รู้จักแหวนกลกันไหมครับ?

บางคนคงพยักหน้า แต่หลายคนอาจจะส่ายหัว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะแหวนกลที่ว่ามานี้เป็นแหวนที่ไม่ได้หาดูได้ง่าย ประกอบกับไม่ได้แพร่หลายในวงกว้างกันมากขนาดนั้น ชื่อนั้นก็ค่อนข้างทำให้สับสนอยู่เหมือนกัน

แหวนกลคือแหวนที่ประกอบไปด้วยแหวนหลายๆ วงที่คล้องรวมอยู่ด้วยกัน แบบที่แยกออกจากกันไม่ได้ โดยที่สามารถหมุนบิดขยับแหวนแต่ละวงเหล่านั้นให้ประกอบกลับมารวมกันได้เป็นวงเดียว ราวกับมันมีกลไกอยู่ในนั้น และเมื่อประกอบแหวนรวมกันเสร็จแล้วก็จะมีลวดลายอยู่บนหน้าแหวนให้เห็นด้วย (คำว่าแหวนกลนั้นก็คือย่อมาจากแหวนกลไกนั่นเอง) ซึ่งการทำแหวนที่มีกลไกประกอบกันแบบนี้ได้นั้นต้องอาศัยทักษะและฝีมืออย่างมากจริงๆ

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ประวัติที่มาของแหวนกลนั้นว่ากันว่าแหวนประเภทนี้มีที่มาจากแถบตะวันออกกลางหรืออาหรับ (บางคนก็เรียกแหวนกลเหล่านี้ว่า ‘puzzle ring’ หรือ ‘Turkish wedding ring’) แต่ในบ้านเรานั้น แหวนประเภทนี้นั้นมีอยู่เฉพาะแค่ที่จังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ซึ่งแหวนกลของจันทบุรีนี้มีจุดเด่นแตกต่างจากที่อื่นๆ ในโลก คือตัวหน้าแหวนจะเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อย่างปู ปลา หรือนักษัตรต่างๆ ในขณะที่ของประเทศอื่นๆ จะเป็นเพียงแค่ลวดลายเรียบๆ อย่างเดียว มีตำนานเล่ากันว่า ด้วยความเป็นเมืองอัญมณีมาแต่โบราณของเมืองจันท์ ทำให้มีคนต่างชาติมาจ้างและสอนให้ช่างทองแถบนี้หัดทำแหวนกลขึ้นมา บ้างก็ว่าเป็นแหวนที่ตกทอดวิธีการทำมาในไทยผ่านมาจากทางเขมร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม แหวนกลก็ถูกสืบทอดอยู่ในแถบนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสามชั่วอายุคนหรือเกือบๆ หนึ่งร้อยปีมาแล้ว

พอมาในยุคปัจจุบันที่การสั่งทำแหวนกลนั้นค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป ทำให้ช่างหลายคนหันไปทำแหวนกลลายปูปลาแบบดั้งเดิมเพื่อส่งให้กับทางโรงงานนำไปขายในตลาด แต่มีทายาทของช่างทำแหวนกลอยู่หนึ่งคนที่ได้สั่งสมประสบการณ์และทักษะฝีมืออยู่ในเส้นทางการทำแหวนกลมากว่า 30 ปี ได้ริเริ่มนำเอาไอเดียใหม่ๆ มาต่อยอดใส่ลงไปในแหวนกลแบบดั้งเดิมจนเกิดเป็นแหวนกลแบบใหม่ที่ร่วมสมัย และแตกต่างจนเป็นที่ต้องการในตลาดอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คือแหวนกลที่เป็นลายชื่อหรือนามสกุลของผู้สวมใส่นั่นเอง แหวนกลนี้แต่ละวงนั้นจะบรรจุตัวอักษรต่างๆ ของชื่อเราไว้ เมื่อทำการพลิกหมุนประกบและประกอบกลับมาเป็นแหวนเต็มๆ วง เราจะได้เห็นชื่อและนามสกุลของเราปรากฏอยู่บนนั้น เป็นแหวนเฉพาะของเราแต่เพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ฟังแล้วมันช่างน่าตื่นเต้นและน่าสนุก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องเดินทางไปยัง จ.จันทบุรี เพื่อพูดคุยกับ ช่างหรีด-ชูเกียรติ เนียมทอง ผู้เป็น the master ด้านแหวนกล ที่นำเอาความคิดสร้างสรรค์ใส่ลงไปในแหวนกลที่ทำด้วยมือในทุกๆ วงที่ทำมา รวมไปถึงผู้ก่อตั้ง ‘บ้านแหวนกล เมืองจันท์’ ภายในบ้านขนาดเล็กกะทัดรัด ด้านในอัดแน่นไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือของช่างทองมากมาย ที่เพียงมองก็รู้แล้วว่าเครื่องมือเหล่านี้ผ่านการทำงานมาอย่างยาวนาน แล้วนี่ก็คือเรื่องราวของแหวนกลที่ถ้าอ่านจบแล้ว อาจจะทำให้ผู้อ่านหลงกลขับรถไปจันท์เพื่อสั่งทำสักวงก็เป็นได้

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

เริ่มเข้าวงการ

การเข้าสู่การทำแหวนกลของช่างหรีดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตามระบบปกติในตอนเรียนจบปวช. ปวส. หรือมหาวิทยาลัย แต่กลับเริ่มขึ้นในตอนขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเล่นสนุกของเด็กเสียมากกว่า ผ่านการชักชวนของคุณลุงสายัณห์ (ช่างสายัณห์ ภูมิภักดิ์) ผู้เป็นน้าเขยของเขา ในช่วงเวลานั้นที่กำลังอยู่ในตอนปิดเทอมขึ้นชั้น ม.1 คุณลุงสายัณห์ได้ชวนช่างหรีดมาเที่ยวที่บ้าน อาจจะด้วยนิสัยใจคอและอะไรบางอย่างที่ถูกชะตากัน จึงทำให้ลุงสายัณห์ตัดสินใจชวนช่างหรีดให้มาอยู่ด้วยกันกับแก เพื่อฝึกทำแหวนกลตั้งแต่ตอนนั้นเลย

“ตอนนั้นพ่อกับแม่ผมก็อยากให้เรามีอาชีพติดตัว ก็เลยให้เราเลิกเรียนมาอยู่ที่บ้านคุณลุงเพื่อฝึกฝนทำแหวนกลเลย เพราะจริงๆ วิชาการทำแหวนกลเนี่ย เป็นอาชีพเฉพาะในครอบครัวและเครือญาติเท่านั้น จะไม่มีการสอนให้กับคนข้างนอกเลย ซึ่งในจันทบุรีนั้นจะมีหลักๆ อยู่เพียงแค่สองครอบครัว คือ ช่างหยี (ซึ่งลูกหลานของช่างหยีไม่ได้รับช่วงต่อ) และคุณลุงสายัณห์นี่แหละ ตอนที่ผมย้ายมาอยู่กับคุณลุงก็มีหลานแกคนอื่นๆ อีกสองสามคนที่รุ่นๆ เดียวกันมาฝึกอยู่ด้วย แล้วก็ค่อยๆ หายไปทีละคนๆ จนเหลือผมคนเดียว” ช่างหรีดอธิบายถึงการได้เข้ามาเริ่มต้นทำแหวนกล

ผมถามถึงการหายไปของคนอื่นๆ ที่มาฝึกในช่วงเดียวกัน ก็ทำให้ได้รู้วิธีการฝึกฝนในการทำให้เด็ก ม.1 คนหนึ่งที่ไม่เคยทำงานช่างมาก่อน สามารถมาทำแหวนที่ซับซ้อนอย่างแหวนกลได้ 

“ที่หายๆ กันไปนี่ก็เพราะว่าเขาเบื่อครับ เนื่องจากในช่วงสามปีแรกนี่จะเป็นการฝึกที่เน้นให้ใช้เครื่องมือทุกประเภทให้เป็น แล้วก็ฝึกทักษะพื้นฐานในการทำแหวน อย่างเช่นการตีแหวนให้เป็นวงเรียบๆ หัดตะไบแหวน หรือหัดใช้สว่านเจาะรูบนแหวนให้ตรงเป็นแถวไม่เบี้ยวไปมา วนไปวนมาอยู่แค่นี้สามปี ซึ่งยอมรับว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อมาก เหมือนชีวิตวัยรุ่นเราหายไปเลย แล้วช่วงสามปีนั้นทำให้เราคิดกับชีวิตเลยนะ ว่าจะไปทางนี้ต่อหรือว่าเลิกดี แต่พอเป็นระยะเวลายาวถึงสามปีแล้ว จะให้กลับไปเรียนใหม่อีกทีก็รู้สึกว่ามันห่างหายนานเกินไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจทนเบื่อ ลองอยู่สู้ต่อดู”

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

แหวนวงแรกไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

ช่างหรีดได้เล่าต่อว่า พอหลังจากผ่านช่วงสามปีแรกมาแล้วถึงได้เริ่มช่วยงานลุงสายัณห์ในการทำแหวนกลมากขึ้นทีละนิดๆ

“หลังจากพ้นช่วงสามปีแรกก็ได้เริ่มฝึกการทำแหวนกล โดยสอดแทรกมาในงานแต่ละวันเป็นระยะๆ พอเราผ่านสามปีแรกมาจนเริ่มใช้เครื่องมือคล่องแล้ว ก็เริ่มได้หัดและฝึกทำแหวนกลมากขึ้นๆ เริ่มได้รับการสอนทีละขั้นตอน ปีที่ 4 – 5 ก็เริ่มเจองานสนุกขึ้น เราเริ่มได้ทำงานที่ยากขึ้นๆ ตอนนี้คือเริ่มได้ช่วยทำแหวนปูแหวนปลาแล้ว ไอ้ความเบื่องานจากงานพื้นฐานก็ค่อยๆ หายไป จนสักช่วงปีที่ 10 ของการฝึก ถึงได้เริ่มทำแหวนกลทั้งวงด้วยตัวเองเป็นวงแรก ซึ่งก็ยังไม่ได้มาตรฐานตามที่ลุงสายัณห์ตั้งไว้หรอก แต่สำหรับเราก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว”

ผมสนใจคำว่ามาตรฐานของแหวนกล ด้วยความที่รูปแบบของแหวนกลมันไม่เหมือนแหวนปกติ เลยได้ถามช่างหรีดว่า มาตรฐานมันเหมือนหรือแตกต่างจากแหวนปกติทั่วๆ ไปยังไงบ้าง

“มาตรฐานของแหวนกลที่ว่าไว้ก็คือมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ได้สัดส่วน ซ้อนกันได้พอดี แล้วเวลาใส่ก็ยังคงใส่ได้พอดีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นแหวนกลรูปปลา ลวดลายก็ควรจะต้องพอดีกับหน้าแหวน เวลาที่แยกแหวนออกมาจากกันแต่ละวง ก็ต้องมีลายบนตัวแหวนไม่ใหญ่ไปหรือเล็กไป เวลามาซ้อนกันต้องซ้อนได้พอดี สมส่วน รายละเอียดเล็กๆ พวกนี้คนซื้ออาจจะไม่รู้แต่เรารู้ แล้วด้วยความที่เป็นแหวนทำมือทีละวง แม้จะเป็นแหวนปูหรือปลาแบบเดียวกัน เราก็ควรจะต้องทำให้มีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันเลยสักวง นั่นคือมาตรฐานที่ลุงสายัณห์บอกเราไว้” ช่างหรีดอธิบาย

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

เปลี่ยนปูการปกครอง (บนหน้าแหวน)

หลังจากฟังมาสักพักผมก็สงสัยว่า แล้วจากแหวนกลรูปนักษัตรที่ทำสืบทอดต่อกันมาในหลายชั่วอายุคน กลับกลายมาสู่แหวนกลชื่อและนามสกุลได้ยังไง ช่างหรีดจึงได้เล่าให้ฟังถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต นั่นก็คือตอนที่คุณลุงสายัณห์เสียชีวิตไปเมื่อตอนปี พ.ศ. 2551 ชีวิตของช่างหรีดตอนนั้นเหมือนกับถูกลืมหายไปจากระบบ ไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย เพราะปกติคุณลุงสายัณห์จะเป็นทั้งคนหาและพูดคุยกับลูกค้า พอคุณลุงไม่อยู่ก็ไม่มีใครรู้จักตัวช่างหรีดอีกเลย แล้วในตอนนั้นตัวช่างหรีดเองก็ยังไม่รู้จักการใช้สื่ออย่างโซเชียลมีเดียมากนัก จึงเป็นช่วงเวลาที่ช่างหรีดต้องมานั่งคิดทบทวนว่า จะทำยังไงกับชีวิตต่อไปอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนั้นผมก็มานั่งคิดเลยว่าจะทำยังไงกับชีวิตจะทำแหวนกลต่อไปไหม ก่อนลุงเสียชีวิตก็ได้พูดกับเราไว้คำหนึ่งว่า ทำไปเถอะอาชีพนี้ ไม่อดหรอก คำนี้ก็ก้องอยู่ในหัวเราตลอดในช่วงเวลานั้น เราก็เลยตัดสินใจกัดฟันลุยต่อ ตอนนั้นผมสังเกตจากในท้องตลาด ที่ช่างแทบทุกคนและโรงงานแทบทุกโรงงานจะทำแหวนกลที่เป็นนักษัตรเหมือนๆ กันไปเสียทั้งหมด เราก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้แหวนที่เราทำมันแตกต่างจากของคนอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้คนอื่นๆ มาลอกแบบที่เราทำไม่ได้ด้วยเช่นกัน ผสมกับเราก็มานั่งคิดถึงลายเซ็นงานของตัวเราเองว่ามันมีอะไรบ้าง เพราะถ้าเราไม่สร้างอะไรใหม่ในงานที่เป็นของเราเอง เราก็จะอยู่ในเงาของแกต่อไป ก็เลยมาได้ไอเดียถึงแหวนที่เป็นแหวนชื่อและนามสกุล เลยลองตั้งโจทย์กับตัวเองดูแบบสนุกๆ ว่าจะสามารถทำให้มันออกมาเป็นรูปแบบแหวนกลได้ไหม”

แล้วแหวนวงแรกที่ทำได้ ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจหรือเปล่า ผมสงสัย

“แหวนชื่อวงแรกที่ทำคือแหวนชื่อตัวเองครับ เป็นแหวนวงที่พิเศษสำหรับเราเพราะมันยากมากๆ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไรเยอะเลย คิดแค่ว่าทำยังไงให้แหวนกลมันออกมารวมกันเป็นชื่อได้แค่นั้น ไม่ได้คิดเรื่องความสวยงามอะไรเลย ก็เลยลงมือทำดู พอทำเสร็จแล้วมันก็ไม่สวยจริงๆ ด้วย (ฮา) แต่มันพิเศษตรงที่มันได้ให้คำตอบกับตัวเอง ว่าสิ่งที่เราคิดมันมีความเป็นไปได้ พอทำวงแรกเสร็จก็มานั่งวิเคราะห์ว่าจะทำยังไงให้วงต่อๆ ไปสวยขึ้นจากวงแรก หรือถ้าชื่อยาวขึ้น ตัวอักษรเยอะขึ้น จะทำงานยังไง อะไรแบบนั้น”

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ซึ่งหลังจากที่ช่างหรีดทำแหวนชื่อตัวเองวงแรกเสร็จทันเวลา ก่อนที่จะมีงานปล่อยแสงของ TCDC พอดี ก็เลยหยิบเอาแหวนชื่ออันนั้นไปออกงานปล่อยแสงด้วย ปรากฏว่ามีคนสนใจมาจ้างให้ทำแหวนชื่อต่อๆ กันมา ทำให้ช่างหรีดมีความมั่นใจมากขึ้น จนได้เริ่มต้นทำแหวนชื่อภาษาไทยเป็นครั้งแรก

“ความตั้งใจแรกสุดคือคิดจะทำชื่อเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว ภาษาไทยไม่อยู่ในหัวเลย เพราะรู้สึกว่ามันยากมากๆ จนตอนนั้นพี่พลอย จริยเวชติดต่อมาว่าอยากให้ทำแหวนกลชื่อของแก ซึ่งนี่เป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่งของเราเลย เพราะด้วยบุคลิกและสไตล์ของตัวพี่พลอย ผสมกับชื่อที่สั้นก็เลยตั้งใจจะทำเป็นภาษาไทยดูเป็นวงแรก พอตอนที่เลื่อยตัวอักษรไทยออกมาประกอบกันเป็นแหวน ก็คิดในใจว่า เออ ทำได้ว่ะ พอทำสิ่งนี้ได้ปุ๊บ ผมก็มาคิดว่าถ้าของที่ยากกว่านี้จะทำได้ไหม ก็ลองหาอะไรที่ยากกว่านี้ทำมาเรื่อยๆ”

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ความท้าทายคือการพัฒนา

ช่างหรีดไม่เพียงแต่พูดให้ฟังเปล่าๆ แต่ยังหยิบงานล่าสุดที่ทดลองตั้งโจทย์กับตัวเองขึ้นมาให้ผมดูด้วย เนื่องจากตอนที่เราไปนั้นเป็นช่วงหน้าทุเรียน ช่างหรีดเลยอยากลองทำแหวนกลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากทุเรียนขึ้นมา ซึ่งก็ทำออกมาได้สวยงามดีด้วย ผมเคยเห็นช่างหลายๆ คนในหลายๆ สาขาอาชีพนี่ไม่ค่อยยอมทำงานออกนอกขอบเขตที่ตัวเองเรียนรู้มา เวลาที่ถามก็มักจะตอบว่า ‘วุ่นวาย ทำแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาก็ดีอยู่แล้ว’ ทำให้ผมมองย้อนไปถึงการตั้งโจทย์ยากๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอของช่างหรีด ว่านี่มันเป็นการสร้างความวุ่นวายให้กับเขามากกว่าหรือเปล่า แล้วทำไมต้องพยายามทำอะไรที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วย

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

“ตั้งแต่สมัยที่ทำแหวนปูแหวนปลากับลุงสายัณห์เนี่ย ด้วยความกบฏของตัวผม ผมมักจะลักไก่พลิกแพลงขั้นตอนการทำอยู่เสมอๆ เพื่อประหยัดเวลาและประหยัดวัสดุ เพราะว่าเราเข้าใจพื้นฐานการทำแหวนเป็นอย่างดีแล้ว พอมาทำแหวนชื่อและนามสกุลเนี่ย จริงๆ มันใช้พื้นฐานเดียวกัน แค่เราพลิกแพลงมันออกไปจากเดิม ซึ่งจริงๆ ผมไม่ได้มองว่ามันทำให้วุ่นวาย แต่กลับกลายเป็นมันทำให้เราทำงานสนุกขึ้นมากกว่า” ช่างหรีดเล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้น

“สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือมันช่วยพัฒนาทักษะฝีมือของเรา อายุงานกว่า 30 ปีของเรามันไม่ได้บอกว่าเราเก่ง แต่การที่เราได้ฝึกได้ทำของยากๆ โดยมีเป้าหมายให้ชิ้นงานออกมาดีขึ้นเนี่ยแหละคือสิ่งที่จะพัฒนาฝีมือทักษะของเรา มันเหมือนเป็นครูให้กับเรา งานชิ้นแรกที่ทำจนถึงตอนนี้ถ้าเทียบดูจะเห็นความแตกต่างเยอะมากทั้งในด้านของเทคนิคที่ทำ รายละเอียดต่างๆ บนหน้าแหวนที่เราใส่ลงไปได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน  เมื่อก่อนสมัยคุณลุงยังอยู่แกก็พูดกับเราตลอดว่าเวลาทำงานอย่าทำซ้ำเดิมไปตลอด ให้แปลงงานไปบ้าง เพื่อให้งานยังคงมีความหมายกับเราอยู่เสมอ”

นอกจากแหวนทุเรียนที่อยู่ตรงหน้าผมแล้ว บนผนังบ้านยังมีแหวนชื่อต่างๆ ที่ช่างหรีดเคยทำมาติดอยู่ราวกับเป็นพอร์ตฟอลิโอขนาดใหญ่ ที่ทำให้เราเห็นความหลากหลายของแหวนกล ผมเลยสงสัยว่าความท้าทายที่ทำมาโดยตลอดนี่ จะพาแหวนกลเปลี่ยนร่างไปเป็นอะไรบ้างในอนาคต

“จริงๆ ผมก็ยังเกาะอยู่กับเทคนิคเดิมๆ อยู่ตลอด เพราะนั่นมันคือพื้นฐานของเรา คนรุ่นก่อนเขาทำพื้นฐานมาไว้ดีแล้ว เราไม่อยากจะทิ้งฐานนี้ไป แต่ที่เราทำมันคือการคิดงานรูปแบบใหม่ๆ บนพื้นฐานเดิม เพื่อให้มันมีความเฉพาะตัวมากกว่าเดิม เราจะได้ทำต่อไปได้ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ไหน รู้แค่อยากให้มันมีการพัฒนาไปเรื่อยๆตามที่เราจะยังพอคิดออก ก็คงจะทำไปเรื่อยๆ จนไม่มีแรงทำแหละ ตอนนั้นแหวนกลอยู่ตรงไหนก็ตรงนั้นแหละครับ”

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ความยากของการทำแหวนกล

ผมคุยเล่นๆ กับช่างหรีดว่าทำงานมานานกว่า 30 ปี ทำแหวนกลออกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 500 วง ถือว่าเป็นการทำงานที่ยาวนานมาก ในยุคสมัยที่แทบทุกคนเปลี่ยนงานกันเป็นว่าเล่น ความคิดในการทำงานที่หนึ่งนานๆ หลายปีดูจะเป็นความคิดที่แปลกประหลาดขึ้นไปทุกวัน ผมเลยอยากรู้ว่าอะไรทำให้ช่างหรีดทำงานมาได้ยาวนานขนาดนี้ แล้วทำงานมานานแบบนี้ยังเจอความยากอะไรของอาชีพนี้อยู่อีกหรือเปล่า

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

“ผมชอบตรงที่มันต่างจากแหวนทั่วๆ ไปอย่างชัดเจน แหวนปกติก็มีหนึ่งวง แต่แหวนกลมันเป็นแหวนหลายๆวงที่แยกจากกันไม่ได้ ซึ่งพอเราเข้าใจมันแล้ว เราจะออกแบบและสร้างให้มันออกมาเป็นแบบยังไงก็ได้ แล้วพอเรามาทำแหวนสั่งตัดเฉพาะคนเนี่ย มันก็เหมือนเราได้ใช้สมองและทักษะที่เรามีอยู่อย่างเต็มที่ รวมทั้งอาชีพนี้มันเป็นอาชีพที่ได้จับของมีค่า ของสวยๆ งามๆ อยู่ทุกวัน ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรักอาชีพนี้

ส่วนเรื่องความยากที่สุดของอาชีพนี้มันไม่ใช่เรื่องงานแล้ว แต่มันคือตัวเรา การที่จะพาตัวเองให้มานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานแล้วทำงานไปทุกๆ วันโดยไม่เบื่อไปก่อนเนี่ยยากกว่า ทำยังไงให้เราไม่เบื่องาน การตั้งโจทย์ใหม่ๆ พวกนั้นมันคือตัวฉุดเราให้มานั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ งานใหม่ๆ ที่มีโจทย์ที่เรายังไม่รู้จะทำยังไงมันคือความท้าทาย ผมไม่เคยมองมันเป็นปัญหาเลย ถ้าเรามองมันเป็นปัญหากับมองมันเป็นความท้าทายอารมณ์มันจะต่างกัน ถ้ามองว่าเป็นปัญหามันจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้ามองเป็นความท้าทายเราจะมองว่าเราจะทำได้ไหม แล้วมันจะพาเราพัฒนาขึ้นไปอีกทีละขั้น อย่างหนึ่งที่ตัวผมมักจะถามตัวเองอยู่ตลอดก็คือ เรารักสิ่งที่เราทำไหม เหมือนกับเรารักแฟนเราไหม ถ้าเรารักกันจริงๆอก็จะอยู่กันไปจนแก่เฒ่า งานก็เหมือนกัน อย่าไปมองถึงเม็ดเงินก่อน แต่ให้มองถึงสิ่งที่เราทำ เราทำมันเพราะอะไร ถ้าเราทำเพราะรักมัน เดี๋ยวงานก็จะรักเรากลับอและค่อยๆ ตอบแทนเราเอง อาชีพไม่ว่าจะอาชีพไหน ถ้าเราตั้งใจทำให้ดี มันก็จะเลี้ยงดูและตอบแทนเราจริงๆ”

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ตามไปดูช่างทำแหวนกลแห่งจันทบุรีที่จะทำให้เราหลงใหลและหลงกล

ขอขอบคุณ: บ้านแหวนกล เมืองจันท์

บ้านแหวนกลเมืองจันท์

ช่างหรีด-ชูเกียรติ เนียมทอง

อายุงาน 30 ปี

Facebook บ้านแหวนกลเมืองจันท์

1/45 ม.9 ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี 22000

โทร 081-791-3278

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

หลายครั้งคนเรามักคิดถึงความทรงจำอันงดงามเก่า ๆ ในอดีต อยากกลับไปหา อยากทำให้มันหวนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่เราก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการมองภาพถ่ายเก่า หรือเข้าไปหลบในห้วงภวังค์ความคิด จนบางทีถึงหลายทีก็แอบคิดว่า… ถ้ามีไทม์แมชชีนก็คงจะดี

เช่นเดียวกับเจ้าของเพจบ้านของจิ๋ว กิ๊บ-ธัญญาทิพย์ อ่อนกล และ กอล์ฟ-อรรถพล อ่วมสอาด สองสามีภรรยาอดีตคุณครู ที่ผูกพันกับความทรงจำวัยเด็กอยู่มากมายหลายเรื่องซึ่งคงบอกเล่าเป็นถ้อยคำไม่หมด ทั้งคู่ไม่มีเครื่องย้อนเวลา มีเพียงรูปถ่ายและภาพลาง ๆ ของสิ่งที่เคยคุ้น แต่อยากให้ความทรงจำเหล่านั้นจับต้องได้ จึงบรรจงออกแบบ วางเสาเข็ม เก็บทุกรายละเอียด ใช้ความรักก่อร่างสร้างบ้าน ออกมาในรูปแบบ ‘บ้านของจิ๋ว’

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

เมื่อความตั้งใจปรากฏชัดเจน กิ๊บและกอล์ฟจึงศึกษาผ่านวิชาการฝึกฝนด้วยตัวเอง และลงมือทำโดยเริ่มจากศูนย์ แต่ความสุขและความสนุกเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดี ทั้งคู่จึงคร่ำหวอดในวงการนี้มานานพอที่จะทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้านรวง ห้องหับ ตลาดนัด ตลาดน้ำ 

ต้องการไม้ชนิดไหน พื้นแบบใด บ้านของจิ๋วก็ทำให้ภาพจำเป็นจริงได้ทั้งหมด

“เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ หมู่บ้านเล็ก ๆ ชีวิตวัยเด็กในสมัยนั้น เราเลยอยากทำงานชิ้นหนึ่งเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ” กิ๊บเริ่มบทสนทนา

บ้านของจิ๋ว แต่เรื่องราวของบ้านไม่จิ๋ว

บ้านของจิ๋วทุกหลัง ปลูกขึ้นมาด้วยความรักของกิ๊บและกอล์ฟ

กิ๊บเล่าว่าเธอผูกพันกับสิ่งต่าง ๆ ในวัยเด็กมากมาย หนึ่งในความทรงจำที่มีค่าที่สุด คือชีวิตที่เติบโตมากับร้านขายของชำของคุณพ่อ เจ้าร้านขายของชำยุคเก่านั้น จึงถูกรังสรรค์ออกมาเป็นของจิ๋วชิ้นแรก

“ร้านขายของชำมีความหมายกับเรามาก เพราะเราโตมากับร้านนี้ สมัยก่อนพ่อให้ไปนั่งเฝ้าซุ้มยาดอง ไปนั่งขายโมบายที่ทำจากหลอดเป็นกองสูงท่วมหัว แลกมากับค่าขนม เราก็ดีใจ หรือบางทีเราแอบจิ๊กของแถมจากขนมลัง ได้เล่นกับเพื่อน ๆ หน้าบ้าน ข้ามไปวิกหนัง วิ่งไปตลาด คือความทรงจำของเรามันอยู่ตรงนั้นหมดเลย”

จากร้านขายของชำ ข้ามฝั่งไปต่อกันที่ความทรงจำของกิ๊บตรงวิกหนัง ที่นั่นมีของขาย มีรถขายโรตีสายไหมหยอดเหรียญจอดเรียงราย เด็ก ๆ กำเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบไปหยอดกัน เพียงหมุน ตื๊ดดดด… ก็จะสุ่มจำนวนโรตีที่เราจะได้ ด้านซ้ายด้านขวาขนาบด้วยร้านปลาหมึกบ้าง ร้านน้ำบ้าง ถัดไปอีกหน่อยมีรถแห่หนังจอดอยู่ รอคอยเวลาวิ่งออกไปแห่ตามหมู่บ้าน 

“ในวิกหนังจะมีดนตรี มีคอนเสิร์ต เป็นแหล่งรวมความบันเทิง เมื่อก่อนมี พุ่มพวง ดวงจันทร์ มี สายัณห์ สัญญา มาเล่นดนตรีในวิกหนังนี้ด้วย ด้านหน้าก็มีของขายเต็มไปหมด มีเด็กวิ่งเล่น เราคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ แบบนั้นที่หาไม่ได้อีกแล้วในสมัยนี้” กอล์ฟเสริม

หากความทรงจำที่เป็นที่สุดของกิ๊บคือร้านขายของชำ กอล์ฟเองก็มีภาพจำวัยเด็กที่เป็นที่สุดเหมือนกัน ชนิดว่าคิดถึงเมื่อไหร่ ก็เล่าออกมาได้เป็นฉาก ๆ นั่นคือ ร้านเกมคู่ใจ

“ที่สุดสำหรับพี่ต้องร้านเกมเลย ตอนนั้นชอบโดดเรียนไปเล่นเกม เตะบอลเสร็จไปเล่นเกม ไปกัน 3 คน ผลัดกันเล่นคนละตา คนละตัว เล่นเกมมาริโอ้คนละด่าน วน ๆ กันไป หรือบางทีไม่ได้เล่น แต่ไปนั่งดูเขาเล่นก็มีความสุขแล้ว”

ความทรงจำในวัยเด็กของเขายังฉายให้เราชมต่อไปเรื่อย ๆ ราวกับพาย้อนไปในบรรยากาศเหล่านั้น

“สมัยมัธยม ตอนไปโรงเรียน มีร้านเทปอยู่ตรงคลองน้ำเน่า ที่ปากน้ำ อยู่ตรงวินรถตากบพอดี เราก็จะเล็งไว้เลยว่า ชุดนี้ วงนี้ที่เราชอบออกเทปแล้วนะ เราก็จะเก็บตังค์มาซื้อสะสมไว้ เรื่องพวกนี้มันอยู่ในความทรงจำตลอด เราก็เลยทำบ้านออกมาจากความรู้สึก จากใจล้วน ๆ” 

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง
คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

ไทม์แมชชีนสู่จุดเริ่มจิ๋ว

จากความผูกพันกับทรงจำวัยเด็กมากมายของทั้งคู่นำมาสู่การทำบ้านของจิ๋ว เราเลยขอพาย้อนไปสู่อีกหนึ่งจุดสำคัญ อย่างวันแรกที่พวกเขาหลงรักสิ่งนี้

นั่นคือวันที่ครูกิ๊บและครูกอล์ฟตัดสินใจหันหลังให้กระดานดำ เปลี่ยนจากการจับกระดาษ สอนหนังสือ มาจับกบไสไม้ แล้วเสกความทรงจำจากรูปถ่ายให้กลายเป็นเหล่าบ้านจิ๋ว

“ก่อนหน้านี้เราเป็นครูมาก่อน พี่เป็นครูประถม พี่กิ๊บเป็นครูมัธยม แต่เราไม่ชอบอะไรที่มันอยู่ในกรอบ เราเลยออกมาทำร้านอาหาร ทีนี้บังเอิญว่าพี่กับแฟนชอบถ่ายรูปฟิกเกอร์โมเดลเก่า ๆ แต่มันไม่มีฉาก เราก็เลยเกิดไอเดียว่า อยากทำฉากเล็ก ๆ เพื่อเอามาให้ตัวฟิกเกอร์โมเดลถ่ายรูปคู่ วันหนึ่งพอเราทำบ้านจิ๋วขึ้นมา แล้วมีคนมาเห็น มาชื่นชม ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราอยากทำของจิ๋วเป็นอาชีพเสริม” กอล์ฟเผยที่มา จากความธรรมดาสู่สิ่งพิเศษ

หลังจากทั้งคู่คิดเห็นตรงกัน จึงลงใจว่าจะเสกรูปถ่ายให้กลายเป็นของจิ๋ว แม้ว่าทำเป็นอาชีพเสริมมาเรื่อย ๆ แต่รู้ตัวอีกทีบ้านจิ๋วนี้ก็กลายเป็นเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน ทำวันละนิด วันละหน่อย ทุกวันอย่างสม่ำเสมอจนเกิดเป็นความชำนาญ พาให้หลงรักเหล่าบ้านจิ๋วจนถอนตัวไม่ขึ้น 

“ตอนทำเรามีความสุขมาก เหมือนได้กลับไปในยุคนั้น เราเลยใช้เวลาช่วงปิดร้านอาหาร ช่วงลูกหลับ มาทำทุกวัน วันละ 3 – 4 ชั่วโมง บางทีทำ ๆ ไปเพลินกำลังได้ที่ กำลังสนุก ก็ลากยาวถึงเช้าเลย จนพระบิณฑบาตแล้ว” เพลินจนอะไรก็หยุดไม่อยู่จริง ๆ กอล์ฟว่า

ทั้งคู่ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีประสบการณ์เลยในช่วงแรก แต่เผอิญว่าบ้านทุกหลังนี้ก่อสร้างจากความรัก อุปสรรคเลยเป็นเพียงแค่คำคำหนึ่งในพจนานุกรม

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

“แรก ๆ ก็ยังจับทิศจับทางไม่ได้ ลองผิดลองถูกอยู่นาน เมื่อก่อนจำได้เลยว่าเราใช้ไม้กระบอกทำเสา คือเราไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องใช้ไม้อะไรทำอะไร เราดูบ้านจริงว่าเป็นแบบนี้ ๆ แล้วก็ลองเหลาไม้ ลองตัดสังกะสีมาแปะ ๆๆ ตอนนั้นพี่เอาสังกะสีบ้านของจริงเลยนะ เลือกแบบที่มันเป็นสนิม แล้วก็ไปเอากรรไกรตัดสังกะสีของพ่อมาตัดแล้วแปะ เหมือนทำงานประดิษฐ์เลย แล้วก็มารู้ทีหลังว่า อ้อ สีสนิมเนี่ย เขาไม่ได้ทำมาจากสนิมจริง เขาใช้สีเพนต์เอา ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่” กอล์ฟเล่าพลางหัวเราะ

กิ๊บและกอล์ฟจึงเหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ ลองเอาไม้จริงมาทำพื้น เอาสังกะสีแท้ ๆ มากั้นห้องให้สมจริง 

เมื่อพรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับพรแสวง ทั้งสองจึงไม่เคยหยุดพยายาม ตรากตรำลองผิดลองถูก หัดจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ยูทูบบ้าง จากแชนแนลของชาวต่างชาติ ขวนขวายจากทุกช่องทางเรียนรู้ ล้มบ้าง ลุกบ้าง จนในที่สุดบ้านหลังแรกก็เกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นจำได้เราทำโมเดลร้านขายของชำอันแรกเลย ไปนั่งขายที่ตลาด มีคนมาซื้อ 800 บาท เราดีใจมาก จากคูหาเดียวเล็ก ๆ เลยค่อย ๆ ขยับขยายมาใหญ่ขึ้น ไปร้านอื่นมากขึ้น”

และเมื่อมีบ้านหลังแรก หลังที่ 2 ที่ 3 จึงตามมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้หากถามว่าทำมาแล้วทั้งหมดกี่หลัง คงเป็นคำถามที่ยากเกินกว่าจะตอบได้ 

คู่รักนักสร้าง ‘บ้านของจิ๋ว’ ที่เรียนทำโมเดลเอง เพื่อสร้างบ้านไทยยุคเก่าอย่างสมจริง

ได้เวลา ลงเสาเข็ม

ก่อนจะมีบ้าน ก็ต้องมีแบบบ้านก่อน

“แบบบ้านส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำ อีกส่วนคือเราชอบไปตามตลาดเก่า ไปเที่ยวจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เราก็ดูบรรยากาศเก่า ๆ บ้านเรือน บรรยากาศของคนพื้นที่นั้น แล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ ว่าร้านเป็นแบบนี้ โครงบ้านเป็นแบบนี้ ประตูเป็นแบบนี้ หน้าต่างเป็นแบบนี้นะ แล้วก็เอากลับมาปรับกับงานของเรา” กว่าจะจำได้แม่นยำเพียงนี้ ต้องผ่านบ้านมาหลายหลัง รวมเป็นหมู่บ้านนับไม่ถ้วน กอล์ฟอาศัยจากทั้งการสังเกตและรูปถ่าย แต่ส่วนใหญ่มาจากความคุ้นเคยที่คลุกคลีกับเหล่าบ้านเก่ามานาน

เมื่อแปลนบ้านทุกหลังถูกออกแบบขึ้นแล้ว จึงประจงวางเสาเข็มทีละต้น ค่อย ๆ ก่อสร้างบ้านน้อยหลังนี้ตามความตั้งใจใหญ่

“เหมือนเราปลูกบ้านหลังหนึ่ง ต้องมีเสา มีจั่ว มีคาน มีฝาบ้าน เราต้องขึ้นใหม่หมดเลย ไม่ได้มีเป็นบล็อกเหมือนเครื่องมือสมัยใหม่” กอล์ฟเล่าให้เราฟัง แม้เป็นบ้านหลังจิ๋ว ก็ใช่ว่าจะปะ ๆ ติด ๆ กลายเป็นบ้านได้โดยง่าย ขั้นตอนนั้นราวกับปลูกบ้านจริงหนึ่งหลัง 

เริ่มจากหาทำเล กิ๊บและกอล์ฟต้องหาหมุดหามุมบนที่ดินขนาด 30 x 30 ซม. ว่าบ้านของเขาควรจะลงตรงไหน ชิดขอบที่ดินติดริมรั้ว หรืออยู่ตรงกลางให้สมมาตร ต้องคำนวณพื้นที่หน้ากว้างของถนนหน้าบ้านให้พอเหมาะเสมือนของจริง

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

“เราต้องคำนวณขนาดที่พอดีต่อห้อง อย่างห้องเดียว 30 ซม. จะมีพื้นถนนออกมา 25 ซม. ส่วนสูงจะประมาณ 45 ซม. ยังไม่รวมหลังคา ไซส์นี้ถ้าคนที่เขาเอาไปเล่นกับฟิกเกอร์โมเดล มันจะเล่นกับตุ๊กตุ่นได้พอดี เอาตัวคนไปนั่งในร้าน ไปเข้าฉาก ทำให้เป็นเรื่องราว มีบรรยากาศได้” กอล์ฟคิดขนาดพื้นที่เผื่อไว้ให้เหล่าโมเดลตัวจิ๋วหมดแล้ว เขาจำไซส์ได้อย่างแม่นยำ เป๊ะโดยไม่ต้องกางไม้เมตร

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็ถึงเวลาของการตอกเสาเข็ม บรรจงวางไม้ที่ละชิ้น เฉกเช่นเดียวกับโครงบ้าน โดยไม่ทิ้งเค้าเดิม นั่นคือความสมจริง

“เราเอาไม้เก่า ไม้สักมาทำ สมมติอยากได้พื้นไม้ที่ไม่เรียบ เราก็จะดูไม้เลยว่าตัวนี้มันเก่า มันผุ เหมาะที่จะทำพื้นแหว่ง ๆ ตรงนี้ เอามาทำเสา ทำฝาบ้านเป็นรูบ้าง หรือถ้าเป็นห้องแถวปูน เราก็จะใช้โฟม แล้วมาใช้ปูนสำหรับทำโมเดลทาทับอีกที จะได้ดูเหมือนของจริง”

ถัดมาเข้าสู่ช่วงของการมุงหลังคา วางวงกบ ติดฝ้าเพดาน ฉาบปูน ถมพื้น ปูกระเบื้อง ติดตั้งประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ทาสี “ทุกอย่างเราทำให้เหมือนกับที่เป็นความทรงจำสมัยนั้น 85 – 90 เปอร์เซ็นต์ เราจำได้ว่าเสื่อน้ำมันตรงนี้ เพื่อนคนนี้เล่นกันลากโต๊ะไปขาด เสาต้นนี้เป็นรอย หรือแม้แต่จำได้ว่าเล่นซนจนโดนเจ้าของร้านว่า เราใส่ให้เหมือนเดิมทั้งหมด เพราะอยากเก็บของเก่าไว้ในรูปแบบโมเดลของจิ๋ว” 

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

กอล์ฟเล่าว่าทุกอย่างอยู่ที่เดิมเป๊ะ ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน เขาจำได้ทุกฉากทุกตอน ทุกซอกทุกมุม ว่าตรงไหนมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผนังเก่าที่หลุดลอก พื้นที่เปรอะเปื้อน โต๊ะเก้าอี้สึกกร่อน กอล์ฟไม่มองว่าเหล่านี้คือความเก่าที่ควรเก็บเข้าซอกหลืบ แต่มันคือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรค่าแก่การเก็บไว้ให้คนเห็น เพื่อให้ภาพจำของเขาคงเดิมให้ได้มากที่สุด

เมื่อบ้าน ตลาด หรือทุกสรรพสิ่งสมบูรณ์แล้ว ก็ถึงเวลาลำเลียงสิ่งของเข้าบ้าน จัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งคู่อาศัยรูปถ่ายหรือของที่มีอยู่แล้ว มาถ่ายรูป มาย่อส่วน มาทำสเกลให้ได้สัดส่วนที่ต้องการ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความละเอียดมาก เพราะของชิ้นน้อยไซส์เล็กกว่าบ้านลงไปอีกหลายเท่า 

“อย่างร้านของชำของพ่อกิ๊บมีของเก่า ๆ หลงเหลืออยู่ ผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้นเอย ขนมโดราเอมอนเอย เราก็มาย่อส่วนให้เล็กจิ๋ววางประดับบนชั้นขายของ และห้ามลืมว่าต้องวางให้ถูกตำแหน่งด้วยนะ ว่ามีของอะไร วางตรงไหน” 

กอล์ฟจดจำทุกอย่างได้แบบไม่ต้องพึ่งเมมโมรีการ์ด และทำออกมาให้เหมือนกับภาพทรงจำที่วิ่งในความคิดให้ได้มากที่สุด 

บ้านจิ๋วไม่รู้จบ

งานชิ้นไหนขึ้นแท่นของความเป็นที่สุด ยากที่สุด โหดที่สุด – เราถาม

“ไม่มีนะ…เราว่ามันสุดทุกงาน” 

“คือเราจะไม่คิดว่างานนี้มันง่าย งานนี้มันกระจอกนะ เราจะไม่คิดแบบนั้นเลย เราคิดเสมอว่างานที่ลูกค้าสั่งทำ มันต้องดี ก็เลยต้องโหดสำหรับเราทุกชิ้นอยู่แล้ว เราจะใส่ใจ ตั้งใจทำชิ้นนั้นให้ออกมาดีที่สุด” 

เมื่อไม่คิดว่าง่าย ทุกชิ้นจึงยาก ยากเพื่อผลลัพธ์ที่หวังให้เป็นที่สุดของความประทับใจ

เพราะความตั้งใจกับบ้านทุกหลังขนาดนี้ เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบ้านจิ๋วของกิ๊บและกอล์ฟจึงมียอดสั่งจองไกลถึงเวียดนาม เกาหลี ออสเตรเลีย และอเมริกา ลูกค้าทั้งไกลและใกล้ต่างพากันรอคิวยาวข้ามปี 

“ของจิ๋วเหล่านี้มันมีคุณค่าสำหรับลูกค้า บางคนไปซื้อแผ่นเกมร้านนี้จนสนิทกับเจ้าของ บางคนก็เอารูปบ้านเก่ามาเลย น่ารักมาก บ้านเป็นแบบนี้นะ แม่ยืนอยู่ตรงนี้นะ บางคนสั่งทำร้านเพราะโตมากับร้านนี้ เขาก็อยากได้ความทรงจำเก่า ๆ คืนกลับมา”

เพราะบ้านของจิ๋วมีคุณค่าต่อคนรับและคนทำ กิ๊บและกอล์ฟจึงสร้างได้โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า งานที่ต้องอาศัยทั้งความใจเย็นและประณีตแบบนี้ เคยทำให้เขาเบื่อหรือท้อบ้างไหม

“มันก็มีบ้างนะ ถ้าวันนี้เราเหนื่อย ไม่อยากทำ ก็คือจะพัก แต่ว่าเราก็จะไปนั่งดูงานนะว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไร ทั้งวันนั้นเราไม่ได้ทำก็จริง แต่จะแพลนสำหรับงานต่อไปไว้เลย พอวันรุ่งขึ้นก็ไม่ต้องมาคิดแล้ว เพราะว่าคิดไว้เมื่อคืนแล้ว” แม้มือจะพัก แต่ความคิดไม่พักตาม 

เราเชื่อแล้วว่าทั้งกิ๊บและกอล์ฟก่อบ้านจิ๋วขึ้นมาจากใจรักล้วน ๆ

“มันเป็นความสุขของเราเลย เวลาทำ เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในงานชิ้นนั้น ในบรรยากาศเก่า ๆ” กิ๊บเล่าทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุข ก่อนจะวางสายเพื่อไปเคลียร์ห้องแถว จัดแผงผักจิ๋ว ปลาสลิดจิ๋ว เตรียมเรียกความทรงจำขึ้นมาใหม่ กับภาพของตลาดเก่าและอีกหลากร้านมากมายไม่รู้จบ

ย้อนความทรงจำเด็กยุค 90 ผ่านโมเดลร้านเกม ร้านขนมวัยเด็ก และตลาดขนาดจิ๋ว กับคู่รักนักสร้างบ้านจิ๋วส่งออกทั่วโลก

Facebook : บ้านของจิ๋ว

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load