12 มิถุนายน 2560
8 K

“มีดในอุดมคติของผม คือมีดที่ใช้งานง่าย”

คำตอบที่ออกจากปากของเจ้าของตำแหน่ง Master Knife Sharpener ผิดคาดเล็กน้อย เพราะเราคาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบแนวสุดยอดทีวีแชมเปี้ยนส์ประมาณ “มีดที่หั่นทุกอย่างบนโลกขาดฉับในแกว่งเดียว”

สารภาพตามตรงว่า แรกเริ่มเดิมทีเราอยากเปิดเรื่องให้ดึงดูดผู้อ่านด้วยการบรรยายฉากที่แสดงถึงความรู้สึกยามใช้คมมีดแล่เนื้อปลาชั้นดี ก่อนจะค่อยๆ บรรจงจัดจาน แล้วเสิร์ฟเรื่องราวอาชีพนักลับมีดในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน แต่เมื่อนับจำนวนครั้งการจับมีดของผู้เขียนแล้ว ก็พบว่า 10 นิ้วยังเหลือๆ จึงไม่กล้าพรรณนาคุณงามความดีของคมมีดใดๆ

แต่ถ้าเป็นเรื่องคำคมเราขอสู้ไม่ถอย

Japanese Knife

แม้จะดูเป็นการสปอยล์เนื้อหาด้านล่าง แต่ตลอดระยะการสนทนาระหว่างเราและคุณ Takayuki Shibata (ทากายูกิ ชิบาตะ) นักลับมีดจากญี่ปุ่น ไม่มีถ้อยคำคมๆ อย่างมีดปลายแหลมที่ผ่านการลับคมมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและหัวใจที่สำคัญกว่า ราวกับจะบอกเราว่า สิ่งของบางอย่างก็ไม่ได้ต้องการความบาดคมเสมอไป ว่าแล้วก็ขอกลายร่างเป็นหินลับมีดก้อนใหญ่ ชวนคุณมาทำความรู้จักเรื่องราวของอาชีพนักลับมีดในญี่ปุ่น เผื่อว่าซาซิมิมื้อหน้า จะขอเลือกที่นั่งบริเวณเคาน์เตอร์เพื่อแอบมองสีหน้าของเชฟยามใช้มีดคมๆ เฉือนหัวใจ เอ้ย! เฉือนชิ้นปลา

“มีดที่เราเห็นว่ารูปร่างเหมือนกัน แท้จริงแล้วมีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น พื้นผิวหยาบๆ ของใบมีดที่เกิดขึ้นระหว่างใช้เครื่องล้อหินลับมีดขนาดใหญ่ ก่อนจะขัดลับให้มันวาวในขั้นตอนต่อไป ซึ่งไม่มีแบบไหนถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน และไม่มีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งสำคัญมากน้อยไปกว่ากัน เพราะทุกกระบวนการอาศัยความพิถีพิถันและประสบการณ์ของช่างเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นช่างเหล็กตีมีด หรือช่างลับมีด” เราเริ่มบทสนทนาเรื่องความแตกต่างของมีด ก่อนจะถามถึงความหมายที่แท้ของการลับมีด

“ความหมายที่แท้จริงของการลับมีด คือการที่เรามีอาวุธชั้นดี และหาวิธีที่จะใช้สิ่งนั้นไปให้ได้ตลอด ถึงแม้จะเปลี่ยนสภาพไปก็ทำให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม อย่างการลับมีดตลอด 10 ปี จะทำให้มีดเล่มใหญ่ค่อยๆ มีขนาดเล็กลง แต่คุณภาพของมีดยังคงดีดังเดิม”

Japanese Knife

หากการลับมีดมีความสำคัญต่อมีดขนาดนั้น แปลว่าต่อให้เราใช้มีดกะโหลกกะลา แต่นำมาลับคมด้วยวิธีการขั้นสูง เราจะได้มีดที่คุณภาพเยี่ยมหรือเปล่า คุณชิบาตะตอบข้อสงสัยนี้ทันทีว่า “ต่อให้ใช้เทคนิคการลับมีดที่ดีที่สุด แต่ถ้ามีดเล่มนั้นไม่ได้ทำจากวัสดุและกระบวนการที่ดีตั้งแต่ต้น มีดที่ลับออกมาก็จะมีคุณภาพจำกัด”

“การลับมีดของญี่ปุ่นกับชาติอื่นๆ แตกต่างกันตามการใช้งานของมีดในแต่ละวัฒนธรรม ถ้านำมีดแบบญี่ปุ่นมาลับด้วยวิธีการแบบแม่ค้าขายปลาในตลาดสดของไทย อาจทำให้คมมีดที่เคยบางกลายเป็นทู่หนา ซึ่งใช้ตัดหั่นวัตถุดิบต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถหั่นปลาดิบได้อร่อยอย่างเดิม เนื่องจากการสัมผัสของใบมีดทู่หนาทำให้รสชาติปลาเปลี่ยนไป”

จากการเดินทางท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาเมื่อ 10 ปีที่ก่อน คุณชิบาตะพบว่าชาวต่างชาติมากมายชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเริ่มต้นธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายมีดจากญี่ปุ่นไปขายยังต่างประเทศ หลังจากดำเนินธุรกิจไปสักระยะ ลูกค้าก็เริ่มถามถึงบริการลับคมมีด จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณชิบาตะเริ่มเรียนรู้และฝึกฝนการฝนลับมีดอย่างจริงจัง ปัจจุบันงานหลักของคุณชิบาตะคือเป็นทั้งผู้จัดจำหน่ายมีดจากญี่ปุ่น เป็นนักลับมีด และเป็นนักทำมีด

Takayuki Shibata

นอกจากขั้นตอนการตีเหล็กร้อนๆ ในอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสจนออกมาเป็นมีดที่มีคุณภาพแล้ว ขั้นตอนการฝนลับมีดหรือ Sharpening เป็นอีกกระบวนการสำคัญที่กำหนดคุณภาพของมีด คุณชิบาตะเล่าขั้นตอนการลับมีดอย่างละเอียดไว้ในสารคดีเรื่อง SPRINGHAMMER 2 – THE MAKING OF A KNIFE (2015)

ก่อนที่จะใช้เครื่องล้อหินลับมีดขนาดใหญ่ฝนมีดจนเป็นรูปร่าง ช่างต้องหาแกนกลางของคมมีดจากความหนาของใบมีดที่มี จากนั้นค่อยฝนด้านหนึ่งก่อนจะฝนอีกด้านหนึ่งให้เท่ากันพอดี ต่อมาเป็นขั้นตอนฝนใบมีดให้เรียวแหลมที่นักลับมีดต้องระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้ความหนาของใบมีดที่เหลืออยู่แข็งแรงเพียงพอ ขณะเดียวกันก็รักษาสมดุลความเรียวแหลมของใบมีดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากทำไม่ได้ก็ไม่สามารถทำมีดที่ดีออกมาได้ กระบวนการเครื่องล้อหินลับมีดขนาดใหญ่นี้มีความสำคัญ เพราะจะกำหนดรูปร่างใบมีดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องทำออกมาให้ดี เพราะกลับไปแก้ไขอีกไม่ได้

“ผมเริ่มฝึกฝนจากการไม่รู้อะไรเลย ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมหน้าตามีดแต่ละเล่มเหมือนกันแต่คุณภาพการตัดขาดแตกต่างกัน แล้วหาคำตอบจากการคลุกคลีกับช่างทำมีด ฝึกฝน ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เจอความล้มเหลวและความผิดหวังเพราะทำให้ลูกค้าไม่พอใจบ้าง จนเวลาผ่านไป 3 – 4 ปีจึงตกผลึกเป็นองค์ความรู้การทำมีดของตัวเอง”

Takayuki Shibata

“ในขณะที่ลับมีดเรามองไม่เห็นมีดอีกด้าน จึงต้องใช้ความรู้สึก ความคิดถึงรูปร่างมีดที่อยากให้เป็น บางครั้งมีดที่ออกมาก็ไม่ตรงกับภาพในหัวเท่าไหร่ (หัวเราะ) หน้าที่ของช่างลับมีดต้องหาสมดุลของพื้นผิวใบมีดระหว่างหยาบและเรียบ เพราะหากเรียบเท่ากันทั้งเล่ม วัตถุดิบที่หั่นขาดจะติดแน่นอยู่กับใบมีด ไม่แยกออกจากกัน เพราะไม่มีพื้นที่ว่างให้อากาศเข้าผ่าน ช่างมีดจึงนิยมทำลวดลายบนใบมีด หรือหากใบมีดมีความหยาบมากเกินไป วัตถุดิบที่หั่นขาดจะสูญเสียผิวสัมผัสซึ่งส่งผลให้รสชาติวัตถุดิบนั้นๆ เปลี่ยนไป การลับมีดจึงเหมือนกับการตั้งสายกีตาร์ เพียงแต่มาตรวัดที่จะบอกผลของความพอดีเหล่านั้น คือลูกค้า”

ยิ่งได้ฟัง ยิ่งรู้ว่าการเป็นนักลับมีดมืออาชีพไม่มีความลับซับซ้อนซ่อนเร้นไปมากกว่าความเอาใจใส่ในสิ่งที่ทำ “นักลับมีดที่ดีจึงต้องรู้จักสังเกตและเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อทำมีดออกมาให้เหมาะสมกับการใช้งาน ก่อนจะลับมีดเราจะประเมินการใช้งานจากสภาพมีดปัจจุบันแล้วทำออกมาให้เหมาะสม ลูกค้าที่ลงน้ำหนักกับมีดมาก เราจะทำปลายมีดให้มน หรือในลูกค้าที่ใช้มีดอย่างทะนุถนอมเราก็จะลับปลายมีดให้แหลม”

คุณชิบาตะยังเล่าอีกว่า การลับมีดในอดีตกับปัจจุบันไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้เป็นหลัก แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ทักษะการใช้มีดและความเข้าใจคุณค่าในตัวมีดของผู้ใช้แตกต่างไปจากเดิม

Takayuki Shibata

“การลับมีดไม่ถูกและผิด สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ การมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายด้วยทางตรงใดทางหนึ่งเพียงทางเดียวนั้นไม่ได้ทำให้เราไปถึงเป้าหมายง่ายอย่างที่คิด เราควรมองภาพรวมทั้งหมดให้ออกเพื่อที่จะได้ประเมินเส้นทางเลือกทดแทนกันระหว่างเดินทางไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้”

จากวันที่เริ่มต้นธุรกิจผู้จัดจำหน่ายมีดจากญี่ปุ่น สู่การมีแบรนด์มีดของตัวเอง และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการลับมีดที่สุดคนหนึ่งในญี่ปุ่น คุณชิบาตะบอกว่ารู้สึกสนุกและภูมิใจกับสิ่งที่ทำ เพราะมีดไม่เพียงเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ยังทำให้เขาได้มิตรภาพและเปิดโลกทัศน์ “ในอนาคต ผมเชื่อว่าจะมีคนลับมีดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะทางธุรกิจเท่านั้นแต่เป็นงานอดิเรก และไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นเท่านั้นแต่รวมไปถึงอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก”

เรื่องราวของคุณชิบาตะจากญี่ปุ่น อาจไม่แตกต่างจากของพี่พิชิตช่างทำมีดและลับมีดแถวบ้าน แต่อย่างน้อย รายละเอียดเบื้องหลังการลับคมในท่าทางสุขุมราวกับประกอบพิธีกรรมชุบชีวิตมีดที่ได้เห็นและได้ฟังตรงหน้านี้ ก็ทำให้ความกลัวต่อคมมีดที่มีลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

Takayuki Shibata

Name: คุณทากายูกิ ชิบาตะ (Takayuki Shibata)

Age: 38 ปี

Occupation: นักลับมีดญี่ปุ่น (Master Knife Sharpener)

Place of Birth: เมืองฟุคุยามะ จังหวัดฮิโรชิมา

In Detail: ในกระบวนการฝนมีดด้วยเครื่องล้อหินลับมีด ขั้นตอนของการลับมีดให้เรียวแหลมนั้นสำคัญ แต่การทำให้ใบมีดเล็กและบางที่สุดไม่ใช่คำตอบของการฝนมีดที่ดีที่สุด หากแต่เป็นการทำใบมีดให้เรียวแหลมสมดุลกับขนาดความหนาของใบมีด

Stuff: คนอาจจะคิดว่าความแตกต่างของคมมีดขึ้นอยู่กับจุดแหลมที่ปลายใบมีด แต่ในความจริงแล้ว ความหนาและองศาความโค้งบนใบมีดที่ประกอบกันเป็นรูปร่างมีดต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญกำหนดความแตกต่างของมีดแต่ละเล่ม

My Favorite Part of the Job: ช่วงเวลาที่ลูกค้ารับมีดไปใช้ แล้วได้เห็นสีหน้าและความรู้สึกประทับใจจนอยากร้องไห้ออกมาของลูกค้า เป็นความประทับใจระดับเดียวกับที่ผมเห็นคุณอิจิโร่ ซูซูกิ (Ichiro Suzuki) ตีลูกเบสบอลในสนาม มันเป็นความรู้สึกที่เราเข้าใจความต้องการลูกค้าแล้วทำมันออกมาจนสำเร็จ

CUTBOY Shop

ซอยสุขุมวิท 38

www.cutboyknife.com

www.facebook.com/CUTBOY38

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load