ตอนที่ได้พบกับ พินิตย์ พันธประวัติ ธนบัตรในมือของฉันสั่นไปหมด

อาการสั่นเกิดขึ้นเมื่อพินิตย์บอกกับฉันว่า ภาพอันวิจิตรละเอียดงดงามบนธนบัตรไม่ได้เกิดจากการวาดเส้น แต่เป็นการแกะสลักด้วยมือลงบนแม่พิมพ์โลหะ!

น่าเสียดายที่ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์บนเงินตราไม่อาจอธิบายรายละเอียดใดได้มากกว่านี้ เนื่องจากกระบวนการทำธนบัตรเป็นความลับทางราชการ หวังว่าคุณจะเข้าใจ เพราะงานศิลปะเหล่านี้มิได้มีค่าเพียงแค่ทางจิตใจ แต่มีค่าเป็นเงินเป็นทอง (ในความหมายนัยตรง)

แต่จะเสียดายไปทำไม ในเมื่อยังมีงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ซึ่งพินิตย์สร้างสรรค์ไว้ให้ดูชมอีกมากมาย ในตอนนี้หลายงานจัดแสดงอยู่ร่วมกับผลงานของศิลปินอื่นในหลากสถานที่ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงซีคอน บางแค ทุกภาพล้วนเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9

ในวันที่พินิตย์เกษียณอายุราชการออกจากตำแหน่งผู้สร้างสรรค์ศิลปะบนธนบัตร ฉันจึงคิดว่าคงเหมาะสมมากกว่าหากจะชักชวนมารู้จักเขาในตำแหน่ง ‘ศิลปิน’ ผู้ทำงานอยู่กับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดชีวิต

ตั้งแต่เด็ก พินิตย์ทำความรู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านทางการวาดรูปมาตลอด เขาตั้งข้อสังเกตว่า “คนทำงานศิลปะส่วนใหญ่ จะต้องเคยเขียนรูปในหลวงอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง” พินิตย์เป็นคนต่างจังหวัดที่เติบโตมากับการเห็นข่าวพระองค์เสด็จฯ ไปเยือนที่ทุรกันดารและทรงงานอยู่ตลอด ได้เห็นว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีพระราชดำริตั้งโครงการต่างๆ เพื่อความผาสุกของประชาชน ทำให้เขาประทับใจ และอยากทำงานเกี่ยวกับพระองค์เสมอมา

หลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง พินิตย์ก็สอบเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นโอกาสให้ได้ทำงานเกี่ยวกับการเขียนภาพในหลวงอีก จึงกลายเป็นว่า ทั้งก่อนหน้าและตลอดช่วง 35 ปี ในธนาคารแห่งประเทศไทย ชีวิตของชายคนนี้อุทิศให้กับเพียงสิ่งเดียว คือการสร้างงานศิลปะเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ รวมกว่า 40 – 50 ภาพ

เบื่อบ้างไหม ฉันถามเขาตรงๆ พินิตย์ตอบปฏิเสธในทันที

“ไม่เคยเบื่อเลย เป็นความปลื้มและประทับใจมากกว่า ในเวลาที่ทำแต่ละภาพ เราต้องพยายามปรับให้พระบรมรูปของพระองค์งดงามเหนือจริง แต่ก็ต้องดูแล้วเหมือนด้วย เพื่อให้สมพระเกียรติของพระองค์”

หากผลงานของศิลปินผู้นี้บังเอิญผ่านเข้ามาในสายตา อาจชวนสงสัยว่าภาพเหล่านี้แตกต่างจากพระบรมฉายาลักษณ์อื่นของพระองค์อย่างไร แต่หากขยับเข้าไปมองดูใกล้ๆ หรือลองใช้แว่นขยายส่องถ้ามีโอกาส จะพบว่าความพิเศษของงานศิลปะที่พินิตย์สร้างสรรค์อยู่ที่เทคนิคการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ (Steel Engraving หรือ Intaglio) ล้วนๆ

พินิตย์เล่าที่มาที่ไปของการใช้เทคนิคดังกล่าวว่าเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ใช้ทำธนบัตรทั่วโลก และเขาคิดว่าไม่มีที่ไหนเลยนอกจากในหน่วยงานผลิตธนบัตรที่จะมีการเรียนการสอนเทคนิคนี้ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ในอดีตเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้ว จะเห็นศิลปะรูปแบบนี้ได้ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น ภาพประกอบหนังสือและแม้แต่โน้ตดนตรี แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้ไม่นิยมลงทุนทำกันแล้ว ศิลปินที่เหลืออยู่จึงเป็นกลุ่มที่ฝังตัวอยู่ตามโรงพิมพ์ธนบัตรทั่วโลกเท่านั้นเอง

สาเหตุที่ธนบัตรหลายที่ยังยึดขนบการผลิตด้วยการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ เช่นธนบัตรของสหรัฐอเมริกา เพราะความละเอียดอ่อนที่ทำให้มันปลอมแปลงยาก พินิตย์อธิบายเปรียบเทียบว่า หากจะให้เขียน ก ไก่ ซ้ำ 2 ตัว แม้แต่ลายมือของตัวเอง เรายังลอกได้ไม่เหมือนเป๊ะด้วยซ้ำ งานแกะสลักก็คล้ายคลึงกัน

โดยคร่าวๆ กระบวนการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะคือ เริ่มจากการลอกลายรูปต้นแบบ โดยจะลอกมาเพียงเค้าโครง เช่น เส้นขอบเป็นอย่างไร ตา จมูก ปาก อยู่ตรงไหน แบ่งแสงเงาเป็นชั้นๆ แล้วจึงนำแบบที่ลอกลายนั้นไปเขียนลงบนแม่พิมพ์ ก่อนจะใช้อุปกรณ์พิเศษแกะแม่พิมพ์เหล็กพิเศษ (ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ว่าพิเศษอย่างไร ลึกลับจริงๆ!) เมื่อได้โครงแล้ว จึงใส่รายละเอียดตามลงไป ขั้นตอนนอกจากนี้ลองไปจินตนาการต่อดูเอง ใบ้ให้ว่า ตรงที่เป็นร่องแกะลงไปในแผ่นเหล็กคือตรงที่สัมผัสหมึก ต่างจากภาพพิมพ์อื่นๆ ที่แกะตรงไหนออก ตรงนั้นจะไม่โดนหมึก

ศาสตร์อันละเอียดอ่อนและลึกลับนี้ พินิตย์สืบทอดมาจากศิลปินไทยรุ่นแรก 2 ท่าน คือ อ.ประชุม เพ็ชรดี และ อ.บุญยืน ทองทับ โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ในสมัยก่อน ไทยจ้างต่างชาติทำเทคนิคนี้ให้ธนบัตรและแสตมป์ของเรามาตลอด จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีโครงการอยากใช้ฝีมือคนไทยกันเอง จึงส่ง อ.ประชุม และ อ.บุญยืน ไปศึกษาดูงานของต่างประเทศเป็นเวลา 5 ปี ก่อนจะกลับมาทำงาน เมื่อพินิตย์เข้ามารับช่วงต่อ ก็มาเรียนรู้กับอาจารย์ทั้งสองโดยตรง

“ผมเรียนพื้นฐานจากอาจารย์ 2 ท่าน แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มแกะเอง จนพอได้แล้ว ทางธนาคารก็ส่งผมไปต่างประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมในการทำงาน”

ตั้งแต่วันที่เริ่มหัดเขียนเส้นลงบนแผ่นโลหะ ไปจนถึงวันที่แกะสลักออกมาเป็นภาพ รวมแล้วเขาศึกษาอยู่เป็นเวลากว่า 10 ปี จนกระทั่งสร้างสรรค์ลวดลายบนธนบัตรด้วยตนเองได้ในที่สุด

“แม้แต่รูปที่อยู่บนธนบัตรก็เป็นศิลปะ ซึ่งผมว่าเป็นศิลปะที่เชิดหน้าชูตาของประเทศเหมือนกันนะ ชาติไหนๆ เขาก็มีธนบัตร แล้วบนธนบัตรก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างของไทยก็จะมีลายไทย สอดแทรกความเป็นไทยอยู่ตลอด เป็นความภูมิใจว่า ธนบัตรเราก็สวยงามสู้ต่างประเทศได้”

งานของพินิตย์ไม่ใช่แค่การเขียนลายธนบัตรสำหรับใช้งานและธนบัตรที่ระลึกเท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งของค่าจ้าง คือการจ้างให้ ‘ฝึกฝน’ เทคนิคอันแสนยากให้ช่ำชอง ดังนั้น ระหว่างช่วงว่างที่ไม่มีการออกธนบัตรอะไร พินิตย์ก็จะทำผลงานส่วนตัวของตนเองเป็นการฝึกปรือฝีมือ ทำให้พินิตย์มีงานศิลปะอื่นๆ นอกเหนือจากงานที่ปรากฏบนธนบัตรสะสมอยู่จำนวนมาก

“จริงๆ เป็นเป้าหมายในชีวิตผมอยู่แล้วว่าเมื่อผมเกษียณ ผมจะเอางานที่ทำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ” ในขณะที่พินิตย์เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจึงทำงานส่วนตัวควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการฝึกทักษะและเป็นการทำตามเป้าหมายดังกล่าว แน่นอนว่าในช่วงที่ทำงานอยู่ การจะนำงานออกมาแสดงนั้นไม่เหมาะสม เขาจึงมองว่าการเกษียณน่าจะเป็นจังหวะที่ดี “งานแบบนี้ ชิ้นหนึ่งใช้เวลาประมาณ 5 – 6 เดือน ถ้าเพิ่งมาเริ่มคิดจะทำงานตอนเกษียณ ผมว่า 90 น่ะ กว่าจะได้แสดงงาน”

หลังจากการทำงานสะสมกันมาอย่างยาวนาน พินิตย์ก็ได้แสดงนิทรรศการเดี่ยวไปแล้วครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2558 ภายใต้ชื่อ ‘ภาพพิมพ์ใจหทัยทวยราษฎร์’ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล และเขาก็หวังว่าตนจะรวบรวมงานได้มากพอจัดนิทรรศการภาคต่อภายในปีหน้า

สำหรับผลงานศิลปะ พินิตย์จะทำงานได้เป็นอิสระกว่าตอนทำธนบัตร เขาจึงลองใช้เทคนิคกรดกัดภาพพิมพ์โลหะ (Etching) ที่นิยมกันมากกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า มาผสมผสานกับเทคนิคเดิม เพื่อให้ผลิตงานได้เร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามคงรูปแบบของความเป็นภาพพิมพ์แกะสลักไว้ด้วย

พินิตย์มองว่าเสน่ห์ของการทำงานศิลปะประเภทนี้ คือความวิริยะอุตสาหะที่ทุ่มเทลงไปในแต่ละชิ้นงาน ด้วยความที่เป็นศิลปะซึ่งเกิดจากเส้นกับจุดที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ต้องใช้ทั้งฝีมือที่ละเอียดอ่อน และความสร้างสรรค์ในการจัดวางเส้น ทำให้ผลงานชิ้นหนึ่งใช้ทั้งเวลาและความใส่ใจมากเมื่อเทียบกับเทคนิคศิลปะแบบอื่น

“มันไม่เหมือนงานวาดเส้นที่ถ้าเราเขียนหนักไปเราก็ลบได้ แต่เทคนี้เราต้องค่อยๆ เบาๆ ไปก่อน แล้วค่อยใส่น้ำหนักเข้าไปด้วยการแกะซ้ำลงไปที่เดิม จุดทุกจุดเราก็ต้องแกะทีละจุด ไล่ไปทีละจุด ทีละเส้น ต้องใจเย็น มือเบา และพยายามไม่ให้ผิดพลาดเลย”

แค่ฟังก็รู้สึกชื่นชมในความอุตสาหะแล้ว

ในปัจจุบัน โรงงานผลิตธนบัตรของบางประเทศก็เริ่มหันมาใช้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนการแกะสลักแบบเก่าแล้ว พินิตย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า เทคนิคการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะนี้อาจเริ่มเลือนหายไปแล้วก็ได้ แต่แม้เช่นนั้น ในฐานะกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อแสดงความรักต่อพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ภาพพิมพ์โลหะเหล่านี้ก็จะยังสะท้อนความรู้สึกเหล่านั้นให้ก้องไกลไปเป็นนิรันดร์

สำหรับช่วงนี้ ไปชมผลงานของพินิตย์ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ซีคอนบางแค ซีคอนสแควร์ และ 333 Bababa Gallery

หรือจะลองหยิบธนบัตรขึ้นมาเอาแว่นขยายส่องดูก็ได้นะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

บนนามบัตรรูปร่างชวนให้นึกถึงลูกโป่งบิดเป็นรูปหมี ที่ ริเอะ โฮะโซะไค (Rie Hosokai) ยื่นให้เรา ระบุตำแหน่งหลังชื่อเธอว่า Balloon Artist เธอมาพร้อม ทะคะชิ คะวะดะ (Takashi Kawada) ผู้ทำหน้าที่กราฟิกดีไซเนอร์และอาร์ตไดเรกเตอร์

Daisy Balloon คือชื่อที่ทั้งสองใช้ทำงานร่วมกัน ประวัติของทั้งคู่อาจไม่สำคัญเท่าไหร่ เมื่อได้เห็นงานหลากหลายรูปแบบที่คาดไม่ถึงว่าถูกสร้างสรรค์จากลูกโป่งธรรมดาๆ ศิลปะจัดวางที่นำไปแสดงหลายแห่งทั่วญี่ปุ่น ประติมากรรมขนาดเล็ก หรือแม้กระทั่งชุดราตรีพลิ้วไหว ทั้งหมดเกิดจากความตั้งใจที่อยากให้คนมีปฏิสัมพันธ์กับลูกโป่งต่างออกไปจากเดิม

Daisy Balloon Daisy Balloon

คุณริเอะและคุณทะคะชิบินมาเตรียมงานและดูพื้นที่จริงก่อนจัดงานแสดงครั้งแรกในเมืองไทยที่ Open House @ Central Embassy ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 10 มิถุนายนนี้ ศิลปะจัดวางภายใต้แนวคิด Forward การลื่นไหลของสรรพสิ่งที่จะถูกสร้างขึ้นจากลูกโป่งจำนวนอย่างน้อย 10,000 ลูก

“เราออกแบบชิ้นงานเรามาล่วงหน้าแล้วจากญี่ปุ่น แต่พอได้มาเห็นสถานที่จริง เราก็ได้แรงบันดาลใจเพิ่มเติม ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้ให้เข้ากับพื้นที่ได้อีก”

“มันคือความท้าทายของการทำงานศิลปะด้วยลูกโป่งใช่ไหม” เราถาม คุณริเอะและคุณทะคะชิพยักหน้าพร้อมกัน

ลูกโป่ง = ดอกไม้

Daisy Balloon Daisy Balloon

จุดเริ่มต้นของ Daisy Balloon เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1998 เมื่อคุณริเอะทำงานในร้านดอกไม้ ในจังหวัดคานากาวะ เธอเริ่มทำงานกับลูกโป่งที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตกแต่งช่อดอกไม้ หลังจากได้สัมผัสและเรียนรู้งานลูกโป่งจนพัฒนาฝีมือได้ระดับหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจออกมาเปิดกิจการของตัวเอง

“พอฉันเริ่มเปิดร้านลูกโป่งเอง ในช่วงแรกก็ยังเป็นงานธรรมดาทั่วไป เช่น การตกแต่งสถานที่ ทำช่อดอกไม้” คุณริเอะเล่าย้อนไปในช่วงปี ค.ศ. 2002 “หลังๆ ฉันก็เริ่มมีไอเดียว่าลูกโป่งน่าจะมีลูกเล่น และทำให้เป็นรูปทรงหลากหลายได้ ฉันเลยเริ่มนำลูกโป่งเส้นยาวมาทำเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ และลองให้เด็กๆ เป็นของขวัญ หลังจากนั้นก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาสั่งเรื่อยๆ”

จากลูกโป่งแท่งยาวธรรมดาๆ คุณริเอะเริ่มนำลูกโป่งหลายๆ ลูกมาประกอบกัน ทำให้เกิดงานชิ้นใหญ่ และมีหลายรูปแบบมากขึ้น

“ตอนเด็กๆ คุณริเอะต้องคลุกคลีกับลูกโป่งบ่อยๆ แน่ๆ” เราถาม
        “ไม่เลยค่ะ” เป็นคำตอบที่เซอร์ไพรส์เราไม่น้อย “ฉันจำความรู้สึกตอนที่ฉันเคยจับลูกโป่ง ฉันรู้สึกว่า ลูกโป่งเหมือนดอกไม้ พอถูกอัดก๊าซและเริ่มพอง เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มที่แล้วก็เริ่มร่วงโรย”

ลูกโป่ง x กราฟิกดีไซน์

Daisy Balloon Daisy Balloon Daisy Balloon

หลังเริ่มเป็นศิลปินลูกโป่งที่มีคนรู้จักมากขึ้น คุณริเอะได้ไปร่วมการประชุมและออกงานแฟร์เกี่ยวกับลูกโป่งในต่างประเทศ เธอจึงมองหากราฟิกดีไซเนอร์ให้มาช่วยออกแบบเว็บไซต์และทำแบรนดิ้งให้ ดีไซน์สตูดิโอของคุณทะคะชิได้ทำงานนี้

“ด้วยพื้นฐานการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ผมเลยมองลูกโป่งในมุมมองที่แตกต่าง เวลาผมมีไอเดียแปลกๆ ผมก็มักจะนำเสนอให้คุณริเอะทดลองทำ”

เกิดเป็นงานคอลลาบอเรชันนอกกรอบ จากสองมุมมองที่แตกต่าง ในการทำงานร่วมกัน คุณริเอะเปรียบเทียบว่า คุณทะคะชิทำหน้าที่เป็น ‘สมอง’ ส่วนเธอเป็น ‘มือ’ 

เราเลยอดแซวไม่ได้ว่า แล้วใครเป็นคนเป่าลูกโป่งล่ะ “ฉันเองค่ะ” คุณริเอะหัวเราะ

“ผมไม่จับลูกโป่งเลย จับทีไรแตกทุกที”

ลูกโป่ง : แฟชั่น

Daisy Balloon

ลูกโป่งแท่งยาวธรรมดาๆ จำนวน 500 แท่งถูกนำมาบิดรวมกันเป็นชุดยาว The Art of Layering เป็นงานชิ้นแรกที่ทั้งคู่ร่วมกันทำ ชุดราตรียาวพลิ้วไหวสะบัดสวยงามไม่ต่างจากผ้า เกิดจากไอเดียของคุณทะคะชิที่อยากสร้างงานจากลูกโป่งแบบหลุดกรอบ ลูกโป่งที่สวมใส่ได้ ลูกโป่งที่เคลื่อนไหว ลูกโป่งที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ และอิสรภาพในการสร้างสรรค์

“ทั้งหมดเกิดจากการที่ผมอยากเห็นงานแบบนี้ ผมเลยเริ่มเสนอไอเดียให้คุณริเอะ ผมว่าแฟชั่นเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับคน ทำให้คนสนใจได้ง่าย เราเลยเลือกตีความลูกโป่งเป็นงานแฟชั่นก่อนขยายเป็นงานร่วมสมัยในรูปแบบอื่นๆ เช่น ศิลปะจัดวาง หรือประติมากรรม”

Daisy Balloon

อีกผลงานที่ทำให้ Daisy Balloon เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือ DNA Dress ที่ Björk สวมขึ้นเวทีในเทศกาล Fuji Rock Festival ปี ค.ศ. 2013 คุณริเอะเล่าย้อนไปว่า เธอได้รับการติดต่อจาก Björk ทางอีเมลว่าให้ช่วยออกแบบชุดจากลูกโป่งตามคอนเซปต์ Biophilia อัลบั้มชุดที่ 8 ของเธอที่สะท้อนชีวิต จักรวาล และสรรพสิ่งที่สัมพันธ์กัน Daisy Balloon จึงตีโจทย์อนาคตแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านชุดลูกโป่งรูปร่างเกลียวคู่จำลองรูปร่างของดีเอ็นเอสำหรับโชว์ครั้งนั้น

ลูกโป่ง = ฟรีฟอร์ม

เนื่องจากแต่ละชิ้นงานของ Daisy Balloon เกิดจากไอเดียสดใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน หลังวางคอนเซปต์ คุณทะคะชิจะทำหน้าที่ร่างแบบบนคอมพิวเตอร์ โดยมีคุณริเอะเป็นผู้ลงมือทำงาน

“ความท้าทายของการทำงานศิลปะกับลูกโป่งคือ ต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ทุกชิ้นคือการลองผิดลองถูก เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ระหว่างลงมือทำ แต่ข้อดีของลูกโป่งคือ รูปแบบที่ไม่ตายตัว ความยืดหยุ่นของมันทำให้เรานำไปใช้ได้หลายรูปแบบ”

Daisy Balloon Daisy Balloon Daisy Balloon

ในหลายๆ งานที่คุณริเอะและคุณทะคะชิได้สร้างสรรค์ มาสเตอร์พีซที่ทั้งสองภูมิใจมากที่สุด งานศิลปะที่ถูกจัดแสดงถาวรอยู่ภายในห้องหมายเลข 164 โรงแรม Anteroom ในเกียวโต ทำจากปากลูกโป่งนับพันชิ้น ที่ทั้งคู่ใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการนำมาต่อกัน สะท้อนความสมบูรณ์ของปัจเจกที่เป็นส่วนหนึ่งในการร้อยรัดสังคมเข้าด้วยกัน

ลูกโป่ง = ธรรมชาติ

Daisy Balloon

“ลูกโป่งแฟบและหดตัวในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปขึ้นกับสภาพแวดล้อม” คุณริเอะเล่าถึงธรรมชาติของลูกโป่งที่ทำให้เธอได้เรียนรู้เกี่ยวมุมมองในการใช้ชีวิต “ในการทำงานแต่ละครั้ง สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เหมือนกัน เราต้องไม่ยึดติดกับเงื่อนไขเดิมตลอด การทำงานกับลูกโป่งฝึกให้เราเป็นคนไม่ยึดติด”

Daisy Balloon

Name: ริเอะ โฮะโซะไค (Rie Hosokai)
Age: 42
Occupation:   Balloon Artist
Place Of Birth: จังหวัดนิงะตะ
In Detail: การพัฒนาตัวเองระหว่างการทำงาน ทำให้เรารู้จักลูกโป่งมากขึ้น เรียนรู้ทักษะ มีเทคนิคที่หลากหลาย การเรียนรู้ในทุกๆ วัน ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง
Stuff: ที่ปั๊มลมขนาดพกพา
My Favorite Part Of The Job: โมเมนต์ที่ฉันยื่นลูกโป่งให้ แล้วทุกคนยิ้มตื่นเต้น มีความสุข ลูกโป่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารสำหรับฉัน
Name: ทะคะชิ คะวะดะ (Takashi Kawada)
Age: 42
Occupation: กราฟิกดีไซเนอร์,   อาร์ตไดเรกเตอร์
Place Of Birth: จังหวัดนิงะตะ
In Detail: ลูกโป่งสามารถนำไปสร้างสรรค์งานศิลปะได้ทุกรูปแบบ ผมอยากคอลลาบอเรตกับศิลปินแขนงอื่นๆ เพื่อทำให้ศิลปะจากลูกโป่งเป็นงานที่คงทน
Stuff: ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
My Favorite Part Of the Job: สามารถเปลี่ยนความคิดของคนที่มีต่อลูกโป่งได้ ด้วยการใช้ลูกโป่งในการสร้างงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ ที่คนคาดไม่ถึง
ขอขอบคุณ: Daisy Balloon

Writer

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load