23 กุมภาพันธ์ 2561
1 K

“วันหยุดทำอะไรกันหรอ” เป็นคำถามที่ฉันพบบ่อยครั้งจากผู้คนรอบตัว นึกๆ ดูแล้วกิจกรรมหนึ่งที่ฉันชอบทำในวันหยุดไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลก ก็คือการไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เพราะมันสนุกดี ได้เปิดมุมมองใหม่ (แม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ตาม) ใช้สตางค์ไม่เยอะ ไปคนเดียวก็ได้ไปเป็นกลุ่มก็ดี ขึ้นอยู่กับอารมณ์ติสท์ของตัวเองในวันนั้นเป็นหลัก ที่อินเดียนี่ก็เช่นกัน นอกจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาฉันได้ไปเที่ยวชมงาน India Art Fair 2018 ซึ่งเป็นงานอาร์ตแฟร์ศิลปะสไตล์โมเดิร์นและร่วมสมัยชั้นนำในเอเชียใต้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่กรุงนิวเดลี โดยปีนี้จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ปีนี้มีอาร์ตแกลเลอรี่กว่า 80 แห่งจากทั่วโลกมาจัดแสดงผลงานของศิลปิน โดยมีนักสะสมศิลปะหรือ collector จากทั่วโลกมาซื้อผลงาน รวมทั้งประชาชนคนทั่วไปที่สนใจก็สามารถซื้อบัตรมาเข้าชมได้ สนนราคาที่คนละ 600 รูปี (หรือประมาณ 300 บาท)

แม้รูปโฉมการตกแต่งสถานที่ปีนี้ไม่น่ารักเท่าเมื่อ 2 ปีก่อนที่เคยมา แต่อาร์ตแกลเลอรี่รวมถึงศิลปินเจ้าของผลงานในปีนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลกมากกว่าเดิม เช่น แกลเลอรี่ระดับไฮเอนด์อย่าง David Zwirner ก็มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกโดยได้นำผลงานฟักทองของยาโยอิ คุซามะ มาจัดแสดงด้วย นอกจากนี้ก็มี DAG (Delhi Art Gallery) และ Chatterjee & Lal แกลเลอรี่แนวหน้าของอินเดีย Grosvenor Gallery จากลอนดอน Mo J Gallery จากเกาหลีใต้ รวมถึงแกลเลอรี่ Latitude 28 ซึ่งแสดงผลงานของศิลปินอินเดียชื่อดัง อาทิ Thota Vaikuntam, Manu Parekh ภาพวาดต้นฉบับของศิลปินแต่ละท่านมีราคาตั้งแต่หลักแสนบาทไปจนถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว ขนาดภาพพิมพ์ซ้ำยังเป็นหลักหมื่นบาทนะ เอามือทาบอกตกใจ!  

India Art Fair

บรรยากาศภายในงาน India Art Fair 2018

India Art Fair

David Zwirner Gallery (New York/London/Hong Kong)

การมาเดินงานอาร์ตแฟร์ครั้งนี้ทำให้ฉันเริ่มมองเห็นศิลปะเป็นมากกว่าของสวยๆ งามๆ เพราะมูลค่าของงานศิลปะแต่ละชิ้นนั้นไม่ใช่น้อยๆ และที่สำคัญมีคนซื้อเสียด้วยสิ เช่นเดียวกับ MCH Group ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ผู้อยู่เบื้องหลังงานแฟร์ระดับโลกอย่าง Art Basel ที่จัดขึ้นที่เมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ เมืองไมแอมี สหรัฐอเมริกา และเกาะฮ่องกง ก็ได้เล็งเห็นเช่นกัน โดยในปี 2558 MCH Group ได้เข้ามาซื้อหุ้นของ India Art Fair ไปในสัดส่วนมากถึงร้อยละ 60.3 เพื่อเริ่มต้นก้าวแรกของธุรกิจตัวใหม่ คืองานแฟร์ศิลปะระดับภูมิภาค (Regional Art Fair) ก้าวของ MCH Group สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดศิลปะในเอเชียใต้ซึ่งมีเศรษฐกิจอินเดียขาขึ้นเป็นปัจจัยสนับสนุนได้เติบโตขึ้นมากและกำลังก้าวไปสู่ระดับโลก ขณะเดียวกัน การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของ MCH Group ก็เป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงแกลเลอรี่ดังๆ จากนิวยอร์ก ลอนดอน ฮ่องกง มาร่วมจัดแสดง ซึ่งแกลเลอรี่เหล่านี้ก็จะดึงดูด collector ให้มาเลือกซื้อศิลปะในงานนี้อีกต่อหนึ่ง

India Art Fair

บรรยากาศหน้างาน India Art Fair 2018

Neha Kirpal ผู้ก่อตั้ง India Art Fair ซึ่งบัดนี้ถือหุ้นในสัดส่วนลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมากระแสศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยเริ่มก่อตัวในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยมีนิทรรศการศิลปะเกิดขึ้นมากมาย เช่น Kochi-Muziris Biennale, Colombo Art Biennale, Lahore Biennale และ Dhaka Art Summit ขณะเดียวกันศิลปะร่วมสมัยของอินเดียก็เริ่มได้รับความนิยมในระดับโลก โดยไปปรากฏในเวทีอย่าง Guggenheim, Met Breuer, Tate Modern และ Venice Art Biennale เป็นต้น งานนิทรรศการอย่าง India Art Fair จะช่วยให้ศิลปะอินเดียออกสู่สายตาโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ช่วยสร้างความตระหนักรู้ด้านศิลปะให้กับประชาชน และเพิ่มจำนวนกลุ่มนักสะสมศิลปะในประเทศ (ซึ่งยังมีจำนวนน้อยมาก) ขณะที่ Jagdip Jagpal ซึ่งเป็น director ของงานนี้เป็นปีแรก อยากให้ผู้เยี่ยมชมงานได้เข้าใจภาพวัฒนธรรมในอินเดียที่กำลังเติบโต ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างอินเดียกับเพื่อนบ้านในเอเชียใต้ ไปจนถึงยุโรปและตะวันออกกลาง และภาพอัตลักษณ์สมัยใหม่แบบโมเดิร์นอินเดีย ขณะเดียวกันก็สร้างช่องทางในการเข้าถึงตลาดศิลปะให้กับนักสะสมในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งถ้านับฉันเป็นตัวชี้วัดด้วยก็ประสบความสำเร็จอยู่นะคะ

India Art Fair

ตัวอย่างงานศิลปะ

India Art Fair

1,000 Attempts at a Reconciliation ของ Timothy Hyunsoo Lee จาก Sabrina Amrani Gallery มาดริด

ในระหว่างเดินชมผลงานศิลปินคนนั้นคนนี้พร้อมกับตามหาศิลปะและศิลปินไทยเผื่อจะมาที่ India Art Fair กับเขาบ้างซึ่งสุดท้ายแล้วยังไม่พบ แต่อย่างน้อยฉันได้พบกับงานศิลปะที่ใช้ทองคำเปลวจากเมืองไทยของ Timothy Hyunsoo Lee ศิลปินชาวเกาหลีใต้ที่ไปเติบโตในสหรัฐอเมริกา งานของเขามีชื่อว่า 1,000 Attempts at a Reconciliation งานชิ้นนี้เป็นการนำทองคำเปลวจำนวน 1,000 แผ่นมาวางบนพื้นผิวสีน้ำเงินและเข้ากรอบ ซึ่งรูปร่างแผ่นทองก็จะแตกต่างออกกันออกไป เป็นงานที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากที่คุณย่าเล่าให้ฟังว่า หากพับนกกระเรียน 1,000 ตัวแล้วจะสมหวัง ทิโมธีบอกว่า ในปีนี้เขาเห็นศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมากและตลาดของอินเดียกำลังปรับตัว คนสนใจงานศิลปะร่วมสมัยมากขึ้น เขาเองยังแปลกใจที่คนอินเดียสนใจงานสไตล์มินิมอลและงานสไตล์นามธรรม (abstract) โดยภาพวาด abstract หลักแสนบาทของเขาก็ขายออกไปแล้วในงานนี้

 

ใครที่สนใจ India Art Fair ก็ลองติดตามกันได้ในปีหน้าช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์นะคะ ส่วนใครที่มาเที่ยวเดลีช่วงอื่น ขอแนะนำ National Gallery of Modern Art (NGMA) ซึ่งจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยสวยๆ ของอินเดีย มีทั้งนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวร ที่สำคัญแอร์เย็นเฉียบเลยค่ะ เหมาะกับการเป็นโปรแกรมในหน้าร้อนของเดลีมากๆ

Writer & Photographer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

Masala Moment

ปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่น่าสนใจในอินเดีย

“อยากไปดูแรดที่อัสสัมอะ”

ความในใจที่ฉันประกาศออกไปและโชคดีมีคนตอบรับ ทำให้ฉันได้มายืนสูดอากาศบริสุทธิ์บนรถจี๊ปบุโรทั่งที่กำลังวิ่งกระท่อนกระแท่นเข้าไปในคาซิรังกา (Kaziranga) อุทยานแห่งชาติพื้นที่ 860 ตารางกิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ที่องค์กรยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกเพราะว่ามีพื้นที่ป่าที่ยังคงความบริสุทธิ์ปราศจากการรุกรานของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำสายสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ และยังเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกสำหรับสัตว์ป่า รวมถึงแรดอินเดีย หรือแรดนอเดียว

Kaziranga
Kaziranga

แรดนอเดียวมีขนาดตัวโตพอๆ กับแรดขาวแอฟริกา แต่มีเพียงนอเดียว จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Greater One-horned Rhino มีหนังหนาที่พับกันเป็นทบ มองดุคล้ายชุดเกราะนักรบโบราณขนาดตัวสูง 5.75 – 6.5 ฟุต มีน้ำหนัก 1,800 – 2,700 กิโลกรัม ขนาดความยาวนอประมาณ 8 – 25 นิ้ว  

ฉันรู้สึกว่ามันแปลกดีที่มีสัตว์ชนิดเดียวกันแต่อยู่คนละมุมโลกแบบนี้ คงเป็นเส้นทางการหาอาหารและเอาชีวิตรอดในอดีตกาลที่พาให้ยักษ์ใหญ่แห่งป่าเติบโตกันคนละเส้นทาง ในอดีตแรดพันธุ์นี้พบได้ตามเชิงเขาหิมาลัย ไล่ตามระนาบเดียวกันมาตั้งแต่ประเทศปากีสถาน อินเดีย เนปาล ไปถึงเมียนมา แต่เนื่องจากที่อยู่อาศัยของแรดถูกมนุษย์รบกวนทำให้ปัจจุบันประชากรแรดอินเดียหลงเหลืออยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ในรัฐอัสสัมกับรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียและประเทศเนปาลเท่านั้น

แรด

จริงๆ แล้วฉันอยากจะมานั่งช้างแต่เช้ามืดเพื่อแฝงตัวเข้าไปในฝูงสัตว์มากกว่านั่งเที่ยวชมด้วยรถจี๊ปแบบนี้ แต่เมื่อคืนดีปัก (Deepak) ไกด์ท้องถิ่นมาแจ้งผลที่น่าเศร้า หลังจากที่พยายามจองตั๋วนั่งช้างซึ่งตามระเบียบเปิดให้จองเวลา 19.00 น. ของคืนก่อนหน้าเท่านั้น

“เราพยายามแล้วจริงๆ เมื่อวานฝรั่งกลุ่มนั้นก็ไม่ได้ตั๋วนั่งช้างเหมือนกัน มันเต็มเร็วมากเพราะเป็นช่วงหยุดยาว” ไกด์ดีปักพยายามอธิบาย “แต่เราไปนั่งรถจี๊ปได้นะครับ ไม่ต้องจองด้วย” ก็คงต้องเช่นนั้น เพราะเราไม่มีทางอื่นนี่นา

ซาฟารี
ซาฟารี

การท่องเที่ยวอุทยานคาซิรังกามี 2 รูปแบบ คือการนั่งช้าง และการนั่งรถจี๊ป โดยสัตว์จำพวกแรด กวาง ช้าง จะออกมาหาอาหารในบริเวณเดียวกัน ดังนั้นหากนั่งช้างเราก็จะสามารถเข้าไปอย่างไม่แปลกแยกและได้อยู่ใกล้ชิดกับฝูงสัตว์ ส่วนรถจี๊ปนั้นไปได้ระยะไกลกว่า แต่ต้องวิ่งในเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้น การใกล้ชิดกับสัตว์จึงต้องพึ่งดวงมากกว่า  

การเที่ยวซาฟารีที่อินเดียเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี โดยในปี 2017 คาซิรังกาต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดียถึง 170,000 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7,843 คน มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่ที่นี่ ยังรวมถึงอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง อันที่จริงอินเดียมีอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถึง 130 แห่ง เป็นหนึ่งในประเทศบนโลกนี้ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่า แต่ก็ลดน้อยลงอย่างมากจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับจำนวนสัตว์ป่าและผืนป่าเมื่อร้อยปีที่แล้ว

ปัจจุบัน อินเดียมีประชากรเสือในธรรมชาติเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรเสือในธรรมชาติของทั้งโลกที่มีอยู่ประมาณ 3,900 ตัว (สถิติปี 2017) และมีประชากรแรดนอเดียวนับเป็น 2 ใน 3 ของประชากรแรดนอเดียวทั่วโลกที่มีอยู่ประมาณ 3,500 ตัว (สถิติปี 2018) นอกจากนี้ อินเดียยังมีเสือดาวลายหิมะ (Snow Leopard ซึ่งต้องไปดูไกลถึงแคว้นลาดักห์) ช้างอินเดีย ควายป่า นกหายาก รวมถึงพันธุ์ไม้ป่าให้ชมและศึกษาอีกมาก

ส่วนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวซาฟารีในอินเดียก็ค่อนข้างย่อมเยาทีเดียว ดูได้จากอัตราค่าบริการต่าง ๆ ของอุทยานแห่งชาติคาซิรังกา เช่น ค่านั่งช้างคนละ 1,250 รูปี (ประมาณ 625 บาท) ค่ารถจี๊ปชมอุทยาน (นั่งได้ 4 คน) คันละ 1,950 รูปี (ประมาณ 975 บาท) ส่วนค่าเข้าอุทยานก็เพียงคนละ 650 รูปี (ประมาณ 325 บาท) เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น อัตราค่าเข้าชมอุทยานสำหรับชาวอินเดียคนละ 100 รูปี เท่านั้นเอง

กวาง
ต้นไม้

ส่วนคุณภาพนักท่องเที่ยวอินเดียก็หลากหลายมาก มีทั้งกลุ่มที่ดูเป็นนักท่องป่าจริงจังที่หอบหิ้วอุปกรณ์มากมายทั้งกล้องส่องทางไกลอย่างดีและกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูง คนเหล่านี้แต่งกายทะมัดทะแมงและให้เกียรติธรรมชาติด้วยการทำตัวสงบเสงี่ยม พูดเบา เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังให้กระทบชีวิตสัตว์น้อยที่สุด กับกลุ่มนักท่องเที่ยวสายเฮฮาที่มากันเป็นครอบครัวลูกเล็กเด็กแดง ไปถึงไหนเสียงดังถึงนั่น แถมยังตะโกนปรบมือเรียกแรดให้หันมาเพื่อถ่ายรูป (มันใช่หรอ?)

บ่อยครั้งที่ฉันได้ยินคนท้องถิ่นบ่นไม่พอใจนักท่องเที่ยวที่ไม่เกรงใจใครเหล่านี้ หากไม่มีใครทำอะไรสักอย่างเพื่อควบคุมพฤติกรรมผู้มาเยือนแล้วละก็ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของอินเดียก็คงค่อยๆ ถูกบ่อนทำลายไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนหน้าที่เราจะไปอัสสัมสักหนึ่งอาทิตย์ ก็มีข่าวว่า ‘ซูดาน’ แรดขาวเหนือ เพศผู้ ตัวสุดท้ายแห่งทวีปแอฟริกาได้จากโลกนี้ไป ตอกย้ำว่าความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ได้ทำให้เพื่อนร่วมโลกอีกสายพันธุ์หนึ่งหายจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ปัญหาการล่าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายก็เป็นปัญหาระดับชาติของอินเดียเช่นกัน

ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชากรแรดนอเดียวที่คาซิรังกานี้ก็อยู่ในภาวะวิกฤตเพราะถูกล่าเพื่อเอานอและเพื่อเกมกีฬา โดยมีจำนวนเหลือเพียง 200 ตัวเท่านั้น แต่ภายหลังมีการอนุรักษ์อย่างจริงจังจนทำให้ประชากรแรดกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ส่วนจุดเริ่มต้นก็น่าสนใจ

ในปี 1904 บารอนเนสคูร์ซอน (Baroness Mary Victoria Leiter Curzon) ภริยาของลอร์ดคูร์ซอน (Lord Curzon) อุปราชแห่งอินเดีย (Viceroy of India) เดินทางมาบริเวณคาซิรังกาซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นที่อยู่อาศัยของแรดนอเดียว แต่กลายเป็นว่าเธอไม่พบแรดแม้เพียงตัวเดียว เธอจึงขอร้องสามีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอินเดียในขณะนั้นให้ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่ออนุรักษ์แรดเหล่านี้ จึงนำไปสู่การกำหนดอาณาเขตพื้นที่คาซิรังกาให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและค่อยๆ พัฒนาเป็นอุทยานแห่งชาติในภายหลัง จากนั้นประชากรแรดก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยในปี 1966 พบแรดอินเดียประมาณ 366 ตัว และในปี 2018 มีจำนวน 2,413 ตัวแล้ว

“นั่นมูลแรด” “นี่คือหญ้าช้าง อาหารโปรดของแรด”

“ส่วนนี่คือรอยเท้าแรด” เสียงบรรยายของคุณไกด์ไล่มาไม่ขาดสายเมื่อรถจี๊ปแล่นเข้าป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ พวกเราพยายามสนุกไปกับสิ่งที่เจอ แต่ลึกๆ แล้วทุกคนก็คิดเหมือนกัน

“เมื่อไหร่จะเจอแรดตัวจริงฟระ” ไกด์คงเห็นหน้าจ๋อยๆ ของเรา จึงเล่าต่อไปว่า “แรดพวกนี้เขามีเขตการหาอาหารไกลมาก โดยจะเดินทางไปเรื่อยๆ ข้ามจากโซนหนึ่งของอุทยานไปอีกโซนหนึ่งได้ เราไม่เจอที่โซนนี้ เดี๋ยวจะพาไปอีกโซนนะครับ”

Kaziranga
Kaziranga

รถจี๊ปยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามเส้นทางลูกรัง เราทอดสายตาไปกับทุ่งหญ้าและบึงน้ำกว้าง สายลมเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้าและสัตว์น้อยใหญ่มาทักทายเราประปราย เช่น กวางบึง นกเหยี่ยว ควายป่าเอเชีย นกกระสาคอดำ นกกระเต็น  

“ที่นี่ก็มีเสือด้วยนะ” ดีปักเริ่มหาเรื่องมาให้กำลังใจ นอกจากแรดแล้วคาซิรังกาได้รับการจัดให้เป็นแหล่งสงวนพันธุ์เสือเมื่อปี 2006 โดยมีลักษณะป่าเป็นเอกลักษณ์เหมาะแก่การขยายพันธุ์ของเสือที่มีอยู่ไม่กี่แห่งนอกทวีปแอฟริกา ที่นี่มีทั้งเสือโคร่งเบงกอล เสือลายเมฆ เสือดาว

ฉันถามคุณไกด์ไปว่าเขาเคยเห็นเสือจากรถจี๊ปบ้างไหม เขาบอกว่า “การเที่ยวซาฟารีมันเป็นดวงนะ ผมพาคนเข้าเที่ยวซาฟารีมา 17 ปี ตัวผมเองยังเจอเสือไม่เกิน 20 ครั้งเลย แต่รู้ไหมปีที่แล้วมีคู่รักชาวเนเธอแลนด์ที่มาอินเดียเป็นครั้งแรกและมาเที่ยวอุทยานนี้โดยรถจี๊ป ได้เจอเสือโคร่งระยะประชิดเฉยเลย”

ฮือ ฟังแล้วอยากจะเร่งทำบุญให้ดวงดีขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

เมื่อปี 2016 ที่คาซิรังกานี้ได้ต้อนรับดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ด้วยนะ ภาพเคต มิดเดิลตัน ให้นมลูกแรดและนั่งรถจี๊ปท่องซาฟารีทำให้ฉันรู้สึกว่า อุทยานคาซิรังกานี้ไม่ธรรมดา เราจะต้องมาให้ได้ หลังจากนั่งรถไปสักครึ่งทาง สวรรค์ก็ให้กำลังใจคนมุมานะ ในที่สุดพวกเราก็ได้เห็นแรดตัวจริงที่ยืนอยู่แสนไกลคนละฝั่งแม่น้ำ

Kaziranga

“ตัวเล็กไปหน่อย แต่เอาเหอะ ตัวจริง” ฉันให้กำลังใจตัวเอง และเชื่อหรือไม่ว่าหลังจากเจอแรดตัวที่หนึ่ง ก็มีแรดตัวที่สอง สาม สี่ ตามมาเรื่อยๆ แต่จากระยะไกลๆ  ความตื่นเต้นของคนดูแรดอย่างเราก็ลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

คนเรานี่หนา สิ่งใดที่มีมากเราก็ให้คุณค่าน้อย เมื่อสิ่งใดลดน้อยจนเกือบจะหายไปนั่นแหละเราถึงรู้สึกเดือดร้อนและให้คุณค่ามัน เหมือนกับที่นายหรรษ วรรธน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินเดียกล่าวไว้ในวันเสือโลกว่า “เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราเคยมีเสือมากถึงเกือบ 1 แสนตัวในอินเดีย แต่วันนี้ เรามาแสดงความยินดีกันว่าเรามีเสือไม่กี่พันตัว”

แม้ว่าประชากรเสือและแรดในอินเดียจะเพิ่มขึ้นในระยะหลัง แต่ทางการก็ยังคงต้องต่อสู้กับสาเหตุที่ประชากรเสือและแรดในอินเดียลดลงต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการถูกบุกรุกป่าที่อยู่อาศัย หรือ การลักลอบฆ่าเอาหนังและเอานอ ทุกวันนี้นอแรดมีมูลค่าสูงกว่าทองคำเสียอีก นอแรด 1 กิโลกรัมอาจมีราคาตั้งแต่ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8 แสนบาท หรือ สูงถึง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2 ล้านบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้ขายสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล โดยตลาดรับซื้อใหญ่อยู่ที่เมืองจีนและเวียดนาม

คนที่นั่นยังมีความเชื่อในการใช้นอแรดเป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ เชื่อว่านอแรดเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาโรคได้ตั้งแต่มะเร็งไปจนถึงการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ​ ฉันชักสงสัยว่าเมื่อนอแรดเป็นเส้นใยเคราตินที่อัดตัวกันจนแน่นแบบเดียวกับที่พบในเล็บและผมของคน แล้วมันจะรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างไรกันหนอ หรือเราจะลองกินเล็บและผมแทนดูบ้าง

นอกจากนี้ ธุรกิจค้านอแรดยังมีความซับซ้อนโดยเกี่ยวพันกับอาชญากรรมรูปแบบอื่น ทั้งยาเสพติด อาวุธสงคราม และขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งล้วนเป็นช่องทางหาเงินสดจากตลาดมืดที่ติดตามต้นตอได้ยาก ทุกวันนี้สิ่งที่เจ้าหน้าที่อุทยานคาซิรังกาทำ คือลาดตระเวนและพิทักษ์แรดจากเหล่านายพราน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ยากจนและไร้การศึกษา เข้ามาเสี่ยงชีวิตหาเงินเลี้ยงตัว ปรากฏการณ์เหล่านี้เหมือนเป็นลูกโซ่ที่หากจะแก้ก็ต้องทำกันทั้งระบบ

แต่ฉันก็คิดว่าอุทยานแห่งนี้มีระบบจัดการคนมาเที่ยวได้ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศ โดยมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน (แบบที่ฉันอดนั่งช้าง) และมีกฎเหล็กห้ามนักท่องเที่ยวลงจากรถจี๊ปโดยเด็ดขาด จะปวดท้องเข้าห้องน้ำอย่างไรก็ทำไม่ได้ และอุทยานก็ดูสะอาด ไม่มีขยะให้รกหูรกตาเท่าไหร่นัก คิดไปคิดมาเวลา 2 ชั่วโมงบนรถจี๊ปกลางป่าก็กำลังจะหมดลง รถจี๊ปของเรากำลังมุ่งตรงไปสู่ทางออกอุทยาน โดยที่เรายังไม่ได้เห็นแรดแบบตัวโตๆ กับเขาสักที

แต่เดี๋ยวก่อน นั่น นั่น ในระยะร้อยเมตรด้านหน้ามีร่างยักษ์สีดำร่างหนึ่งกำลังโผล่มาจากท้องทุ่งทางซ้าย กรี๊ด ฉันรีบคว้ากล้องมาจับนาทีทองแห่งคาซิรังกา

Kaziranga

และก่อนที่คนขับรถจะเข้าใจว่าดีปักต้องการให้รถวิ่งต่อไปข้างหน้า ร่างนั้นก็ผลุบหายเข้าไปในดงป่าด้านขวาด้วยความเร็วแสง เหลือแต่ก้นกลมๆ ให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังมองตามด้วยสายตาละห้อย แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ซาฟารีครั้งแรกในอินเดียของฉันปิดฉากอย่างสมบูรณ์

“ขอบคุณที่มาให้เห็นใกล้ๆ นะ”

หาข้อมูลคาซิรังกาเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

Writer & Photographer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load