ตอนที่ได้พบกับ พินิตย์ พันธประวัติ ธนบัตรในมือของฉันสั่นไปหมด

อาการสั่นเกิดขึ้นเมื่อพินิตย์บอกกับฉันว่า ภาพอันวิจิตรละเอียดงดงามบนธนบัตรไม่ได้เกิดจากการวาดเส้น แต่เป็นการแกะสลักด้วยมือลงบนแม่พิมพ์โลหะ!

น่าเสียดายที่ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์บนเงินตราไม่อาจอธิบายรายละเอียดใดได้มากกว่านี้ เนื่องจากกระบวนการทำธนบัตรเป็นความลับทางราชการ หวังว่าคุณจะเข้าใจ เพราะงานศิลปะเหล่านี้มิได้มีค่าเพียงแค่ทางจิตใจ แต่มีค่าเป็นเงินเป็นทอง (ในความหมายนัยตรง)

แต่จะเสียดายไปทำไม ในเมื่อยังมีงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ซึ่งพินิตย์สร้างสรรค์ไว้ให้ดูชมอีกมากมาย ในตอนนี้หลายงานจัดแสดงอยู่ร่วมกับผลงานของศิลปินอื่นในหลากสถานที่ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงซีคอน บางแค ทุกภาพล้วนเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9

ในวันที่พินิตย์เกษียณอายุราชการออกจากตำแหน่งผู้สร้างสรรค์ศิลปะบนธนบัตร ฉันจึงคิดว่าคงเหมาะสมมากกว่าหากจะชักชวนมารู้จักเขาในตำแหน่ง ‘ศิลปิน’ ผู้ทำงานอยู่กับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดชีวิต

ตั้งแต่เด็ก พินิตย์ทำความรู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านทางการวาดรูปมาตลอด เขาตั้งข้อสังเกตว่า “คนทำงานศิลปะส่วนใหญ่ จะต้องเคยเขียนรูปในหลวงอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง” พินิตย์เป็นคนต่างจังหวัดที่เติบโตมากับการเห็นข่าวพระองค์เสด็จฯ ไปเยือนที่ทุรกันดารและทรงงานอยู่ตลอด ได้เห็นว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีพระราชดำริตั้งโครงการต่างๆ เพื่อความผาสุกของประชาชน ทำให้เขาประทับใจ และอยากทำงานเกี่ยวกับพระองค์เสมอมา

หลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง พินิตย์ก็สอบเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นโอกาสให้ได้ทำงานเกี่ยวกับการเขียนภาพในหลวงอีก จึงกลายเป็นว่า ทั้งก่อนหน้าและตลอดช่วง 35 ปี ในธนาคารแห่งประเทศไทย ชีวิตของชายคนนี้อุทิศให้กับเพียงสิ่งเดียว คือการสร้างงานศิลปะเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ รวมกว่า 40 – 50 ภาพ

เบื่อบ้างไหม ฉันถามเขาตรงๆ พินิตย์ตอบปฏิเสธในทันที

“ไม่เคยเบื่อเลย เป็นความปลื้มและประทับใจมากกว่า ในเวลาที่ทำแต่ละภาพ เราต้องพยายามปรับให้พระบรมรูปของพระองค์งดงามเหนือจริง แต่ก็ต้องดูแล้วเหมือนด้วย เพื่อให้สมพระเกียรติของพระองค์”

หากผลงานของศิลปินผู้นี้บังเอิญผ่านเข้ามาในสายตา อาจชวนสงสัยว่าภาพเหล่านี้แตกต่างจากพระบรมฉายาลักษณ์อื่นของพระองค์อย่างไร แต่หากขยับเข้าไปมองดูใกล้ๆ หรือลองใช้แว่นขยายส่องถ้ามีโอกาส จะพบว่าความพิเศษของงานศิลปะที่พินิตย์สร้างสรรค์อยู่ที่เทคนิคการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ (Steel Engraving หรือ Intaglio) ล้วนๆ

พินิตย์เล่าที่มาที่ไปของการใช้เทคนิคดังกล่าวว่าเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ใช้ทำธนบัตรทั่วโลก และเขาคิดว่าไม่มีที่ไหนเลยนอกจากในหน่วยงานผลิตธนบัตรที่จะมีการเรียนการสอนเทคนิคนี้ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ในอดีตเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้ว จะเห็นศิลปะรูปแบบนี้ได้ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น ภาพประกอบหนังสือและแม้แต่โน้ตดนตรี แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้ไม่นิยมลงทุนทำกันแล้ว ศิลปินที่เหลืออยู่จึงเป็นกลุ่มที่ฝังตัวอยู่ตามโรงพิมพ์ธนบัตรทั่วโลกเท่านั้นเอง

สาเหตุที่ธนบัตรหลายที่ยังยึดขนบการผลิตด้วยการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ เช่นธนบัตรของสหรัฐอเมริกา เพราะความละเอียดอ่อนที่ทำให้มันปลอมแปลงยาก พินิตย์อธิบายเปรียบเทียบว่า หากจะให้เขียน ก ไก่ ซ้ำ 2 ตัว แม้แต่ลายมือของตัวเอง เรายังลอกได้ไม่เหมือนเป๊ะด้วยซ้ำ งานแกะสลักก็คล้ายคลึงกัน

โดยคร่าวๆ กระบวนการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะคือ เริ่มจากการลอกลายรูปต้นแบบ โดยจะลอกมาเพียงเค้าโครง เช่น เส้นขอบเป็นอย่างไร ตา จมูก ปาก อยู่ตรงไหน แบ่งแสงเงาเป็นชั้นๆ แล้วจึงนำแบบที่ลอกลายนั้นไปเขียนลงบนแม่พิมพ์ ก่อนจะใช้อุปกรณ์พิเศษแกะแม่พิมพ์เหล็กพิเศษ (ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ว่าพิเศษอย่างไร ลึกลับจริงๆ!) เมื่อได้โครงแล้ว จึงใส่รายละเอียดตามลงไป ขั้นตอนนอกจากนี้ลองไปจินตนาการต่อดูเอง ใบ้ให้ว่า ตรงที่เป็นร่องแกะลงไปในแผ่นเหล็กคือตรงที่สัมผัสหมึก ต่างจากภาพพิมพ์อื่นๆ ที่แกะตรงไหนออก ตรงนั้นจะไม่โดนหมึก

ศาสตร์อันละเอียดอ่อนและลึกลับนี้ พินิตย์สืบทอดมาจากศิลปินไทยรุ่นแรก 2 ท่าน คือ อ.ประชุม เพ็ชรดี และ อ.บุญยืน ทองทับ โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ในสมัยก่อน ไทยจ้างต่างชาติทำเทคนิคนี้ให้ธนบัตรและแสตมป์ของเรามาตลอด จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีโครงการอยากใช้ฝีมือคนไทยกันเอง จึงส่ง อ.ประชุม และ อ.บุญยืน ไปศึกษาดูงานของต่างประเทศเป็นเวลา 5 ปี ก่อนจะกลับมาทำงาน เมื่อพินิตย์เข้ามารับช่วงต่อ ก็มาเรียนรู้กับอาจารย์ทั้งสองโดยตรง

“ผมเรียนพื้นฐานจากอาจารย์ 2 ท่าน แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มแกะเอง จนพอได้แล้ว ทางธนาคารก็ส่งผมไปต่างประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมในการทำงาน”

ตั้งแต่วันที่เริ่มหัดเขียนเส้นลงบนแผ่นโลหะ ไปจนถึงวันที่แกะสลักออกมาเป็นภาพ รวมแล้วเขาศึกษาอยู่เป็นเวลากว่า 10 ปี จนกระทั่งสร้างสรรค์ลวดลายบนธนบัตรด้วยตนเองได้ในที่สุด

“แม้แต่รูปที่อยู่บนธนบัตรก็เป็นศิลปะ ซึ่งผมว่าเป็นศิลปะที่เชิดหน้าชูตาของประเทศเหมือนกันนะ ชาติไหนๆ เขาก็มีธนบัตร แล้วบนธนบัตรก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างของไทยก็จะมีลายไทย สอดแทรกความเป็นไทยอยู่ตลอด เป็นความภูมิใจว่า ธนบัตรเราก็สวยงามสู้ต่างประเทศได้”

งานของพินิตย์ไม่ใช่แค่การเขียนลายธนบัตรสำหรับใช้งานและธนบัตรที่ระลึกเท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งของค่าจ้าง คือการจ้างให้ ‘ฝึกฝน’ เทคนิคอันแสนยากให้ช่ำชอง ดังนั้น ระหว่างช่วงว่างที่ไม่มีการออกธนบัตรอะไร พินิตย์ก็จะทำผลงานส่วนตัวของตนเองเป็นการฝึกปรือฝีมือ ทำให้พินิตย์มีงานศิลปะอื่นๆ นอกเหนือจากงานที่ปรากฏบนธนบัตรสะสมอยู่จำนวนมาก

“จริงๆ เป็นเป้าหมายในชีวิตผมอยู่แล้วว่าเมื่อผมเกษียณ ผมจะเอางานที่ทำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ” ในขณะที่พินิตย์เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจึงทำงานส่วนตัวควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการฝึกทักษะและเป็นการทำตามเป้าหมายดังกล่าว แน่นอนว่าในช่วงที่ทำงานอยู่ การจะนำงานออกมาแสดงนั้นไม่เหมาะสม เขาจึงมองว่าการเกษียณน่าจะเป็นจังหวะที่ดี “งานแบบนี้ ชิ้นหนึ่งใช้เวลาประมาณ 5 – 6 เดือน ถ้าเพิ่งมาเริ่มคิดจะทำงานตอนเกษียณ ผมว่า 90 น่ะ กว่าจะได้แสดงงาน”

หลังจากการทำงานสะสมกันมาอย่างยาวนาน พินิตย์ก็ได้แสดงนิทรรศการเดี่ยวไปแล้วครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2558 ภายใต้ชื่อ ‘ภาพพิมพ์ใจหทัยทวยราษฎร์’ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล และเขาก็หวังว่าตนจะรวบรวมงานได้มากพอจัดนิทรรศการภาคต่อภายในปีหน้า

สำหรับผลงานศิลปะ พินิตย์จะทำงานได้เป็นอิสระกว่าตอนทำธนบัตร เขาจึงลองใช้เทคนิคกรดกัดภาพพิมพ์โลหะ (Etching) ที่นิยมกันมากกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า มาผสมผสานกับเทคนิคเดิม เพื่อให้ผลิตงานได้เร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามคงรูปแบบของความเป็นภาพพิมพ์แกะสลักไว้ด้วย

พินิตย์มองว่าเสน่ห์ของการทำงานศิลปะประเภทนี้ คือความวิริยะอุตสาหะที่ทุ่มเทลงไปในแต่ละชิ้นงาน ด้วยความที่เป็นศิลปะซึ่งเกิดจากเส้นกับจุดที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ต้องใช้ทั้งฝีมือที่ละเอียดอ่อน และความสร้างสรรค์ในการจัดวางเส้น ทำให้ผลงานชิ้นหนึ่งใช้ทั้งเวลาและความใส่ใจมากเมื่อเทียบกับเทคนิคศิลปะแบบอื่น

“มันไม่เหมือนงานวาดเส้นที่ถ้าเราเขียนหนักไปเราก็ลบได้ แต่เทคนี้เราต้องค่อยๆ เบาๆ ไปก่อน แล้วค่อยใส่น้ำหนักเข้าไปด้วยการแกะซ้ำลงไปที่เดิม จุดทุกจุดเราก็ต้องแกะทีละจุด ไล่ไปทีละจุด ทีละเส้น ต้องใจเย็น มือเบา และพยายามไม่ให้ผิดพลาดเลย”

แค่ฟังก็รู้สึกชื่นชมในความอุตสาหะแล้ว

ในปัจจุบัน โรงงานผลิตธนบัตรของบางประเทศก็เริ่มหันมาใช้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนการแกะสลักแบบเก่าแล้ว พินิตย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า เทคนิคการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะนี้อาจเริ่มเลือนหายไปแล้วก็ได้ แต่แม้เช่นนั้น ในฐานะกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อแสดงความรักต่อพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ภาพพิมพ์โลหะเหล่านี้ก็จะยังสะท้อนความรู้สึกเหล่านั้นให้ก้องไกลไปเป็นนิรันดร์

สำหรับช่วงนี้ ไปชมผลงานของพินิตย์ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ซีคอนบางแค ซีคอนสแควร์ และ 333 Bababa Gallery

หรือจะลองหยิบธนบัตรขึ้นมาเอาแว่นขยายส่องดูก็ได้นะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

กระดาษแผ่นใหญ่กางพืดอยู่บนโต๊ะไม้กะทัดรัด แท่งไม้ปลายแหลมนับสิบเรียงรันกันเป็นระเบียบในกระเป๋าซึ่งออกแบบมาเพื่อเก็บพวกมันโดยเฉพาะ เคียงคู่คัตเตอร์ที่วางไว้ใกล้มือให้หยิบใช้ได้ทันใจ

หญิงสาวในอาภรณ์มิดชิดทาบสันมืออันเป็นอวัยวะเพียงไม่กี่ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า เพื่อให้ได้ท่าทางถนัดถนี่ พลันกดปลายไม้เปื้อนหมึกลงกลางกระดาษตรงหน้า มิช้าแผ่นวัตถุบางที่ว่างเปล่าก็ถูกร่างร่ายด้วยน้ำหมึกเป็นอักษรอันวิจิตรบรรจง และจากอักษรไม่กี่ตัวก็รวมกันเป็นรูปร่างได้อย่างน่าอัศจรรย์

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

นูร-นูรฮายาตี วาโด เงยใบหน้าใต้กรอบผ้าคลุมผมขึ้นสบตาผู้มาเยือน ก่อนอวดผลงานอักษรวิจิตรอาหรับ หรือ ‘ค็อต (Khat)’ ที่เพิ่งเขียนเสร็จด้วยฝีมือระดับ 1 ใน 10 ผู้เข้าแข่งขันเขียนค็อตระดับโลกซึ่งจัดขึ้นเพียง 3 ปีครั้ง เป็นผู้หญิงน้อยคน และเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ยืนเด่นบนเวทีดังกล่าว

ระหว่างรอให้นูรฮายาตีพักมือจากค็อตที่เขียนให้เราอย่างสุดความสามารถ เราจึงชวนเธอมานั่งคุยสบาย ๆ เพื่อขีดเขียนเรื่องราวของเธอผู้ร่างเส้นทางชีวิตตนเองด้วยค็อต

ขีด 1
ลอกเลียนที่ยะหริ่ง

พูดถึงอักษรอาหรับ ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงเป็นตัวอักษรยึกยือ มีหัวกลม มีจุด ลากยาวติดต่อกันจากขวามาซ้าย ละม้ายแม้นงูที่ลากเลื้อยไปมา

ด้วยเส้นสายลายลวดอันพลิ้วไหวดังรูปวาด ผนวกกับคำสอนในศาสนาอิสลามที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้นับถือวาดภาพคน สัตว์ จนถึงสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในงานศิลป์ ชาวมุสลิมตั้งแต่อดีตกาลนานเนาจึงนำอักษรอาหรับมาผูกเป็นลวดลายที่สวยงาม ก่อเกิดเป็น ‘ค็อต’ ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกอิสลาม ไม่ว่าในคาบสมุทรอาระเบีย แอฟริกาเหนือ ตุรกี อินเดีย หรือแม้แต่คาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดปัตตานี

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

งานค็อตนั้นพบได้ในทุก ๆ สถานที่ของชาวมุสลิม ตามมัสยิด สุสาน โรงเรียนสอนศาสนา จนกระทั่งตามบ้านคน บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ถือเป็นทัศนศิลป์ชั้นสูง เพราะมักเขียนเป็นพระนามหรือวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ชื่อศาสดา บันทึกความรู้หรือข้อความอันเป็นประโยชน์ทั้งหลาย

ทั้งหมดนี้ล้วนผ่านตานูรฮายาตีมาตั้งแต่เพิ่งเริ่มรู้ความ

“นูรมาจากบ้านพังกับ ตำบลราตาปันยัง อำเภอยะหริ่ง” เธอแนะนำตัวเป็นไทยปนสำเนียงมลายู 

“ในครอบครัวก็ไม่มีใครเขียนค็อตนะ แต่ว่าคุณปู่มีเขียนบนกระจกค่ะ ชอบอยู่แล้ว ชอบด้านนี้ ตัวหนังสือสวย ก็ลองเขียนตามดู ตอนเด็ก ๆ ก็ได้แค่เลียนแบบน่ะค่ะ”

ขีด 2
เรียนจริงที่ไคโร

หลายปีล่วงผ่าน เมื่อนูรฮายาตีเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนรัศมีสถาปนา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เด็กสาวชาวบ้านพังกับนำวุฒิ ม.6 ขึ้นกรุงเทพฯ ไปสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร มหาวิทยาลัยเก่าแก่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เปิดสอนการศึกษาอิสลามมานานกว่า 1,000 ปี

ผลปรากฏว่าเธอสอบได้ สาวยะหริ่งจึงต้องห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตอยู่ที่อียิปต์นานหลายปี ในฐานะนักเรียนทุนอัลอัซฮัรที่ทรงเกียรติ

นูรฮายาตีเลือกเข้ารับการศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ แม้ว่าหลักสูตรของคณะที่เธอเรียนจะไม่บังคับให้เรียนด้านอักษรวิจิตร แต่ความชอบที่บ่มเพาะมาแต่วัยเยาว์ กลับผลักดันให้เธอไปพบกับจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตเธอนับแต่นั้น

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“ที่อัลอัซฮัรมีเปิดสอนพิเศษวิชาค็อต เรียนช่วงบ่ายจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม เรียน 3 วันต่อสัปดาห์ เราก็ไปเรียน ก็ยิ่งดีเลย เพราะได้รู้ว่ากฎเกณฑ์ในการเขียนค็อตเป็นยังไง

“วิธีการเขียนค็อตมี 2 ประเภท คือแบบดั้งเดิมกับแบบประยุกต์ ถ้าแบบดั้งเดิมก็คือเขียนตามกฎเกณฑ์เป๊ะ ๆ เลย แต่ถ้าแบบประยุกต์ก็ออกนอกกฎเกณฑ์ได้ เขียนตามที่เราสื่อถึงรูปร่างต่าง ๆ ได้หมด”

ซึ่งในการเรียนเขียนค็อตแบบมืออาชีพ นักเรียนทุกคนต้องเริ่มจากค็อตชนิดพื้นฐานก่อนเสมอ

“ค็อตมีเป็นร้อย ๆ แบบค่ะ แต่ว่าคนนิยมใช้นิยมเขียนกันมีแค่ 7 แบบเท่านั้น” นูรฮายาตีเผยความน่าทึ่งของศิลปะการเขียนในโลกอิสลาม พลางแจกแจงให้รู้จักค็อตทีละแบบ

“7 แบบก็มี 1) ริกอะห์ (Riq’ah) 2) ดีวานี (Diwani) 3) ดีวานีญะลีย์ (Diwani Jali) 4) ตะอ์ลีค (Ta’liq) 5) นาซัค (Naskh) 6) กูฟีย์ (Kufic) แล้วก็ ษุลุษ (Thuluth)” ชื่ออาหรับพรั่งพรูมาทีละชื่อ ขณะที่เจ้าของผลงานควานหาตัวอย่างให้เรายลความแตกต่างของอักษรวิจิตรแต่ละชนิด ซึ่งเกิดขึ้นต่างสถานที่ ต่างยุคสมัย ต่างความนิยมใช้กัน

“อย่างค็อตดีวานีจะนิยมแถบประเทศตุรกี ส่วนตะอ์ลีคก็นิยมในอิหร่าน เลยมีอีกชื่อว่าค็อต ‘ฟารีซี’ ที่แปลว่า เปอร์เซีย (อิหร่าน)”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“ตอนเรียนก็จะเริ่มจากจุดแรก คือจุด ‘นุกเตาะห์’ เป็นตัวสี่เหลี่ยม พอผ่านอันนี้ก็ทีละตัว ทีละตัว จนจบขั้นแรก แล้วก็เข้าขั้นที่สอง จบขั้นที่สองก็เข้าขั้นที่สาม อะไรประมาณนี้ค่ะ”

เมื่อจบค็อตริกอะห์ที่เรียนเป็นลำดับแรกแล้ว จึงจะเริ่มหัดเขียนค็อตดีวานีซึ่งยากขึ้น ต่อด้วยค็อตดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค ไปตามความยาก

นูรฮายาตีฝึกปรือจนเชี่ยวชาญทีละค็อต ไล่มาจากริกอะห์ ดีวานี ดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค เพิ่งจะได้เริ่มเรียนเขียนนาซัคที่เป็นบทเรียนที่ 5 ไม่นาน ก็มีเหตุให้เธอต้องกลับไทย

ขีด 3
ประกวดที่ตุรกี

“ทีแรกนูรเรียนกับอาจารย์ชื่อ อาจารย์ฮะซะนี เป็นคนอาหรับ แต่เกิดการประท้วงที่อียิปต์ นุุรก็เลยกลับมา พอกลับไปอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์เขาไม่สอนแล้ว เลยย้ายไปเรียนกับ อาจารย์อะฮ์มัด อัลฮัซนี

จะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือที่พัฒนาจนเข้าขั้น หรือด้วยแววตาที่แหลมคมของอาจารย์คนใหม่ก็ตามแต่ ในวันนั้นเพชรเม็ดงามจากเมืองไทยที่ชื่อนูรฮายาตีได้เปล่งประกายแวววาม จนอาจารย์อัลฮัซนีแลเห็นอนาคตที่รุ่งเรืองในตัวเธอ

“เขาบอกว่าเด็กคนนี้จะไปได้ไกล ก็มาบอกว่า เธอ ๆ ต้องย้ายมาเรียนกับเรานะ เราจะต่อยอดแล้วก็ทำให้เธอส่งประกวดได้เลยนะ”

นั่นคือความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตนักศึกษาสาวชาวจังหวัดปัตตานี เพราะอาจารย์ผู้นี้เคี่ยวเข็ญให้เธอมุ่งไปสายประกวดเต็มพิกัด หากวันใดไม่ว่างมาเรียนพิเศษกับอาจารย์ เขาก็จะบังคับให้เธอเขียนค็อตสำหรับส่งประกวด นูรฮายาตีมักใช้เวลาค่ำคืนที่หอพักนักศึกษานานาชาติประดิษฐ์ค็อต พอเสร็จก็นำไปส่งตรวจ หากมีข้อผิดพลาดก็ต้องกลับมาแก้ใหม่ แก้แล้วแก้เล่าอยู่เป็นแรมเดือน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“อันที่แข่งไม่ได้ทำแค่ 2 วัน หรือ 2 เดือนนะ ต่อ 1 ชิ้นใช้เวลา 7 เดือนได้ค่ะ”

มิเท่านั้น โจทย์ในการส่งประกวดยังเต็มไปด้วยข้อกฎเกณฑ์หยุมหยิมอีกเป็นพะเรอเกวียน

“เขาให้โจทย์มาเป็นตัวหนังสือธรรมดา เป็นฟอนต์ธรรมดา ระบุว่าต้องเป็นค็อตชนิดนี้ ไม้ที่เขียนก็ระบุไว้ด้วยว่าต้องเขียนด้วยไม้กี่มิลลิเมตร หมึกต้องสีดำ ขนาดของกระดาษด้วย”

ในการประกวดครั้งแรกในชีวิต นูรฮายาตีส่งผลงานเข้าประกวดในรายการประกวดค็อตที่สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเธอได้รับรางวัลรองชนะเลิศมาเชยชม แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเหรียญเงินคือความมั่นใจที่ส่งเธอก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก

รายการที่สองจัดโดย Research Centre for Islamic History, Art and Culture (IRCICA) ของประเทศตุรกี เป็นการประกวดเวทีใหญ่ของโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันมาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี ลิเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินโดนีเซีย ซีเรีย และอีกหลายชาติมุสลิมเท่าที่พวกเราจะนึกชื่อออก

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ในรายการนี้ สมุดคำสั่งระบุชัดเจนว่าต้องใช้หมึกสีดำ ชนิดกระดาษต้องใช้กระดาษมุกอฮัร (Muqahar Paper) ที่ทำจากแป้งมันผสมไข่ขาว ขนาด 40 x 60 เท่านั้น หากโดนใบมีดฉีกขาดหรือบิ่นเพียงนิดเดียวก็ถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที

“สมมติว่าเราทำกระดาษไม่เท่าขนาดที่เขาวางไว้หรือสีผิดก็ถูกตัดออกได้ แล้วก็ปลายของไม้ ถ้าเขาก็ระบุว่า 2 มิลลิเมตร ถ้าเราเขียนด้วยไม้ 3 มิลลิเมตรก็ผิด เขาตัดออกจากการแข่งขันได้เลย โดยที่ไม่ได้ดูว่าเราเขียนถูกเขียนสวยนะ”

ขีด 4
โชว์ผลงานที่ดูไบ

นูรฮายาตีอุทิศกายใจในชั้นปีสุดท้ายที่อียิปต์เพื่อส่งประกวดค็อตระดับโลก และแล้วความตั้งใจสุดชีวิตของเธอก็สร้างสรรค์ผลงานออกมาจนแล้วเสร็จ เป็นค็อตดีวานีกับค็อตตะอ์ลีคอย่างละชิ้นงาน

“พอทำเสร็จแล้ว ก็คิดว่าโอเค เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ คิดว่าเราทำออกมาได้ดีที่สุดแล้ว ผลจะออกมาแบบไหนนั้น เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะว่าเป็นครั้งแรกของการเข้าประกวด ไม่รู้ว่าระดับโลกเขาตรวจยังไง เขาคิดอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ เราทำออกมาให้รูปร่าง ความหมาย ให้ดีที่สุดเท่านั้น”

แล้วสิ่งเหนือความคาดหมายก็มาเยือน เมื่อเธอกลับไทยในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้น ทางตุรกีได้ประกาศผลว่าผลงานชิ้นหนึ่งของเธอติดอันดับแน่นอน ส่วนอีกชิ้นผ่านเข้ารอบ แต่ไม่การันตีอันดับ

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“อัลฮัมดุลิลลาฮ์” บัณฑิตสาวเปล่งคำขอบคุณพระเจ้าออกมา “ไม่คิดเลยว่าจะติด”

ผลที่ออกมาคือค็อตดีวานีของเธอได้รับอันดับ 6 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ขณะที่ค็อตตะอ์ลีคนั้นได้รับเพียงอันดับ 19 ถูกคัดออกในภายหลัง หากนั่นก็นับว่าเกินฝันแล้ว สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งลงแข่งระดับโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงสักคนจะได้รับรางวัลจากเวทีใหญ่ระดับนี้ และเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าที่ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศที่มีประชากรมุสลิมเพียงร้อยละ 5 เช่นไทยจะผงาดขึ้นไปรั้งอันดับเลขตัวเดียว

ความสำเร็จนั้นส่งผลให้นูรฮายาตีกลายเป็นคนคุ้นเคยของเวทีประกวดค็อต เธอหมั่นส่งผลงานไปยังรายการแข่งขันอื่น ๆ เรื่อยมา โดยเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศที่สิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของยอดฝีมือด้านค็อตรายนี้ คือการที่เธอได้รับเชิญให้นำผลงานไปแสดงในมหกรรมค็อตโลกที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อ พ.ศ. 2559

“อันนี้ไม่ใช่ประกวด เป็นมหกรรมไปโชว์ผลงาน เขาให้ตั๋วมา เราก็นำผลงานไป 8 ชิ้นค่ะ” นูรฮายาตีเล่าพร้อมกับหยิบรูปถ่ายให้เราดู “แรก ๆ ก็ไม่มั่นใจ ไปคนเดียว เขาเชิญเราไปคนเดียว ก็รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เชื่อใจตัวเองว่าเราต้องทำได้ เราต้องไม่กลัว”

ขีด 5
สอนนักเรียนที่ปักษ์ใต้

แม้ว่าวันนี้นูรฮายาตีจะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในอำเภอยะหริ่งเหมือนก่อน แต่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปจากสมัยวัยรุ่นที่เพิ่งเข้ากรุงไปสอบชิงทุนโดยสิ้นเชิง เมื่อเธอกลับมาบ้านพร้อมศาสตร์และศิลป์ในการเขียนลายอักษรวิจิตรอาหรับที่ได้ฝึกฝนมานานหลายปี พ่วงด้วยรางวัลในการประกวดระดับโลก

ปัจจุบันนูรฮายาตีเป็นทั้งครูและวิทยากรรับเชิญตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า มหาวิทยาลัยสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงไปถึงตามโรงเรียนมัธยม ตาดีกา (ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด) รวมถึงเปิดสอนพิเศษที่บ้านทุกวันศุกร์ เพื่อมอบวิชาการเขียนค็อตแก่เยาวชนรุ่นหลัง

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

วิธีการเขียนค็อตของเธอจะเป็นแบบโบราณ คือเขียนด้วยไม้ ไม่ใช่ปากกาหรือพู่กัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านค็อตแห่งอำเภอยะหริ่งกล่าวว่าจะเขียนให้ดีได้ ต้องเลือกเฟ้นให้ดีตั้งแต่ไม้ที่ใช้แล้ว

“ไม้ที่ใช้เขียน เรียกว่าไม้โชน ถ้าภาษาอาหรับเขาเรียกว่า ‘ฮันดาม (Handam Pen)’ เป็นไม้เนื้อดีในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ส่งไปขายให้อาหรับได้ด้วยค่ะ

“ตอนเลือกไม้ก็ต้องเหลาไม้ ถ้าปลายของไม้หนาก็จะเขียนไม่สวย พวกเด็กไม่เคยเรียน เขาก็จะกดแรง ๆ บางทีก็จะติด เขียนไม่ได้ ต้องเบามือก่อน ค่อย ๆ ไป ปลายของมันก็ต้องให้เรียบบนกระดาษ สมมติว่าเรายกไม่เท่ากัน ก็เขียนไม่ติด จะติดด้านหนึ่ง แล้วก็ไม่ติดด้านหนึ่ง มันก็จะไม่สวย”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

หมึกที่ใช้ก็ต้องเป็นหมึกเฉพาะซึ่งมีคุณสมบัติแห้งเร็ว แห้งง่าย ส่วนกระดาษก็ต้องใช้กระดาษอาร์ตมัน 160 แกรมเขียนเท่านั้น โดยที่นูรฮายาตีให้เหตุผลว่า “กระดาษ A4 หรือกระดาษอะไรก็เขียนได้ แต่หมึกจะซึมนิดหนึ่ง ถ้าจะให้เขียนลื่น ๆ ก็กระดาษอาร์ตมัน”

ถ้าอยากเขียนค็อตให้งามนั้น จำเป็นจะต้องร่างแบบและทำความเข้าใจกับมุม องศา ตลอดจนลักษณะค็อตชนิดที่จะเขียนก่อนเสมอ

“ก่อนจะมาเป็นลายสวย ๆ ก็ต้องเริ่มจากจุดสี่เหลี่ยม เรียกว่า ‘นุกเตาะห์’ ก่อน จุดสี่เหลี่ยมนี้ก็ต้องรู้ว่ามาจากมุมกี่องศา เราจะต้องวางไม้กี่องศา มุมฉาก 90 องศา มุมแหลม 90 องศา เพื่อเชื่อมอักษรไปด้วยกัน เวลาเขียนก็ต้องเริ่มจากตัวใหญ่ก่อน แล้วค่อยเติมตัวแต่ง เติมจุดลงไป”

“ระหว่างเขียนก็ต้องพยายามไม่ให้หมึกโดนมือ และไม่จุ่มหมึกบ่อยไป เวลาประกวดจุ่มหมึกบ่อย ๆ ก็โดนกรรมการหักคะแนนได้นะคะ”

นูรฮายาตีคุยว่านอกจากอักษรอาหรับที่ช่ำชองแล้ว จะให้เธอเขียนอักษรยาวีซึ่งดัดแปลงมาจากอาหรับ หรืออักษรไทยก็ย่อมได้เหมือนกัน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ผลงานจากปลายไม้ของ นูรฮายาตี วาโด ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบรูป เธอไม่ได้เขียนให้มัสยิด เนื่องจากค็อตในมัสยิดต้องเขียนด้วยพู่กันซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์ถนัดของเธอ อีกทั้งการให้สุภาพสตรีปีนป่ายนั่งร้านขึ้นไปวาดลวดลายบนที่สูง ยังแลดูไม่เหมาะสมในมุมมองของอิสลามิกชน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหา เพราะอาจารย์นูรฮายาตีได้ฝากฝังวิชาของเธอแก่สานุศิษย์แล้ว

“พวกผู้ชายทำได้ ลูกศิษย์ที่เรียนไปจากเราก็ขายชิ้นงานได้ ทำป้ายผ้าแขวนตามงานต่าง ๆ งานวัฒนธรรม ป้ายโรงเรียน ป้ายมัสยิด อะไรก็ได้หมด”

ส่วนใครที่อยากทดลองเขียนค็อตด้วยตัวเอง ผู้ครองรางวัลที่ 6 ในการประกวดเขียนค็อตโลกเมื่อหลายปีก่อน มีอุปกรณ์จำหน่ายครบชุดที่เพจ เสน่ห์หมึกปลายไม้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใฝ่ใจด้านนี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

นูรฮายาตีหยิบไม้โชนขึ้นมาเหลาปลายต่อ ก่อนจุ่มปลายของมันลงในขวดหมึก

หมึกปลายไม้แท่งนี้ไม่เพียงวาดอักษรประดิษฐ์เป็นรูปทรงต่าง ๆ หากยังสร้างเยาวชนรุ่นใหม่อีกมากมายที่พร้อมสานต่อศิลปะชั้นสูงแขนงนี้แก่สังคมมุสลิมไทยสืบไป

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load