ช่วงก่อนสิ้นปีที่แล้วมีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า พระเอกหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ ประสบอุบัติเหตุขับรถชนต้นไม้เสียชีวิต จนเป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธให้วุ่นว่ายังมีลมหายใจปกติดี มิได้ประสบเหตุอะไรอย่างในข่าวลือ

“ผมเฉยๆ ครับ ผมเป็นห่วงคนรอบข้างผมมากกว่า เขาตกใจครับ ผมเองไม่เป็นไรเลยครับ” ชายหนุ่มบอกผมเมื่อผมชวนคุยถึงเรื่องวุ่นวายเมื่อปลายปี

ประโยคนั้นสะท้อนนิสัยส่วนตัวบางอย่าง นั่นคือเขาคิดถึงคนใกล้ชิดที่รายล้อมชีวิตอยู่เสมอ ใครที่เคยคุยกับเขาอย่างลงลึกจะได้ยินเขาพูดถึงพ่อผู้ล่วงลับ แม่ และพี่ชายที่เขารัก รวมถึงคนรอบข้างที่เขาเคารพอยู่บ่อยๆ

ล่าสุดเขากลับมามีผลงานทางจอแก้วอีกครั้งในบทบาทของ ‘ทองเอก’ ในละครเรื่อง ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ผมจึงนัดพบเขาเพื่อสนทนาถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาตกผลึกในชีวิตช่วงนี้หลังผ่านข่าวลือร้ายๆ มา

หลังจากได้นั่งพูดคุยกันที่อาคารมาลีนนท์ ผมพบว่าพระเอกตรงหน้ามีทั้งสิ่งที่ผมคิดไว้และมีบางอย่างที่เซอร์ไพรส์

ที่แน่ๆ มาริโอ้ในเวอร์ชันที่ไม่มีกล้องตามติดมีอารมณ์ขันกว่าที่ผมคิดไว้มาก ไม่มีมาดพระเอกแบบที่เราติดภาพกัน การพูดคุยของเราจึงค่อนข้างผ่อนคลาย แม้เรื่องที่เขาเล่าบางเรื่องจะเป็นซีเรียสในชีวิต

ก่อนที่เราจะไปติดตามชมผลงานของเขาในจอทีวี ขอชวนอ่านเรื่องราวของเขาในจอนี้กันก่อน

มาริโอ้ เมาเร่อ มาริโอ้ เมาเร่อ

ตอนเด็กๆ คุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

บ้านผมก็ฐานะปานกลาง แม่ผมเป็นคนทำงานหนัก พ่อผมก็ทำงานหนัก ไม่ใช่แบบว่า โอ้โห เป็นลูกคุณหนูที่ทุกสิ่งทุกอย่างกองอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่อย่างนั้น ผมต้องทำงาน ช่วยแม่ทำงานบ้าน บ้านแม่ผมทำปั๊มน้ำมัน ผมก็ช่วยแม่ทำนั่นทำนี่ เติมน้ำมัน เก็บตังค์ เก็บค่าจอดรถ ดูดฝุ่น ล้างรถ มันเลยรู้สึกว่าเราต้องทำงานก่อน เราจึงจะได้เงินมาซื้อในสิ่งที่เราชอบหรือว่าทำความฝันเรา

คือโตมากับการเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ

ก็เหมือนที่บ้านเขาทำให้เห็น ผมเลยรู้สึกว่าเราต้องไปในทางนี้ แต่ผมไม่เคยรู้สึกขาดนะครับ ทุกคนอาจจะมีพร้อมกว่าผมก็ได้ ผมอาจจะไม่ได้มีอะไรเยอะ แต่ไม่เคยรู้สึกขาด

จริงๆ ที่บ้านเขาค่อนข้างปล่อยผม คือมีอิสระ แต่ว่าก็คอยดูอยู่ในสายตา ผมอยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากเล่นกีฬาอะไรก็ได้เล่น กลับบ้านดึกได้ แล้วจะไปไหนมาไหนเขาก็ไม่ได้ค่อยมานั่งกังวลอะไร ผมอายุไม่เท่าไหร่ก็เดินออกไปนอกบ้าน ไปหาเพื่อนที่อยู่ไกลไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ขี่จักรยานกันไป เขาก็ไม่เคยมานั่งตามติดอะไรผม อาจจะเพราะผมเป็นผู้ชายด้วยมั้งครับ

เห็นว่าตอนเด็กๆ คุณผูกพันกับคุณพ่อมาก มีอะไรในตัวคุณที่คุณได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อบ้างไหม

มีนะครับ พวกสิ่งต่างๆ ที่ผมชอบ ผมเป็นคนชอบสะสมของ เป็นโรคจิต เป็นเหมือนชอบเก็บของ เก็บอะไรบ้าๆ บอๆ เยอะแยะไปหมด แล้วก็มีความสุขด้วยที่ได้ซื้อ ได้หา ได้เก็บ ซึ่งเราก็ได้มาจากคุณพ่อ เพราะว่าพ่อเหมือนสอนให้ผมสะสมอะไรสักอย่างตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นผมก็สะสมพวกแบบพวกแบงก์เก่า เหรียญเก่า ส่วนพี่ผมจะสะสมแสตมป์เหมือนเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาชอบสอนลูกเลยครับ ที่ให้ลูกสะสมของ ให้รู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ

การสะสมสิ่งต่างๆ มันสอนอะไรเรา อย่างบางคนเขาอาจจะมองว่ามันวัตถุนิยม

วัตถุนิยมมันส่วนหนึ่งครับ แต่ว่าก่อนที่จะวัตถุนิยม คุณต้องมีความรู้ก่อนที่คุณจะเก็บได้ใช่ไหม มันไม่ใช่ว่าเก็บไปโดยที่เงินหายไปเปล่าๆ อย่างเราก็ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ ที่คนอื่นอาจจะไม่เคยมี อย่างเราอาจจะได้จับแสตมป์ดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยรู้ เราไม่เคยเห็นใช่ไหมว่าประเทศไทยแสตมป์ดวงแรกเราเป็นยังไง แล้วเราก็อาจจะรู้ว่าเขาผลิตทำไม ปีอะไร เพื่ออะไร เขาเลิกใช้หรือยัง มันก็มีความรู้ขึ้นมา แล้วเราก็สนุกด้วยในการที่ได้เก็บสะสม อย่างผมสะสมแบงก์ผมก็ได้รู้ว่าพวกเงินชั่ง เงินพดด้วง เงินเหรียญเป็นรู เหรียญสตางค์ เป็นยังไง ผมมีโอกาสได้จับ ซึ่งทุกวันนี้ก็คงไม่มีใครได้จับแล้วมั้ง

มาริโอ้ เมาเร่อ มาริโอ้ เมาเร่อ

แล้วทุกวันนี้สะสมอะไรบ้าง

โห สะสมเยอะครับ ผมสนใจงานศิลปะ ชอบของเล่น รถของเล่น รถจริง รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ผมมี แพสชันในรถโบราณมากๆ

สนใจอะไรในรถโบราณ

มันเหมือนเราได้ย้อนยุค เราได้รู้ว่าสมัยยุค 60 50 40 รถมันเป็นยังไง เขาขับเคลื่อนยังไง สมรรถนะเป็นยังไง ได้เรียนรู้หลายอย่างทั้งการซ่อมแซม เรื่องอะไหล่ อารมณ์ที่เราได้ในการขับขี่ แล้วมันทำให้ผมคิดถึงคุณพ่อ เพราะพ่อผมก็เกิดในยุคนั้น เป็นเหมือนความฝันที่เคยวาดกันไว้ตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังทำความฝันนั้นอยู่

การสูญเสียคุณพ่อเมื่อกว่า 10 ปีก่อนเปลี่ยนคุณไปยังไงบ้าง

มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องเป็นพ่อผมครับ ผมต้องทำให้ได้แบบที่ถ้าพ่อผมยังอยู่พ่อผมคงจะทำแบบนี้

นอกจากเรื่องการสะสมสิ่งต่างๆ มีคำสอนของพ่อไหนบ้างที่มันส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา

พ่อผมสอนไว้เยอะครับ อย่างเช่นตอนผมเด็กๆ ประมาณ 14 – 15 เขาบอกว่า อย่าเอาความสำเร็จกับเงินมาชั่งในตาชั่งเดียวกัน

ตอนที่ฟังครั้งแรกเข้าใจทันทีเลยไหม

ไม่เข้าใจครับ เพราะพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษด้วย คือตอนนั้นพ่อพรินต์กระดาษแผ่นหนึ่งมาให้อ่านเล่นๆ เหมือนเป็นไกด์สำหรับชีวิตที่ความสุข แล้วพ่อก็ฝึกภาษาอังกฤษผมไปด้วย มันเขียนว่า Do not equate money with success.

ตอนนั้นผมก็คิดว่ามันคืออะไรวะ ผมไม่รู้คำว่า Equate แปลว่า ชั่ง ก็เลยถามพ่อว่าเป็นยังไง พ่อก็อธิบายให้ฟัง แล้วมันมีต่อมากกว่านั้นอีก คือพ่อบอกว่า There are many successful money makers who are not successful in life. ตอนนั้นไม่เข้าใจ พอโตมาถึงรู้ แต่พ่อจะยกตัวอย่างให้ฟังตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลยว่า ดูคนนี้สิ เขารวยมากเลย แต่สังเกตไหมว่าเขาไม่มีความสุข เหมือนเขานั่งกอดเงินเขาไปอย่างนั้น แต่บางคนเขาอาจจะไม่ได้มีเยอะ เขามีพอประมาณ แต่เขามีความสุข อันนั้นมัน Successful มากกว่าจะมาวัดที่เงิน

มาริโอ้ เมาเร่อ

ทุกวันนี้มีช่วงเวลาไหนที่คิดถึงคำสอนของพ่อไหม

โอ้ย เยอะครับ บางทีเราก็สังเกตคนอื่น หรือเรามองกระทั่งตัวเราเอง เรามีเงินเยอะเลย ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนี้ ตอนนี้มีเงินเยอะเลยแต่มันจะมีโมเมนต์แบบมีอยู่วันหนึ่งมันไม่มีความสุข มันอาจจะนอยด์เรื่องอะไรสักอย่าง มันก็ทำให้เรารู้ว่าต่อให้มึงมีเงินเต็มหัวเต็มบ้านไปหมด มันก็อาจจะมีวันหนึ่งที่มึงไม่มีความสุขได้ มันเป็นเรื่องปกติ ผมก็จำไว้ หรืออย่างบางครั้งเราทำงานแล้วเรารู้สึกว่าไม่ได้ไปใช้ชีวิต ไม่ได้ไปทำอะไรที่เราอยากทำ ผมก็จะคิดถึงคำพ่อแล้วผมก็จะจำอันนี้ไปสอนหลานผมคนหนึ่ง เพราะตอนเด็กๆ เขาจะชอบมองว่าต้องรวย ต้องมีเงิน คือเด็กเขาก็จะคิดอย่างเดียว คือทำอะไรก็ได้ขอแค่ให้มีเงิน ผมก็บอกว่า มันไม่เกี่ยวหรอก เขาโตขึ้นมาก็เริ่มเข้าใจ

ทุกวันนี้เวลาโอ้เห็นคนรอบข้างเขาอยู่กับเราแล้วแฮปปี้ ทำให้เรารู้สึกว่าบางอย่างเงินมันซื้อไม่ได้ แต่เราจะต้องเราไปใช้เวลาด้วยกัน ซึ่งเรารู้สึกว่านี่แหละ มันคุ้มค่าที่เราเกิดมา ที่เราได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เอนจอยโมเมนต์ดีๆ ด้วยกัน ซึ่งมีเงินอย่างเดียก็อาจจะทำไม่ได้ ถ้าเราไม่มีมิตรสหายที่ดี บางทีมีเงิน ให้ตายก็ซื้อเพื่อนดีๆ ไม่ได้ ซื้อคนรอบข้างดีๆ ไม่ได้ มันอยู่ที่เราเห็นคุณค่าหรือเปล่า แล้วเราจะเก็บตรงนั้นเอาไว้หรือเปล่า

การเข้าวงการตั้งแต่ตอนมัธยมทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้างไหมในชีวิต

ผมเป็นคนเรียนช้ากว่าคนอื่น อย่างเพื่อนๆ เขาเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้วแต่ผมไม่ได้เรียน เพราะว่าถ่ายละคร ถ่ายหนังอยู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานเลย เพราะว่าผมเริ่มต้นตอนอายุ 18 แล้วก็ไม่หยุดเลย ช่วงประมาณอายุ 18 – 25 ก็ไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดไม่ได้ทำงานถ่ายหนัง ถ่ายละคร แล้วจะทำยังไง แต่ก็มีอีกคำหนึ่งที่พ่อสอนมาตลอดคือ “เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ โอกาสมันไม่ได้มาบ่อยๆ เราคว้าโอกาสก่อนดีกว่าไหม คำภาษาไทยคือ มันไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอก เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าโอกาสมันมา ถ้าเป็นพ่อ พ่อคว้าโอกาสก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสมันจะมาหาเราอีกหรือเปล่า”

คนก็จะชอบถามว่า แล้วเสียใจไหมที่เลือกอย่างนั้น ผมก็บอกไม่เสียใจ เพราะพ่อผมบอกไว้อยู่แล้วว่า มันเรียนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็เรียนจบและได้เรียนปริญญาโทด้วย มันเหมือนที่พ่อพูด เพราะว่าเราเรียนตอนไหนก็ได้ แต่ว่าถ้าตอนนั้นผมไม่คว้าโอกาส ผมอาจจะเสียใจก็ได้

มีโอกาสจากการแสดงครั้งไหนที่สำคัญกับชีวิตคุณบ้าง

มันก็สำคัญทุกโอกาสนะครับ ยกตัวอย่างก็ได้ ผมไปเล่น พี่มาก..พระโขนง ผมไปแคสติ้ง แล้วก็รู้สึกว่า เออ มันเป็นอะไรที่ถ้าเรามีโอกาสก็ต้องคว้าเอาไว้ ผมยังยึดคอนเซปต์เดิม ถ้าเขาให้แคสต์ผมก็ต้องแคสต์

มาริโอ้ เมาเร่อ มาริโอ้ เมาเร่อ

เคยคิดไหมว่า ระดับมาริโอ้แล้ว ทำไมต้องแคสต์ด้วย

ไม่เคยคิดครับ เพราะว่าผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นระดับมาริโอ้

ไม่มีอีโก้ว่าฉันคือพระเอกชื่อดัง

ไม่มีครับ เป็นคนน่ารักครับ เป็นคน Humble มากๆ (หัวเราะ) ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้อีโก้อะไร เพราะรู้สึกว่าอีโก้ไปคนก็จะหมั่นไส้เปล่าๆ ผมรู้ว่าผมมาจากไหน แล้วเราไม่เคยลืมว่าเรามาจากไหน

ช่วงแรกๆ มันมีอยู่แล้วแหละครับ ซึ่งตัวเองไม่ค่อยรู้หรอกว่ากำลังเหลิง เราก็หลงแสงสีเสียง เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าผมรู้สึกว่าผมเหลิงได้ไม่นานหรอก เพราะว่าผมรู้สึกว่า ไม่รู้จะเหลิงไปทำไม ทุกวันนี้เราก็สบายๆ ง่ายๆ ผมไม่ได้เป็นคนเรื่องเยอะอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคนที่รู้สึกว่าเหนือกว่าใคร เก่งกว่าใคร ผมรู้สึกว่าเราเท่ากับทุกคน แค่ผมอาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นแค่นั้นเอง

โอกาสที่คว้ามันเปลี่ยนชีวิตเราอย่างไร

มันเปลี่ยนสิ้นเชิงเลยครับ จากที่เราเป็นเด็กคนนึงที่ชอบเล่นสเก็ตบอร์ด ฝันอยากโตขึ้นมาเป็นเนักสเก็ตบอร์ด อยากจะเอาความสามารถทางสเก็ตบอร์ดมาหากิน แต่วันหนึ่งก็หยุด เพราะว่ารู้สึกว่างานตรงนี้เงินมันดี ค่าตอบแทนมันสูง ไม่เหมือนกับอย่างอื่น เราเห็นพ่อแม่เราทำธุรกิจปกติทั่วไปเราก็รู้สึกว่า โห กว่าเขาจะได้เงินมาสักหมื่นหนึ่ง สักแสนหนึ่ง กว่าจะทำแพ็กกิ้ง จ้างคน คนงานก็เรื่องเยอะ ความเป็นจริงข้างนอกมันต้องต่อสู้มากเลยว่ากว่าจะได้เงินมาสักบาท ซึ่งเราเองได้โอกาสดีๆ ได้ถ่ายแบบ แล้วตอนนั้นผมก็ได้เงินสด ห้าพันหมื่นหนึ่งเว้ยเฮ้ย เราก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องลำบากพ่อแม่ที่ต้องมาซื้อของให้เรา เราก็มองแค่นั้น จากเรื่องเล็กๆ มันก็เลยทำให้เราแบบได้โอกาสดีๆ เราก็ทำไปเรื่อยๆ

นอกจากเรื่องเงินแล้วมีเหตุผลอื่นไหมที่ทำให้คุณเลือกทำงานในวงการนี้

ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเงิน ผมว่ามันเหมือนเราได้เจอครูดีๆ ได้เจอพาร์ตเนอร์ดีๆ อย่างตอนที่ผมไปเจอ หม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ที่เป็นเหมือนอาจารย์ผม หม่อมก็ทำให้ผมรู้ว่า บางทีไอ้งานเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเล่น อย่างเช่นที่ผมเล่นเป็นทองเอกในละคร ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ซึ่งเป็นคอเมดี้ แต่เราอาจจะสร้างจินตนาการแล้วก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนอีกไม่รู้กี่คนที่ได้ดู เราไม่ได้ทำไปเปล่าๆ เราทำแล้วคนดูอาจจะได้อะไรจากเรา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ลืมมองด้านนี้ไป

หม่อมน้อยบอกว่า บางทีแค่คนดูเขาดูเราแล้วเขาหัวเราะได้ เราก็เหมือนประสบความสำเร็จไปแล้ว เพราะว่าเราทำให้เขามีความสุขแล้ว ไม่มากก็น้อย หรือบางทีถ้าแบบพวกหนังหรือละครที่ดราม่าเศร้ามากๆ เราอาจจะสอนใครก็ไม่รู้อยู่ที่บ้าน ที่เขาอาจจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งเราได้รับคาแรกเตอร์อย่างนั้นบ่อย พวกพระเอกที่เห็นแก่ตัว แบบกูรวย กูเก่ง กูมีดีทุกอย่าง ซึ่งอาจจะมีใครไม่รู้สักคนหนึ่งที่นั่งดูโอ้เล่นอยู่ที่บ้าน แล้วเขาอาจจะนึกย้อนไปถึงตัวเอง แล้วมันอาจจะสอนเขาด้วย ผมรู้สึกว่านี่เป็นผลพลอยได้นอกจากเงินที่ผมได้ เราได้ให้ความรู้ ได้ให้ข้อคิด ไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งความสุข เสียงหัวเราะ มันก็เพียงพอ

แล้ววงการนี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนให้ผมเป็นผมอย่างในวันนี้แหละครับ ถ้าผมไม่ได้ทำงานในวงการชีวิตผมอาจจะเละเทะกว่านี้ ตั้งแต่ผมเป็นนักแสดง ได้ทำงานในวงการ ผมรู้สึกว่ามันขัดเกลาเรา มันทำให้เราตั้งใจมากขึ้น เอาการเอางานมากขึ้น เรารู้สึกว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นเยอะเลย เราก็ควรจะทำมันให้ดีต่อไป

อย่างตัวผมเอง ผมรู้สึกว่าเราโชคดีจังเลยที่ได้มาอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราสามารถช่วยเหลือคนทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง อย่างแค่เรี่ยไรเงินผมก็รู้สึกว่า เออ เวลาเราเป็นดาราเราไปเรี่ยไรเงินมันได้เยอะกว่าคนทั่วไปเยอะเลยนะ

มาริโอ้ เมาเร่อ

คุณเองเคยเป็นถึงพระเอกพันล้าน มันทำให้คุณกดดันบ้างไหมจากความสำเร็จนั้น

ไม่นะครับ เพราะว่าเล่นหนังมันก็มีขึ้นมีลง บางเรื่องก็ได้เกือบจะร้อยล้าน บ้างเรื่องอยู่ดีๆ ก็พันล้าน แล้วอีกเรื่องก็ร่วงไปยี่สิบก็มี อันนี้ผมไม่คิดมาก เพราะว่าการเล่นหนังมันก็เหมือนกับเราแทงหวยแหละ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะโดนใจคนหรือเปล่า แต่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ เพราะว่าหนังเรื่องหนึ่งมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มันมีหลายองค์ประกอบมาก ผมเลยรู้สึกว่าเราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ถ้าผลตอบรับมันออกมาไม่ดีก็ช่างมัน เอาใหม่ ไม่เคยไปนั่งเสียใจ

ผมจะเสียใจอย่างเดียวเวลาที่เราทำได้ไม่ดี ถ้ากลับไปดูแล้วเรารู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำให้มันดีกว่านี้วะ จะรู้สึกแย่ตรงนั้นอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยมีหรอก เพราะว่าเราเต็มที่ตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราต้องไปเล่นเราใส่เต็ม ถ้าผู้กำกับขออีกเราก็ไม่เคยนอยด์แบบว่า เอ้า กูก็ทำแล้วนี่หว่า ไม่มีอย่างนี้ แต่เราจะถามว่า แล้วพี่เอายังไง บอกผมมา ผมจะทำให้ได้

ชีวิตช่วงนี้ของคุณงานเยอะที่สุดแล้วหรือเปล่า

ไม่นะครับ ตอนนี้อาจจะคุ้นชินกว่าตอนแรกๆ ก็เลยรู้สึกว่าตอนแรกๆ จะรู้สึกแน่นกว่า

เคยคิดไหมว่าเวลาในวงการเรามีจำกัด

คิดครับ โอ้คิดว่าวันหนึ่งเราก็แก่ แล้วพอแก่เราก็ต้องไปเล่นบทพ่อ พอเล่นบทพ่อเสร็จก็ต้องมาเป็นปู่ คือเรารู้สึกว่ามันก็ยืดหยุ่น แต่โอเค เราเข้าใจว่าพระเอกมันมีอายุของมัน แล้วมันก็จะมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้กลัว แต่รู้สึกว่าเราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็ต้องพัฒนาอยู่ตลอด แต่ไม่ได้กลัวว่าในวันนึงเราจะแก่นะ ไม่ได้กลัว

ทุกวันนี้ความสุขก็คือได้ทำงานดีๆ ได้เจอคนดีๆ ได้อยู่ร่วมงานกับคนเก่งๆ เราได้ทำงานที่มีเกียรติมากนะครับ การเป็นนักแสดง

ทำไมถึงคิดว่านักแสดงเป็นอาชีพที่มีเกียรติ

มีเกียรติสิครับ คุณเล่นหนัง คนต้องซื้อตั๋วหนังมาดูคุณนะ คุณเล่นละครเขาก็ต้องเปิดมาดูคุณอีก เขาต้องเสียเวลาของเขามาดูเรา แล้วเราให้ความคิดอะไรพวกเขาได้ด้วย สำหรับผมมันเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ผมไปเล่นเป็นคนคนหนึ่ง แล้วคุณก็ได้อะไรจากผม ผมได้ส่งอะไรให้คุณด้วย แล้วที่ผมทำผมได้ตังค์ด้วยนะ คือสุดท้ายจะมีเกียรติหรือไม่มีเกียรติมันอยู่ที่เราคิดนั่นแหละ เพราะอาจารย์ผมสอนมาว่า อะไรก็ตาม ถ้าเรามองว่ามันมีเกียรติ มันจะมีเกียรติ แต่ถ้าเรามองว่ามันไม่มีอะไรเลย มันก็จะไม่มีอะไรเลย แค่ผมมองว่าอาชีพนี้มันมีอะไร ก็แค่นั้นเอง

มาริโอ้ เมาเร่อมาริโอ้ เมาเร่อ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load