“มารียองสยาม แบรนด์ที่อยากทำให้คนคนหนึ่งเป็นที่รัก”

แพท-ทยิดา อุนบูรณะวรรณ หญิงสาวผู้ตกหลุมรักบาติกจากงานทีสิสบอกกับเราแบบนั้น เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ชอบสะสมผ้าพื้นเมืองโบราณ และมีร้านตัดเสื้อผ้าตั้งแต่สมัยอาม่า แพทซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นและผูกพันกับผืนผ้ามานาน 

รู้ตัวอีกที สตูดิโอบาติกเล็ก ๆ ภายในครอบครัวก็เกิดขึ้น มีทีมงานคือคุณป้าและพี่สาว บรรยากาศอบอุ่นนี้ส่งผ่านผลงานกระเป๋าและเสื้อผ้าโทนสีพาสเทลอุ่น ๆ แซมด้วยดอกไม้สุดแสนน่ารัก คือเอกลักษณ์ที่มองปุ๊บรู้ปั๊บว่ามาจาก ‘Marionsiam

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

เบื้องหลังการพาบาติกเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น เต็มไปด้วยความสนุก ความเหน็ดเหนื่อย การค้นพบตัวตน เห็นคุณค่าของดีชุมชน ไปพร้อม ๆ กับเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ได้ทำเป็นพิเศษ แต่เป็นหนึ่งในสิ่งธรรมดาที่แบรนด์ทำอยู่เสมอ

ระยะเวลาเพียง 2 ปี นับตั้งแต่เธอเริ่มทำทีสิสในวันนั้น ผ่านการประกวด Talent Thai & Designers’ Room จนมีสิทธิ์พาแบรนด์ไปเดินแฟชั่นโชว์ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และรับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวด Creative Textiles Award 2020 ประจำปี 2563 ภายใต้การถอดแบบแนวคิด BCG Economy Model จนมาถึงวันนี้ แพทมองว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

‘เป็นแค่จุดเริ่มต้น’ 

มารียองสยาม

“แบรนด์นี้โตไปกับเรา เป็นพอร์ตโฟลิโอของเรา มันมีความหมายกับเรามาก”

บัณฑิตเอกแฟชั่นดีไซน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจส่วนตัว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เอ่ย หลังจากทำแบรนด์มารียองสยามมาแล้ว 2 ปี แพทภูมิใจและพอใจกับการค่อย ๆ เติบโตของแบรนด์ 

เพราะทุกครั้งที่เธอตื่นมาทำงานผ้า เปรียบเสมือนการพักผ่อน

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

“ปกติเราทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วย เทียวไปเทียวมาที่สตูฯ อยุธยา ไปครั้งหนึ่งอยู่เป็นอาทิตย์ ช่วงที่ไปทำผ้าเหมือนเป็นช่วงที่ได้พัก หรือส่วนใหญ่เวลาเราอยากพัก จะชอบวาดรูป สเก็ตช์รูปลงกระดาษ พอต้องไปทำผ้ายาว ๆ เหมือนเป็นช่วงฟื้นฟูเหมือนกันนะ เราต้องมีสมาธิอยู่บนผ้าตลอดเวลา แล้วไม่มีใครมากวนเราเลย เพราะว่ามันเป็นที่ของเรา เราทำได้ตลอดเวลา 

“เราทำเช้าถึงเย็นแบบไม่ต้องไปไหนเลยก็ได้ เคยทำผ้านานที่สุดแบบไม่พักเลย 8 ชั่วโมง เราว่าเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย” ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการเจองานที่เหมือนการพักผ่อนไปในตัว แต่แพทค้นเจอ และทำมันออกมาได้ดีตามที่เธอปรารถนา

ก่อนจะกลายมาเป็นบาติกหนึ่งผืน ผ่านหลากหลายขั้นตอน เริ่มจากเลือกผ้า ขึงผ้า วาดลาย เขียนเทียน ลงสี เคลือบสี ซักทำความสะอาด แล้วนำไปตัดเย็บ แต่ละขั้นตอนของการลงมือทำ ก็เปรียบเสมือนก้าวการเติบโตของมารียองสยามด้วยเช่นกัน

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

เลือกผ้า – เลือกอาชีพ

ผ้าที่เหมาะแก่การนำมาทำบาติก ควรเป็นผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งมารียองก็เลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ แต่เป็นผ้าเส้นใยธรรมชาติที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะทุกการผลิตเสื้อผ้า โรงงานต้องสต็อกผ้าไว้จำนวนมาก เพื่อรองรับการผลิต หลังจากผลิตตามความต้องการของตลาดและแฟชั่น ยังมีผ้าเหลือค้างสต็อกเยอะมาก เพื่อรอปลายทางคือทำลายทิ้ง

“ผ้าที่เหลืออยู่เยอะกว่าที่เราคิดไว้มาก มันมีเยอะมากพอที่จะให้เราไปเลือกได้แบบสบาย ๆ”  ถ้าจินตนาการตามเธอเล่าคงเห็นภูเขาผ้ากองโต แพทตระหนักเรื่องผ้าที่เหลือจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความสนใจบาติก

“ตอนเรียนจบต้องทำทีสิสแฟชั่นโชว์ เราเลยเลือกทำบาติก จริง ๆ เราชอบไปเดินงานโอทอปมาก สนใจพวกผ้าไทย ผ้าทอมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านชอบเก็บ เราก็เลยสนใจผ้าไทยไปด้วย แล้วก็รู้สึกว่าเทคนิคบาติกคล้ายสิ่งที่เราชอบ นั่นคือดรออิ้ง มันเป็นเทคนิคเด็กมากเลย เราเคยทำตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เวลาไปเดินห้าง ตามบูทเล็ก ๆ เพนต์ผ้าบาติกไว้ให้แล้วเราไประบายสีอย่างเดียว มันอยู่ในบูทปูนปลาสเตอร์ เราก็เลยทำมาตั้งแต่เด็ก เรารู้อยู่แล้วว่าบาติกคืออะไร แค่ไม่เคยทำจริงจัง” สาวเจ้าย้อนความหลัง

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว
Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

จากความสนใจ สู่การตัดสินใจลงมือทำ 

“เพิ่งคิดว่าจะทำบาติกตอนช่วงทำเล่มทีสิส เพราะรู้สึกว่าเราน่าจะต่อยอดบาติกได้ เราทำ Businesswear เป็นบาติก เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานในเมืองได้จริง ๆ และตอนนั้นไม่ค่อยมีใครทำ เพราะคนก็ยังรู้สึกว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับชายหาด ต้องอยู่ทะเลถึงจะใส่ เรามาคิดได้ตอนเอาชุดออกมาโชว์แล้วอาจารย์เห็น กรรมการเห็น ทุกคนเห็น ดีไซเนอร์เขาก็แปลกใจว่ามีแบบนี้ด้วยหรอ เราว่าบาติกในแบบของเรามันคงไปต่อได้เลยลองดู ที่บ้านก็บอกว่า ‘ไม่มีอะไรจะเสีย ลองทำเลย’” แพทเล่า

วาดลาย เขียนเทียน – วาดแรงบันดาลใจ เขียนตัวตน

ถ้าพูดถึง Marionsiam ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวเรา คือภาพของบาติกสีละมุนอ่อนหวาน แฝงความสดใสด้วยลวดลายดอกไม้ ดอกไม้ และดอกไม้ ประดับเต็มผืนผ้า ชวนให้คิดว่าศิลปินต้องได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้เป็นแน่ 

“ไม่เลย” เธอกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนจะเฉลยที่มาสุดเซอร์ไพรส์

“จริง ๆ แล้วมาจากงานภาพเขียนฝาผนัง งานสถาปัตยกรรม เวลาไปที่ไหนเราชอบถ่ายรูปเก็บไว้ เราเป็นคนชอบดูตึก ชอบงานดีเทลเล็ก ๆ บนภาพเขียนฝาผนัง พอดูอันนั้นเสร็จ จะเอามาตัดทอนอีกที บางทีก็ชอบแค่ดอกเล็ก ๆ จุดเล็ก ๆ ที่อยู่บนผนังใหญ่ ๆ เราก็เลือกเอาตรงนั้นมาพัฒนา จนกลายมาเป็นดอกไม้อย่างที่ทุกคนเห็น ทั้งที่จริง ๆ แรงบันดาลใจของแพทไม่ได้มาจากดอกไม้เลย”

สถาปัตยกรรมกับศิลปะสมัยโรโกโกและเรเนสซองส์ต่างหาก ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกผืนผ้า แต่เจ้าตัวก็เล่าปนขำว่าไม่รู้ทำไม ถึงออกมาเป็นดอกไม้ทุกที แต่ความบังเอิญนั้นก็นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์และเสน่ห์ของมารียองสยามที่ยากจะเลียนแบบ 

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว
Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

ไม่ว่าจะลายอะไร แพทก็สนุกทุกครั้งที่ได้ลงมือร่าง โดยเฉพาะหนึ่งขั้นตอนสำคัญ

“แพทชอบตอนเขียนเทียน ชอบดูเวลาที่มันขึ้นมาเป็นลายเส้นเทียน เวลาเขียนไป เทียนจะค่อย ๆ ไหลออกมาจากจันติ้ง (Tjunting) ค่อย ๆ ไหลออกมาเป็นสาย เราชอบดูตอนนั้นมากที่สุดเลย” แพทตอบ เมื่อเราถามว่าเธอชอบขั้นตอนไหนที่สุด

บาติกเป็นความลงตัวของชีวิตแพท เพราะผสานความชอบดรออิ้ง สีน้ำ และงานคราฟต์เอาไว้ได้ในเวลาเดียวกัน

ลงสี – ลงใจ

“ความสนุกอีกอย่างก่อนลงสี คือการผสมสีเอง” เธอเกริ่นด้วยรอยยิ้ม

“เราลองเทสต์สีไปเรื่อย ๆ มีสมุดเล่มหนึ่งเราทำสวอชขึ้นมาเลย เขียนบอกว่าสีไหนผสมสีไหนได้สีไหน จากแม่สีแบบไหน โทนสีก็เลยจะเป็นประมาณนี้ทั้งหมด เหมือนอารมณ์คนวาดสีน้ำ นักวาดรูปจะมีชาร์ตสี ถาดสี เป็นพาเลตของตัวเอง อันนี้เหมือนกัน เสื้อผ้า กระเป๋าที่ออกมาก็เลยออกมาในทางเดียวกัน” ถ้าให้นิยาม เราขอเรียกพาเลตชุดนี้ว่า ‘สีโทนละมุน บางเบา อบอุ่น’

Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว
Marionsiam ผ้าบาติกฉบับโมเดิร์น จ.อยุธยา วาดลายจากจิตรกรรมฝาผนังและย้อมสีเปลือกมะพร้าว

Marionsiam เลือกใช้สีธรรมชาติด้วย ตอนนี้มี 2 สี สีฟ้าจากครามสกลนคร และสีชมพูอ่อนจากเปลือกมะพร้าว

“เราใช้เปลือกมะพร้าว เพราะเป็นของเหลือใช้จริง ๆ จากร้านกาแฟแถวบ้านที่ไปซื้อบ่อย ๆ เขาทำกาแฟมะพร้าวแล้วเปลือกไม่ได้เอาไปทำอะไรต่อ ก็เลยขอมาลองดู พอเวิร์กเลยเลือกมาทำ ทุกวันนี้บอกเขาว่าให้เก็บเปลือกมะพร้าวไว้ให้เลยนะ เดี๋ยวไปเอา” เธอเล่าด้วยความสนุกในฐานะลูกค้าประจำเปลือกมะพร้าว พอได้เปลือกมา ก็ต้องต้มให้ออกสี ปล่อยให้เย็นแล้วจึงนำไปหมัก 

เชื่อหรือไม่ว่า จากกระบวนทั้งหมด เปลือกมะพร้าวสีน้ำตาลกลายเป็นสีชมพูทันที

“สีย้อมธรรมชาติ เราว่าไม่จำเป็นต้องขวนขวายทำเพื่อจะรักโลก มันเป็นสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว หาวัตถุดิบง่ายด้วย แล้วทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ” แพทย้ำความตั้งใจ เรื่องสิ่งแวดล้อมควรเป็นเรื่องที่ต้องนึกถึงและทำอยู่เสมอจนกลายเป็นความธรรมดา

“เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องทำให้เรื่องนี้เด่นขึ้นมา เราทำให้มันเป็นเรื่องปกติ จริง ๆ ทำแบรนด์มา 2 ปีแล้ว ตั้งแต่ได้ที่สองงานประกวด หลังจากนั้นก็ใช้ผ้าเหลือทิ้งและสีธรรมชาติมาโดยตลอด แต่ไม่ได้โปรโมต เพราะเราแค่อยากทำให้มันเป็นเรื่องปกติทั่วไป”

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่
แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

การลงสีธรรมชาติบนผ้าจากเส้นใยธรรมชาติไปด้วยกันได้ดี แต่ทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค 

“การลงสีในบางสภาพอากาศเป็นปัญหามาก อย่างตอนนี้อากาศชื้น ทำงานยากที่สุดแล้ว สิ่งยากที่สุดคือลม พอลมมา เทียนจะแห้งเร็วมาก ต้องเขียนไวมาก บนผ้าที่กระพือตลอดเวลา โหดมากเวลาลงสี ยิ่งรายละเอียดที่เยอะมาก ๆ ต้องใช้สมาธิมาก จะจิ้มสีลงไปให้ถูกช่อง บางทีจิ้มไม่ถูก ออกนอกเส้นบ้าง ด้วยความเป็นบาติก พอสีจิ้มออกข้างนอกนิดหนึ่ง ถ้าพลาดก็คือพลาดเลย”

การลงสีหน้าลมยากพอ ๆ กับการลงพื้นที่หน้าพายุ แพทเล่าย้อนถึงประสบการณ์สนุก ๆ ให้เราฟัง ตอนช่วงทำทีสิส เธอขึ้นเหนือล่องใต้จนกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน แพทไปเรียนรู้เทคนิคบาติกกับครูช่างที่จังหวัดเชียงใหม่และกระบี่

“เราโทรไปคุยกับเขาว่าอยากลองทำบาติก ตอนแรกเขาไม่เชื่อว่าจะทำจริง ๆ คิดว่ามาเล่น ๆ หรือเปล่า ไปทุกที่เป็นแบบนี้ทุกที่ เราก็แสดงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่า เราตั้งใจมาทำจริง ๆ เขาถึงยอมสอน” แล้วต้องแสดงออกยังไง – เราถาม

“โอ้โห หนักมาก” เธอตอบทันที  “เราไปตอนมีพายุปาบึกที่แรงมาก ทั้งเครื่องบินมีไม่ถึง 10 คน ตอนอยู่ห้องพักหน้าต่างสั่นแรงมากเพราะลมพายุ เราก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าเรามาทำจริง ๆ นะ ตั้งใจมาก ถ้ามาเล่น ๆ คงกลับแล้ว มันลำบากนิดหน่อย แต่สนุกดีค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดี เราไปอยู่กับเขา เขาทำแบบไหนเราก็ทำแบบนั้น เขากินอะไรเราก็กินด้วย” 

ความตั้งใจและจริงใจของแพทแสดงออกผ่านการกระทำ ถ้าไม่ตั้งใจมาจริง ๆ เจอพายุปาบึกก็คงตีตั๋วกลับบ้านแล้ว

“ไปอยู่ครั้งหนึ่งก็ประมาณหนึ่งอาทิตย์ อยู่กับเขาตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น จนเขาเลิกงาน ตอนนั้นเรารู้สึกว่าลำบากมาก ตอนอยู่กระบี่ รถก็ไม่มี เราไปอยู่กับพี่ ๆ ช่างทำผ้า เราอยู่โรงแรมคนเดียวยาว ๆ ไม่รู้จักใครเลย ตอนเช้าไปทำผ้าพร้อมเขา เขาก็ขับรถมาส่ง ตอนเย็นหาร้านข้าวกินเอง ร้านไกลมาก ขับรถก็ไม่เป็น ต้องวิ่งไป 6 กิโลเพื่อซื้อข้าวกลับที่พัก แต่ก็สนุกดีนะคะ”

เพราะตอนนั้นยังไม่มีคนทำบาติกที่กรุงเทพฯ เธอเลยจำเป็นต้องขึ้นเหนือ-ล่องใต้อยู่ครึ่งปีก่อนกลายมาเป็นแบรนด์

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

หลายคนรวมถึงเราคงอยากรู้ ว่ามีแวบหนึ่งที่รู้สึกเหนื่อยบ้างไหม

“รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาเลยค่ะ” แพทหัวเราะ ก่อนจะเล่าต่อ “จริง ๆ เตรียมใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเหนื่อยแน่เลย เพราะตอนที่บอกอาจารย์ว่าจะทำธีสิสเป็นบาติกชุมชน อาจารย์ก็บอก โห เหนื่อยนะ เพราะว่าปกติ เพื่อนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำพวกทุนทางวัฒนธรรม พวกงานคราฟต์  เพราะเวลาและพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่เขาจะไปทางแฟชั่นกัน ของเรามันเป็นบาติก ต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างกว้างในการขึงเฟรมต่าง ๆ ก็เลยลำบาก ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะลำบากขนาดนั้น แต่พอเริ่มทำไปก็ลำบากจริงด้วย มันเหนื่อยแต่ก็สนุก ยิ่งพอชินมือไปแล้ว ทุกอย่างเริ่มลงตัว เริ่มมีสตูฯ เป็นของตัวเองแล้ว เป็นโฮมสตูดิโออยู่ที่บ้านที่อยุธยา พอเรามีตรงนี้ก็สบายขึ้นมากเลย”

เมื่อวันนั้นลงตัว แพทจึงทำเรื่อยมาจนถึงวันนี้ และจะเรื่อยไปอีกในอนาคต  

ตัดเย็บ – ตัดแต่งคราฟต์ไทยใส่ในชีวิตประจำวัน

ทุกความทุ่มเทและความตั้งใจแสดงออกมาให้เห็นผ่านทุกสินค้าของ Marionsiam ทั้งกระเป๋าและเสื้อผ้า ในลวดลายดอกไม้เทคนิคบาติก แต่แพทไม่เคยคิดจะหยุดอยู่แค่นั้น เธอใช้เทคนิคอื่น ๆ ที่เคยเรียนรู้มาผสมผสานในแบบฉบับของเธอ

“เราชอบทุกอย่างที่เป็นคราฟต์ เคยทำกระดาษสา เบญจรงค์ เซรามิก เคยใช้อีพอกซีมาปั้นกระดุมแทนเซรามิก เราพยายามหาเทคนิคหลายอย่างที่รวมกันได้ ไม่ใช่แค่บาติกอย่างเดียว จริง ๆ แล้วบาติกคือพื้นผิวเรียบ ๆ แต่พื้นฐานเราไม่ได้ชอบให้มันเรียบ เวลาซื้อผ้าจะดูให้มีเท็กซ์เจอร์ เพราะชอบจับผ้า พอมาทำบาติกก็เลยพยายามหาเทคนิคอื่น ๆ มาเสริมและทำให้งานมีมิติมากขึ้น”

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่
แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

กระดาษสา เบญจรงค์ เซรามิก บาติก เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แพทเคยค้นเจอ หญิงสาวที่รักงานคราฟต์ สนุกและตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อพบเทคนิคใหม่ และยังคงตามหาต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดหย่อน ขับเคลื่อนด้วยความรักในเสน่ห์ของงานคราฟต์

“จริง ๆ แล้วคราฟต์ไทยมีเอกลักษณ์เยอะมาก เยอะกว่าหลาย ๆ ประเทศ สวย เนี้ยบ ประณีต ซึ่งเรามองว่าคราฟต์มี 2 แบบ คือ Traditinal Craft กับ Modern Craft  อันหลังจะเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ เราว่าถ้ามีโมเดิร์นคราฟต์เยอะ ๆ มีคนเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาความเป็น Traditional ก็จะขยายได้เยอะขึ้นด้วย” แพทเชื่อว่าถ้าจะให้ภูมิปัญาคงอยู่ต่อไปและได้รับการต่อยอดก็ควรบอกต่อ

“มันอาจจะต้องมีการสานต่อ เราเข้าใจว่าพอเป็นเทคนิคก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบ้าน เหมือนเวลาได้ยินว่า บ้านนี้ช่างทอเก่งมาก เขาก็จะทำกันอยู่ในครัวเรือน ไม่เอาออกมาให้คนอื่นเห็นว่าทำยังไง เหมือนเป็นสูตรลับเฉพาะครอบครัว เราว่าที่มันหายไปเพราะบางคนในบ้านอาจจะไม่อยากทำแล้ว ในขณะที่คนอื่นอยากทำ แต่ด้วยความเป็นสูตรลับก็เลยบอกกันไม่ได้”

แพทเห็นเสน่ห์ของคราฟต์ไทยตั้งแต่เด็กจนโต และอยากให้คนที่สนใจลองสัมผัสมุมมองแบบที่เธอเห็นในฉบับของ Marionsiam ด้วยเช่นกัน

เราเชื่อว่าแบรนด์เล็ก ๆ แบรนด์นี้จะกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์อันเป็นที่รักของใครสักคนอย่างแน่นอน

แบรนด์เครื่องแต่งกายจาก ผ้าบาติก ที่ใส่ได้จริงจากเทคนิคบาติกริมเล และแนวคิดโมเดิร์นคราฟต์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่

Marionsiam

โทรศัพท์ : 09 3756 3396

เว็บไซต์ : www.marionsiam.com

Facebook : Marionsiam

Instagram : Marionsiam

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

กษิดิศ พันธารีย์

ช่างภาพอิสระที่คลั่งไคล้ญี่ปุ่น ฟุตบอล หนังสือ คาเฟ่ และ ลาเต้เย็น

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“โอฮาโย โกะไซมัส!” (อรุณสวัสดิ์ค่ะ!)

“อะริกะโต for coming!” (ขอบคุณที่มานะคะ!)

ประโยคที่ออกจากใจ อย่างไรก็ต้องส่งถึงผู้รับแน่นอน

เราทักทายในฐานะแฟนคลับแดนอาทิตย์อุทัยที่พูดญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้

โชคดีที่แขก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประธานบริษัทจากเกียวโตทั้ง 3 คน ยิ้มรับอย่างสดใสพร้อมโค้งให้เราอย่างสุภาพ

ครั้งนี้ The Cloud ซ้อมเปิดประเทศด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทูตวัฒนธรรมผู้มาส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม 3 ชิ้นจาก 3 บริษัท บอกเลยว่าประวัติศาสตร์ยาวนาน งานคราฟต์ไม่ธรรมดา คุณภาพคือที่หนึ่ง และความตั้งใจส่งต่อวัฒนธรรมไปทั่วโลกคือเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBEI ที่ก่อตั้งมาจากธุรกิจครอบครัวอายุ 2 ศตวรรษ ทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพล้นแก้ว คนดื่มสุขกาย เกษตรกรท้องถิ่นสบายใจ คนญี่ปุ่นชงได้ คนต่างชาติชงไม่เป็นก็มีแบบ Shake ไว้บริการ

ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER ผู้รับช่วงต่อมาจากคุณปู่ที่เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน สมุดทุกเล่มผลิตจากกระดาษคุณภาพดีของประเทศ โดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่คงความละเอียดละออไว้ตั้งแต่ปก เนื้อกระดาษ ยันสันที่บรรจงเย็บด้วยมือ

ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI ผู้นำแสงสว่างสู่บ้านของชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี พวกเขายกระดับแสงไฟให้มาพร้อมความงาม โดยซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมผ่านวัสดุ การออกแบบ และงานฝีมือ เพื่อให้โคมไฟทุกชิ้นเป็นงานคราฟต์ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก

 แค่ฟังน้ำจิ้มตอนที่พวกเขาแนะนำตัวก็ใจสั่น สั่นเพราะความอยากได้ปนความอยากรู้ 

ทั้ง 3 บริษัทมาจากเกียวโต เมืองวัฒนธรรมที่เก่าแก่และคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แต่กว่าธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้จะก่อร่างสร้างตัวมาเป็นบริษัทในปัจจุบัน เรื่องราวของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เราขอทานวุ้นแปลภาษาเพื่อพากายทิพย์ของทุกท่านไปเยือนญี่ปุ่นให้หายคิดถึงกันเลย อิตะดะคิมัส~

YAHIRO DENKI

สำนักโคมไฟ

ยกระดับแสงสว่างในเรือนให้มาเยือนพร้อมความงาม

ครอบครัวของ ซาชิโกะ ทันโนะ เริ่มต้นธุรกิจส่งต่อแสงสว่าง YAHIRO DENKI ที่เมืองฮิงะชิโอซะกะมายาวนานกว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเธอรับช่วงต่อมาจาก โคจิ ทันโนะ ผู้เป็นพ่อ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับโคมไฟงานคราฟต์ให้เป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก โดยทันโนะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและความสวยงามมากขึ้น นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยที่คุณพ่อของเธอสร้างมาตรฐานเอาไว้อยู่แล้ว

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

“ยุคหนึ่งมีงานเข้ามาน้อยลง ฉันจึงอาสาเป็นคนไปหาลูกค้า โดยเริ่มตระหนักถึงเรื่องการออกแบบ

“รุ่นแรกเริ่มต้นจากการทำโคมไฟธรรมดา เช่น ติดตั้งไฟในโรงงาน แต่รุ่นของฉันใช้โคมไฟในการประดับตกแต่ง เรายังมีช่างฝีมือทั้งงานไม้ งานผ้า งานแก้ว งานไฟ งานเชื่อม ซึ่งเป็นช่างดั้งเดิม ถามว่าดั้งเดิมขนาดไหน บางคนอยู่มาก่อนฉันเกิด พวกเขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) จนตอนนี้ฉันบริหารบริษัทได้แล้ว”

โคมไฟของทางร้านเป็นงานสั่งผลิต มีนักออกแบบทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์พลังไฟและงานศิลป์ให้เหมาะสมแก่สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงอาบน้ำ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้องสมุด คลับบาร์ พื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือมีลูกค้าต่างชาติเยอะกว่าเดิม

ทันโนะเชื่อว่า ของดีต้องมีที่ให้แสดงออกและเผยแพร่ให้คนรับรู้ ไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่น แต่ยังรวมถึงวัสดุที่เป็นของดีของประเทศ และความพิถีพิถันที่ถือเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“เราอยากสื่อสารเรื่องวัสดุและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคิริโกะ โคมไฟโจจิ โคมไฟคุมิโกะ ทำจากกระดาษ แก้ว ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้า ผลงานทั้งหมดถูกส่งไปตั้งแต่ฮอกไกโดถึงโอกินาว่าด้วยฝีมือของสมาชิกเพียง 24 คนในบริษัทที่มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงวัยชรา

“วัถุดิบของญี่ปุ่นดีทั้งนั้นเลย แต่คนในประเทศไม่ได้เห็นความสำคัญมากนัก คนที่สนใจกลับเป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเลยอยากสื่อสารให้รับรู้” ทันโนะเล่า

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

เธอเสริมว่า เอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้นเธอจึงใส่ใจทุกขั้นตอน ทุกอย่างถูกทำให้เป็นจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ซึ่งทำให้โคมไฟมีคุณภาพระดับโลก 

“ระยะเวลา 50 ปีที่พวกเขาทำงานมาทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือการเชื่อมเหล็กแม้แต่น้อย มันเนี้ยบและปลอดภัยตามมาตรฐาน Product Safety of Electrical Appliances and Materials (PSE)”

ทันโนะบอกเคล็ดลับอีกอย่างว่า เธอไม่เคยมองคนในบริษัทเป็นพนักงาน เพราะพวกเขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้น โดยคติของเธอคือ ทุกคนจะต้องมีความสุขทั้งในระดับร่างกายและจิตวิญญาณ ตั้งแต่ผลิตงานจนถึงส่งมอบงาน ซึ่งต้องถึงอย่างปลอดภัย สะอาด ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่ใช้บริการ ส่วนคนทำก็ภาคภูมิใจ

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

“นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นลงไปในผลงาน คือเรื่องความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน และคุณภาพ เช็กทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่เช็กและ QC ได้ดีที่สุดคือลูกค้า”

เมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุ ทันโนะยกตัวอย่างสินค้าซีรีส์ใหม่ที่บริษัทภูมิใจนำเสนอในชื่อว่า GOLDBLU Lamp ซึ่งมี ‘แผ่นทอง’ ที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ

“แผ่นทองนี้เบาและบาง ซึ่งบางเป็นพิเศษกว่าที่อื่น พบแค่ที่เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวา เมื่อนำไปส่องไฟจะไม่ได้แสงสีทอง แต่ได้เป็นแสงสีเงิน”

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เราลองสัมผัสโคมไฟนั้นดู ภายนอกเป็นแก้ว แต่ภายในคือวัสดุล้ำค่า ทันโนะบอกว่า คนทำแผ่นทองต้องเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกวัสดุใหม่มานำเสนอก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรม เธออยากให้ช่างทุกคนรู้ว่า ผลงานของพวกเขาได้บินลัดฟ้ามาโชว์ที่ต่างประเทศแล้ว และฝีมือของพวกเขาจะถูกโจษจัน ไม่ใช่ถูกลืมไปตามยุคสมัย

“โคมไฟทุกอันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก เพราะเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทั้งหมด เราอยากให้บ้านของทุกคนมีบรรยากาศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือไม่ มันคือการทำให้ศิลปะและงานแขนงนี้ยังคงอยู่”

ทันโนะทิ้งท้ายว่า หากใครอยากลองเปิดประสบการณ์เวิร์กชอปทำโคมไฟคุมิโกะ ก็สามารถไปเยือนโชว์รูมของเธอได้ในเดือนตุลาคมปีหน้า ทุกคนยินดีต้อนรับ!

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

YAHIRO DENKI

Website : http://yahirodenki.com/ 

Facebook : https://www.facebook.com/yahirodenki.co.jp 

NISHIKAWA PAPER

สำนักกระดาษ 

สมุดทำมือดั้งเดิมโดยช่างฝีมือหัตถาเทพ

กระดาษสีขาวและช่างมือทอง คือสิ่งที่ทุกท่านจะได้พบเมื่อมาเยือนบริษัท NISHIKAWA PAPER ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวนิชิคาวาที่คัดสรรกระดาษคุณภาพเยี่ยมของประเทศ มาเปลี่ยนเป็นสมุดทำมือแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์คือ ‘ทำเองทุกขั้นตอน’ และคุณก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเหล่าปรมาจารย์ได้

“ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ก็ทำงานเกี่ยวกับกระดาษมาประมาณร้อยกว่าปี ช่วงปลายของยุคไทโชเริ่มมีการผลิตกระดาษ ต่อมาช่วงปี 1960 เราใช้ชื่อ NISHIKAWA PAPER ส่วนบริษัทก่อตั้งมา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1975” ซาโอริ นิชิคาวา ทายาทของบริษัทเริ่มเล่า

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เยื่อไม้ผ่านนานากรรมวิธีออกมาเป็นแผ่นสีขาวบาง หากปล่อยไว้ก็คงเป็นเพียงกระดาษวาดภาพหรือของตกแต่งธรรมดา แต่ครอบครัวนิชิคาวามองเห็นคุณค่าที่มากกว่านั้น พวกเขาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุดจด สมุดสะสมตราประทับ บานพับ ไปจนถึงกล่องอเนกประสงค์ และสินค้าสั่งผลิตอื่น ๆ มีการเพิ่มสีสันและลวดลายให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิถีพิถันทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทากาว จนถึงการเข้าเล่มด้วยเส้นด้าย

ธุรกิจกระดาษก้าวผ่านกาลเวลาที่รุ่งเรืองจนถึงวันที่เริ่มร่วงโรย แต่ใบไม้ก็ยังไม่เคยหมดต้น นิชิคาวาและแขกในออฟฟิศของเราเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการใช้สมุดจด ทำให้สินค้ายังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามออเดอร์ 

ส่วนสมุดสไตล์ดั้งเดิมบนโต๊ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแปลกตา

เจ้าของบริษัทกางสมุดออกมาราวกับกางบานพับ หน้าปกสีสันสดใสถูกแปะลงบนกระดาษแข็งอีกทีเพื่อความคงทน เนื้อกระดาษสีขาวภายในทั้งหนาและลื่น รองรับได้ตั้งแต่ดินสอจนถึงน้ำหมึกของพู่กัน

เธอชี้ให้เราดูช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษที่ใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านในเนื้อกระดาษหยาบแต่นุ่ม ดูไม่เหมาะกับการเขียนด้วยพู่กัน เพราะน้ำหมึกคงแผ่กระจายจนอ่านไม่ออก 

สมุดดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นการใช้กระดาษ 1 แผ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของหน้าปก พับครึ่ง ให้เหลือขนาดเท่าสมุด โดยนำพื้นผิวที่เรียบและลื่นไว้ด้านนอก ส่วนผิวที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาต่อกันด้วยกาวเป็นรูปแบบบานพับ เท่านี้ก็จะได้กระดาษที่หนาตามสไตล์ดั้งเดิม แถมยังไม่เห็นรอยกาวแม้แต่น้อย

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

“เดี๋ยวนี้ยังมีคนมาสั่งผลิตอยู่ เพราะใช้เป็นสมุดสะสมตราประทับเวลาไปศาลเจ้า ปั๊มตราลงไปไม่ทะลุ เขียนด้วยพู่กันก็ไม่ซึม ทนทานและสวยงาม เป็นของที่ขาดไม่ได้ เพราะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของเรา

“สมุดเหล่านี้คือความมั่นใจและความภูมิใจ จริง ๆ กระดาษมีหลากหลายแบบมากกว่าที่ใครคิด เรานำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยสองมือของช่างเก่าแก่ แนวคิดของเราคือการส่งความสุขและคุณภาพของกระดาษญี่ปุ่นผ่านผลงานอย่างจริงใจ” เธออธิบาย

ธุรกิจแปรรูปกระดาษนิชิคาวาขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการสุดท้าย

“กระดาษผลิตจากต้นไม้หลายพันธุ์ ทั้งต้นโคโสะ ต้นมิสึมาตะ และต้นกัมปิ ซึ่งอย่างหลังเป็นไม้ราคาแพงที่ตอบโจทย์คนเขียนพู่กัน ในอดีตเวลาเขียนวรรณคดีหรือบทกลอนจะเขียนตัวเล็กมาก ถ้ากระดาษไม่ดี รอยพู่กันที่เขียนจะแตก ดังนั้น กระดาษที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

“เราใส่ใจเรื่องนี้มาก ทุกครั้งก่อนจะนำกระดาษตัวใหม่ออกขาย ต้องใช้พู่กันไปลองเขียนก่อนเพื่อเช็กว่าลายเส้นแตกไหม ถ้าแตกก็ไม่ขาย” ประธานบริษัทย้ำกับเรา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

การยกระดับสินค้าเก่าแก่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพ แต่การบริการเองก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ 

ในปี 2023 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศ บริษัทของเธอจะเปิดกิจกรรมเวิร์กชอปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและแบ่งปันวัฒนธรรมที่ตกทอดมากว่า 1 ศตวรรษ

“เรามีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในบริษัทประมาณ 20 คน ซึี่งฝีมือสุดยอด ผลิตได้สูงสุด 1,500 เล่ม ทำด้วยมือนะคะ มีแค่บางขั้นตอนที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ตอนกดกระดาษ เพราะถ้าจับด้วยมือบ่อย ๆ อาจทำให้เสียหาย หากท่านไหนสนใจสามารถติดต่อมาที่บริษัท มาเยี่ยมโรงงานได้

“ช่างฝีมือของเราพร้อมสอนให้ทุกท่านออกแบบและลองทำสมุดของตัวเอง ท่านจะได้รู้จักประวัติของเรา เห็นการผลิตจริง แต่ที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ลงมือทำเอง แล้วสมุดเล่มนั้นก็จะมีเพียงเล่มเดียวบนโลกและเป็นของคุณ” 

นิชิคาวาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กับสิ่งที่ทำ

การปูทางครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกรู้ว่า ‘นี่คือกระดาษที่ดีที่ควรค่าแก่การถูกใช้งาน’

พูดแล้วก็อยากได้มาครอบครองตามคำเรียกร้องสักเล่ม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

NISHIKAWA PAPER

Website : http://nishikawashigyo.com/ 

Instagram : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ

ROKUBEI TEA

สำนักชาเขียว 

จงรักษาคุณภาพเสมือน ‘การดื่มชามีได้แค่ครั้งเดียว’

เมืองอุจิ ไม่ได้มีเพียงวัดเบียวโดอินให้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นบ้านเกิดของ ‘ชาอุจิ’ อันลือลั่น 

ใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส คือไร่สีเขียวที่เติบโตพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ขาดการชงชาไปไม่ได้ 

ครอบครัวของ ทาสุคุ อิโนะอุเอะ จึงไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องดื่มชนิดนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวเราคิดว่า หากปล่อยให้ของดีกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่โลกไม่รู้จักก็คงน่าเสียดาย

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI ไม่ได้เน้นชาเพียงชนิดเดียว หากแต่รวบรวมสุดยอดชามาจากทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ เซนฉะ เกียวคุโระ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ มัทฉะคาปูชิโน มัทฉะลาเต้ โฮจิฉะคาปูชิโน หรือโฮจิฉะลาเต้ ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม แบบ Shake (เขย่าดื่ม) แบบถุงชง และแบบซอง

นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดสินค้า จำหน่ายเป็นขนมหวานที่ผลิตจากชาคุณภาพ ทั้งคุกกี้และช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แก้ว ถ้วย ชาม กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผาคิโยมิซุยากิ (Kiyomizuyaki) โทโคยาเมะยากิ (Tokonameyaki) และฮาซามิยากิ (Hasamiyaki) ซึ่งทุกอย่างถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดื่มชาให้กับทุกคน

“เรามีร้านอยู่ใกล้วัด Daitokuji ในเกียวโต เป็นธุรกิจของครอบครัว ขายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ แม้ตัวบริษัทเพิ่งเปิดมาเพียง 6 ปี แต่ครอบครัวของผมทำมาตั้งแต่ปี 1818 เลยมั่นใจว่าประสบการณ์มากกว่า 200 ปี ย่อมทำให้คุณภาพยอดเยี่ยมแน่นอน

“ปัจจุบัน ภารกิจของเราคือการส่งชาญี่ปุ่นไปทั่วโลก” ทาสุคุ อิโนะอุเอะ เล่าอย่างภูมิใจ

บริษัทของเขามีหลักการประจำใจคือ ‘Ichigo Ichie’ (一期一会) เป็นสุภาษิตโบราณ หมายความว่า ‘พบกันครั้งเดียว’ เพราะฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้กับการต้อนรับแขกและการทำงานอื่น ๆ ได้ ยกตัวอย่าง พิธีชงชา ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชงหรือผู้ดื่มก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่กัน โดยอิโนะอุเอะถือว่า หลักการนี้เป็นวัฒนธรรมและจุดเด่นของบริษัทไม่ต่างจากสินค้า

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : ROKUBEI TEA

“ชาญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมทีมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ยุคแรกเริ่มถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ใครก็กินได้ ต้องอยู่ในวงศ์ชั้นสูง แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแพร่หลาย 

“มันมีรสอูมามิในตัว มีสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ และมีสารแคทีชิน (Catechin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผมดื่มแล้วรู้สึกแข็งแรง” เขารีวิวประโยชน์ พร้อมแจกสินค้าสีเขียวและน้ำตาลสดใสให้ถึงมือ

วงการนักดื่มเติบโตไม่หยุดจนชากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีปลายทางไปไกลถึงอเมริกา นอกจากแต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติอันเป็นเอกลักษ์ ดินแต่ละพื้นที่ยังมอบรสชาติที่แตกต่างเช่นเดียวกับไวน์ที่ได้จากองุ่นคนละแปลง

ROKUBEI คัดเลือกชาออร์แกนิก ปลอดสารพิษชั้นดีจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขาเดินทางไปถึงไร่ เพื่อคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Japan Organic and Natural Foods Association (JONA) USDA Organic และ European Union organic

“เรามองว่าเกษตรกรเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ การไปเยือนถึงไร่ทำให้พวกเขาได้รับรายได้โดยตรง ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างความภูมิใจ และสร้างกำลังใจให้ผู้ผลิต

“หลังจากได้วัตถุดิบมา เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะออกแบบและหาวิธีส่งต่อไปทั่วโลก เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้แค่ส่งชา แต่เราส่งออกวัฒนธรรมอันงดงาม 

“ผมมีจัด Tea Tour เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นที่ท่องเที่ยว จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายด้าน เช่น ชงชาอย่างไรให้อร่อย นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องศิลปะและลายเส้นโบราณเอาไว้บนถุง”

เราเห็นกบโวยวาย กระต่ายถือกิ่งไม้ไล่หวดลิงจ๋อที่พกหมวกเหมือนชาวไร่ 

เรื่องราวของเหล่าสรรพสัตว์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ เรียกว่า Chōjū-jinbutsu-giga เป็นภาพวาดบนม้วนกระดาษเก่าแก่ของญี่ปุ่น คาดว่าวาดขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นของวัดโคซังจิ ในเกียวโต ส่วนในปัจจุบันถือเป็นสมบัติชาติ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโตและโตเกียว

อิโนะอุเอะ เลือกภาพโบราณเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์และศิลปะที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเก่า

ปัจจุบัน ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นหรือเอาไว้ต้อนรับแขก แต่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เอกลักษณ์ของชาติ และของกำนัลที่ส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามของพวกเขา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI TEA

Website : https://rokubei-tea.com/en

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ 

ก่อนจบการสนทนาอย่างเป็นทางการ แขกผู้มีเกียรติทั้งสามได้ส่งมอบของที่ระลึกให้เราเพื่อเป็นการเชื้อเชิญไปเที่ยวประเทศของพวกเขา โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้คนไทยได้สัมผัสและรู้จักความเป็นญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งกว่าเก่า ไม่ว่าจะผ่านการเวิร์กชอปสมุดทำมือ ทำโคมไฟคุมิโกะ หรือลองเข้าพิธีชงชา ทั้งหมดคือการส่งต่อวัฒนธรรมอันมีค่าที่เขารักและไม่อยากให้หายไป

“โดโมะ อาริกาโตโกไซมัส” (ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

“มาตะ ไอมะโช” (แล้วพบกันใหม่)

เราบอกลาเจ้าของภาษาที่โค้งให้อย่างพร้อมเพรียง แล้วพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น!

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load