มาร์ก วีนส์ (Mark Wiens) คือนักเดินทาง นักเขียน บล็อกเกอร์ ยูทูเบอร์ และเหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นนักกินผู้ตกหลุมรักอาหารและวัฒนธรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารไทย!

มาร์กเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Migrationology.com และ Eatingthaifood.com ที่มีผู้อ่านจากทั่วโลก นอกจากนี้เขายังมีผู้ติดตามใน YouTube 4 ล้านคน ในเพจเฟซบุ๊ก 1.2 ล้านคน และในอินสตาแกรม 7 แสนคน

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมามาร์กทำคลิปวิดีโอแนะนำอาหารไทยอวดชาวโลกไปหลายร้อยคลิป ต่อให้ไม่ใช่ Food Lover แต่เราเชื่อว่าถ้าคุณเล่นอินเทอร์เน็ต คุณจะต้องเคยเห็นคลิปวิดีโอของมาร์กพาไปตะลุยกินอาหารที่แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้วแน่ๆ เพราะแต่ละคลิปมียอดวิวหลักแสนไปจนถึงหลายล้าน

คนไทยอย่างเราดูคลิปของมาร์กไป ก็ท้องร้องไปอย่างภาคภูมิใจ

ไม่ใช่แค่อาหารไทย แต่มาร์กสนใจเรื่องวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร ทำให้เขาออกเดินทางไปค้นหา สัมผัส และกินอาหารแต่ละจานในแต่ละพื้นที่ของโลก

มาร์กเริ่มต้นเล่าเรื่องราวการกินและการเดินทางของเขาลงบนอินเทอร์เน็ตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือแพสชัน และตั้งเป้าหมายไว้ว่าแพสชันของเขาจะต้องเติบโตงอกเงยเป็นเงินที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้

ทุกวันนี้มาร์กมีอาชีพเป็น Full-time Travel Eater ที่มีรายได้จากการทำสิ่งที่เขารัก

และนี่คือบทสนทนากับนักกินผู้โด่งดังในร้านอาหารรสชาติจัดจ้านแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่จะพาคุณไปทำความรู้จักตัวตนและวิธีคิดเบื้องหลังความสำเร็จของเขา

Mark Wiens Mark Wiens

คุณตกหลุมรักการกินตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่เกิดเลยครับ แม่ผมเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่ทำอาหารเก่งมาก ผมเลยได้กินทั้งอาหารอเมริกันและอาหารเอเชียนกลิ่นอายฮาวาย (แม่ผมเป็นคนรัฐฮาวาย) มาตั้งแต่จำความได้

คุณออกเดินทางท่องโลกตั้งแต่ยังเด็กเลย ช่วยเล่าความทรงจำนั้นให้ฟังหน่อย

ครอบครัวของเราอาศัยที่เมืองฟีนิกซ์ (Phoenix) รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา จนผมอายุ 5 ขวบเราก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองชื่ออัลแบร์ตวิลล์ (Albertville) ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 ปี เพราะพ่อแม่ผมทำงานกับองค์กรมิชชันนารี และจะต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศคองโกซึ่งใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในภาษาหลัก

พวกท่านจึงตัดสินใจมาอยู่ที่เมืองเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้ก่อนเพื่อเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส ตอนนั้นผมยังเด็กมากเลยจำอะไรแทบไม่ได้เลย

จากนั้นเราก็ย้ายไปที่ประเทศคองโก ทวีปแอฟริกา เมืองที่เราอยู่เล็กมากขนาดที่เรียกว่าหมู่บ้านก็ยังได้และอยู่กลางป่า ผมมีความทรงจำที่น่าทึ่งเกี่ยวกับอาหารที่นั่นเยอะมาก (หัวเราะ)

เติบโตขึ้นในเมือง (หมู่บ้าน) กลางป่า ประสบการณ์อาหารอะไรบ้างที่คุณจำได้ไม่ลืม

เพราะอยู่กลางป่า เราเลยหาซื้อได้เฉพาะวัตถุดิบท้องถิ่นสดๆ เท่านั้น พวกอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องไม่มีขายที่นั่น จริงๆ แล้วไม่มีตลาดด้วยซ้ำ คนท้องถิ่นจะหอบข้าวของมาขายให้ถึงบ้าน ลักษณะคล้ายรถกระบะของสดที่ตระเวนขายไปตามหมู่บ้านในกรุงเทพฯ ต่างกันตรงที่ที่คองโกเขาขายจระเข้กันด้วย

ผมจำได้แม่นเลย ครั้งหนึ่งแม่ผมซื้อจระเข้ทั้งตัวมาไว้สำหรับทำอาหาร 1 เดือน โดยใช้แทบจะทุกส่วนของจระเข้ ความเจ๋งของเนื้อจระเข้คือแต่ละส่วนมีรสชาติต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางส่วนรสชาติคล้ายไก่ บางส่วนรสชาติคล้ายปลา และบางส่วนรสชาติคล้ายเนื้อแดง

ตลอดเดือนนั้นครอบครัวเราเลยได้กินอาหารจีนหลายเมนูที่ทำจากเนื้อจระเข้ โอ้! มีครั้งหนึ่งแม่ผมทำสปาเกตตี้จระเข้มีตบอลด้วย (หัวเราะ)

วัตถุดิบอีกอย่างที่ฮิตมากๆ ที่คองโกคือด้วงมะพร้าวแบบที่คนไทยนิยมกินกัน ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่อร่อยมาก

ใช้ชีวิตอยู่ที่แอฟริกาสิบกว่าปี คุณมีเพื่อนชาวแอฟริกันเยอะไหม

ตอนอยู่ประเทศคองโกผมอายุ 6 – 7 ขวบและเรียนโฮมสคูลเลยไม่ได้มีเพื่อนเท่าไหร่ ต่อมาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา จากเด็กกลางป่าก็ได้มาเป็นเด็กในเมืองอีกครั้ง (ยิ้ม) ผมเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจนจบมัธยมปลาย และได้พบกับเพื่อนๆ มากมายจากทั่วโลก

เพราะเป็นโรงเรียนนานาชาติ เพื่อนๆ ผมสมัยมัธยมเลยมาจากทั้งแอฟริกา อเมริกา ยุโรป และเอเชีย เพราะทุกคนมาจากต่างวัฒนธรรม ผมเลยได้ลองชิมอาหารและได้พบครอบครัวของเพื่อนๆ จากหลากหลายที่มา

ผมกินอาหารเกาหลีครั้งแรกจากกล่องข้าวที่เพื่อนชาวเกาหลีห่อมาจากบ้าน มันอร่อยมาก (ลากเสียงยาว) จนผมตั้งปณิธานไว้ในใจเลยว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องไปกินอาหารเกาหลีต้นตำรับที่ประเทศเกาหลีให้ได้

ตอนนั้นที่เคนยามีร้านอาหารไทยด้วยนะ อาจจะไม่ได้รสชาติไทยจ๋าแต่จำได้ว่ามันอร่อยมาก ผมก็ตั้งปณิธานไว้เช่นกันว่าจะต้องไปกินอาหารไทยแท้ๆ ที่ประเทศไทยให้ได้ ตอนนี้ได้กินแล้วครับ เยอะด้วย (หัวเราะ)

Mark Wiens

คุณเรียนจบสาขา Global Study ฟังชื่อแล้วน่าสนใจมาก มันเป็นสาขาเกี่ยวกับอะไร

ผมกลับมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกาหลังจบมัธยมปลายที่เคนยา จริงๆ แล้วช่วงเข้ามหาวิทยาลัยผมค่อนข้างเคว้ง ยังไม่แน่ใจว่าอยากทำอะไรในอนาคต ผมเลยลงเรียนสาขา Global Study ซึ่งเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วๆ ไปในโลก เพราะผมสนใจเรื่องวัฒนธรรม

แต่ผมชอบที่จะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมผ่านการออกไปสัมผัสด้วยตัวเองมากกว่าจากในหนังสือ

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยผมทำงานพาร์ตไทม์และเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองบน eBay ช่วงนั้นคือปี 2004 – 2005 การขายของออนไลน์กำลังเริ่มบูม และการทำธุรกิจบน eBay ก็สนุก เพราะรูปแบบคล้ายการประมูล คุณต้องมีกลยุทธ์ในการต่อรองราคา มีลูกล่อลูกชนพอสมควร คุณจึงจะชนะและได้ของเจ๋งๆ มา

ผมหาเงินได้มากพอจะส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย และเก็บไว้สำหรับท่องเที่ยวทันทีหลังเรียนจบ

และคุณก็ออกท่องเที่ยวทันทีหลังเรียนจบ!

ใช่ครับ ผมไปทวีปอเมริกาใต้ ลงใต้ไปจนถึงประเทศอาร์เจนตินา ปีนเทือกเขาแอนดีส และกินแหลกเลย (หัวเราะ)

หลังจาก Solo Trip ครั้งนั้น ผมเริ่มเขียนบล็อกเพื่อแชร์รูปภาพและเรื่องราวที่ผมไปพบเจอมา Migrationology.com จึงถือกำเนิดขึ้นช่วงปี 2009 เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต แต่ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองอยากทำอะไรต่อ รู้แค่ว่าอยากไปลองกินอาหารชาติต่างๆ ให้มากที่สุด ผมเลยตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมากรุงเทพฯ

ทำไมถึงเลือกมาประเทศไทยเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผมชอบอาหารไทยมากและตั๋วเครื่องบินถูกครับ (หัวเราะ)

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปเยอะมากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าออกไปนอกกรุงเทพฯ บางพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิมนะครับ ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิม

มุมมองของตัวผมที่มีต่อเรื่องราวรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เพราะครั้งแรกที่มาถึงกรุงเทพฯ ผมเองก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ผมยาวที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรกับชีวิตเลยเหมือนกัน ถือว่าเติบโตขึ้นทั้งตัวตนข้างในและเมืองที่ผมอาศัยอยู่ (ยิ้ม)

คุณค้นพบอะไรบ้างระหว่างการเดินทางท่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตอนผมอยู่ที่ฟิลิปปินส์ หลังจากเดินทางไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้วประมาณ 6 เดือน เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่ผมรู้จักที่เคนยาส่งข้อความจากสหรัฐอเมริกาว่าอยากมาหา ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหนต่อ ที่เดินทางมาตลอดหลายเดือนก็ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น (หัวเราะ)

ผมเลยบอกเพื่อนว่า ไปเจอกันที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นเมืองศูนย์กลาง เดินทางไปสะดวก อีกอาทิตย์ต่อมาผมก็บินกลับมากรุงเทพฯ และพบเพื่อนซึ่งใช้เงินเก็บที่เหลือทั้งหมดซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมากรุงเทพฯ จริงๆ ตอนนั้นเราถังแตกกันทั้งคู่ (หัวเราะ)

หลายเดือนต่อมาผมหาเงินด้วยการจัด English Camp สำหรับเด็ก และคิดว่าควรหางานประจำทำเพื่อเก็บเงิน สุดท้ายผมเซ็นสัญญาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

ตลอดทั้งปีของการเป็นครู แม้ผมจะสนุกกับการสอนเด็กๆ แค่ไหนก็ตาม สุดท้ายผมก็ค้นพบว่าการนั่งอยู่กับที่ในห้องเรียนไม่ใช่ความสุขในชีวิตที่ผมตามหา

ความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนสุขกับเสถียรภาพและชีวิตที่เป็นแบบแผน แต่บางคนอย่างเช่นผม ความสุขคือความท้าทาย คือการเดินทาง คือการสำรวจ คือประสบการณ์ที่ต้องออกไปพบเจอด้วยตัวเอง

Mark Wiens

เมื่องานประจำไม่ใช่เส้นทางที่คุณอยากเดิน คุณค้นหาเส้นทางของตัวเองพบได้ยังไง

ระหว่างที่เป็นครู ผมเขียนเรื่องราวต่างๆ ลงไปใน Migrationology.com เยอะมาก เรียกว่าเป็นช่วงฝึกเขียนเลยก็ว่าได้ และผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไว้ว่าจะต้องหาเงินจากการทำงานบนอินเทอร์เน็ตให้ได้ เพราะผมรู้แล้วว่าความสุขของผมคืออะไร

Migrationology.com โด่งดัง เป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้คุณได้ยังไง

เวลาที่เขียนลงเว็บไซต์ ผมจะคำนึงถึง 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ส่วนแรกคือเนื้อหาที่เป็นมุมมอง ความคิดเห็น ประสบการณ์ ของผมที่มีต่อสิ่งนั้นๆ ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เช่น ต้องขึ้นรถประจำทางสายอะไร ลงที่ป้ายไหน มีจุดสังเกตตรงไหนบ้าง รวมถึงทิปส์ที่เป็นประโยชน์แบบเพื่อนบอกต่อให้เพื่อนฟัง การเขียนของผมมันเลยออกมาคล้ายๆ สำนวนพูด เหมือนพูดรัวออกมาแล้วเขียนตาม

ส่วนที่ 2 ท้าทายมากในความคิดของผม นั่นคือการเขียนให้เป็นไปตามหลักของ SEO ทุกวันนี้ SEO ละเอียดและซับซ้อนขึ้นมาก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว SEO เป็นเรื่องของคีย์เวิร์ดเสียส่วนใหญ่

ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าคนจะเสิร์ชพบ ทุกบทความในเว็บไซต์ของผมจึงอ้างอิงคีย์เวิร์ดตาม SEO แทบจะทั้งหมด ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความสำคัญของ SEO นัก ผมเองก็หาความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมจากบล็อกเกอร์ชาวต่างชาติบนอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน

นอกจากรูปแบบและวิธีการนำเสนอคอนเทนต์ที่จับต้องได้ ทำให้เข้าถึงคนส่วนใหญ่ง่าย ผมคิดว่าเพราะเว็บไซต์ของผมอยู่ใน High Ranking ของ Google

สมมติว่ามีคนค้นหาคำว่า ‘อาหารไทย’ เขาจะพบเว็บไซต์ของผมบนหน้าแรกๆ ของการค้นหา ซึ่งการที่เว็บจะแสดงอยู่บนหน้าแรกๆ ของการค้นหาได้ ต้องมาจากการทำ SEO ที่เกี่ยวโยงกับคีย์เวิร์ด ‘อาหารไทย’

Mark Wiens

Mark Wiens

ทุกวันนี้อันดับบนหน้าค้นหาของ Google และ Search Engine อื่นๆ มีความสำคัญมาก เพราะการที่เว็บไซต์คุณอยู่อันดับแรกกับอันดับที่ 5 บนหน้าค้นหา ย่อมทำให้จำนวนคนที่คลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ต่างกันมหาศาล เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะคลิกเข้าไปดูแค่ 1 – 2 เว็บไซต์แรกเท่านั้น

เมื่อคนเข้ามาอ่านเว็บไซต์มากขึ้น Traffic บนเว็บไซต์ก็มากพอที่ผมจะสามารถขาย Banner โฆษณาบนเว็บไซต์ได้

จากนั้นช่วงที่หมดสัญญาการทำงานประจำเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ผมก็ออก e-Book ชื่อ The Eating Thai Food Guide ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะถือเป็นโปรดักต์ชิ้นแรกที่สามารถสร้างเงินให้ผมได้อย่างจริงๆ จังๆ นอกเหนือจากโฆษณา 

ข้อดีของ e-Book คือมันไม่มีต้นทุนอะไรเลย ไม่มีค่าตีพิมพ์ ไม่มีค่ากระดาษ ไม่มีค่าขนส่ง คุณสามารถขายซ้ำไปได้เรื่อยๆ แทบจะเป็นกำไร 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้ ไม่นับต้นทุนเวลาของตัวผมเองนะ (หัวเราะ) ผมใช้เวลารวบรวมข้อมูลและเรียนรู้เรื่องอาหารไทยด้วยตัวเอง 2 – 3 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ผมมาถึงประเทศไทย ก่อนจะกลายมาเป็น e-Book เล่มนี้

ในเมื่อคุณมีเว็บไซต์ที่กำลังไปได้ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องสร้างแพลตฟอร์มเพิ่มอย่าง YouTube Channel

หลังจากออก e-Book และได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี ผมก็พยายามมองหาความท้าทายใหม่ๆ ให้ตัวเองอีก (ยิ้ม) จริงๆ การทำงานพวกนี้มันอาศัยแรงกระตุ้นในตัวเองเยอะพอสมควร ผมจึงทำโดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้ทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้เส้นทางสู่เป้าหมายพวกนั้นมาเป็นแรงกระตุ้น

ประกอบกับผมเริ่มคิดว่าในแต่ละบทความควรมีวิดีโอประกอบเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสบรรยากาศรอบๆ ร้านอาหารซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นร้านข้างถนน มีเรื่องราวมากมายอยู่นอกเหนือโต๊ะอาหาร ได้ยินเสียงความกรอบ ได้เห็นควันลอยฉุยจากอาหาร เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสทั้งสี่มิติ ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งและตัวอักษรบรรยาย

Mark Wiens

ตอนที่ผมเริ่มทำ YouTube Channel ตอนนั้นการเล่าเรื่องผ่านวิดีโอยังไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างทุกวันนี้ แต่คนในแวดวงออนไลน์คอนเทนต์ก็พอมองออกครับว่าวิดีโอกำลังมา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เสพคอนเทนต์จากวิดีโอแทนการอ่านไปแล้ว

ตอนนั้นผมมีกล้องถ่ายรูปตัวเล็กๆ ที่ถ่ายวิดีโอได้ มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ แล้วทำไมผมถึงจะไม่เริ่มทำสิ่งที่รู้ว่ามันกำลังจะได้รับความนิยมในอนาคตล่ะ จริงไหม

ผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเลยเดี๋ยวนั้นว่าจะโพสต์วิดีโอสัปดาห์ละ 2 ตัว จนทุกวันนี้ผ่านมา 7 ปี จำนวน Subscriber เพิ่มขึ้นเป็นหลายล้านคน แต่ผมยังคงทำตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งเอาไว้คือโพสต์วิดีโอใหม่สัปดาห์ละ 2 ตัว (ยิ้ม)

เขินไหมกับการต้องออกกล้อง ทำหน้าที่เป็นพิธีกรในวิดีโอที่คนดูเป็นล้านคนทั่วโลก

ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องออกกล้อง เพราะปกติผมไม่ใช่คนที่จะเริ่มต้นพูดคุยในวงสนทนาใหญ่ๆ ผมไม่ได้ชอบพูดต่อหน้าคนเยอะๆ (หัวเราะ) แต่พอถึงจุดที่จะทำวิดีโอ ผมคิดว่ามันน่าสนใจกว่าถ้ามีคนบรรยายเรื่องราวแทนที่จะเป็นแค่ภาพเคลื่อนไหวเฉยๆ

ถ้าอัดวิดีโอแล้วมีคนเยอะแยะจ้องมองอยู่ ผมจะประหม่าและลิ้นพันกันไปหมด แต่ถ้าอัดวิดีโอไปเดินไปตามท้องถนนหรือร้านอาหารที่คนพลุกพล่านนี่สบายมากครับ ไม่ได้รู้สึกเขินขนาดนั้น พูดกับกล้องก็เหมือนพูดกับตัวเอง ถ้าพูดผิดก็คัตแล้วพูดใหม่ หรือค่อยไปตัดต่อวิดีโอเอาทีหลัง (หัวเราะ) แต่คงเพราะทำมาหลายปีจนตอนนี้ชินกล้องด้วย เลยไม่ประหม่าอย่างเมื่อก่อน

เอาจริงๆ ผมเริ่มต้นโดยที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ทั้งถ่ายวิดีโอ ทั้งดำเนินรายการ ทุกอย่างทำไปเรียนรู้ไปด้วยตัวเองทั้งนั้น เชื่อเถอะ ผมทำได้ใครๆ ก็ทำได้ แค่ต้องเริ่มต้นทำเท่านั้น  

Mark Wiens

แอบสังเกตการถ่ายทำวันนี้ เพิ่งเห็นว่าคุณสามารถอัดวิดีโอได้เลยโดยไม่ต้องมีสคริปต์

มันก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วยครับ ถ้าเป็นที่ประเทศไทย ผมมีความรู้พอสมควรในเรื่องของวัตถุดิบและเมนูอาหาร ทำให้ผมสามารถอธิบายลงลึกไปได้ถึงรายละเอียดในแต่ละจาน

เวลาไปประเทศอื่นๆ ลองชิมอาหารจานแปลกเป็นครั้งแรก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัตถุดิบในจานที่กำลังกินอยู่คืออะไร (หัวเราะ) ผมจะพยายามอธิบายรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส เปรียบเทียบกับวัตถุดิบหรืออะไรอย่างอื่นที่คนดูน่าจะรู้จักและจินตนาการได้

เวลาอัดวิดีโอผมจะไม่พูดว่า ‘นี่คือจานที่ดีที่สุดที่ผมเคยกิน’ หรือพยายามให้คะแนนอาหารแต่ละจาน เพราะแต่ละคนรับรู้และมีความชอบในรสชาติที่แตกต่างกัน

ผมไม่ได้ทำ Food Review แต่ผมบอกเล่า Food Experience ของตัวเอง ผมไม่จัดอันดับร้านหรือเมนูอาหาร ผมไปร้านที่เสิร์ฟอาหารที่ดี ไม่ใช่ร้านที่เสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุด เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ จะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือดีที่สุดในเมื่อการรับรสชาติเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล (ยิ้ม)

คนชอบคิดว่างานที่คุณทำนั้นแสนสบาย จริงๆ แล้วความยากของการเป็นบล็อกเกอร์และยูทูเบอร์คืออะไร

ความยากและความท้าทายหลักๆ ของงานแบบนี้คือส่วนใหญ่มันมักจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนั้น คุณต้องพร้อมที่จะยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน และทำงานหนักขึ้นหลายเท่าเพื่อวางแผนใหม่ และไปให้ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ มันอาจจะสบายครับถ้าคุณไม่ได้พยายามผลักดันให้ตัวเองต้องไปถึงเป้าหมายขนาดนั้น ไม่มีใครมาบังคับคุณได้ คุณเป็นเจ้านายตัวเอง

ที่สำคัญคือ คุณต้องรักสิ่งที่ทำ เพราะคุณจะต้องใช้เวลาจำนวนมหาศาลไปกับมัน ตั้งแต่เริ่มคิดคอนเทนต์ ถ่ายทำ ตัดต่อซึ่งกินเวลาเป็นวันๆ เมื่อขั้นตอโปรดักชันทั้งหลายเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นวิดีโอสักตัวแล้ว แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ขั้นต่อไปคือมาร์เก็ตติ้งซึ่งสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับขั้นตอนโปรดักชันยุ่งยากทั้งหมด   

เพราะต่อให้คุณทำวิดีโอออกมาดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครดู ก็เท่ากับว่าคอนเทนต์นั้นก็ไม่ได้ถูกส่งต่อออกไป การหาตลาดหรือกลุ่มคนที่จะดูวิดีโอของเราจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย คุณต้องทำรีเสิร์ช ทำการบ้าน หาข้อมูล เพื่อเจาะไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย

แม้จะเจอกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่อย่าลืมว่าเรามีคู่แข่งมากมาย ดังนั้น วิดีโอของคุณต้องโดดเด่น ดึงความสนใจไม่ว่าจะเป็นภาพทัมบ์เนล ชื่อเฮดไลน์ คำอธิบายแคปชัน จะต้องสะดุดตาภายในเวลาเสี้ยววินาที และทำให้เขาหยุดเพื่อคลิกเข้ามาดูวิดีโอของเราต่อ

การเป็นบล็อกเกอร์หรือยูทูเบอร์ไม่ได้สบายเลย เราทำงานหนักแทบจะตลอดเวลาด้วยซ้ำ มันมีอะไรมากกว่าแค่ผมไปตระเวนกินอาหารแน่ๆ ครับ (ยิ้ม)

Mark Wiens

ทำไมถึงเพิ่มคู่แข่งให้ตัวเองด้วยการอธิบายขั้นตอนรวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ไว้ในเว็บไซต์ ให้คนสามารถทำวิดีโอหรือทำบล็อกอย่างที่คุณทำได้

(ยิ้ม) เอาจริงๆ ผมไม่เคยคิดในแง่การเพิ่มคู่แข่งเลยครับ ผมแค่ใส่ข้อมูลที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่อยากออกมาทำงานจากความชอบ จากแพสชันเหมือนกัน

แต่แม้สุดท้ายมันจะเป็นการเพิ่มคู่แข่ง ผมคิดว่าการแข่งขันจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทั้งเราและคู่แข่งอยากพัฒนาคุณภาพงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

เวลาไปประเทศใหม่ๆ คุณมีวิธีเลือกร้านอาหารยังไง

โซเชียลมีเดียทุกวันนี้เชื่อมโลกเข้าหากัน การติดต่อสื่อสารกับคนท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องยาก ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่ปรากฏในวิดีโอและเว็บไซต์ของผมก็มาจากการแนะนำของคนท้องถิ่นทั้งนั้น บางทีผมก็เข้าไปดูตามเว็บไซต์และกลุ่มโซเชียลมีเดียของคนท้องถิ่นที่รักการกินอาหาร

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางไปกินอาหารทั่วโลก

การกินคือสิ่งสำคัญอันดับแรกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ คนจำนวนมากมีโอกาสได้รื่นรมย์กับรสชาติอาหารในแต่ละมื้อ สามารถเลือกกินสิ่งที่ชอบได้ตามใจต้องการ แต่ในโลกนี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น ขอแค่มีกินเพื่อประทังชีวิตไปในแต่ละวัน พวกเราถือเป็นคนโชคดี เราจึงควรใช้สิ่งนี้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ อาหารยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่เชื่อมผู้คนเข้าหากันในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนแปลกหน้าก็ตาม

มองลึกลงไปในอาหารแต่ละจาน เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รากเหง้าประเพณี ที่ทำให้แต่ละวัฒนธรรมดำรงอยู่อย่างปัจจุบัน แม้แต่วัตถุดิบแต่ละชนิดที่ประกอบกันก็บอกเล่าสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

Mark Wiens

วัฒนธรรมการกินที่ไหนในโลกที่ทำให้คุณทึ่ง

เยอะเลยครับ (คิดอึดใจใหญ่) ที่เคนยามีวัฒนธรรมที่น่าทึ่งอันหนึ่งของชนเผ่ามาไซ ซึ่งหัวหน้าเผ่าจะกินไตสดของแพะเพื่อบูชาจิตวิญญาณ ตอนนั้นเขาส่งมาให้ผมกินด้วย ผมลองชิมไปคำหนึ่ง มันยังอุ่นๆ อยู่เลย รสชาติก็ดีครับ แปลกดี (หัวเราะ)

วัฒนธรรมการกินที่ผมชอบพบเห็นได้ทั่วโลก โดยเฉพาะที่แอฟริกาและตะวันออกกลาง คือการล้อมวงกินอาหารในถาดใหญ่ร่วมกัน

อย่างที่เอธิโอเปียเรียกเมนูนี้ว่า อินเจร่า (Injera) มีกับข้าวสารพัดอย่างใส่มาในถาดให้กินกับแผ่นแป้ง ถาดหนึ่งต้องล้อมวงกินกัน 4 – 5 คน และจะลุกออกจากวงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนกินอิ่มแล้วเท่านั้น

หรือที่เยเมนเมนูลักษณะนี้ชื่อ Mandi เป็นถาดขนาดใหญ่ปรุงและเสิร์ฟพร้อมไก่บ้าง ลูกแกะทั้งตัวบ้าง และทุกคนต้องล้อมวงกินในถาดเดียวกันด้วยมือ

นี่คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยวัฒนธรรมการกิน ทำให้คนสื่อสารและใกล้กันมากขึ้นโดยมีอาหารเป็นตัวกลาง

ทำไม ‘ไม่เผ็ดไม่กิน’ ถึงเป็นสโลแกนประจำตัวคุณได้

ตอนที่ผมย้ายมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ ผมอยากกินอาหารไทยให้หลากหลายที่สุด ผมจึงไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารตามสั่งร้านเดิมทุกวัน และเปลี่ยนเมนูที่สั่งในแต่ละวันให้ไม่ซ้ำกัน ผัดกะเพรา ผัดผงกะหรี่ ผัดพริกแกง ผัดน้ำพริกเผา ผัดพริกหยวก ผัดกะปิ ผัดน้ำมันหอย และอีกเป็นร้อยๆ เมนู มันน่าทึ่งมากที่อาหารไทยสามารถพลิกแพลงไปได้หลากหลายขนาดนี้

ทุกเมนูที่สั่ง ผมจะบอกเจ้าของร้านว่า ‘เอาเผ็ดมากๆ ครับ’ (หัวเราะ) จนเธอจำผมได้ หลังจากนั้น ทุกครั้งไม่ว่าผมจะสั่งเมนูอะไร เธอจะต่อท้ายให้ผมทันทีเวลาตะโกนไปสั่งพ่อครัวว่า ‘ไม่เผ็ดไม่กิน’

มันเป็นวลีที่เท่มาก (หัวเราะ) จนผมเอามาใช้เป็นเหมือนสโลแกนของตัวเองไปเลย

Mark Wiens

รู้ไหมว่าคุณลบภาพจำที่ว่าฝรั่งกินเผ็ดไม่ได้ไปอย่างสิ้นเชิงเลย

ผมมีเพื่อนต่างชาติที่กินเผ็ดได้เยอะมาก (ยิ้ม) จริงๆ ผมกินเผ็ดมาทั้งชีวิต เรียกได้ว่ากินมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ อาหารไทยเด่นที่รสชาติจัดจ้าน ไม่ใช่แค่เผ็ดเฉยๆ แต่กินแล้วรู้สึกดีเพราะมันอร่อยสุดๆ

รู้ไหมว่าการสั่งอาหารที่ร้านตามสั่งมันท้าทายสำหรับฝรั่งมาก เพื่อนผมเคยไปสั่งข้าวผัดกะเพราที่รถเข็นขายส้มตำ (หัวเราะ) เพราะเขาไม่รู้ว่าอาหารอีสานไม่มีผัดกะเพรา ตอนหลังต้องอธิบายว่า ร้านที่มีครกขายส้มตำ ร้านที่มีกระทะขายผัดกะเพรา ร้านที่มีกับข้าวเป็นถาดๆ สามารถสั่งกับราดข้าวได้หลายอย่าง

มันก็มีบางร้านที่ขายอาหารทุกอย่าง เหนือ กลาง อีสาน ใต้ แต่จากที่ผมลองกินมา ร้านแบบนั้นจะไม่เด็ดเท่าร้านที่ขายเฉพาะอย่าง ทิปส์อะไรแบบนี้ผมเขียนอธิบายไว้ใน The Eating Thai Food Guide ซึ่งมันจะช่วยให้ประสบการณ์การกินอาหารไทยของคนที่ไม่รู้เรื่องอาหารไทยรื่นรมย์ขึ้น

คุณคิดว่าทุกวันนี้เทรนด์การกินเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าร้านอาหารหรูๆ มักจะไม่ค่อยเสิร์ฟอาหารไทยต้นตำรับหรือพยายามสร้างความแปลกใหม่สักเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้มีร้านอาหารหรูระดับไฮเอนด์และเชฟไทยเก่งๆ หลายคนที่สร้างสรรค์เมนูซึ่งผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับความเป็นสากล หรือนำสูตรอาหารไทยโบราณมาพลิกแพลง โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาได้สุดยอดมากๆ

ถ้าถามถึงเทรนด์การกิน ผมว่ายุคนี้มันไม่มีรูปแบบการกินไหนที่โดดเด่นกว่ากันเลย เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการกินที่หลากหลายมากขึ้น จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันไปมาอย่างอิสระบนอินเทอร์เน็ตที่ผสมผสานกันไปทั้งโลก ผมว่าความหลากหลายนี่แหละคือเทรนด์การกินในยุคนี้

แต่อาหารที่ผมชอบที่สุดก็ยังเป็นสตรีทฟู้ดอยู่ดี (ยิ้ม) เพราะมันเต็มไปด้วยมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่รวมไปถึงบรรยากาศที่มีสเน่ห์

ดูเหมือนว่าในแต่ละวันคุณกินอาหารเยอะมาก คุณมีวิธีดูแลสุขภาพและรูปร่างยังไง

จริงๆ ผมไม่ได้ชอบกินอย่างเดียวนะครับ ผมชอบออกกำลังกายมากเช่นกัน แต่บังเอิญว่า YouTube Channel ของผมพูดเรื่องอาหาร ไม่ได้พูดเรื่องออกกำลังกาย คนส่วนใหญ่เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผมออกกำลังกายทุกครั้งที่มีเวลาเลยครับ (หัวเราะ)

ผมชอบและพยายามกินผักให้มากขึ้น ในขณะที่พยายามลดปริมาณข้าวที่กินในแต่ละมื้อด้วย ที่สำคัญคือ ผมไม่กินขนมจุกจิก ขนมหวาน และน้ำอัดลม

อะไรคือแพสชันที่ทำให้คุณยังหลงรักการกินอยู่ แม้จะกินมาแล้วทั่วโลก

ผมมีความสุขและตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเดินทางไปเจอวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตตามสถานที่ต่างๆ ในโลก ได้ลิ้มรสอาหารบางอย่างเป็นครั้งแรก บางอย่างที่คนในพื้นที่นั้นกินกันมาเป็นร้อยๆ ปี แต่เราเพิ่งเดินทางไปค้นพบ

ผมรักการกิน เพราะมันมีมีเรื่องราวมากกว่าแค่อาหาร ในทุกๆ จานมีความงดงามของวัฒนธรรม ประเพณีและผู้คนท้องถิ่นซ่อนอยู่

จุดหมายปลายทางต่อไปของคุณคือที่ไหน

ผม ภรรยา และลูกชาย กำลังจะไปบราซิลครับ (ยิ้ม)

Mark Wiens

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load