มาร์ก วีนส์ (Mark Wiens) คือนักเดินทาง นักเขียน บล็อกเกอร์ ยูทูเบอร์ และเหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นนักกินผู้ตกหลุมรักอาหารและวัฒนธรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารไทย!

มาร์กเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Migrationology.com และ Eatingthaifood.com ที่มีผู้อ่านจากทั่วโลก นอกจากนี้เขายังมีผู้ติดตามใน YouTube 4 ล้านคน ในเพจเฟซบุ๊ก 1.2 ล้านคน และในอินสตาแกรม 7 แสนคน

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมามาร์กทำคลิปวิดีโอแนะนำอาหารไทยอวดชาวโลกไปหลายร้อยคลิป ต่อให้ไม่ใช่ Food Lover แต่เราเชื่อว่าถ้าคุณเล่นอินเทอร์เน็ต คุณจะต้องเคยเห็นคลิปวิดีโอของมาร์กพาไปตะลุยกินอาหารที่แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้วแน่ๆ เพราะแต่ละคลิปมียอดวิวหลักแสนไปจนถึงหลายล้าน

คนไทยอย่างเราดูคลิปของมาร์กไป ก็ท้องร้องไปอย่างภาคภูมิใจ

ไม่ใช่แค่อาหารไทย แต่มาร์กสนใจเรื่องวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร ทำให้เขาออกเดินทางไปค้นหา สัมผัส และกินอาหารแต่ละจานในแต่ละพื้นที่ของโลก

มาร์กเริ่มต้นเล่าเรื่องราวการกินและการเดินทางของเขาลงบนอินเทอร์เน็ตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือแพสชัน และตั้งเป้าหมายไว้ว่าแพสชันของเขาจะต้องเติบโตงอกเงยเป็นเงินที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้

ทุกวันนี้มาร์กมีอาชีพเป็น Full-time Travel Eater ที่มีรายได้จากการทำสิ่งที่เขารัก

และนี่คือบทสนทนากับนักกินผู้โด่งดังในร้านอาหารรสชาติจัดจ้านแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่จะพาคุณไปทำความรู้จักตัวตนและวิธีคิดเบื้องหลังความสำเร็จของเขา

Mark Wiens
Mark Wiens

คุณตกหลุมรักการกินตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่เกิดเลยครับ แม่ผมเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่ทำอาหารเก่งมาก ผมเลยได้กินทั้งอาหารอเมริกันและอาหารเอเชียนกลิ่นอายฮาวาย (แม่ผมเป็นคนรัฐฮาวาย) มาตั้งแต่จำความได้

คุณออกเดินทางท่องโลกตั้งแต่ยังเด็กเลย ช่วยเล่าความทรงจำนั้นให้ฟังหน่อย

ครอบครัวของเราอาศัยที่เมืองฟีนิกซ์ (Phoenix) รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา จนผมอายุ 5 ขวบเราก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองชื่ออัลแบร์ตวิลล์ (Albertville) ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 ปี เพราะพ่อแม่ผมทำงานกับองค์กรมิชชันนารี และจะต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศคองโกซึ่งใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในภาษาหลัก

พวกท่านจึงตัดสินใจมาอยู่ที่เมืองเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้ก่อนเพื่อเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส ตอนนั้นผมยังเด็กมากเลยจำอะไรแทบไม่ได้เลย

จากนั้นเราก็ย้ายไปที่ประเทศคองโก ทวีปแอฟริกา เมืองที่เราอยู่เล็กมากขนาดที่เรียกว่าหมู่บ้านก็ยังได้และอยู่กลางป่า ผมมีความทรงจำที่น่าทึ่งเกี่ยวกับอาหารที่นั่นเยอะมาก (หัวเราะ)

เติบโตขึ้นในเมือง (หมู่บ้าน) กลางป่า ประสบการณ์อาหารอะไรบ้างที่คุณจำได้ไม่ลืม

เพราะอยู่กลางป่า เราเลยหาซื้อได้เฉพาะวัตถุดิบท้องถิ่นสดๆ เท่านั้น พวกอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องไม่มีขายที่นั่น จริงๆ แล้วไม่มีตลาดด้วยซ้ำ คนท้องถิ่นจะหอบข้าวของมาขายให้ถึงบ้าน ลักษณะคล้ายรถกระบะของสดที่ตระเวนขายไปตามหมู่บ้านในกรุงเทพฯ ต่างกันตรงที่ที่คองโกเขาขายจระเข้กันด้วย

ผมจำได้แม่นเลย ครั้งหนึ่งแม่ผมซื้อจระเข้ทั้งตัวมาไว้สำหรับทำอาหาร 1 เดือน โดยใช้แทบจะทุกส่วนของจระเข้ ความเจ๋งของเนื้อจระเข้คือแต่ละส่วนมีรสชาติต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางส่วนรสชาติคล้ายไก่ บางส่วนรสชาติคล้ายปลา และบางส่วนรสชาติคล้ายเนื้อแดง

ตลอดเดือนนั้นครอบครัวเราเลยได้กินอาหารจีนหลายเมนูที่ทำจากเนื้อจระเข้ โอ้! มีครั้งหนึ่งแม่ผมทำสปาเกตตี้จระเข้มีตบอลด้วย (หัวเราะ)

วัตถุดิบอีกอย่างที่ฮิตมากๆ ที่คองโกคือด้วงมะพร้าวแบบที่คนไทยนิยมกินกัน ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่อร่อยมาก

ใช้ชีวิตอยู่ที่แอฟริกาสิบกว่าปี คุณมีเพื่อนชาวแอฟริกันเยอะไหม

ตอนอยู่ประเทศคองโกผมอายุ 6 – 7 ขวบและเรียนโฮมสคูลเลยไม่ได้มีเพื่อนเท่าไหร่ ต่อมาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา จากเด็กกลางป่าก็ได้มาเป็นเด็กในเมืองอีกครั้ง (ยิ้ม) ผมเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจนจบมัธยมปลาย และได้พบกับเพื่อนๆ มากมายจากทั่วโลก

เพราะเป็นโรงเรียนนานาชาติ เพื่อนๆ ผมสมัยมัธยมเลยมาจากทั้งแอฟริกา อเมริกา ยุโรป และเอเชีย เพราะทุกคนมาจากต่างวัฒนธรรม ผมเลยได้ลองชิมอาหารและได้พบครอบครัวของเพื่อนๆ จากหลากหลายที่มา

ผมกินอาหารเกาหลีครั้งแรกจากกล่องข้าวที่เพื่อนชาวเกาหลีห่อมาจากบ้าน มันอร่อยมาก (ลากเสียงยาว) จนผมตั้งปณิธานไว้ในใจเลยว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องไปกินอาหารเกาหลีต้นตำรับที่ประเทศเกาหลีให้ได้

ตอนนั้นที่เคนยามีร้านอาหารไทยด้วยนะ อาจจะไม่ได้รสชาติไทยจ๋าแต่จำได้ว่ามันอร่อยมาก ผมก็ตั้งปณิธานไว้เช่นกันว่าจะต้องไปกินอาหารไทยแท้ๆ ที่ประเทศไทยให้ได้ ตอนนี้ได้กินแล้วครับ เยอะด้วย (หัวเราะ)

Mark Wiens

คุณเรียนจบสาขา Global Study ฟังชื่อแล้วน่าสนใจมาก มันเป็นสาขาเกี่ยวกับอะไร

ผมกลับมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกาหลังจบมัธยมปลายที่เคนยา จริงๆ แล้วช่วงเข้ามหาวิทยาลัยผมค่อนข้างเคว้ง ยังไม่แน่ใจว่าอยากทำอะไรในอนาคต ผมเลยลงเรียนสาขา Global Study ซึ่งเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วๆ ไปในโลก เพราะผมสนใจเรื่องวัฒนธรรม

แต่ผมชอบที่จะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมผ่านการออกไปสัมผัสด้วยตัวเองมากกว่าจากในหนังสือ

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยผมทำงานพาร์ตไทม์และเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองบน eBay ช่วงนั้นคือปี 2004 – 2005 การขายของออนไลน์กำลังเริ่มบูม และการทำธุรกิจบน eBay ก็สนุก เพราะรูปแบบคล้ายการประมูล คุณต้องมีกลยุทธ์ในการต่อรองราคา มีลูกล่อลูกชนพอสมควร คุณจึงจะชนะและได้ของเจ๋งๆ มา

ผมหาเงินได้มากพอจะส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย และเก็บไว้สำหรับท่องเที่ยวทันทีหลังเรียนจบ

และคุณก็ออกท่องเที่ยวทันทีหลังเรียนจบ!

ใช่ครับ ผมไปทวีปอเมริกาใต้ ลงใต้ไปจนถึงประเทศอาร์เจนตินา ปีนเทือกเขาแอนดีส และกินแหลกเลย (หัวเราะ)

หลังจาก Solo Trip ครั้งนั้น ผมเริ่มเขียนบล็อกเพื่อแชร์รูปภาพและเรื่องราวที่ผมไปพบเจอมา Migrationology.com จึงถือกำเนิดขึ้นช่วงปี 2009 เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต แต่ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองอยากทำอะไรต่อ รู้แค่ว่าอยากไปลองกินอาหารชาติต่างๆ ให้มากที่สุด ผมเลยตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมากรุงเทพฯ

ทำไมถึงเลือกมาประเทศไทยเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผมชอบอาหารไทยมากและตั๋วเครื่องบินถูกครับ (หัวเราะ)

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปเยอะมากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าออกไปนอกกรุงเทพฯ บางพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิมนะครับ ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิม

มุมมองของตัวผมที่มีต่อเรื่องราวรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เพราะครั้งแรกที่มาถึงกรุงเทพฯ ผมเองก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ผมยาวที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรกับชีวิตเลยเหมือนกัน ถือว่าเติบโตขึ้นทั้งตัวตนข้างในและเมืองที่ผมอาศัยอยู่ (ยิ้ม)

คุณค้นพบอะไรบ้างระหว่างการเดินทางท่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตอนผมอยู่ที่ฟิลิปปินส์ หลังจากเดินทางไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้วประมาณ 6 เดือน เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่ผมรู้จักที่เคนยาส่งข้อความจากสหรัฐอเมริกาว่าอยากมาหา ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหนต่อ ที่เดินทางมาตลอดหลายเดือนก็ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น (หัวเราะ)

ผมเลยบอกเพื่อนว่า ไปเจอกันที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นเมืองศูนย์กลาง เดินทางไปสะดวก อีกอาทิตย์ต่อมาผมก็บินกลับมากรุงเทพฯ และพบเพื่อนซึ่งใช้เงินเก็บที่เหลือทั้งหมดซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมากรุงเทพฯ จริงๆ ตอนนั้นเราถังแตกกันทั้งคู่ (หัวเราะ)

หลายเดือนต่อมาผมหาเงินด้วยการจัด English Camp สำหรับเด็ก และคิดว่าควรหางานประจำทำเพื่อเก็บเงิน สุดท้ายผมเซ็นสัญญาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

ตลอดทั้งปีของการเป็นครู แม้ผมจะสนุกกับการสอนเด็กๆ แค่ไหนก็ตาม สุดท้ายผมก็ค้นพบว่าการนั่งอยู่กับที่ในห้องเรียนไม่ใช่ความสุขในชีวิตที่ผมตามหา

ความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนสุขกับเสถียรภาพและชีวิตที่เป็นแบบแผน แต่บางคนอย่างเช่นผม ความสุขคือความท้าทาย คือการเดินทาง คือการสำรวจ คือประสบการณ์ที่ต้องออกไปพบเจอด้วยตัวเอง

Mark Wiens

เมื่องานประจำไม่ใช่เส้นทางที่คุณอยากเดิน คุณค้นหาเส้นทางของตัวเองพบได้ยังไง

ระหว่างที่เป็นครู ผมเขียนเรื่องราวต่างๆ ลงไปใน Migrationology.com เยอะมาก เรียกว่าเป็นช่วงฝึกเขียนเลยก็ว่าได้ และผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไว้ว่าจะต้องหาเงินจากการทำงานบนอินเทอร์เน็ตให้ได้ เพราะผมรู้แล้วว่าความสุขของผมคืออะไร

Migrationology.com โด่งดัง เป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้คุณได้ยังไง

เวลาที่เขียนลงเว็บไซต์ ผมจะคำนึงถึง 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ส่วนแรกคือเนื้อหาที่เป็นมุมมอง ความคิดเห็น ประสบการณ์ ของผมที่มีต่อสิ่งนั้นๆ ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เช่น ต้องขึ้นรถประจำทางสายอะไร ลงที่ป้ายไหน มีจุดสังเกตตรงไหนบ้าง รวมถึงทิปส์ที่เป็นประโยชน์แบบเพื่อนบอกต่อให้เพื่อนฟัง การเขียนของผมมันเลยออกมาคล้ายๆ สำนวนพูด เหมือนพูดรัวออกมาแล้วเขียนตาม

ส่วนที่ 2 ท้าทายมากในความคิดของผม นั่นคือการเขียนให้เป็นไปตามหลักของ SEO ทุกวันนี้ SEO ละเอียดและซับซ้อนขึ้นมาก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว SEO เป็นเรื่องของคีย์เวิร์ดเสียส่วนใหญ่

ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าคนจะเสิร์ชพบ ทุกบทความในเว็บไซต์ของผมจึงอ้างอิงคีย์เวิร์ดตาม SEO แทบจะทั้งหมด ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความสำคัญของ SEO นัก ผมเองก็หาความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมจากบล็อกเกอร์ชาวต่างชาติบนอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน

นอกจากรูปแบบและวิธีการนำเสนอคอนเทนต์ที่จับต้องได้ ทำให้เข้าถึงคนส่วนใหญ่ง่าย ผมคิดว่าเพราะเว็บไซต์ของผมอยู่ใน High Ranking ของ Google

สมมติว่ามีคนค้นหาคำว่า ‘อาหารไทย’ เขาจะพบเว็บไซต์ของผมบนหน้าแรกๆ ของการค้นหา ซึ่งการที่เว็บจะแสดงอยู่บนหน้าแรกๆ ของการค้นหาได้ ต้องมาจากการทำ SEO ที่เกี่ยวโยงกับคีย์เวิร์ด ‘อาหารไทย’

Mark Wiens
Mark Wiens

ทุกวันนี้อันดับบนหน้าค้นหาของ Google และ Search Engine อื่นๆ มีความสำคัญมาก เพราะการที่เว็บไซต์คุณอยู่อันดับแรกกับอันดับที่ 5 บนหน้าค้นหา ย่อมทำให้จำนวนคนที่คลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ต่างกันมหาศาล เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะคลิกเข้าไปดูแค่ 1 – 2 เว็บไซต์แรกเท่านั้น

เมื่อคนเข้ามาอ่านเว็บไซต์มากขึ้น Traffic บนเว็บไซต์ก็มากพอที่ผมจะสามารถขาย Banner โฆษณาบนเว็บไซต์ได้

จากนั้นช่วงที่หมดสัญญาการทำงานประจำเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ผมก็ออก e-Book ชื่อ The Eating Thai Food Guide ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะถือเป็นโปรดักต์ชิ้นแรกที่สามารถสร้างเงินให้ผมได้อย่างจริงๆ จังๆ นอกเหนือจากโฆษณา 

ข้อดีของ e-Book คือมันไม่มีต้นทุนอะไรเลย ไม่มีค่าตีพิมพ์ ไม่มีค่ากระดาษ ไม่มีค่าขนส่ง คุณสามารถขายซ้ำไปได้เรื่อยๆ แทบจะเป็นกำไร 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้ ไม่นับต้นทุนเวลาของตัวผมเองนะ (หัวเราะ) ผมใช้เวลารวบรวมข้อมูลและเรียนรู้เรื่องอาหารไทยด้วยตัวเอง 2 – 3 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ผมมาถึงประเทศไทย ก่อนจะกลายมาเป็น e-Book เล่มนี้

ในเมื่อคุณมีเว็บไซต์ที่กำลังไปได้ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องสร้างแพลตฟอร์มเพิ่มอย่าง YouTube Channel

หลังจากออก e-Book และได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี ผมก็พยายามมองหาความท้าทายใหม่ๆ ให้ตัวเองอีก (ยิ้ม) จริงๆ การทำงานพวกนี้มันอาศัยแรงกระตุ้นในตัวเองเยอะพอสมควร ผมจึงทำโดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้ทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้เส้นทางสู่เป้าหมายพวกนั้นมาเป็นแรงกระตุ้น

ประกอบกับผมเริ่มคิดว่าในแต่ละบทความควรมีวิดีโอประกอบเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสบรรยากาศรอบๆ ร้านอาหารซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นร้านข้างถนน มีเรื่องราวมากมายอยู่นอกเหนือโต๊ะอาหาร ได้ยินเสียงความกรอบ ได้เห็นควันลอยฉุยจากอาหาร เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสทั้งสี่มิติ ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งและตัวอักษรบรรยาย

Mark Wiens

ตอนที่ผมเริ่มทำ YouTube Channel ตอนนั้นการเล่าเรื่องผ่านวิดีโอยังไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างทุกวันนี้ แต่คนในแวดวงออนไลน์คอนเทนต์ก็พอมองออกครับว่าวิดีโอกำลังมา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เสพคอนเทนต์จากวิดีโอแทนการอ่านไปแล้ว

ตอนนั้นผมมีกล้องถ่ายรูปตัวเล็กๆ ที่ถ่ายวิดีโอได้ มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ แล้วทำไมผมถึงจะไม่เริ่มทำสิ่งที่รู้ว่ามันกำลังจะได้รับความนิยมในอนาคตล่ะ จริงไหม

ผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเลยเดี๋ยวนั้นว่าจะโพสต์วิดีโอสัปดาห์ละ 2 ตัว จนทุกวันนี้ผ่านมา 7 ปี จำนวน Subscriber เพิ่มขึ้นเป็นหลายล้านคน แต่ผมยังคงทำตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งเอาไว้คือโพสต์วิดีโอใหม่สัปดาห์ละ 2 ตัว (ยิ้ม)

เขินไหมกับการต้องออกกล้อง ทำหน้าที่เป็นพิธีกรในวิดีโอที่คนดูเป็นล้านคนทั่วโลก

ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องออกกล้อง เพราะปกติผมไม่ใช่คนที่จะเริ่มต้นพูดคุยในวงสนทนาใหญ่ๆ ผมไม่ได้ชอบพูดต่อหน้าคนเยอะๆ (หัวเราะ) แต่พอถึงจุดที่จะทำวิดีโอ ผมคิดว่ามันน่าสนใจกว่าถ้ามีคนบรรยายเรื่องราวแทนที่จะเป็นแค่ภาพเคลื่อนไหวเฉยๆ

ถ้าอัดวิดีโอแล้วมีคนเยอะแยะจ้องมองอยู่ ผมจะประหม่าและลิ้นพันกันไปหมด แต่ถ้าอัดวิดีโอไปเดินไปตามท้องถนนหรือร้านอาหารที่คนพลุกพล่านนี่สบายมากครับ ไม่ได้รู้สึกเขินขนาดนั้น พูดกับกล้องก็เหมือนพูดกับตัวเอง ถ้าพูดผิดก็คัตแล้วพูดใหม่ หรือค่อยไปตัดต่อวิดีโอเอาทีหลัง (หัวเราะ) แต่คงเพราะทำมาหลายปีจนตอนนี้ชินกล้องด้วย เลยไม่ประหม่าอย่างเมื่อก่อน

เอาจริงๆ ผมเริ่มต้นโดยที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ทั้งถ่ายวิดีโอ ทั้งดำเนินรายการ ทุกอย่างทำไปเรียนรู้ไปด้วยตัวเองทั้งนั้น เชื่อเถอะ ผมทำได้ใครๆ ก็ทำได้ แค่ต้องเริ่มต้นทำเท่านั้น  

Mark Wiens

แอบสังเกตการถ่ายทำวันนี้ เพิ่งเห็นว่าคุณสามารถอัดวิดีโอได้เลยโดยไม่ต้องมีสคริปต์

มันก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วยครับ ถ้าเป็นที่ประเทศไทย ผมมีความรู้พอสมควรในเรื่องของวัตถุดิบและเมนูอาหาร ทำให้ผมสามารถอธิบายลงลึกไปได้ถึงรายละเอียดในแต่ละจาน

เวลาไปประเทศอื่นๆ ลองชิมอาหารจานแปลกเป็นครั้งแรก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัตถุดิบในจานที่กำลังกินอยู่คืออะไร (หัวเราะ) ผมจะพยายามอธิบายรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส เปรียบเทียบกับวัตถุดิบหรืออะไรอย่างอื่นที่คนดูน่าจะรู้จักและจินตนาการได้

เวลาอัดวิดีโอผมจะไม่พูดว่า ‘นี่คือจานที่ดีที่สุดที่ผมเคยกิน’ หรือพยายามให้คะแนนอาหารแต่ละจาน เพราะแต่ละคนรับรู้และมีความชอบในรสชาติที่แตกต่างกัน

ผมไม่ได้ทำ Food Review แต่ผมบอกเล่า Food Experience ของตัวเอง ผมไม่จัดอันดับร้านหรือเมนูอาหาร ผมไปร้านที่เสิร์ฟอาหารที่ดี ไม่ใช่ร้านที่เสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุด เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ จะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือดีที่สุดในเมื่อการรับรสชาติเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล (ยิ้ม)

คนชอบคิดว่างานที่คุณทำนั้นแสนสบาย จริงๆ แล้วความยากของการเป็นบล็อกเกอร์และยูทูเบอร์คืออะไร

ความยากและความท้าทายหลักๆ ของงานแบบนี้คือส่วนใหญ่มันมักจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนั้น คุณต้องพร้อมที่จะยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน และทำงานหนักขึ้นหลายเท่าเพื่อวางแผนใหม่ และไปให้ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ มันอาจจะสบายครับถ้าคุณไม่ได้พยายามผลักดันให้ตัวเองต้องไปถึงเป้าหมายขนาดนั้น ไม่มีใครมาบังคับคุณได้ คุณเป็นเจ้านายตัวเอง

ที่สำคัญคือ คุณต้องรักสิ่งที่ทำ เพราะคุณจะต้องใช้เวลาจำนวนมหาศาลไปกับมัน ตั้งแต่เริ่มคิดคอนเทนต์ ถ่ายทำ ตัดต่อซึ่งกินเวลาเป็นวันๆ เมื่อขั้นตอโปรดักชันทั้งหลายเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นวิดีโอสักตัวแล้ว แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ขั้นต่อไปคือมาร์เก็ตติ้งซึ่งสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับขั้นตอนโปรดักชันยุ่งยากทั้งหมด   

เพราะต่อให้คุณทำวิดีโอออกมาดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครดู ก็เท่ากับว่าคอนเทนต์นั้นก็ไม่ได้ถูกส่งต่อออกไป การหาตลาดหรือกลุ่มคนที่จะดูวิดีโอของเราจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย คุณต้องทำรีเสิร์ช ทำการบ้าน หาข้อมูล เพื่อเจาะไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย

แม้จะเจอกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่อย่าลืมว่าเรามีคู่แข่งมากมาย ดังนั้น วิดีโอของคุณต้องโดดเด่น ดึงความสนใจไม่ว่าจะเป็นภาพทัมบ์เนล ชื่อเฮดไลน์ คำอธิบายแคปชัน จะต้องสะดุดตาภายในเวลาเสี้ยววินาที และทำให้เขาหยุดเพื่อคลิกเข้ามาดูวิดีโอของเราต่อ

การเป็นบล็อกเกอร์หรือยูทูเบอร์ไม่ได้สบายเลย เราทำงานหนักแทบจะตลอดเวลาด้วยซ้ำ มันมีอะไรมากกว่าแค่ผมไปตระเวนกินอาหารแน่ๆ ครับ (ยิ้ม)

Mark Wiens

ทำไมถึงเพิ่มคู่แข่งให้ตัวเองด้วยการอธิบายขั้นตอนรวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ไว้ในเว็บไซต์ ให้คนสามารถทำวิดีโอหรือทำบล็อกอย่างที่คุณทำได้

(ยิ้ม) เอาจริงๆ ผมไม่เคยคิดในแง่การเพิ่มคู่แข่งเลยครับ ผมแค่ใส่ข้อมูลที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่อยากออกมาทำงานจากความชอบ จากแพสชันเหมือนกัน

แต่แม้สุดท้ายมันจะเป็นการเพิ่มคู่แข่ง ผมคิดว่าการแข่งขันจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทั้งเราและคู่แข่งอยากพัฒนาคุณภาพงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

เวลาไปประเทศใหม่ๆ คุณมีวิธีเลือกร้านอาหารยังไง

โซเชียลมีเดียทุกวันนี้เชื่อมโลกเข้าหากัน การติดต่อสื่อสารกับคนท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องยาก ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่ปรากฏในวิดีโอและเว็บไซต์ของผมก็มาจากการแนะนำของคนท้องถิ่นทั้งนั้น บางทีผมก็เข้าไปดูตามเว็บไซต์และกลุ่มโซเชียลมีเดียของคนท้องถิ่นที่รักการกินอาหาร

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางไปกินอาหารทั่วโลก

การกินคือสิ่งสำคัญอันดับแรกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ คนจำนวนมากมีโอกาสได้รื่นรมย์กับรสชาติอาหารในแต่ละมื้อ สามารถเลือกกินสิ่งที่ชอบได้ตามใจต้องการ แต่ในโลกนี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น ขอแค่มีกินเพื่อประทังชีวิตไปในแต่ละวัน พวกเราถือเป็นคนโชคดี เราจึงควรใช้สิ่งนี้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ อาหารยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่เชื่อมผู้คนเข้าหากันในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนแปลกหน้าก็ตาม

มองลึกลงไปในอาหารแต่ละจาน เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รากเหง้าประเพณี ที่ทำให้แต่ละวัฒนธรรมดำรงอยู่อย่างปัจจุบัน แม้แต่วัตถุดิบแต่ละชนิดที่ประกอบกันก็บอกเล่าสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

Mark Wiens

วัฒนธรรมการกินที่ไหนในโลกที่ทำให้คุณทึ่ง

เยอะเลยครับ (คิดอึดใจใหญ่) ที่เคนยามีวัฒนธรรมที่น่าทึ่งอันหนึ่งของชนเผ่ามาไซ ซึ่งหัวหน้าเผ่าจะกินไตสดของแพะเพื่อบูชาจิตวิญญาณ ตอนนั้นเขาส่งมาให้ผมกินด้วย ผมลองชิมไปคำหนึ่ง มันยังอุ่นๆ อยู่เลย รสชาติก็ดีครับ แปลกดี (หัวเราะ)

วัฒนธรรมการกินที่ผมชอบพบเห็นได้ทั่วโลก โดยเฉพาะที่แอฟริกาและตะวันออกกลาง คือการล้อมวงกินอาหารในถาดใหญ่ร่วมกัน

อย่างที่เอธิโอเปียเรียกเมนูนี้ว่า อินเจร่า (Injera) มีกับข้าวสารพัดอย่างใส่มาในถาดให้กินกับแผ่นแป้ง ถาดหนึ่งต้องล้อมวงกินกัน 4 – 5 คน และจะลุกออกจากวงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนกินอิ่มแล้วเท่านั้น

หรือที่เยเมนเมนูลักษณะนี้ชื่อ Mandi เป็นถาดขนาดใหญ่ปรุงและเสิร์ฟพร้อมไก่บ้าง ลูกแกะทั้งตัวบ้าง และทุกคนต้องล้อมวงกินในถาดเดียวกันด้วยมือ

นี่คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยวัฒนธรรมการกิน ทำให้คนสื่อสารและใกล้กันมากขึ้นโดยมีอาหารเป็นตัวกลาง

ทำไม ‘ไม่เผ็ดไม่กิน’ ถึงเป็นสโลแกนประจำตัวคุณได้

ตอนที่ผมย้ายมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ ผมอยากกินอาหารไทยให้หลากหลายที่สุด ผมจึงไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารตามสั่งร้านเดิมทุกวัน และเปลี่ยนเมนูที่สั่งในแต่ละวันให้ไม่ซ้ำกัน ผัดกะเพรา ผัดผงกะหรี่ ผัดพริกแกง ผัดน้ำพริกเผา ผัดพริกหยวก ผัดกะปิ ผัดน้ำมันหอย และอีกเป็นร้อยๆ เมนู มันน่าทึ่งมากที่อาหารไทยสามารถพลิกแพลงไปได้หลากหลายขนาดนี้

ทุกเมนูที่สั่ง ผมจะบอกเจ้าของร้านว่า ‘เอาเผ็ดมากๆ ครับ’ (หัวเราะ) จนเธอจำผมได้ หลังจากนั้น ทุกครั้งไม่ว่าผมจะสั่งเมนูอะไร เธอจะต่อท้ายให้ผมทันทีเวลาตะโกนไปสั่งพ่อครัวว่า ‘ไม่เผ็ดไม่กิน’

มันเป็นวลีที่เท่มาก (หัวเราะ) จนผมเอามาใช้เป็นเหมือนสโลแกนของตัวเองไปเลย

Mark Wiens

รู้ไหมว่าคุณลบภาพจำที่ว่าฝรั่งกินเผ็ดไม่ได้ไปอย่างสิ้นเชิงเลย

ผมมีเพื่อนต่างชาติที่กินเผ็ดได้เยอะมาก (ยิ้ม) จริงๆ ผมกินเผ็ดมาทั้งชีวิต เรียกได้ว่ากินมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ อาหารไทยเด่นที่รสชาติจัดจ้าน ไม่ใช่แค่เผ็ดเฉยๆ แต่กินแล้วรู้สึกดีเพราะมันอร่อยสุดๆ

รู้ไหมว่าการสั่งอาหารที่ร้านตามสั่งมันท้าทายสำหรับฝรั่งมาก เพื่อนผมเคยไปสั่งข้าวผัดกะเพราที่รถเข็นขายส้มตำ (หัวเราะ) เพราะเขาไม่รู้ว่าอาหารอีสานไม่มีผัดกะเพรา ตอนหลังต้องอธิบายว่า ร้านที่มีครกขายส้มตำ ร้านที่มีกระทะขายผัดกะเพรา ร้านที่มีกับข้าวเป็นถาดๆ สามารถสั่งกับราดข้าวได้หลายอย่าง

มันก็มีบางร้านที่ขายอาหารทุกอย่าง เหนือ กลาง อีสาน ใต้ แต่จากที่ผมลองกินมา ร้านแบบนั้นจะไม่เด็ดเท่าร้านที่ขายเฉพาะอย่าง ทิปส์อะไรแบบนี้ผมเขียนอธิบายไว้ใน The Eating Thai Food Guide ซึ่งมันจะช่วยให้ประสบการณ์การกินอาหารไทยของคนที่ไม่รู้เรื่องอาหารไทยรื่นรมย์ขึ้น

คุณคิดว่าทุกวันนี้เทรนด์การกินเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าร้านอาหารหรูๆ มักจะไม่ค่อยเสิร์ฟอาหารไทยต้นตำรับหรือพยายามสร้างความแปลกใหม่สักเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้มีร้านอาหารหรูระดับไฮเอนด์และเชฟไทยเก่งๆ หลายคนที่สร้างสรรค์เมนูซึ่งผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับความเป็นสากล หรือนำสูตรอาหารไทยโบราณมาพลิกแพลง โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาได้สุดยอดมากๆ

ถ้าถามถึงเทรนด์การกิน ผมว่ายุคนี้มันไม่มีรูปแบบการกินไหนที่โดดเด่นกว่ากันเลย เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการกินที่หลากหลายมากขึ้น จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันไปมาอย่างอิสระบนอินเทอร์เน็ตที่ผสมผสานกันไปทั้งโลก ผมว่าความหลากหลายนี่แหละคือเทรนด์การกินในยุคนี้

แต่อาหารที่ผมชอบที่สุดก็ยังเป็นสตรีทฟู้ดอยู่ดี (ยิ้ม) เพราะมันเต็มไปด้วยมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่รวมไปถึงบรรยากาศที่มีสเน่ห์

ดูเหมือนว่าในแต่ละวันคุณกินอาหารเยอะมาก คุณมีวิธีดูแลสุขภาพและรูปร่างยังไง

จริงๆ ผมไม่ได้ชอบกินอย่างเดียวนะครับ ผมชอบออกกำลังกายมากเช่นกัน แต่บังเอิญว่า YouTube Channel ของผมพูดเรื่องอาหาร ไม่ได้พูดเรื่องออกกำลังกาย คนส่วนใหญ่เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผมออกกำลังกายทุกครั้งที่มีเวลาเลยครับ (หัวเราะ)

ผมชอบและพยายามกินผักให้มากขึ้น ในขณะที่พยายามลดปริมาณข้าวที่กินในแต่ละมื้อด้วย ที่สำคัญคือ ผมไม่กินขนมจุกจิก ขนมหวาน และน้ำอัดลม

อะไรคือแพสชันที่ทำให้คุณยังหลงรักการกินอยู่ แม้จะกินมาแล้วทั่วโลก

ผมมีความสุขและตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเดินทางไปเจอวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตตามสถานที่ต่างๆ ในโลก ได้ลิ้มรสอาหารบางอย่างเป็นครั้งแรก บางอย่างที่คนในพื้นที่นั้นกินกันมาเป็นร้อยๆ ปี แต่เราเพิ่งเดินทางไปค้นพบ

ผมรักการกิน เพราะมันมีมีเรื่องราวมากกว่าแค่อาหาร ในทุกๆ จานมีความงดงามของวัฒนธรรม ประเพณีและผู้คนท้องถิ่นซ่อนอยู่

จุดหมายปลายทางต่อไปของคุณคือที่ไหน

ผม ภรรยา และลูกชาย กำลังจะไปบราซิลครับ (ยิ้ม)

Mark Wiens

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load