่มันซับซ้อนกว่านั้น เขานำระบบการศึกษา อาหาร สถาปัตยกรรม และอื่นๆ มาถ่ายเทแลกเปลี่ยนด้วย” หน่องเดินไปบรรยายไป ขณะพาเราไปชมงานของอาจารย์ปัญญา

ในอีกห้องจัดแสดงหนึ่ง จำลองแบบจิตกรรมลายไทยหอไตรจากวัดบางแคใหญ่ รวมทั้งหล่อรูปฝรั่งถือปืนที่อยู่ในภาพออกมาเป็นประติมากรรมสีขาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องด้วย 

ส่วนงานของอาจารย์สมศักดิ์ ทำเรื่องความเชื่อของแม่นาคพระโขนง

“แกบอกว่า แม่นาคเรื่องจริงกับเรื่องเล่ามันไม่เหมือนกัน เวอร์ชันที่เรารู้มาว่าพ่อมากกับแม่นาครักกันไปเป็นทหารกลับมาตายท้องกลม อันนี้เรื่องเล่า แต่ความเป็นจริงคือ พ่อมากกับแม่นาคเขาแต่งงานกันมีลูกหลายคน แล้วท้องสุดท้ายแม่นาคตาย ตอนหลังพ่อมากอาจจะมีเมียใหม่ ลูกๆ ของแม่นาคก็กลัวเมียใหม่จะแย่งสมบัติ เขาเลยแต่งเรื่องผีขึ้นมา สุดท้ายเรื่องที่คนยอมรับกลายเป็นเรื่องเล่ามากกว่าเรื่องจริง แกเลยตั้งชื่องาน Love Story”

ยังมีอีกหลายชิ้นที่น่าสนใจแต่เสียดายพื้นที่เราไม่พอจะเล่าได้หมด เอาเป็นว่าถ้าใครอยากจะชมนิทรรศการก็ต้องแวะมา สามารถเข้าชมได้ฟรี โดยงานชุดนี้จะจัดแสดงถึงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.​2564 นี้

จุดมหภาค

สุดท้ายเราไปนั่งในห้องทำงานด้านบนคาเฟ่ ความพิเศษของห้องนี้คือ มีรูปพอร์เทรตของอาจารย์ศิลป์ พีระศรีติดตั้งไว้ทั่วบริเวณ

“ห้องนี้ทางสถานทูตอิตาลีชอบมากนะ” หน่องยิ้ม เขาเล่าว่าถึงแม้ตัวเขาเองจะไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่เขาสนใจตัวอาจารย์ศิลป์ในฐานะผู้ขับเคลื่อนวงการศิลปะไทย ทำให้เป็นจุดเริ่มการเก็บงานชุดนี้ พอคนทราบก็เอามาขายให้บ้าง เอามาให้บ้าง จนมีมากกว่าร้อยชิ้นอย่างที่เห็น”

ในช่วงท้ายของบทสนทนา หน่องไปเปิดตู้เอาผลงาน Artbook ของเขาจากยุคสมัยเรียนอยู่ที่อินเดียออกมาให้เราดู แม้งานจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่ไอเดียแล้วองค์ประกอบศิลป์ก็ยังคงเฉียบคมน่าชื่นชม ขณะที่เราพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ เราจึงถามทิ้งท้ายพี่หน่องถึงทิศทางและการพัฒนาวงการศิลปะบ้านเราต่อไป เขาหยุดคิดสักครู่ก่อนจะบอกว่า

“เมื่อก่อนพอพูดคำว่าศิลปะ เราก็จะรู้จักศิลปินอย่างเดียว อยู่มาวันหนึ่งเริ่มมีภัณฑารักษ์เข้ามา เริ่มอาจารย์ สมพร รอดบุญก็ได้ ท่านจัดงานกับสถาบันเกอเธ่ ต่อมามีอาจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ เข้ามา มีคุณเจี๊ยบ-กฤติยา กาวีวงศ์, คุณอรรฆย์ ฟองสมุทร ฯลฯ พวกเขามีบทบาทในวงการ ผู้คนพอเป็นภัณฑารักษ์ ก็เห็นพื้นที่ทางเลือกต่างๆ มากขึ้นด้วย อาร์ตเสปซมันก็มีคาแรกเตอร์มากขึ้น แต่ตอนนี้ในภาพรวมมันก็ยังไม่ทำงานกันเป็นทีม ยังแบ่งผลประโยชน์กันไม่ได้” 

หน่องกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือเราต้องยกระดับมาตรฐานทั้งวงการให้เทียบสากลให้ได้ เขาพูดถึงการจัดมหกรรมศิลปะในเสกลใหญ่อย่าง Thailand Biennale และ Bangkok Biennale ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถ้าจะให้เป็นสากลจริงๆเราต้องมีมากกว่าศิลปินชื่อดัง 

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

“ต้องยกมาตรฐานทั้งองคาพยพ ไม่ว่ามันจะดูน่าเกลียดขนาดไหน แต่เราต้องยอมรับว่ามันมีธุรกิจในศิลปะ ศิลปะมันคือสินค้า ถ้าคุณมัวแต่คิดว่ามันสูงส่งคุณก็จะดูถูกความจริงนี้ ศิลปินเป็นอาชีพที่ต้องเกี่ยวพันกับทั้งพ่อค้า ภัณฑารักษ์ พื้นที่ นักกิจกรรม ฯลฯ คุณต้องรู้จักแบ่งปันข้อมูล แบ่งปันผลประโยชน์ ถ้ายังมัวคิดว่าศิลปินเป็นแกนกลางของโลกอยู่ เราก็เข้ากับใครไม่ได้

“MATDOT เองก็ทำงานร่วมกับทุกกลุ่มที่มีความเชื่อคล้ายๆ กัน กล่าวคือเคารพความเชื่อของศิลปะทุกรูปแบบก่อนเป็นอันดับแรก จะชอบหรือไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง แต่เราต้องตระหนักว่าเมืองไทยมีความหลากหลาย หัวก้าวหน้าจ๋า หรือที่เหมือนเดิมมาสามสิบปีก็มี” 

ก่อนจากกันเราถามพี่หน่องว่า เขามีเคล็ดลับอะไร ที่ทำให้ยังคงทำงานศิลปะอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังมีหน้าที่รับผิดชอบอื่นๆ มากมายอย่างที่เราเห็นในพื้นที่นี้

“พอหลังมาการทำศิลปะก็ไม่ได้ใช้เวลานานนะ พี่แก่แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องรีบอะไรมากมาย เราทำศิลปะเพราะเรารู้สึกว่าเราอยากจะทำมัน ทำปีหนึ่งสิบกว่าชิ้น เพราะอายุขนาดนี้ก็ต้องแบ่งเวลาไปนอนบ้าง (หัวเราะ)” 

MATDOT Art Center ตึกแถวสีดำที่ซ่อนสำนักพิมพ์ แกลเลอรี่ ที่พำนักศิลปินบนถนนหลานหลวง

MATDOT Art Center 

ที่ตั้ง ​: เลขที่ 47 ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรพ่าย

เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ 10.00 – 19.00 น. 

Facebook : MATDOT Art Center  

โทรศัพท์ :  02 1634 550

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load