31 Jan 2019
6 PAGES
4 K

ช่วงก่อนสิ้นปีที่แล้วมีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า พระเอกหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ ประสบอุบัติเหตุขับรถชนต้นไม้เสียชีวิต จนเป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธให้วุ่นว่ายังมีลมหายใจปกติดี มิได้ประสบเหตุอะไรอย่างในข่าวลือ

“ผมเฉยๆ ครับ ผมเป็นห่วงคนรอบข้างผมมากกว่า เขาตกใจครับ ผมเองไม่เป็นไรเลยครับ” ชายหนุ่มบอกผมเมื่อผมชวนคุยถึงเรื่องวุ่นวายเมื่อปลายปี

ประโยคนั้นสะท้อนนิสัยส่วนตัวบางอย่าง นั่นคือเขาคิดถึงคนใกล้ชิดที่รายล้อมชีวิตอยู่เสมอ ใครที่เคยคุยกับเขาอย่างลงลึกจะได้ยินเขาพูดถึงพ่อผู้ล่วงลับ แม่ และพี่ชายที่เขารัก รวมถึงคนรอบข้างที่เขาเคารพอยู่บ่อยๆ

ล่าสุดเขากลับมามีผลงานทางจอแก้วอีกครั้งในบทบาทของ ‘ทองเอก’ ในละครเรื่อง ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ผมจึงนัดพบเขาเพื่อสนทนาถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาตกผลึกในชีวิตช่วงนี้หลังผ่านข่าวลือร้ายๆ มา

หลังจากได้นั่งพูดคุยกันที่อาคารมาลีนนท์ ผมพบว่าพระเอกตรงหน้ามีทั้งสิ่งที่ผมคิดไว้และมีบางอย่างที่เซอร์ไพรส์

ที่แน่ๆ มาริโอ้ในเวอร์ชันที่ไม่มีกล้องตามติดมีอารมณ์ขันกว่าที่ผมคิดไว้มาก ไม่มีมาดพระเอกแบบที่เราติดภาพกัน การพูดคุยของเราจึงค่อนข้างผ่อนคลาย แม้เรื่องที่เขาเล่าบางเรื่องจะเป็นซีเรียสในชีวิต

ก่อนที่เราจะไปติดตามชมผลงานของเขาในจอทีวี ขอชวนอ่านเรื่องราวของเขาในจอนี้กันก่อน

มาริโอ้ เมาเร่อ มาริโอ้ เมาเร่อ

ตอนเด็กๆ คุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

บ้านผมก็ฐานะปานกลาง แม่ผมเป็นคนทำงานหนัก พ่อผมก็ทำงานหนัก ไม่ใช่แบบว่า โอ้โห เป็นลูกคุณหนูที่ทุกสิ่งทุกอย่างกองอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่อย่างนั้น ผมต้องทำงาน ช่วยแม่ทำงานบ้าน บ้านแม่ผมทำปั๊มน้ำมัน ผมก็ช่วยแม่ทำนั่นทำนี่ เติมน้ำมัน เก็บตังค์ เก็บค่าจอดรถ ดูดฝุ่น ล้างรถ มันเลยรู้สึกว่าเราต้องทำงานก่อน เราจึงจะได้เงินมาซื้อในสิ่งที่เราชอบหรือว่าทำความฝันเรา

 

คือโตมากับการเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ

ก็เหมือนที่บ้านเขาทำให้เห็น ผมเลยรู้สึกว่าเราต้องไปในทางนี้ แต่ผมไม่เคยรู้สึกขาดนะครับ ทุกคนอาจจะมีพร้อมกว่าผมก็ได้ ผมอาจจะไม่ได้มีอะไรเยอะ แต่ไม่เคยรู้สึกขาด

จริงๆ ที่บ้านเขาค่อนข้างปล่อยผม คือมีอิสระ แต่ว่าก็คอยดูอยู่ในสายตา ผมอยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากเล่นกีฬาอะไรก็ได้เล่น กลับบ้านดึกได้ แล้วจะไปไหนมาไหนเขาก็ไม่ได้ค่อยมานั่งกังวลอะไร ผมอายุไม่เท่าไหร่ก็เดินออกไปนอกบ้าน ไปหาเพื่อนที่อยู่ไกลไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ขี่จักรยานกันไป เขาก็ไม่เคยมานั่งตามติดอะไรผม อาจจะเพราะผมเป็นผู้ชายด้วยมั้งครับ

 

เห็นว่าตอนเด็กๆ คุณผูกพันกับคุณพ่อมาก มีอะไรในตัวคุณที่คุณได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อบ้างไหม

มีนะครับ พวกสิ่งต่างๆ ที่ผมชอบ ผมเป็นคนชอบสะสมของ เป็นโรคจิต เป็นเหมือนชอบเก็บของ เก็บอะไรบ้าๆ บอๆ เยอะแยะไปหมด แล้วก็มีความสุขด้วยที่ได้ซื้อ ได้หา ได้เก็บ ซึ่งเราก็ได้มาจากคุณพ่อ เพราะว่าพ่อเหมือนสอนให้ผมสะสมอะไรสักอย่างตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นผมก็สะสมพวกแบบพวกแบงก์เก่า เหรียญเก่า ส่วนพี่ผมจะสะสมแสตมป์เหมือนเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาชอบสอนลูกเลยครับ ที่ให้ลูกสะสมของ ให้รู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ

 

การสะสมสิ่งต่างๆ มันสอนอะไรเรา อย่างบางคนเขาอาจจะมองว่ามันวัตถุนิยม

วัตถุนิยมมันส่วนหนึ่งครับ แต่ว่าก่อนที่จะวัตถุนิยม คุณต้องมีความรู้ก่อนที่คุณจะเก็บได้ใช่ไหม มันไม่ใช่ว่าเก็บไปโดยที่เงินหายไปเปล่าๆ อย่างเราก็ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ ที่คนอื่นอาจจะไม่เคยมี อย่างเราอาจจะได้จับแสตมป์ดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยรู้ เราไม่เคยเห็นใช่ไหมว่าประเทศไทยแสตมป์ดวงแรกเราเป็นยังไง แล้วเราก็อาจจะรู้ว่าเขาผลิตทำไม ปีอะไร เพื่ออะไร เขาเลิกใช้หรือยัง มันก็มีความรู้ขึ้นมา แล้วเราก็สนุกด้วยในการที่ได้เก็บสะสม อย่างผมสะสมแบงก์ผมก็ได้รู้ว่าพวกเงินชั่ง เงินพดด้วง เงินเหรียญเป็นรู เหรียญสตางค์ เป็นยังไง ผมมีโอกาสได้จับ ซึ่งทุกวันนี้ก็คงไม่มีใครได้จับแล้วมั้ง

มาริโอ้ เมาเร่อ มาริโอ้ เมาเร่อ

แล้วทุกวันนี้สะสมอะไรบ้าง

โห สะสมเยอะครับ ผมสนใจงานศิลปะ ชอบของเล่น รถของเล่น รถจริง รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ผมมี แพสชันในรถโบราณมากๆ

 

สนใจอะไรในรถโบราณ

มันเหมือนเราได้ย้อนยุค เราได้รู้ว่าสมัยยุค 60 50 40 รถมันเป็นยังไง เขาขับเคลื่อนยังไง สมรรถนะเป็นยังไง ได้เรียนรู้หลายอย่างทั้งการซ่อมแซม เรื่องอะไหล่ อารมณ์ที่เราได้ในการขับขี่ แล้วมันทำให้ผมคิดถึงคุณพ่อ เพราะพ่อผมก็เกิดในยุคนั้น เป็นเหมือนความฝันที่เคยวาดกันไว้ตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังทำความฝันนั้นอยู่

 

การสูญเสียคุณพ่อเมื่อกว่า 10 ปีก่อนเปลี่ยนคุณไปยังไงบ้าง

มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องเป็นพ่อผมครับ ผมต้องทำให้ได้แบบที่ถ้าพ่อผมยังอยู่พ่อผมคงจะทำแบบนี้

 

นอกจากเรื่องการสะสมสิ่งต่างๆ มีคำสอนของพ่อไหนบ้างที่มันส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา

พ่อผมสอนไว้เยอะครับ อย่างเช่นตอนผมเด็กๆ ประมาณ 14 – 15 เขาบอกว่า อย่าเอาความสำเร็จกับเงินมาชั่งในตาชั่งเดียวกัน

 

ตอนที่ฟังครั้งแรกเข้าใจทันทีเลยไหม

ไม่เข้าใจครับ เพราะพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษด้วย คือตอนนั้นพ่อพรินต์กระดาษแผ่นหนึ่งมาให้อ่านเล่นๆ เหมือนเป็นไกด์สำหรับชีวิตที่ความสุข แล้วพ่อก็ฝึกภาษาอังกฤษผมไปด้วย มันเขียนว่า Do not equate money with success.

ตอนนั้นผมก็คิดว่ามันคืออะไรวะ ผมไม่รู้คำว่า Equate แปลว่า ชั่ง ก็เลยถามพ่อว่าเป็นยังไง พ่อก็อธิบายให้ฟัง แล้วมันมีต่อมากกว่านั้นอีก คือพ่อบอกว่า There are many successful money makers who are not successful in life. ตอนนั้นไม่เข้าใจ พอโตมาถึงรู้ แต่พ่อจะยกตัวอย่างให้ฟังตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลยว่า ดูคนนี้สิ เขารวยมากเลย แต่สังเกตไหมว่าเขาไม่มีความสุข เหมือนเขานั่งกอดเงินเขาไปอย่างนั้น แต่บางคนเขาอาจจะไม่ได้มีเยอะ เขามีพอประมาณ แต่เขามีความสุข อันนั้นมัน Successful มากกว่าจะมาวัดที่เงิน

มาริโอ้ เมาเร่อ

ทุกวันนี้มีช่วงเวลาไหนที่คิดถึงคำสอนของพ่อไหม

โอ้ย เยอะครับ บางทีเราก็สังเกตคนอื่น หรือเรามองกระทั่งตัวเราเอง เรามีเงินเยอะเลย ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนี้ ตอนนี้มีเงินเยอะเลยแต่มันจะมีโมเมนต์แบบมีอยู่วันหนึ่งมันไม่มีความสุข มันอาจจะนอยด์เรื่องอะไรสักอย่าง มันก็ทำให้เรารู้ว่าต่อให้มึงมีเงินเต็มหัวเต็มบ้านไปหมด มันก็อาจจะมีวันหนึ่งที่มึงไม่มีความสุขได้ มันเป็นเรื่องปกติ ผมก็จำไว้ หรืออย่างบางครั้งเราทำงานแล้วเรารู้สึกว่าไม่ได้ไปใช้ชีวิต ไม่ได้ไปทำอะไรที่เราอยากทำ ผมก็จะคิดถึงคำพ่อแล้วผมก็จะจำอันนี้ไปสอนหลานผมคนหนึ่ง เพราะตอนเด็กๆ เขาจะชอบมองว่าต้องรวย ต้องมีเงิน คือเด็กเขาก็จะคิดอย่างเดียว คือทำอะไรก็ได้ขอแค่ให้มีเงิน ผมก็บอกว่า มันไม่เกี่ยวหรอก เขาโตขึ้นมาก็เริ่มเข้าใจ

ทุกวันนี้เวลาโอ้เห็นคนรอบข้างเขาอยู่กับเราแล้วแฮปปี้ ทำให้เรารู้สึกว่าบางอย่างเงินมันซื้อไม่ได้ แต่เราจะต้องเราไปใช้เวลาด้วยกัน ซึ่งเรารู้สึกว่านี่แหละ มันคุ้มค่าที่เราเกิดมา ที่เราได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เอนจอยโมเมนต์ดีๆ ด้วยกัน ซึ่งมีเงินอย่างเดียก็อาจจะทำไม่ได้ ถ้าเราไม่มีมิตรสหายที่ดี บางทีมีเงิน ให้ตายก็ซื้อเพื่อนดีๆ ไม่ได้ ซื้อคนรอบข้างดีๆ ไม่ได้ มันอยู่ที่เราเห็นคุณค่าหรือเปล่า แล้วเราจะเก็บตรงนั้นเอาไว้หรือเปล่า

 

การเข้าวงการตั้งแต่ตอนมัธยมทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้างไหมในชีวิต

ผมเป็นคนเรียนช้ากว่าคนอื่น อย่างเพื่อนๆ เขาเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้วแต่ผมไม่ได้เรียน เพราะว่าถ่ายละคร ถ่ายหนังอยู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานเลย เพราะว่าผมเริ่มต้นตอนอายุ 18 แล้วก็ไม่หยุดเลย ช่วงประมาณอายุ 18 – 25 ก็ไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดไม่ได้ทำงานถ่ายหนัง ถ่ายละคร แล้วจะทำยังไง แต่ก็มีอีกคำหนึ่งที่พ่อสอนมาตลอดคือ “เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ โอกาสมันไม่ได้มาบ่อยๆ เราคว้าโอกาสก่อนดีกว่าไหม คำภาษาไทยคือ มันไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอก เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าโอกาสมันมา ถ้าเป็นพ่อ พ่อคว้าโอกาสก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสมันจะมาหาเราอีกหรือเปล่า”

คนก็จะชอบถามว่า แล้วเสียใจไหมที่เลือกอย่างนั้น ผมก็บอกไม่เสียใจ เพราะพ่อผมบอกไว้อยู่แล้วว่า มันเรียนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็เรียนจบและได้เรียนปริญญาโทด้วย มันเหมือนที่พ่อพูด เพราะว่าเราเรียนตอนไหนก็ได้ แต่ว่าถ้าตอนนั้นผมไม่คว้าโอกาส ผมอาจจะเสียใจก็ได้

 

มีโอกาสจากการแสดงครั้งไหนที่สำคัญกับชีวิตคุณบ้าง

มันก็สำคัญทุกโอกาสนะครับ ยกตัวอย่างก็ได้ ผมไปเล่น พี่มาก..พระโขนง ผมไปแคสติ้ง แล้วก็รู้สึกว่า เออ มันเป็นอะไรที่ถ้าเรามีโอกาสก็ต้องคว้าเอาไว้ ผมยังยึดคอนเซปต์เดิม ถ้าเขาให้แคสต์ผมก็ต้องแคสต์

มาริโอ้ เมาเร่อ มาริโอ้ เมาเร่อ

เคยคิดไหมว่า ระดับมาริโอ้แล้ว ทำไมต้องแคสต์ด้วย

ไม่เคยคิดครับ เพราะว่าผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นระดับมาริโอ้

 

ไม่มีอีโก้ว่าฉันคือพระเอกชื่อดัง

ไม่มีครับ เป็นคนน่ารักครับ เป็นคน Humble มากๆ (หัวเราะ) ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้อีโก้อะไร เพราะรู้สึกว่าอีโก้ไปคนก็จะหมั่นไส้เปล่าๆ ผมรู้ว่าผมมาจากไหน แล้วเราไม่เคยลืมว่าเรามาจากไหน

ช่วงแรกๆ มันมีอยู่แล้วแหละครับ ซึ่งตัวเองไม่ค่อยรู้หรอกว่ากำลังเหลิง เราก็หลงแสงสีเสียง เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าผมรู้สึกว่าผมเหลิงได้ไม่นานหรอก เพราะว่าผมรู้สึกว่า ไม่รู้จะเหลิงไปทำไม ทุกวันนี้เราก็สบายๆ ง่ายๆ ผมไม่ได้เป็นคนเรื่องเยอะอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคนที่รู้สึกว่าเหนือกว่าใคร เก่งกว่าใคร ผมรู้สึกว่าเราเท่ากับทุกคน แค่ผมอาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นแค่นั้นเอง

 

โอกาสที่คว้ามันเปลี่ยนชีวิตเราอย่างไร

มันเปลี่ยนสิ้นเชิงเลยครับ จากที่เราเป็นเด็กคนนึงที่ชอบเล่นสเก็ตบอร์ด ฝันอยากโตขึ้นมาเป็นเนักสเก็ตบอร์ด อยากจะเอาความสามารถทางสเก็ตบอร์ดมาหากิน แต่วันหนึ่งก็หยุด เพราะว่ารู้สึกว่างานตรงนี้เงินมันดี ค่าตอบแทนมันสูง ไม่เหมือนกับอย่างอื่น เราเห็นพ่อแม่เราทำธุรกิจปกติทั่วไปเราก็รู้สึกว่า โห กว่าเขาจะได้เงินมาสักหมื่นหนึ่ง สักแสนหนึ่ง กว่าจะทำแพ็กกิ้ง จ้างคน คนงานก็เรื่องเยอะ ความเป็นจริงข้างนอกมันต้องต่อสู้มากเลยว่ากว่าจะได้เงินมาสักบาท ซึ่งเราเองได้โอกาสดีๆ ได้ถ่ายแบบ แล้วตอนนั้นผมก็ได้เงินสด ห้าพันหมื่นหนึ่งเว้ยเฮ้ย เราก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องลำบากพ่อแม่ที่ต้องมาซื้อของให้เรา เราก็มองแค่นั้น จากเรื่องเล็กๆ มันก็เลยทำให้เราแบบได้โอกาสดีๆ เราก็ทำไปเรื่อยๆ

 

นอกจากเรื่องเงินแล้วมีเหตุผลอื่นไหมที่ทำให้คุณเลือกทำงานในวงการนี้

ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเงิน ผมว่ามันเหมือนเราได้เจอครูดีๆ ได้เจอพาร์ตเนอร์ดีๆ อย่างตอนที่ผมไปเจอ หม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ที่เป็นเหมือนอาจารย์ผม หม่อมก็ทำให้ผมรู้ว่า บางทีไอ้งานเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเล่น อย่างเช่นที่ผมเล่นเป็นทองเอกในละคร ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ซึ่งเป็นคอเมดี้ แต่เราอาจจะสร้างจินตนาการแล้วก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนอีกไม่รู้กี่คนที่ได้ดู เราไม่ได้ทำไปเปล่าๆ เราทำแล้วคนดูอาจจะได้อะไรจากเรา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ลืมมองด้านนี้ไป

หม่อมน้อยบอกว่า บางทีแค่คนดูเขาดูเราแล้วเขาหัวเราะได้ เราก็เหมือนประสบความสำเร็จไปแล้ว เพราะว่าเราทำให้เขามีความสุขแล้ว ไม่มากก็น้อย หรือบางทีถ้าแบบพวกหนังหรือละครที่ดราม่าเศร้ามากๆ เราอาจจะสอนใครก็ไม่รู้อยู่ที่บ้าน ที่เขาอาจจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งเราได้รับคาแรกเตอร์อย่างนั้นบ่อย พวกพระเอกที่เห็นแก่ตัว แบบกูรวย กูเก่ง กูมีดีทุกอย่าง ซึ่งอาจจะมีใครไม่รู้สักคนหนึ่งที่นั่งดูโอ้เล่นอยู่ที่บ้าน แล้วเขาอาจจะนึกย้อนไปถึงตัวเอง แล้วมันอาจจะสอนเขาด้วย ผมรู้สึกว่านี่เป็นผลพลอยได้นอกจากเงินที่ผมได้ เราได้ให้ความรู้ ได้ให้ข้อคิด ไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งความสุข เสียงหัวเราะ มันก็เพียงพอ

 

แล้ววงการนี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนให้ผมเป็นผมอย่างในวันนี้แหละครับ ถ้าผมไม่ได้ทำงานในวงการชีวิตผมอาจจะเละเทะกว่านี้ ตั้งแต่ผมเป็นนักแสดง ได้ทำงานในวงการ ผมรู้สึกว่ามันขัดเกลาเรา มันทำให้เราตั้งใจมากขึ้น เอาการเอางานมากขึ้น เรารู้สึกว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นเยอะเลย เราก็ควรจะทำมันให้ดีต่อไป

อย่างตัวผมเอง ผมรู้สึกว่าเราโชคดีจังเลยที่ได้มาอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราสามารถช่วยเหลือคนทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง อย่างแค่เรี่ยไรเงินผมก็รู้สึกว่า เออ เวลาเราเป็นดาราเราไปเรี่ยไรเงินมันได้เยอะกว่าคนทั่วไปเยอะเลยนะ

มาริโอ้ เมาเร่อ

คุณเองเคยเป็นถึงพระเอกพันล้าน มันทำให้คุณกดดันบ้างไหมจากความสำเร็จนั้น

ไม่นะครับ เพราะว่าเล่นหนังมันก็มีขึ้นมีลง บางเรื่องก็ได้เกือบจะร้อยล้าน บ้างเรื่องอยู่ดีๆ ก็พันล้าน แล้วอีกเรื่องก็ร่วงไปยี่สิบก็มี อันนี้ผมไม่คิดมาก เพราะว่าการเล่นหนังมันก็เหมือนกับเราแทงหวยแหละ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะโดนใจคนหรือเปล่า แต่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ เพราะว่าหนังเรื่องหนึ่งมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มันมีหลายองค์ประกอบมาก ผมเลยรู้สึกว่าเราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ถ้าผลตอบรับมันออกมาไม่ดีก็ช่างมัน เอาใหม่ ไม่เคยไปนั่งเสียใจ

ผมจะเสียใจอย่างเดียวเวลาที่เราทำได้ไม่ดี ถ้ากลับไปดูแล้วเรารู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำให้มันดีกว่านี้วะ จะรู้สึกแย่ตรงนั้นอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยมีหรอก เพราะว่าเราเต็มที่ตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราต้องไปเล่นเราใส่เต็ม ถ้าผู้กำกับขออีกเราก็ไม่เคยนอยด์แบบว่า เอ้า กูก็ทำแล้วนี่หว่า ไม่มีอย่างนี้ แต่เราจะถามว่า แล้วพี่เอายังไง บอกผมมา ผมจะทำให้ได้

 

ชีวิตช่วงนี้ของคุณงานเยอะที่สุดแล้วหรือเปล่า

ไม่นะครับ ตอนนี้อาจจะคุ้นชินกว่าตอนแรกๆ ก็เลยรู้สึกว่าตอนแรกๆ จะรู้สึกแน่นกว่า

 

เคยคิดไหมว่าเวลาในวงการเรามีจำกัด

คิดครับ โอ้คิดว่าวันหนึ่งเราก็แก่ แล้วพอแก่เราก็ต้องไปเล่นบทพ่อ พอเล่นบทพ่อเสร็จก็ต้องมาเป็นปู่ คือเรารู้สึกว่ามันก็ยืดหยุ่น แต่โอเค เราเข้าใจว่าพระเอกมันมีอายุของมัน แล้วมันก็จะมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้กลัว แต่รู้สึกว่าเราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็ต้องพัฒนาอยู่ตลอด แต่ไม่ได้กลัวว่าในวันนึงเราจะแก่นะ ไม่ได้กลัว

ทุกวันนี้ความสุขก็คือได้ทำงานดีๆ ได้เจอคนดีๆ ได้อยู่ร่วมงานกับคนเก่งๆ เราได้ทำงานที่มีเกียรติมากนะครับ การเป็นนักแสดง

 

ทำไมถึงคิดว่านักแสดงเป็นอาชีพที่มีเกียรติ

มีเกียรติสิครับ คุณเล่นหนัง คนต้องซื้อตั๋วหนังมาดูคุณนะ คุณเล่นละครเขาก็ต้องเปิดมาดูคุณอีก เขาต้องเสียเวลาของเขามาดูเรา แล้วเราให้ความคิดอะไรพวกเขาได้ด้วย สำหรับผมมันเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก ผมไปเล่นเป็นคนคนหนึ่ง แล้วคุณก็ได้อะไรจากผม ผมได้ส่งอะไรให้คุณด้วย แล้วที่ผมทำผมได้ตังค์ด้วยนะ คือสุดท้ายจะมีเกียรติหรือไม่มีเกียรติมันอยู่ที่เราคิดนั่นแหละ เพราะอาจารย์ผมสอนมาว่า อะไรก็ตาม ถ้าเรามองว่ามันมีเกียรติ มันจะมีเกียรติ แต่ถ้าเรามองว่ามันไม่มีอะไรเลย มันก็จะไม่มีอะไรเลย แค่ผมมองว่าอาชีพนี้มันมีอะไร ก็แค่นั้นเอง

มาริโอ้ เมาเร่อมาริโอ้ เมาเร่อ

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

CONTRIBUTORS

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

บรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า