มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) หรือ เบิ้ม-ไมตรี พิมพ์วิชย กำลังยื่นขอสัญชาติไทย

ชายชาวเยอรมันผู้ลงหลักปักฐานกับครอบครัวที่เชียงใหม่ ออกตัวว่าอู้กำเมืองไม่ถนัด แต่ภาษาไทยกลางสบายมาก เขายินดีให้สัมภาษณ์ภาษาไทยชัดเจนแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากเราจะเล่าเรื่องงานที่เชียงใหม่ของเขาให้คนทั่วไปได้ยินได้ฟัง

หน้าที่หลักของมาร์ตินคือที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลการพัฒนาโมเดลและกลยุทธ์ของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ตัวอย่างงานสนุกๆ ของเขาคือการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ในนามคณะกรรมการเชียงใหม่สร้างสรรค์ (Creative Chiang Mai) เป็น License Holder และ Curator จัดงาน TEDxChiangMai ทำเว็บไซต์ 2 ภาษาเพื่อโชว์และเปิดช่องทางสั่งซื้อหัตถกรรมภาคเหนืออย่าง salahmade ช่วยก่อตั้งรางวัล CDA (Creative Design Awards) สำหรับงานดีไซน์ภาคเหนือ ซึ่งประกาศรางวัลใน Chiang Mai Design Week

เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ในยามนี้อาจไม่คึกคักเหมือนเคย แต่ชายผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อพัฒนาเชียงใหม่มีความหวังต่ออนาคตเมืองล้านนา 

และนี่คือเรื่องราวของเขา

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
01

Happy Accidents

30 ปีก่อน บนเที่ยวบินแฟรงเฟิร์ต-กรุงเทพฯ จุดพลิกผันของเด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมัธยมจากเยอรมนี นายมาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจออกเยือนทวีปเอเชียและโอเชียเนีย และได้ที่นั่งตรงกลาง

“ปกติผมจะนั่งตรงทางเดิน แต่วันนั้นผมนั่งตรงกลาง ข้างซ้ายของผมคือคนเยอรมันที่จะมาฝึกงานเมืองไทย คุยกันถูกปากเลยไปพักกับเขา เขาเป็นทนาย อายุมากกว่าผมนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น แทนที่จะไปพักที่ถนนข้าวสาร ผมก็เลยไปอยู่คอนโดฯ ที่สีลมกับเขา เขาไปทำงาน ผมก็ไปเที่ยว ผมได้เจอเพื่อนเขาที่เป็นทนายคนไทย ไม่ใช่คนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นคนทำงานธรรมดานี่ล่ะ คอนเนกชันผมกับประเทศไทยเลยต่างออกไป ออฟฟิศเขาพาไปเที่ยวสวนนงนุชเปิดใหม่ตอนวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมก็ไปเที่ยวกับเขา” มาร์ตินเล่าความหลังในวัย 20 ปี 

“อยู่ไปสักพักผมก็ซื้อตั๋วไปเกาะสมุย แล้วกะว่าจะไปต่างประเทศต่อ แต่วันสุดท้ายก่อนไปเกาะสมุย ผมไปเยี่ยมโรงเรียนสอนภาษา AUA ผมถูกใจการสอนภาษาไทยมาก เป็นการสอนตัวต่อตัว ครูอธิบาย คุยกันให้เข้าใจ ผมชอบมากเลยทิ้งตั๋วไปสมุยแล้วเรียนภาษาไทยต่อหลายเดือน ห้าเดือนแรกไม่ได้พูดภาษาไทยเลยนะ ฟังอย่างเดียว ฟังเหมือนเด็กฟังพ่อแม่ ฟังญาติคุยกัน เขาบอกว่าระบบการสอนของเขาทำให้สำเนียงภาษาผู้เรียนค่อนข้างชัด”

ที่ AUA มาร์ตินพบเพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งซึ่งมาเรียนภาษาไทยเหมือนกัน เขาตั้งใจว่าจะกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับเอเชียชื่อ SOAS (School of Oriental and African Studies, University of London) เด็กหนุ่มชาวเยอรมันจำชื่อนี้ไว้ในใจ เขาฝึกภาษาไทยเพิ่มเติมกับนักศึกษาจิตรกรรม ศิลปากร ที่ไปเจอที่เกอเธ่ จนจับพลัดจับผลูไปนั่งเรียนที่ศิลปากร สนิทสนมถึงขั้นไปนอนค้างที่คณะ แวบไปขออาจารย์นั่งฟังเลกเชอร์ที่ธรรมศาสตร์ 

“คนเยอรมันนิยมเดินทางช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะสมัยก่อนเรียนปริญญาตรีแล้วต่อโทเลยมันนาน ตอนนี้มีระบบใหม่แล้ว หลายคนเลยนิยมมี Study Year หรือ Gap Year ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ไอ้การที่เราจะไปต่างประเทศตอนอายุสิบแปด สิบเก้า ค่อนข้างเป็นเรื่องธรรมดา บางทีอายุเท่านั้นก็ไม่รู้หรอกว่าอยากเรียนอะไร อยากหาประสบการณ์ก่อน ปกติเขาไปกันปีเดียว แต่ผมนานพิเศษ เดินทางถึงสองปี ผมก็เลยไปเรียนจนสอบเทียบป.6 เมืองไทยได้ ที่บ้านจะได้มองว่าอย่างน้อยมาร์ตินก็ทำอะไรที่มีประโยชน์บ้าง”

15 เดือนผ่านไปในเมืองไทย มาร์ตินเดินทางต่ออีก 5 เดือน เพื่อไปเยือนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย บาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย วกกลับมาไทยอีกที แล้วสุดท้ายก็กลับไปเยอรมนีเพื่อเข้ามหาลัยที่ฮัมบวร์กแค่ปีเดียว ก่อนจะย้ายไปเรียนด้านบริหารธุรกิจกับเศรษฐศาสตร์ที่ SOAS พบรักกับนักศึกษาปริญญาเอกไทยที่นั่น และเดินทางกลับมาตั้งรกรากกับเธอ ผู้กลับมาเป็นอาจารย์ที่เมืองไทย

“ถ้าผมไม่ได้ไปนั่งตรงนั้นบนเครื่องบิน ไม่ได้ไปเรียน AUA วันสุดท้ายก่อนไปสมุย ชีวิตก็คงไม่ได้มาทางนี้ เป็น Happy Accident ที่บังเอิญต่อกันมาเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตไปซ้ายไปขวา แล้วต่อกันไปหลายๆ ทิศทาง”

อีกเรื่องเป็นความเชื่อที่มาร์ตินไม่ค่อยบอกใคร แต่เขาคิดว่าอาจเป็นพรหมลิขิตให้เขามาเยือนแดนสยาม

“พ่อแม่ผมเสียตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมมาเที่ยวเมืองไทยหลายรอบ ทางบ้านก็ไม่คิดอะไร จนครั้งหนึ่งคุณป้าไปจัดของที่บ้าน แล้วเจอกล่องรองเท้าที่เก็บรูปถ่ายในตู้เสื้อผ้า ในนั้นมีรูปที่ทำให้ป้าจำได้ว่าแม่เคยมีแฟนเป็นคนไทย

“แม่ผมเป็นออร์แพร์ที่ปารีส ฝรั่งเศส ไปเจอคนไทยที่นั่นแล้วก็เป็นแฟนกัน ผู้ชายขอเขาแต่งงาน ไปเจอแม่ เจอพี่สาวของผู้ชายแล้ว แม่เล่าให้คุณยายฟัง ปรากฏว่าคุณยายนั่งรถไฟจากภาคเหนือเยอรมนีไปปารีสภายในสี่สิบแปดชั่วโมง แล้วก็ลากแม่กลับเยอรมนี ไม่ยอมให้แต่งงานกับคนไทย คงไม่ต่างจากพ่อแม่ไทยบางครอบครัวที่ไม่อยากให้ลูกมีแฟนฝรั่ง สมัยก่อนคนรู้สึกว่าเมืองไทยไกลมาก ก็ขาดการติดต่อกัน สองสามปีต่อมา แม่ก็แต่งงานกับพ่อ แล้วทุกคนก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท 

“จนกระทั่งผมมาอยู่เมืองไทยสองปี แล้วป้าไปเจอรูปถ่ายเข้าแล้วก็ส่งรูปนั้นมาให้ ด้านหลังรูปมีชื่อเขียน ผมเลยไปเจอผู้ชายคนนั้น ลุงแดงกลับมาอยู่เมืองไทย เขามีบุญคุณกับผมมากเพราะ ค.ศ. 1994 มีช่วงหนึ่งบริษัทที่ผมฝึกงานมีปัญหา ผมก็ไปอยู่บ้านเขาสามเดือน เขายกห้องลูกชายให้ผมเพราะลูกไปอยู่หอตอนเรียนหมอ ต้องกราบขอบคุณอีกครั้ง เรื่องนี้อาจเป็น Happy Accident อีกเรื่อง

“หรือไม่แม่ก็อาจจะฝากให้ผมมาเที่ยวเมืองไทย”

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
02

งานเมืองไทย

“บางทีเพื่อนก็บอกว่าผมเกิดผิดประเทศ ผมจีบภรรยาติดเพราะผมพูดภาษาไทยได้ เขาบอกผมว่าเขาไม่คิดมีแฟนเป็นฝรั่ง แต่ตอนทำวิทยานิพนธ์เขาอยากฝึกภาษา เขาบอกว่าถ้าไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยกัน จะมีแฟนเป็นฝรั่งทำไม เลยมีสามปีที่เราพูดภาษาอังกฤษกัน พอเขากลับเมืองไทย เราค่อยพูดไทยกันใหม่”

มาร์ตินและภรรยาซึ่งเป็นอาจารย์สอนการละครมีลูกชายฝาแฝดด้วยกัน หนุ่มๆ เกิดที่เมืองไทย ย้ายไปอยู่อังกฤษ ฮ่องกง กรุงเทพฯ ก่อนที่ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่

ด้วยความคล่องแคล่วทั้งภาษาเยอรมัน อังกฤษ และภาษาไทย มาร์ตินได้มาทำงานที่เมืองไทยเป็นระยะ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานหลังจบปริญญาโทให้บริษัทอังกฤษ PricewaterhouseCoopers หรือ PwC เขาถูกส่งตัวมาทำงานด้านรัฐวิสาหกิจในเยอรมนีและเมืองไทยสลับกัน เพราะลูกค้ารายใหญ่อยู่ในทั้งสองประเทศ เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (TOT) และ Deutsche Telekom

หลังจากทำงานรอบโลกด้านกลยุทธ์และนโยบายด้านโทรคมนาคมและ ICT ในปี 2009 เขาเปลี่ยนไปทำงานด้านนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์  นวัตกรรม และการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ

ช่วงนั้นรัฐบาลไทยมีมติว่านอกจากอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ที่บริหารจัดการโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในกรุงเทพฯ แล้ว ภูมิภาคต่างๆ ก็ควรมีอุทยานวิทยาศาสตร์ด้วย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาค พัฒนาเศรษฐกิจสังคม 

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญที่รัฐบาลเยอรมนีส่งมาเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ช่วยก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ในภาคเหนือ และดูแลรูปแบบการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

Happy Accident เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นๆ เพราะ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ กลับมาจากประเทศญี่ปุ่นพอดี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่งตั้งเขาเป็นผู้อำนวยการ จึงได้ร่วมช่วยกันพัฒนาและก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) ตามที่เห็นในปัจจุบัน โดยเริ่มจากศูนย์เล็กๆ แล้วพัฒนาจนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการและเต็มรูปแบบ เมื่อ ค.ศ. 2018

“การใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่ใช้ทั่วโลก สมมติในเยอรมนีมีพื้นที่ที่รัฐอยากพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเกษตรหรือรถยนต์ เราต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนให้มันแข่งขันได้ ซึ่งโมเดลนี้มีมานานแล้วทั่วโลก ทั้งในอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ส่วนในเมืองไทย ภูมิภาคที่ไม่ค่อยมีองค์กรเกี่ยวกับนวัตกรรม นอกจากมหาวิทยาลัย ดังนั้น งานที่ออกมาค่อนข้างขึ้นกับมหาวิทยาลัยมาก และมหาวิทยาลัยก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย”

ในการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ มาร์ตินช่วยทีมงานไทยวิเคราะห์และวางทิศทางระบบนิเวศขององค์กร จากนโยบายภาครัฐ Business Model ผู้ร่วมมือทั้งกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ไปจนถึงการสร้างโครงการต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ทรัพยากรภาคเหนือ กับเอกชน และภาครัฐอื่นเข้ามาด้วย อย่าง NIA , DEPA, CEA ฯลฯ

“อุตสาหกรรมที่ผมถนัดที่สุดคือ ICT กับดิจิทัล แต่ว่าพอทำเรื่องอื่นก็คิดระบบ วางแผนกลยุทธ์ เอาเรื่องดิจิทัลไปจับ อย่างเรื่องงานคราฟต์ผมไม่ถนัด แต่ว่าคราฟต์ขาดความเข้าใจเรื่องดิจิทัล เรื่องการทำการตลาด ค่านิยมใหม่ที่คนไม่ได้ต้องการแค่สิ่งของปลายทางแต่อยากรู้เรื่องราว บางคนอยากมีรูปถ่าย วิดีโอ ช่องทางการเข้าถึงอย่างเว็บไซต์ เราก็ช่วยเขาได้ด้วยความรู้เรื่อง Digital Platform” เขายกตัวอย่างงานที่ทำออกมาให้เข้าใจง่ายๆ 

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
03

ชื่อไทย

ไมตรี พิมพ์วิชย คือชื่อไทยของ มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง ชายสัญชาติเยอรมันผู้พำนักอยู่ไทยถาวรมา 20 กว่าปี เข้าวัดมากกว่าโบสถ์ เพราะเชียงใหม่มีวัดเยอะมาก และกำลังอยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอสัญชาติไทย

“ผมไม่ค่อยชอบเรื่องเอกสาร แต่ตอนนี้ขอสัญชาติไทยเลยต้องลงมือทำ มีเอกสารประมาณเจ็ดกิโลกรัม ขั้นตอนการขอสัญชาติเนี่ยเราต้องจองชื่อไทยด้วย ชื่อเล่นมีนานแล้วคือ ‘เบิ้ม’ ตอนนั้นผมยังผอมอยู่ ไม่รู้ทำไมเพื่อนตั้งชื่อนี้ก็ไม่รู้ ชื่อจริงก็คุยกันเล่นๆ ว่ามาร์ติน เป็นไมตรี คือผมเป็นคนซีเรียส บางครั้งดุหรือคิดเยอะ แต่ลึกๆ ถือเรื่องมิตรภาพและไมตรีว่าสำคัญมาก ก็เลยชอบชื่อ คิดว่าเหมาะกับผมดี

“แล้วนามสกุลก็ต้องตั้งใหม่ไม่ให้ซ้ำ ผมถาม พี่หนุ่ย (ดร.ศิริกุล เลากัยกุล) ว่ามีไอเดียไหม นอกจากให้พระตั้งให้ มีทางอื่นไหม เขาก็ถามผมว่าเกิดวันที่เท่าไหร่ กี่โมง ที่บ้านทำอะไรมา ผมก็เล่าว่าครอบครัวผมที่เยอรมนีตั้งโรงเลื่อยไม้เพื่อผลิตกระดาษ หลังจากนั้นก็ทำโรงพิมพ์ เป็นบริษัททำหนังสือ เขาก็จดไปปรึกษาเพื่อน สุดท้ายเขาตั้งว่า ‘วิชยาพิมพ์’ แต่เราเปลี่ยนเป็น ‘พิมพ์วิชย’ ทุกคนชอบ มันเชื่อมโยงกับงานโรงพิมพ์ของครอบครัวผม และหน้าที่การทำงาน ต้นแบบของชัยชนะหรือความสำเร็จ ตรงกับงานที่ปรึกษาองค์กร พัฒนายุทธศาสตร์ ถ้าแปรตัวอักษรเป็นเลขก็สวยด้วย พี่หนุ่ยเก่งมาก ต้องขอบคุณเขาครับ เป็น Happy Accident เหมือนกันที่ผมได้เจอเขาที่ TEDxChiangMai”

04

เชียงใหม่ที่รัก

เมืองไทยมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเป็นมิตร ต้อนรับ ช่วยเหลือคน สบายๆ ใจเย็น ผมอยู่กรุงเทพฯ หลายปี กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าสนใจมากแต่ก็เหนื่อยมาก สำหรับการอยู่ระยะยาวกับครอบครัว ผมชอบอยู่เชียงใหม่ ความเป็นอยู่ดี สุขภาพจิตดี เสน่ห์แรกคือคนเชียงใหม่ สองคือความเป็นอยู่ของเมือง มันน่าอยู่ เป็นเมืองขนาดปานกลางแต่มีทุกอย่าง ลองหาสโมสรเล่นฟลุ๊ต เล่นละคร ต่อคอมพิวเตอร์ เรียนบล็อกเชนก็มี แล้วก็มีทั้งธรรมชาติ ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่ร่วมกับชีวิตสมัยใหม่ อย่างเรื่องงานคราฟต์ คุณสมบัติพวกนี้ทำให้คนอยากอยู่เชียงใหม่เยอะ

“คนรุ่นใหม่ก็มีหลายกลุ่ม กลุ่มดิจิทัลไอทีซอฟแวร์ก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มออกแบบก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มหัตถกรรมคราฟต์ก็มี อย่างงาน NAP เป็นตลาดแรกที่คนรุ่นใหม่ทำคราฟต์มาขาย หลังๆ ก็มีมากขึ้น กลุ่มสุขภาพก็มีรายใหม่ๆ ไม่ใช่แค่สปา แต่มีผลิตภัณฑ์ กลุ่มอาหารก็มีผู้ประกอบการทำอาหารน่าสนใจ ทั้งรสชาติและคุณสมบัติ

“ถ้าให้แนะนำที่เที่ยว ผมชอบเส้นทางปั่นจักรยานสะเมิง อย่าอยู่บนถนนอย่างเดียว เลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน มีเส้นทางสัญจรไปชมธรรมชาติ ไปปีนเขาก็ได้ และตอนนี้ผมชอบไปแถวถนนช้างม่อย ต่อที่วโรรส แล้วข้ามไปต่อที่ถนนท่าแพ เส้นนั้นตั้งแต่คูเมืองถึงวัดเกต ไปถึงสถานีรถไฟ รู้สึกว่าเป็นย่านเก่าที่กำลังพัฒนาใหม่อย่างน่าสนใจ ชอบมาก ข้อเสียคือบ้านผมอยู่อีกฝั่งของเมือง” (หัวเราะ) 

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
05

เชียงใหม่ที่ขาด 

“เชียงใหม่มีเอกลักษณ์เลยน่าอยู่ แล้วคนเชียงใหม่ก็ภูมิใจในมรดกวัฒนธรรม ในเชิงสินค้า มีของรูปธรรมซึ่งบางทีก็มีคุณสมบัติพิเศษ มีอารมณ์ล้านนา ของใหม่ๆ ก็มีกระบวนการ วัสดุ แพตเทิร์น หรือเรื่องราวดีๆ ในผลิตภัณฑ์ แล้วก็มีประวัติศาสตร์เมืองหลวงเก่า อย่างตำรายาล้านนา เป็นสมุดพับๆ เรียกว่าอะไรนะ (ผู้เขียน : สมุดข่อย) มีร่องรอยวัฒนธรรมเยอะ

“แต่บางทีก็ต้องระวัง ในเชียงใหม่ก็ขัดแย้งกันด้วยวัฒนธรรมเชิงอนุรักษ์ ถ้าเราไปศึกษา เมืองที่มีแต่การอนุรักษ์วัฒนธรรมเพราะว่ายึดติดกับอดีตก็ไม่ค่อยน่าสนใจนะ ที่ญี่ปุ่นก็เจอปัญหานี้ อุตสาหกรรมหัตถกรรมญี่ปุ่นอยู่ยาก เพราะว่าคนรุ่นใหม่ไม่อินกับของ Authentic ขนาดนั้น ผมเข้าใจนะว่าบางอย่างกำลังจะหายไป หรือไม่ถูกเห็นคุณค่าเท่าที่ควร แต่บางทีก็เน้นการอนุรักษ์มากเกินไป วัฒนธรรมมีความเป็นมา แต่ก็ควรปรับปรุงให้เข้ากับสมัยใหม่”

“เชียงใหม่เคยมีประเด็นว่าหลังคาล้านนามีแบบเดียว แบบอื่นผิด ทั้งที่เมืองล้านนามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มานานแล้ว เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและการค้า เชียงใหม่อยู่มาได้เจ็ดร้อยกว่าปีเพราะการค้าและการพัฒนา ประตูท่าแพเป็นประตูการค้าที่มีของใหม่เข้ามาตลอด เพราะเชียงใหม่อยู่ในเส้นทางลำเลียงของไปต่างประเทศ บางคนรู้สึกว่าเชียงใหม่เปลี่ยนเยอะเกินไป บางคนรู้สึกว่าเชียงใหม่อนุรักษ์มากเกินไป ก็ต้องหาสมดุล”

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดในเชียงใหม่อย่างการจราจรติดขัด ก็เป็นสิ่งที่คนอยู่เชียงใหม่มานานยอมรับว่าเป็นปัญหา และเรื่องหนักหน่วงของเชียงใหม่คือมลพิษทางอากาศ ซึ่งดูจะหนักหน่วงกว่าสถานการณ์โรคระบาดเสียอีก

“คนเชียงใหม่เสียคุณภาพชีวิตและอายุสั้นลงเพราะฝุ่น สุขภาพแย่ลงเพราะโรคจนบางทีถึงขั้นเสียชีวิต เสียการงาน การลงทุน ผมว่า COVID-19 ยิ่งทำให้เราเห็นว่าเราต้องทั้งใส่ใจสุขภาพตัวเรา และสุขภาพของโลก คิดถึงภาระที่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปของเราต้องแบกรับ”

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดในเชียงใหม่อย่างการจราจรติดขัด และมลพิษทางอากาศ ก็เป็นสิ่งที่คนอยู่เชียงใหม่มานานยอมรับว่าเป็นปัญหา ถึงอย่างนั้นเขาก็มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เมืองนี้จะพัฒนาได้

“คนเชียงใหม่ก็อยากให้เชียงใหม่มีทุกอย่าง แต่ไม่ได้ต้องเป็นเหมือนกรุงเทพฯ เบอร์สอง คำตอบคนแต่ละกลุ่มคงไม่เหมือนกัน ถ้าถามคนรุ่นใหม่ หอการค้า มหาวิทยาลัย ศูนย์ราชการ ผมว่าเขาคงอยากให้เชียงใหม่เจริญ เป็นเมืองหลวงของภาคเหนือ เขาไม่ได้ชอบที่คนกรุงเทพฯ บางคนบอกว่าเชียงใหม่สโลว์ไลฟ์ ต้องอนุรักษ์ไว้ กลุ่มนั้นก็มีนะครับ แต่เพื่อนๆ ผมก็อยากให้เชียงใหม่ก้าวหน้า ไม่เสียโอกาส แต่มีคุณภาพชีวิตดี เลี่ยงบางอย่างที่เลอะเทอะวุ่นวาย 

“คล้ายกับที่เยอรมนี ถ้าเราไปเมืองรองๆ จากเบอร์ลินหรือฮัมบวร์ก เมืองเหล่านั้นก็มีมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมต่างๆ แต่เมืองก็ยังมีวัฒนธรรม เป็นเมืองเดินได้ ออกไปปั่นจักรยาน พักผ่อนรอบเมืองได้

“การสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์และเครือข่ายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะเชียงใหม่ขาดงานกับโอกาส พูดแบบพื้นๆ เลย เชียงใหม่งานหายาก เมื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจเชียงใหม่กับภาพพจน์ของเมือง เมืองใหญ่นี้มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับหัวเมืองอื่นๆ อย่างภูเก็ต มูลค่าเศรษฐกิจเชียงใหม่มาจากการท่องเที่ยว และเกษตรอาหารแปรรูป ตัวจังหวัดใหญ่ คนรวยอยู่ในเมือง แต่คนจนนอกเมืองก็เยอะ คนชนชั้นกลางก็ค่อนข้างเบาบางเมื่อเทียบสัดส่วนกับกรุงเทพฯ คนชอบบอกว่าคนเชียงใหม่ประหยัด ใช้เงินน้อย แต่จริงๆ มันมาจากรายได้เบาบางนะครับ” ที่ปรึกษาประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

“นักศึกษา มช. ที่จบสาขาที่รู้กันว่าหางานได้ ส่วนใหญ่ก็ไปกรุงเทพฯ ไปภาคกลาง หรือเมืองชายฝั่งทะเล เพราะรู้กันว่าเชียงใหม่ไม่มีงาน เชียงใหม่ขาดการ Decentralization ขาดการสนับสนุนการพัฒนาหัวเมือง ทั้งที่หัวเมืองใหญ่ๆ อย่างขอนแก่น อุดรธานี สงขลา มีหน้าที่ช่วยเมืองรอบๆ อีกที เหมือนที่เชียงใหม่ช่วยเชียงราย ลำพูน ลำปาง”

06

งานและโอกาส

มาร์ตินอธิบายว่าอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ทำงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อเพิ่มงานและโอกาสให้คนเชียงใหม่ ทางตรงคือเอานวัตกรรมมาพัฒนา SME ในภาคเหนือ หรือทำให้เกิดการลงทุนในภาคเหนือมากขึ้น จากกรุงเทพฯ หรือจากต่างประเทศ โดยหลักๆ คือช่วย SME ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลิตภัณฑ์ เช่น ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ แพ็กเกจจิ้งใหม่ หรือมีเรื่องราวใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยีอาหาร ชีวภาพ ไอที ซอฟต์แวร์ รวมถึงบริการอบรมถ่ายทอด และเก็บสถิติการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจภาคเหนือและการจ้างงาน รวมถึงพัฒนาสตาร์ทอัพ พัฒนาวิสาหกิจชุมชนบางโครงการ

“โครงการอื่นเป็นการช่วยเหลือทางอ้อม อย่างงานเชียงใหม่สร้างสรรค์ ถึงมีงบประมาณจำกัด แต่เราก็ทำมา 11 ปีแล้ว ผมคิดว่าเมืองไทยยังลงทุนน้อยเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเรื่องสังคมผู้สูงอายุ ควรจริงจังกว่านี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่แค่ในภาควัฒนธรรมอย่างเดียว อุตสาหกรรมอาหารก็ต้องใช้ไอเดียนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า หลายๆ อย่างเมืองไทยน่าจะได้เปรียบ ถ้าคนได้รับการสอนว่าควรมีไอเดียอะไรจากสิ่งที่มีอยู่ ก็อาจหารายได้เพิ่มได้ ควรมีองค์กรคล้ายๆ TCDC แต่เป็นของภูมิภาค”

“ช่วงนี้การท่องเที่ยวปั่นป่วน แล้วเมืองขนาดกลาง อุตสาหกรรมก็ไม่ค่อยมี แล้วเราจะเอารายได้จากไหน ทั้งที่เมืองอาจมีของดีๆ ผู้สูงอายุที่มีความรู้ ลูกหลานไปทำงานที่อื่น เขาเอาความรู้นั้นมาทำประโยชน์ สร้างรายได้ที่คนนึกไม่ถึงได้ไหม ของดีๆ ที่คนในเมืองชอบ ก็ส่งต่อได้ไหม”

ยกตัวอย่างงานที่เชียงใหม่สร้างสรรค์ทำ โดยลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก คือ Chiang Mai Creative Directory หนังสือรวบรวมองค์กรและสถานที่สร้างสรรค์ต่างๆ ในเชียงใหม่ เพื่อให้ทั้งคนในเมืองและคนนอกได้รู้จักและเชื่อมต่อกัน นอกจากนี้ยังมี TEDxChiangMai ซึ่งเป็นงาน TEDx แรกในเมืองไทย เปิดโอกาสให้คนเชียงใหม่ขึ้นเวทีแสดงไอเดียระดับนานาชาติ เชิญสปีกเกอร์ต่างประเทศมาพูดเรื่องเหมาะกับพื้นที่ อย่างการพัฒนาที่ท่องเที่ยวให้น่าสนใจ 

“การแบ่งปันเป็นเรื่องที่เก็บข้อมูลเศรษฐกิจยาก แต่เราจะได้ยินเรื่องว่าคนนั้นคนนี้ร่วมมือกัน หรือบางคนกำลังจะหยุดทำแล้ว แต่พอได้ร่วมงาน TEDxChiangMai หรือได้รางวัล CDA หรือเลยมีกำลังใจทำใหม่ อะไรแบบนี้เป็นผลลัพธ์ทางอ้อมของเชียงใหม่สร้างสรรค์ ตอนนี้ CDA มีมาแปดปี ก็ขยายจากให้รางวัลแค่เชียงใหม่เป็นภูมิภาคล้านนาทั้งหมด” 

07

อนาคตเชียงใหม่

อยากให้เชียงใหม่ได้รับโอกาสมากขึ้น กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แบ่งงบมาให้มากขึ้น ให้เชียงใหม่ได้พัฒนาตัวเองตามศักยภาพ” ผู้สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตอบภาพเชียงใหม่ในฝัน 

“ผมกังวลเรื่องเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต COVID-19 ทำให้การตัดสินใจนโยบายใหม่ๆ ช้าลง และทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก แต่ถ้ามองในแง่ดี เมืองไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง ผู้คนมีความสามารถ ถึงระบบการศึกษาจะมีปัญหา แต่ผมยังกระตือรือร้นกับงานนะ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนระยะยาว และนวัตกรรม ถ้ารวมกับความใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อม นี่คือทิศทางถูกต้องที่เราต้องพยายามไปให้ถึง”

“ผมอยากให้เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม เป็นเมืองสีเขียวระดับนานาชาติ เป็นเมืองน่าอยู่ที่มีเอกลักษณ์และความหลากหลาย มีโอกาสสำหรับทุกคน มีสังคมและเศรษฐกิจที่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความรับผิดชอบ เน้นเทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ธรรมชาติ และการท่องเที่ยว”

“Smart City เป็นโปรเจกต์ที่ดีนะ แต่ผมอยากให้เชียงใหม่เป็น Smart Society เอานวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดจากของเดิม แล้วก็แตกต่างจากเมืองอื่น เหมือนคุณไปโรมกับมิลาน ก็ไม่เหมือนกัน ฮัมบวร์กกับมิวนิกก็ไม่เหมือนกัน อุตสาหกรรมหนักๆ อย่างที่ชลบุรี ระยอง ไม่ได้เหมาะกับเชียงใหม่อยู่แล้ว เพราะเส้นทางไม่ได้เอื้อส่งไปข้างนอก ดังนั้นเชียงใหม่ก็ไม่ต้องเหมือนใคร น่าจะพัฒนาไปในทางเมืองน่าอยู่ และคนก็อยู่ได้”

“ผมหวังว่า TEDxChiangMai ในเดือนกันยายนนี้ จะเป็นโครงการนำร่อง “re-together” สู่ Smart Society เพราะเราต้องปรับตัวร่วมมือกันใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

โลกนี้อาจมีเรื่องสะกิดใจเราให้นึกถึงศาสนาอิสลามได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง และสิ่งหนึ่งซึ่งมักผุดพรายในมโนภาพของชนทุกหมู่เป็นอย่างแรก คือภาพของอาคารทรงลูกบาศก์สมมาตร คลุมผ้าดำแซมลายทอง ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางคลื่นสาธุชนเรือนล้าน ที่พากันมาเวียนรอบอาคารสี่เหลี่ยมหลังนี้นานนับพันปี

นี่คือศูนย์กลางของศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ทุก ๆ วัน โลกของเราจะมีผู้ศรัทธากว่าพันล้านคนหันหน้ามายังทิศที่ตั้งของอาคารนี้ ขณะที่พวกเขากำลังสวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นสถานที่ซึ่งคนมุสลิมใฝ่ฝันจะมาเยือนเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์สักครั้งในชีวิต กระทั่งในวันสิ้นลมปราณ ศพในห่อผ้าขาวของพวกเขายังถูกจัดตะแคงให้ผินมองมาที่นี่

ทั้งหมดนี้คือความสำคัญของ ‘กะบะห์’ วิหารสำคัญที่เป็นทั้งหลักหมุดบอกทิศในการละหมาด และจุดหมายสำคัญในพิธีฮัจญ์ที่จะทำกันทุกวันที่ 9 เดือน 12 ของปฏิทินอิสลาม

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ
‘กะบะห์’ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘บัยตุลเลาะห์’ แปลว่า บ้านของพระเจ้า

เรื่องหนึ่งที่คนจำนวนมากยังไม่รู้ คือกะบะห์มีประตูไม้หุ้มทองบานใหญ่ไว้เดินเข้า-ออกได้

และที่หลายคนไม่รู้ยิ่งกว่า คือประตูบานที่มุสลิมทั่วโลกได้เห็น ทั้งจากภาพถ่ายและสายตาตัวเอง ถูกสร้างโดยช่างไม้และช่างทองชาวไทยทั้งหมด 6 คน ใน พ.ศ. 2521 – 2522

บางทีประวัติศาสตร์อาจต้องจารึกเป็นอื่น ถ้าคณะผู้แทนซาอุดิอาระเบียไม่ได้มาพบไกด์นำเที่ยวชาวไทยมุสลิมนามว่า อับดุลเลาะห์ หรือ คฑาวุธ นาคนาวา ผู้ซึ่งปัจจุบันได้เกษียณตัวเองจากอาชีพอาจารย์และมัคคุเทศก์ มาใช้ชีวิตเรียบง่ายตามวิถีอิสลามอยู่ที่เขาใหญ่

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

“ผมเป็นล่ามและผู้คุมคนงานไทยชุดที่ไปสร้างประตูกะบะห์บานปัจจุบัน นี่เป็นงานที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตแล้ว” ชายวัย 75 ปีจำกัดความหน้าที่เก่าของตนเองพร้อมรอยยิ้มเบิกกว้าง

อาจารย์อับดุลเลาะห์เป็นใครมาจากไหน

เหตุใดจึงได้รับเกียรติให้คุมงานก่อสร้างครั้งสำคัญในโลกมุสลิมเช่นประตูกะบะห์ได้

ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือบทสัมภาษณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งตำนานที่ยังมีลมหายใจถ่ายทอดให้ฟังอย่างหมดเปลือก

01
เกิดเป็นอับดุลเลาะห์

“ผมชื่อ อับดุลเลาะห์ นาคนาวา เกิดมาก็ชื่ออับดุลเลาะห์” อารัมภบทในการแนะนำตัวบอกเป็นนัยให้เราได้รู้ว่า ชื่อภาษาอาหรับของเขามีมาก่อนชื่อไทยว่า ‘คฑาวุธ’

กว่า 7 ทศวรรษก่อน สกุลนาคนาวาซึ่งเป็นตระกูลไทยมุสลิมมีชื่อแถบสวนหลวง ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ในครรภ์ของ นางเนาะ นาคนาวา ครานั้น นายสมาน นาคนาวา ผู้เป็นสามีได้มอบชื่อที่เน้นย้ำถึงศรัทธาที่หล่อเลี้ยงหัวใจคนทั้งครอบครัวแก่ลูกชายที่เพิ่งลืมตาดูโลกว่า ‘อับดุลเลาะห์’ มีความหมายว่า บ่าวของอัลเลาะห์ หรือพระเจ้าที่ชาวมุสลิมเรียกขาน

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

“สมัยก่อนแถวนั้นขึ้นกับอำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร ปัจจุบันไม่ใช้คำว่าตำบลสวนหลวงแล้ว แยกมาเป็นเขตสวนหลวง ตรงที่ผมเกิดชาวบ้านเรียกว่า ‘บ้านป่า’ ก็คือซอยพัฒนาการ 20 แยก 13”

ครั้นเติบใหญ่เข้าวัยเรียน อับดุลเลาะห์ นาคนาวา เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนสุเหร่าบ้านป่า ซึ่งต่อมาคุณพ่อและญาติ ๆ ของอาจารย์ได้มอบที่ดินส่วนโรงเรียนเพิ่มเติม ทำให้โรงเรียนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โรงเรียนนาคนาวาอุปถัมภ์ (สุเหร่าบ้านป่า)

ชีวิตวัยเด็กของอาจารย์อับดุลเลาะห์ก็เหมือนกับเด็กมุสลิมอีกมากมายในเมืองไทย ตรงที่มีบ้านอยู่ใกล้สุเหร่า เล่าเรียนศาสนาควบคู่การเรียนสามัญ ได้เรียนภาษามลายูที่มุสลิมไทยนิยมใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันกับภาษาอาหรับที่ใช้ในทางศาสนา

แม้มีศรัทธาตั้งมั่นในศาสนาขององค์อัลเลาะห์ แต่การจะเดินทางไปเยือนนครศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อย่างนครมักกะฮ์ (เมกกะ) ยังคงไกลเกินเอื้อมในสายตาลูกชาวนาตาดำ ๆ

“ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปมักกะฮ์เลย พ่อแม่เรายากจน เป็นแค่ชาวนาธรรมดา”

ถึงกระนั้น โอกาสที่มุสลิมทุกคนถวิลหาก็มาเยือนบ่าวของอัลเลาะห์ผู้นี้ไวเกินคาด

02
นักเรียนอาหรับ

“มีปีหนึ่ง ณ ขณะนั้นผมจบ ป.4 แล้ว ยังเรียนภาษามลายูบ้าง เรียนภาษาหลักกับโรงเรียนธรรมดาบ้าง อิหม่ามอับดุรเราะห์มาน เพียรมานะ ก็บอกว่าปีนี้ต้องการวัยรุ่น 10 คนไปเรียนที่มักกะฮ์ ท่านเป็นผู้จัดการพิธีฮัจญ์สมัยนั้น จัดเรือวิ่งจากท่าเรือคลองเตยไปลงมักกะฮ์ 18 – 19 วัน จัดมาทุกปี

“ทางพ่อผมมาถามผมว่าไปมั้ย ไปเรียนที่มักกะฮ์ ผมตอบตกลงเลยเดินทางไปทางเรือชื่อ ฮอยยิง (MV Hoi Ying)” อาจารย์อับดุลเลาะห์เล่าย้อนถึงวันที่จากลาแผ่นดินเกิดเป็นครั้งแรก

นาวาเหล็กสัญชาติฮ่องกงลำใหญ่ นำคนสกุลนาคนาวาเดินทางจากท่าเรือคลองเตย ลอยลำเหนือมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลอยู่นานถึง 18 วัน ก่อนทอดสมอเทียบท่า ณ กรุงมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ตรงช่วงพิธีฮัจญ์พอดี นั่นเป็นครั้งแรกที่เยาวชนไทยทั้ง 10 ชีวิตได้ยลความอลังการของกะบะห์ที่แท้จริง หาใช่เพียงรูปถ่ายตามกรอบรูปหรือภาพพิมพ์ที่ประดับอยู่ในมัสยิดและบ้านเรือนของชาวมุสลิม

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

นักเรียนไทยทุกคนได้ประกอบพิธีฮัจญ์ตามหน้าที่ของอิสลามิกชนเสร็จสรรพ ก่อนได้พบความจริงที่น่าผิดหวังว่า พวกเขาเรียนที่มักกะฮ์อย่างถูกต้องไม่ได้ ค่าที่ไม่ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีฟัยศ็อล บิน อับดุลอะซีซ อัล ซะอูด องค์ประมุขแห่งซาอุดิอาระเบียในเวลานั้น

“เคยมีคนไปเรียนแล้วหนีกลับบ้างอะไรบ้าง เพื่อที่จะอยู่ในประเทศเขาอย่างถูกต้อง เราก็ต้องขออนุญาตเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ฟัยศ็อลให้ได้เรียนอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องหนีเขาอยู่ แต่หลังจากที่ทำฮัจญ์เสร็จแล้ว อิหม่ามอับดุรเราะห์มานมารายงานว่า ยังเข้าเฝ้าฯ พระองค์ไม่ได้ คนจะเรียนก็ต้องหนีอยู่ อยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ผมเขียนจดหมายแจ้งทางบ้านว่าอยู่มักกะฮ์ไม่ได้ จะต้องกลับ พ่อก็บอกให้กลับมาเลย มาเรียนที่โรงเรียนศาสนวิทยา เขตหนองจอกแทน”

โรงเรียนศาสนวิทยาเวลานั้นเป็นโรงเรียนเพิ่งเปิดใหม่สด ๆ ร้อน ๆ รับนักเรียนรุ่นแรกแค่ 30 คน อาจารย์อับดุลเลาะห์สมัครเข้าเรียนเป็นคนที่ 30 เรียกว่าเป็นคนสุดท้ายของรุ่นแรก

“วิชาที่เรียนส่วนใหญ่เป็นภาษาอาหรับ พ่อผมก็ถามว่าเรียนเข้าใจมั้ย ผมก็ตอบว่าเรียนได้สบายมาก เพราะตอนเราอยู่มักกะฮ์หลายเดือน ผมเจอภาษาพวกนี้มาหมดแล้ว”

อับดุลเลาะห์เรียนที่โรงเรียนศาสนวิทยาได้ 2 ปี คุณพ่อสมานก็ส่งเขาไปเรียนต่อที่เมืองมัทราสในอินเดียอีก 2 ปี จึงได้รับประกาศนียบัตรระดับเตรียมมหาวิทยาลัยจากที่นั่น เขานำประกาศนียบัตรใบนั้นไปสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร สถาบันสอนศาสนาชื่อดังแห่งอียิปต์ที่อุดมด้วยนักศึกษามุสลิมจากทั่วโลก

“ในบรรดานักเรียนไทยที่ไปที่นั่น ทุกคนก็เริ่มเรียนปี 1 เรียนกัน 4 ปี แต่ของผมมีประกาศนียบัตรจากอินเดีย เลยได้เริ่มที่ปี 3 เรียนแค่ 2 ปีก็จบเลย แล้วก็ทำเรื่องยื่นเรียนปริญญาโทอีกปีกว่า”

ชีวิตอาจารย์อับดุลเลาะห์ในวัยนั้นเต็มไปด้วยสีสันอันโลดโผน ด้วยความรู้ภาษาหลากหลาย ทั้งมลายู อาหรับ อังกฤษ และอูรดูที่ได้จากอินเดีย เป็นเหมือนปีกให้เขาโบยบินไปทั่วประเทศแถบนั้นได้อย่างอิสระ ทั้งจอร์แดน เลบานอน ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ และอีกหลายประเทศ ไม่เว้นแม้แต่เยอรมนี

“สมัยก่อนยังไม่มีตู้ ATM พ่อแม่เราก็ไม่มีเงิน พอต้องหารายได้ช่วงมหาลัยปิด ผมก็ไปล้างจานชามที่กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนีนู่น”

03
ไกด์อาหรับหนึ่งเดียวในสยามประเทศ

ถ้าหากปริญญาตรีที่ ม.อัลอัซฮัร เป็นความสำเร็จยิ่งยวดของอาจารย์อับดุลเลาะห์ ปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเดียวกันนี้ ก็คงจะเป็นความล้มเหลวอันน่าเจ็บช้ำที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา

“ที่มหาลัยนี้เขาใช้ระบบอังกฤษ เช่น สมมติสอบ 8 วิชาก็ต้องสอบผ่านทั้ง 8 วิชาถึงจะเรียนจบได้ ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเรียนใหม่หมด ไม่เหมือนระบบอเมริกาที่ตกวิชาไหนก็ซ่อมวิชานั้น ทีนี้ผมสอบตกไปวิชาหนึ่ง ตอนนั้นพ่อก็บอกว่าไม่ค่อยสบาย เลยกลับเมืองไทย ไม่เรียนต่อแล้ว”

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

แม้ไม่มีปริญญาใบที่ 2 ทว่าดีกรีบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยดังแห่งกรุงไคโรนั้น ดีพอให้เขาไปสอนหนังสือที่ศาสนวิทยา โรงเรียนเก่าที่เขาเคยมีความหลัง 2 ปีที่นี่

อาจารย์อิมรอน มะกูดี ที่เคยรับผมเข้าเรียนก็จบจากอียิปต์ ผมกลับมาทำงานเป็นครูสอนภาษาอาหรับที่นี่ แต่สอนได้ 2 ปี ก็รู้สึกว่ารายได้ไม่พอกิน อาจารย์อิมรอนเองก็ไม่ได้มีรายได้มาก วันหนึ่งเขาบอกผมว่า อับดุลเลาะห์ ถ้าจะไปทำงานที่อื่นครูไม่ว่า เพราะครูก็ให้ได้แค่นี้”

ด้วยคำพูดของผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้สมัยเป็นนักเรียน อาจารย์หนุ่มจึงบ่ายหน้าไปสมัครงานที่บริษัท เอส.ไอ.ทัวร์ (1996) จำกัด บริษัทนำเที่ยวใกล้ถนนสีลม ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวมุสลิมจากชายแดนใต้ ที่นี่ความรู้ภาษาอาหรับได้ถูกแปลงหน้าที่จากใช้สอนหน้ากระดานดำ เป็นนำนักท่องเที่ยวต่างชาติชมความงามของบ้านเมือง

“เขาให้ผมเป็นไกด์ภาษาอาหรับ ต้องเขียนโบรชัวร์กำหนดการเดินทางส่งไปตามบริษัททัวร์ต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศอาหรับ ผมเป็นไกด์ภาษาอาหรับคนเดียว ต้องทำทุกอย่างเองหมดเลย

“ทำงานที่นั่นได้ 2 เดือน มีแขกกรุ๊ปใหญ่มาให้ผมดูแล เป็นพวกเจ้าชายเจ้าหญิงจากประเทศคูเวต มาพักที่โรงแรมดุสิตธานี วันที่กรุ๊ปนี้เดินทางกลับ ผมได้ทิปจากพวกเขา 12,000 บาท ตอนเป็นครูเพิ่งจะได้เดือนละ 1,200” อาจารย์อับดุลเลาะห์ยิ้มหัว เมื่อกล่าวถึงเงินก้อนใหญ่ที่ได้รับจากลูกทัวร์กลุ่มนั้น

จากนั้นไม่นาน เขาก็ได้พบกับลูกทัวร์ที่จดจำไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

04
แรกพบท่านเชค

“ตอนนั้นผมได้รับการรับรองจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เป็นไกด์ภาษาอาหรับคนเดียวในประเทศ เพราะยังไม่มีไกด์ภาษาอาหรับคนอื่นเลย” อาจารย์อับดุลเลาะห์คะเนถึงสาเหตุที่ตัวเขาได้รับภารกิจให้ปรนนิบัติ เจ้าชายอามีร มายิด เชื้อพระวงศ์และผู้ว่าราชการนครมักกะฮ์

“เจ้าชายพระองค์นี้เป็นเหมือนผู้ว่าฯ กทม. ท่านเป็นผู้ว่าฯ มักกะฮ์ มาเมืองไทยก็พาลูกน้องมาด้วย มาเช่าโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อยู่กันทั้งชั้นเลย ผมดูแลกรุ๊ปของท่านทุกวัน ตั้งแต่เช้ายันมืด”

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่อาจารย์อับดุลเลาะห์กำลังจะทานอาหารเช้าที่โรงแรมนั้น เขาก็ทราบว่าแขกอาหรับ 2 คนในคณะของเจ้าชายมายิดที่พูดภาษาอื่นไม่ได้ กำลังลงมาจากลิฟต์

“ถ้าภาษาไทยเรียกแบบนี้ว่า ความบังเอิญที่ไม่รู้จักเขา ไม่รู้จักเรา ภาษาอาหรับก็เรียกว่า ‘ตักดีร’ แปลว่า การกำหนดของอัลเลาะห์ให้มาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย”

หนึ่งในนั้นคือ เชค อะหมัด อิบรอฮีม บัดร ผู้ค้าทองรายใหญ่ที่ได้รับการวางตัวให้ดูแลเรื่องการสร้างประตูกะบะห์ ทั้งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของ ดร.ฟาอีส อิบรอฮีม บัดร ผู้ว่าการท่าเรือเมืองญิดดะฮ์

จากมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับคนเดียวของไทย สู่หัวหน้าทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม
เชค อะหมัด อิบรอฮีม บัดร (ภาพที่สอง)

“พวกเขาถามว่าผมเป็นใคร ผมแนะนำตัวว่าชื่ออับดุลเลาะห์ เป็นคนดูแลเจ้าชายมายิด เชคอะหมัดบอกผมว่าเขาไม่อยู่แล้วโรงแรมนี้ ผมเลยย้ายพวกเขาไปอยู่โรงแรมมณเฑียร ต้นถนนสุรวงศ์ ตอนอยู่บนรถเขาก็พูดให้ผมฟังว่า กำลังมองหาช่างไทยไปสร้างประตูกะบะห์

“ผมกลับมาเล่าให้เจ้านาย ให้พ่อ ให้แม่ฟัง ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าจะไปสร้าง อันดับแรกคือต้องมีฝีมือ อันดับสองคือต้องเป็นคนมุสลิม จึงจะไปที่นครมักกะฮ์ได้ ทุกคนก็ส่ายหน้ากันหมดว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมาหาช่างมุสลิมมีฝีมือแถวนี้ เพราะประเทศไทยมีมุสลิมแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ไม่เกินนี้ ที่เหลือพุทธหมด ถ้าจะหาช่าง หาแถว ๆ นั้นก็ได้ ซาอุดี้ อียิปต์ โมร็อกโก จอร์แดน พวกนี้ก็มุสลิมหมด ทำไมเขามาหาจากไทย ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ”

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

ไกด์หนุ่มจมอยู่ในห้วงสับสนนานแรมเดือน ประมาณ 1 เดือนให้หลัง เชคทั้งสองก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับข่าวว่าผู้ว่าการท่าเรือเมืองญิดดะฮ์ได้สั่งซื้อมะค่าโมงจากบริษัทค้าไม้ของ ณรงค์ วงศ์วรรณ ส.ส.จังหวัดแพร่ ไปแล้ว ขณะนั้นไม้ไปถึงประเทศซาอุดี้เรียบร้อย ยืนยันจากเลขาของ ส.ส.ณรงค์

“เชคอะหมัดบอกผมว่าเป็นเรื่องจริงนะ ไม้ใหญ่ ๆ หนา ๆ 8 แผ่นที่สั่งไว้ไปถึงแล้ว ให้อับดุลเลาะห์หาช่างไม้ 3 คน ช่างทอง 3 คน ไปทำประตูวิหารกะบะห์บานใหม่ แล้วให้อับดุลเลาะห์เป็นล่ามถ่ายทอดภาษา พอกลับไปเล่าให้ที่บริษัทกับที่บ้านฟัง ทุกคนก็บอกว่าผมต้องไป นี่เป็นโอกาสสำคัญในชีวิต ผมเลยลาออกจากงานที่บริษัท ตามเชคอะหมัดไปทำงานที่มักกะฮ์”

05
หัวหน้าช่างไทย

งานชิ้นแรกที่อาจารย์อับดุลเลาะห์ต้องเร่งดำเนินการตามคำขอของเชคอะหมัด คือการเฟ้นหาช่างฝีมือชาวไทยมุสลิมที่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

“ผมมีหลานคนหนึ่งชื่อ ยูซุฟ เขาอยู่คลอง 19 ฉะเชิงเทรา แถวนั้นมีนายช่างที่ชำนาญการสร้างบ้านทรงไทยที่เวลาสร้างจะไม่ใช้ตะปู ยูซุฟก็ไปทาบทามช่างคนนี้มา หวังว่าจะได้ไปด้วย ที่ไหนได้ เขาเอาพรรคพวกคลอง 19 ของเขาไปหมดเลย ยูซุฟเลยไม่ได้ไปด้วย ผมเพิ่งมารู้เร็ว ๆ นี้ก็เสียดายแทนเขา เลยให้เงินเขาไปทำพิธีอุมเราะห์ (ฮัจญ์นอกเทศกาล) แทน” อดีตมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับพูดกลั้วหัวเราะเมื่อเล่าถึงที่มาของนายช่างทั้ง 6 ท่าน

เป็นอันว่าอาจารย์อับดุลเลาะห์ก็ได้ช่างฝีมือชาวไทยครบทั้ง 6 ท่าน ประกอบด้วย สุไลมาน ซันหวัง, อีซา กาสุรงค์ และ ฮุเซ็น และอิ่ม ทำหน้าที่ช่างไม้ ส่วน อาลี มูลทรัพย์, กอเซ็ม ชนะชัย และ ฮุไซนี อารีพงษ์ ทำหน้าที่ช่างทอง

จากมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับคนเดียวของไทย สู่หัวหน้าทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม

นายช่างทั้งหมดเป็นมุสลิมแท้ นับถืออิสลามมาแต่กำเนิด กระนั้นก็ใช่ว่าพวกเขาจะรู้ภาษาอาหรับในระดับสื่อสารได้ ทั้งกลุ่มมีเพียงอาจารย์อับดุลเลาะห์ที่เคยใช้ชีวิตกับชาวอาหรับมาก่อน เขาจึงกลายเป็นที่พึ่งของเพื่อนร่วมชาติทุกคนไปในทันที

“ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย ผมเพิ่งมาพบพวกเขาตอนจะไปนี่แหละ” คนเดียวในกลุ่มที่รู้อาหรับกล่าวถึงเพื่อนร่วมโครงการสำคัญโดยรวม “แต่ทุกคนเชื่อฟังผมหมด นายจ้างคนอาหรับสั่งงานอะไรมา ผมก็มาสั่งพวกเขาอีกที เชื่อมั้ยว่างานประตูไม่เคยผิดพลาด ขยันขันแข็งทำงาน ไม่มีงานทิ้งงานเสีย นายจ้างมอบความไว้วางใจให้ผมทำงาน แต่พวกเราก็ทำงานไม่เคยผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว”

06
ชีวิตในมักกะฮ์

จากนครศูนย์กลางของศาสนาอิสลามไปนานหลายปี กลับมาคราวนี้ อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ไม่ใช่นักเรียนชาวไทยที่ต้องอาศัยอยู่อย่างหลบซ่อน หากเป็นล่ามแปลภาษาและผู้คุมช่างไทยในการสร้างประตูบานสำคัญที่สุดในโลกของมุสลิม

คณะช่างไทยรวมทั้งตัวอาจารย์อับดุลเลาะห์ได้อาศัยบ้านของเชคอะหมัด อิบรอฮีม บัดร เป็นที่พักและโรงงานที่ใช้ทำประตูบานนี้ หน้าที่ของช่างไม้เริ่มก่อน พวกเขาต้องแกะสลักบานประตูให้ได้ตามแบบที่ออกแบบไว้โดยช่างชาวซีเรียชื่อ มูนีร ยุนดี

หลายครั้ง นายช่างจากแดนขวานทองก็ได้ต้อนรับบรรดาคนใหญ่คนโตที่เดินทางมาตรวจงาน ณ โรงงานชั่วคราวแห่งนี้เป็นระยะ ไล่มาตั้งแต่ ดร.ฟาอีส อิบรอฮีม บัดร ผู้สั่งซื้อไม้มะค่าโมงจากเมืองไทย, ฯพณฯ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข, ฯพณฯ รัฐมนตรีกระทรวงฮัจญ์และเอาว์กอฟ หรือกระทั่ง มกุฎราชกุมารฟะฮัด บิน อับดุลอะซีซ อัล ซะอูด ซึ่งจะได้เสวยราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งซาอุดิอาระเบียในอีกหลายปีหลังจากนั้น

จากมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับคนเดียวของไทย สู่หัวหน้าทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม

“นั่งเครื่องบินไป อยู่นู่น 2 ปี พ.ศ. 2521 – 2522 ไม่ได้กลับบ้านเลย ช่างไม้ทำเสร็จก่อนก็ยังอยู่ที่นั่น รอให้ช่างทองทำงานต่อ ตัวผมทำงานให้เชคอะหมัดที่ร้านทอง อยู่คนละที่กับพวกช่าง เช้ามาก็มอบหมายงานให้พวกเขา แล้วแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างวันไม่ได้เจอกัน เว้นแต่มีเรื่องต้องบอก เช่น ได้รับคำสั่งมา ก็ค่อยไปบอกพวกช่าง”

สวัสดิการที่ช่างไทยได้รับคือเงินเดือน คิดเป็นเงินไทยคนละ 15,000 บาท หัวหน้าทีมได้ 25,000 บาท หยุดสัปดาห์ละ 1 วัน คือวันศุกร์ อันเป็นวันละหมาดใหญ่ ตรงนี้อาจารย์เล่าว่าช่างทั้ง 6 ไว้เนื้อเชื่อใจตนมากถึงขั้นที่ยอมให้จัดการทุกอย่าง ตั้งแต่จำนวนทองที่ต้องเบิกมาใช้เคลือบประตู ไปจนถึงเงินเดือนที่ทุกคนได้รับ อาจารย์อับดุลเลาะห์เป็นผู้ควบคุมทั้งหมด

2 ปีที่นครมักกะฮ์มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ชาวไทย ช่างทั้งหมดได้รับโอกาสให้ประกอบพิธีฮัจญ์ นำมาซึ่งคำนำหน้าว่า ‘ฮัจญี’ อันหมายถึงผู้ผ่านการทำฮัจญ์มาแล้ว ขณะที่ผู้เคยผ่านฮัจญ์มาแต่เด็กอย่างอาจารย์อับดุลเลาะห์ก็ได้มีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา

จากมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับคนเดียวของไทย สู่หัวหน้าทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม

“ผมแต่งงานที่มักกะฮ์ ภรรยาเดิมเป็นคนไทยพุทธมาเข้ารับอิสลาม เขาบินไปแต่งกับผมที่นั่น ท่านเชคจัดงานแต่งให้ผมเสียใหญ่โตทีเดียว ลูกสาวคนโตของผมชื่อ อัสมา นาคนาวา ก็เกิดที่นั่น”

07
ติดตั้งประตู

เนิ่นนานกว่า 2 ปี ในที่สุดงานผลิตประตูกะบะห์รุ่นไม้มะค่าโมงหุ้มทองคำหนัก 280 กิโลกรัมก็แล้วเสร็จ

อาจารย์อับดุลเลาะห์กล่าวติดตลกว่า การเขียนลวดลายอักษรวิจิตรเป็นพระนามของพระเจ้า และข้อความจากอัลกุรอานที่เรียกว่า ‘ค็อต’ นั่นแหละที่เสียเวลาไปมาก ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาสุขภาพของ เชค อับดุลรอฮีม อามีน ผู้เขียนค็อต

“ประตูกะบะห์บานเก่าเป็นโลหะ หนักมาก สร้างในรัชสมัย สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลอะซีซ อิบน์ ซะอูด กษัตริย์พระองค์แรกของประเทศซาอุดี้ เชคอามีนคนนี้เป็นคนเขียนค็อตของบานเก่า ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จึงได้มาเขียนบานใหม่ที่เราไปสร้างด้วย ตอนนั้นแกอายุเยอะแล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยดี เขียนได้ประโยคหนึ่งก็เข้าโรงพยาบาลที ที่ทำกันช้าเป็นปี ๆ ก็เพราะเวาะ (ลุง) คนนี้แหละ (หัวเราะ)”

จากมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับคนเดียวของไทย สู่หัวหน้าทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม

สำหรับขั้นตอนติดตั้งประตูนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมช่างต้องใช้เวลาถึง 10 วันเต็ม ในการนำประตูบานใหม่ไปประกอบเข้ากับบานวงกบของกะบะห์ ตลอดเวลาสัปดาห์เศษที่พวกเขาอยู่กลางมัสยิดฮารอมอันศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์อับดุลเลาะห์ยังต้องมีปากเสียงกับหัวหน้าตระกูลอัลชัยบี ซึ่งสืบทอดตำแหน่งผู้ถือกุญแจกะบะห์มาตั้งแต่สมัย ศาสดามุฮัมมัด ด้วยต้นตระกูลนี้เป็นสาวกสำคัญคนหนึ่งของท่าน

“ลูกชายคนโตของตระกูลอัลชัยบีจะถือกุญแจดอกนี้ไว้ตลอด ถ้าเขาไม่เปิดประตูให้ ใครก็เข้าไม่ได้ แม้แต่ระดับผู้นำประเทศก็ไม่ได้ ถ้าเขาไม่อนุญาต” อาจารย์สาธยายสิทธิพิเศษที่ตระกูลนี้มีเหนือกะบะห์ “สมัยนั้นคือ เชค ตอฮา อัลชัยบี ที่นั่งเฝ้าอยู่ตรงหน้านั่น ด่าผมทุกวันว่าช่างไทยชักช้า ถ้าจ้างอียิปต์มาทำ ป่านนี้เสร็จไปถึงไหนแล้ว”

ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการติดตั้งประตู ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากเชคผู้นี้ให้นำพัดลมเข้าไปด้านใน ชาวไทยทั้ง 7 คนจึงต้องวางพัดลมไว้ด้านนอก แล้วเป่าลมเข้าไปแทน

จากมัคคุเทศก์ภาษาอาหรับคนเดียวของไทย สู่หัวหน้าทีมผู้สร้างประตูกะบะห์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม

อย่างไรเสีย นั่นก็คือช่วงชีวิตที่อาจารย์อับดุลเลาะห์พึงพอใจที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเขาเป็นสามัญชนเพียงไม่กี่คนที่ได้ย่างกรายเข้าไปในกะบะห์ ซึ่งมักเปิดให้เข้าไปละหมาดได้แค่กษัตริย์หรือผู้นำประเทศเท่านั้น

“ผมอยู่ในนั้น 10 วันเต็ม ตอนละหมาดก็หันไปทางนี้ที ทางนั้นที ปกติทำแบบนี้ไม่ได้ ต้องหันมาทางกะบะห์เสมอ แต่นี่เราอยู่ในกะบะห์แล้ว หันไปทางไหนก็ได้”

ครั้นเมื่อประตูได้รับการติดตั้งสมบูรณ์ สมเด็จพระราชาธิบดีคอลิด บิน อับดุลอะซีซ อัล ซะอูด กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียสมัยนั้น ก็ได้เสด็จฯ มาทำพิธีเปิดประตูกะบะห์บานใหม่อย่างเป็นทางการ เป็นภาพจำที่แจ่มชัดของอาจารย์อับดุลเลาะห์ว่า พระองค์ประทับบนรถเข็น มีทางต่อให้รถเข็นพระที่นั่งของพระองค์เลื่อนขึ้นไปที่หน้าประตูได้

08
ส่งต่อความรู้และประสบการณ์

ประตูกะบะห์ฝีมือช่างไทยได้อวดโฉมต่ออิสลามิกชนทั่วโลกได้ไม่นานนัก ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญกับวิหารสำคัญแห่งนี้ เมื่อชาวอาหรับหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งซ่อนอาวุธบุกเข้าไปในมัสยิดฮารอม พร้อมขู่ว่าจะโค่นล้มราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย จึงเกิดการต่อสู้ยืดเยื้อนานกว่า 2 สัปดาห์ มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือ

ด้วยความเบื่อหน่าย กอปรกับสวัสดิภาพที่สั่นคลอน อาจารย์อับดุลเลาะห์ซึ่งห่างเหินจากมาตุภูมิมาหลายปี จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย แม้ว่าเชคอะหมัดผู้เป็นนายจ้างจะเสนองานอื่นให้ทำก็ตามที

เขาพักอยู่แถวนานาได้ระยะหนึ่ง เป็นอิหม่ามมัสยิดแห่งแรกของซอยนานา จากนั้นจึงตัดสินใจกำเงินซื้อที่ดินบนเขาใหญ่ ซึ่งสมัย พ.ศ. 2531 นั้นยังเป็นที่รกร้าง ถางที่เพื่อทำฟาร์มเลี้ยงไก่และแกะ ก่อนพัฒนาเป็นรีสอร์ตเชิงฮาลาล ดำเนินการทุกด้านถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ชื่อว่า ‘นาคนาวาฟาร์มแอนด์รีสอร์ท’ อันโด่งดังในหมู่พี่น้องมุสลิมชาวไทยจวบจนวันนี้

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

“ผมซื้อที่ดินนี้มาเพราะเห็นว่าเป็นเขาสูง มองลงมาเห็นทุกอย่างเหมือนกรุงบอนน์ที่ผมเคยไปอยู่เลย” เจ้าของสถานที่พูดพลางนำชมที่ดินเปล่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งยากจะเชื่อว่า วันนี้ที่ดินผืนเดียวกันจะมีครบสรรพ ทั้งรีสอร์ต ร้านอาหาร มัสยิด รวมทั้งพื้นที่จัดกิจกรรมที่มีไว้จัดค่ายเยาวชนภาคฤดูร้อนทุกปี

พ.ศ. 2555 อาจารย์อับดุลเลาะห์เปิดหมู่บ้านอาหรับจำลอง เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหรับที่เขาคุ้นเคย ตลอดจนจัดแสดงประวัติประตูกะบะห์ไว้ ณ จุดสูงสุดของนาคนาวาฟาร์มแอนด์รีสอร์ท

และแล้วใน พ.ศ. 2564 พื้นที่จัดแสดงเรื่องราวประตูกะบะห์ก็ได้ย้ายลงมาในที่ต่ำกว่า เพื่อให้ผู้คนมาเยี่ยมชมได้ง่ายขึ้น ก็คือ ‘ศูนย์การเรียนรู้ประตูกะบะห์มัสยิดฮารอม’ ที่อาจารย์ได้ลงมือเขียนป้ายแสดงข้อมูล ออกทุนซื้อรูปภาพและหาสื่อการสอนทุกชิ้นมาจัดแสดงไว้ด้วยตนเอง

“พวกอาหรับไม่มีใครรู้กันเลยว่าประตูบานนี้ช่างไทยสร้าง ตั้งแต่กลับมาเปิดความสัมพันธ์กับซาอุดี้ พวกเขามาดูที่นี่ก็แปลกใจกันใหญ่ ไม่มีใครเชื่อว่าคนไทยไปสร้างไว้ ทางนั้นเขาก็ไม่ได้บอกกัน” มุสลิมชาวไทยชื่ออับดุลเลาะห์เปิดเผยความคิดที่นำพาเขามาสร้างศูนย์การเรียนรู้นี้ไว้ในพื้นที่ของตนเอง

“บอกลูก ๆ ไว้ว่า ถ้าสติปัญญายังจำได้อยู่ ก็อยากจะสร้างศูนย์เรียนรู้ไว้ คนที่ต้องการไปประกอบพิธีฮัจญ์จะได้รู้ว่าต้องไปขอพรตรงไหน ประตูนี้สร้างยังไง หากใครได้มาศูนย์การเรียนรู้นี้ ก็อยากให้ได้รับประโยชน์กลับไปด้วย”

คนไทยไม่กี่คนที่ได้เข้าไปในกะบะห์ทิ้งท้าย ก่อนเปิดรอยยิ้มซึ่งบ่งชัดว่าเขาภูมิใจเพียงใด ที่ครั้งหนึ่งเคยทำภารกิจยิ่งใหญ่ในบ้านของอัลเลาะห์ สมกับชื่อ ‘อับดุลเลาะห์’ ที่ได้มา

อ.อับดุลเลาะห์ นาคนาวา ผู้นำช่างไทยไปสร้างประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load