ในช่วง Work from home เดือนที่ผ่านมา ทั้งเพื่อนและ Ads บนหน้าเฟซบุ๊กต่างแนะนำให้เรารู้จักกับ MasterClass ออนไลน์แพลตฟอร์มที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญของสาขานั้นๆ 

เราสะดุดตาทันทีที่เห็นคอร์สเรียนการแสดงที่สอนโดย นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) ไม่ใช่เพราะชอบการแสดงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อยากรู้วิธีคิดและมุมมองของเธอต่อการแสดงมากกว่า เลยลองเข้าไปดูเว็บไซต์ MasterClass ทำให้พบคอร์สเรียนทั้งศาสตร์และศิลป์โดยคนเก่งมากมาย สอนทำหนังโดย มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) สอนเล่นเทนนิสโดย เซเรนา วิลเลียมส์ (Serena Williams) สอนเขียนนวนิยายระทึกขวัญโดย แดน บราวน์ (Dan Brown) มีวิชาสนุกๆ อย่างการเป็นเซียนโปกเกอร์ การดื่มด่ำรสชาติของไวน์ การย่างบาร์บีคิวอย่างมืออาชีพ ไปจนถึงวิชาซีเรียสอย่างเศรษฐศาสตร์และสังคมที่สอนโดยนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล หรือการท่องอวกาศของนักบินอวกาศที่ทำงานมากว่า 20 ปี

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

คลาสหรือคอร์สหนึ่งแบ่งออกเป็น 10 – 25 บทเรียน ความยาวรวมตั้งแต่ 2 – 5 ชั่วโมง และตอนนี้มีให้เลือกเรียนมากกว่า 80 คลาสแล้ว

สำหรับเรา การดู MasterClass ไม่ได้ทำให้เราเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชั่วข้ามคืน การเรียนการแสดงส่วนตัวกับนาตาลี พอร์ตแมน ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นนักแสดงที่ดีขึ้นมา แต่สิ่งที่เราได้คือทัศนคติดีๆ ของคนเก่งๆ เหล่านั้น ได้เปิดโลกให้รู้ว่ายังมีเรื่องใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้ได้อีกมาก และยังเป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดที่ทำให้อยากทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้ดีขึ้น ยิ่งถ้าได้เรียนอะไรที่ใกล้กับตัวเอง ก็จะยิ่งมีพลังขึ้นไปอีก มันคือคำจำกัดความของวลีที่ว่า ‘Learn from the best’ ที่แท้จริง บทความนี้เลยขอยกตัวอย่าง 6 คลาสเรียนโดย 6 ผู้เชี่ยวชาญจาก 6 สาขา ที่เติมไฟให้เราอย่างมากในช่วงหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา

01 Cooking

สอนโดยกอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay)

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

“คุณไม่สามารถหยิบตำราทำอาหารที่ดีที่สุดในโลกขึ้นมาอ่านแล้วเข้าใจเลย คุณต้องลองทำจริงๆ”

ถ้าบ้านเรามีรายการ MasterChef ทดสอบความเก่งและการรับมือกับความกดดันของเหล่าผู้รักในการทำอาหาร สหราชอาณาจักรก็มีรายการ Hell’s Kitchen ของกอร์ดอน แรมซีย์ ยืนหนึ่งในเรื่องความโหด ทั้งมาตรฐานที่สูงลิบลิ่ว การสบถแบบไม่เกรงใจใคร และคอมเมนต์ที่ตรงเสียจนคนดูฟังแล้วอยากจะร้องไห้แทน

คลาสของเขามี 2 พาร์ต Cooking I และ Cooking II เขาสอนตั้งแต่วิธีการจัดครัว การทำแป้งพาสต้า วิธีการทำไข่เจียวฝรั่ง การทำอาหารด้วยเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู วิธีการแล่ปลา ไปจนถึงทำความรู้จักผักและสมุนไพรชนิดต่างๆ กอร์ดอนได้โชว์อีกด้านหนึ่งของตัวเองที่เราไม่ค่อยเห็นตามสื่อนัก แบบที่คุณจะไม่โดนด่าแน่นอน

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ
MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

ความฝันเท่ๆ อย่างหนึ่งของคนทำอาหารไม่เก่งอย่างเรา คือการหั่นผักให้เรียงตัวสวย เท่ากัน และใช้เวลาให้น้อยที่สุด กอร์ดอนสอนวิธีการหั่นที่มีประสิทธิภาพในคลาสนี้ด้วย 2 เทคนิคง่ายๆ คือ หนึ่ง ใช้เขียงขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ และต้องให้เขียงสะอาด โล่ง เพื่อที่เราจะได้มีพื้นที่ในการหั่นหรือสับ สอง เลือกหั่นด้านที่เล็กกว่าก่อน เช่น หั่นแตงกวา ให้เลือกหั่นด้านเรียวก่อน เพราะด้านอ้วนจับได้ถนัดมือกว่า ดูจบแล้วลองเข้าครัวไปหั่น มันก็เร็วขึ้นหน่อยจริงๆ นั่นแหละ

02 Acting

สอนโดยนาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) 

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

“นี่คือวิชาชีพแห่งการจินตนาการ”

ครูสำหรับวิชานี้คือดาราฮอลลีวูด นาตาลี พอร์ตแมน เจ้าของรางวัลออสการ์สำหรับนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง Black Swan ยังไม่รวมลิสต์รายชื่อหนังดีอีกหลายสิบเรื่องที่เธอได้แสดงทั้ง Star Wars, Jackie, Thor หรือ Closer นอกจากใบหน้าคมและดวงตากลมโตแล้ว ผลงานการแสดงของเธอยังเป็นที่ยอมรับจากทั้งคนทำหนังและคนดูหนัง

เธอพูดประโยคหนึ่งในคลาสที่ทำให้เราเข้าใจโลกของการแสดงมากขึ้น 

“ภาพยนตร์ คือการที่เราแบ่งปันประสบการณ์สองชั่วโมงนี้กับผู้คน เพื่อเข้าใจชีวิตคนคนหนึ่งมากขึ้น” ภาพยนตร์เป็นเรื่องของความรู้สึก การแสดงจึงต้องอาศัยความเข้าใจในตัวละคร ตัวละครต้องการอะไร มีความคาดหวัง มีความฝันอะไร เพื่อส่งต่อสิ่งเหล่านี้ออกไปให้ถึงคนดู

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ
MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

เธอสอนเรื่องการสวมบทตัวละครที่สร้างจากเรื่องจริง มีความคิด มีความฝันจริงๆ นาตาลีเคยรับบทเป็น แจ๊คกี้ เคนเนดี (Jackie Kennedy) ในเรื่อง Jackie เมื่อปี 2016 สิ่งที่เธอทำคือการศึกษาเกี่ยวกับตัวละครทั้งในมุมมองสาธารณะและมุมมองส่วนตัว และขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการแสดงออกมาโดยเคารพลักษณะและคุณสมบัติเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องอย่าลืมใส่จินตนาการของตัวเองลงไปด้วย

ในคลาสเธอมักจะยกกรณีศึกษาขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และให้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ แทรกมาด้วย อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากในการแสดง (ไม่ว่าคุณจะเป็นนักแสดงเองหรือไม่) คือการพูดสำเนียงต่างๆ ซึ่งเธอบอกว่า ประสบการณ์ ความฝัน จุดที่ชีวิตยืนอยู่ ล้วนส่งผลต่อวิธีการพูด วิธีการวรรคตอน หรือจังหวะการหยุดหายใจของแต่ละคน มันทำให้เราดูหนังอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น และพยายามเข้าใจตัวละครที่ดำเนินเรื่องราวทั้งหมดมากขึ้น

03 Film Scoring

สอนโดยฮันส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer)

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

“ผมสามารถสรุปทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการทำสกอร์ในคำเดียว คือ เรื่องราว”

อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่คุ้นเคยชื่อฮันส์ ซิมเมอร์ แต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นคนแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ เช่น The Lion King, The Last Samuri, Gladiator, The Dark Knight, Inception, Interstellar และอื่นๆ คงพอนึกออก เขาเป็นเหมือนนักแต่งเพลงประกอบคู่บุญของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) (ยกเว้นเรื่องล่าสุดที่เขาปฏิเสธเพื่อไปทำให้หนังอีกเรื่องซึ่งสร้างจากนวนิยายโปรดสมัยเด็ก)

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

ในคอร์สสอนการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์นี้ เขาจะพาคุณไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่เล่าเรื่องผ่านตัวโน้ตและเสียงเพลง เขาบอกว่าดนตรีเหมือนบทสนทนา มีคำถาม มีคำตอบ และมีคำถามกวนโอ้ย สิ่งที่ทุกคนที่ทำงานภาพยนตร์ทำ คือการเล่าเรื่องผ่านรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนเล่าด้วยภาพ บางคนเล่าด้วยไดอะล็อก ส่วนเขาเล่าด้วยเสียงดนตรีประกอบ ดังนั้น บางมุมที่ภาพเล่าได้อย่างสวยงามแล้ว ดนตรีก็ไม่จำเป็นต้องไปเล่ามันอีกครั้ง แต่หามุมอื่นที่ยังไม่ได้มีการพูดถึง อาจเป็นเหตุผลที่เวลาดูหนังแล้วอุดหู มันไม่ตื่นเต้นสนุกอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ เขายังเล่าให้ฟังถึงงานที่ผ่านมาถึงวิธีการคิด วิธีการทำงาน กระบวนการการแตกไอเดียให้เป็นเพลง ชอบที่เขาบอกว่า ไอเดียไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแพงของอุปกรณ์ที่ใช้ อย่างเพลงประกอบ Sherlock Holmes ก็ใช้แค่โมโครโฟนกับแล็ปท็อป เพราะสุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ว่าคุณมีเรื่องที่อยากจะเล่าหรือเปล่า

04 Advertising and Creativity 

สอนโดยเจฟฟ์ กู๊ดบี้ (Jeff Goodby) และริช ซิลเวอร์สไตน์ (Rich Silverstein)

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

“ที่สำคัญคืออย่ากลัว คุณจะไม่ถูกเสมอไปหรอก แค่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่คุณเชื่อก็พอ”

เจฟฟ์ กู๊ดบี้ และ ริช ซิลเวอร์สไตน์ เป็นนักโฆษณาและเจ้าของ Goodby, Silverstein & Partners

 เอเจนซี่โฆษณาดีกรีรางวัลที่มีอิทธิพลมากในสหรัฐฯ 

วิชาที่พวกเขาสอนคือ Advertising and Creativity ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิด วิธีการเล่าเรื่องภายใน 30 วินาที เทคนิคการใส่มุกตลกลงไปในโฆษณา การก่อตั้งเอเจนซี่ของตัวเอง ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการนำความเห็นเชิงสังคมมาบอกเล่าผ่านแบรนด์ เขายกตัวอย่างผลงานของตัวเองที่ทำร่วมกับ Doritos แบรนด์ขนมยี่ห้อดังของสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน คือ Doritos Rainbows รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่แบรนด์ต้องการสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ 

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ
MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

สิ่งสำคัญอย่างแรกในโลกของโฆษณาคือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งคู่ให้กฎไว้ 4 ข้อได้แก่ หนึ่ง ให้โลกรอบๆ ตัวเราเป็นแรงบันดาลใจ จงสงสัยในสิ่งที่เจอรอบตัวในทุกวัน แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณ สอง จงหาความรู้ใหม่ๆ เขาว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นมากกว่าจินตนาการ จงดูหนัง เล่นอินเทอร์เน็ต เดินทางไปยังที่ใหม่ๆ สาม หาสิ่งที่คนกลัวที่จะเจอให้พบ โฆษณาที่ดีต้องปลุกอารมณ์บางอย่างให้ตัวคนดู อย่าเป็นคนน่าเบื่อ จงเป็นคนน่าตื่นเต้น

และข้อสุดท้ายที่สำคัญมาก คือเคารพความต้องการและเป้าหมายของลูกค้า ในขณะเดียวกันงานบางชิ้นต้องการความหวือหวา ความตื่นเต้น เพื่อที่จะเข้าถึงคนดูมากกว่านั้น ใช้ความครีเอทีฟของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ข้อนี้ในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์อย่างเราเลยอินมากๆ ซึ่งมันย้อนกลับไปถึงสิ่งที่พวกเขาพูดไว้ในชั้นเรียน ที่ดูเหมือนจะเป็นคติประจำใจของนักโฆษณาทุกคนเลยก็ว่าได้ “อย่ากลัว คุณจะไม่ถูกเสมอไปหรอก แค่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่คุณเชื่อก็พอ”

05 Economics and Society

สอนโดยพอล ครูกแมน (Paul Krugman)

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

“เศรษฐศาสตร์คือเรื่องของคน ไม่ใช่เงิน” 

เราพอเห็นภาพกว้างของเศรษฐศาสตร์มาบ้างจากวิชาบังคับ 2 ตัวสมัยปริญญาตรี แต่จริงๆ มันซับซ้อนกว่าแค่อุปสงค์ อุปทาน เศรษฐศาสตร์แบบมหภาคหรือจุลภาค 

อาจารย์ในคลาสนี้คือ พอล ครูกแมน นักเศรษศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขา Economic Sciences และอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่ง เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรกที่ทำนายเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย พ.ศ. 2540

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

พอลเริ่มบทเรียนด้วยการอธิบายให้เราเข้าใจความหมายของเศรษฐศาสตร์ โดยเล่าถึงสิ่งที่อดัม สมิธ (Adam Smith) บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์สอนไว้ อดัมบอกว่า ทุกๆ วันผู้คนในลอนดอนต้องการซื้ออาหาร แล้วใครคือคนที่จะเช็กว่ามีอาหารมากพอสำหรับคนที่ต้องการซื้อ ใครเป็นคนเช็กว่าอาหารที่คนต้องการมีอยู่จริงไหม คำตอบคือไม่มีใครทำ แต่เป็นมือล่องหนของตลาดที่ทำหน้าที่นี้โดยอัตโนมัติ เศรษฐกิจทุกวันนี้เกิดขึ้นได้เพราะเราคาดการณ์พฤติกรรมการซื้อขายของมนุษย์ได้

เขาเล่าเศรษฐศาสตร์ในแบบที่เราเห็นภาพได้ชัดขึ้น ถ้าใครดูหนังเรื่อง The Big Short ที่เกี่ยวกับวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2008 แล้วมีเครื่องหมายคำถามในหัวตลอดเวลา การเรียนกับพอลน่าจะทำให้เข้าใจเหตุการณ์ในภาพกว้างมากขึ้น เขาเท้าความให้ฟังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (The Great Depression) และแพตเทิร์นของวิกฤตเศรษฐกิจแต่ละครั้ง การเกิด Bank Run ที่คนแห่กันไปถอนเงินจนหมดธนาคาร จนถึงวิธีการรับมือในฐานะบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในช่วงนี้โดยเฉพาะ

 06 Makeup and Beauty

สอนโดยบ็อบบี้ บราวน์ (Bobbi Brown)

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

“ปรัชญาการแต่งหน้าของฉัน คือฉันชอบให้มันเร็วและเป็นธรรมชาติ”

Bobbi Brown คือแบรนด์เครื่องสำอางที่เชื่อว่าทุกคนสวยในแบบของตัวเองแม้ไม่ได้แต่งหน้า ฟังดูเหมือนประชด แต่บ็อบบี้ บราวน์ที่เป็นผู้ก่อตั้งก็เติบโตมาจากอาชีพช่างแต่งหน้าที่มีจุดเด่นคือโทนสีธรรมชาติ ซึ่งถือว่าขัดกับค่านิยมใช้สีฉูดฉาดในยุคของเธอ

เธอบอกว่า เครื่องสำอางไม่ควรเป็นหน้ากาก และไม่ควรเปลี่ยนลักษณะหน้าตาของคน เธอไม่ได้ทารองพื้นเพื่อเปลี่ยนสีผิวของตัวเอง เธอไม่คอนทัวร์จมูก และไม่เขียนลิปไลน์เนอร์เลยรูปปากของตัวเอง ถ้าสังเกตโมเดลของแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์นี้ คงจะเห็นได้ว่าโมเดลส่วนใหญ่แทบไม่ทารองพื้น และยังเปิดเผยริ้วรอยที่ไม่สมบูรณ์แบบไว้บนใบหน้า

MasterClass คอร์สออนไลน์ที่มีครูเป็นคนเก่งระดับโลก สอนตั้งแต่โปกเกอร์จนถึงการท่องอวกาศ

คลาสของเธอเหมือนการแต่งหน้าไปทีละขั้นตอน เริ่มจากเตรียมผิว บรอนเซอร์และบลัช ตาและคิ้ว ปาก การดูแลสุขภาพผิว และที่ชอบมากๆ คือ วิธีการแต่งหน้าภายใน 1 นาที เธอสอนตั้งแต่การรู้จักสีผิวของตัวเอง รู้ว่า Undertone แบบนี้ควรจะใช้เครื่องสำอางโทนสีไหน เช่น ผิวแบบคนอินเดียควรใช้สีโทนส้ม หรือวิธีการเลือกสีและฟอร์แมตของรองพื้นที่เหมาะกับผิวแต่ละแบบ โดยมีเคล็ดลับที่ง่ายมาก แบบไหนทาแล้วกลืนหายไปกับผิว แบบนั้นแหละถูกต้อง อีกอันหนึ่งที่ดีมาก เธอแนะนำชุดเครื่องสำอางที่สำคัญ ไปจนถึงการเตรียมอุปกรณ์แต่งหน้าเวลาเดินทางไกล ซึ่งทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้วเราซื้อเครื่องสำอางมามากกว่าที่เราต้องการด้วยซ้ำ

โมเดลที่มาเป็นแบบในคลาสของเธอมีหลายแบบ ผิวขาว ผิวเหลือง ผิวดำ วัยรุ่น วัยกลางคน เพื่อสะท้อนให้เห็นความสวยงามของความแตกต่าง เหมือนที่เธอพูดเสมอในคลาสว่า ใครๆ ก็สวยได้ เชื่อสิว่าดูจบแล้วคุณจะหลงรักริ้วรอยของตัวเองมากขึ้น

ภาพ : MasterClass.com

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load