ไม่บ่อยนักที่เราจะได้มีโอกาสเข้าห้องเรียนที่มีนักแสดงในดวงใจมาเป็นครูหน้าชั้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่เราได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์กับ ทิลดา สวินตัน (Tilda Swinton) นักแสดงมากฝีมือระดับฮอลลีวูด ที่ฝากผลงานไว้มากมาย และเรื่องล่าสุดกับภาพยนตร์เรื่อง Memoria โดยการร่วมงานกับผู้กำกับชาวไทยอย่าง เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จนกวาดรางวัล Jury Prize จากงาน Cannes Film Festival 2021 มาครอง ได้นำพาในเราได้มาพบกับเธอในวันนี้

Masterclass กับ ทิลดา สวินตัน ถอด 7 บทเรียนการเป็นนักแสดงมือรางวัลตลอด 30 ปี

ในห้องเรียนครั้งแรกในไทยนี่เอง ที่ทิลดามีโอกาสมาเปิดประสบการณ์ระหว่างทางการแสดงตลอด 30 ปี ทั้งตัวตน การเป็นอยู่ และการเปลี่ยนผ่าน กับ Masterclass with Tilda Swinton : “Acting, Being, Shape-shifting” ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ในฐานะนักเรียนหน้าชั้น เราจดเลกเชอร์ถอดบทเรียนที่ได้มาฝากกัน สำหรับนักเรียนการแสดงและคนทำหนัง หวังว่าคุณจะได้เทคนิคที่ไม่มีเทคนิคไม่มากก็น้อยนี้กลับไป ส่วนแฟนหนัง ก็จะได้รู้เคล็ดลับว่าเจ้าแม่แห่งฮอลลีวูดและหนังนอกกระแสคนนี้ทำอย่างไร ให้เราตกหลุมรักการแสดงของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

บทเรียนที่ 1 : นักแสดงคือศิลปินและนักต่อสู้

“ฉันไม่ได้สนใจการแสดง”

ทิลดาเริ่มต้นเรื่องราวที่ตรงนั้น เธอเล่าว่าเธอเป็นนักเขียนก่อนเริ่มงานแสดง และเข้ามาในวงการนี้ได้เพราะเพื่อน ๆ ผู้เรียนการแสดงชักนำ จนถึงตอนนี้ การแสดงก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เธอจะพูดได้ว่าชอบ เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหวานอมขมกลืน เพราะใจจริงอยากมีชีวิตเป็นศิลปินมากกว่า 

Masterclass กับ ทิลดา สวินตัน ถอด 7 บทเรียนการเป็นนักแสดงมือรางวัลตลอด 30 ปี
Masterclass กับ ทิลดา สวินตัน ถอด 7 บทเรียนการเป็นนักแสดงมือรางวัลตลอด 30 ปี
ภาพ : thefilmexperience และ La Belle Otéro

แนวคิดนี้มาจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง Caravaggio (1986) กับ เดเร็ค จาร์มาน (Derek Jarman) เธออยากเป็นส่วนหนึ่งของคนทำหนัง แต่ด้วยความเป็นหนังอินดี้ซึ่งในยุคนั้นมันช่างแสนยากเย็น แม้จะได้รับการสนับสนุนจาก The British Film Institute แต่ช่วงยุค 80 ประเทศอังกฤษเต็มไปด้วยปัจจัยทางด้านการเมืองและการต่อสู้ ส่วนนี้ก็ทำเอาเราปวดใจไม่ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อภาครัฐไม่ได้เห็นความสำคัญกับเหล่าคนในแวดวงการทำงานศิลปะ ทั้งลดงบคนทำภาพยนตร์ ศิลปินจึงต้องผลิตผลงานด้วยตัวเองทั้งหมดเท่าที่มี เงินทุนก็ไม่สูงนักหรือบางทีแทบไม่มี แต่ทิลดากลับบอกว่านั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานอันมีค่าของเธอ

บทเรียนที่ 2 : การแสดงต้องไม่เปลี่ยนไปแต่พร้อมเปลี่ยนแปลง

ผลงานมาสเตอร์พีซที่ถือได้ว่าเป็นจุดพลิกผันในชีวิต คือภาพยนตร์เรื่อง Orlando (1992) ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf) ซึ่งเธอรับบทนำ ‘ออร์แลนโด’ ที่เป็นทั้งชายและหญิงในคนเดียว เรื่องนั้นทิลดาแสดงถึงความลื่นไหลทางเพศอย่างถึงแก่น จนทำให้คนดูอย่างเราเชื่อสนิทใจ

นักแสดงวัย 61 บอกว่าสิ่งที่ต้องมีคือ Consistency and Changes คือแม้เพศจะเปลี่ยนไป แต่แก่นคาแรกเตอร์ของตัวละครยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง รวมถึงต้องทำให้ตัวละครยังคงมีชีวิตอยู่ได้ แม้อยู่คนละช่วงเวลา ที่สำคัญ ในเรื่องนี้เอง เธอใช้วิธีการสื่อสารทั้งมองและพูดกับคนดูผ่านกล้อง ซึ่งเรียนรู้มาจากแสดงหนังเรื่องแรกอย่าง Caravaggio นับเป็นการแสดงอีกมิติที่ทิลดาเรียนรู้ไปอีกขั้น

บทเรียนที่ 3 : การเลียนแบบอาจเป็นความชั่วร้าย

Masterclass กับ ทิลดา สวินตัน ถอด 7 บทเรียนการเป็นนักแสดงมือรางวัลตลอด 30 ปี

มีหนึ่งประโยคในหนังเรื่อง Friendship’s Death (1987) ที่ทิลดาเคยให้สัมภาษณ์อย่าง “Mimicry is always a sinister.” เมื่อต้องรับบทหุ่นยนต์สาวผู้ถูกมนุษย์ต่างดาวส่งมายังโลกมนุษย์ แม้ว่าต้องแสดงเป็นหุ่นยนต์ แต่เสน่ห์ของความเป็นมนุษย์ของเธอยังคงอยู่ได้ตัวละครอย่างน่าทึ่ง ซึ่งในบทเรียนนี้เอง นักแสดงมืออาชีพตกตะกอนได้ว่า การแสดงออกไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบจนสมบูรณ์เสียทั้งหมด แต่การแสดงต้องการความจริงแท้เหมือนกับการสร้างงานศิลปะขึ้นมาสักชิ้นมากกว่า นี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านให้แสดงละครอย่างเป็นธรรมชาติ สร้างทางเลือกให้ตัวละครดูมีมิติ และส่งผ่านในมุมมองสารคดีชีวิตมากกว่าการแสดงเพื่อแสดง

บทเรียนที่ 4 : ด้นสดบ้างเพื่ออิสรภาพ

“The last thing you want, is to know what you are doing.” สำหรับการแสดงแล้ว สิ่งที่ควรรู้เป็นสิ่งสุดท้าย คือการรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ คตินี้ทำให้ในการแสดงหลายต่อหลายครั้ง ทิลดาใช้หนังเป็นพื้นที่ทดลองสิ่งแปลกใหม่ เช่นเดียวกับหนังเรื่อง The Last of England (1987) ที่เธอได้ร่วมงานกับ เดเร็ค จาร์มาน อีกครั้ง 

Masterclass กับ ทิลดา สวินตัน ถอด 7 บทเรียนการเป็นนักแสดงมือรางวัลตลอด 30 ปี
ภาพ : bfi.org.uk

จากตอนแรกที่ตัวหนังตั้งใจใช้กล้องฟิล์ม 35 mm สุดท้ายกลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้มาลงเอยที่ Super 8 กล้องฟิล์มสุดคลาสสิกซึ่งใช้ต้นทุนน้อยกว่า แต่ได้อารมณ์โฮมมูฟวี่ของแท้ แถมเธอต้องด้นสดอีกด้วย ยกตัวอย่างฉากไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่กำลังเกิดระเบิดไฟไหม้ท่วมอยู่หลังฉาก ทิลดาก็อิมโพรไวซ์โดยการกลายเป็นเจ้าสาวผู้กำลังร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง ขณะฉีกชุดและเต้นระบำบนชายหาดไปด้วย 

นั่นแปลว่าการด้นสดทำซ้ำไม่ได้ และทำให้ซีนนี้เป็น The One and Only ที่มีแค่หนึ่งเดียว ถ้าให้เล่นอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเธอเชื่อว่านี่แหละคือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ที่สร้างอิสรภาพทางการสร้างสรรค์

บทเรียนที่ 5 : การแสดงแบบไหนถึงดีที่สุด

ไม่มี! 

นั่นคือคำตอบที่เราได้ เพราะเธอบอกว่าการแสดงแต่ละเรื่อง ผู้กำกับแต่ละคน มีเอกลักษณ์และวิธีการทำงานที่ต่างออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่มีในทุกเรื่อง คือการค้นหาตัวตนที่พอเหมาะพอดี ทิลดาชอบเรียนรู้การทำงานกับเฟรมภาพ โดยการแอบดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเกิดขึ้น ว่าคนดูจะได้เห็นอะไรในฉากบ้าง จนถึงลงมือออกแบบว่าตัวละครควรมีลักษณะและการเคลื่อนไหวอย่างไร หนังหนึ่งเรื่องเลยไม่ควรยัดเยียดสิ่งที่ต้องการให้จบลงในนั้น แต่คือการสร้างลำต้นที่แข็งแกร่งเพื่อให้กิ่งก้านและใบ ได้ขยายต่อไปในแบบของตัวเอง

ภาพ : Walt Disney/ Courtesy Everett Collection

และแม้จะก้าวจากการแสดงหนังอินดี้ สู่การแสดงหนังใหญ่อย่าง Narnia, The Avengers หรือ Doctor Strange นักแสดงมือรางวัลก็บอกว่าวิธีการทำงานไม่ได้ต่างออกไป แต่มันคือการทดลองหาคาแรกเตอร์ที่ใช่ และเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ 

บทเรียนที่ 6 : เทคนิคคือการไม่มีเทคนิค

เห็นทิลด้าแสดงด้วยความผ่อนคลายทุกครั้ง พอถามชัด ๆ ว่าเทคนิคคืออะไรกัน กระซิบบอกได้ไหม เธอก็บอกว่าไม่มีจริง ๆ ในความคิดเห็นของเธอ มองว่าการใช้เทคนิคการแสดงที่มากเกินไปอาจสร้างความรำคาญใจเสียมากกว่า แม้เป็นนักแสดงที่ไม่เคยลงเรียนการแสดงมาก่อน แต่ก็พอสรุปกับตัวเองได้ว่า เธอไม่เชื่อเรื่องการใช้เทคนิคมากมาย และถึงแม้ต้องทำงานกับคนที่มีเทคนิคทางการแสดงต่างกัน แต่นี่แหละคือความสนุกในการทำงาน 

เล่าไปเล่ามา เราก็ค้นพบหน้าที่สำคัญของนักแสดง คือการเตรียมตัวอย่างเข้มข้น ตั้งแต่อ่านบท การเข้าใจตัวละคร เพื่อเปิดรับประสบการณ์ของตัวละคร แล้วนั่งพูดคุยกับผู้กำกับก่อน ว่าเธอเห็นทิศทางตัวละครอย่างไร จะสร้างให้คาแรกเตอร์นั้นแสดงออกอย่างไร และข้อที่เราเซอร์ไพรส์ คือการแสดงทางเสียง ที่ทุกเรื่องที่ทิลดาทำการแสดงจะมีการออกแบบตัวละครใหม่ รวมถึงน้ำเสียง สำเนียง จังหวะ โดยดูความคิดและความสัมพันธ์กับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง

ยกตัวอย่างใน Michael Clayton (2007) ที่ต้องรับบททนายความชาวอเมริกัน I Am Love (2009) ภรรยาที่พูดภาษาอิตาเลียนสำเนียงรัสเซีย หรือ Memoria (2021) ในบทเจสสิก้า สาวชาวสก็อตที่ต้องพูดภาษาสเปน เพราะมาใช้ชีวิตในโคลัมเบีย ซึ่งทุกเรื่องมีการวางเสียงและวิธีการพูดที่แตกต่างออกไป และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้เราเชื่อได้ไม่ยากว่าเธอคือตัวละครนั้นจริง ๆ

บทเรียนที่ 7 : หนังอยู่ยั้งยืนยง

ก่อนคลาสเรียนนี้ต้องจบลงในเวลาอันสั้น นักแสดงระดับตำนานก็บอกเล่าถึงความฝัน ว่าอยากเปิดโรงหนังเป็นของตัวเอง รวมถึงโปรเจกต์ทำโรงหนังเคลื่อนที่อย่าง Mobile Cinema ที่ขับเคลื่อนในบ้านเกิดก่อนหน้านี้ ทิลดาบอกว่าประสบการณ์ดูหนังในจอโรงกับดูผ่านหน้าจอสตรีมมิ่งต่างกัน ดังนั้นเธอเลยอยากเห็นการเติบโตของหนังโรง เพื่อเปิดประสบการณ์ประสาทสัมผัสทั้ง 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ให้กับผู้คน และเธอเชื่อเสมอว่า ‘Film Forever’ หรือ หนังต้องอยู่ยั้งยืนยงตลอดไป

เช่นเดียวกับ Memoria (2021) ที่คอภาพยนตร์ต้องมาฟังเสียงปัง! และการแสดงอันสมบทบาทในโรงภาพยนตร์เพื่ออรรถรสที่ครบถ้วน อีกทั้งหนังเรื่องนี้ได้ดึงส่วนหนึ่งของทิลดามาเป็นตัวละคร พร้อมพาคนดูอย่างเรา ๆ ถลำลึกไปในความทรงจำพร้อมกัน

พิสูจน์ความสามารถทางการแสดงของ ทิลด้า สวินตัน พร้อมกันวันที่ 3 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

ภาพ : หอภาพยนตร์ Thai Film Archive  และ Common Move

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสตรีมมิ่งแต่ละเจ้ามาแข่งขันหรือชนกันให้รู้แล้วรู้รอด กำไรมีแต่จะตกมาถึงคนดู ทำให้ “นี่มันเป็นปีที่ดีอะไรเช่นนี้ (What a lovely year)” คงเป็นวลีเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะครับที่เราจะใช้บรรยายปี 2022 หากต้องการนิยามถึงการแข่งขันกันของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสตรีมมิ่ง เพราะเป็นปีที่ทุกค่ายต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาสู้บนเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร คนเดียวที่จะยอมก็คือเราที่ยอมควักเงินจ่ายมันทุกเจ้า

เพราะในปีนี้เรามีทั้ง Stranger Things ซีซั่น 4, 1899 (จากผู้สร้าง Dark), The Midnight Club (จากผู้สร้าง The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass) และ The Sandman มหากาพย์ดาร์กแฟนตาซีของ Netflix, ฝั่ง Disney+ มีซีรีส์จักรวาล Star Wars ที่น่าจับตาอย่าง Andor และการกลับมาของตัวละครในตำนานใน Obi-Wan Kenobi กับซีรีส์ Marvel หลายเรื่อง ฝั่ง Apple TV+ ก็ปล่อยของไม่หยุดไม่หย่อน และฝั่งยักษ์ใหญ่ประจำวงการอย่าง HBO มีทั้ง Westworld ซีซั่น 4, Euphoria ซีซั่น 2 กับซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดในปีนี้อย่าง House of the Dragon ภาค Prequel ตระกูลมังกรของ Game of Thrones ที่กระแสตอบรับและคำวิจารณ์ดีถล่มทลาย

และหลังจากที่มี The Boys ซีซั่น 3 เป็นตัวชูโรงเรียกเสียงฮือฮาไปได้ตลอดการออนแอร์ Prime Video อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ส่งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใหม่อย่าง ‘The Lord of the Rings: The Rings of Power’ เข้าสู่สังวียน ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นน่าจับตามองที่สุดในปี รวมถึงโค้ชของผู้เล่นคนนี้ (ผู้สร้างซีรีส์) ก็ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวทีนี้เช่นกัน เพราะจะต้องสร้างซีรีส์จากจักรวาลแฟรนไชส์ที่มีคนหลงรักมากที่สุดในโลก

บทความนี้จะเป็นการกางข้อมูลให้กับทุกคนที่สนใจชมซีรีส์ถึงที่มาที่ไป แนวคิดผู้กำกับ ความแตกต่าง และทุกสิ่งที่ควรทราบก่อนการรับชมครับ ทั้งสำหรับแฟนนิยาย J. R. R. Tolkien และผู้ที่สนใจซีรีส์​ The Rings of Power

The Rings of Power ซีรีส์ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ปี 2017 มีการประมูลสุดดุเดือดระดับภูเขาไฟเกิดขึ้น นั่นก็คือการประมูลลิขสิทธิ์สร้างซีรีส์จากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ของ Warner Bros. มีตัวเก็งที่ใส่สูทนั่งทำหน้าเข้ม และสปอตไลต์ฉายแสงบ่อยที่สุดคือ Prime Video, Netflix และ HBO โดยเป็นการเริ่มต้นที่ 200 ล้านดอลลาร์ฯ และด้วยความที่ Jeff Bezos หนึ่งในชายที่รวยที่สุดในโลก และเคยอยู่อันดับหนึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video เรื่องเลยจบลงที่ 250 ล้านดอลลาร์ฯ และใช่ครับ นี่แค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

ซีรีส์ The Ring of Power ใช้ทุนสร้างราว ๆ 500 ล้านดอลลาร์ฯ (จะให้ถูกคือ 465 ล้านดอลลาร์ฯ บวกค่าโปรโมตทำการตลาด) ต่อแค่ 1 ซีซั่นเท่านั้นครับ นั่นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์ที่ดูก็รู้ว่าผู้ออกทุนกระเป๋าหนักที่สุดในโลก 

Jeff Bezos เองก็เป็นหนึ่งในแฟนของ The Lord of the Rings รวมถึงลูกชายของเขาที่พูดกับพ่อตรง ๆ ว่า “พ่อ อย่าทำมันพังนะครับ ผมไหว้ล่ะ” เขาเลยอัดฉีดให้กับซีรีส์เต็มที่ เพื่อขยับขยายและทำให้ Prime Video เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเรื่องที่มั่นใจได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสนใจ และทุนสร้างนี้ถูกนำไปใช้เนรมิตให้ภาพและฉากต่าง ๆ ออกมาอลังการงานสร้างที่สุด ตั้งแต่ฉากที่โชว์นาน ไปจนถึงฉากกับช็อตที่โผล่มาสั้น ๆ ซึ่งทำเอาคนดูคิดในใจว่า ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ยังทำภาพรวมออกมาได้ราวกับภาพยนตร์มากที่สุด และถ้าจะให้เทียบ The Rings of Power ค่อนข้างมีภาพคล้ายกับ The Hobbit ครับ โดยที่เมกอัพทำระดับเดียวกับ The Lord of the Rings

นอกจากพร็อพ คอสตูม การเนรมิตฉากต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่โชว์ออฟว่า The Rings of Power เล่นใหญ่เกินคำว่าซีรีส์คือซีจีที่จัดเต็มถึงขั้นใช้ 20 สตูดิโอในการทำ ศิลปินกว่า 1,500 คน และมีช็อตที่ใช้ซีจีเกือบหมื่นช็อตเลยทีเดียว และอะไรพวกนี้คือผลลัพธ์จากทุนสร้างมหาศาล 

ที่มาในการดัดแปลงและทีมผู้สร้าง 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

คำถามที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสรรสร้างเรื่องราวที่ Tolkien ไม่เคยเขียน และทำเป็นซีรีส์ระดับมหึมาอลังการงานสร้าง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ ยุคนี้ ช่วงเวลานี้เท่านั้น”

ซีรีส์อำนวยการสร้างโดย John D. Payne กับ Patrick McKay กำกับโดย J.A. Bayona จากภาพยนตร์ The Impossible (2012) และ A Monster Calls (2016) ทั้งผู้สร้างและผู้กำกับต่างได้รับแรงกดดันจากการที่ต้องมากุมบังเหียนซีรีส์ที่มีฐานแฟนเยอะที่สุดในโลกครับ โดยผู้สร้าง John D. Payne ตั้งใจทำออกมาให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี มีกลิ่นอายความผจญภัยสนุก ๆ ที่บางครั้งก็มีอะไรให้กลัว ให้รู้สึกถึงความดาร์ก ความซับซ้อน และความคมคายในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ยังประกาศแน่วแน่ว่าจะทำให้มันเล่นใหญ่ และเล่นเล็กอย่างเล่นใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น จากปกติที่เราได้เห็นออร์คในสงครามเป็นร้อยเป็นพัน ผู้สร้างกลับนำมาคิดอีกมุมว่า จะเป็นอย่างไรหากเราต้องสู้กับออร์คเพียงตัวเดียวในสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากในสงคราม

ประเด็นไม่เคารพต้นฉบับ

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

The Rings of Power มีประเด็นไม่เคารพต้นฉบับตั้งแต่ปล่อยภาพนิ่งกับตัวอย่างออกมา เกี่ยวข้องตั้งแต่ชุด ฉาก หน้าตาตัวละคร ทรงผม และสีผิว จนเกิดการตั้งคำถามมากมาย (ไหนจะเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit อย่าง Peter Jackson ถูกชวนให้มาเกี่ยวข้อง แต่พอถามถึงบทก่อนค่อยว่ากัน แล้วสตูดิโอบอกว่าจะส่งบทให้ Peter อ่าน จากนั้น Peter ก็ไม่ได้รับการติดต่อหรือมีส่วนด้วยเลยนับตั้งแต่วันนั้นอีก) สาเหตุเรื่องนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องลิขสิทธิ์และแนวคิดในการสร้าง ที่ต้องการสำรวจและนำอะไรใหม่ ๆ มาสู่จักรวาล Tolkien ในแบบฉบับของตัวเองครับ 

นั่นก็เพราะ Prime Video ได้ลิขสิทธิ์แค่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers, The Return of the King และ The Hobbit ซึ่งเป็นเรื่องราวในยุคที่ 3 แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือดัดแปลงจากที่มาสำคัญอย่าง The Silmarillion, Unfinished Tales, The History of Middle-earth และหนังสือเล่มอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะ Akallabêth ซึ่งเป็นที่มาที่ขาดไม่ได้ของ Sauron และอาณาจักร Númenor ด้วยข้อจำกัดตรงที่ต้องวาดภาพเองจากเรื่องราวต้นฉบับที่เป็น Sequel และห่างไกลหลายพันปี บวกกับวิชั่นของผู้สร้างที่อยากเติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไป หลายอย่างก็เลยเป็นการตีความและคิดเรื่องราวขึ้นมาเอง โดยทำให้บรรยากาศกับกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับมากที่สุด แต่ก็จงใจทำให้แตกต่างเพื่อเลี่ยงข้อเปรียบเทียบและคอนเนกชันที่ดูชัดเกินไปจนตีกรอบซีรีส์เกินความจำเป็น และนั่นส่งผลให้ซีรีส์ถูกมองว่าตีความใหม่โดยออกแนวบิดเบือน จนถึงการถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘แฟนฟิกชัน’

เรื่องผิดถูกอาจพูดยากกว่าถูกใจไม่ถูกใจ หรือเคารพไม่เคารพ แต่ถ้าถามความเห็นจากผู้ประพันธ์อย่าง J.R.R. Tolkien เขาเคยกล่าวไว้ในปี 1951 ว่า 

“ความตั้งใจของผมคือการเขียนวาดเรื่องราวเป็นวงกลมวงใหญ่ที่ยังสเก็ตช์และสร้างผังไม่เสร็จดี วงกลมที่เมื่อนำไปก่อร่างสร้างต่อจะเป็นภาพรวมที่ยอดเยี่ยม ตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้นก็ทิ้งที่เหลือไว้ให้กับมือและความคิดของผู้อื่น ในการที่จะวาดภาพระบายสี ใส่เพลงประกอบ และแต่งเติมเรื่องราว สถานการณ์ และตัวละครให้กับมัน”

บอกเล่าเรื่องราวในยุคสอง

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

เรื่องราวใน Middle-earth หรือมัชฌิมโลกของ J.R.R. Tolkien กว้างใหญ่ไพศาลและกินระยะเวลายาวนานถึง 9,000 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค คือยุคแรกคือยุคแห่งการสร้างโลกที่มีวายร้ายหลักคือ Melkor หรือ Morgoth ในสมัยที่ Sauron ยังเป็นลูกกระจ๊อก ยุคสองคือยุคที่ Sauron ขึ้นสู่อำนาจและเรืองอำนาจ กับยุคที่แหวนถูกสร้างขึ้น ยุคสามคือยุคของเหตุการณ์ในฉบับภาพยนตร์ และยุคที่สี่คือ Age of Men ช่วงเวลาสงบสุขหลังจากสงครามแหวนจบลง

และ The Rings of Power ดัดแปลงจากยุคที่สอง กินระยะเวลานานถึง 3,441 ปี และเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในยุคสามของภาพยนตร์ราว ๆ 4,900 ปีเลยทีเดียวครับ The Ring of Power คือการนำเอาเนื้อหาใน 5 นาทีแรกของ The Followship of the Rings (The Lord ภาคแรก) ที่กล่าวถึงแหวน 20 วง ที่ 3 วงครอบครองโดยเอลฟ์ 7 วงครอบครองโดยคนแคระ 9 วงครอบครองโดยมนุษย์ และ 1 วงที่มีอำนาจเหนือแหวนทั้งหมด (One Ring to Rule Them All) มาขยายเป็น 5 ซีซั่น นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จะมีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ เป็นตัวละครหลัก รวมไปถึงเล่าจุดกำเนิดของแหวนเอกธำมรงค์และยุคที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดการล่มสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Númenor 

จอมมาร Sauron

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

จอมมาร Sauron ในซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากพ่ายแพ้ ถูกโค่นจนต้องหลบซ่อนตัวและรอดเร้นมาจนถึงยุคที่สอง ก็ได้อาศัยความเป็นนักเวทย์และจอมแปลงร่าง หลบอยู่ในกายหยาบนาม Annatar เพื่อสอนและหลอกลวงเอลฟ์ชื่อ Celebrimbor ในการสร้างแหวน 19 วงขึ้นมา และ Sauron เองได้แอบสร้างแหวนเอกธำมรงค์เพื่อใช้ควบคุมผู้สวมแหวนทุกวง และสร้างกองทัพออร์คกับโทรลเพื่อมาต่อกรกับมนุษย์และเอลฟ์ จึงกล่าวได้ว่าแม้เราจะไม่ได้เห็นต้นกำเนิดของ Sauron แต่ในแง่หนึ่งนี่ก็คือต้นกำเนิดของ Sauron ที่พ่วงกับเรื่องราวของแหวนด้วยครับ

รู้จักตัวละครหลักและตัวละครหน้าคุ้น

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ว่าด้วยตัวละครเก่าก่อน นอกจาก Sauron ตัวละครหน้าคุ้นของเรื่องนี้คือเอลฟ์ทั้งสามอย่างท่านหญิง Galadriel รับบทโดย Morfydd Clark กับ Elrond รับบทโดย Robert Aramayo (Ned Stark วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones) ที่ในต้นฉบับเป็นลูกเขยและแม่ยาย แต่เรื่องนี้เป็นเพื่อน และราชาเอลฟ์ Gil-galad ที่แน่นอนว่าเปลี่ยนนักแสดง รวมถึงตัวละคร Isildur ผู้ตัดนิ้ว Sauron ที่เป็นบรรพบุรุษของ Aragorn ตัวละครหลักในไตรภาค The Lord of the Rings อีกด้วยครับ 

และยังมีตัวละใหม่เผ่าเอลฟ์/ตัวละครเอลฟ์ที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญอย่าง Celebrimbor กับเอลฟ์ทหารที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Arondir (เอลฟ์ผมเกรียนผิวสีที่เด่น ๆ ในตัวอย่าง) ด้วยเช่นกัน

ทางด้านเผ่า Hobbit ที่ปกติขาดไม่ได้ เนื่องจากตามตำนานไม่เคยมีบทบาทสำคัญอะไรก่อนยุคที่ 3 เราจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา แต่จะเป็นเรื่องราวเผ่าบรรพบุรุษอย่าง Harfoot แทนครับ และซีรีส์ใช้ตัวละคร Elanor ‘Nori’ Brandyfoot กับ Poppy Proudfellow ที่คล้าย Frodo และ Sam มาขับเคลื่อนเรื่องราว

Durin IV เป็นตัวละครสำคัญฝั่งคนแคระ กับภรรยา องค์หญิง Disa

ส่วนเผ่ามนุษย์มี Bronwyn กับ Theo ลูกชายที่ค้นพบดาย ดูจะเกี่ยวข้องบางอย่างกับ Sauron และอำนาจมืด Halbrand ผู้ช่วยชีวิต Galadriel และตัวละครปริศนาที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งใจกลางของเรื่องราวนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า The Stranger 

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

มีกี่อีพี กี่ซีซั่น และรับชมได้ทางไหน

ซีรีส์ The Rings of Power ได้รับการอนุมัติซีซั่นแรกและซีซั่นสองล่วงหน้าแล้วครับ และถูกวางโครงเรื่องล่วงหน้าไว้แล้ว 5 ซีซั่นด้วยกัน สำหรับซีซั่น 1 ของซีรีส์เรื่องนี้จะมี 8 อีพี 2 อีพีแรกรับชมได้แล้ววันนี้ทาง Prime Video และอีพีต่อ ๆ ไป จะมาทุกวันศุกร์ เวลา 11.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง 

www.vanityfair.com/hollywood/2022/02/amazon-the-rings-of-power-series-first-look

www.vulture.com/article/lord-of-the-rings-the-rings-of-power-plot-explained.html

collider.com/how-rings-of-power-ties-into-lord-of-the-rings/

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load