ฉัย.. ฉัย.. (Chai Chai)

เสียงตะโกนของชัยวลาห์ (Chai Wallah) ที่ในภาษาฮินดีแปลว่าคนขายชาหรือคนต้มชา ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากหัวขบวนไปท้ายขบวนรถไฟ มันคือหนึ่งในเสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟในประเทศอินเดียซึ่งไม่เหมือนที่ไหนในโลก ชอบที่สุดก็ตรงเวลาตื่นเช้ามา จะมีแสงแดดอมส้มของวันใหม่ลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง เพื่อส่งสัญญาณว่าเช้าอีกวันของการผจญภัยในประเทศที่ผู้คนเหนือความคาดเดาได้เริ่มขึ้นแล้ว 

กระทั่งเมื่อรถไฟหยุดจอดที่ชานชาลา ณ สถานีระหว่างทางแห่งใดแห่งหนึ่ง ชัยวลาห์อีกคนพร้อมด้วยอุปกรณ์ขายชาเครื่องเทศที่นั่งๆ นอนๆ รออยู่ที่พื้นชานชาลาของสถานีระหว่างทางมานานแล้ว ก็จะก้าวเท้าขึ้นมาบนขบวนรถไฟที่กำลังหยุดจอดอย่างเร่งรีบ เพราะเขามีเวลาเดินขายชาเพียง 10 นาทีเท่านั้น และต้องพาตัวเองออกไปจากรถไฟให้ทันก่อนที่รถไฟจะออกตัวอีกครั้ง เขาส่งเสียงตะโกนแบบเดียวกับชัยวลาห์คนก่อนหน้าที่เพิ่งเดินลงจากรถไฟไป

 ฉัย.. ฉัย..

มันคือเสียงสววรค์ของบรรยากาศการดื่มชาบนรถไฟที่บอกว่าการเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

เมล็ดชาจีนข้ามแดนในลังไม้กับการทดลองปลูกชาบนเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย

ประวัติศาสตร์ชาอินเดียเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งในเวลานั้นอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หรือที่เรียกกันว่ายุคบริติชราช ซึ่งก่อนหน้าในสมัยนั้น อังกฤษได้จัดตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) ขึ้นมา เพื่อทำธุรกิจการค้ากับดินแดนต่างๆ ในทวีปเอเชีย 

ขณะที่อังกฤษทำการค้ากับประเทศจีน อังกฤษมีโอกาสได้ทดลองชาจีนหลายชนิดที่บรรจุใส่ลังไม้ และขนส่งเข้ามายังประเทศอินเดีย จนถึงจุดหนึ่ง อังกฤษก็เริ่มมีความต้องการที่จะพัฒนาคุณภาพชาจีนที่ตัวเองได้ทดลองชิมให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นไปอีก อังกฤษเลยวางแผนว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมเราไม่เอาชาจีนเข้ามาปลูกที่อินเดียล่ะ เพราะอุณหภูมิและลักษณะภูมิประเทศของอินเดียในบางภูมิภาคเองก็เหมาะกับการปลูกชา 

คิดได้แบบนั้น อังกฤษเลยสั่งนำเข้าเมล็ดชามาจากประเทศจีน เพื่อทดลองปลูกตามไหล่เทือกเขาหิมาลัย ทั้งที่เมืองดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) ในรัฐเบงกอลตะวันตกและทางรัฐอัสสัม ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย 

ปรากฏว่าการทดลองปลูกเมล็ดชาจีนที่อังกฤษสั่งนำเข้ามานั้นได้ผลดีเกินคาด อังกฤษเลยคิดขยายโครงการปลูกชาเป็นเรื่องเป็นราว ขณะที่ทางจีนเองก็ยกเลิกการส่งเมล็ดชาให้อังกฤษทันที เพราะกลัวว่าอังกฤษจะมาแย่งตลาด

จากวันนั้นมา อังกฤษเลยต้องทำงานอย่างหนักในการพัฒนาสายพันธุ์ชาจากประเทศจีนที่ตัวเองพอมีอยู่บ้างแล้ว รวมไปถึงการพัฒนาสายพันธุ์ชาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในอาณาเขตพื้นที่ใกล้กับชายแดนเนปาล

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

Masala Chai สูตรลับชาเครื่องเทศจากครัวมหาราชา สู่เสน่ห์มัดใจบ้านๆ ในหม้อต้มชาของสามัญชน

มั่นใจว่าใครก็ตามที่เคยไปอินเดีย จะต้องมีสักครั้งล่ะ ที่คุณเคยเอาตัวเองเข้าไปนั่งอยู่ในบรรยากาศของการดื่มชาเครื่องเทศจากรถเข็นขายชาตามข้างทาง ซึ่งขณะยกแก้วชาขึ้นดื่มนั้น คุณก็อาจนึกลังเลในความไม่ถูกสุขลักษณะในกรรมวิธีการปรุงชาของคนขายชาเครื่องเทศ ที่กำลังกวักน้ำประปาสีขุ่นจากกะละมังใบเดิมและใบเดียวที่มีอยู่ทั้งร้าน ขึ้นมาล้างแก้วหลายสิบใบที่แช่รวมกันไว้ โดยไม่คิดจะใช้น้ำยาล้างแก้วอยู่บ้าง 

แต่ขณะเดียวกัน เสน่ห์ในวิถีชีวิตตามท้องถนนของประเทศอินเดีย กลิ่นหอมจากเครื่องเทศที่ลอยขึ้นมาแตะจมูก เสียงบีบแตรของรถยนต์ รถสามล้อ รถประจำทางตามท้องถนน ที่แม้คนขับจะต่างชั้นวรรณะ แต่นิสัยที่ทุกคนเป็นเหมือนกัน คือการบีบแตรต่อเนื่องยาวนานหลายนาทีด้วยความเคยชิน มันคือสัญชาตญาณการบีบแตรที่อยู่ในสายเลือด! และบทสนทนาระหว่างนักเดินทางจากทั่วโลกที่กำลังนั่งดื่มชาร่วมกัน ก็สะกดคุณไว้เสียจนคุณมองข้ามรายละเอียดของความไม่ถูกสุขลักษณะเหล่านั้นไปได้

ชาเครื่องเทศในอินเดียนั้น ไปนั่งกิน 10 ที่ รสชาติก็ไม่เหมือนกันสักที่ แถมสูตรการต้มชาเครื่องเทศของชัยวลาห์แต่ละคนยังเป็นความลับขั้นสุดยอดที่เขาไม่ค่อยเปิดเผยให้ใครรู้กัน เวลาไปถาม เขาก็จะบอกแค่ส่วนผสมหลักๆ แต่ไอ้เคล็ดลับเฉพาะตัวเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก สูตรใครก็สูตรมัน

จากประสบการณ์การนั่งดื่มชาเครื่องเทศบนถนนหลายๆ สายในอินเดีย ซึ่งเจ้าที่ฉันชอบที่สุดอยู่ที่ตลาดนัดในเมืองไจปูร์ (Jaipur) ฉันพบว่าสิ่งที่นักเดินทางจำนวนมากคิดตรงกันในเรื่องของวัฒนธรรมการดื่มชาเครื่องเทศ อันนอกจากความรื่นรมย์ที่ได้จากรสชาติชา และบรรยากาศตรงหน้าที่วัวสามสี่ตัวและรถยนต์กำลังเบียดตัวแย่งพื้นที่กันอยู่บนท้องถนน ส่วนสัญญาณจราจรที่ติดตั้งไว้ก็มีไว้เป็นพร็อพเฉยๆ โดยที่น้อยคนจะปฏิบัติตาม วิถีการนั่งดื่มชาตามข้างทางในอินเดียเองยังช่วยละลายพฤติกรรมความคาดหวังในความสะดวกสบายของการใช้ชีวิต มันทำให้เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

วัฒนธรรมการดื่มชาใส่เครื่องเทศในประเทศอินเดียเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อ 5,000 ปีก่อน โดยมหาราชาได้สั่งให้พ่อครัวไปคิดค้นสูตรการปรุงชาอายุรเวทที่ต้องมีส่วนผสมของชาดำและเครื่องเทศ เพื่อใช้เป็นยาสมุนไพรในการทำความสะอาดลำไส้และระบบทางเดินอาหารภายในร่างกาย 

พอได้โจทย์มา พ่อครัวหนวดงามก็ลองผิดลองถูกต้มชาทิ้งไปหลายหม้อ จนค้นพบสูตรลับชาอายุรเวทที่มีส่วนผสมของชาดำ นมวัว กานพลู ลูกจันทน์เทศ และกระวานเทศ กลายมาเป็นชาเครื่องเทศถ้วยโปรดของมหาราชา มหาราชาได้กำชับกับพ่อครัวว่า ห้ามแพร่งพรายสูตรลับชาอายุรเวทนี้ออกไปให้คนภายนอกรู้เด็ดขาด 

แต่ก็นะ ความลับไม่มีในโลก วันดีคืนดี สูตรการต้มชาก็หลุดออกไปถึงหูของกลุ่มวรรณะชั้นสูงและนักการเมือง แพร่สะพัดต่อไปยังสามัญชนตามบ้านเรือน นำไปสู่สูตรลับการปรุงชาจากครัวของมหาราชาที่ถูกพลิกแพลง และต่อยอดให้เป็นสูตรพิเศษในการปรุงชาเครื่องเทศของครอบครัวชาวอินเดียที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ บางบ้านใส่สมุนไพรและเครื่องเทศเป็นสิบๆ ชนิดเลยก็มี บางบ้านเลือกใส่แค่ไม่กี่อย่าง แต่พอต้มออกมาแล้ว เฮ้ย มันใช่เลย!

เทคนิคสำคัญในการต้มชาเครื่องเทศ คือระยะเวลาการต้มที่ทำให้ชาเครื่องเทศ ซึ่งแม้จะใช้ส่วนผสมเดียวกัน แต่ก็กลับได้รสชาติ ความเข้มข้นที่ไม่เหมือนกัน รวมไปถึงการเลือกใส่ส่วนผสมใดก่อนหลังในการต้มก็มีผลกับรสชาติเช่นกัน ส่วนวัฒนธรรมการดื่มชาเครื่องเทศในแต่ละภาคของอินเดียนั้นไม่เหมือนกันเลย 

อย่างภาคเหนือกับภาคใต้นี่เห็นความต่างชัดเจน คนอินเดียทางภาคใต้จะนิยมดื่มกาแฟมากกว่าชา กาแฟที่ดื่มจะเป็นกาแฟฟิลเตอร์ (กาแฟแบบมีตัวกรอง) เน้นกาแฟเข้ม ใส่นมเยอะๆ

ส่วนถ้าเป็นชาเครื่องเทศใส่นม เขาจะเน้นชาดำที่มีกลิ่นหอมอะโรมา ต้มผสมกระวาน นม และน้ำตาล ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ดูจะไม่ได้หวือหวาอะไรเลย เมื่อเทียบกับการปรุงชาเครื่องเทศของคนอินเดียทางภาคเหนือ ที่ในชาหนึ่งถ้วยนั้นจะประกอบด้วยส่วนผสมหลักๆ คือชาดำ นม (มีทั้งนมวัวและนมแพะ) ขิงสด กระวานเทศ อบเชย กานพลู และพริกไทยดำ บางสูตรยังใส่ตะไคร้ ดอกจันทน์เทศ ลูกจันทน์ และหญ้าฝรั่นด้วย

นิสัยการดื่มชาเครื่องเทศของคนอินเดีย ต้องเรียกว่ากินกันแทนน้ำ อย่างน้อยต้องมี 2 แก้วต่อวัน หรือเวลาถ้ามีคนมาหาที่บ้าน เจ้าของบ้านก็จะเตรียมชาเครื่องเทศไว้รับรองตามธรรมเนียม 

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

ชัยวลาห์ คนขายชาเครื่องเทศ ที่มากับเสียงตะโกน ‘ฉัย ฉัย’

นอกจากการตกแต่งรถเข็นขายชาและดิสเพลย์ของร้านขายชาตามข้างทาง หน้าสถานีรถไฟ ในโรงแรมห้าดาว หรือแม้แต่ปากทางเข้าอาศรมให้น่าสนใจ ซึ่งถือเป็นแรงดึงดูดหนึ่งในการเรียกลูกค้าแล้ว ภาชนะที่ใช้ในการต้มชาและบรรจุชายังมีส่วนสำคัญที่ทำให้บุคลิกของร้านขายชาแต่ละร้านมีความต่างกัน 

ถ้าเป็นยุคของมหาราชา เขาจะใช้แก้วและหม้อต้มทองเหลือง ที่หากมีใครแอบใส่ยาพิษไว้ผิวของทองเหลืองที่เคลือบไว้จะฟ้องทันทีด้วยการเปลี่ยนเป็นสีดำ ทุกวันนี้ นอกจากแก้วใส่ชาเครื่องเทศที่ทำจากวัสดุแก้วแล้ว บางร้านยังใช้ถ้วยใบจิ๋วหน้าตาน่ารักที่ทำมาจากดินเผา

บางครั้งเวลาไปชื้อชาเครื่องเทศตามร้านเล็กๆ ในชนบทของอินเดีย ฉันก็มักจะขอซื้อถ้วยดินเผาจากเจ้าของร้านมาเก็บเอาไว้ ส่วนพระเอกผู้ดำเนินเรื่องของชาเครื่องเทศแก้วนั้นๆ ฉันขอยกให้กับชัยวลาห์ หรือคนขายชา

ชัย (Chai) แปลว่า ชา 

วลาห์ (Wallah) แปลว่า คนขาย หรือคนต้มชา

ชัยวลาห์มี 2 แบบ แบบแรกคือ คนขายชาเครื่องเทศที่มักสวมรองเท้าแตะคีบ เดินถือกาชาอะลูมิเนียมออกมาจากบ้านมาตั้งแต่เช้ามืด พร้อมถ้วยพลาสติกหรือถ้วยกระดาษหลายสิบใบ เพื่อไปซื้อชาเครื่องเทศที่ต้มแล้วจากร้านต้มชารายใหญ่ตามแหล่งชุมชน นำไปเดินขายต่อในพื้นที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวร้าน พอขายหมดเมื่อไหร่ เขาก็จะวิ่งกลับไปเติมชาที่ร้านเดิม ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ทั้งวัน

แบบที่สองคือ ชัยวลาห์ที่ทำหน้าที่ยืนต้มชาเพียงอย่างเดียว ชัยวลาห์กลุ่มนี้จะมีรถเข็นสี่ล้อหรือร้านขายชาเครื่องเทศขนาดเล็กตั้งอยู่ตามแหล่งชุมชน เพื่อขายชาให้ลูกค้าทั่วไป รวมทั้งขายให้ชัยวลาห์ที่มาซื้อไปขายต่อ

ขณะที่ในเมืองใหญ่ๆ ของอินเดียจะมีธุรกิจร้านต้มชาเครื่องเทศขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการต้มชา ใช้คนทำงานหลายสิบคนในครัวขนาดกลาง ทุกวัน จะมีรถขนส่งจากร้านขายชาขนาดเล็กมารับชาจากที่นี่ไปขายต่อ วันละหลายถัง

ไม่ว่าจะชัยวลาห์รูปแบบไหนก็ตาม สิ่งที่ชัยวลาห์ทุกคนเหมือนกัน คือพวกเขาทำมาหากินด้วยอาชีพหลักอาชีพเดียว คือการขายชาเครื่องเทศ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับชาเครื่องเทศตั้งแต่ตี 4 ไปจนหลังพระอาทิตย์ตก ฉะนั้น ชัยวลาห์ผู้ต้มชาแต่ละเจ้าจะมีสูตรพิเศษในการต้มชาเครื่องเทศที่ไม่เหมือนใคร มันคือจุดขายในรสชาติที่จะดึงดูดลูกค้าให้อยู่กับเขาไปได้ตลอด 

ขณะที่ชัยวลาห์ซึ่งเป็นคนเดินออกไปขายก็ต้องรู้จักครีเอตลีลาในการนำเสนอ ไม่ว่าจะลูกคอและน้ำเสียงที่ใช้ตะโกนเรียกลูกค้า “ฉัย.. ฉัย..” หรือการที่ชัยวลาห์บางคนใช้วิธีเทชาเสิร์ฟลูกค้าด้วยระดับการเทที่อยู่สูงเหนือศีรษะ คล้ายๆ กับท่าทางของการชงชาชัก ถามว่าลีลาเหล่านี้มันทำให้ชาอร่อยขึ้นไหม เปล่าเลย แต่มันเป็นวิธีที่แขกใช้เรียกแขก ซึ่งก็ดูจะได้ผลดีเสียด้วย เทหกเทพลาด ลูกค้าก็หัวเราะชอบใจกัน

3 ร้านชาเครื่องเทศต่างบุคลิกในกรุงเทพฯ และการตีความหมายของวัฒนธรรมการดื่มชาที่ไม่เหมือนกัน

 ไม่ว่าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม การดื่มชาเครื่องเทศมักทำให้ฉันคิดถึงอินเดียเสมอ คิดถึงบทสนทนากับคนแปลกหน้าระหว่างทาง ที่แม้เราจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เสื้อผ้าที่เลือกใส่ไม่เหมือนกัน หนังสือที่หยิบอ่านก็คนละแนว ความต่างของอายุก็มีตั้งแต่รุ่นลูกไปจนรุ่นปู่ย่า อาชีพที่ทำก็ต่างกัน บางคนเป็นนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์แฟชั่น ขณะที่อีกคนซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะคือศิลปินตกอับที่กำลังถามตัวเองว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต

แต่ความมหัศจรรย์คือ ในช่วงเวลาของการนั่งดื่มชาเครื่องเทศบนโต๊ะน้ำชาเดียวกันในอินเดียนั้น ชาเครื่องเทศกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนนั่งคุยกันอย่างเข้าใจ และเปิดใจได้โดยไม่มีกำแพง

ก็อย่างที่ฉันบอกในช่วงต้นล่ะ บรรยากาศของการดื่มชาเครื่องเทศมันช่วยละลายพฤติกรรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คุณสมบัติของชาเครื่องเทศที่มักจะทำให้ฉันเผลอดื่มจนหมดกา คือมวลต้องแน่น สีต้องเข้ม ความเผ็ดร้อนในรสชาติเองก็นำมาซึ่งความรู้สึกของคำว่า ‘เดาทางยาก’ ก็เหมือนกับการคบหาใครสักคนล่ะ ความแปรปรวน ความพลุ่งพล่าน ในอารมณ์และจิตใจที่ใครคนนั้นส่งมาหาเรา ซึ่งเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุด เปรียบได้กับส่วนผสมของเครื่องเทศที่อยู่ในชานมหนึ่งแก้วที่ให้คุณสมบัติเผ็ดร้อน จนเราเกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชาแก้วนี้กันแน่ ในความเข้มข้นและเผ็ดร้อนที่เกิดขึ้นนั้น มันต้องผ่านอะไรมาบ้างในกระบวนการการต้ม

It’s Happened to be A Fox Princess and A Spider

 นมัสเตเพื่อนเก่า ชาเครื่องเทศของนักเดินทาง คนกินเครื่องเทศเป็นคนน่ารัก
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

ฉันรู้จักพี่แจะ ดีไซเนอร์และเจ้าของร้าน It’s Happened to be A Closet มาหลายปี ตั้งแต่สาขาแรกที่สยามสแควร์ ผ่านมา 20 ปีจนวันนี้กับสาขาใหม่ล่าสุดในรูปแบบของร้านอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ It’s Happened to be A Fox Princess and A Spider บนชั้น 4 เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว 

ส่วนสาขาที่ฉันชอบไปนั่งดื่มชาเครื่องเทศที่สุด คือร้านจิ๋วๆ ขนาดหนึ่งห้องแถวที่ท่าเตียน A pink Rabbit+bob ซึ่งเน้นขายเครื่องดื่มกับเค้กเป็นหลัก และมีอาหารจานด่วนผสมด้วยเครื่องเทศที่ฉันติดใจมากคือ Masala Lamb อยู่ในเมนูด้วย

เวลานักท่องเที่ยวในย่านเมืองเก่าไปกินร้านนี้ พอเห็นเมนูอะไรก็ตามที่มีคำว่า Masala พวกเขาจะสั่งทันที เพราะสำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แล้ว อาหารที่ผสมด้วยเครื่องเทศเป็นอาหารที่เข้าถึงง่าย กลิ่นเครื่องเทศคือกลิ่นของการเดินทาง มันคือเรื่องราวของประวัติศาสตร์

“สังเกตสิ ร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนที่ชอบกินเครื่องเทศเป็นคนน่ารัก เป็นคนโอเพ่น”

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

จริง ฉันเห็นด้วยกับพี่แจะ ฉันเองก็สังเกตมาหลายทีแล้วว่าคนชอบเครื่องเทศจะเป็นคนเปิดกว้าง ชอบเรียนรู้ ชอบค้นหาประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะต้องแลกมาด้วยความสะดวกสบายหรือความยากลำบากก็ตาม

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

พี่แจะเป็นดีไซเนอร์ที่รักการกินและการเดินทาง ประเทศอะไรที่เป็นแขกๆ นี่พี่แจะจะอินมาก เมื่อไหร่มีเวลา พี่แจะจะต้องหาโอกาสให้ตัวเองได้ไปเดินทาง เพราะการเดินทางไม่ใช่แค่เรื่องของประสบการณ์หรือการเติมพลังให้กับชีวิต 

แต่ในมุมของดีไซเนอร์ที่ทำเรื่องของการออกแบบเสื้อผ้า ทุกเส้นทางในช่วงระหว่างการเดินทางยังเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และสิ่งที่ตามมาแน่ๆ คือเรื่องของการกิน มันคือการตระเวนกินอย่างจริงจังจนได้พบความลับที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ

การเดินทางในประเทศอินเดียเองก็ทำให้พี่แจะรู้จักกับชาเครื่องเทศบ้านๆ ที่ต้มกันอยู่ตามข้างทาง สำหรับพี่แจะ ชาเครื่องเทศคือ ‘เพื่อนเก่า’ และคนที่จะมีโอกาสได้เจอเพื่อนเก่าที่ชื่อ Masala ก็มักจะเป็นคนน่ารัก

“พี่ชอบหนัง The Lunchbox มากเลย ตอนดูก็คิดไปว่าตัวเองเป็นนางเอกในเรื่อง นั่งดูไปก็สังเกตว่าอาหารอินเดียมันก็ไม่น่าจะทำยากนะ เพราะดูวิถีชาวบ้านที่อินเดียสิ มีแค่เตาเล็กๆ ก๊อกแก๊ก กับเครื่องเทศสักสิบยี่สิบอย่าง เขาก็ทำอาหารได้แล้ว พี่เลยตามหาเชฟที่เป็นคนอินเดียจริงๆ มาสอนเราทำจริงจัง”

อุ๊ย นี่ฉันหลงคิดมาตั้งนานว่าฉันเป็นคนเดียวที่ดูหนัง The Lunchbox แล้วมักจินตนาการไปว่าตัวเองเป็นนางเอก

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

“พี่ทำอาหารอิตาเลียนขายอยู่แล้ว ส่วนอาหารไทย จะหากินที่ไหนก็มีให้เลือกเยอะไปหมด พอเวลาจะมีปาร์ตี้ที่เพื่อนมาบ้าน พี่ก็เลยไม่เคยเสิร์ฟอาหารฝรั่งหรืออาหารไทยเลย แต่จะเสิร์ฟอาหารอินเดีย เอาเชฟอินเดียมาทำที่บ้าน พี่ถึงขั้นซื้อเตาใหญ่ที่ใช้ทำโรตีมาไว้ที่บ้านจริงจังเลยนะ 

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ติดไฟทำโรตี ไฟแทบไหม้บ้าน และด้วยความที่เราเป็นคนชอบชาเครื่องเทศ ก็เลยให้เชฟคนนี้เป็นคนจัดการเรื่องส่วนผสม แต่เราเป็นคนปรับรสชาติ มันคือ Collaboration ระหว่างเรากับเชฟ จนทำให้เราได้เจอรสชาติของเพื่อนเก่าในแบบของเรา 

“พี่เป็นคนไม่กินเครื่องดื่มเย็น เป็นคนที่ยิ่งร้อนยิ่งกินเครื่องดื่มร้อน เครื่องดื่มร้อนในแบบเราจะต้องออกแนว Conservative เราชอบของออริจินอล ไม่ชอบความฟิวชันที่บางทีมันทำให้อาหารกลายเป็นความ Confusion อยากกินแกงเขียวหวานต้องได้กินแกงเขียวหวาน อยากกินชาเครื่องเทศต้องได้กินเครื่องเทศแบบเน้นๆ ไม่ต้องมาผสมอะไรพิสดาร”

ชาเครื่องเทศของ It’s Happened to be A Fox Princess and A Spider มีความหนักในรสชาติเครื่องเทศ ความเผ็ดร้อนมาจากขิงสดเป็นตัวนำ โดยการต้มชาหนึ่งหม้อจะผสมด้วยชาดำ นม เครื่องเทศ รวมแบบป่น เมล็ดกระวาน ขิงสด 35 กรัมนำมาทุบ โดยระยะเวลาการต้มจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 6 นาที

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

“ชามันมีช่วง Blooming ของมันได้แค่ห้านาทีเท่านั้นล่ะ ต้มนานกว่านี้มันจะด้าน รสชาติมันจะแก่และขม เกินจุดของความอร่อย”

นอกจากรสชาติชาแล้ว วิธีการนำเสนอเองก็สำคัญ เวลาจะเปิดร้านสาขาใหม่ที่มีชาเครื่องเทศอยู่ในเมนู ภารกิจแรกที่พี่แจะจะต้องทำ คือการตามหากาทองเหลืองต่างรูปทรงและขนาดมาเตรียมไว้ให้พร้อม 

พี่แจะว่า แม้ชาอินเดียจะไม่ใช่เมนูไฮไลต์สำหรับลูกค้าทั่วไปเท่ากับชาฝรั่งเศส แต่ยังไงพรีเซนเทชันก็ยังต้องมีความสำคัญ พอได้กาทองเหลืองมา พี่แจะจะเอาไปจัดเรียงไว้ให้เห็นตั้งแต่หน้าร้าน มันเป็นเรื่องของบรรยากาศและความสุนทรีย์

บทสนทนาของเราจบลงกับมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของเครื่องเทศ ทั้งสตูว์เนื้อและ Masala Lamb (แกะหมักเคอร์คูมิน นำไปย่าง) ตัดสลับกับเสียงของปลายมีดและส้อมกระทบโดนจานกระเบื้องสั่งทำพิเศษให้เข้ากับคอนเซปต์ร้าน และเรื่องเล่าของเพื่อนเก่าอย่างชาเครื่องเทศที่ถูกยกเสิร์ฟมาในตอนท้าย พร้อมด้วยหมู่มวลสิงสาราสัตว์และไดโนเสาร์ ที่ประทับใจขั้นสุด คือสูตรต้มชาเครื่องเทศพร้อมด้วยส่วนผสม แพ็กรวมไว้ในหีบห่อของกระดาษสีน้ำตาลเป็นอย่างดี ที่พี่แจะหยอดใส่กระเป๋าให้ฉันพกกลับไปต้มที่บ้าน

เอาล่ะ คืนนี้ครัวเล็กๆ ในบ้านของฉันจะอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ และแน่นอน ได้เวลา ดูหนัง The Lunchbox รอบที่ 4

ที่ตั้ง : ชั้น 4 เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว

โทร : 08 8088 5032

Facebook : It’s Happened to be A Fox Princess and A Spider

Royal Rasoi

ชาแก้วนี้ของคนใจร้อน ร้านขนมสีลูกกวาดของชาวอินเดียจากรัฐปัญจาบ
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

“ชาสูตรอินเดีย ใบชาก็ของอินเดีย คนทำก็คนอินเดีย”

คุณอานนท์ เจ้าของร้าน บอกฉันด้วยคำอธิบายอย่างกระชับที่สุดเมื่อฉันถามถึงสูตรการต้มชาของร้าน Royal Rasoi ที่ให้สีเข้ม รสชาติแบบกลางๆ เป็นรสชาติที่ดื่มง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งไม่ว่าจะเคยดื่มชาเครื่องเทศมาแล้ว หรืออาจไม่เคยดื่มมาก่อนเลยก็ตาม

“ความเข้มข้นของชาเครื่องเทศ มันแล้วแต่ว่าใช้ใบชากี่ช้อน ปริมาณนมแค่ไหน ใช้เวลาต้มเท่าไหร่ มือคนทำหนักเบาขนาดไหน”

คุณอานนท์อธิบายต่อ เมื่อฉันบอกว่าคำอธิบายแรกนั้นดูจะสั้นไปหน่อย ซึ่งฉันเดาเอาเองจากบุคลิกของคุณอานนท์ว่า โดยธรรมชาติแล้ว น่าจะเป็นคนพูดน้อยโดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า หรือไม่ การเป็นคนอินเดียที่เติบโตมากับเรื่องของการดื่มชาเครื่องเทศตั้งแต่เด็กๆ ความเคยชินในการดื่ม ก็อาจทำให้เขาไม่ได้รู้สึกว่าชาเครื่องเทศ เป็นเรื่องที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก มันก็แค่ชา 

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

ขณะที่คนต่างวัฒนธรรมอย่างเราจะมองว่าชาเครื่องเทศไม่ใช่แค่เรื่องของชา แต่มันคือศิลปะ คือวัฒนธรรม คือประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลกที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล กับเส้นทางการค้าสายเครื่องเทศ (Spice Route) ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก

“เอาจริงๆ รสชาติที่ร้านกับเวลาที่ผมกินเองที่บ้าน รสชาติจะไม่เหมือนกันนะ รสชาติแบบที่ร้าน แม้ลูกค้าจะชอบกัน แต่ไม่ใช่สเปกที่ตัวผมเองชอบดื่ม ผมชอบรสชาอ่อนๆ ใส่นมน้อยๆ ช่วงไหนถ้าเป็นหวัด ผมจะเน้นใส่ขิงสดลงไปเยอะๆ ส่วนแฟนผมจะกินชาแบบไม่ใส่ขิงเลย เขาไม่ขอบขิง”

ด้านหน้าของ Royal Rasoi จะมีขนมหวานอินเดียสีสันจัดจ้าน บ้างก็แลดูเหมือนสีลูกกวาด ถูกวางเรียงไว้อย่างสวยงามและน่ากินสุดๆ ในตู้กระจก ซึ่งพอยืนดูแล้วก็นึกกลัวเหมือนกันว่าถ้าสั่งมากินนี่น้ำตาลจะขึ้นไหม

แต่คุณอานนท์ว่าขนมที่เห็นทั้งหมดนี้ ครึ่งหนึ่งทำจากธัญพืชและแป้งถั่วเหลือง ขณะที่อีกครึ่งทำจากนมวัวสด ไม่มีการลักไก่ด้วยการผสมแป้งเพื่อลดต้นทุน 

สำหรับความหวานของขนมถ้าเทียบกับขนมไทยแล้ว ขนมอินเดียที่เห็นอยู่นี้จะมีความหวานน้อยกว่าทองหยิบทองหยอด ขนมอินเดีย 1 ถาดใช้นมวัวสด 20 ลิตรในการทำ การกินขนม 1 ชิ้นจะให้คุณค่าทางอาหารเท่ากับดื่มนมวัวสด 1 แก้วครึ่ง และขนมแต่ละชนิดเองก็เหมาะกับเทศกาลและวันสำคัญทางศาสนาที่ต่างกันไป เช่น ขนมโมทกะกับขนมลาดู จะนิยมใช้ถวายพระพิฆเนศ

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

เวลาเดินเข้าร้านเค้ก เราจะสั่งเค้กมากินคู่กับกาแฟ แต่เวลาเดินเข้าร้านขนมอินเดีย เขาจะไม่สั่งขนมมากินคู่กับชาเครื่องเทศกัน แต่ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มสักชนิดมากินกับขนม เขาจะสั่ง Lassi (เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมผลไม้)

“คนอินเดียที่เป็นลูกค้าเราดื่มชากันหนักครับ บางทีเข้ามาดื่มชา เช็กบิลเสร็จเดินออกไปแล้ว พอไปเจอเพื่อน เขาก็พากันกลับมานั่งดื่มอีก มันเป็นความเคยชิน นั่งคุยกันก็ต้องมีแก้วชาถืออยู่ในมือ”

 Royal Rasoi ดำเนินธุรกิจร้านอาหารมา 55 ปีแล้วตั้งแต่รุ่นคุณปู่ของคนอานนท์ซึ่งเป็นชาวปัญจาบ โดยสาขาที่พาหุรัดเปิดมา 6 ปี เน้นในส่วนของขนม

วิธีการต้มชาเครื่องเทศของที่นี่ เขาจะคอยต้มนมผสมน้ำและติดไฟอุ่นไว้ตลอด เพื่อเตรียมพร้อมเสมอในการต้มชา เพราะโดยธรรมชาติของลูกค้าร้านนี้ จะใช้เวลาเข้ามานั่งดื่มชาไม่นานและก็รีบไปทำงานต่อ ฉะนั้น การบริการของร้านต้องไว โดยเฉพาะวันอาทิตย์เป็นวันที่ลูกค้าแน่นมาก

“แทนที่จะเอานมเก็บไว้ในตู้เย็น เราก็จะคอยเอาไปตั้งบนเตาและอุ่นเตรียมไว้ทั้งวัน พอลูกค้าสั่งชา เราก็จะใส่ใบชา เครื่องเทศผง อบเชย เมล็ดกระวาน ลงไปต้มจนเดือด ห้านาทีก็ยกเสิร์ฟได้แล้ว” 

ที่ตั้ง : ซอยข้าง India Emporium พาหุรัด 

โทร : 0 2224 7984 

Facebook : Royal Rasoi 

Himalaya Restaurant

หิมาลัยในกรุงเทพฯ ความเผ็ดต่างมิติที่หลับตาจิบแล้วพลันคิดถึงเสียงโอม
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

จิบแรกของชาเครื่องเทศเผ็ดร้อนที่ร้าน Himalaya Restaurant ทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาของการเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัย ที่ในทุก 5 นาที 10 นาทีจะต้องมีชาวบ้านหรือกลุ่มคนใช้แรงงานแบกสัมภาระหนักหลายสิบกิโลกรัมขึ้นหลัง เดินโน้มตัว 45 องศาไปตามระนาบของภูเขา มันคือจังหวะการเดินที่เชื่องช้า มีกลิ่นธูป มีเสียงกระดิ่งและเสียงโอมลอยมาแต่ไกล 

เมืองดาร์จีลิ่งบนเทือกเขาหิมาลัยเป็นเมืองที่ฉันไปบ่อยมาก ที่นั่นจะมีร้านชาเครื่องเทศเจ้าประจำอยู่ร้านหนึ่งที่ฉันชอบไปนั่ง เพื่อให้ตัวเองได้เห็นวิถีของชาวเขาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอกร้าน

มันคือช่วงเวลาที่ทุกโสตประสาทของฉันได้ทำงานไปพร้อมๆ กัน อย่างไม่รีบร้อน

“เราไม่ได้เน้นขายของอย่างเดียว แต่อยากให้ความรู้ลูกค้ากลับไปด้วย เพราะเราเองมาจากหิมาลัย เราเข้าใจพื้นที่ในแถบนี้ดี”

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย
ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

พี่ธันวา ชนเผ่าพื้นเมืองเนวา (Newah) จากกาฐมาณฑุ บอกฉันขณะเหลือบสายตาไปคอยดูแลลูกค้าอยู่ห่างๆ พี่ธันวาเป็นคนใส่ใจลูกค้ามาก ลูกค้าส่วนใหญ่เวลามาที่ร้าน ก็ตั้งใจมานั่งคุยกับพี่ธันวานี่ล่ะ ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกินหรือการท่องเที่ยว 

พี่ธันวาเป็นชาวเนปาลแท้ๆ ที่เดินทางเข้ามาจากประเทศเนปาล เขาเล่าเรื่องครอบครัวให้ฉันฟังว่า สมัยยังไม่เกิด พ่อของพี่ธันวามีความมุ่งมั่นอยากจะบวชเป็นพระมาก ขนาดเคยหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตอยู่ที่วัดนานหลายเดือน พ่อไม่เคยนึกอยากแต่งงานเลย แต่สุดท้ายก็ถูกคลุมถุงชนให้ต้องแต่งงานกับแม่ เมื่อพ่อไม่มีโอกาสที่จะบวช พ่อก็เลยปฏิญาณว่าวันหนึ่งถ้ามีลูกชาย จะส่งไปบวชแทน

“เราบวชที่เนปาลตั้งแต่เจ็ดขวบ เป็นการบวชตามประเพณีแบบพุทธ ซึ่งพ่อเราอยากให้บวชยาวเลยด้วยซ้ำ แต่ไอ้ช่วงตอนบวชที่วัดเราฉี่ราดประจำ แม่ชีเลยรำคาญไม่อยากให้มาอยู่ที่วัด เราก็เลยได้สึกออกมา

“จากนั้นพออายุสิบสาม กำลังเรียนหนังสืออยู่ พ่อบอกให้เราไปบวชอีก เป็นการบอกล่วงหน้าแค่สองวันด้วยนะ พอไปบวช เราก็อยู่กับอาจารย์ของพ่อซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ที่วัดนั้น 

“ช่วงนั้นจะมีท่านทูตไทยแวะมาที่วัดอยู่เรื่อยๆ พอท่านทูตเห็นเราบ่อยๆ ก็เอ่ยปากกับสมเด็จพระสังฆราชว่า อยากให้เณรไปเมืองไทยไหม จะดำเนินการให้ ปรากฏพอพ่อเรารู้เรื่องก็เลยสนับสนุน ส่วนเราเองก็ไม่รู้เรื่องหรอก เขาบอกให้ไปก็ไป”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่ธันวาได้รู้จักเมืองไทย และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานกว่า 30 ปีแล้ว

ท่องกรุงเทพฯ ไปลิ้มสูตรลับจากครัวมหาราชา ดื่มชาเครื่องเทศ 3 รสใน 3 ร้านชา 3 บุคลิก, ชาอินเดีย

ฉันหยิบแก้วชาเครื่องเทศที่เหลือน้ำชาเพียงครึ่งแก้วขึ้นมาจิบ รสชาติความเผ็ดร้อนยังคงเข้มข้นเท่าเดิมกับขณะเมื่อเต็มแก้ว ฉันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าความเผ็ดที่ได้รับรู้นี้มันมาจากอะไร แต่ไม่ใช่จากแค่ขิงสดแน่ๆ

“รสชาติวันนี้ผมยังไม่พอใจนะ จริงๆ กลิ่นมันต้องดีกว่านี้ เราขาด Timur (พริกไทยเนปาล) เพราะช่วง COVID-19 การขนส่งเข้ามามันลำบาก”

พูดจบ พี่ธันว่ายกชาขึ้นจิบอีกครั้ง เขาทำหน้าครุ่นคิด ส่ายหน้าให้กับตัวเอง พูดย้ำอีกครั้ง “มันต้องอร่อยกว่านี้”

ฉันพยายามถามเอาคำตอบจากพี่ธันวาในเรื่องส่วนผสมของการต้มชา พี่ธันวาดูอึกอักที่จะตอบ ก็คงเหมือนชัยวลาห์เจ้าของสูตรชาอินเดียที่ประเทศอินเดียนั่นล่ะ ไปคุยเล่นๆ ได้ แต่ถ้าหวังจะมาขอจดสูตรเป็นจริงเป็นจัง ไม่มีใครเขาบอกกันหรอก 

พี่ธันวาบอกเพียงว่า รสชาติความเผ็ดที่ฉันรับรู้นั้น เป็นความเผ็ดต่างมิติที่มาจากเครื่องเทศอินเดียหลายๆ ตัว ประกอบรวมกับเครื่องเทศจากเนปาล อย่างตัวใบชาเอง พี่ธันวาใช้ชาแบรนด์เมจิจากจังหวัดเมจิ ซึ่งจังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเนปาล ติดกับเมืองดาร์จีลิ่ง

ความทรงจำในวัยเด็กเป็นสิ่งที่เรามักจะผูกพัน เวลาหันกลับไปมองชีวิตวัยเด็ก หลายคนจะนั่งยิ้มกับช่วงเวลาดีๆ ของอดีตอันน่าจดจำ มันบริสุทธิ์ มันสดใส

เรื่องของวัฒนธรรมการดื่มชาเครื่องเทศก็เช่นกัน ภาพแรกในวัยเด็กที่พี่ธันวานึกถึง คือภาพของชาวบ้านนั่งเบียดตัวกันในร้านขายชาข้างทางกับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ และแก้วชาเครื่องเทศร้อนๆ ที่ทุกคนถือกุมอยู่ในมือ

“แต่เดิม เผ่าเนวาของเราไม่มีประเพณีการกินชาในบ้าน เราได้รับอิทธิพลการดื่มชามาจากนอกเมืองกาฐมาณฑุ ตอนเด็กๆ เวลาจะกินชาต้องไปกินนอกบ้าน ทุกๆ พื้นที่ในกาฐมาณฑุจะมีร้านชาตั้งอยู่ เป็นร้านชาเล็กๆ ในโครงสร้างของบ้านเก่า มีโต๊ะแค่ไม่กี่โต๊ะ

“ชีวิตวัยเด็กของเรา ตื่นเช้ามาก็เดินไปที่ร้านชาซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่สุด ซื้อชาเครื่องเทศกินกับขนม จะเจอเพื่อนๆ ที่อยู่ในละแวกเดียวกันมานั่งดื่มชาอัดตัวกันอยู่ในนั้น ยิ่งช่วงอากาศหนาวจัด การมีแก้วชาร้อนถืออยู่ในมือทำให้เรารู้สึกอุ่น นี่คือภาพฝังใจของเรามาตั้งแต่เด็ก ภาพนี้ไม่เคยหายไปไหน”

วิธีการเสิร์ฟชาเครื่องเทศร้านนี้ เขาจะเสิร์ฟชาโดยใส่แก้วไว้ในหูหิ้วสเตนเลส ยกมาเป็นพวงแก้วชา 4 หลุม แต่ถ้ามาเป็นกลุ่มแบบ 4 – 5 คน ก็จะเสิร์ฟในรูปแบบของกาชาทรงสูงสีแดงลายดอกไม้ ซึ่งเป็นกาชารูปแบบเดียวกับที่ผู้คนบนเทือกขาหิมาลัยต้องมีไว้ติดบ้าน

ที่ตั้ง : ถนนราชปรารภ (ลง Airport Link ราชปรารภ เดินย้อนขึ้นมาทางตึกใบหยก เลี้ยวเข้าทางราชปรารภซอย 2 เดินต่อไปเลี้ยวขวาตามทาง ร้านตั้งอยู่ทางด้านหลังของธนาคารกสิกรไทย) 

โทร : 0 2060 4778 , 08 9923 8144 Facebook : Himalaya Restaurant Bangkok

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

23 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าชาติที่แล้วตัวเองคงเคยเกิดเป็นแขกอินเดียมาก่อน เป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกที่ชื่อ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ในช่วงระหว่างการซื้อขายหนังสือ ฉันพบว่ามีคนอีกจำนวนมากมายเหลือเกินที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศอินเดีย คือกลับไปเที่ยวซ้ำๆ อยู่นั่นล่ะ บ่นว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไป รวมทั้งผู้หญิงคนนี้ด้วย 

แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนเต้นกถัก นาฏศิลป์เก่าแก่ของอินเดียที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เข้าสู่ปีที่ 8 ปีแล้ว แพรว่า กถักคือเหตุผลหลักที่พาเธอไป แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนในอินเดียจนก่อเกิดเป็นความรัก ทำให้เธอแอบเชื่อว่า ชาติที่แล้วเธอก็คงเคยเกิดเป็นคนอินเดียกับเขาเหมือนกัน

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

‘กถัก’ (Kathak) คือนาฏศิลป์ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ถักทอเรื่องราวของเทพทางศาสนาฮินดู และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ผ่านท่าทางการเต้นที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนโยนของผู้เต้นในเวลาเดียวกัน สมัยเริ่มแรก ชาวฮินดูจะนิยมเต้นกถักกันตามสถานที่มงคล เช่น วัดหรือในพระราชวัง เพื่อเป็นการถวายเทพเจ้า โดยชาวฮินดูมีความเชื่อว่า การเต้นกถักนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว

องค์ประกอบหลักในการเต้นกถักคือการแสดงสีหน้า (Abhinaya) การตบเท้าที่รัวและเร็ว ลีลาการวาดมือที่มีลักษณะคล้ายกับการเต้นรำร่วมสมัย การฝึกลมหายใจ การหมุนตัว ที่ยิ่งหมุนได้จำนวนรอบมากเท่าไหร่ โดยยังสามารถควบคุมจังหวะการตบเท้าให้ประสานกับจังหวะของดนตรีได้ โดยไม่คร่อมจังหวะ ก็ยิ่งแสดงถึงความแข็งแรงและสมาธิของผู้เต้นได้มากเท่านั้น 

ในช่วงของการเต้นกถักร่วมกับการบรรเลงจังหวะจากคณะวงดนตรีสด ผู้เต้นจะเต้นสลับกับการพูดออกเสียงนับจังหวะ (Padhant) เช่น ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต โดยการออกเสียงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนับจังหวะเพื่อการเต้น แต่ยังเป็นการเปล่งเสียงเพื่อทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระแม่ธรณี เพื่อให้การแสดงที่เกิดขึ้นมีความราบรื่น 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

หนึ่งองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายในการเต้นกถักที่ถือเป็นของสูง และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้เต้นสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ คือกระพรวนที่พันไว้บริเวณข้อเท้าทั้งสองข้าง การใส่กระพรวนข้อเท้าจากวัสดุทองเหลืองนี้มีตั้งแต่ข้างละ 10 – 20 ลูก ไปจนข้างละ 150 ลูก หรือ 200 ลูก ก็มี ชาวฮินดูเชื่อกันว่า เสียงกระพรวนที่ดังก้องกังวานจะช่วยปัดเป่าโชคร้าย และยังเป็นการสื่อสารกับทวยเทพ ยิ่งจำนวนลูกกระพรวนมากเท่าไหร่ เสียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแน่น แต่นั่นหมายถึงผู้เต้นเองก็ต้องมีกำลังข้อเท้าและกำลังขาที่แข็งแรง ในการแบกรับน้ำหนักของจำนวนลูกกระพรวนเหล่านี้ไว้ด้วย

“จำนวนลูกกระพรวนที่ใส่ก็แล้วแต่กูรูจี (ครู) ค่ะ ว่าจะให้นักเรียนแต่ละคนใส่เท่าไหร่ เพราะสรีระแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ข้างละหนึ่งร้อยเก้าเขาถือว่าเป็นเลขสิริมงคล อย่างของแพร ใส่ข้างละร้อยห้าสิบบ้าง สองร้อยบ้าง “

แพรบอกฉันขณะกำลังแต่งตัวในชุดกระโปรงยาว เธอกรีดอายไลเนอร์สีดำเข้มไว้บริเวณขอบตา เส้นวาดขอบตาคบกริบที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันนึกถึงคณะนางรำในช่วงเทศกาล ตามท้องถนนของอินเดียทางภาคใต้ 

โอ้ย คิดถึงอินเดีย

เธอแปะบินดิไว้ตรงดวงตาที่ 3 บริเวณหว่างคิ้ว และทาสีแดงบนฝ่ามือฝ่าเท้าด้วยอารตะ (ดอกชบา บดเป็นสี) ซึ่งเป็นการเลียนแบบมาจากพระแม่เทพแห่งฮินดู เธอพันลูกกระพรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง เดินไปมา เสียงดังกุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

“วันนี้แพรใส่ข้างละร้อยห้าสิบลูก เพราะช่วงหนึ่งแพรขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกเปราะ หมอเคยบอกให้แพรหยุดเต้นกถักไปเลยนะคะ เพราะถ้าฝืนต่อไปอาจจะร้าวไปถึงส่วนอื่นได้ ช่วงนั้นแพรใส่เฝือกอ่อนอยู่ระยะหนึ่ง ใช้วิธีฉีดสปเรย์ช่วยเอา จากกระพรวนที่แต่ก่อนเคยใส่ข้างละสองร้อยลูก กูรูจีก็เลยให้ลดมาเหลือข้างละร้อยห้าสิบลูก

“สมัยลองหัดเต้นอินเดียใหม่ๆ แพรก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าการเต้นอินเดียแต่ละแบบมันต่างกันยังไง”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

เธอแค่เป็นคนคนหนึ่งที่ชอบดูหนังอินเดียมาตั้งแต่เด็ก เมื่อไหร่ที่หมู่มวลตัวละครลุกขึ้นมาเต้นกัน เธอก็จะพยายามเต้นตาม โดยที่ไม่รู้เลยว่า นั่นเขาเรียกการเต้นแบบบอลลีวูด จากนั้นมา ตั้งแต่อายุ 12 ที่ไหนมีสอนเต้นบอลลีวูด เธอก็ยอมเสียเงินเสียทองไปเรียนมันทุกที่ จนวันหนึ่ง มีคนแนะนำให้เธอไปเข้ากลุ่ม Indian Women’s Club ซึ่งที่นี่จะมีชั่วโมงสอนเต้นอินเดียให้กับคนไทยที่สนใจ 

พอได้ลองเต้นอินเดียหลายรูปแบบเข้า แพรก็รู้สึกว่า เอาล่ะ ฉันมาถูกทางแล้ว เธอเลยไปลงเรียน ภารตนาฏยัม (Bharatanatyam) ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฏศิลป์อินเดียเก่าแก่ที่ Indian Council for Cultural Relations, Thailand (ICCR) จนพอเข้าอายุ 16 เธอมีโอกาสได้เรียนเต้นกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ทำให้เธอได้รู้จักกับโลกของการเต้นกถักแบบดั้งเดิม

“ตบเท้าแตกแค่ไหน ก็ต้องเต้นต่อไปค่ะ” แพรอธิบายสั้นๆ ถึงการเต้นกถักตามวิถีโบราณ 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

 เริ่มแรกของชีวิตเด็กนักเรียนทุน แพรได้ทุน 5 ปี จาก ICCR เพื่อไปเรียนเต้นกถัก ที่สถาบัน Shriram Bharatiya Kala Kendra ในเมืองเดลี เวลาเรียกสถาบันเก่าแก่ที่เปิดสอนนาฏศิลป์อินเดีย คนอินเดียเขาจะไม่ใช้คำว่าสถาบันหรือโรงเรียน แต่เขาจะใช้คำเรียกว่าสำนัก และเรียกครูผู้สอนว่ากูรูจี โดยแพรเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียวที่เรียนเต้นกถักอยู่ที่นั่น

“เราชอบอินเดียอยู่แล้ว พอได้ไปเรียนถึงที่นั่นมันก็เลยยิ่งอิน เพราะโดยธรรมชาติ เราเป็นคนทำอะไรเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวโดยมากของการเต้นกถักเอง มันรัวและเร็ว แต่ก็มีบ้างที่ผสมด้วยจังหวะช้าและปานกลาง เลยตอบโจทย์เรามาก ภาษาอังกฤษเราตอนนั้นห่วยแตกสุดๆ เวลาเรียนก็เลยมีปัญหาบ้าง แต่ข้อโชคดีคือเราเรียนจบวิทยาลัยนาฏศิลป์มา ซึ่งท่าทางของการเต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันสัมพันธ์กันหมด เราเลยพอจะมีสกิลล์ในการคัดลองท่า การรู้องศา แต่ไอ้การปาดันต์ (ออกเสียงนับจังหวะ) ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต แบบรัวๆ เร็วๆ นี่ ตอนนั้นเรายังทำไม่ได้นะคะ มันยากมาก”

ถ้าใครเคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ คงเข้าใจดีว่าเรื่องภาษามีความสำคัญมากขนาดไหนในชีวิตประจำวัน ยิ่งสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของคนอินเดียด้วยแล้ว เวลาฟังเขาพูดทีนี่ ต้องใช้ทั้งพื้นฐานด้านภาษาที่เราแต่ละคนมีติดตัวมา บวกด้วยสติ เวลาไปอินเดีย ฉันเจอประจำกับเรื่องค่าโดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ประเภทก่อนขึ้นรถบอกเรามาว่า Fifteen แต่พอถึงที่ เอ้า จะมาเนียน เก็บ Fifty 

“ในช่วงเริ่มเรียนครั้งแรก สิ่งที่ต้องฝึกคือจังหวะการตบเท้าและการปาดันต์ การตบเท้าเป็นทักษะที่ฝึกแบบไม่มีที่สิ้นสุด ฝึกไปทั้งชีวิตของการเต้น ส่วนการปาดันต์เป็นเรื่องของการหายใจ และมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บอกเลยค่ะว่ายากมาก”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การเต้นกถักต้องใช้ทั้งสมาธิ ร่างกายที่แข็งแรง การเกร็งข้อเท้าอยู่ตลอดเวลาในจังหวะของการตบพื้น และสำหรับผู้เต้นกถักแล้ว อาการเลือดตกยางออกที่บริเวณเฝ่าเท้าถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอแน่ๆ

“ใช่ค่ะ ตบเท้ากันจนเลือดออกอยู่บ่อยๆ เลย พอเท้ามันเสียดสีกับพื้นมากๆ เข้า มันพอง ชิ้นเนื้อก็หลุด พอตบลงไปซ้ำ แผลมันก็จะใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังต้องฝืนเต้นกันต่อไป เพื่อจะได้ชิน”

แพรว่า กูรูจีของแพรเองก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดค่ะ แผลที่เท้าไม่ใช่อุปสรรคในการหยุดเต้น จนทำให้ผู้เต้นกถักหลายคนกลายเป็นคนเท้าด้านไปเสียแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เท้าแตก ผู้เต้นกถักจะรู้กันเองว่าให้ใช้วาสลีนป้ายลงไป จากนั้นเอากระดาษทิชชูหรือสำลีมาปิดไว้และใช้สก็อตช์เทปพัน บางคนก็เอาเท้าไปแช่น้ำอุ่นที่ผสมด้วยเกลือ บางคนก็ปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ ไม่ทำอะไรเลย

 อินเดี๊ย อินเดีย ประเทศที่สก็อตช์เทปใช้ได้กับทุกสถานการณ์

ตั้งแต่เรียนเต้นกถัก จนเข้าสู่ปีที่ 8 แพรก็ยังไม่เคยเห็นใครต้องไปหาหมอจากอาการเท้าแตก เพราะผู้เต้นกถักทุกคนรู้วิธีในการรักษาตัวเอง

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การหมุนตัวเป็นอีกทักษะที่สำคัญของผู้เต้นกถัก ความยากคือจะหมุนเป็นสิบๆ รอบยังไงไม่ให้อาเจียน ไม่ให้ล้มหน้ามืดไปเสียก่อน โดยการหมุนตัวในการเต้นกถักมี 2 แบบหลักๆ ถ้าหมุนตัวแบบไจปูร์ (Jaipur) ก็จะอย่างหนึ่ง ถ้าหมุนตัวแบบลัคเนา (Lucknow) ก็จะอีกอย่าง เพราะลัคเนาเองก็รับรูปแบบนาฏศิลป์กถักมาจากไจปูร์ ซึ่งเป็นต้นทาง โดยอาจมีการตัดหรือดัดแปลง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มขึ้นมา

“ช่วงฝึกแรก ๆ หมุนสามสี่รอบก็จะตายแล้วค่ะ คนเต้นกถักนี่ ใครยิ่งหมุนได้เยอะ เขายิ่งมองว่าเก่ง แข็งแรง เวลาฝึกหมุนตัวในห้องเรียน พอครูเขาสั่งให้เราหมุน เราก็ต้องหมุนไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะบอกให้หยุด แรกๆ ที่เริ่มเรียนก็นับรอบในใจนะคะ แต่หลังๆ เลิกนับแล้ว เมื่อไหร่ที่หมุนจนรู้สึกอยากอาเจียน จะมีเสียงกูรูจีคอยดังอยู่ในหัวเราว่า You have to push yourself! เราก็อะ โอเค แพร I have to push myself. นะ ที่ผ่านมายังไม่เคยอาเจียนนะคะ จะมีแค่เลือดกำเดาไหล ช่วงแรกที่ฝึกมีปัญหาบ้างเรื่องจังหวะการหายใจ หลังๆ พอได้ฝึกสมาธิ ฝึกลมปราณ ก็เลยหายใจถูกจังหวะ หมุนพริ้วเลยคราวนี้”

ในภาษาฮินดี Guru Shishya Parampara หมายความถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกูรูจีและศิษย์ ที่เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เรียกหากันได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพรว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ครูเรียกไปซ้อมเต้นนอกเวลาเรียน จะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ต้องไป 

กูรูจีในวัฒนธรรมของชาวอินเดียยังเปรียบได้กับตัวแทนของพระเจ้า การทำความเคารพระหว่างศิษย์กับครู คือการที่ศิษย์ก้มลง ใช้มือแตะเท้าครู แต่ถ้าเป็นระดับครูของครูขึ้นไปอีกขั้น ศิษย์บางคนจะใช้หน้าผากลงไปแตะที่เท้าของครูผู้นั้น สิ่งที่ผู้เต้นกถักห้ามลืมเด็ดขาดในช่วงเริ่มต้นของทุกการแสดง คือการกล่าวชื่อของของกูรูจีผู้สอน เพราะถือเป็นการให้เกียรติ (ถ้าใครลืม นี่เรื่องใหญ่มาก)

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

.. My Guru ‘s name is…

“การก้มแตะเท้า มันเป็นการลดอัตตาด้วยละค่ะ เมื่อคุณเรียนกับคนคนนี้ คุณก็ต้องยอม แม้จะต้องเอาหน้าผากตัวเอง ก้มลงไปแตะที่เท้าของเขา หรืออย่างบางที ถ้ากูรูจีป่วย เราก็ต้องดูแลเขา กูรูจีของแพรเคยเป็นไทฟอยด์ แพรกับเพื่อนคนไต้หวันก็ต้องคอยดูแลเช็ดตัวให้ ตอนเช็ดตัว ด้วยความที่กูรูจีท่านนี้แกเป็นผู้ชาย แกก็มีเขินแพรกับเพื่อนบ้าง ไม่ยอมให้เช็ด เราบอกกูรูจีว่า ถ้ายูไม่อยากป่วยมากไปกว่านี้ อย่าเพิ่งมาเขินอะไรพวกเรา มันไม่ใช่เวลา ตอนนั้นกูรูจีตัวร้อนมากค่ะ สุดท้ายท่านก็ยอมให้เช็ด เพราะเห็นว่าเราเป็นนักเรียนต่างชาติ คงไม่ถือ”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ใน ค.ศ. 2019 แพรเป็นผู้หญิงไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันการเต้นกถักในงาน Pratibha Sangeet Kala Sansthan ที่เมือง Ujjain ทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีผู้เต้นชาวอินเดียเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น จำนวนหลายร้อยคน

ในช่วงก่อนขึ้นแข่งขัน แพรเกิดอาการป่วยจากไข้ไทฟอยด์ที่ติดเชื้อมาจากกูรูจี ซึ่งถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์การป่วยในอินเดีย ก็คงเข้าใจดีว่ามันทรมานขนาดไหน 

ไหนจะความร้อนของอุณหภูมิ พลังที่ถดถอย ไหนจะเชื้อโรครอบตัวที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายในยามที่เรากำลังอ่อนแอ ส่วนแพร ต้องบวกเพิ่มเข้าไปด้วยความกดดันในช่วงของการเตรียมตัวขึ้นแข่งขัน แต่สุดท้าย แพรก็ติดเข้าไปอยู่ในรอบ 4 คนสุดท้ายของการแข่งขันในรอบแรก และเข้าสู่รอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบของการตัดสิน

“ตอนนั้นยืนอยู่ข้างเวที คิดอย่างเดียว นี่เราจะต้องเต้นจนตายที่นี่เลยไหมวะเนี่ย เพราะนอกจากไข้แล้ว ช่วงนั้น เรามีภาวะกระดูกเปราะอยู่แล้วด้วย”

แต่ก็นั่นละค่ะ จะเจ็บปวดปางตายยังไงก็ตาม พลังแห่งความอึดถึกของกูรูจีได้ถูกส่งผ่านไปยังศิษย์ ด้วยคำพูดกรอกหูที่หน้าเวทีว่า “แพร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องขึ้นไปเต้น”

“แล้วไม่ใช่แค่ขึ้นไปเต้นนะคะ กูรูจีบอกว่า เธอต้องขึ้นไปเต้นให้แรงกว่ารอบแรกด้วย แพรนึกในใจ Oh My God จะให้แรงกว่าเก่าอีกเหรอ แรงก็มีแค่นี้ล่ะ” (แพรหัวเราะอย่างเมามัน)

ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตายเป็นตายว่างั้นเถอะ เพราะถึงจะต้องตายที่นี่ ก็ถือว่าตายในชุดสวยๆ เนอะ แพรขึ้นไปเต้นต่อเนื่อง 10 นาทีในรอบตัดสิน ทั้งหมุนตัว ตบเท้า ออกเสียงนับจังหวะ ในที่สุด เธอได้รางวัลที่ 4 จากการแข่งขันในครั้งนั้น ซึ่งไม่ได้ตัดสินแค่เพียงลีลาในการเต้น แต่ผู้แข่งขันจะต้องตอบคำถามเพื่อทดสอบภูมิความรู้ในเรื่องนาฏศิลป์อินดียด้วย

“หลังรับรางวัล เราก็นั่งโทรมๆ อยู่ตรงนั้นละค่ะ คือรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ถามแพรว่า เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้เต้นกถักชาวอินเดียที่อยู่รอบตัวไหม เพราะคนอินเดียกับศาสตร์การเต้นนี่มันอยู่ในสายเลือด แต่สำหรับแพร มันแทบจะเป็นการเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่

“ไม่มีใครเต้นเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ อย่างถ้าให้คนอินเดียมารำไทย เขาก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แพรคิดว่า ไหนๆ เราก็พาตัวเองมาเรียนถึงประเทศต้นตำหรับแล้ว เราก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ฝึกตบเท้าในช่วงแรกๆ แพรตบไม่ดัง แพรก็ต้องฝึกตบให้มากกว่าคนอื่น ภาษาอังกฤษเราไม่ดี ก็ต้องฝึกพูดมันไปเรื่อยๆ พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูด หรืออย่างการออกเสียงนับจังหวะนี่ แพรใช้เวลาฝึกสามปีนะคะกว่าจะทำได้ เรามาเจอเทคนิคว่า ที่คนอินเดียเขาออกเสียงนับกันได้เร็วๆ เพราะเวลาออกเสียง เขาเอาลิ้นออกมาแตะที่ฟัน ขณะที่เวลาพูดปกติในชีวิตประจำวัน เราจะเคยชินกับการเก็บลิ้นไว้ข้างใน”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ปัจจุบัน แพรเรียนเต้นกถักเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว เธอเรียนอยู่ที่ 2 สำนัก ทั้งที่ Shiram Bharatiya Kara Kendra ในระดับผู้เชี่ยวชาญการเต้นกถัก (Specialisation) และที่สำนัก Prayag Sangeet Samiti ในระดับปริญญาตรี เธอมีความตั้งใจว่า วันหนึ่งจะนำความรู้ที่ได้มาประกอบวิชาชีพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเต้นกถัก โดยเธอก็ตอบไม่ได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว เธอจะกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยแบบถาวรหรือเปล่า เพราะสำหรับเธอ อินเดียเป็นเหมือนบ้านไปเสียแล้ว เธออยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

“กถักคือเหตุผลที่พาเรามาอินเดีย แต่อินเดียคือโรงเรียนในโลกกว้างที่สอนให้เราได้เห็นคุณค่าในสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะคุณค่าของการได้มีข้าวกิน อินเดียสอนให้เราไม่สนใจเสียงตัดสินตามบรรทัดฐานของสังคม อยู่ที่นั่น เราจะใส่เสื้อซ้ำกันอาทิตย์ละสามสี่ครั้งก็ไม่มีใครว่า จนพอกลับมาทำที่เมืองไทยเท่านั้นล่ะ เดี๋ยวก็เจอทักแล้ว อ้าว แพร ไม่มีเสื้อใส่เหรอไง ไอ้ตัวเราเองก็ไม่เคยได้ทันคิดหรอก ว่าตัวไหนใส่ซ้ำหรือไม่ซ้ำ ตัวไหนใส่บ่อยหรือไม่บ่อย หรือเวลาเห็นคนอาบน้ำในคลองดำๆ ตามข้างทางรถไฟที่อินเดีย เราจะรู้สึกขอบคุณชีวิตตัวเองมากเลยว่า เท่าที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันก็ดีมากแล้ว รอยยิ้มของพวกเขาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเห็นความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น”

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงมีความผูกพันกับประเทศอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกเหมือนกับฉันและแพรว่า 

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก

ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ The Factory of Inspiration

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load