มาร์ก วีนส์ (Mark Wiens) คือนักเดินทาง นักเขียน บล็อกเกอร์ ยูทูเบอร์ และเหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นนักกินผู้ตกหลุมรักอาหารและวัฒนธรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารไทย!

มาร์กเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Migrationology.com และ Eatingthaifood.com ที่มีผู้อ่านจากทั่วโลก นอกจากนี้เขายังมีผู้ติดตามใน YouTube 4 ล้านคน ในเพจเฟซบุ๊ก 1.2 ล้านคน และในอินสตาแกรม 7 แสนคน

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมามาร์กทำคลิปวิดีโอแนะนำอาหารไทยอวดชาวโลกไปหลายร้อยคลิป ต่อให้ไม่ใช่ Food Lover แต่เราเชื่อว่าถ้าคุณเล่นอินเทอร์เน็ต คุณจะต้องเคยเห็นคลิปวิดีโอของมาร์กพาไปตะลุยกินอาหารที่แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้วแน่ๆ เพราะแต่ละคลิปมียอดวิวหลักแสนไปจนถึงหลายล้าน

คนไทยอย่างเราดูคลิปของมาร์กไป ก็ท้องร้องไปอย่างภาคภูมิใจ

ไม่ใช่แค่อาหารไทย แต่มาร์กสนใจเรื่องวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร ทำให้เขาออกเดินทางไปค้นหา สัมผัส และกินอาหารแต่ละจานในแต่ละพื้นที่ของโลก

มาร์กเริ่มต้นเล่าเรื่องราวการกินและการเดินทางของเขาลงบนอินเทอร์เน็ตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือแพสชัน และตั้งเป้าหมายไว้ว่าแพสชันของเขาจะต้องเติบโตงอกเงยเป็นเงินที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้

ทุกวันนี้มาร์กมีอาชีพเป็น Full-time Travel Eater ที่มีรายได้จากการทำสิ่งที่เขารัก

และนี่คือบทสนทนากับนักกินผู้โด่งดังในร้านอาหารรสชาติจัดจ้านแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่จะพาคุณไปทำความรู้จักตัวตนและวิธีคิดเบื้องหลังความสำเร็จของเขา

Mark Wiens
Mark Wiens

คุณตกหลุมรักการกินตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่เกิดเลยครับ แม่ผมเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่ทำอาหารเก่งมาก ผมเลยได้กินทั้งอาหารอเมริกันและอาหารเอเชียนกลิ่นอายฮาวาย (แม่ผมเป็นคนรัฐฮาวาย) มาตั้งแต่จำความได้

คุณออกเดินทางท่องโลกตั้งแต่ยังเด็กเลย ช่วยเล่าความทรงจำนั้นให้ฟังหน่อย

ครอบครัวของเราอาศัยที่เมืองฟีนิกซ์ (Phoenix) รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา จนผมอายุ 5 ขวบเราก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองชื่ออัลแบร์ตวิลล์ (Albertville) ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 ปี เพราะพ่อแม่ผมทำงานกับองค์กรมิชชันนารี และจะต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศคองโกซึ่งใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในภาษาหลัก

พวกท่านจึงตัดสินใจมาอยู่ที่เมืองเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้ก่อนเพื่อเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส ตอนนั้นผมยังเด็กมากเลยจำอะไรแทบไม่ได้เลย

จากนั้นเราก็ย้ายไปที่ประเทศคองโก ทวีปแอฟริกา เมืองที่เราอยู่เล็กมากขนาดที่เรียกว่าหมู่บ้านก็ยังได้และอยู่กลางป่า ผมมีความทรงจำที่น่าทึ่งเกี่ยวกับอาหารที่นั่นเยอะมาก (หัวเราะ)

เติบโตขึ้นในเมือง (หมู่บ้าน) กลางป่า ประสบการณ์อาหารอะไรบ้างที่คุณจำได้ไม่ลืม

เพราะอยู่กลางป่า เราเลยหาซื้อได้เฉพาะวัตถุดิบท้องถิ่นสดๆ เท่านั้น พวกอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องไม่มีขายที่นั่น จริงๆ แล้วไม่มีตลาดด้วยซ้ำ คนท้องถิ่นจะหอบข้าวของมาขายให้ถึงบ้าน ลักษณะคล้ายรถกระบะของสดที่ตระเวนขายไปตามหมู่บ้านในกรุงเทพฯ ต่างกันตรงที่ที่คองโกเขาขายจระเข้กันด้วย

ผมจำได้แม่นเลย ครั้งหนึ่งแม่ผมซื้อจระเข้ทั้งตัวมาไว้สำหรับทำอาหาร 1 เดือน โดยใช้แทบจะทุกส่วนของจระเข้ ความเจ๋งของเนื้อจระเข้คือแต่ละส่วนมีรสชาติต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางส่วนรสชาติคล้ายไก่ บางส่วนรสชาติคล้ายปลา และบางส่วนรสชาติคล้ายเนื้อแดง

ตลอดเดือนนั้นครอบครัวเราเลยได้กินอาหารจีนหลายเมนูที่ทำจากเนื้อจระเข้ โอ้! มีครั้งหนึ่งแม่ผมทำสปาเกตตี้จระเข้มีตบอลด้วย (หัวเราะ)

วัตถุดิบอีกอย่างที่ฮิตมากๆ ที่คองโกคือด้วงมะพร้าวแบบที่คนไทยนิยมกินกัน ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่อร่อยมาก

ใช้ชีวิตอยู่ที่แอฟริกาสิบกว่าปี คุณมีเพื่อนชาวแอฟริกันเยอะไหม

ตอนอยู่ประเทศคองโกผมอายุ 6 – 7 ขวบและเรียนโฮมสคูลเลยไม่ได้มีเพื่อนเท่าไหร่ ต่อมาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา จากเด็กกลางป่าก็ได้มาเป็นเด็กในเมืองอีกครั้ง (ยิ้ม) ผมเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติจนจบมัธยมปลาย และได้พบกับเพื่อนๆ มากมายจากทั่วโลก

เพราะเป็นโรงเรียนนานาชาติ เพื่อนๆ ผมสมัยมัธยมเลยมาจากทั้งแอฟริกา อเมริกา ยุโรป และเอเชีย เพราะทุกคนมาจากต่างวัฒนธรรม ผมเลยได้ลองชิมอาหารและได้พบครอบครัวของเพื่อนๆ จากหลากหลายที่มา

ผมกินอาหารเกาหลีครั้งแรกจากกล่องข้าวที่เพื่อนชาวเกาหลีห่อมาจากบ้าน มันอร่อยมาก (ลากเสียงยาว) จนผมตั้งปณิธานไว้ในใจเลยว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องไปกินอาหารเกาหลีต้นตำรับที่ประเทศเกาหลีให้ได้

ตอนนั้นที่เคนยามีร้านอาหารไทยด้วยนะ อาจจะไม่ได้รสชาติไทยจ๋าแต่จำได้ว่ามันอร่อยมาก ผมก็ตั้งปณิธานไว้เช่นกันว่าจะต้องไปกินอาหารไทยแท้ๆ ที่ประเทศไทยให้ได้ ตอนนี้ได้กินแล้วครับ เยอะด้วย (หัวเราะ)

Mark Wiens

คุณเรียนจบสาขา Global Study ฟังชื่อแล้วน่าสนใจมาก มันเป็นสาขาเกี่ยวกับอะไร

ผมกลับมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกาหลังจบมัธยมปลายที่เคนยา จริงๆ แล้วช่วงเข้ามหาวิทยาลัยผมค่อนข้างเคว้ง ยังไม่แน่ใจว่าอยากทำอะไรในอนาคต ผมเลยลงเรียนสาขา Global Study ซึ่งเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วๆ ไปในโลก เพราะผมสนใจเรื่องวัฒนธรรม

แต่ผมชอบที่จะเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมผ่านการออกไปสัมผัสด้วยตัวเองมากกว่าจากในหนังสือ

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยผมทำงานพาร์ตไทม์และเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองบน eBay ช่วงนั้นคือปี 2004 – 2005 การขายของออนไลน์กำลังเริ่มบูม และการทำธุรกิจบน eBay ก็สนุก เพราะรูปแบบคล้ายการประมูล คุณต้องมีกลยุทธ์ในการต่อรองราคา มีลูกล่อลูกชนพอสมควร คุณจึงจะชนะและได้ของเจ๋งๆ มา

ผมหาเงินได้มากพอจะส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย และเก็บไว้สำหรับท่องเที่ยวทันทีหลังเรียนจบ

และคุณก็ออกท่องเที่ยวทันทีหลังเรียนจบ!

ใช่ครับ ผมไปทวีปอเมริกาใต้ ลงใต้ไปจนถึงประเทศอาร์เจนตินา ปีนเทือกเขาแอนดีส และกินแหลกเลย (หัวเราะ)

หลังจาก Solo Trip ครั้งนั้น ผมเริ่มเขียนบล็อกเพื่อแชร์รูปภาพและเรื่องราวที่ผมไปพบเจอมา Migrationology.com จึงถือกำเนิดขึ้นช่วงปี 2009 เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต แต่ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองอยากทำอะไรต่อ รู้แค่ว่าอยากไปลองกินอาหารชาติต่างๆ ให้มากที่สุด ผมเลยตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมากรุงเทพฯ

ทำไมถึงเลือกมาประเทศไทยเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผมชอบอาหารไทยมากและตั๋วเครื่องบินถูกครับ (หัวเราะ)

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปเยอะมากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าออกไปนอกกรุงเทพฯ บางพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิมนะครับ ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิม

มุมมองของตัวผมที่มีต่อเรื่องราวรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เพราะครั้งแรกที่มาถึงกรุงเทพฯ ผมเองก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ผมยาวที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรกับชีวิตเลยเหมือนกัน ถือว่าเติบโตขึ้นทั้งตัวตนข้างในและเมืองที่ผมอาศัยอยู่ (ยิ้ม)

คุณค้นพบอะไรบ้างระหว่างการเดินทางท่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตอนผมอยู่ที่ฟิลิปปินส์ หลังจากเดินทางไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้วประมาณ 6 เดือน เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่ผมรู้จักที่เคนยาส่งข้อความจากสหรัฐอเมริกาว่าอยากมาหา ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหนต่อ ที่เดินทางมาตลอดหลายเดือนก็ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น (หัวเราะ)

ผมเลยบอกเพื่อนว่า ไปเจอกันที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นเมืองศูนย์กลาง เดินทางไปสะดวก อีกอาทิตย์ต่อมาผมก็บินกลับมากรุงเทพฯ และพบเพื่อนซึ่งใช้เงินเก็บที่เหลือทั้งหมดซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมากรุงเทพฯ จริงๆ ตอนนั้นเราถังแตกกันทั้งคู่ (หัวเราะ)

หลายเดือนต่อมาผมหาเงินด้วยการจัด English Camp สำหรับเด็ก และคิดว่าควรหางานประจำทำเพื่อเก็บเงิน สุดท้ายผมเซ็นสัญญาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

ตลอดทั้งปีของการเป็นครู แม้ผมจะสนุกกับการสอนเด็กๆ แค่ไหนก็ตาม สุดท้ายผมก็ค้นพบว่าการนั่งอยู่กับที่ในห้องเรียนไม่ใช่ความสุขในชีวิตที่ผมตามหา

ความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนสุขกับเสถียรภาพและชีวิตที่เป็นแบบแผน แต่บางคนอย่างเช่นผม ความสุขคือความท้าทาย คือการเดินทาง คือการสำรวจ คือประสบการณ์ที่ต้องออกไปพบเจอด้วยตัวเอง

Mark Wiens

เมื่องานประจำไม่ใช่เส้นทางที่คุณอยากเดิน คุณค้นหาเส้นทางของตัวเองพบได้ยังไง

ระหว่างที่เป็นครู ผมเขียนเรื่องราวต่างๆ ลงไปใน Migrationology.com เยอะมาก เรียกว่าเป็นช่วงฝึกเขียนเลยก็ว่าได้ และผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไว้ว่าจะต้องหาเงินจากการทำงานบนอินเทอร์เน็ตให้ได้ เพราะผมรู้แล้วว่าความสุขของผมคืออะไร

Migrationology.com โด่งดัง เป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้คุณได้ยังไง

เวลาที่เขียนลงเว็บไซต์ ผมจะคำนึงถึง 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ส่วนแรกคือเนื้อหาที่เป็นมุมมอง ความคิดเห็น ประสบการณ์ ของผมที่มีต่อสิ่งนั้นๆ ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด เช่น ต้องขึ้นรถประจำทางสายอะไร ลงที่ป้ายไหน มีจุดสังเกตตรงไหนบ้าง รวมถึงทิปส์ที่เป็นประโยชน์แบบเพื่อนบอกต่อให้เพื่อนฟัง การเขียนของผมมันเลยออกมาคล้ายๆ สำนวนพูด เหมือนพูดรัวออกมาแล้วเขียนตาม

ส่วนที่ 2 ท้าทายมากในความคิดของผม นั่นคือการเขียนให้เป็นไปตามหลักของ SEO ทุกวันนี้ SEO ละเอียดและซับซ้อนขึ้นมาก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว SEO เป็นเรื่องของคีย์เวิร์ดเสียส่วนใหญ่

ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าคนจะเสิร์ชพบ ทุกบทความในเว็บไซต์ของผมจึงอ้างอิงคีย์เวิร์ดตาม SEO แทบจะทั้งหมด ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความสำคัญของ SEO นัก ผมเองก็หาความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมจากบล็อกเกอร์ชาวต่างชาติบนอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน

นอกจากรูปแบบและวิธีการนำเสนอคอนเทนต์ที่จับต้องได้ ทำให้เข้าถึงคนส่วนใหญ่ง่าย ผมคิดว่าเพราะเว็บไซต์ของผมอยู่ใน High Ranking ของ Google

สมมติว่ามีคนค้นหาคำว่า ‘อาหารไทย’ เขาจะพบเว็บไซต์ของผมบนหน้าแรกๆ ของการค้นหา ซึ่งการที่เว็บจะแสดงอยู่บนหน้าแรกๆ ของการค้นหาได้ ต้องมาจากการทำ SEO ที่เกี่ยวโยงกับคีย์เวิร์ด ‘อาหารไทย’

Mark Wiens
Mark Wiens

ทุกวันนี้อันดับบนหน้าค้นหาของ Google และ Search Engine อื่นๆ มีความสำคัญมาก เพราะการที่เว็บไซต์คุณอยู่อันดับแรกกับอันดับที่ 5 บนหน้าค้นหา ย่อมทำให้จำนวนคนที่คลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ต่างกันมหาศาล เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะคลิกเข้าไปดูแค่ 1 – 2 เว็บไซต์แรกเท่านั้น

เมื่อคนเข้ามาอ่านเว็บไซต์มากขึ้น Traffic บนเว็บไซต์ก็มากพอที่ผมจะสามารถขาย Banner โฆษณาบนเว็บไซต์ได้

จากนั้นช่วงที่หมดสัญญาการทำงานประจำเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ผมก็ออก e-Book ชื่อ The Eating Thai Food Guide ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะถือเป็นโปรดักต์ชิ้นแรกที่สามารถสร้างเงินให้ผมได้อย่างจริงๆ จังๆ นอกเหนือจากโฆษณา 

ข้อดีของ e-Book คือมันไม่มีต้นทุนอะไรเลย ไม่มีค่าตีพิมพ์ ไม่มีค่ากระดาษ ไม่มีค่าขนส่ง คุณสามารถขายซ้ำไปได้เรื่อยๆ แทบจะเป็นกำไร 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้ ไม่นับต้นทุนเวลาของตัวผมเองนะ (หัวเราะ) ผมใช้เวลารวบรวมข้อมูลและเรียนรู้เรื่องอาหารไทยด้วยตัวเอง 2 – 3 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ผมมาถึงประเทศไทย ก่อนจะกลายมาเป็น e-Book เล่มนี้

ในเมื่อคุณมีเว็บไซต์ที่กำลังไปได้ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องสร้างแพลตฟอร์มเพิ่มอย่าง YouTube Channel

หลังจากออก e-Book และได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี ผมก็พยายามมองหาความท้าทายใหม่ๆ ให้ตัวเองอีก (ยิ้ม) จริงๆ การทำงานพวกนี้มันอาศัยแรงกระตุ้นในตัวเองเยอะพอสมควร ผมจึงทำโดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้ทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้เส้นทางสู่เป้าหมายพวกนั้นมาเป็นแรงกระตุ้น

ประกอบกับผมเริ่มคิดว่าในแต่ละบทความควรมีวิดีโอประกอบเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสบรรยากาศรอบๆ ร้านอาหารซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นร้านข้างถนน มีเรื่องราวมากมายอยู่นอกเหนือโต๊ะอาหาร ได้ยินเสียงความกรอบ ได้เห็นควันลอยฉุยจากอาหาร เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสทั้งสี่มิติ ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งและตัวอักษรบรรยาย

Mark Wiens

ตอนที่ผมเริ่มทำ YouTube Channel ตอนนั้นการเล่าเรื่องผ่านวิดีโอยังไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างทุกวันนี้ แต่คนในแวดวงออนไลน์คอนเทนต์ก็พอมองออกครับว่าวิดีโอกำลังมา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เสพคอนเทนต์จากวิดีโอแทนการอ่านไปแล้ว

ตอนนั้นผมมีกล้องถ่ายรูปตัวเล็กๆ ที่ถ่ายวิดีโอได้ มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ แล้วทำไมผมถึงจะไม่เริ่มทำสิ่งที่รู้ว่ามันกำลังจะได้รับความนิยมในอนาคตล่ะ จริงไหม

ผมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเลยเดี๋ยวนั้นว่าจะโพสต์วิดีโอสัปดาห์ละ 2 ตัว จนทุกวันนี้ผ่านมา 7 ปี จำนวน Subscriber เพิ่มขึ้นเป็นหลายล้านคน แต่ผมยังคงทำตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งเอาไว้คือโพสต์วิดีโอใหม่สัปดาห์ละ 2 ตัว (ยิ้ม)

เขินไหมกับการต้องออกกล้อง ทำหน้าที่เป็นพิธีกรในวิดีโอที่คนดูเป็นล้านคนทั่วโลก

ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องออกกล้อง เพราะปกติผมไม่ใช่คนที่จะเริ่มต้นพูดคุยในวงสนทนาใหญ่ๆ ผมไม่ได้ชอบพูดต่อหน้าคนเยอะๆ (หัวเราะ) แต่พอถึงจุดที่จะทำวิดีโอ ผมคิดว่ามันน่าสนใจกว่าถ้ามีคนบรรยายเรื่องราวแทนที่จะเป็นแค่ภาพเคลื่อนไหวเฉยๆ

ถ้าอัดวิดีโอแล้วมีคนเยอะแยะจ้องมองอยู่ ผมจะประหม่าและลิ้นพันกันไปหมด แต่ถ้าอัดวิดีโอไปเดินไปตามท้องถนนหรือร้านอาหารที่คนพลุกพล่านนี่สบายมากครับ ไม่ได้รู้สึกเขินขนาดนั้น พูดกับกล้องก็เหมือนพูดกับตัวเอง ถ้าพูดผิดก็คัตแล้วพูดใหม่ หรือค่อยไปตัดต่อวิดีโอเอาทีหลัง (หัวเราะ) แต่คงเพราะทำมาหลายปีจนตอนนี้ชินกล้องด้วย เลยไม่ประหม่าอย่างเมื่อก่อน

เอาจริงๆ ผมเริ่มต้นโดยที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ทั้งถ่ายวิดีโอ ทั้งดำเนินรายการ ทุกอย่างทำไปเรียนรู้ไปด้วยตัวเองทั้งนั้น เชื่อเถอะ ผมทำได้ใครๆ ก็ทำได้ แค่ต้องเริ่มต้นทำเท่านั้น  

Mark Wiens

แอบสังเกตการถ่ายทำวันนี้ เพิ่งเห็นว่าคุณสามารถอัดวิดีโอได้เลยโดยไม่ต้องมีสคริปต์

มันก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วยครับ ถ้าเป็นที่ประเทศไทย ผมมีความรู้พอสมควรในเรื่องของวัตถุดิบและเมนูอาหาร ทำให้ผมสามารถอธิบายลงลึกไปได้ถึงรายละเอียดในแต่ละจาน

เวลาไปประเทศอื่นๆ ลองชิมอาหารจานแปลกเป็นครั้งแรก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัตถุดิบในจานที่กำลังกินอยู่คืออะไร (หัวเราะ) ผมจะพยายามอธิบายรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส เปรียบเทียบกับวัตถุดิบหรืออะไรอย่างอื่นที่คนดูน่าจะรู้จักและจินตนาการได้

เวลาอัดวิดีโอผมจะไม่พูดว่า ‘นี่คือจานที่ดีที่สุดที่ผมเคยกิน’ หรือพยายามให้คะแนนอาหารแต่ละจาน เพราะแต่ละคนรับรู้และมีความชอบในรสชาติที่แตกต่างกัน

ผมไม่ได้ทำ Food Review แต่ผมบอกเล่า Food Experience ของตัวเอง ผมไม่จัดอันดับร้านหรือเมนูอาหาร ผมไปร้านที่เสิร์ฟอาหารที่ดี ไม่ใช่ร้านที่เสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุด เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ จะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือดีที่สุดในเมื่อการรับรสชาติเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล (ยิ้ม)

คนชอบคิดว่างานที่คุณทำนั้นแสนสบาย จริงๆ แล้วความยากของการเป็นบล็อกเกอร์และยูทูเบอร์คืออะไร

ความยากและความท้าทายหลักๆ ของงานแบบนี้คือส่วนใหญ่มันมักจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนั้น คุณต้องพร้อมที่จะยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน และทำงานหนักขึ้นหลายเท่าเพื่อวางแผนใหม่ และไปให้ถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ มันอาจจะสบายครับถ้าคุณไม่ได้พยายามผลักดันให้ตัวเองต้องไปถึงเป้าหมายขนาดนั้น ไม่มีใครมาบังคับคุณได้ คุณเป็นเจ้านายตัวเอง

ที่สำคัญคือ คุณต้องรักสิ่งที่ทำ เพราะคุณจะต้องใช้เวลาจำนวนมหาศาลไปกับมัน ตั้งแต่เริ่มคิดคอนเทนต์ ถ่ายทำ ตัดต่อซึ่งกินเวลาเป็นวันๆ เมื่อขั้นตอโปรดักชันทั้งหลายเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นวิดีโอสักตัวแล้ว แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ขั้นต่อไปคือมาร์เก็ตติ้งซึ่งสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับขั้นตอนโปรดักชันยุ่งยากทั้งหมด   

เพราะต่อให้คุณทำวิดีโอออกมาดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครดู ก็เท่ากับว่าคอนเทนต์นั้นก็ไม่ได้ถูกส่งต่อออกไป การหาตลาดหรือกลุ่มคนที่จะดูวิดีโอของเราจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย คุณต้องทำรีเสิร์ช ทำการบ้าน หาข้อมูล เพื่อเจาะไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย

แม้จะเจอกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่อย่าลืมว่าเรามีคู่แข่งมากมาย ดังนั้น วิดีโอของคุณต้องโดดเด่น ดึงความสนใจไม่ว่าจะเป็นภาพทัมบ์เนล ชื่อเฮดไลน์ คำอธิบายแคปชัน จะต้องสะดุดตาภายในเวลาเสี้ยววินาที และทำให้เขาหยุดเพื่อคลิกเข้ามาดูวิดีโอของเราต่อ

การเป็นบล็อกเกอร์หรือยูทูเบอร์ไม่ได้สบายเลย เราทำงานหนักแทบจะตลอดเวลาด้วยซ้ำ มันมีอะไรมากกว่าแค่ผมไปตระเวนกินอาหารแน่ๆ ครับ (ยิ้ม)

Mark Wiens

ทำไมถึงเพิ่มคู่แข่งให้ตัวเองด้วยการอธิบายขั้นตอนรวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ไว้ในเว็บไซต์ ให้คนสามารถทำวิดีโอหรือทำบล็อกอย่างที่คุณทำได้

(ยิ้ม) เอาจริงๆ ผมไม่เคยคิดในแง่การเพิ่มคู่แข่งเลยครับ ผมแค่ใส่ข้อมูลที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่อยากออกมาทำงานจากความชอบ จากแพสชันเหมือนกัน

แต่แม้สุดท้ายมันจะเป็นการเพิ่มคู่แข่ง ผมคิดว่าการแข่งขันจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทั้งเราและคู่แข่งอยากพัฒนาคุณภาพงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

เวลาไปประเทศใหม่ๆ คุณมีวิธีเลือกร้านอาหารยังไง

โซเชียลมีเดียทุกวันนี้เชื่อมโลกเข้าหากัน การติดต่อสื่อสารกับคนท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องยาก ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่ปรากฏในวิดีโอและเว็บไซต์ของผมก็มาจากการแนะนำของคนท้องถิ่นทั้งนั้น บางทีผมก็เข้าไปดูตามเว็บไซต์และกลุ่มโซเชียลมีเดียของคนท้องถิ่นที่รักการกินอาหาร

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางไปกินอาหารทั่วโลก

การกินคือสิ่งสำคัญอันดับแรกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ คนจำนวนมากมีโอกาสได้รื่นรมย์กับรสชาติอาหารในแต่ละมื้อ สามารถเลือกกินสิ่งที่ชอบได้ตามใจต้องการ แต่ในโลกนี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น ขอแค่มีกินเพื่อประทังชีวิตไปในแต่ละวัน พวกเราถือเป็นคนโชคดี เราจึงควรใช้สิ่งนี้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ อาหารยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่เชื่อมผู้คนเข้าหากันในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนแปลกหน้าก็ตาม

มองลึกลงไปในอาหารแต่ละจาน เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รากเหง้าประเพณี ที่ทำให้แต่ละวัฒนธรรมดำรงอยู่อย่างปัจจุบัน แม้แต่วัตถุดิบแต่ละชนิดที่ประกอบกันก็บอกเล่าสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

Mark Wiens

วัฒนธรรมการกินที่ไหนในโลกที่ทำให้คุณทึ่ง

เยอะเลยครับ (คิดอึดใจใหญ่) ที่เคนยามีวัฒนธรรมที่น่าทึ่งอันหนึ่งของชนเผ่ามาไซ ซึ่งหัวหน้าเผ่าจะกินไตสดของแพะเพื่อบูชาจิตวิญญาณ ตอนนั้นเขาส่งมาให้ผมกินด้วย ผมลองชิมไปคำหนึ่ง มันยังอุ่นๆ อยู่เลย รสชาติก็ดีครับ แปลกดี (หัวเราะ)

วัฒนธรรมการกินที่ผมชอบพบเห็นได้ทั่วโลก โดยเฉพาะที่แอฟริกาและตะวันออกกลาง คือการล้อมวงกินอาหารในถาดใหญ่ร่วมกัน

อย่างที่เอธิโอเปียเรียกเมนูนี้ว่า อินเจร่า (Injera) มีกับข้าวสารพัดอย่างใส่มาในถาดให้กินกับแผ่นแป้ง ถาดหนึ่งต้องล้อมวงกินกัน 4 – 5 คน และจะลุกออกจากวงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนกินอิ่มแล้วเท่านั้น

หรือที่เยเมนเมนูลักษณะนี้ชื่อ Mandi เป็นถาดขนาดใหญ่ปรุงและเสิร์ฟพร้อมไก่บ้าง ลูกแกะทั้งตัวบ้าง และทุกคนต้องล้อมวงกินในถาดเดียวกันด้วยมือ

นี่คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยวัฒนธรรมการกิน ทำให้คนสื่อสารและใกล้กันมากขึ้นโดยมีอาหารเป็นตัวกลาง

ทำไม ‘ไม่เผ็ดไม่กิน’ ถึงเป็นสโลแกนประจำตัวคุณได้

ตอนที่ผมย้ายมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ ผมอยากกินอาหารไทยให้หลากหลายที่สุด ผมจึงไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารตามสั่งร้านเดิมทุกวัน และเปลี่ยนเมนูที่สั่งในแต่ละวันให้ไม่ซ้ำกัน ผัดกะเพรา ผัดผงกะหรี่ ผัดพริกแกง ผัดน้ำพริกเผา ผัดพริกหยวก ผัดกะปิ ผัดน้ำมันหอย และอีกเป็นร้อยๆ เมนู มันน่าทึ่งมากที่อาหารไทยสามารถพลิกแพลงไปได้หลากหลายขนาดนี้

ทุกเมนูที่สั่ง ผมจะบอกเจ้าของร้านว่า ‘เอาเผ็ดมากๆ ครับ’ (หัวเราะ) จนเธอจำผมได้ หลังจากนั้น ทุกครั้งไม่ว่าผมจะสั่งเมนูอะไร เธอจะต่อท้ายให้ผมทันทีเวลาตะโกนไปสั่งพ่อครัวว่า ‘ไม่เผ็ดไม่กิน’

มันเป็นวลีที่เท่มาก (หัวเราะ) จนผมเอามาใช้เป็นเหมือนสโลแกนของตัวเองไปเลย

Mark Wiens

รู้ไหมว่าคุณลบภาพจำที่ว่าฝรั่งกินเผ็ดไม่ได้ไปอย่างสิ้นเชิงเลย

ผมมีเพื่อนต่างชาติที่กินเผ็ดได้เยอะมาก (ยิ้ม) จริงๆ ผมกินเผ็ดมาทั้งชีวิต เรียกได้ว่ากินมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ อาหารไทยเด่นที่รสชาติจัดจ้าน ไม่ใช่แค่เผ็ดเฉยๆ แต่กินแล้วรู้สึกดีเพราะมันอร่อยสุดๆ

รู้ไหมว่าการสั่งอาหารที่ร้านตามสั่งมันท้าทายสำหรับฝรั่งมาก เพื่อนผมเคยไปสั่งข้าวผัดกะเพราที่รถเข็นขายส้มตำ (หัวเราะ) เพราะเขาไม่รู้ว่าอาหารอีสานไม่มีผัดกะเพรา ตอนหลังต้องอธิบายว่า ร้านที่มีครกขายส้มตำ ร้านที่มีกระทะขายผัดกะเพรา ร้านที่มีกับข้าวเป็นถาดๆ สามารถสั่งกับราดข้าวได้หลายอย่าง

มันก็มีบางร้านที่ขายอาหารทุกอย่าง เหนือ กลาง อีสาน ใต้ แต่จากที่ผมลองกินมา ร้านแบบนั้นจะไม่เด็ดเท่าร้านที่ขายเฉพาะอย่าง ทิปส์อะไรแบบนี้ผมเขียนอธิบายไว้ใน The Eating Thai Food Guide ซึ่งมันจะช่วยให้ประสบการณ์การกินอาหารไทยของคนที่ไม่รู้เรื่องอาหารไทยรื่นรมย์ขึ้น

คุณคิดว่าทุกวันนี้เทรนด์การกินเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าร้านอาหารหรูๆ มักจะไม่ค่อยเสิร์ฟอาหารไทยต้นตำรับหรือพยายามสร้างความแปลกใหม่สักเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้มีร้านอาหารหรูระดับไฮเอนด์และเชฟไทยเก่งๆ หลายคนที่สร้างสรรค์เมนูซึ่งผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับความเป็นสากล หรือนำสูตรอาหารไทยโบราณมาพลิกแพลง โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาได้สุดยอดมากๆ

ถ้าถามถึงเทรนด์การกิน ผมว่ายุคนี้มันไม่มีรูปแบบการกินไหนที่โดดเด่นกว่ากันเลย เพราะโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการกินที่หลากหลายมากขึ้น จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันไปมาอย่างอิสระบนอินเทอร์เน็ตที่ผสมผสานกันไปทั้งโลก ผมว่าความหลากหลายนี่แหละคือเทรนด์การกินในยุคนี้

แต่อาหารที่ผมชอบที่สุดก็ยังเป็นสตรีทฟู้ดอยู่ดี (ยิ้ม) เพราะมันเต็มไปด้วยมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่รวมไปถึงบรรยากาศที่มีสเน่ห์

ดูเหมือนว่าในแต่ละวันคุณกินอาหารเยอะมาก คุณมีวิธีดูแลสุขภาพและรูปร่างยังไง

จริงๆ ผมไม่ได้ชอบกินอย่างเดียวนะครับ ผมชอบออกกำลังกายมากเช่นกัน แต่บังเอิญว่า YouTube Channel ของผมพูดเรื่องอาหาร ไม่ได้พูดเรื่องออกกำลังกาย คนส่วนใหญ่เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผมออกกำลังกายทุกครั้งที่มีเวลาเลยครับ (หัวเราะ)

ผมชอบและพยายามกินผักให้มากขึ้น ในขณะที่พยายามลดปริมาณข้าวที่กินในแต่ละมื้อด้วย ที่สำคัญคือ ผมไม่กินขนมจุกจิก ขนมหวาน และน้ำอัดลม

อะไรคือแพสชันที่ทำให้คุณยังหลงรักการกินอยู่ แม้จะกินมาแล้วทั่วโลก

ผมมีความสุขและตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเดินทางไปเจอวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตตามสถานที่ต่างๆ ในโลก ได้ลิ้มรสอาหารบางอย่างเป็นครั้งแรก บางอย่างที่คนในพื้นที่นั้นกินกันมาเป็นร้อยๆ ปี แต่เราเพิ่งเดินทางไปค้นพบ

ผมรักการกิน เพราะมันมีมีเรื่องราวมากกว่าแค่อาหาร ในทุกๆ จานมีความงดงามของวัฒนธรรม ประเพณีและผู้คนท้องถิ่นซ่อนอยู่

จุดหมายปลายทางต่อไปของคุณคือที่ไหน

ผม ภรรยา และลูกชาย กำลังจะไปบราซิลครับ (ยิ้ม)

Mark Wiens

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ป่วยก็ควรพัก แต่ผู้หญิงคนนี้ป่วยหนักแล้วไปเก็บกาแฟ

เหนื่อยก็ควรพอ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยท้อเพื่อไปสมาคมกาแฟ

ทุกโปรเจกต์การตลาด ถ้าอาจารย์ไม่สั่ง ผู้หญิงคนนี้ก็จะขายแต่กาแฟ

เชื่อแล้วว่า นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย คือผู้คลั่งไคล้ ‘กาแฟ’ อย่างแท้จริง

เธอนิยามชีวิตตัวเองว่าถึงขั้นรากเลือด เพราะเคยมีคืนวันที่ต้องประคองการเรียนไปพร้อมกับการทำงานประจำและงานที่สมาคมฯ ซึ่งอย่างหลังสุดไม่เลือกก็คงได้ แต่สำหรับหญิงสาวที่ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอบริษัทกาแฟครบวงจรตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี และได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยตอนอายุ 32 ปี สิ่งนี้มีความหมายมากเกินกว่าจะตัดทิ้ง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยถึงชีวิตที่ (ยัง) ขาดกาแฟไม่ได้ของนุ่น ตั้งแต่วันที่เธอแอบลิ้มลองกาแฟหยดแรกในวัยประถม วันที่เธอแบกร่างป่วย ๆ ไปเก็บกาแฟ วันที่เธอส่งอีเมลขอดูโรงคั่วในต่างประเทศแล้วได้รับอนุญาตแบบงง ๆ จนถึงวันที่กาแฟมอบบทเรียนชีวิตให้เธอรู้จักตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

The Girl in the Coffee Land

เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นในบ้านที่สมาชิกครอบครัวทุกคนดื่มกาแฟ วันเสาร์-อาทิตย์ผู้ใหญ่จะชงกาแฟในกระป๋องสเตนเลส โดยไม่ลืมชงโอวัลตินแยกให้เด็กน้อยดื่ม แต่ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม ทำให้นุ่นอยากลองมากกว่าแค่โอวัลติน จนแม่ต้องออกปากเตือนว่า “กินกาแฟเยอะแล้วจะโง่นะ”

เรื่องนี้หลอกนุ่นไม่ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่าหัวดี

หลังจากนั้นชีวิตของนุ่นและกาแฟก็มาบรรจบกันสมัย ป.5

“แม่เป็นคนชอบกินกาแฟ แต่ตอนนี้เขาไม่อินเท่าเรานะ (หัวเราะ) สมัยเด็กแม่พาไปซื้อของที่ตลาดปีนัง ซึ่งเคยมีกาแฟที่หนีภาษีขาย เราก็ดูแม่ซื้อ แต่หลัง ๆ แม่จะฝากเราซื้อ ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม เราเลยสงสัยว่า กาแฟมีตั้งร้อยชนิดในร้าน ทำไมแม่ต้องฝากซื้ออันนี้ มันต่างกันอย่างไร

“พอสงสัยแบบนั้น เราก็เลยซื้อมาลองให้หมด!” เธอเล่าอย่างออกรส

การทดลองของนุ่นเริ่มขึ้นโดยเน้นกาแฟราคาถูกตามประสาเด็ก โหลแก้วบรรจุกาแฟต่างยี่ห้อ ต่างชนิด ต่างสูตร มีจุดสังเกตที่ฝาต่างสี เธอหยิบโหลแก้วที่เล็กที่สุดเพื่อนำมาชงดื่มแบบกาแฟดำ

“เราเอามาลองชิมว่ามันต่างกันอย่างไร ซึ่งจุดที่กระตุ้นความสงสัยของเราคือ ชิมแล้วมันดันต่าง! เราก็ลามไปชิมยี่ห้ออื่น เมื่อโตขึ้นอีก จากขวดก็ซื้อแบบซอง กลายเป็นเริ่มสนใจเครื่องดื่มชนิดนี้มาตั้งแต่นั้น”

เจ้าของเรื่องเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบค่อนข้างเร็ว หลังสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนคอนแวนต์ เธอไปเรียนต่อที่ ACC หรือโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ตอนอายุเพียง 14 – 15 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเธอยังดื่มกาแฟเป็นประจำและดื่มทุกชนิด ตั้งแต่กาแฟโบราณจนถึงกาแฟในห้างอย่าง Black Canyon และ coffeeToday

“Au Bon Pain ด้วย หารเงินกับเพื่อนซื้อเครื่องดื่ม Iced Mocha Blast ทุกวัน” เธอเสริม

ราวกับคนที่ชอบกลายเป็นคนที่ใช่ นุ่นเริ่มเดินลัดเลาะเข้าไปถึงหลังเคาน์เตอร์ เพื่อขอดูกรรมวิธีการชง แต่บางครั้งคำขอก็ถูกปฏิเสธพร้อมความสงสัยว่า ‘เด็กคนนี้เข้ามาทำอะไร’ แม้จะถูกโยนผ้าไล่ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ นั่นจึงกลายมาเป็นนิสัยติดตัวที่ ‘ขอให้ได้ลองก่อน เพราะไม่มีอะไรเสียหาย’

หลังเรียนจบในวัยเพียง 21 ปี เธอเริ่มต้นทำงานที่จังหวัดระยองในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่นั่น เธอมีความสุขกับเครื่องกดกาแฟที่ให้พนักงานเอาเมล็ดไปเอง

แต่เมื่อความสนุกจบลงด้วยแก้วอันว่างเปล่า นุ่นย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท่ามกลางหน้าที่การงานที่ดีและการประสบความสำเร็จ ความเพลิดเพลินกับการทำงานหายไปไหน หรือแท้จริงแล้ว เธอทำอะไรที่มีคุณค่าได้มากกว่านั้นหรือเปล่า

“สิ่งที่ทำให้นุ่นใจกล้าขึ้นคือ ช่วงปี 2012 – 2013 นุ่นไปเจอหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในโลกกาแฟ ของ ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล มันเหมือนการอ่านอัตชีวประวัติของคน แต่ทำให้เราได้รู้จักอุตสาหกรรมกาแฟของต่างประเทศ”

หลังจากนั้น การเดินทางของนุ่นโดยมีกาแฟนำทางก็เริ่มขึ้น

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Coffee Star

เธอบอกกับเราผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สัญญาณไม่เสถียรว่า เธอโชคดีที่ได้พบกับคนในวงการมากมาย ทั้งเจ้าของหนังสืออย่าง ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล และ ไนซ์-ศิรฎา เตชะการุณ จาก P&F Coffee รวมไปถึง วัล-วัลลภ ปัสนานนท์ เจ้าของร้าน Nine One Coffee และอดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้าที่จะพบกับวัลลภ นุ่นมีความฝันเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อยากทำงานในต่างประเทศ แต่เมื่อได้ทำแล้ว เธอกลับค้นพบว่าตัวเองมองข้ามสิ่งดี ๆ ที่อยู่รอบตัวไปอย่าง ‘กาแฟไทย’ สุดท้ายนุ่นจึงย้อนกลับมาตีโจทย์ว่า หากเธอชอบมากขนาดนี้ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักมันมากขึ้น

“แล้วก็มาถึงทริปเปลี่ยนโลกที่ไร่ของพี่วัล ตอนไปหาพี่วัล นุ่นป่วยหนัก ไข้ขึ้น หน้าแดง พี่วัลให้พัก แต่นุ่นไม่ยอม ไม่พัก ฉันจะไปเก็บกาแฟ เพราะอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้เต็มที่ ต้องสุดกับมัน”

นุ่นพูดขำ ๆ ว่า ทำให้ดีที่สุด แล้วไปหยุดที่โรงพยาบาล

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปพักที่รีสอร์ตของวัลลภ เขามีนโยบายให้ผู้เข้าพักดื่มกาแฟฟรีเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้นุ่นได้ลิ้มลองความพิเศษของกาแฟไทย ถึงขั้นที่รู้สึกว่า ‘นี่คือของดีมีอนาคต’

“แต่กาแฟไทยขาดอะไร” เธอตั้งคำถามและครุ่นคิดกับตัวเอง

“การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ คืองานที่เราทำมาตลอด สิ่งนี้เป็นตัวช่วยในการโปรโมตให้ชาวต่างชาติรู้ เรามีของดี และอยากทำอะไรดี ๆ ให้ประเทศ สรุปเลยว่าตอนนั้นกาแฟไทยขาด Marketing (การตลาด) และ Operation Supply Chain (การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) เรายังไม่มีระบบเหมือนต่างประเทศ ไม่มีรัฐบาลคอยจัดการให้เป็นระบบ”

คิดเสร็จสรรพ นุ่นก็ไปเรียนปริญญาโทเรื่องกาแฟ ไม่ใช่! นุ่นไปเรียนปริญญาโทด้าน Marketing และ Supply Chain Operation เพื่อมาดูแลกาแฟไทย

“แล้วเชื่อไหมว่านุ่นทำโปรเจกต์เกี่ยวกับกาแฟมาตลอด ช่วงที่เรียนอยู่ ACC ทำเรื่อง Coffee Shop สมัยปริญญาตรียังแตะ ๆ เรื่องกาแฟมาตลอด พอเรียนปริญญาโทก็ตั้งใจทำแต่การตลาดกาแฟล้วน ยกเว้นอาจารย์มอบโจทย์ให้ถึงจะไปทำแบรนด์อื่น ยอมรับว่าแต่ก่อนเรียนให้จบเร็ว ความรู้ไม่เยอะ แต่ตอนเรียนปริญญาโท คือเราใส่ความพยายามและความต้องการต่อยอดความรู้เข้าไปอย่างเต็มที่”

ในที่สุด แนวคิดที่เรียนมาจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวงการนี้อย่างที่ตั้งใจ

“ย้อนกลับไปอีกว่า ความชอบที่มีต่อเครื่องดื่มชนิดนี้ยังทำให้เราอยากรู้อะไรอีกมากมาย ตอนที่ทำงานอยู่ระยอง บ้านอยู่สมุทรปราการ เรียน NIDA ไม่ไหวเลยย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เรายังทำงานกับบริษัทต่างชาติเหมือนเดิม ครั้งนี้เป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก พอเขาส่งเราไปเมืองนอก เราก็ถึงจุดที่ไม่ได้ไปแค่ร้าน แต่ไปถึงโรงคั่วแล้ว

“นุ่นใช้วิธีเดิมคือเสิร์ชก่อนว่าจะไปเมืองไหน หาชื่อโรงคั่ว แล้วส่งอีเมลไป บอกว่าขอเข้าไปดูได้ไหม แบกกาแฟพี่วัลไปด้วย ส่งไปประมาณ 20 – 30 เจ้า ตอบกลับมา 4 เจ้า ซึ่งก็ดีนะ เขายังตอบกลับมา (หัวเราะ)”

เธอบอกว่าอย่าดูถูกเรื่องการส่งอีเมลแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันทำให้เธอไปไกลถึงโรงคั่ว Small Batch และได้เห็นกระบวนการทุกอย่างมาแล้ว

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ความกระตือรือร้นของเธอไม่หยุดแค่นั้น แฟนพันธุ์แท้คนนี้เข้าคอร์สเรียนจนได้ใบประกาศนียบัตรมามากมาย และมีตำแหน่งด้านกาแฟการันตีความสามารถ ทั้ง Q Arabica Grader, COE Sensory Evaluation Training และ Thai Specialty Coffee Awards Sensory Judge 2020 – 2022 นอกจากนี้ เธอยังศึกษาจากหนังสือและงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาแล้วกว่า 200 เล่ม

“พี่วัลสอนให้นุ่นเก็บกาแฟ พี่ซานสอนเรา Cupping ในแง่การทำธุรกิจก็ได้จาก พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ Bluekoff ตอนนั้นนุ่นสติแตกอย่างหนัก พอพี่ ๆ ทุกคนเห็นว่า เราอยู่ทุกที่ของกาแฟก็เลยชวนเรามาช่วยงานสมาคมฯ ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นสมาคมฯ ด้วย นุ่นนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เรียนก็ยังไม่จบ งานประจำก็มี (หัวเราะ) จังหวะนี้รากเลือดจริง”

บางคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับพ่อแม่ของนุ่นว่า ทำไมเธอจึงเลือกมาช่วยงานสมาคมฯ ทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร แถมยังทำให้ชีวิตวุ่นวายยิ่งกว่าเก่า แต่นุ่นมองกลับกันว่า นี่คือการเรียนรู้แบบ Fast Track

“Win-Win กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่บอกว่างานนี้ไม่ได้เงิน แถมเสี่ยงอันตราย (ไปดอย) แต่นุ่นว่าการได้นั่งตรงนั้นคือความโชคดี พอทำ Thailand Coffee Fest 2016 ปีแรกก็มันมาก วันธรรมดามาไม่ค่อยได้เพราะติดงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็โดดเรียนไปเลย จบสวยงาม มีประกวด 10 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ทำให้เห็นความเจ๋งของกาแฟไทยอย่างที่ตั้งใจไว้”

นับจากนั้น นุ่นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการนี้อย่างเป็นทางการ

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย
ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Bluekoff to Blueprint

“สิ่งแรกที่คิดกับ Bluekoff คือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และแมส ไม่ Specialty อย่างที่เราต้องการ แต่หลังจากที่ได้พบกับพี่ ๆ เราเห็นว่า Bluekoff เป็น Specialty แต่สเกลใหญ่มาก มีอะไรให้สนุกเยอะมาก ตั้งแต่บนดอย ทำเรื่องดินกับเกษตรกร มีโรงคั่ว โรงสี คาเฟ่ หน้าร้าน ครบวงจรในสิ่งที่คนอยากเรียนรู้ มันคือสนามเด็กเล่นดี ๆ นี่เอง”

พนักงานใหม่เริ่มงานกับศุภชัยด้วยความกังวลหลายด้าน แต่เมื่อเขารับฟัง เปิดใจ และสนับสนุนการทำงานอย่างไม่ยั้ง พร้อมคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเจ้าเล็กเจ้าน้อยอยู่เสมอ ทำให้นุ่นถูกใจหลักการที่ตรงกัน สุดท้ายจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ Bluekoff ตั้งแต่นั้นมา

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“กาแฟอย่างเดียวไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ จะมีเบื่อบ้างก็เรื่องงาน” เธอหัวเราะ แล้วเริ่มวิเคราะห์การทำงานให้ฟังอย่างตั้งใจ

นุ่นใช้หลักการ 2 ข้อคือ ทำทุกอย่างอย่างมืออาชีพและซื่อตรง นอกจากนี้ เธอมักจะกลับมารีวิวตัวเองเสมอว่า ตัดสินใจอะไรพลาดบ้างหรือไม่ แล้วครั้งต่อไปจะจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

“เรามี Best Case Scenario, Ideal Scenario และ Worst Case Scenario เผื่อไว้ ถ้าทำออกมาแล้วสำเร็จ ก็ต้องแชร์ความสำเร็จให้คนรอบตัวด้วย เพราะนุ่นว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะช่วยกัน นอกนั้นคือทำอะไรก็ซัดให้เต็มข้อ จะได้ไม่ต้องมานั่งเฟลคูณสอง”

ทั้งหมดคือรายละเอียดความเป็นมืออาชีพที่นุ่นพูดถึงตั้งแต่ต้น และเป็นสาเหตุให้เธอปวดหัวในบางครั้ง “Expect the best, Prepare for the worst” อีกฝ่ายพูดไปตบโต๊ะไป

“ความเป็นมืออาชีพต้องมาพร้อมความถูกต้อง มันง่ายมากถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ แต่พอเรามีหลักการที่ต้องซื่อสัตย์ มันเพิ่มความยากเข้าไป แต่เราจะมีชีวิตที่สบายใจขึ้น” เธอยิ้ม เราพยักหน้ารับ

เราลองถามเธอว่า ปัจจุบันร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้วงความคิดของเธอเกี่ยวกับเครื่องดื่มชนิดนี้อย่างเดียวไหม เจ้าตัวขมวดคิ้วและบอกว่า “ไม่” แต่โดยรวมเธอคิดถึงเรื่องงานเป็นหลัก ทั้งงานสมาคมฯ และงานของ Bluekoff นอกจากนี้ก็มีเรื่องครอบครัวที่เพิ่งมาดีกันหลังทำงาน เพราะทางบ้านไม่เห็นด้วยเรื่องการทำงานเกี่ยวกับกาแฟมากนัก แต่ในวัยนี้ นุ่นเริ่มมองเห็นความโชคดีที่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน เธอจึงพยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว

จบจากคำถามดังกล่าว เราเบรกความจริงจังด้วยการถามเธอว่า แล้วเสน่ห์ของกาแฟคืออะไร ทำไมเธอจึงยังอยู่กับมันได้ตลอด

อีกฝ่ายสบตากับเราด้วยสีหน้าผ่อนคลายทันที

“กาแฟเนี่ย” เธอเงยหน้ามองเพดานอย่างครุ่นคิด ท่าทางคำตอบจะเยอะมาก จนเรียบเรียงเป็นประโยคไม่ถูกอยู่นานสองนาน

“เสน่ห์ของมันคือการทำให้เราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มันน่าสนใจ สมมติคุณมีแฟนสักคน บางทีมันตันเพราะเรารู้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ แต่กาแฟช่างมีอะไรให้ค้นหา ลึกลับซับซ้อน สายพันธุ์ใหม่ก็มา บางอย่างมีมานาน แต่กลับมีวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่หยุด

“กาแฟไม่เคยทำร้ายใคร มันมีความเฉพาะตัวในแง่ของธุรกิจด้วย อย่างช่วงโควิด-19 ยอดขายก็สูงสุด” เธอยกตัวอย่างการปิดยอดขายของ Bluekoff ที่ทำให้ต้องยกมือเฮ! แต่นั่นก็เพราะทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน และทุกคนมีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“นุ่นมาถึงจุดนี้ได้ใน Bluekoff และวงการกาแฟ ยอมรับว่าผู้ใหญ่ใจดี แต่เขาจะไม่สนับสนุนเลย ถ้าเราไม่ได้พัฒนาตัวเองมาก่อน ไม่ศึกษามาก่อน ไม่เตรียมตัวมาก่อน ณ โมเมนต์ที่เขาให้โอกาส นุ่นโคตรพร้อมที่จะรับโอกาส แม้กระทั่งการไปดูโรงคั่ว นุ่นไม่ได้รอโอกาส แต่นุ่นสร้างโอกาสด้วย มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองแค่ไหน และคุณยินดีทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองไหม”

นุ่นสรุปให้ฟังอีกอย่างว่า ต้นทุนชีวิตของคนอาจไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เรามีเท่ากันคือ ‘เวลา’

หญิงสาวคนนี้รู้ว่าเธอจะบริหารเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในความรู้และอาชีพการงาน จึงทำให้เธอมาไกลถึงจุดนี้ในวัยที่เพิ่งย่างเข้าเลข 3 ได้ไม่กี่ปี

“นุ่นทำงานเป็นซีอีโอตอนอายุ 27 เรื่องอายุมีผลต่อการทำงาน เนื่องจากประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัยวุฒิ’ ที่ต่างชาติไม่มีกัน เขามี Seniority แต่วัยวุฒิเป็นสิ่งที่คนไทยค่อนข้างจริงจัง ปัญหาเรื่องอายุจะมีแค่ช่วง First Impression เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือเราดีลกับผู้ใหญ่อย่างไร คุณรีแอ็กกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเด็ก ๆ หรือคุณหัดเรียนรู้จากคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเขาจัดการอย่างไร”

การทำงานกับศุภชัยทำให้เธอรู้จักความใจเย็นและกลยุทธ์อ่อนนอก แข็งใน เตรียมพร้อมพบเจอกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ โดยเปิดรับความต่างของแต่ละคน และตั้งใจ ‘ฟัง’ เพื่อความเข้าใจ จากนั้นจึง ‘พูดคุย’ ด้วยความใส่ใจ

ซีอีโอที่สละเวลารับประทานอาหารเที่ยงมาพูดคุยกับเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายสำคัญ จังหวะนั้นเราเห็นรอยสักเล็ก ๆ ที่แขนของเธอ เมื่อนุ่นวางสาย เราจึงขอเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องที่ผ่อนคลายกว่า คือความรักที่เธอมีต่อกาแฟถูกส่งผ่านรอยสักบนตัวบ้างไหม

“มันไม่ได้หมายถึงกาแฟโดยตรง แต่คือแรงบันดาลใจของชีวิตในการทำเพื่อกาแฟ” เธอโชว์รอยสักจากหนังสือชื่อ Manual of the Warrior of Light ของ Paulo Coelho ให้เราชม รอยนั้นมีลักษณะเหมือนดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในหนังสือทุกหน้า

“ในนั้นมีบทที่บอกว่าเมื่อ Warrior of Light เจออุปสรรคจะทำอย่างไร เราว่าใช้หลักการของเขาทำให้ตัวเองมีประโยชน์ในการพัฒนากาแฟไทยได้ หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเกิดมาเพื่อเรา เพราะการที่เราจะเป็นผู้พัฒนากาแฟไทย โดยเฉพาะจุดที่ยืนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือการพัฒนาที่ต้นน้ำ พอมันพัฒนาตลอด ภาพใหญ่มันยากและเยอะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเป็น Warrior of Light ถึงจะรอด”

เธอบอกว่า ไม่สักเป็นรูปกาแฟ เพราะมันตรงเกินไป และรอยสักของเธอทุกรอยมีผลต่อระดับจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความชอบ

นุ่นโชว์รอยสักอื่นผ่านหน้าจอ มีทั้งรอยดาวินชี และสัญลักษณ์อินเดียนแดงที่หมายถึง Leadership Energy และ Humble เธอยังปิดท้ายหัวข้อด้วยว่า การสักเป็นความท้าทายชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ต้องพร้อมทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะสังคมบางส่วนยังมองคนมีรอยสักไม่ดีนัก

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เราคิดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักในทุกด้าน ถ้าอย่างนั้นในวันที่เหนื่อย อะไรเป็นสิ่งเยียวยาเธอ

“วันไหนที่เหนื่อยเหมือนจะตาย แค่ได้ชิมกาแฟที่เข้า Top 10 ก็หายเหนื่อยแล้ว หรือถ้าคืนนั้นมีเวลาคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกว่าวงการกาแฟไทยกำลังเดินไปข้างหน้า เท่านั้นก็หายเหนื่อย เพราะจากที่เราเดินทางกันมา มันมาไกลมาก

“ส่วนการเยียวยารายวัน ถ้าเป็นโซฟาตัวเดิมกับเบียร์ 1 กระป๋องก็โอเคแล้ว” เธอเสริม

ตลอดการสนทนา เราตั้งข้อสังเกตว่า จุดมุ่งหมายของเธอถูกตั้งขึ้นและดำเนินไปเพื่อคนอื่นในสังคมเสมอ นุ่นบอกว่านั่นคือความเห็นแก่ตัวของเธอที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น การทำเพื่อคนในวงการกาแฟไทยจึงเป็นเป้าหมายอันเห็นแก่ตัวของเธอเอง

“ตอนนี้วงการพัฒนาขึ้นเยอะ การทำงานของเรากับเกษตรกรที่ต่างวัยกันยังคงมีอยู่ แต่ในอนาคต เรารู้ว่าวงการนี้จะไปไกลมาก เพราะคนรุ่นใหม่กลับบ้านไปทำมากขึ้น พวกเขากล้าลอง เจเนอเรชันเปลี่ยนและโต และจะไม่กลับไปที่เดิม ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเร็ว สิ่งที่พลาดจะมีเยอะขึ้น แต่จะเกิดการพัฒนาที่รวดเร็ว

“ยกตัวอย่าง การประกวด 10 สุดยอด Thai Specialty Coffee Awards เมื่อปีที่แล้ว เกษตรกรพลาดเยอะมาก หมักกาแฟมาแบบน้ำส้มสายชู กรรมการก็ท้องเสีย คะแนนต่ำ ไม่ได้แย่ เพราะเป็นกระแสกาแฟหมัก เกษตรกรยังจับจุดไม่ถูก แต่เพราะเขาลองแล้วพลาด พอมาปีนี้ปรากฏว่า เกษตรกรรุ่นใหม่จับจุดได้ เขาแชร์ข้อมูลกันจนผลลัพธ์ดีมาก Top 20 คะแนนต่ำคือ 85 ซึ่งถือว่าสูง ภาพรวมกาแฟไทยอัปขึ้นมาเฉลี่ย 3 – 4 แต้ม แปลว่าเขาพลาดแล้วเรียนรู้ นี่คืออนาคตของกาแฟไทย เป็นวัฏจักรที่คล่องตัว ลอง-ผิด-ทำใหม่ นุ่นจะรอดูนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต”

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เธอทิ้งท้ายว่า ในวัยเด็กเคยมีความฝันที่จะเก็บเงินเยอะ ๆ เพื่อเปิดร้านกาแฟในวัยเกษียณ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าความฝันนั้นลอยหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ซีอีโออนาคตไกลนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะเป็นไปในทิศทางใดหากไม่ได้ทำงานด้านนี้แล้ว

“การขาดกาแฟไปเหมือนชีวิตไร้จุดหมาย นอกจากงานบริหารที่มีความรู้อยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาเป้าหมายชีวิตใหม่ เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าเพื่ออะไรสักอย่างเหมือนเดิม ตายไปจะได้ไม่เสียดาย แต่ตอนนี้ถ้าเราอยู่ในวงการแล้วทำตัวมีประโยชน์ได้ก็ดี นุ่นอยากเตรียม10 สุดยอดกาแฟไทยไปกระจายให้คนลองกิน อยากโปรโมตกาแฟไปเมืองนอก นี่คือเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากทำ ก็กาแฟไทยมันดีอย่างนั้นแหละค่ะ (ยิ้ม)”

เราขอลาปลายสายไปรับประทานอาหารกลางวันอย่างอิ่มเอมใจ คงไม่มีใครเชื่อว่าความสงสัยใคร่รู้ของเด็กหญิงคนหนึ่ง จะสร้างผู้บริหารที่เปลี่ยนความชอบเป็นการงานที่มั่นคงได้ ทั้งงานนั้นยังไม่ได้มอบประโยชน์ให้เพียงตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากยอดดอยจนถึงใครสักคนที่สดชื่นและหายปวดหัวเมื่อได้ดื่มกาแฟ

ป.ล. ปัจจุบัน นุ่นดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว แก้วละประมาณ 300 ซีซี (เผื่อใครสงสัยว่าเธอติดกาแฟมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load