เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดินแดนภารตะมีเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่งานหนึ่งชื่อว่า ‘เทศกาลโฮลี’ (Holi Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผู้คนออกมา ‘ป้ายสี’ หรือ ‘สาดสี’ บนร่างกายและใบหน้าของกันและกัน เทศกาลนี้เป็นเทศกาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดูก็จริง แต่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงในต่างประเทศที่มีชุมชนคนอินเดียอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น มอริเชียส อังกฤษ อเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย ฯลฯ ก็นิยมฉลองกัน

ชาวอินเดียเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเทศกาลโฮลีนี้มีมาช้านานเท่าไหร่ แต่มีการกล่าวถึงเทศกาลโฮลีในบทกลอนจากคัมภีร์ปุราณะซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาฮินดูตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 4 แล้ว

ปีนี้โฮลีจัดขึ้นติดกับวันมาฆบูชาที่บ้านเราพอดี คือวันที่ 1 – 2 มีนาคม โดยตามปฏิทินทางสุริยคติของชาวฮินดูนั้นเทศกาลโฮลีจะจัดขึ้นในช่วงพระจันทร์เต็มดวงสุดท้ายของฤดูหนาว ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม การเฉลิมฉลองจัดขึ้นเพื่อบอกลาฤดูหนาวและต้อนรับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิที่สดใส ซึ่งหมายถึงโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่

คนอินเดียจะฉลองเทศกาลนี้พร้อมกับครอบครัว เพื่อนฝูง กันอย่างอบอุ่น บ้างก็ออกมาเล่นสาดสีกับผู้คนข้างนอก คนที่อยู่ไกลบ้านก็จะกลับเดินทางกลับไปฉลองเทศกาลนี้กับที่บ้าน คล้ายคลึงกับเทศกาลสงกรานต์ของบ้านเรา

Holi Festival

เทศกาลโฮลีที่ Dwarkadheesh Temple เมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ

เทศกาลโฮลี

เทศกาลโฮลีที่เมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ

เทศกาลโฮลีที่ถูกจัดขึ้นทั่วอินเดียเน้นความรื่นเริงบันเทิงใจล้วนๆ ด้วยการละเล่นสาดสี และมีกิจกรรมประกอบซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เทศกาลโฮลีทางภาคเหนือซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดูและผู้นับถือพระกฤษณะ (พระกฤษณะเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ) จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่อื่น เช่น เทศกาลโฮลีของเมืองมธุรา (Mathura) ที่รัฐอุตตรประเทศ (Uttra Pradesh) นั้นมีทั้งพิธีทางศาสนาและการเล่นสนุกสนาน ผู้คนเรือนล้านร่วมกันฉลองเทศกาล ภาพงานโฮลีสวยๆ ของช่างภาพมืออาชีพจำนวนมากก็ถ่ายทำกันที่รัฐนี้แหละ

ส่วนโฮลีของรัฐราชสถาน (Rajasthan) นั้น เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐของมหาราชา ราชวงศ์แล้ว ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเรื่องความงดงามของสีสันตระการตาและการคงขนบประเพณีดั้งเดิม โดยมีความโดดเด่นคือการจัดเทศกาลที่ป้อมปราการและพระราชวังต่างๆ อย่างงดงาม แต่ถ้าถามคนอินเดีย เขาจะแนะนำให้ไปเล่นโฮลีที่เมืองพุชการ์ (Pushkar) อุทัยปุระ (Udaipur) และชัยปุระ (Jaipur)

เทศกาลโฮลี

ชาวอินเดียร่วมฉลองเทศกาลโฮลีที่เมืองวรินดาวัน รัฐอุตตรประเทศ

อินเดีย

หนีฝุ่นละอองจากกรุงนิวเดลีไปเจอฝุ่นสีชมพูที่เมืองวรินดาวัน

เทศกาลโฮลี

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของสาวสาวนักเต้นระบำแบบราชสถาน

ปีนี้ฉันได้มีโอกาสไปร่วมเล่นโฮลีแบบเอ็กซ์คลูซีฟกลางลานกว้างและสวนสวยในพระราชวังซิตี้พาเลซแห่งเมืองชัยปุระ จัดโดยตระกูลของมหาราชาแห่งชัยปุระผู้เป็นเจ้าของพระราชวังซิตี้พาเลซและพระราชวังป้อมปราการอีกมาก โดยในคืนวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นคืนแรกของเทศกาลเราร่วมพิธีกรรมเรียกว่า ‘โฮลีกะดาเฮิน’ (Holika Dahan) หรือพิธีเผาหุ่นนางปีศาจโฮลีกะตามความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยก่อกองไฟขึ้นและสวดภาวนาขอให้พลังลบและสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวไปให้ไฟเผาให้สิ้น โดยทำทีปัดเป่าเศษผงเศษต่างๆ จากตัวเข้ากองไฟเป็นสัญลักษณ์ว่าเผาสิ่งไม่ดีออกไป

นอกจากกองไฟในพระราชวังซิตี้พาเลซแล้ว ค่ำคืนนี้เรายังเห็นการก่อกองไฟตามสี่แยกและหัวมุมถนนหลายแห่งในเมืองชัยปุระ บ้างก็มีคนอยู่รอบๆ บ้างก็มีแต่กองไฟลุกโชติช่วง เห็นแล้วก็หวั่นใจกลัวว่าเพลิงจะลามไปติดบ้านช่องเสียจริงๆ แต่คนท้องถิ่นเขายืนยันว่าไม่ต้องกลัว มันปลอดภัย

พระราชวังซิตี้พาเลซ

ย้อนยุคไปกับทางเข้าร่วมงาน Holika Dahan Night ที่พระราชวังซิตี้พาเลซเมืองชัยปุระ

พระราชวังซิตี้พาเลซ

งาน Holika Dahan Night ที่พระราชวังซิตี้พาเลซเมืองชัยปุระ

วันต่อมาซึ่งเป็นวันที่ 2 ของเทศกาล จะเป็นเวลาแห่งสีสันและความสนุกสนาน และเป็นวันหยุดราชการของอินเดีย ช่วงเช้าคนก็จะออกไปลุยป้ายสีและสาดสีใส่กัน สีก็มีทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ มิน่าช่วงก่อนวันโฮลีเห็นร้านค้าแขวนปืนฉีดน้ำขายเต็มไปหมด นึกว่าจะมีสงกรานต์ซะแล้ว ส่วนงานโฮลีที่พระราชวังซิตี้พาเลซของเรามีเดรสโค้ดเป็นชุดสีขาวล้วนประหนึ่งพร้อมเป็นผ้าใบให้รังสรรค์งานศิลปะเต็มที่

ก่อนลุยโฮลี วันนี้ฉันเตรียมตัวตามคำแนะนำที่ค้นเจอทุกประการ เริ่มจากเลือกชุดแขนยาวขายาวเพื่อปกปิดร่างกายไม่ให้ถูกผงสีโดยตรง (ดีเลย กันแดดได้ดีด้วย) ชโลมน้ำมันตามผิวที่พ้นเสื้อผ้าและเส้นผม และทาเล็บ เพื่อกันการโดนเคมีจากผงสีและทำให้ล้างออกได้ง่ายด้วย ไม่งั้นสีจะติดตัวอยู่นานหลายวัน และของทุกอย่างที่ติดตัวนั้นต้องพร้อมทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า แว่นกันแดด

เทศกาลโฮลี

บรรยากาศงานเล่นสาดสีในพระราชวังซิตี้พาเลซ

กลีบดอกไม้

สิ่งที่น่ารักน่าเอ็นดูของที่งานนี้ที่ต่างจากที่อื่น คือการใช้กลีบดอกไม้เล่นโฮลี เห็นแล้วสดใสสมเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง

ในลานกว้างภายในพระราชวังมีการจัดเตรียมผงสีที่เรียกว่า กูลัล (Gulal) ซึ่งมีสีสันจัดจ้านตั้งแต่สีแดง สีเขียวนีออน สีเหลือง สีส้ม สีชมพูช็อกกิ้งพิงก์ ใส่มาในถาดทองเหลืองแบบอินเดียโบราณ กระสอบกลีบดอกไม้สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาลแดง จำนวนมาก ก้าวเข้างานปุ๊บก็ถูกต้อนรับโดยคุณป้าชาวอินเดียที่เอาผงสีแดงมาป้ายหน้าผากกับสองแก้มปั๊บ วิธีป้ายสีนี้เป็นวิธีที่หลายครอบครัวทำกัน เขาไม่สาดกูลัลใส่กันแบบจังๆ เปรียบได้กับงานสงกรานต์ที่มีการประพรมน้ำพองาม ก่อนจะพัฒนามาเป็นมหกรรมปีนฉีดน้ำและเทโครมๆ เฉกเช่นเดียวกันกับการสาดซัดกูลัลใส่กันอย่างหนักหน่วงในชั่วโมงต่อมา

สัมผัสของกูลัลเหมือนแป้งทำขนมและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนแป้งฝุ่น กูลัลของแท้และดั้งเดิมนั้นทำจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ได้มาจากการบดดอกไม้ใบไม้แห้งซึ่งมีประโยชน์ทางอายุรเวช โดยเชื่อว่าจะป้องกันอาการหวัดหรือไวรัสช่วงเปลี่ยนฤดู แต่ภายหลังเริ่มมีการใช้สีสังเคราะห์มากขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย พอทุกวันนี้กระแสออร์แกนิกกลับมาอีกครั้ง กูลัลธรรมชาติจึงถูกนำมาขายมากขึ้น

กูลัล

กูลัลในพระราชวัง

กูลัล

กูลัลตามท้องถนน

โฮลี

กูลัลบนใบหน้าสวย ๆ

ไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้เลยอีก 2 อย่างของความบันเทิงแบบโฮลีคือ กลุ่มวงดนตรีตีกลองที่โผล่มาช่วยสร้างสีสันและบรรยากาศสนุกสนาน ใครชอบใจใครก็ให้เงินรางวัลกันไป และเครื่องดื่มผสม ‘บัง’ (Bhang) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สกัดมาจากใบกัญชา เป็นการผสมน้ำนมอัลมอนด์กับบัง ดื่มเพื่อสร้างความตื่นตัว สนุกสนาน คึกคัก ถ้าเห็นใครเต้นแรง หัวเราะหนัก ในเทศกาลโฮลี สันนิษฐานได้เลยว่าดื่มบังเข้าไปแล้ว งานนี้มีผู้หวังดีสอนว่าบังจะถูกดูดซึมทางกระเพาะอาหาร อาการ ‘เมาบัง’ จึงจะเกิดขึ้น 30 นาทีให้หลัง ดังนั้น อย่าชะล่าใจไปว่าฉันโอเคแล้วดื่มเอาๆ เพราะคุณอาจจะกลายเป็นคนบ้าได้

หลังจากเล่นสาดสีกันสนุกสนานแล้ว ชาวอินเดียก็จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปพบเจอญาติมิตร เพื่อนฝูง เพื่อทานข้าว ทานขนม ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวนี้เป็นสิ่งที่สังคมอินเดียให้ความสำคัญสูงสุดจริงๆ เห็นได้จากทุกเทศกาล และอย่างที่บอก วันที่ 2 ของเทศกาลเป็นวันหยุดราชการ ร้านรวงทุกอย่างปิดทำการทั้งหมด เพื่อให้คนเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ ถ้าจะมาเที่ยวอินเดียช่วงนี้ต้องวางแผนเที่ยวดีๆ นะคะ

วงดนตรี

นักดนตรีสไตล์ราชสถานสร้างบรรยากาศ

Google Doodle

Google Doodle สำหรับเทศกาลโฮลี 2018

นับวันโฮลีจะเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ Google ก็จัดทำ Google Doodles เป็นรูปนักดนตรีตีกลองและคนเต้นระบำฉลองเทศกาลโฮลี สำหรับใช้ในอินเดีย สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ และเอสโทเนียด้วย โดย Doodles นี้เลือกใช้สีที่สะท้อนความหมายต่างๆ ได้แก่ สีแดง สื่อถึงความรักและความอุดมสมบูรณ์, สีเหลือง คือสีขมิ้นที่เป็นสมุนไพรรักษาโรคภัยต่างๆ, สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของพระกฤษณะ และ สีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นใหม่

ระยะหลังที่กรุงเทพฯ ก็มีการจัดเทศกาลโฮลีเหมือนกัน นำโดยสมาคมวิศวะฮินดูปาริชาติ (Vishva Hindu Parishad: VHP) นับเป็นการส่งเสริมความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย-อินเดียที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียว

ภาพ : ปโยธร ศิริโยธา

ที่มาของเทศกาลโฮลี

ที่มาของเทศกาลโฮลีมีหลายตำนาน หลายเรื่องเล่า แต่ที่คนส่วนใหญ่เล่าให้ฟังคือ ตำนานปีศาจ ‘หิรัญยกศิปุ’ (Hiranyakashipu) เรื่องมีอยู่ว่า หิรัญยกศิปุได้ขอพรจากพระพรหมให้ตนเป็นอมตะ แต่พระพรหมบอกว่าให้ไม่ได้ เจ้าปีศาจฉลาดแกมโกงผู้นี้จึงรังสรรค์คำขอใหม่ว่า งั้นขอให้ข้าถูกฆ่าไม่ตายไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน นอกบ้านหรือในบ้าน บนพื้นดินหรือในอากาศ โดยมนุษย์หรือสัตว์ โดยอาวุธหรือมือ ซึ่งพระพรหมก็ยอมประทานพรให้

ต่อมาปีศาจตนนี้เหิมเกริมสั่งห้ามมิให้ชาวบ้านบูชาพระเจ้าองค์อื่นนอกจากตน แต่คนที่ขัดคืนคำสั่งกลับเป็นลูกชายตนเองชื่อว่า ประหลาด (Prahlada) เพราะประหลาดนับถือพระวิษณุอย่างยิ่ง ภายหลังหิรัญยกศิปุจึงมอบหมายให้นางโฮลีกะ (Holika) ซึ่งเป็นน้องสาวที่ได้รับพรฆ่าไม่ตายเหมือนกัน จับประหลาดนั่งตักเข้ากองไฟไปหมายจะให้ตายเสีย แต่ประหลาดสวดมนต์ขอพรพระวิษณุ จึงไม่ตาย ส่วนนางโฮลีกะถูกเผาไหม้ตายไปในกองเพลิงแทน จึงเป็นที่มาของพิธีกรรม โฮลีกะดาเฮิน ที่เล่าข้างต้น ส่วนพระวิษณุก็ได้อวตารมาเป็นนรสิงห์ ครึ่งคนครึ่งสิงโต จับหิรัญยกศิปุมานั่งบนตักตน ในเวลาโพล้เพล้ กลางประตู และใช้กรงเล็บจัดการสังหาร จึงเป็นบทสรุปของธรรมะย่อมชนะอธรรมตามศาสนาฮินดูนั่นเอง

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

Masala Moment

ปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่น่าสนใจในอินเดีย

เชื่อว่าเมื่อเร็วๆ นี้ คุณผู้อ่านหลายคนคงได้เห็นวิดีโอไวรัลหลายตัวเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกที่ทำร้ายชีวิตของสัตว์ทะเลน้อยใหญ่อันชวนเศร้าสลดและหดหู่ คลิปเหล่านี้ทำให้ระดับความตระหนักรู้เรื่องการใช้พลาสติกของผู้คนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ยิ่งตระหนักยิ่งทำให้เราค้นพบว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันโดยปราศจากพลาสติกใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic) ยากที่จะเกิดขึ้น เพราะมันแทรกซึมอยู่แทบจะทุกอณูของชีวิตประจำวัน แม้จะปฏิเสธไม่รับถุงหิ้ว แต่น้ำเต้าหู้ที่อยากดื่มก็มาในรูปแบบบรรจุขวดพลาสติก เสื้อที่ส่งซักแห้งก็กลับมาโดยมีถุงพลาสติกใสคลุมสวยงาม ป้าร้านน้ำดื่มก็ปักหลอดใส่ขวดน้ำแก้วมาให้ พลาสติกทั้งหมดนี้อยู่กับเราเพียงครู่เดียว ก็กลายเป็นขยะที่วันหนึ่งอาจถูกพัดพาไปกองสุมเป็นภูเขาสิ่งแปลกปลอมในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

โดยรายงานของ World Economic Forum เรื่องมลพิษจากพลาสติกระบุว่า หากสถานการณ์การใช้พลาสติกแบบนี้ดำเนินต่อไป ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) ปริมาณขยะในมหาสมุทรจะมีมากกว่าจำนวนปลาที่แหวกว่าย แค่คิดก็ขนพองสยองเกล้าแล้ว

อินเดียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผลิตขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล มีการรายงานว่าอินเดียผลิตขยะพลาสติกวันละประมาณ 15,000 ล้านตัน ซึ่งเท่ากับน้ำหนักของช้าง 3,000 ตัวรวมกัน ขยะพลาสติกที่เมื่อไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหนถูกเผาทำลาย กลับกลายเป็นมลพิษทางอากาศทับถมอากาศที่ไม่สะอาดอยู่แล้วของเมืองใหญ่ในอินเดียให้เป็นพิษมากขึ้นไปอีก

งดใช้ถุงพลาสติก, พลาสติก, อินเดีย, ขยะพลาสติก

งดใช้ถุงพลาสติก, พลาสติก, อินเดีย, ขยะพลาสติก

ส่วนขยะที่ถูกทิ้งเป็นภูเขาขยะได้กลายเป็นภาระต่อสายตา ภาระต่อผืนดินผืนน้ำและสัตว์ร่วมโลก

ตัวอย่างอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ‘วัว’ พาหนะของพระศิวะอันเป็นที่เคารพนับถือของชาวอินเดีย เรามักจะเห็นวัวในเขตเมืองคุ้ยเขี่ยหาอาหารจากกองขยะ ซึ่งบางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นโซนพักผ่อนอารมณ์ให้น้องวัวไปนั่งๆ นอนๆ สำนักข่าว BBC รายงานว่า วัวในอินเดียจำนวนมากประสบกับปัญหากินพลาสติกเข้าไปสะสมไว้ในกระเพาะเพราะเจ้าของปล่อยให้มันหากินเองอย่างอิสระ ไม่นานนี้ มีวัวอย่างน้อย 4 ตัวที่ตายในรัฐอันตรประเทศ ทางใต้ของอินเดีย หนึ่งในนั้นมีพลาสติกสะสมในท้องราว 80 กิโลกรัม

งดใช้ถุงพลาสติก, พลาสติก, อินเดีย, ขยะพลาสติก

อันที่จริง ภาครัฐและภาคประชาสังคมของอินเดียพยายามแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างจริงจังมานานหลายสิบปี แต่ก็ยังทำได้ไม่เด็ดขาดและล้มเหลวในทางปฏิบัติ เช่น กรุงนิวเดลี ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่ปี 2009 และปรับเพิ่มความเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ

โดยในปี 2012 รัฐบาลเดลีออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกทุกชนิด ซึ่งรวมถึงแผ่นและฟิล์มพลาสติกที่ใช้ห่อหนังสือ นิตยสาร ฯลฯ ส่วนที่ยังคงอนุญาตอยู่คือ พลาสติกที่ใช้เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ยาและการส่งออก นอกจากกรุงนิวเดลีแล้ว รัฐมหาราษฏระ (ที่มีเมืองหลวงคือ เมืองมุมไบ) รัฐปัญจาบ รัฐราชสถาน ก็ออกกฎหมายห้ามใช้พลาสติกรูปแบบต่างๆ รวมถึงรัฐอื่นๆ ที่เริ่มจากการห้ามใช้พลาสติกในบางเขตที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ

ล่าสุด อินเดียได้แสดงความพยายามอีกครั้ง ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนดังได้ออกมาประกาศว่า อินเดียจะมุ่งไปสู่ประเทศที่ปราศจากการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งในปี 2022 รวมทั้งประกาศแคมเปญรณรงค์ลดขยะทางทะเล และโครงการอนุสรณ์สถานแห่งชาติปลอดขยะ

งดใช้ถุงพลาสติก, พลาสติก, อินเดีย, ขยะพลาสติก

หลายคนออกมาชื่นชมว่า การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีอินเดียเป็นแรงกระตุ้นทางการเมืองที่สำคัญ เป็นแรงบันดาลใจให้กับโลกและเป็นชนวนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ขณะที่ก็มีคนอีกกลุ่มเห็นว่าเป็นเป้าหมายที่สูงเกินเอื้อมมาก ซึ่งก็ค่อนข้างจริง เพราะแค่รณรงค์ให้คนทิ้งขยะในที่ที่เตรียมไว้ยังไม่ค่อยจะสำเร็จเลย แต่การคิดและประกาศเป้าหมายก็สิ่งที่จำเป็น มันเป็นการตอกย้ำว่า ‘ปัญหา’ มีอยู่และ ‘รุนแรงขึ้น’ ประชาชนต้อง ‘ตระหนักรู้’ และ ‘ปรับพฤติกรรม’

หากจะมีใครชื่นชมโมดีและอยากดำเนินรอยตามเพิ่มขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ‘อินเดีย’ ที่เป็นประเทศที่มีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคนและเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วมากที่สุดของโลก
การควบคุมและปลูกฝังเรื่องขยะพลาสติกอย่างจริงจังน่าจะช่วยลดปริมาณขยะของโลกได้อีกมาก พัฒนาการสำคัญในตอนนี้คือ อินเดียประสบความสำเร็จในการลดการใช้ถุงพลาสติกแล้ว โดยห้างร้านหรู รวมถึงร้านขายของทั่วกรุงนิวเดลีและอีกหลายเมืองได้ (ถูกบังคับให้) ลาขาดจากการใช้ถุงพลาสติก โดยนำถุงที่ผลิตจากวัสดุอื่นๆ มาใช้แทน เช่น ผ้า กระดาษ และกระจูด ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เร็วกว่าถุงพลาสติกที่ต้องใช้เวลานานถึง 450 ปี
รวมทั้งมีมาตรการคิดสตางค์ลูกค้าที่ขอถุงด้วยเพื่อลดขยะ (หรือลดต้นทุนของร้านด้วยก็ไม่รู้) ส่วนร้านอาหารต่างๆ รวมถึงแมคโดนัลด์ก็เริ่มใช้กระดาษ จาน ช้อน ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวโพด และล่าสุด หากคุณผู้อ่านได้มีโอกาสแวะไปเยือนกรุงนิวเดลีแล้วละก็ จะพบว่าเดี๋ยวนี้ไม่สามารถหาหลอดพลาสติกได้แล้ว เพราะร้านรวงต่างๆ หันมาใช้หลอดดูดน้ำที่ทำจากกระดาษที่มีหน้าตาเหมือนขนมโอโจ้สมัยเด็กของเรากันหมดแล้ว

งดใช้ถุงพลาสติก, พลาสติก, อินเดีย, ขยะพลาสติก งดใช้ถุงพลาสติก, พลาสติก, อินเดีย, ขยะพลาสติก

แน่นอนว่า การออกกฎหมายห้ามใช้พลาสติกย่อมมีผู้เสียประโยชน์ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกของอินเดียได้ออกมาเรียกร้อง หลังจากรัฐมหาราษฏระประกาศห้ามการใช้พลาสติกทุกชนิดว่าเป็นนโยบายที่ไม่เป็นธรรม โดยนโยบายดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจเสียหายเป็นจำนวนถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้คนกว่า 3 แสนคน ตกงานในชั่วข้ามคืน รวมทั้งเมื่อปี 2012 กลุ่มผู้ประกอบการได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงกรุงนิวเดลีต่อต้านกฎหมายห้ามใช้พลาสติก แต่ศาลสูงก็ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

ย้อนกลับมาเมืองไทยที่รักยิ่ง บ้านเรามีการรณรงค์ให้งดใช้ถุงพลาสติกและหันมาใช้ถุงรักษ์โลกหรือถุงโลกร้อนมานานพอสมควร ล่าสุด ข่าววาฬเกยตื้นเสียชีวิตที่จังหวัดสงขลา ซึ่งผ่าพบขยะพลาสติกในกระเพาะอาหารของวาฬจำนวน 80 ชิ้น หนักถึง 8 กิโลกรัม สร้างความสะเทือนใจและความตระหนักรู้ถึงเรื่องการใช้ถุงพลาสติกของเราไม่ใช่น้อย แต่วันก่อนฉันแวะเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อชื่อดังหน้าปากซอย พนักงานยังหยิบหยอดยาดมใส่ถุงพลาสติกใบจ้อยส่งให้ลูกค้า ผู้ซึ่งม้วนถุงพลาสติกที่บรรจุยาดมใส่กระเป๋าตัวเองอยู่เลย

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load