23 กุมภาพันธ์ 2561
50 K

คุณเก็บภาพคนที่คุณรักไว้ที่ไหน?

ยุคนี้คนส่วนใหญ่อาจตอบว่าในโทรศัพท์มือถือ เมื่อ 20 ปีที่แล้วอาจบอกว่าเก็บในกระเป๋าสตางค์ แต่ถ้าเป็น 100 ปีที่แล้ว บรรพบุรุษของเราอาจเก็บรูปพ่อแม่หรือคนรักไว้ในสร้อยล็อกเก็ตหรือบนเข็มกลัด ใช้ห้อยคอหรือติดแนบกับหัวใจ

เครื่องประดับใส่ภาพคนรักนี้เริ่มได้รับความนิยมในสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (สมัยอยุธยาตอนปลาย) พระองค์มีพระธำมรงค์ล็อกเก็ตที่บรรจุพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์เองกับพระมารดา และพระราชทานล็อกเก็ตพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์เองให้บุคคลใกล้ชิดอยู่เสมอ ยุคนั้นล็อกเก็ตจึงเป็นเครื่องประดับของชนชั้นสูงที่แพงมาก ต้องให้ช่างฝีมือบรรจงวาดอย่างพิถีพิถัน

northeastauctions.com

topjewelleryblog.com

พอถึงสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5) ล็อกเก็ตใส่ภาพคนที่รักและเส้นผมพวกเขากลายเป็นไอเท็มสุดป๊อปที่ใครต่อใครล้วนต้องมี ยิ่งสมเด็จพระราชินีทรงสวมสร้อยพระศอล็อกเก็ตใส่พระฉายาลักษณ์เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามี หลังเจ้าชายสิ้นพระชนม์ พระองค์จึงทรงเป็นผู้นำแฟชั่นให้สาวๆ สวมสร้อยหรือริบบิ้นกำมะหยี่คล้องล็อกเก็ตรูปคนรักตามไปด้วย

ในเมืองไทย เทรนด์การนำภาพถ่ายคนมาทำเครื่องประดับในไทยเริ่มฮิตตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ความเจริญจากตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาพร้อมแฟชั่นแสนโรแมนติกที่ต้องสั่งทำจากเมืองนอกเท่านั้น

http://black-pool.tumblr.com/post/3443287446/vickipoem-buttons

artofmorning.com

“คุณทวดหม่อยหยุ่น แซ่เหงี่ยว หรือ อาจ ศิลปวาณิช เป็นชาวจีนที่เกิดและเติบโตบนเกาะมอริเชียส ทวีปแอฟริกา และย้ายมาอยู่เมืองไทยค่ะ คุณทวดชอบการถ่ายรูปมาก ศึกษาศาสตร์นี้จนเปิดร้านนางเลิ้งอ๊าร์ตขึ้นมาเป็นร้านถ่ายรูป แล้วใช้ศาสตร์และศิลป์ที่ตัวเองมีบวกกับคอนเนกชันทางเพื่อนค้นคว้าหาวิธีทำล็อกเก็ตหินเป็นร้านแรกของเมืองไทย”

ฟิวล์-ปัญชิกา เสือสง่า ทายาทรุ่นสี่ ของร้านนางเลิ้งอ๊าร์ตที่กำลังฝึกฝนวิชาช่าง วางมือจากการเช็ดภาพเก่า ของประดับ และกล้องถ่ายรูปโบราณ ในตู้กระจกแล้วหันมาเล่าประวัติตระกูลให้ฟัง ร้านถ่ายรูปเก่าแก่ตั้งอยู่บนถนนนางเลิ้งมาตั้งแต่แรกเริ่ม และยังคงเปิดให้บริการถ่ายภาพจนถึงปัจจุบัน แถมด้วยบรรยากาศรุ่นคุณปู่ที่อบอวลเสมือนหยุดเวลา

ถึงจะเปลี่ยนจากฟิล์มมาใช้กล้องดิจิทัลว่องไวเหมือนร้านอื่นๆ แต่บริการทำจี้ภาพถ่าย (portrait pendant) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ล็อกเก็ตหิน’ ยังคงอยู่ และเป็นศาสตร์ลับประจำครอบครัวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในแดนสยาม ปัจจุบันช่างหลักของร้านคือประศาสน์ เสือสง่า ทายาทรุ่นสาม ผู้เป็นคุณลุงของเธอ ส่วนคุณพ่อเป็นช่างถ่ายรูปและผู้ช่วยดูแลร้านนางเลิ้งอ๊าร์ต

ลูกค้าส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างตะวันออกกลางที่อยากเก็บภาพถ่ายพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือคนที่รัก เป็นจี้ที่ระลึก พวกเขาจะมาที่ร้านพร้อมภาพถ่าย บางครั้งเป็นภาพสี บ่อยครั้งเป็นภาพโบราณขาวดำ และบางทีภาพก็ซีดจางหรือเลือนหายไปกว่าครึ่ง

“นี่เป็นรูปสุดท้ายของครอบครัว ถ้าภาพนี้หายไป ก็จะไม่มีภาพเขาอีกแล้ว”

เมื่อลูกค้าบอกความต้องการมาแบบนี้ ชาวนางเลิ้งอ๊าร์ตจะหยิบใบสั่งงานมาให้กรอกรายละเอียดความต้องการ เลือกได้ตั้งแต่ขนาดและรูปทรงจี้ สีพื้นหลัง สีเสื้อผ้า ไปจนถึงเปลี่ยนให้ใส่สูทได้เหมือนภาพถ่าย จากนั้นก็ตกลงราคาและนัดวันรับ ซึ่งต้องรออย่างน้อย 2 เดือนตามคิวลูกค้า ที่ใช้เวลานานขนาดนี้เนื่องจากทุกขั้นตอนต้องทำด้วยมือ กว่าจะได้จี้ภาพเหมือนที่ชัดเจน และทนทานไม่ลบเลือนนับร้อยปี

ช่างรุ่นล่าสุดของร้านชี้โต๊ะไม้หนาหนักหน้าร้านมีแว่นขยายยักษ์ทรงกลมและแม่พิมพ์ไม้สำหรับขึ้นรูปจี้ หญิงสาวบอกว่าเห็นเก่าๆ อย่างนี้ โต๊ะนี้ยังคงใช้งานตามปกติ โดยขั้นตอนแรก ช่างจะตัดและฝนแผ่นทองเหลืองเป็นรูปทรงจี้ที่ลูกค้าต้องการ คนส่วนใหญ่นิยมทรงวงรี แต่จริงๆ จะทำเป็นรูปทรงไหนก็ได้ตามชอบ จากนั้นจะใช้เซรามิกสีขาวเคลือบบนโลหะ แล้วใช้เคมีสูตรลับอัดรูปถ่ายลงไปเป็นโครงขาวดำคร่าวๆ ก่อนจะบดสีแร่พิเศษกับน้ำมัน แล้วใช้พู่กันจีนเล็กจิ๋ววาดภาพให้ชัดเจน ระบายแต่งแต้มสีหน้า เส้นผม เสื้อผ้า ให้คมดั่งภาพเหมือน

“สีที่ใช้เป็นสีแร่ทนไฟ สั่งมาเป็นหีบๆ จากเมืองนอกมาเมื่อหลายสิบปีก่อน ใช้ได้ครั้งต่อครั้งเท่านั้นค่ะ ลงสีเสร็จแล้วเราจะใช้ความร้อนเผาภาพให้ฝังตัวบนจี้ แล้วเคลือบฟิล์มกระจกด้านบนให้ทุกอย่างคงทนถาวร ถ้าแช่น้ำหรือตากแดดไม่เป็นอะไรเลย ห้ามทำตกแตกอย่างเดียว”

จี้ภาพผู้คนหลายสิบคนในตู้กระจกเป็นเครื่องยืนยันผลงานของนางเลิ้งอ๊าร์ต ชิ้นงานที่ลูกค้าไม่ได้มารับเหล่านี้ถูกจัดแสดงเป็นตัวอย่างผลงาน บางชิ้นถูกทำในรุ่นคุณลุงและรุ่นคุณปู่ซุ่น แซ่เหงี่ยว แต่ยังคงชัดเจนวาววับเหมือนความทรงจำใหม่เอี่ยม

“คุณพ่อเคยเล่าว่ามีคนเดินเข้ามา เห็นหน้าคนรู้จักอยู่ในนี้เลยซื้อไป แต่ก่อนคนในตระกูลอาจจะสั่งแล้วไม่ได้มารับ พอลูกหลานโตแล้วมาเห็นก็เลยได้ภาพกลับไป”

หญิงสาวเปิดตู้ หยิบจี้แสนวิจิตรหลายชิ้นมาให้เราดูอย่างทนุถนอม

“ทุกชิ้นเราทำด้วยมือ หนึ่งชิ้นก็รับ ถ้าสิบชิ้นก็ต้องทำมือสิบชิ้น ถ้าเอามาวางเรียงกันจะดูเหมือนกัน แต่พอดูดีเทลดีๆ แต่ละอันมีลายพู่กันที่ไม่เหมือนกันนะคะ เราพยายามที่จะหยอดแววตาลงไปในภาพเพื่อให้เหมือนจริงที่สุดด้วย และถ้าเป็นงานเกี่ยวกับราชวงศ์ เราก็มีเทคนิคลงทองคำตกแต่งให้สวยงามมากขึ้น และจะสลักชื่อนางเลิ้งอ๊าร์ตไว้ด้านหลัง”

นอกจากจี้ภาพถ่าย นางเลิ้งอ๊าร์ตยังสามารทำจี้ภาพวาดหรือภาพอื่นๆ แล้วแต่ลูกค้ากำหนด ในสมัยก่อนที่ร้านจะมีช่างทำกรอบโลหะหรือล็อกเก็ตเพื่อทำเครื่องประดับให้เสร็จสรรพ แต่เมื่อความนิยมน้อยลง จึงเหลือแต่บริการทำจี้ ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อกรอบมาให้ล่วงหน้า หรือนำไปใส่กรอบสร้อย ใส่ล็อกเก็ต ติดหัวแหวน และทำเป็นเข็มกลัดเองได้ในภายหลัง โดยแบบสุดท้ายนี่ล่ะที่ได้รับความนิยมที่สุด

“สมัยก่อนเครื่องประดับแบบนี้บูมมาก มีคนไปตั้งร้านมากมาย แต่ปัจจุบันร้านดั้งเดิมจริงๆ ก็ปิดไปหมดแล้ว หรือเปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรมแทน เพราะว่าศาสตร์นี้ต้องใช้แรงงาน ใช้ฝีมือเยอะค่ะ เราก็เพิ่งออกจากงานบริษัทมาฝึกฝนได้ไม่นานมานี้ เพราะอยากพัฒนาธุรกิจครอบครัวตัวเอง อีกอย่างหนึ่งก็รู้สึกว่าของเรามัน unique เนอะ เราเป็นครีเอทีฟมาก่อน มีคนอีกร้อยคนที่เป็นครีเอทีฟเหมือนกัน แต่ถ้าเราเป็นช่างที่นี้ เราแทบจะเป็นคนเดียวของประเทศค่ะ แทบจะเหลือคนสุดท้ายแล้ว”

ทายาทหญิงของตระกูลกล่าวยิ้มๆ จากคุณทวด คุณปู่ คุณลุง ถึงตัวเธอ นางเลิ้งอ๊าร์ตยังคงบรรจงถ่ายทอดภาพถ่ายลงบนจี้ทำมือ แปรงพู่กันปาดรูปเล็กๆ ลงบนพื้นเซรามิก เติมความรักและความคิดถึงใครสักคนลงบนงานชิ้นแล้วชิ้นเล่า

“ช่วงเวลาทำงานที่คุณลุงชอบที่สุดคือตอนที่ลูกค้ามารับของ เขาจะลงมาให้ลูกค้าเช็กของที่เราทำว่าดีมั้ย ชอบมั้ย คุณลุงบอกว่ารู้สึกดีที่คนดูแล้วรู้สึกว่าคนที่เขารักเหมือนมีชีวิตอยู่ในรูปที่เขาทำ บางรูปเป็นรูปพ่อแม่เขา รูปสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้ว

“รูปถ่ายมีระยะเวลาของมัน ถึงเวลานึงจะสลายหายไป แต่ทำเป็นแบบนี้ มันก็จะอยู่กับเขาได้ตลอดไป”

นางเลิ้งอ๊าร์ต

เปิดวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 09.00 – 17.00 น.
nangloengarts.com

อ้างอิง
https://www.theribboninmyjournal.com/the-secret-life-of-antiques-lockets

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load