มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) หรือ เบิ้ม-ไมตรี พิมพ์วิชย กำลังยื่นขอสัญชาติไทย

ชายชาวเยอรมันผู้ลงหลักปักฐานกับครอบครัวที่เชียงใหม่ ออกตัวว่าอู้กำเมืองไม่ถนัด แต่ภาษาไทยกลางสบายมาก เขายินดีให้สัมภาษณ์ภาษาไทยชัดเจนแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากเราจะเล่าเรื่องงานที่เชียงใหม่ของเขาให้คนทั่วไปได้ยินได้ฟัง

หน้าที่หลักของมาร์ตินคือที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลการพัฒนาโมเดลและกลยุทธ์ของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ตัวอย่างงานสนุกๆ ของเขาคือการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ในนามคณะกรรมการเชียงใหม่สร้างสรรค์ (Creative Chiang Mai) เป็น License Holder และ Curator จัดงาน TEDxChiangMai ทำเว็บไซต์ 2 ภาษาเพื่อโชว์และเปิดช่องทางสั่งซื้อหัตถกรรมภาคเหนืออย่าง salahmade ช่วยก่อตั้งรางวัล CDA (Creative Design Awards) สำหรับงานดีไซน์ภาคเหนือ ซึ่งประกาศรางวัลใน Chiang Mai Design Week

เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ในยามนี้อาจไม่คึกคักเหมือนเคย แต่ชายผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อพัฒนาเชียงใหม่มีความหวังต่ออนาคตเมืองล้านนา 

และนี่คือเรื่องราวของเขา

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
01

Happy Accidents

30 ปีก่อน บนเที่ยวบินแฟรงเฟิร์ต-กรุงเทพฯ จุดพลิกผันของเด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมัธยมจากเยอรมนี นายมาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจออกเยือนทวีปเอเชียและโอเชียเนีย และได้ที่นั่งตรงกลาง

“ปกติผมจะนั่งตรงทางเดิน แต่วันนั้นผมนั่งตรงกลาง ข้างซ้ายของผมคือคนเยอรมันที่จะมาฝึกงานเมืองไทย คุยกันถูกปากเลยไปพักกับเขา เขาเป็นทนาย อายุมากกว่าผมนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น แทนที่จะไปพักที่ถนนข้าวสาร ผมก็เลยไปอยู่คอนโดฯ ที่สีลมกับเขา เขาไปทำงาน ผมก็ไปเที่ยว ผมได้เจอเพื่อนเขาที่เป็นทนายคนไทย ไม่ใช่คนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นคนทำงานธรรมดานี่ล่ะ คอนเนกชันผมกับประเทศไทยเลยต่างออกไป ออฟฟิศเขาพาไปเที่ยวสวนนงนุชเปิดใหม่ตอนวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมก็ไปเที่ยวกับเขา” มาร์ตินเล่าความหลังในวัย 20 ปี 

“อยู่ไปสักพักผมก็ซื้อตั๋วไปเกาะสมุย แล้วกะว่าจะไปต่างประเทศต่อ แต่วันสุดท้ายก่อนไปเกาะสมุย ผมไปเยี่ยมโรงเรียนสอนภาษา AUA ผมถูกใจการสอนภาษาไทยมาก เป็นการสอนตัวต่อตัว ครูอธิบาย คุยกันให้เข้าใจ ผมชอบมากเลยทิ้งตั๋วไปสมุยแล้วเรียนภาษาไทยต่อหลายเดือน ห้าเดือนแรกไม่ได้พูดภาษาไทยเลยนะ ฟังอย่างเดียว ฟังเหมือนเด็กฟังพ่อแม่ ฟังญาติคุยกัน เขาบอกว่าระบบการสอนของเขาทำให้สำเนียงภาษาผู้เรียนค่อนข้างชัด”

ที่ AUA มาร์ตินพบเพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งซึ่งมาเรียนภาษาไทยเหมือนกัน เขาตั้งใจว่าจะกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับเอเชียชื่อ SOAS (School of Oriental and African Studies, University of London) เด็กหนุ่มชาวเยอรมันจำชื่อนี้ไว้ในใจ เขาฝึกภาษาไทยเพิ่มเติมกับนักศึกษาจิตรกรรม ศิลปากร ที่ไปเจอที่เกอเธ่ จนจับพลัดจับผลูไปนั่งเรียนที่ศิลปากร สนิทสนมถึงขั้นไปนอนค้างที่คณะ แวบไปขออาจารย์นั่งฟังเลกเชอร์ที่ธรรมศาสตร์ 

“คนเยอรมันนิยมเดินทางช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะสมัยก่อนเรียนปริญญาตรีแล้วต่อโทเลยมันนาน ตอนนี้มีระบบใหม่แล้ว หลายคนเลยนิยมมี Study Year หรือ Gap Year ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ไอ้การที่เราจะไปต่างประเทศตอนอายุสิบแปด สิบเก้า ค่อนข้างเป็นเรื่องธรรมดา บางทีอายุเท่านั้นก็ไม่รู้หรอกว่าอยากเรียนอะไร อยากหาประสบการณ์ก่อน ปกติเขาไปกันปีเดียว แต่ผมนานพิเศษ เดินทางถึงสองปี ผมก็เลยไปเรียนจนสอบเทียบป.6 เมืองไทยได้ ที่บ้านจะได้มองว่าอย่างน้อยมาร์ตินก็ทำอะไรที่มีประโยชน์บ้าง”

15 เดือนผ่านไปในเมืองไทย มาร์ตินเดินทางต่ออีก 5 เดือน เพื่อไปเยือนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย บาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย วกกลับมาไทยอีกที แล้วสุดท้ายก็กลับไปเยอรมนีเพื่อเข้ามหาลัยที่ฮัมบวร์กแค่ปีเดียว ก่อนจะย้ายไปเรียนด้านบริหารธุรกิจกับเศรษฐศาสตร์ที่ SOAS พบรักกับนักศึกษาปริญญาเอกไทยที่นั่น และเดินทางกลับมาตั้งรกรากกับเธอ ผู้กลับมาเป็นอาจารย์ที่เมืองไทย

“ถ้าผมไม่ได้ไปนั่งตรงนั้นบนเครื่องบิน ไม่ได้ไปเรียน AUA วันสุดท้ายก่อนไปสมุย ชีวิตก็คงไม่ได้มาทางนี้ เป็น Happy Accident ที่บังเอิญต่อกันมาเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตไปซ้ายไปขวา แล้วต่อกันไปหลายๆ ทิศทาง”

อีกเรื่องเป็นความเชื่อที่มาร์ตินไม่ค่อยบอกใคร แต่เขาคิดว่าอาจเป็นพรหมลิขิตให้เขามาเยือนแดนสยาม

“พ่อแม่ผมเสียตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมมาเที่ยวเมืองไทยหลายรอบ ทางบ้านก็ไม่คิดอะไร จนครั้งหนึ่งคุณป้าไปจัดของที่บ้าน แล้วเจอกล่องรองเท้าที่เก็บรูปถ่ายในตู้เสื้อผ้า ในนั้นมีรูปที่ทำให้ป้าจำได้ว่าแม่เคยมีแฟนเป็นคนไทย

“แม่ผมเป็นออร์แพร์ที่ปารีส ฝรั่งเศส ไปเจอคนไทยที่นั่นแล้วก็เป็นแฟนกัน ผู้ชายขอเขาแต่งงาน ไปเจอแม่ เจอพี่สาวของผู้ชายแล้ว แม่เล่าให้คุณยายฟัง ปรากฏว่าคุณยายนั่งรถไฟจากภาคเหนือเยอรมนีไปปารีสภายในสี่สิบแปดชั่วโมง แล้วก็ลากแม่กลับเยอรมนี ไม่ยอมให้แต่งงานกับคนไทย คงไม่ต่างจากพ่อแม่ไทยบางครอบครัวที่ไม่อยากให้ลูกมีแฟนฝรั่ง สมัยก่อนคนรู้สึกว่าเมืองไทยไกลมาก ก็ขาดการติดต่อกัน สองสามปีต่อมา แม่ก็แต่งงานกับพ่อ แล้วทุกคนก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท 

“จนกระทั่งผมมาอยู่เมืองไทยสองปี แล้วป้าไปเจอรูปถ่ายเข้าแล้วก็ส่งรูปนั้นมาให้ ด้านหลังรูปมีชื่อเขียน ผมเลยไปเจอผู้ชายคนนั้น ลุงแดงกลับมาอยู่เมืองไทย เขามีบุญคุณกับผมมากเพราะ ค.ศ. 1994 มีช่วงหนึ่งบริษัทที่ผมฝึกงานมีปัญหา ผมก็ไปอยู่บ้านเขาสามเดือน เขายกห้องลูกชายให้ผมเพราะลูกไปอยู่หอตอนเรียนหมอ ต้องกราบขอบคุณอีกครั้ง เรื่องนี้อาจเป็น Happy Accident อีกเรื่อง

“หรือไม่แม่ก็อาจจะฝากให้ผมมาเที่ยวเมืองไทย”

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
02

งานเมืองไทย

“บางทีเพื่อนก็บอกว่าผมเกิดผิดประเทศ ผมจีบภรรยาติดเพราะผมพูดภาษาไทยได้ เขาบอกผมว่าเขาไม่คิดมีแฟนเป็นฝรั่ง แต่ตอนทำวิทยานิพนธ์เขาอยากฝึกภาษา เขาบอกว่าถ้าไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยกัน จะมีแฟนเป็นฝรั่งทำไม เลยมีสามปีที่เราพูดภาษาอังกฤษกัน พอเขากลับเมืองไทย เราค่อยพูดไทยกันใหม่”

มาร์ตินและภรรยาซึ่งเป็นอาจารย์สอนการละครมีลูกชายฝาแฝดด้วยกัน หนุ่มๆ เกิดที่เมืองไทย ย้ายไปอยู่อังกฤษ ฮ่องกง กรุงเทพฯ ก่อนที่ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่

ด้วยความคล่องแคล่วทั้งภาษาเยอรมัน อังกฤษ และภาษาไทย มาร์ตินได้มาทำงานที่เมืองไทยเป็นระยะ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานหลังจบปริญญาโทให้บริษัทอังกฤษ PricewaterhouseCoopers หรือ PwC เขาถูกส่งตัวมาทำงานด้านรัฐวิสาหกิจในเยอรมนีและเมืองไทยสลับกัน เพราะลูกค้ารายใหญ่อยู่ในทั้งสองประเทศ เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (TOT) และ Deutsche Telekom

หลังจากทำงานรอบโลกด้านกลยุทธ์และนโยบายด้านโทรคมนาคมและ ICT ในปี 2009 เขาเปลี่ยนไปทำงานด้านนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์  นวัตกรรม และการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ

ช่วงนั้นรัฐบาลไทยมีมติว่านอกจากอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ที่บริหารจัดการโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในกรุงเทพฯ แล้ว ภูมิภาคต่างๆ ก็ควรมีอุทยานวิทยาศาสตร์ด้วย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาค พัฒนาเศรษฐกิจสังคม 

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญที่รัฐบาลเยอรมนีส่งมาเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ช่วยก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ในภาคเหนือ และดูแลรูปแบบการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

Happy Accident เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นๆ เพราะ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ กลับมาจากประเทศญี่ปุ่นพอดี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่งตั้งเขาเป็นผู้อำนวยการ จึงได้ร่วมช่วยกันพัฒนาและก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) ตามที่เห็นในปัจจุบัน โดยเริ่มจากศูนย์เล็กๆ แล้วพัฒนาจนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการและเต็มรูปแบบ เมื่อ ค.ศ. 2018

“การใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่ใช้ทั่วโลก สมมติในเยอรมนีมีพื้นที่ที่รัฐอยากพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเกษตรหรือรถยนต์ เราต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนให้มันแข่งขันได้ ซึ่งโมเดลนี้มีมานานแล้วทั่วโลก ทั้งในอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ส่วนในเมืองไทย ภูมิภาคที่ไม่ค่อยมีองค์กรเกี่ยวกับนวัตกรรม นอกจากมหาวิทยาลัย ดังนั้น งานที่ออกมาค่อนข้างขึ้นกับมหาวิทยาลัยมาก และมหาวิทยาลัยก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย”

ในการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์ มาร์ตินช่วยทีมงานไทยวิเคราะห์และวางทิศทางระบบนิเวศขององค์กร จากนโยบายภาครัฐ Business Model ผู้ร่วมมือทั้งกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ไปจนถึงการสร้างโครงการต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ทรัพยากรภาคเหนือ กับเอกชน และภาครัฐอื่นเข้ามาด้วย อย่าง NIA , DEPA, CEA ฯลฯ

“อุตสาหกรรมที่ผมถนัดที่สุดคือ ICT กับดิจิทัล แต่ว่าพอทำเรื่องอื่นก็คิดระบบ วางแผนกลยุทธ์ เอาเรื่องดิจิทัลไปจับ อย่างเรื่องงานคราฟต์ผมไม่ถนัด แต่ว่าคราฟต์ขาดความเข้าใจเรื่องดิจิทัล เรื่องการทำการตลาด ค่านิยมใหม่ที่คนไม่ได้ต้องการแค่สิ่งของปลายทางแต่อยากรู้เรื่องราว บางคนอยากมีรูปถ่าย วิดีโอ ช่องทางการเข้าถึงอย่างเว็บไซต์ เราก็ช่วยเขาได้ด้วยความรู้เรื่อง Digital Platform” เขายกตัวอย่างงานที่ทำออกมาให้เข้าใจง่ายๆ 

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
03

ชื่อไทย

ไมตรี พิมพ์วิชย คือชื่อไทยของ มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง ชายสัญชาติเยอรมันผู้พำนักอยู่ไทยถาวรมา 20 กว่าปี เข้าวัดมากกว่าโบสถ์ เพราะเชียงใหม่มีวัดเยอะมาก และกำลังอยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอสัญชาติไทย

“ผมไม่ค่อยชอบเรื่องเอกสาร แต่ตอนนี้ขอสัญชาติไทยเลยต้องลงมือทำ มีเอกสารประมาณเจ็ดกิโลกรัม ขั้นตอนการขอสัญชาติเนี่ยเราต้องจองชื่อไทยด้วย ชื่อเล่นมีนานแล้วคือ ‘เบิ้ม’ ตอนนั้นผมยังผอมอยู่ ไม่รู้ทำไมเพื่อนตั้งชื่อนี้ก็ไม่รู้ ชื่อจริงก็คุยกันเล่นๆ ว่ามาร์ติน เป็นไมตรี คือผมเป็นคนซีเรียส บางครั้งดุหรือคิดเยอะ แต่ลึกๆ ถือเรื่องมิตรภาพและไมตรีว่าสำคัญมาก ก็เลยชอบชื่อ คิดว่าเหมาะกับผมดี

“แล้วนามสกุลก็ต้องตั้งใหม่ไม่ให้ซ้ำ ผมถาม พี่หนุ่ย (ดร.ศิริกุล เลากัยกุล) ว่ามีไอเดียไหม นอกจากให้พระตั้งให้ มีทางอื่นไหม เขาก็ถามผมว่าเกิดวันที่เท่าไหร่ กี่โมง ที่บ้านทำอะไรมา ผมก็เล่าว่าครอบครัวผมที่เยอรมนีตั้งโรงเลื่อยไม้เพื่อผลิตกระดาษ หลังจากนั้นก็ทำโรงพิมพ์ เป็นบริษัททำหนังสือ เขาก็จดไปปรึกษาเพื่อน สุดท้ายเขาตั้งว่า ‘วิชยาพิมพ์’ แต่เราเปลี่ยนเป็น ‘พิมพ์วิชย’ ทุกคนชอบ มันเชื่อมโยงกับงานโรงพิมพ์ของครอบครัวผม และหน้าที่การทำงาน ต้นแบบของชัยชนะหรือความสำเร็จ ตรงกับงานที่ปรึกษาองค์กร พัฒนายุทธศาสตร์ ถ้าแปรตัวอักษรเป็นเลขก็สวยด้วย พี่หนุ่ยเก่งมาก ต้องขอบคุณเขาครับ เป็น Happy Accident เหมือนกันที่ผมได้เจอเขาที่ TEDxChiangMai”

04

เชียงใหม่ที่รัก

เมืองไทยมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเป็นมิตร ต้อนรับ ช่วยเหลือคน สบายๆ ใจเย็น ผมอยู่กรุงเทพฯ หลายปี กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าสนใจมากแต่ก็เหนื่อยมาก สำหรับการอยู่ระยะยาวกับครอบครัว ผมชอบอยู่เชียงใหม่ ความเป็นอยู่ดี สุขภาพจิตดี เสน่ห์แรกคือคนเชียงใหม่ สองคือความเป็นอยู่ของเมือง มันน่าอยู่ เป็นเมืองขนาดปานกลางแต่มีทุกอย่าง ลองหาสโมสรเล่นฟลุ๊ต เล่นละคร ต่อคอมพิวเตอร์ เรียนบล็อกเชนก็มี แล้วก็มีทั้งธรรมชาติ ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่ร่วมกับชีวิตสมัยใหม่ อย่างเรื่องงานคราฟต์ คุณสมบัติพวกนี้ทำให้คนอยากอยู่เชียงใหม่เยอะ

“คนรุ่นใหม่ก็มีหลายกลุ่ม กลุ่มดิจิทัลไอทีซอฟแวร์ก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มออกแบบก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มหัตถกรรมคราฟต์ก็มี อย่างงาน NAP เป็นตลาดแรกที่คนรุ่นใหม่ทำคราฟต์มาขาย หลังๆ ก็มีมากขึ้น กลุ่มสุขภาพก็มีรายใหม่ๆ ไม่ใช่แค่สปา แต่มีผลิตภัณฑ์ กลุ่มอาหารก็มีผู้ประกอบการทำอาหารน่าสนใจ ทั้งรสชาติและคุณสมบัติ

“ถ้าให้แนะนำที่เที่ยว ผมชอบเส้นทางปั่นจักรยานสะเมิง อย่าอยู่บนถนนอย่างเดียว เลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน มีเส้นทางสัญจรไปชมธรรมชาติ ไปปีนเขาก็ได้ และตอนนี้ผมชอบไปแถวถนนช้างม่อย ต่อที่วโรรส แล้วข้ามไปต่อที่ถนนท่าแพ เส้นนั้นตั้งแต่คูเมืองถึงวัดเกต ไปถึงสถานีรถไฟ รู้สึกว่าเป็นย่านเก่าที่กำลังพัฒนาใหม่อย่างน่าสนใจ ชอบมาก ข้อเสียคือบ้านผมอยู่อีกฝั่งของเมือง” (หัวเราะ) 

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
05

เชียงใหม่ที่ขาด 

“เชียงใหม่มีเอกลักษณ์เลยน่าอยู่ แล้วคนเชียงใหม่ก็ภูมิใจในมรดกวัฒนธรรม ในเชิงสินค้า มีของรูปธรรมซึ่งบางทีก็มีคุณสมบัติพิเศษ มีอารมณ์ล้านนา ของใหม่ๆ ก็มีกระบวนการ วัสดุ แพตเทิร์น หรือเรื่องราวดีๆ ในผลิตภัณฑ์ แล้วก็มีประวัติศาสตร์เมืองหลวงเก่า อย่างตำรายาล้านนา เป็นสมุดพับๆ เรียกว่าอะไรนะ (ผู้เขียน : สมุดข่อย) มีร่องรอยวัฒนธรรมเยอะ

“แต่บางทีก็ต้องระวัง ในเชียงใหม่ก็ขัดแย้งกันด้วยวัฒนธรรมเชิงอนุรักษ์ ถ้าเราไปศึกษา เมืองที่มีแต่การอนุรักษ์วัฒนธรรมเพราะว่ายึดติดกับอดีตก็ไม่ค่อยน่าสนใจนะ ที่ญี่ปุ่นก็เจอปัญหานี้ อุตสาหกรรมหัตถกรรมญี่ปุ่นอยู่ยาก เพราะว่าคนรุ่นใหม่ไม่อินกับของ Authentic ขนาดนั้น ผมเข้าใจนะว่าบางอย่างกำลังจะหายไป หรือไม่ถูกเห็นคุณค่าเท่าที่ควร แต่บางทีก็เน้นการอนุรักษ์มากเกินไป วัฒนธรรมมีความเป็นมา แต่ก็ควรปรับปรุงให้เข้ากับสมัยใหม่”

“เชียงใหม่เคยมีประเด็นว่าหลังคาล้านนามีแบบเดียว แบบอื่นผิด ทั้งที่เมืองล้านนามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มานานแล้ว เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและการค้า เชียงใหม่อยู่มาได้เจ็ดร้อยกว่าปีเพราะการค้าและการพัฒนา ประตูท่าแพเป็นประตูการค้าที่มีของใหม่เข้ามาตลอด เพราะเชียงใหม่อยู่ในเส้นทางลำเลียงของไปต่างประเทศ บางคนรู้สึกว่าเชียงใหม่เปลี่ยนเยอะเกินไป บางคนรู้สึกว่าเชียงใหม่อนุรักษ์มากเกินไป ก็ต้องหาสมดุล”

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดในเชียงใหม่อย่างการจราจรติดขัด ก็เป็นสิ่งที่คนอยู่เชียงใหม่มานานยอมรับว่าเป็นปัญหา และเรื่องหนักหน่วงของเชียงใหม่คือมลพิษทางอากาศ ซึ่งดูจะหนักหน่วงกว่าสถานการณ์โรคระบาดเสียอีก

“คนเชียงใหม่เสียคุณภาพชีวิตและอายุสั้นลงเพราะฝุ่น สุขภาพแย่ลงเพราะโรคจนบางทีถึงขั้นเสียชีวิต เสียการงาน การลงทุน ผมว่า COVID-19 ยิ่งทำให้เราเห็นว่าเราต้องทั้งใส่ใจสุขภาพตัวเรา และสุขภาพของโลก คิดถึงภาระที่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปของเราต้องแบกรับ”

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดในเชียงใหม่อย่างการจราจรติดขัด และมลพิษทางอากาศ ก็เป็นสิ่งที่คนอยู่เชียงใหม่มานานยอมรับว่าเป็นปัญหา ถึงอย่างนั้นเขาก็มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เมืองนี้จะพัฒนาได้

“คนเชียงใหม่ก็อยากให้เชียงใหม่มีทุกอย่าง แต่ไม่ได้ต้องเป็นเหมือนกรุงเทพฯ เบอร์สอง คำตอบคนแต่ละกลุ่มคงไม่เหมือนกัน ถ้าถามคนรุ่นใหม่ หอการค้า มหาวิทยาลัย ศูนย์ราชการ ผมว่าเขาคงอยากให้เชียงใหม่เจริญ เป็นเมืองหลวงของภาคเหนือ เขาไม่ได้ชอบที่คนกรุงเทพฯ บางคนบอกว่าเชียงใหม่สโลว์ไลฟ์ ต้องอนุรักษ์ไว้ กลุ่มนั้นก็มีนะครับ แต่เพื่อนๆ ผมก็อยากให้เชียงใหม่ก้าวหน้า ไม่เสียโอกาส แต่มีคุณภาพชีวิตดี เลี่ยงบางอย่างที่เลอะเทอะวุ่นวาย 

“คล้ายกับที่เยอรมนี ถ้าเราไปเมืองรองๆ จากเบอร์ลินหรือฮัมบวร์ก เมืองเหล่านั้นก็มีมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมต่างๆ แต่เมืองก็ยังมีวัฒนธรรม เป็นเมืองเดินได้ ออกไปปั่นจักรยาน พักผ่อนรอบเมืองได้

“การสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์และเครือข่ายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะเชียงใหม่ขาดงานกับโอกาส พูดแบบพื้นๆ เลย เชียงใหม่งานหายาก เมื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจเชียงใหม่กับภาพพจน์ของเมือง เมืองใหญ่นี้มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับหัวเมืองอื่นๆ อย่างภูเก็ต มูลค่าเศรษฐกิจเชียงใหม่มาจากการท่องเที่ยว และเกษตรอาหารแปรรูป ตัวจังหวัดใหญ่ คนรวยอยู่ในเมือง แต่คนจนนอกเมืองก็เยอะ คนชนชั้นกลางก็ค่อนข้างเบาบางเมื่อเทียบสัดส่วนกับกรุงเทพฯ คนชอบบอกว่าคนเชียงใหม่ประหยัด ใช้เงินน้อย แต่จริงๆ มันมาจากรายได้เบาบางนะครับ” ที่ปรึกษาประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

“นักศึกษา มช. ที่จบสาขาที่รู้กันว่าหางานได้ ส่วนใหญ่ก็ไปกรุงเทพฯ ไปภาคกลาง หรือเมืองชายฝั่งทะเล เพราะรู้กันว่าเชียงใหม่ไม่มีงาน เชียงใหม่ขาดการ Decentralization ขาดการสนับสนุนการพัฒนาหัวเมือง ทั้งที่หัวเมืองใหญ่ๆ อย่างขอนแก่น อุดรธานี สงขลา มีหน้าที่ช่วยเมืองรอบๆ อีกที เหมือนที่เชียงใหม่ช่วยเชียงราย ลำพูน ลำปาง”

06

งานและโอกาส

มาร์ตินอธิบายว่าอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ทำงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อเพิ่มงานและโอกาสให้คนเชียงใหม่ ทางตรงคือเอานวัตกรรมมาพัฒนา SME ในภาคเหนือ หรือทำให้เกิดการลงทุนในภาคเหนือมากขึ้น จากกรุงเทพฯ หรือจากต่างประเทศ โดยหลักๆ คือช่วย SME ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลิตภัณฑ์ เช่น ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ แพ็กเกจจิ้งใหม่ หรือมีเรื่องราวใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยีอาหาร ชีวภาพ ไอที ซอฟต์แวร์ รวมถึงบริการอบรมถ่ายทอด และเก็บสถิติการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจภาคเหนือและการจ้างงาน รวมถึงพัฒนาสตาร์ทอัพ พัฒนาวิสาหกิจชุมชนบางโครงการ

“โครงการอื่นเป็นการช่วยเหลือทางอ้อม อย่างงานเชียงใหม่สร้างสรรค์ ถึงมีงบประมาณจำกัด แต่เราก็ทำมา 11 ปีแล้ว ผมคิดว่าเมืองไทยยังลงทุนน้อยเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเรื่องสังคมผู้สูงอายุ ควรจริงจังกว่านี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่แค่ในภาควัฒนธรรมอย่างเดียว อุตสาหกรรมอาหารก็ต้องใช้ไอเดียนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า หลายๆ อย่างเมืองไทยน่าจะได้เปรียบ ถ้าคนได้รับการสอนว่าควรมีไอเดียอะไรจากสิ่งที่มีอยู่ ก็อาจหารายได้เพิ่มได้ ควรมีองค์กรคล้ายๆ TCDC แต่เป็นของภูมิภาค”

“ช่วงนี้การท่องเที่ยวปั่นป่วน แล้วเมืองขนาดกลาง อุตสาหกรรมก็ไม่ค่อยมี แล้วเราจะเอารายได้จากไหน ทั้งที่เมืองอาจมีของดีๆ ผู้สูงอายุที่มีความรู้ ลูกหลานไปทำงานที่อื่น เขาเอาความรู้นั้นมาทำประโยชน์ สร้างรายได้ที่คนนึกไม่ถึงได้ไหม ของดีๆ ที่คนในเมืองชอบ ก็ส่งต่อได้ไหม”

ยกตัวอย่างงานที่เชียงใหม่สร้างสรรค์ทำ โดยลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก คือ Chiang Mai Creative Directory หนังสือรวบรวมองค์กรและสถานที่สร้างสรรค์ต่างๆ ในเชียงใหม่ เพื่อให้ทั้งคนในเมืองและคนนอกได้รู้จักและเชื่อมต่อกัน นอกจากนี้ยังมี TEDxChiangMai ซึ่งเป็นงาน TEDx แรกในเมืองไทย เปิดโอกาสให้คนเชียงใหม่ขึ้นเวทีแสดงไอเดียระดับนานาชาติ เชิญสปีกเกอร์ต่างประเทศมาพูดเรื่องเหมาะกับพื้นที่ อย่างการพัฒนาที่ท่องเที่ยวให้น่าสนใจ 

“การแบ่งปันเป็นเรื่องที่เก็บข้อมูลเศรษฐกิจยาก แต่เราจะได้ยินเรื่องว่าคนนั้นคนนี้ร่วมมือกัน หรือบางคนกำลังจะหยุดทำแล้ว แต่พอได้ร่วมงาน TEDxChiangMai หรือได้รางวัล CDA หรือเลยมีกำลังใจทำใหม่ อะไรแบบนี้เป็นผลลัพธ์ทางอ้อมของเชียงใหม่สร้างสรรค์ ตอนนี้ CDA มีมาแปดปี ก็ขยายจากให้รางวัลแค่เชียงใหม่เป็นภูมิภาคล้านนาทั้งหมด” 

07

อนาคตเชียงใหม่

อยากให้เชียงใหม่ได้รับโอกาสมากขึ้น กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แบ่งงบมาให้มากขึ้น ให้เชียงใหม่ได้พัฒนาตัวเองตามศักยภาพ” ผู้สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตอบภาพเชียงใหม่ในฝัน 

“ผมกังวลเรื่องเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต COVID-19 ทำให้การตัดสินใจนโยบายใหม่ๆ ช้าลง และทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก แต่ถ้ามองในแง่ดี เมืองไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง ผู้คนมีความสามารถ ถึงระบบการศึกษาจะมีปัญหา แต่ผมยังกระตือรือร้นกับงานนะ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนระยะยาว และนวัตกรรม ถ้ารวมกับความใส่ใจผู้คนและสิ่งแวดล้อม นี่คือทิศทางถูกต้องที่เราต้องพยายามไปให้ถึง”

“ผมอยากให้เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม เป็นเมืองสีเขียวระดับนานาชาติ เป็นเมืองน่าอยู่ที่มีเอกลักษณ์และความหลากหลาย มีโอกาสสำหรับทุกคน มีสังคมและเศรษฐกิจที่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความรับผิดชอบ เน้นเทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ธรรมชาติ และการท่องเที่ยว”

“Smart City เป็นโปรเจกต์ที่ดีนะ แต่ผมอยากให้เชียงใหม่เป็น Smart Society เอานวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดจากของเดิม แล้วก็แตกต่างจากเมืองอื่น เหมือนคุณไปโรมกับมิลาน ก็ไม่เหมือนกัน ฮัมบวร์กกับมิวนิกก็ไม่เหมือนกัน อุตสาหกรรมหนักๆ อย่างที่ชลบุรี ระยอง ไม่ได้เหมาะกับเชียงใหม่อยู่แล้ว เพราะเส้นทางไม่ได้เอื้อส่งไปข้างนอก ดังนั้นเชียงใหม่ก็ไม่ต้องเหมือนใคร น่าจะพัฒนาไปในทางเมืองน่าอยู่ และคนก็อยู่ได้”

“ผมหวังว่า TEDxChiangMai ในเดือนกันยายนนี้ จะเป็นโครงการนำร่อง “re-together” สู่ Smart Society เพราะเราต้องปรับตัวร่วมมือกันใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”

มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง (Martin Venzky-Stalling) ที่ปรึกษาอาวุโสของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load