วันหนึ่ง คุณจิรณรงค์แห่ง The Cloud ส่งข้อความมาหาผม บอกว่าอยากให้ช่วยไปคุยกับโปรดิวเซอร์และผู้กำกับสเปเชียลเอฟเฟกต์ของ มาสค์ไรเดอร์ หรือ คาเมนไรเดอร์ ให้หน่อย ตอนแรกผมนึกสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมคุณถนัดหมีแกถึงชวนผม แต่มานึกขึ้นได้ว่าหมีรู้ดีว่าผมชื่นชอบเหล่าฮีโร่โทคุซัทสึซีรีส์ (โทคุซัทสึ มีความหมายว่า Live Action) อันเล่าเรื่องของชายใส่หน้ากาก แปลงร่างและขี่มอเตอร์ไซค์ปราบอธรรม ที่เรียกว่า ‘มาสค์ไรเดอร์’ กลุ่มนี้มาก และในวงเล็บว่าชอบเหล่าไรเดอร์จากยุคโชวะ ซึ่งเป็นยุคแรกมากเป็นพิเศษ (ตามประสาคนแก่ ก็ต้องอวดอ้างว่าเป็นยุคคลาสสิกอะไรทำนองนั้น)

สรุปว่าผมเลยตอบตกลงทั้งที่ยังไม่รู้รายละเอียด แค่นึกอยากเอาโปสเตอร์ มาสค์ไรเดอร์อมาซอนส์ หรือ คาเมนไรเดอร์ ที่ผมชื่นชอบมากที่สุดไปขอลายเซ็นก็เท่านั้น

คล้อยหลังจากนั้นไม่กี่วันผมพบกับ ก้อง ทรงกลด ในงานแต่งงาน (ไม่ใช่ทั้งของผม ไม่ใช่ทั้งของก้อง) เราคุยเรื่องนี้กันอีกครั้ง แต่คราวนี้เราใช้คำว่า ‘ไอ้มดเอ็กซ์-ไอ้มดแดง’ แทนคำว่า ‘มาส์คไรเดอร์’ หรือแม้แต่ ‘คาเมนไรเดอร์’ อย่างที่ควรจะเป็น ถ้าคุณอายุอานามใกล้ๆ กับเรา คุณก็คงทราบดีว่าบ้านเราเรียกซีรีส์ชายใส่หน้ากากแปลงร่างชุดนี้ว่าอย่างนี้ ไอ้มดเอ็กซ์-ไอ้มดแดง (เผลอๆ ก็มีไอ้มดเขียวด้วยซ้ำ) มายาวนานแล้วและคงไม่เปลี่ยนง่ายๆ

ผมถามก้องว่า อยากให้คุยประเด็นอะไรเป็นพิเศษ ก้องตอบว่าแล้วแต่พี่เลย ได้ฟังอย่างนี้ผมก็ทั้งรู้สึกสบายใจและหนักใจ

สบายใจเพราะถามอะไรก็ได้ สองบรรณาธิการมอบความไว้วางใจให้ แต่หนักใจก็เพราะสงสัยว่า แล้วจะถามอะไร ที่รับปากไปก็เพราะแค่อยากเอาโปสเตอร์มาส์คไรเดอร์อมาซอนส์ไปขอลายเซ็นตามประสาอดีตยุวชนไรเดอร์ที่ดีของคุณลุง ทาจิบานะ โทเบ เท่านั้นเอง (ทาจิบานา โทเบ เป็นตัวละครที่แสดงโดย โคบายาชิ อะคิจิ ผู้เปรียบเสมือนเพื่อนคู่กายของเหล่าไรเดอร์ยุคแรก)

นับตั้งแต่ที่ อาจารย์โชทาโร อิชิโนโมริ แห่งบริษัท โทเอะ แอนิเมชัน จำกัด สร้าง มาสค์ไรเดอร์ ออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1971 ก็เป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้วที่ มาสค์ไรเดอร์ หรือ คาเมนไรเดอร์ ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่าอย่างไร ก็ครองใจผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งเด็กในร่างผู้ใหญ่ทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในไอคอนหลักของวัฒนธรรมป๊อบร่วมกระแสที่ส่งตรงมาจากเกาะญี่ปุ่น มีอิทธิพล มีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเราที่แทบจะเรียกว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเหล่ามาสค์ไรเดอร์

กว่า 50 ปีที่ มาสค์ไรเดอร์ ครองใจพวกเรา เหล่าฮีโร่ใส่หน้ากากถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แต่ก็มีหยุดไปพักใหญ่ๆ ในตอนที่อาจาย์อิชิโนโมริเสียชีวิต) ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เปลี่ยนผ่านจากรัชศกโชวะ มาเป็นเฮเซ และเรวะในปัจจุบัน นับรวมได้ 36 ตัว เป็น 36 ฮีโร่ในยุคสมัยที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมคือ พวกเขาเหล่าไรเดอร์ล้วนต่อสู้ภายใต้หน้ากาก

‘สิ่งที่อยู่ภายใต้หน้ากาก’ จึงเป็นสิ่งที่ผมจะไปคุยกับเขา รุ่นพี่ยุวชนไรเดอร์แห่งบริษัทโทเอะ แอนิเมชัน จำกัด 2 คน ได้แก่ รุ่นพี่ ชิราคุระ ชินอิจิโร่ โปรดิวเซอร์ ของ มาสค์ไรเดอร์ และรุ่นพี่ บุตสึดะ ฮิโรชิ ผู้กำกับสเปเชียลเอฟเฟกต์ ทั้งคู่ทำงานกับ มาส์คไรเดอร์ มาอย่างยาวนานและได้ร่วมงานกับอาจารย์อิชิโนโมริตั้งแต่ช่วงปลายยุคโชวะ

การต่อสู้เพื่อเอาชนะ ก้าวข้าม และละทิ้งตัวเอง ของ Masked Rider

ในโอกาสที่ทั้งคู่เดินทางมาโปรโมตภาพยนตร์มาสค์ไรเดอร์รอบพิเศษ Build NEW WORLD Masked Rider Grease และ MASKED RIDER ZI-O The Movie : Over Quartzer ผมเลยไปพบกับพวกเขาเพื่อถามว่าอะไรอยู่ใต้หน้ากากเหล่านั้น แม้มีเวลาจำกัด แต่คำตอบที่ผมได้รับนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่คาดหวังไว้มาก ลึกซึ้งเกินกว่าการสร้างฮีโร่ออกมาสู้กับเหล่าร้ายในฐานะซีรีส์ที่มีไว้ให้เด็กดู ลึกซึ้งในระดับที่ไปถึงเรื่องการค้นหาตัวตน ก้าวข้าม และละทิ้งตัวตนเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ ยอมรับว่าระหว่างที่เราคุยกันอยู่ ผมก็เกิดอาการจุกๆ น้ำตารื้นปริ่มอยู่เหมือนกัน

ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาจริงๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่า วันนั้นผมดันลืมเอาโปสเตอร์ มาส์คไรเดอร์อมาซอนส์ ไปด้วย 

การต่อสู้เพื่อเอาชนะ ก้าวข้าม และละทิ้งตัวเอง ของ Masked Rider

คุณชอบมาสค์ไรเดอร์ตัวไหน

ชิราคุระ : ผมเป็นโปรดิวเซอร์ผมก็ต้องชอบไรเดอร์ตัวใหม่สุดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมก็ขอตอบว่าชอบ Zero One

บุตสึดะ : ในฐานะที่ผมทำงานมานาน ผมชอบ Decade เพราะเป็นไรเดอร์ที่ออกมาฉลองตอนครบสิบปีของ มาส์คไรเดอร์ ในยุคเฮเซพอดี และตัวมันเองก็สามารถรวมพลังของไรเดอร์ทั้งสิบตัวก่อนหน้า Decade จึงเป็นไรเดอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น

การทำงานมันทำให้ความชอบ มาสค์ไรเดอร์ ที่เคยดูตอนเป็นเด็กน้อยลงหรือเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

ชิราคุระ : ผมเริ่มทำงานตั้งแต่ มาสค์ไรเดอร์ Shin ซึ่งเป็นยุคปลายโชวะแล้ว ตอนนั้นอาจารย์อิชิโนโมริยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาใครจะทำอะไรถ้าอาจารย์โอเคก็ทำได้ หรือแม้แต่สงสัยอะไรก็ไปถามอาจารย์ได้เลย แต่หลังจากอาจารย์จากไปแล้ว ก็ไม่มีใครให้ถาม ดังนั้นเวลาที่ผมหรือพวกเราสงสัยอะไร เราทำได้แค่กลับไปดูซีรีส์ มาสค์ไรเดอร์ ในยุคโชวะ เพื่อหาว่าสิ่งที่เป็น Essence จริงๆ ของ มาสค์ไรเดอร์ ว่ามันคืออะไร เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าพอมาทำงานแล้วทำให้ความชอบ มาสค์ไรเดอร์ น้อยลงไปไหม คำตอบคือไม่เลย แต่มันกลับทำให้ผมเข้าใจ มาสค์ไรเดอร์ ลึกซึ้งมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

บุตสึดะ : ผมเป็นแฟน มาสค์ไรเดอร์ มาตั้งแต่แรก แต่มาเริ่มทำงานตั้งแต่ มาสค์ไรเดอร์ Black ถ้าคุณลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่า มาสค์ไรเดอร์ ยุคโชวะไม่ค่อยมีใครมีอาวุธหรือใช้อาวุธสักเท่าไหร่ แต่พอเข้าสู่ยุคเฮเซจะเห็นว่า มาสค์ไรเดอร์เริ่มมีอาวุธและองค์ประกอบต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม แถมยังมีการใช้ CG เข้ามาช่วยสร้างภาพตอนเปลี่ยนร่างอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะฉะนั้นเด็กที่โตมากับไรเดอร์ยุคเฮเซเขาก็มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่โตมากับไรเดอร์ยุคโชวะอย่างผม มันก็คิดถึงไรเดอร์ที่เรียบง่ายอยู่เหมือนกัน อยากทำไรเดอร์ที่มัน Simple อีกสักครั้ง ถ้าถามว่าความชอบเปลี่ยนไปบ้างไหม ก็ไม่นะครับ เพราะแต่ละยุคมันก็มีความดีของมัน

Essence ของมาสค์ไรเดอร์ที่ว่า ยังใช่ ‘ชายผู้ใส่หน้ากากขี่มอเตอร์ไซค์ออกปราบอธรรม’ เหมือนเมื่อวันแรกเริ่มสมัยอาจารย์อิชิโนโมริหรือเปล่า

ชิราคุระ : ที่คุณว่ามานั่นไม่ผิดนะครับ นั่นก็เป็นแกนหลักของ มาสค์ไรเดอร์ แต่ในการทำงานของผม ผมก็มีกฎเหล็กสำหรับไรเดอร์ทุกตัวสามข้อ นั่นคือ หนึ่ง ตัวไรเดอร์และศัตรูต้องต่อสู้ด้วยพลังชนิดเดียวกัน

ถ้าคุณยังจำได้มาสค์ไรเดอร์ถูกสร้างขึ้นโดยองค์การช็อคเกอร์และเคยเป็นส่วนหนึ่งขององค์การนี้มาก่อน ดังนั้นไรเดอร์จึงหันมาต่อสู้กับพวกเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ไรเดอร์ทุกตัวเผชิญหน้า นั่นคือการสู้กับสิ่งที่คุณเป็น สอง ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า ‘親殺し’ หรือ ‘Oya-koroshi’ ซึ่งตีความได้ว่าเหนือกว่าหรือเอาชนะพ่อแม่ตัวเอง หมายความว่ามาสค์ไรเดอร์ทุกตัวจะต้องก้าวข้ามหรือเหนือกว่าผู้ให้กำเนิดของตัวเองให้ได้ และสามคือสุดท้ายแล้วไรเดอร์ต้องเสียสละตัวเอง ถ้าดูตามเรื่อง เมื่อมาสค์ไรเดอร์กำจัดวายร้ายจากองค์การช็อคเกอร์ได้หมดแล้ว แต่ยังเหลือช็อคเกอร์ตัวสุดท้ายคือตัวมาสค์ไรเดอร์เอง เพราะฉะนั้นก็ต้องเสียสละตัวเองด้วย นี่คือกฎเหล็กสามข้อที่มาสค์ไรเดอร์ไม่ว่าตัวไหนต้องมีเหมือนกันทั้งหมด

การต่อสู้เพื่อเอาชนะ ก้าวข้าม และละทิ้งตัวเอง ของ Masked Rider

น่าสนใจว่าหลังจากเข้าสู่ยุคเฮเซแล้ว การแปลงร่าง หรือ ‘เฮนชิน’ ของมาสค์ไรเดอร์เริ่มใช้เวลามากขึ้น อาจเพราะมีการนำเทคโนโลยีด้านภาพ สเปเชียลเอฟเฟกต์ที่พัฒนามากขึ้นมาใช้ หรือแม้แต่มีจุดประสงค์เพื่อขายสินค้า พวกเข็มขัด หน้ากาก ของเล่น ฯลฯ ตกลงมันเป็นเพราะอะไรกันแน่

บุตสึดะ : สมัยก่อนฉากแปลงร่างมันเรียบง่ายอย่างที่ว่าจริงๆ นั่นแหละครับ มีแค่เข็มขัดหมุนๆ มีแสง แล้วก็แปลงร่างเรียบร้อย แค่นั้นเด็กๆ ก็อยากได้เข็มขัดมาใส่กันแล้ว แต่หลังจากที่เทคโนโลยี CG หรือสเปเชียลเอฟเฟกต์มันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จะทำแค่นั้นผมก็คิดว่ามันคงไม่พอ อย่างน้อยก็น่าจะใส่เอฟเฟกต์เรื่องเสียงตอนเข็มขัดมันหมุนสักหน่อย แล้วพอเราเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ มันก็พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ของมันเอง เพราะเรากลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราชอบมาสค์ไรเดอร์ คำตอบก็คือเราชอบตอนที่มันแปลงร่าง ดังนั้นการทำให้ช่วงเวลาของการแปลงร่างมันมีลูกเล่นใหม่ๆ เข้ามาเซอร์ไพรส์อยู่เสมอ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ มาสค์ไรเดอร์ ยังสนุกและสดใหม่อยู่

มีความรู้สึกว่านับจาก มาสค์ไรเดอร์ Decade เป็นต้นมา การดีไซน์คาแรกเตอร์ของมาสค์ไรเดอร์มีความเป็นตัวการ์ตูนแฟนตาซีมากขึ้น ลดความเป็นชายผู้สวมเกราะลงไป มันเป็นความตั้งใจหรืออย่างไร

ชิราคุระ : จริงๆ ไม่ได้เริ่มที่ Decade หรอกครับ ผมคิดว่ามันค่อยๆ เปลี่ยนไปตั้งแต่ มาสค์ไรเดอร์ Den-O มากกว่า เหตุผลคือเราเซ็ตให้ตอนที่ Den-O จะแปลงร่าง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ชุดเกราะเท่านั้น แต่นิสัยก็เปลี่ยนตามด้วย ดังนั้นการดีไซน์การแปลงร่างของ Den-O จึงต้องสร้างอิมแพ็คให้ชัดเจน เพราะ Den-O จะทำอะไรที่ในชีวิตปกติไม่ทำก็ได้ เพราะเขาเปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่เราได้ลองทำกับ Den-O แล้ว เรารู้สึกว่ามันสนุก มันทำให้การแปลงร่างดูมีความหมายมากๆ มีความเป็นไปได้เต็มไปหมด จะทำอะไรก็ได้ จะดูเป็นการ์ตูนมากขึ้น แฟนตาซีมากขึ้น หรือข้ามไปยังมิติอื่นก็ได้ ผมคิดว่าทั้งหมดน่าจะได้อิทธิพลมาจากเส้นเรื่องของ Den-O มากกว่าเป็นความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่ง

บุตสึดะ : ตอนเราทำ Den-O เราตั้งใจทำให้การแปลงร่างกลายเป็นฟอร์แมตที่ชัดเจน คือจริงๆ ก่อนหน้ามันก็มีฟอร์แมตอยู่นะครับ แต่ Den-O ทำให้ฟอร์แมตเหล่านั้นเห็นได้ชัดเจนและคนจดจำ ทั้งคำพูดตอนแปลงร่าง ท่าทาง ซึ่งมันเข้าใจง่าย เด็กๆ ทำตามได้ไม่ยาก พอหลังจากนั้น คนดูโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ก็เริ่มคาดหวังว่าปีหน้ามาสค์ไรเดอร์ตัวต่อไปจะพูดว่าอะไร ทำท่าอะไร มันเป็นการรอคอยที่สนุกสำหรับพวกเขา เป็นความคาดหวังที่เราต้องรับมันมา ผมคิดว่ามันคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ยากแล้วล่ะ เพราะผู้ชมคาดหวังกิมมิกต่างๆ เหล่านี้

การต่อสู้เพื่อเอาชนะ ก้าวข้าม และละทิ้งตัวเอง ของ Masked Rider

เป็นที่รู้กันดีว่ามาสค์ไรเดอร์ยุคโชวะซึ่งเป็นยุคคลาสสิกนั้น พัฒนาและออกแบบมาจากแมลงและสัตว์ต่างๆ อาทิ ตั๊กแตน กิ้งก่า ปลาปิรันยา ผึ้ง ด้วง แมลงปอ ฯลฯ แต่นับตั้งแต่ยุคเฮเซเรื่อยมาจนถึงยุคเรวะ มาสค์ไรเดอร์พัฒนาคอนเซปต์จากสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ใช่แมลง เช่น พ่อมด รถยนต์ กระสวยอวกาศ ผลไม้ เดินทางกลับมาจากความตาย หรือแม้แต่คาแรกเตอร์แบบ SD (Super Deformed) หลักคิดในการพัฒนาคอนเซปต์ให้กลายมาเป็นมาสค์ไรเดอร์ยุคหลังโชวะนี้คืออะไร

ชิราคุระ : ขอเล่าให้ฟังก่อนว่า ที่อาจารย์อิชิโนโมริออกแบบมาสค์ไรเดอร์ขึ้นมาจากแมลงต่างๆ ก็เพราะอยากให้เด็กๆ ได้ประหลาดใจกัน เพราะถ้าไปถามเด็กว่าชอบสัตว์อะไร คำตอบส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นสิงโต สุนัข ยีราฟ หมี อะไรแบบนี้ แต่ถ้ามีฮีโร่ที่มาจากแมลงปอ ฮีโร่ที่เป็นกิ้งก่าผสมกับปลาปิรันยา เด็กๆ ก็จะเซอร์ไพรส์ โอเค ด้วงสำหรับ มาสค์ไรเดอร์ Stronger นั้นอาจจะไม่เซอร์ไพรส์มาก เพราะเด็กๆ ก็ชอบด้วงกันไม่ใช่น้อย แต่หลักคิดก็คือการทำให้ผู้ชมได้ประหลาดใจกับที่มาหรือคอนเซปต์ของไรเดอร์ที่ผิดคาดหรือเดาไม่ได้

บุตสึดะ : การคาดเดาไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ของ มาสค์ไรเดอร์ ก็จริง แต่อย่างหนึ่งที่ผมบอกคุณได้นั่นคือ มาสค์ไรเดอร์ Zero One ซึ่งเป็นตัวแรกในยุคเรวะ จะมี Motif Elements ที่พาคุณกลับไปหาตั๊กแตนตัวเดิม ซึ่งผมคงบอกได้แค่นี้ ที่เหลือยังอุบไว้ก่อน

3 ปีที่แล้ว มีการรีบูตมาสค์ไรเดอร์จากยุคโชวะตัวหนึ่ง ซึ่งได้รับการยกย่องกันว่าเป็นผลงานการออกแบบที่คลาสสิกมากตัวหนึ่งของอาจารย์อิชิโนโมรินั่นคือ มาสค์ไรเดอร์ อมาซอนส์ ให้ออกมาเป็นซีรีส์ที่เข้มข้น มีความเป็นผู้ใหญ่ และก้าวข้ามไปเล่าเรื่องซอมบี้ได้อย่างน่าสนใจ แถมยังรีดีไซน์ตัว อมาซอนส์ ไรเดอร์ ได้แบบที่แฟนรุ่นเก่าไม่ข้ดข้องหรือทักท้วง ตัวซีรีส์ก็ได้รับความนิยมพอสมควรถึงขนาดสร้างได้ 2 ซีซั่น ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ที่มาของซีรีส์ชุดนี้เกิดจากอะไร เป็นความพยายามในการรักษาฐานแฟน มาสค์ไรเดอร์ รุ่นแรกหรือเปล่า

ชิราคุระ : เหตุผลแรกที่เรารีบูต มาสค์ไรเดอร์ อมาซอนส์ ก็คือ เรารู้กันดีว่า มาสค์ไรเดอร์ อายุจะครบห้าสิบปีอยู่แล้ว แฟนๆ รุ่นแรกก็แก่ขึ้นตามลำดับ พวกเขาคงไม่สนุกสนานไปกับไรเดอร์รุ่นใหม่ๆ เราจึงอยากให้แฟนๆ ยุคเก่ายังสนุกไปกับเราได้ ส่วนเหตุผลต่อมาก็คือ เราเคยย้อนกลับไปดูไรเดอร์รุ่นแรกๆ กัน แล้วเราก็พบว่าทุกตัวมีการออกแบบที่น่าทึ่งและคลาสสิกไร้กาลเวลา โดยเฉพาะ อมาซอนส์ Rider Man และ V3 เราก็อยากให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดไม่ทันได้สัมผัสกับงานออกแบบอันสุดยอดของอาจารย์อิชิโนโมริด้วยเหมือนกัน นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจทำซีรีส์ อมาซอนส์ และก็ยังมีเหตุผลส่วนตัวของเราสองคนอีก นั่นคือเราคิดถึง มาสค์ไรเดอร์ ในยุคนั้น อยากทำงานกับไรเดอร์ในยุคนั้น ในอนาคตก็อาจจะมีการสร้าง มาสค์ไรเดอร์ ซีรีส์ที่สื่อสารกับแฟนๆ ยุคแรกอีก แต่คงไม่ใช่การรีบูต Stronger หรือตัวอื่นอีกแล้ว คงต้องรอดูกันต่อไป

การต่อสู้เพื่อเอาชนะ ก้าวข้าม และละทิ้งตัวเอง ของ Masked Rider

โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งความหลากหลาย ผู้คนร่วมสมัยให้ความสำคัญกับความหลากหลายมากขึ้น ทั้งเรื่องสิทธิความเท่าเทียม LGBT ในฐานะผู้ผลิตซีรีส์สำหรับคนร่วมสมัย เป็นไปได้ไหมที่วันหนึ่ง มาสค์ไรเดอร์ จะมีไรเดอร์ที่เป็นหญิง เป็นเกย์ เลสเบี้ยน หรือแม้แต่ลดความเป็นซีรีส์ของผู้ชายให้น้อยลง

ชิราคุระ : แต่ถ้าพูดถึงใน มาสค์ไรเดอร์ เราเคยมีไรเดอร์ที่เป็นผู้หญิงอยู่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับความนิยม ซึ่งเราก็เสียใจนะที่มันไม่ดัง และกลายเป็นความหลังอันเจ็บปวดของพวกเราเลย หลายคนก็ไม่อยากไปรื้อฟื้นอีก แต่การเพิ่มบทบาทของผู้หญิงหรือแม้แต่เพศทางเลือก เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาก ซึ่งในอนาคตเราก็จะพยายามนำเสนอออกมา แต่คงแยก Segment ออกไปเลย เป็น มาสค์ไรเดอร์ ที่เป็นผู้หญิงหรือเพศอื่นๆ ไปอีกชุดหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวข้อง มาส์คไรเดอร์ เดิมอีก ผมอยากเห็นนะ คิดว่าคงต้องทำ แม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะเวลาเราไปฉายต่างประเทศ ในบางประเทศก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องนี้อยู่

ความท้าทายของการสร้าง มาสค์ไรเดอร์ ในอนาคตคืออะไร จะรักษาความนิยมที่สร้างมากว่า 50 ปีให้สืบต่อไปได้ยังไง

ชิราคุระ : คุณอาจคิดว่าซีรีส์ มาสค์ไรเดอร์ ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ยากสำหรับพวกเราก็คือ เวลาเห็นงานที่เราทำมันประสบความสำเร็จ ต่อให้เราอยากสานต่อมันมากสักแค่ไหน เพราะรู้ว่าทำแล้วเวิร์กแน่ๆ เราก็ต้องทิ้งมันไป อย่าง มาสค์ไรเดอร์ Fourze มันประสบความสำเร็จ คนชอบ เราก็ดีใจ แต่เมื่อถึงเวลาที่ไรเดอร์ตัวใหม่จะต้องมา เราก็ต้องทิ้ง Fourze ไปให้ได้ ต้องไม่ยึดติดกับมัน แล้วหาสิ่งใหม่มาแทนที่ เอกลักษณ์ของ มาสค์ไรเดอร์ คือความแปลกใหม่คาดเดาไม่ได้ คุณอย่าลืมเรื่องนี้ ดังนั้นความยากและท้าทายก็คือเราจะนำเสนอไรเดอร์ในรูปแบบไหน ทำยังไงให้คุณชอบมันให้ได้ โดยที่คุณเองก็ไม่อาลัยอาวรณ์กับไรเดอร์เก่าๆ

บุตสึดะ : สำหรับผม ความยากมันในการทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่าง ๆ อยู่ที่มันเป็นซีรีส์รายสัปดาห์ มันมีข้อจำกัดในการจัดการงบประมาณต่างๆ โดยเฉพาะการแปลงร่าง การต่อสู้ ซึ่งการใช้ CG มันถูกกว่า แต่ไม่มีเสน่ห์เลย ดังนั้นความฝันของผมคืออยากทำให้ฉากแปลงร่างหรือฉากต่อสู้ต่างๆ เป็น Live Action มากขึ้น ลดการใช้ CG ให้น้อยลง ใช้เอฟเฟกต์เท่าที่จำเป็น เพื่อให้มันมีรสชาติขึ้น ทำให้มันเป็นมนุษย์มากขึ้น เช่นมาถ่ายฉากแปลงร่างที่ไทย แล้วกลับไปทำ CG ที่ญี่ปุ่น แต่รู้ไหมว่าทำแบบนั้นใช้เงินเท่าไหร่ และจะออกอากาศทันทุกสัปดาห์ไหมก็ไม่รู้

การต่อสู้เพื่อเอาชนะ ก้าวข้าม และละทิ้งตัวเอง ของ Masked Rider

สุดท้าย คุณชอบท่าเฮนชิน (ท่าแปลงร่าง) ของใคร

ชิราคุระ : หมายเลขสองครับ มันเร็วดี คุณรู้หรือเปล่าว่าหมายเลขสองป็นไรเดอร์ตัวแรกที่มีท่าแปลงร่าง หมายเลขหนึ่งมาก่อนก็จริงแต่ตอนแรกยังไม่มีท่าแปลงร่าง ทีนี้พอคนชอบ หมายเลขหนึ่งก็เลยต้องมีท่าแปลงร่างที่ใช้เวลานานกว่าหมายเลขสอง

บุตสึดะ : ผมชอบของ V3 เพราะมันรวมความเท่ของหมายเลขหนึ่งและสองไว้ด้วยกัน เท่ที่สุดแล้ว

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load